.._1.jpg

kinyupen_adminJuly 7, 2020

 

“ต่อให้วันหนึ่งเราไม่มีงานประจำและไม่ได้มีรายได้ประจำ ไลฟ์สไตล์เราต้องไม่เปลี่ยน ฉะนั้นเวลาใครจะตัดสินใจว่า ฉันรีไทร์เถอะ ต้องถามว่าถ้าหลังรีไทร์โดยที่ไม่มีเงินเดือนประจำ คุณยังใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมไหม ถ้าบอกว่าไม่ล่ะก็ คุณทำงานต่อไปเถอะ”

สุพัฒน์ วัฒนกุลจรัส (รักษ์)

อดีต Creative Director ที่ดูแลลูกค้า Global Brand

 

 

มุมคิดของหนึ่งในผู้เกษียณตัวเองก่อนกำหนดเพื่อใช้ชีวิตอย่างที่ใจอยากเป็นและหาคำตอบ ภายใต้หลักคิด “สร้างวินัยการเงิน – ต่อยอดเงินเก็บ – ไม่สร้างหนี้ใหม่ –ไลฟ์สไตล์ไม่เปลี่ยน” เห็นได้ว่าการวางแผนการเงินและการบริหารเงิน คือ หัวใจสำคัญของการมีเงินเพื่อยังชีพหลังเกษียณ ซึ่งตรงกับแนวคิดของใครหลายคน

 

แต่เชื่อหรือไม่ว่า…จากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2560 พบว่ามีคนไทยเพียง 25% เท่านั้นที่วางแผนการเงินสำเร็จและมีเงินเพียงพอใช้จ่ายหลังเกษียณ ดังนั้นถ้าใครที่อยู่ในวัยใกล้เกษียณ หรือ วางแผนจะเออรี่รีไทร์ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต อยากฝากพิจารณา 4 ข้อนี้ดูสักนิด เพื่อเช็คความพร้อมว่า “เราควรเกษียณหรือยังนะ

 

1. เงินที่มีอยู่พอต่อการใช้ได้นานแค่ไหน

ควรตั้งสมมติฐาน โดยประเมินคร่าวๆ จาก “จำนวนปีที่คาดจะมีชีวิตหลังเกษียณ x ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ” ซึ่งโดยหลักที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 70-80% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนก่อนเกษียณ ซึ่งแต่ละท่านก็จะมีอัตราการใช้จ่ายที่จำเป็นแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม แต่อย่าลืมบวกเงินสำรองฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดไว้ด้วยล่ะ

 

2. หนี้ยังมีอยู่ไหม

ถ้าใครเกษียณแล้วยังมีหนี้สิน ไม่ว่าจะบ้าน คอนโด รถ หรือ บัตรเครดิต นั่นหมายถึงคุณต้องแบ่งเงินที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณมาผ่อนชำระ ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ก่อนเกษียณ ควรพยายามเคลียร์หนี้ให้หมด โดยเฉพาะกลุ่มดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หนี้รถยนต์ ส่วนหนี้บ้านที่ต้องใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน หลายคนไม่สามารถเคลียร์ได้หมดในวันเกษียณ ก็ควรพยายามเคลียร์ หรือ โปะหนี้ให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้ใช้จ่ายหลังเกษียณได้แบบคล่องตัวขึ้น

 

3.วางแผนประกันชีวิตช่วยได้

ประกันชีวิตแบบบำนาญ แม้อาจต้องจ่ายเบี้ยเป็นระยะเวลานานและกว่าจะได้เงินคืนที่เป็นดอกผล ก็ต้องรอวันเกษียณ แต่จริงๆ แล้วประกันประเภทนี้จะช่วยคุณได้มากหลังเกษียณ เพราะจะทำให้ได้รับผลตอบแทน หรือ เงินต้นจากบริษัทประกันที่ทยอยจ่ายคืนเป็นเงินบำนาญจำนวนเท่าๆ กันทุกปี ตั้งแต่เริ่มเกษียณ (เช่น อายุ 55 ปี หรือ 60 ปี) ไปจนถึงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ เช่น 85 ปี หรือ 90 ปี ดังนั้น หากทำไว้ตั้งแต่ตอนมีรายได้ประจำก็การันตีได้ว่าหลังเกษียณจะได้เงินบำนาญทุกๆ ปีแน่นอน..ลองเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับคุณดู

