Kinyupen-PengLiYuan-เผิง-ลี่หยวน-กับ-10-ข้อสอนหญิง.jpg

kinyupen_adminAugust 4, 2020

“เพราะผู้ชายที่ดีและรักคุณ…ไม่จำเป็นต้องคุม” จากคำคมภรรยาท่านผู้นำแห่งแดนมังกร - เผิงลี่หยวน ภรรยาสีจิ้นผิง ผู้นำจีน (ประธานาธิบดี) ที่ว่า…


-“อิสระ”-ที่เลือกได้เอง_YT_1-1280x720.jpg

kinyupen_adminJuly 14, 2020

ชีวิตคือการเดินทาง อดีตครีเอทีฟบริษัทโฆษณาชั้นนำจึงเลือกเกษียณตนเองก่อนเวลา เพราะต้องการ “เวลา” และ “อิสระ”


_ทำดีไม่ต้องรอ_วัดปราสาทนนท์_cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 24, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนพบปะกลุ่มคนที่เริ่มจากความตั้งใจ “ทำดี” โดยไม่ต้องมีเกริ่นนำ แต่ทำเลย ซึ่งสาเหตุที่มาเรื่องนี้เริ่มจากเห็นใน pantip ที่มีเข้ามาถามความคิดว่า อยากเป็นจิตอาสา ทำยังไง อยากทำความสะอาดห้องน้ำต้องเริ่มอย่างไร และคาดว่ามีอีกหลายคนอยากเข้าไปช่วย จะเริ่มจากตรงไหน

 

นี่อาจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราหมดข้อสงสัย และเริ่มได้โดยไม่ต้องเกริ่นนำ ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าพี่ๆ จิตอาสากลุ่มที่เรานำมาเสนอนี้ แต่ละคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างมาเจอกันโดยบังเอิญ แต่ก็ร่วมแรงร่วมใจบูรณะหอพระไตรปิฎก ณ วัดปราสาท นนทบุรี จนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างที่เราเห็น

 

 

สำหรับหอพระไตรปิฎก แห่งนี้ถูกสร้างเมื่อประมาณ 30 – 40 ปี แต่ด้วยผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จึงทรุดโทรม โดยเคยมีผู้รับเหมาจะมาบูรณะหากด้วยงบประมาณที่สูงจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ กระทั่ง “น้าสงคราม” หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของชาวจิตอาสากลุ่มนี้มาเจอ จึงเริ่มลงมือบูรณะด้วยตัวคนเดียว ก่อนได้รับความร่วมมือจากสมาชิกแต่ละท่านและคืบหน้ามาจนปัจจุบัน

 

สิ่งที่เป็นของดั้งเดิม คือ บันไดธรรมาสน์ และองค์พระประธานที่คาดว่าอยู่คู่กับวัดพร้อมฐานพระมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีฯ ส่วนพระพุทธรูปที่ทำด้วยหินสีเขียวและโต๊ะหมู่บูชา คือ สิ่งที่น้าสงครามนำมาถวายวัด

 

 

นอกจากนี้ภายในหอยังมีภาพและคำสวดบูชาพระสุนทรีวาณี ผู้คอยดูแลคำสอนพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก รวมถึงภาพถ่ายหลวงปู่สนธิ์ ธมฺมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทแห่งนี้ด้วย

องค์พระประธานที่ตั้งอยู่ในอุโบสถนั้น ทางกรมศิลปากรสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุกว่า 400 ปี และด้วยลักษณะทำให้คาดกันว่าผู้ที่สร้างต้องเป็นพระมหากษัตริย์แน่นอน

 

 

เรื่องราววัดแห่งนี้น่าสนใจมากกว่าความลี้ลับ โดยเฉพาะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมที่ปลูกสร้างโดยพระเจ้าปราสาททอง หลานของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

 

 

 

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 15, 2020

หลายครั้งที่ผู้ใหญ่กับเด็ก หรือ อาจารย์กับนักเรียนจะคุยกันไม่รู้เรื่อง รู้สึกว่ากำแพงของเด็กช่างแข็งแรงจนไม่รู้จะเอื้อมมือเข้าไปได้ยังไง กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงหยิบมุมคิดจากบทความสัมภาษณ์ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน โดยเฉพาะในส่วนของโครงการ Broken Violin โครงการศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนและชุมชน ในคอลัมน์ Goodlife หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มาแชร์กัน

 

โครงการ The Broken Violin ซึ่งที่มาของชื่อมาจากไวโอลินแตกหักที่สามารถบรรเลงเป็นบทเพลงได้ไพเราะและมีคุณค่าจึงเป็นโครงการที่ครูเล็กให้นิยามว่า

 

“เปรียบเสมือนชีวิตที่ก้าวพลาดที่สร้างบาดแผลและรอยร้าวในหัวใจ หากเมื่อเปิดโอกาสให้ได้เห็นคุณค่าในตนเอง ย่อมเยียวยาจิตใจให้ก้าวผ่านอุปสรรคใดๆ ไปได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับไวโอลินที่แตกหัก ถ้านำมาบรรเลงย่อมได้ท่วงทำนองใหม่ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”