 

4.ซ้อมใช้ชีวิตหลังเกษียณ

อาจจำลองการใช้ชีวิตจริงสักเดือน สองเดือน ว่าถ้าเกษียณจริงๆ จะใช้ชีวิตอย่างไร มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แล้วมาประเมินว่าถ้าอย่างนั้น แต่ละเดือนเราควรมีเงินเท่าไร และไลฟ์สไตล์บางอย่าง เช่น การช้อปปิ้ง ทานอาหารนอกบ้าน การเดินทางท่องเที่ยว ถ้าต้องตัด หรือ ลดลงไป ด้วยข้อจำกัดของเงินเก็บที่เรามีอยู่ เรายังมีความสุขกับชีวิตหรือไม่ ถ้าเงินยังไม่พอต้องเก็บเพิ่มเท่าไหร่ และอย่าลืมคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วยล่ะ


Kinyupen-No-debt-but-no-savings-1.jpg

kinyupen_adminJune 29, 2020

พร้อม 3 เทคนิคง่ายๆ สำหรับผู้อยากมีเงินเก็บ

มีใครเป็นบ้าง..ทำงานมาตั้งนานแต่ไม่มีเงินเก็บ บางคนอาจให้เหตุผลว่า “เพราะฉันมีทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ และต้องดูแลครอบครัวน่ะสิ ฉันจึงยังไม่มีเงินเก็บ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าวางแผนให้ดียอมตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบางส่วน ก็อาจเริ่มมีเงินเก็บได้เล็กๆ น้อยๆ ได้ แต่ก็ต่างกรรมต่างวาระดังนั้นกลุ่มนี้จึงขอละไว้ก่อนในฐานที่เข้าใจได้

 

 

แต่กลุ่ม ”ไร้หนี้..แต่ไม่มีเงินเก็บ” นี่สิค่อนข้างน่าเป็นห่วง

เพราะแม้วันนี้จะไร้กังวลเรื่องหนี้สิน ไม่มีภาระใดที่ต้องรับผิดชอบดูแล สามารถกิน เที่ยว ช็อปได้ตามใจ ตามกำลังเงิน แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เป็นพนักงานประจำแต่ต้องตกงานกะทันหัน เป็นฟรีแลนซ์แต่ลูกค้าหดหาย ถูกแคนเซิลงานจากพิษเศรษฐกิจแบบไม่ทันตั้งตัว เหมือนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงโควิด-19 ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การ “ไร้เงินเก็บ” จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านการเงินของตัวคุณใน 3 ส่วน

 

ภาพจาก : www.changemyrate.com

 

ส่วนที่ 1 : ค่าใช้จ่ายรายวัน

นี่คือผลกระทบส่วนแรกที่คุณต้องเผชิญระหว่างหางานใหม่ หรือ มองหาช่องทางตั้งต้นธุรกิจส่วนตัว เพราะคุณต้องควักเงินออกอย่างเดียวสำหรับการกิน ใช้ หรือ เดินทางในแต่ละวัน ช่วงแรกอาจยังไม่กระทบ แต่ถ้าเงินเริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ แล้วยังไม่มีวี่แววจะได้งานเสียทีอาจมีทรุด

ส่วนที่ 2 : เงินสำรองฉุกเฉิน

เงินส่วนนี้เป็นรายจ่ายแห่งอนาคตที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากปัจจัยที่เหนือการควบคุม ทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุของตัวคุณเอง หรือ คนในครอบครัว รถเสีย ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเกิดชำรุด ถ้าเป็นวงเงินเล็กๆ น้อยๆ อาจพอไหว แต่ถ้าต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในคราวเดียวแล้วดันไม่มีเงินสำรองไว้นี่สิ อาจต้องไปกู้ยืมจนเป็นหนี้ตามหลังก็ได้

ส่วนที่ 3 : เงินสำหรับอนาคต

ถ้าไม่มีเงินเก็บคุณจะไม่สามารถวางแผนต่อยอดชีวิตได้เลย ทั้งการลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว หรือ การลงทุนในหุ้น กองทุนต่างๆ ที่จะช่วยสร้างทรัพย์สินให้งอกเงยขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะส่งผลต่อชีวิตหลังเกษียณที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างน้อย 10-20 ปี โดยที่รายจ่ายยังคงต้องมีทั้งการกินใช้ หรือ การรักษาตัวเมื่อเจ็บป่วย

ดังนั้นถ้าวันนี้คุณยังไม่เริ่มออมเงิน ให้เริ่มคิดใหม่ก็ยังทันนะ เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตเป็นของเรา อยากให้เป็นแบบใด…เราสามารถเลือกเส้นทางได้ตามใจ

 

3 เทคนิคง่ายๆ สำหรับผู้อยากมีเงินเก็บ

 

ภาพจาก : Sharon McCutcheon

 

1.“ตั้งคำถาม” ก่อนจ่าย..จำเป็นจริงหรือ

ถ้าทุกวันนี้ ใครยังต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ต้นเดือนเป็นราชา กลางเดือนกินมาม่า และกลายร่างเป็นยาจกทุกปลายเดือนละก็ ลองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นลงบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้อง “งด” ทั้งหมดนะ เพียงแต่คิดก่อนใช้ให้มากขึ้น อาทิ เราจำเป็นต้องออกไปปาร์ตี้สังสรรค์ทุกสัปดาห์หรือไม่ ลดความถี่การกินบุฟเฟต์ลงดีหรือไม่ เสื้อผ้าจำเป็นต้องซื้อใหม่ทุกเดือนหรือเปล่า ของเก่าใส่หมดหรือยัง กาแฟจากวันละ 2 แก้ว เหลือวันละแก้วดีไหม หรือ ลองกาแฟราคาถูกลงมา โปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือที่ใช้อยู่คุ้มหรือไม่

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ถ้าลองจดลงบัญชีจะเห็นได้เลยว่า แต่ละเดือนคุณมีค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นจริงๆ เท่าไหร่ “เงินส่วนนี้แหล่ะ คือ เงินออมก้อนแรกของคุณ”

 

2.“ตั้งเป้า” ต้องมีเงินออมอย่างน้อย 3 – 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน

เผื่อกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อาทิ ตกงาน เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือ ช่วยเหลือครอบครัว

 

3.“ตั้งใจทำ” แบ่งเงินใช้จ่ายและเงินออมออกจากกันให้ชัดเจน

เมื่อเงินเดือนเข้ามาให้ตัดออกไปเป็นเงินออมขั้นต่ำผ่านบัญชีเงินฝากประจำให้ได้อย่างน้อย 500 บาทต่อเดือนก่อนก็ยังดี หัดทำทุกเดือนให้ติดเป็นนิสัย แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวน หรือ รูปแบบเงินออมแต่ละเดือนไปเรื่อยๆ ตามกำลังของเรา

 

ภาพจาก : https://bobatoo.co.uk

 

การออมเงินก็เหมือนการปลูกต้นไม้ เมื่อปลูกแล้วต้องรอเวลากว่าจะเห็นดอกเห็นผล ช่วงแรกที่เริ่มออมอาจยังไม่เห็นอะไรมากมายเพราะยังเป็นเงินก้อนเล็กๆ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ  ก็จะเริ่มเติบโตเป็นเงินก้อนใหญ่ให้เราอิ่มอกอิ่มใจ และสามารถนำมากินดอกกินผลได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งสิ่งที่ยากที่สุดของการออมเงิน คือ “การเริ่มต้นทำจริง” ดังนั้นเมื่อคิดแล้วให้เริ่มทำเลย…