 

ครูเล็กจึงใช้แนวคิดนี้ให้โอกาสเยาวชนที่ก้าวพลาดจากชุมชนเพชรหึงษ์ พระประแดง และบ้านกาญจนาภิเษก ได้มาเล่นสเก็ตบอร์ดในคอนเสิร์ตผสมผสานระหว่างกีฬา ดนตรี และการแสดง

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กลางคืน, รองเท้า และสถานที่กลางแจ้ง
ภาพจาก : The Broken Violin project เสน่ห์..รอยร้าว

 

สิ่งน่าสนใจไม่เพียงรูปแบบโครงการ หากคือ “ความเข้าใจถึงจิตใจเยาวชน” ที่ครูเล็กบอกเล่าว่า ความทุกข์หรือ บทเรียนที่เคยพลาดทำให้เข้าใจเด็กๆ ที่ก้าวพลาด เพราะการก้าวพลาดของเด็กมีหลายปัจจัย เกิดจากความไม่รู้ มีพลังเยอะแต่กร่าง ระรานคนอื่น และเพราะไม่รู้ไม่มีใครสอน

 

ครูเล็กบอกเล่าที่มาเชื่อมโยงกับโครงการนี้ เกิดจากเด็กๆ ในโรงเรียนภัทราวดี หัวหิน มีปัญหาจากเดิมที่เด็กมีปัญหาไล่ออก หากวันหนึ่งครูเล็กคิดได้ว่า ครูไม่มีหน้าที่ไล่เด็กออก เด็กจะร้ายแค่ไหนหน้าที่ของครูคือ ต้องสอนให้เป็นคนดี จึงไปเรียน Art Therapy ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจะนำมาใช้แก้ปัญหาซึ่งพบว่าก่อนเปลี่ยนคนอื่นต้องปรับตัวเองก่อน พร้อมได้เข้าไปศึกษาหาเคสจริง ทำให้เข้าใจว่าเด็กๆ ไม่ได้ชั่วร้าย ไม่ได้มีเจตนาแต่ด้วยปัญหาครอบครัว ด้วยสภาพแวดล้อม นั่นหมายถึง ครูต้องเริ่มจากเข้าใจ และมีเมตตาสูง

 

สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นบทพิสูจน์ว่าความเข้าใจและมีเมตตาของครู จะทำให้กล่อมเกลา หล่อหลอมเด็กที่ก้าวพลาดได้ คือ การที่ครูเล็กได้เข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนาและแก้ไขให้กับเยาวชนในพื้นที่แถวชุมชนเพชรหึงษ์ พระประแดง สมุทรปราการ

 

ภาพจาก : The Broken Violin project เสน่ห์..รอยร้าว

 

ครูเล็กเริ่มจากศึกษาข้อมูล พูดคุยกับเด็กเข้าใจถึงความต้องการของเด็กจากเรื่องที่เขาสนใจร่วมกันนั้นก็คือ สเก็ตบอร์ด เด็กอยากเล่นแต่ไม่มีสถานที่ สิ่งที่ครูทำคือให้ทุนในการซื้อปูน ซื้อทราย โดยเด็กลงแรง ศึกษาสร้างลานสเก็ตบอร์ดในพื้นที่แถวบ้านด้วยตนเองพอทำลานสเก็ต ก็ช่วยกันตัดต้นไม้ ล้างบ้าน ล้างห้องน้ำ ถูบ้านโดยช่วงแรกเด็กๆ ก็ระแวงแต่ก็เริ่มจากเอาขนมไปให้ ไปสอนให้ชุมชนทำไก่ย่างโดยซื้อเตาให้

 

จากแนวคิดนี้ทำให้ครูเล็กมองว่า รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและสังคม น่าจะพัฒนาลานกิจกรรมลักษณะนี้ในชุมชนต่างๆ เพราะใช้งบน้อยมาก แต่เพราะรัฐมนตรี หรือ ผู้บริหารไม่เคยลงมาคุยกับเด็ก ทุกอย่างจะแก้ได้ไม่ยากหากผู้ใหญ่สัมผัสปัญหาและสร้างความเชื่อมั่น

 

ปัจจุบันครูเล็ก ได้ร่วมกับป้ามล-ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้าน กาญจนาภิเษก พัฒนาและแก้ปัญหาให้กับเยาวชนที่ก้าวพลาด ทั้งมีโครงการให้โอกาสเด็กได้ภูมิใจได้ร่วมแสดงออกเพราะเชื่อว่า การสร้างให้เด็กเชื่อว่าจะไม่ทิ้ง หล่อหลอมให้เติบโตแล้วหยอดด้านการศึกษา สอนไม่เน้นให้สตางค์แต่สอนให้รู้จักหาสตางค์

 

กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ร่วมรู้สึกไปครูเล็กที่กล่าวว่าการทำงานตรงนี้ วิเศษมากที่ส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้เป็นของสวยงามอย่างแท้จริง