 

 


Kinyupen-GenXY-Stopshop.jpg

kinyupen_adminJune 23, 2020

วัยทำงานของคนไทย ปัจจุบันจะมีอยู่ 3 เจน คือ Gen X Gen Y และ Gen Z ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 23 – 55 ปี  โดยหนี้ก้อนโตแต่ละกลุ่มจะสัมพันธ์กับความต้องการและพฤติกรรมของช่วงอายุ คือ หนี้ที่อยู่อาศัยจะเป็นของ Gen X และ Gen Y ส่วนหนี้รถยนต์ หรือ สินเชื่อประเภทเช่าซื้อจะเป็นกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะ เนื่องจาก 2 กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เริ่มค้าขายออนไลน์ ทำให้เป็นหนี้ในสินเชื่อหลายประเภท ทั้งสินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด และจากข้อมูลเครดิตบูโรล่าสุด ระบุว่า Gen Z มีหนี้กระจุกตัวในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์

 

Gen Y-Gen Z หนี้ควรหยุดสร้าง วางแผนออมบ้าง ถ้าอยากรวย
Gen Y-Gen Z หนี้ควรหยุดสร้าง วางแผนออมบ้าง ถ้าอยากรวย

 

การเป็นหนี้ของกลุ่มคนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้ง Gen Y และ Gen Z ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรม ค่านิยมในการใช้ชีวิต ที่ต้องการทั้งความสนุกสนาน ความมีอิสระในการดำเนินชีวิต แต่ขาดความเข้าใจ หรือความใส่ใจด้านบริหารจัดการเงินโดยเฉพาะวินัยด้านการออมประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในเมืองจะค่อนข้างสูงจึงส่งผลให้เกิดหนี้และเอาเงินอนาคตมาใช้

 

ดังนั้นสิ่งที่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ต้องทำแต่วันนี้ด้วยเทคนิคพื้นๆ แต่ต้องมีวินัย คือ

 

Credit : www.jobstreet.com.sg

 

  1. ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายทุกวันและทบทวนดูทุกสิ้นเดือน ว่าใช้เงินในส่วนใดมากสุด อาจแปลกใจก็ได้ว่าส่วนใหญ่หมดไปกับกาแฟและชาไข่มุก หรือ shopping online ที่สุดท้ายไม่ได้ใช้
  2. สร้างวินัยการออมและลงทุนเพื่ออนาคต โดยเลือกรูปแบบการออมที่คิดว่าเหมาะกับสถานการณ์และแผนในอนาคตของตนเอง ซึ่งมีหลักที่สำคัญ 3 ประการ

2.1 วางแผนและประเมินผลตอบแทน / ความเสี่ยง

ไม่ยากอย่างที่กังวล..เพราะมีตัวช่วยสำหรับวางแผนและประเมินผลตอบแทน ที่จัดทำเป็นแบบสอบถามในonline สำหรับผู้ต้องการวางแผนการลงทุนอาจดูในเว็บตลาดหลักทรัพย์ หรือ บลจ.ของธนาคารต่างๆ ว่าเราจะรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด เช่น รักษาเงินต้นทั้งหมด หรือ ขาดทุนได้บ้าง ทั้งกำหนดว่าต้องการผลตอบแทนเท่าใดต่อปี  ทั้งนี้ความเสี่ยงกับผลตอบแทนจะผกผันกันเสมอโดยเกณฑ์ในการเลือกอาจเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

 

2.2 คัดเลือกและจัดสรรสัดส่วนการลงทุน

เงินที่จะออมในระยะยาวจัดสรรได้หลายวิธี ทั้งประกันเงินออม ประกันบำนาญ ซึ่งจะได้เงินคืนในระยะยาวแบบเป็นก้อนหรือแบบรายเดือน และยังมีการลงทุนในรูปแบบซื้อผ่านกองทุนที่มีหลากประเภท ลงทุนในหุ้นกู้ ลงทุนในตลาดหุ้น หรือล่าสุดลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือ ลงทุนซื้อกองทุนที่ให้ผลตอบแทนลดหย่อนภาษีอย่าง SSF ที่มาแทน LTF โดยมีระยะเวลา 7 ปี  และกองทุน RMF ที่จะมีเงื่อนไขมากกว่าคือขายคืนได้ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปี (ควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม)

หากวิธีการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนมีหลักการง่ายๆ ที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนำคือ การคุมความเสี่ยงและผลตอบแทนให้ตอบโจทย์การลงทุน ควรจะมีการกำหนด Risk Management เช่น ไม่ลงทุนในตราสารใดเกิน 30% หรือ ไม่ควรลงทุนในอุตสาหกรรมเดียวกันมากกว่า 40% เช่น ไม่ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้า หรือ หุ้นด้านพลังงานหลายๆ รายแต่ให้กระจายในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

 

2.3 ติดตามผลลงทุนต่อเนื่อง

หลายคนมักจะลงทุนในกองทุน หรือ หุ้น แล้วปล่อยไว้รอเก็บเกี่ยว หากสิ่งหนึ่งที่ควรระวังและใส่ใจคือการติดตามผล วิธีการง่ายๆ หากลงทุนในกองทุน หรือ หุ้นประเภทใด สิ่งที่ควรดู คือข่าวจากสื่อต่างๆ ที่มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน นโยบายของภาครัฐที่จะทำให้เราประเมินแนวโน้มได้ หรือ ใบสรุปผลตอบแทนที่แต่ละกองทุนจะส่งมาให้รายไตรมาส อย่างน้อยเพื่อรู้ อย่างดีก็ย้ายปรับเปลี่ยนได้ทัน เช่นหากลงทุนในกลุ่มหุ้นบริษัทการบิน และในช่วงโควิดที่คนหยุดเดินทางอาจต้องขายออกชั่วคราวเพื่อไม่ตกใจกับราคาหุ้นที่จะร่วงลง แต่สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นก็มีเครื่องมือติดตามผลในสื่อออนไลน์ที่สามารถเลือกโปรแกรมได้ตามชอบ

 

Credit : www.theedvantage.org

 

  1. มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน

เหตุการณ์ไม่คาดคิดมักเกิดเสมอ ดังนั้นไม่ให้การลงทุนเพื่ออนาคตต้องชะงัก หรือ ลดมูลค่าเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว จังหวะที่ต้องการถอนออกอาจไม่ใช่ช่วงราคาดี จึงควรกันเงินส่วนหนึ่งให้เป็นการออมเผื่อฉุกเฉิน ในส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ก้อนใหญ่ทีเดียวหากทยอยสะสม เช่น เงินฝากประจำรายเดือนระยะสั้น หรือ สลากออมสินที่หลัง 3เดือนสามารถขายได้โดยไม่ถูกหักเงินต้น หรือ เก็บเงินได้ระยะหนึ่งซื้อทองแท่งหากต้องการขายก็จะทำได้ทันที (แนะนำเฉพาะผู้ที่สามารถจัดเก็บในที่ปลอดภัย)

ทั้งหมดนี้ คือ การวางแผนเพื่อออมและจัดเก็บหากในส่วนของการใช้จ่าย สิ่งที่พึงระวังคืออย่าใช้บัตรเครดิตโดยหลงไปกับโปรโมชั่น 0% เพราะวันที่รูด กับวันที่จ่ายสถานการณ์อาจไม่เหมือนกัน

 

กิน อยู่ เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงขอให้ทุกคนมีสุขภาพการเงินที่ดีทั้งจ่ายทั้งออม และมีแผนการเงินที่ยืดหยุ่นในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 16, 2020

“วางแผนการเงิน เริ่มเร็ว เป็นเร็ว ใครเริ่มก่อน ถึงเส้นชัยก่อน”

 

ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนหลายท่านอาจกำลังฝันถึง “อิสรภาพในการใช้ชีวิต” ที่มั่นคง มีกิน มีใช้ ไปไหนมาไหนได้ตามใจต้องการโดยไม่ต้องรอถึงวันเกษียณ ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นสุขภาพอาจไม่อำนวย แต่ชีวิตจริงจะมีสักกี่คนที่ทำได้ตามใจฝัน….