 

“เราไม่จำเป็นที่ต้องไปจับมีด จับปืนให้ดูเท่หรอก จับไมค์นี่แหละ…เท่สุดๆแล้วครับ”มุมมองและข้อคิด ของ "แมงปอ – ปวีณ "…

โพสต์โดย The Broken Violin project เสน่ห์..รอยร้าว เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2020


_เวลามีความสุขอย่าหลงระเริง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 14, 2020

กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิตวันนี้มาแชร์แง่คิดดี ๆ ของ เอ็ดดี้ พิทยากร ลีลาภัทร์ นักเขียน นักคิดเจ้าของแฟนเพจ “ธนาคารความสุข” ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการมีชีวิตแบบคิดบวก ด้วยความสุขจากภายในอย่างเข้าใจง่าย

 

อยากทราบว่าที่ทำอยู่มันถูกรึเปล่า เวลาที่มีความสุขก็จะบอกกับตัวเองว่าอย่าหลงระเริงกับมันมาก

Q: “…ไม่ได้เป็นคำถาม แค่อยากทราบว่าที่ทำอยู่มันถูกรึเปล่านะคะ

เวลาที่มีความสุขก็จะบอกกับตัวเองว่าอย่าหลงระเริงกับมันมาก ส่วนเวลาที่มีความทุกข์ก็จะคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นมาก็ไม่ทุกข์เท่านี้แล้ว พอมะรืนมันก็เริ่มจางๆแล้ว

แล้วรู้สึกว่าชีวิตมันดีขึ้น เมื่อก่อนเคยจมอยู่กับความทุกข์มันเป็นตั้งแต่ตอนเรียนถ้าเราคิดเลขไม่ออกก็จะจมอยู่กับเลขข้อนั้นจนกว่าจะคิดออก แต่พอโตขึ้นรู้สึกว่า มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ่นเลย ก็เลยเปลี่ยนความคิดใหม่

 


 

A: ทำถูก…สำหรับขั้นเริ่มต้นครับ 🙂

ขนาดทำแค่นี้ ยังเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เอง
ถ้าทำต่อไป จะรู้เลยว่า มีความสุขท่ามกลางทุกข์ในโลก ไม่ยากหรอกนะ
ชีวิตจะเปลี่ยนอีกมหาศาลเลย

 

ขั้นต่อไปที่ควรทำคือ อย่าไปหวังพึ่งความคิดอย่างเดียวครับ ให้พึ่งปัญญาจากการเห็นความจริง
เพราะความคิดนี่ไว้ใจไม่ได้นะ ตอนเช้าคิดดีได้ สายๆอาจจะคิดร้ายก็ได้

จะมีปัญญาจากการเห็นความจริง ก็ให้เริ่มจากการมีสติครับ
คอยรู้สึกตัว รู้ทันใจเวลารู้สึกสุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ โกรธ สงสาร ตกใจ สงบ คิด นึก ฯลฯ

 

การย้อนกลับมารู้สึกตัว รู้ที่จิตใจว่ากำลังมีอาการยังไง
นั่นแหละ เป็นการฝึกให้จิตมีสติขั้นต้นครับ

ถ้าฟุ้งซ่านมาก แนะนำให้หาตัวช่วย เช่นสวดมนต์บทสั้นๆไว้ในใจ
อย่างผมเองชอบนึกถึงคำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไว้บ่อยๆ
ว่างๆก็นึกไปเรื่อยๆ ขับรถไปก็นึกไป พอใจหนีไปคิดเรื่องอื่น ก็รู้ทันได้ง่าย

ขั้นกลางพอจิตจำสภาวะที่เกิดต่างๆเหล่านั้นได้
ต่อไปเวลามีความรู้สึกแรงๆ สติจะทำงานอัตโนมัติ
โดยเราไม่ต้องเตือนตัวเองให้จงใจรู้

พอจิตมีสติอัตโนมัติแวบหนึ่ง ขณะนั้นแหละที่เรียกว่ามีสมาธิแบบตั้งมั่น

 

 

สมาธิมีสองแบบนะครับ สมาธิแบบนิ่งสงบ จิตไปแนบนิ่งกับกาย อย่างมือ เท้า ลมหายใจ ท้องบ้าง อันนี้เรียกฌาน

สมาธิอีกอย่าง แบบของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธแท้ๆ คือสมาธิแบบตั้งมั่น เห็นกายใจทำงานตามความเป็นจริง ทำเอง ทุกข์เอง รู้เอง ดับเอง

เช่นจิตเคลื่อนไปคิด แล้วดับเพราะมีจิตผู้รู้อีกดวงเกิดขึ้นแทนที่
จิตจะเห็นความจริงว่า จิตไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่ใช่ตัวตน เพราะทำงานเอง
เราไม่ได้สั่งเลยสักอย่าง ตั้งแต่เริ่มคิด เริ่มรู้ จิตดับ มันทำเองหมด