 

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเคล็ดลับ “วางแผนการเงิน” ของคุณวัลลภ เบญจสัตย์กุล (คุณเอ็ม) อดีตมนุษย์เงินเดือน ผู้มีอิสรภาพในการใช้ชีวิต ท่องเที่ยวทั่วโลกได้ตามใจฝันกว่า 40 ประเทศ ด้วยวัยเพียง 40 ต้นๆ มาฝากกัน

 

 

“ผมเป็นนักลงทุน รักการท่องเที่ยว รักความเป็นอิสระ ชอบพักผ่อน ชอบเตะบอล ชอบใช้เวลากับคนรัก และเอาอกเอาใจคนรัก นั่นคือที่ผมเป็น หลายคนที่ไม่รู้จักสนิทสนมกันมาก่อน หรือ ขาดการติดต่อกันไป อาจจะสงสัยว่าผมทำอะไร ทำไมมีเวลาว่างออกไปเที่ยว ออกไปท่องโลกบ่อยๆ ผมจะเล่าให้ฟัง ว่าทุกครั้งที่เห็นผมไปเที่ยว ผมหาข้อมูลเอง เที่ยวเอง เก็บตังค์เอง จ่ายเอง นักเลงพอ”

 

คุณเอ็ม ขยายความถึงตัวตนของเขาให้ทีมงานได้ฟัง โดยปัจจุบันนอกจากการเป็นนักลงทุนแล้ว ยังประกอบเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน (โบรกเกอร์) แนะนำการวางแผนการเงินทั้งระบบ ตลอดจนประกันต่างๆ ทั้งเงินออม ชีวิต สุขภาพ ท่องเที่ยว ฯลฯ

 

ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งเป็นเร็ว

เส้นทางชีวิตของคุณเอ็ม ค่อนข้างเรียบง่ายมาก เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ก็เริ่มต้นทำงานประจำ เก็บเงิน มุ่งมั่นสร้างฐานะ นอนดึก-ตื่นเช้า เก็บเงิน ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก เก็บเงิน เหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ระหว่างทำงานประจำก็ได้เริ่มศึกษาค้นคว้าและลงทุนในหุ้นเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว

 

 

“ผมวางแผนเกษียณตั้งแต่เริ่มทำงานปีแรก ผมจดบันทึกทุกรายจ่ายแม้แต่เรื่องเล็กๆ เช่น ค่ารถเมล์  หรือ ค่าหมูปิ้ง เพราะคิดว่าการลดรายจ่ายจะทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น”

ต่อมาเมื่อรายได้จากการลงทุนเพิ่มขึ้น เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวมาได้สักระยะหนึ่ง จึงลาออกจากงานประจำที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายในบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง แล้วหันมาใช้เงินทำงานแทนอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ ลงทุนในหุ้น และเป็นตัวแทนอิสระ(โบรกเกอร์) หุ้นและกองทุนเอง เปิดคอร์สสอนหุ้นบ้าง (ตามสะดวก) และยังนำเงินไปลงทุนต่อยอดอีกหลากหลายรูปแบบ

 

กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ใช้ประสบการณ์และการเรียนรู้มากมายผ่านร้อนผ่านหนาวมาสิบกว่าปี ซึ่งหลังลองผิดลองถูกมานาน ทำให้พบว่าหัวใจสำคัญของการลงทุนให้ได้ผลดี คือ ห้ามถอนเงินต้น ใช้แต่ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือ รายได้จากผลผลิตที่ลงทุนไว้เท่านั้น ถ้ามีเหลือก็ฝากทบต้นทบดอกไปอีก และแทนที่จะพยายามลดรายจ่าย ให้หันมาเพิ่มรายได้แทน โดยบางส่วนแบ่งไปลงทุนหุ้นส่วนกิจการห้างร้านเพื่อนฝูงบ้างประปราย สะสมเงินสกุลต่างๆ สะสมทองและอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มมั่งคั่งมั่นคงให้กับชีวิตอยู่เรื่อยๆ