เห็นแบบนี้บ่อยๆ นั่นแหละปัญญาแท้ๆ ว่าสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ไม่มีจริงหรอก

 

เมื่อจิตสะสมปัญญาตัวนี้บ่อยๆ มากพอ
จิตจะค่อยๆจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย
เพราะเบื่อหน่ายในความไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่ใช่ตัวตนของตัวมันเอง

เห็นว่า กายก็ไม่ใช่ตัวเรา จิตก็ไม่ใช่ตัวเรา มีแต่ธาตุขันธ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป
มีแต่สิ่งที่ไม่เที่ยง และบังคับไม่ได้ ไม่มีอะไรควรค่าจะยึดมั่นถือมั่นไว้สักอย่าง

 

 

อันนี้พูดให้ฟัง เล่าให้ฟังแบบขั้นแอดวานซ์เลยนะ อย่าตกใจ
แค่อยากให้เห็นว่า นิพพานมีจริง การสลัดคืนจิตให้โลก มีจริง
การเจริญสติ มันพาจิตพ้นทุกข์ได้จริง เป็นเหตุเป็นผล เป็นขั้นเป็นตอน

เริ่มจากแค่การรักษาศีล ๕ แล้ว คอยรู้สึกตัว เท่านี้เองครับ

www.dhamma.com

ไว้มีเวลา มีกำลังทรัพย์อยากมาเรียนกับพี่ ก็ค่อยมา www.facebook.com/HBclassroom/

ส่วนอันนี้สรุปมาให้แล้วแบบเข้าใจง่ายด้วยภาษาโลกๆ ตอนนี้มีสี่คอร์สให้เลือกแล้ว
https://www.skilllane.com/instructors/eddie

ถ้าสนใจติดต่อให้ผมไปบรรยายเรื่องทัศนคติในการทำงานและใช้ชีวิต การพิชิตความเครียด ปรับสมดุลให้พนักงานในองค์กร
ติดต่อได้ทางอีเมล [email protected] ครับ

 

ข้อคิดดี ๆ จากธนาคารแห่งความสุขยังมีอีกเพียบ ติดตามต่อได้ที่ happinessbank.online และแฟนเพจธนาคารความสุข

เตรียมพบกับโปรเจคดีๆ ระหว่าง “กินอยู่เป็น” X “ธนาคารแห่งความสุข” ที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตแบบคิดบวกให้คุณเร็วๆ นี้


_การพัฒนาตัวเอง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 11, 2020

กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิตวันนี้มาแชร์แง่คิดดี ๆ ของ เอ็ดดี้ พิทยากร ลีลาภัทร์ นักเขียน นักคิดเจ้าของแฟนเพจ “ธนาคารความสุข” ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการมีชีวิตแบบคิดบวก ด้วยความสุขจากภายในอย่างเข้าใจง่าย และเตรียมพบกับโปรเจคดีๆ ระหว่าง “กินอยู่เป็น” X “ธนาคารแห่งความสุข” เร็วๆ นี้

Q: “สวัสดีค่ะพี่เอ็ด รบกวนขอความกระจ่างจากพี่หน่อยนะคะ

 

ความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ กับการพัฒนาตัวเอง มันขัดแย้งกันไหมคะ ถ้าเรารู้ว่าความสามารถเราไปได้ไกลกว่านี้มากถ้าพยายาม แต่เราพอใจที่จะอยู่ตรงนี้ มันจะดูโง่และขี้เกียจไปไหมคะ”

 

A: มันก็แล้วแต่ว่าเราจะมองมันจากมุมมองของใครครับ
ถ้านักเศรษฐศาสตร์ อาจจะรู้สึกเป็นความสูญเปล่าในศักยภาพที่มี แต่นักปรัชญาอาจจะบอกว่า มันเป็นเสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิต

โดยส่วนตัว พี่ถือหลักทางสายกลางแบบพุทธ คือขยันและไม่ขี้เกียจ มีโอกาสมีความสามารถแล้วต้องทำครับ

แต่ทำด้วยวิริยะความเพียรแล้ว ค่อยสันโดษในผล คือจะได้ผลมากน้อย ไม่เป็นไร เราพอใจที่ได้ทำเต็มที่ ทำเสร็จแล้ว

 

ถ้ามีโอกาสแล้วไม่ทำ ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาในอนาคต
ไม่ใช่มานั่งโทษ นั่งด่าตัวเองว่าโง่ทีหลัง มันไม่เกิดประโยชน์อะไร

 

วันนี้พี่ก็เพิ่งทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ @aston_ed บอกว่า
ถ้ามีความฝันอะไรให้รีบทำตั้งแต่อายุยังน้อย

 

เพราะการที่เราอายุยังน้อย
แปลว่าเรามีเวลาและโอกาสจะทำผิดพลาดได้อีกหลายหน

และการที่เราเรียนรู้จากความผิดพลาดมากเท่าไหร่
แปลว่าเรายิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น

อีกอย่าง สิ่งที่น่าเสียใจกว่าการทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ เจ๊ง ขาดทุน คือการไม่ได้ทำอะไรเลย

 

 

บางทีมนุษย์เรา ก็น่าสงสารแบบนี้ครับ รู้จักแต่ทางสุดโต่ง
แต่ไม่รู้จักทางสายกลาง

 

ไปเรียนเอานะครับ www.dhamma.com ไว้มีเวลา มีกำลังทรัพย์อยากมาเรียนกับพี่ ก็ค่อยมา www.facebook.com/HBclassroom/

ส่วนอันนี้สรุปมาให้แล้วแบบเข้าใจง่ายด้วยภาษาโลกๆ ตอนนี้มีสี่คอร์สให้เลือกแล้ว
https://www.skilllane.com/instructors/eddie

ถ้าสนใจติดต่อให้ผมไปบรรยายเรื่องทัศนคติในการทำงานและใช้ชีวิต การพิชิตความเครียด ปรับสมดุลให้พนักงานในองค์กร
ติดต่อได้ทางอีเมล [email protected] ครับ

 

ข้อคิดดี ๆ จากธนาคารแห่งความสุขยังมีอีกเพียบ ติดตามต่อได้ที่ happinessbank.online และแฟนเพจธนาคารความสุข

 


_ไม่มีความสุขเลย_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 7, 2020

กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิตวันนี้มาแชร์แง่คิดดี ๆ ของ เอ็ดดี้ พิทยากร ลีลาภัทร์ นักเขียน นักคิดเจ้าของแฟนเพจ “ธนาคารความสุข” ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการมีชีวิตแบบคิดบวก ด้วยความสุขจากภายในอย่างเข้าใจง่าย

 

Q: “ทำไมไม่มีความสุขเลย ชีวิตมีปัญหาภาระเยอะ….ใจหนึ่งอยากล่าฝันเรียนต่อ ต้องหาทุนค่ะไม่มีเงิน แต่ใจหนึ่งยังห่วงแม่ที่แก่แล้ว

 

ปัญหาเรื่องงานอีกที่แก้ไม่ตก…ทุกวันไม่อยากไปทำงานเพราะกลัวหน้ากากที่เขาสวมใส่กัน เคยใช้วิธีวางเฉยแล้วก็ไม่วายมีปัญหาวิ่งมาหาจนได้…

 

เรื่องที่บ้านแม่ก็ติดพนัน แก่มากตาไม่เห็นเลข ไปเล่นมาก็เสียตังค์ พอไม่มีเงินก็มาบ่น ด่า พูดเรื่องบุญคุณ เงินก็ให้ใช้อาทิตย์ละพันยังไม่พอ….บ้านก็กำลังสร้างให้อยู่สบายๆ แกยังไม่พอ บอกว่าเราไม่ให้เงินไม่ดูแล

ทุกวันนี้ทำงานเหนื่อยมากเลิกงานประจำทำงานพิเศษอีกแต่เงินก็ไม่พอทั้งๆ ที่ตัวเองประหยัดแต่ก็หมดไปกับแม่พี่น้อง…ทำงานไม่มีวันหยุด เหนื่อยล้ามาก ท้อแท้และหมดพลังมากเลย กลับบ้านมาไม่อยากทำไรเลยค่ะ

นอนไม่ค่อยหลับคิดตลอดเวลา ทำให้เครียดง่าย บางวันต้องกินยาช่วย….มีทางแนะนำไหมคะ สวดมนต์ก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว ยังกำจัดความเครียดไม่ได้”

 


 

A: ที่อ่านมา พี่เห็นด้วยส่วนหนึ่งว่า ชีวิตเรามีปัญหา
แต่พี่ไม่เห็นด้วยถ้าเราจะบอกว่า ปัญหาเหล่านั้นทำให้เราทุกข์

คือมีปัญหา หรือไม่มีปัญหา อันนั้นเรื่องนึงนะ
แต่จะมีความสุข หรือมีความทุกข์ มันก็อีกเรื่องนึง

เพราะปัญหากับความทุกข์ มันคนละส่วนกัน
อย่างภาระทางการเงิน คนอื่นเขาก็มีเยอะแยะ
พี่ก็มี ยังมีหนี้กับธนาคารหลายล้าน ถ้าจะเรียกว่ามีปัญหา พี่ก็มีไม่แพ้เราหรอก
แต่พี่เข้าใจและยอมรับได้ไง ว่า ถ้าเราทุนน้อย
จะมีบ้าน มีรถ ก็ต้องยอมเป็นหนี้

 

 

พี่เคยคิดนะ สมมติตกงานมา ไม่มีรายได้ บ้านถูกยึด จะทำไง
ก็คิดได้ว่า อ่อ.. เราก็ไปหางานใหม่ทำ ได้เงินน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร
บ้านนี่ ถ้ากรรมเก่ามาให้ผล ก็ให้เขายึดไป เราก็ไปหาเช่าบ้านเล็กๆเอา

แต่ถ้ายอมรับไม่ได้ว่าปัญหาเกิดแล้ว แล้วไปนั่งคร่ำครวญอยากจะให้มันไม่เกิด
นั่นต่างหากที่ทำให้ทุกข์

 

คือคนเรานะ ถ้าจะสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองทุกข์ มันมีวิธีเยอะแยะเลย
ถ้าจะทำให้ตัวเองสุข อย่างแรกที่ทำได้ง่ายๆ คืออย่าไปสร้างเงื่อนไขยุ่งยากให้ชีวิต

 

อย่าไปตั้งเกณฑ์ว่าต้องรวย ต้องดัง ต้องเด่น ต้องปริญญาโท เอก
แม่ต้องดีระดับแม่ดีเด่นแห่งชาติ
พี่น้องต้องสรรเสริญเชิดชู เราถึงจะมีความสุข
เพราะทันทีที่ตั้งเงื่อนไขเสร็จ ทุกข์ก็นั่งรอเราแล้ว

พี่จบแค่ปริญญาตรีนะ ปัญหาพี่ก็มี แต่พี่ก็มีความสุขสบายใจตามสมควร
พอจะมาแบ่งปันให้พวกเราได้

 

พี่ถึงพูดเสมอนะ ว่าโลกนี้ ไม่มีทางเป็นได้ ดีได้อย่างใจเราทุกเรื่องหรอก
อย่างทุกคนบอกว่า อยากให้โลกมีสันติสุข ทุกคนรักกัน
อันนั้นเพ้อฝันมาก เพราะในโลกนี้มีคนตีกัน อิจฉากัน เบียดเบียนทำร้ายกัน ฆ่ากันทุกวันแหละ

 

เมื่อมีปัญหาแล้ว ก็ไปแก้ปัญหานะ ถ้าแก้ได้ก็ดีไป
ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ต้องวางใจดีๆ ว่ามันไม่ใช่ว่า ทุกปัญหาจะแก้ได้ทันที เดี๋ยวนี้
บางอย่างมันต้องใช้เวลา บางอย่าง มันต้องใช้ปัญญา เพราะเวลาก็แก้ไม่ได้

เพราะบางอย่าง นานแค่ไหน ก็แก้ไม่ได้
อย่างหมาสุดที่รักตาย แมวสุดโปรดเท่งทึงไป แก้ไม่ได้หรอก
แต่ใช้ปัญญาได้นะ ว่า สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับเป็นธรรมดา

อย่างเรื่องใส่หน้ากากในที่ทำงาน ก็คิดเสียว่า เราทำงานที่ต้องใส่หน้ากาก
เช่นนักแสดงเล่นโขน ก็ต้องใส่หัวโขน ก็เล่นไปตามบทให้เป็น

 

อยู่กับโลกให้เป็น อย่าปฏิเสธโลก แต่ให้เข้าใจโลก และอย่าโดนโลกกลืนไป
ใส่หน้ากากอยู่ ก็รู้ว่าใส่ ถ้ายังรู้ตัว เราจะไม่ยึดหน้ากากนั้นเป็นเราไปด้วย
เหมือนคนรับบททศกัณฑ์ ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นยักษ์ในชีวิตจริงนอกเวที

 

ส่วนเรื่องแม่ บางทีก็ต้องแจกแจงแบ่งปันให้แม่รู้ว่า เรามีรายได้เท่าไหร่
ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องผ่อนบ้านเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ ให้แม่เท่าไหร่
แม่จะได้ทราบข้อเท็จจริง ว่าเราไม่ได้ทอดทิ้ง

 

ค่อยๆตั้งสติ แล้วแก้ในส่วนที่เราทำได้
อะไรแก้ไม่ได้ ก็ยอมรับไปก่อนนะ ว่าเราแก้ไม่ได้หรอก แต่ถึงเวลานอนละ
อย่าแบกเอาปัญหาไปนอนกอดบนเตียงก็พอ

 

แถมอันนี้ให้ ไปเรียนแทนปริญญาโทไปก่อน www.dhamma.com

ไว้มีเวลา มีกำลังทรัพย์อยากมาเรียนกับพี่ ก็ค่อยมา www.facebook.com/HBclassroom/

ส่วนอันนี้สรุปมาให้แล้วแบบเข้าใจง่ายด้วยภาษาโลกๆ ตอนนี้มีสี่คอร์สให้เลือกแล้ว
https://www.skilllane.com/instructors/eddie

ถ้าสนใจติดต่อให้ผมไปบรรยายเรื่องทัศนคติในการทำงานและใช้ชีวิต การพิชิตความเครียด ปรับสมดุลให้พนักงานในองค์กร
ติดต่อได้ทางอีเมล [email protected] ครับ

 

ข้อคิดดี ๆ จากธนาคารแห่งความสุขยังมีอีกเพียบ ติดตามต่อได้ที่ happinessbank.online และแฟนเพจธนาคารความสุข

เตรียมพบกับโปรเจคดีๆ ระหว่าง “กินอยู่เป็น” X “ธนาคารแห่งความสุข” ที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตแบบคิดบวกให้คุณเร็วๆ นี้


_เดินมาราธอน_หัวใจแกร่ง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

เด็กชายพิการชาวอังกฤษ เดินมาราธอนด้วยวอล์คเกอร์ หวังระดมทุนช่วยเหลือ รพ.เด็กและโรงเรียนเพื่อเด็กพิการทางสมอง หลังได้แรงบันดาลใจจากกัปตันทอม มัวร์ อดีตทหารผ่านศึกวัย 100 ปีที่เดินระดมทุนเพื่อการกุศลไปก่อนหน้านี้

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หากคุณมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ เช่นเดียวกับเด็กชายวัย 9 ขวบคนนี้ โทเบีย สเวลเลอร์ เด็กชายผู้พิการทางสมองและร่างกายยังพิการเดินไม่ได้ แต่กลับมีหัวใจที่แข็งแกร่ง เมื่อเขาต้องการจะทำภารกิจอันยิ่งใหญ่และแสนท้าทาย ด้วยการเดินมาราธอนบนเครื่องช่วยเดิน หรือวอร์คเกอร์ของเขา เป็นระยะทาง 26.2 ไมล์ หรือประมาณ 42 กิโลเมตร เพื่อระดมทุนหาเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์เพื่อการกุศลให้กับเด็กพิการเช่นเดียวกับเขา

 

Photo by Joe Giddens/PA Images via Getty Images

 

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า โทเบียส เวลเลอร์ เด็กชายวัย 9 ขวบ สามารถบรรลุความตั้งใจของเขาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการเดินจนครบระยะทาง 26.2 ไมล์หรือ ประมาณ 42 กิโลเมตร ในเขตเชฟฟีลด์ ทางตอนเหนือของอังกฤษ ท่ามกลางกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนบ้าน และผู้คนที่มีความปรารถนาดีมาร่วมชื่นชมแสดงความดีใจกับความสำเร็จของเด็กชายที่สามารถทำตามความตั้งใจได้สำเร็จ

 

อาการป่วยของโทเบียส  คือกลุ่มของเด็กสมองพิการเป็นกลุ่มของความผิดปกติทางระบบประสาทที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเดิน ทำให้เขาไม่สามารถยืนหรือเดินลำพังได้แต่ต้องการการช่วยเหลือจากคนอื่น หรือเครื่องช่วยเดินหรือยึดเกาะเป็นหลัก แต่หลังจากที่เด็กชายได้ชมคลิปของกัปตันทอม มัวร์ทหารผ่านศึก ชาวอังกฤษที่ฉลองวันเกิดอายุครบ 100 ปี ด้วยการเดินรอบสวนสาธารณะ ระดมทุนเพื่อกุศลรณรงค์เกี่ยวกับบริการด้านสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะทำตามบ้างโดยเริ่มคิดว่าจะเริ่มทำภารกิจรณรงค์นี้ตั้งแต่วันเกิดในปีนี้ของเขา

โทเบียสได้เริ่มเดินด้วยวอร์คเกอร์ ที่สวนสาธารณะใกล้บ้านของเขาเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร (0.6 ไมล์) เมื่อเดือนที่แล้วแต่ต้องหยุดกิจกรรมการเดินออกไปเมื่อรัฐบาลอังกฤษได้ออกกฎล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่บ้านจากการระบาดของโรคโควิด 19 กระทั่งมีประกาศผ่อนคลายกฎเขาจึงได้ออกมาปฏิบัติตามความตั้งใจอีกครั้ง

 

“หลังจากที่ผมเห็นกัปตันทอมทำภารกิจการกุศลสำเร็จ ผมก็คิดว่าทำไมผมไม่ลองทำบ้าง ก็เลยลองใช้วอร์คเกอร์เพื่อพยายามวิ่งมาราธอนโดยเดินขึ้นและลงถนนทุกวัน” โทเบียสบอกถึงแรงบันดาลใจของเขาพร้อมกับระบุว่า มันคือ”ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่”สำหรับเขามากทีเดียว

 

ในช่วงเริ่มต้นของการปลดล็อคโทเบียสสามารถเดินได้สูงสุด 50 เมตร (164 ฟุต) ต่อวัน แต่เมื่อเขาเริ่มเข้าใกล้ระยะทางที่ตั้งใจเอาไว้ เขาก็สามารถที่จะเดินได้ถึง 750 เมตร (ครึ่งไมล์) ต่อวัน จนถึงวันที่ครบกำหนดระยะทางที่ตั้งใจ โทเบียสได้รับเสียงปรบมือให้กำลังใจและแสดงความยินดีจากทุกคนที่รอลุ้นเชียร์อยู่อย่างล้มหลาม ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมากๆ

 

Photo by Joe Giddens/PA Images via Getty Images

 

“ไม่อยากจะเชื่อเลยผมจะวิ่งมาราธอนเสร็จแล้วมันยอดเยี่ยมมาก เสียงปรบมือ และกำลังใจมันทำให้ผมแข็งแรงขึ้นทุกวันมันเป็นความรู้สึกที่ดีครับ” เด็กชายกล่าวหลังทำภารกิจสำเร็จ

 

แม่ของโทเบียสบอกว่า ทุกคนรู้สึกดีใจมากที่ลูกชายสามารถทำภารกิจการเดินมาราธอนสำเร็จไปได้ด้วยดี เขาทำได้ดีมากเขาพยายามอย่างหนักตลอดทาง เขาทำให้ครอบครัวรู้สึกภูมิใจ ถือว่าเป็นสิ่งที่ใหญ่มากสำหรับเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

 

จนถึงตอนนี้โทเบียสได้สามารถระดมทุนได้กว่า 81,600 ปอนด์ ($ 100,700) สูงกว่าเป้าหมายของเขาที่ตั้งไว้แต่แรกคือ 30,000 ปอนด์ โดยเงินที่ได้นี้จะถูกนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็ก Sheffield และ Paces School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอาการทางระบบประสาทที่โทเบียสเรียนอยู่ด้วย

 

เรื่องราวของโทเบียส จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคหากคุณตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง…ขอเพียงมีความมุ่งมั่น และไม่ย่อท้อความสำเร็จย่อมมาถึงได้ในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน


5-นาที_แบบจำลองความตาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

คุณเคยรู้หรือไม่ว่าอะไรคือ “ตะกอน” ที่ตกค้างอยู่ในใจคุณ?

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายท่านคงได้เห็นการแชร์บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโปรเจคเชิงจิตวิทยาที่ชื่อ “DEADLINE ALWAYS EXISTS แบบจำลองความตาย เพื่อเข้าใจการมีชีวิตอยู่ผ่านความตาย” ผ่านสายตากันบ้าง หรือ บางท่านอาจได้เข้าไปเล่นมาและก็มีการแสดงความเห็นในมุมที่ต่างกันไป บางคนรู้สึกเครียด ตระหนก วิตก รู้สึกดาวน์ หรือ บางคนก็บอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย

 

 

สำหรับชิ้นงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Senior Project โครงการออกแบบเรขศิลป์โครงการออกแบบเรขศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยแบบจำลองนี้จะชวนคุณใช้เวลาเงียบๆ ประมาณ 5 นาทีเพื่อพูดคุยกับตัวเอง เกี่ยวกับการทำความเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ผ่านความตาย และด้วยแบบจำลองนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับความตายอยู่ ทางคณะผู้จัดทำจึงมีคำเตือนว่า “ผู้มีอาการซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้าควรเลี่ยง”

 

เมื่อเข้าไปเล่นแล้วเห็นอะไร ?

 

ด้วยชุดคำถาม กราฟิก รวมถึงเสียงเพลงประกอบ จากที่ได้เข้าไปทดลองเล่นตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทางที่กลั่นบทสรุปออกมาเป็นดอกไม้ที่เหมาะกับเรานั้น นี่คือสิ่งที่มองเห็น….

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยเราได้มีเวลาอยู่กับตัวเองแบบนิ่งๆ มากขึ้น ได้มีโอกาสทบทวนเรื่องราวชีวิตที่เราผ่านมา

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยให้ค้นเจอ “ตะกอน” ที่ตกค้างภายในใจ ไม่ว่าจะเป็น “ความรู้สึกผิดที่เราอาจไม่เคยกล่าวขอโทษต่อการกระทำ หรือ ผู้ที่ถูกเรากระทำ” “คำพูด ความรู้สึก หรือ การกระทำที่เราแสนเสียดาย เพราะไม่อาจมีโอกาสทำให้คนคนนั้นอีกแล้ว” ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อน หรือ อาจคิดว่าแข็งแกร่งพอที่จะก้าวผ่านมันได้ แต่สุดท้ายเมื่อทำแบบจำลองนี้ ก็ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นสิ่งติดค้างในใจเรามาตลอด

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยดึงสติได้ว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ชีวิตต้องการ ความสุขของชีวิตคืออะไร ทุกวันนี้เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่หรือไม่ เวลาที่ผ่านมาเราใช้มันไปอย่างไร

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยกระตุกให้เห็นตัวเองว่า จริงแล้วเราเป็นคนที่รู้จักปล่อยวาง หรือ ยึดติด ชีวิตเรายังจมอยู่กับอดีต หรือ พยายามมองหาอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองที่ปรากฏนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งแต่ละท่านก็อาจมีมุมมองที่ต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิต สิ่งแวดล้อม วิจารณญาณ หรือ Mindset ส่วนบุคคลของท่านนั้นๆ และแบบทดสอบนี้ “ผู้มีอาการซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้าควรเลี่ยง” อย่างที่ผู้จัดทำระบุ

แต่ท่านใดเล่นแล้วได้ดอกไม้ชนิดใด จะลองเอามาแชร์กันดูบ้างก็ยินดี