 

ลงหุ้น “เสี่ยงต่ำ” ไว้ก่อน..ไม่มั่นใจให้ “ซ้อมบนกระดาษ”

ด้วยความเป็นคนขี้กังวล ดังนั้นการลงทุนที่นิยมจึงเน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมากจนถึงปานกลาง ส่วนการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจะใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูลจนมั่นใจก่อนจึงเริ่มลงทุน เพื่อไม่ให้ผิดพลาดเหมือนในอดีต

“เราก็ต้องพิจารณาให้ดี ว่าธุรกิจนี้ดีจริง มีคุณภาพจริง เติบโตได้จริง ไม่งั้นลงทุนซี้ซั้วก็ย่อมขาดทุน ตอนถือหุ้น ปตท. ตอนนั้นถ้าเติมน้ำมันรถจะต้องมองหาแต่ปั๊ม ปตท. เท่านั้น เพราะเรามีหุ้นอยู่ ก็ถือว่าเป็นเจ้าของ รู้สึกว่าต้องอุดหนุนกิจการตัวเอง ยิ่งบริษัทกำไรเยอะ ปันผลจะได้กลับมาหาเราเยอะๆ”

 

หุ้นความเสี่ยงต่ำควรประเมินปัจจัยอะไรบ้าง?

ถ้าดูสถิติย้อนหลังจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บอกเราอยู่แล้ว ว่าถ้าลงทุนระยะยาวความเสี่ยงจะต่ำกว่าการลงทุนระยะสั้น แต่ไม่ว่าเราจะลงทุนในหุ้นของบริษัทใดๆ ก็ตามขอให้คำนึงถึงสองปัจจัย โดย ปัจจัยที่หนึ่ง เราควรต้องรู้จักธุรกิจของบริษัทนั้นๆ เป็นอย่างดีเสียว่า บริษัททำเกี่ยวกับอะไร แหล่งรายได้มาจากไหน อะไรเป็นความเสี่ยง และนำข้อมูลมาประเมินกรอบการลงทุน เมื่อเห็นภาพทั้งหมดแล้ว เราจะเห็นทิศทางของธุรกิจนั้นๆในระยะยาว

 

เพื่อนำมาประกอบกับ ปัจจัยที่สอง การศึกษาแนวโน้มเศรษฐกิจพฤติกรรมของผู้บริโภคและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม หลังจากนั้นค่อยไปดูจังหวะในการเข้าลงทุนอีกครั้ง ว่าควรจะซื้อช่วงไหน ถ้าลงทุนยาวๆ เราจะไม่รีบเร่ง รอให้มีข่าวลบ ราคาลงค่อยซื้อก็ไม่สาย

 

TIPs : หากยังไม่มั่นใจในการลงทุนจริง ให้ซ้อมด้วยการ “ทดลองซื้อในกระดาษ” หรือ “แคปหน้าจอตัวที่จะซื้อไว้ก่อน” และดูผลว่ามันเป็นไปตามที่เราคาดหรือไม่ วิธีนี้ทำให้เราสามารถเก็บสถิติก่อนลงทุนจริง ว่าเราวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆได้แม่นยำขนาดไหน

หากหุ้นที่เลือก ราคาปรับขึ้น แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ทำกำไร แต่ที่ได้กลับคืนมาคือ ความมั่นใจ

หากหุ้นที่เลือก ราคาปรับลง เราจะไม่เสียดายและไม่เสียทรัพยากร คือ เงินต้นที่หามาอย่างยากลำบาก อีกทั้งจงดีใจว่านี่คือโอกาสในการฝึกฝนความแม่นยำของเรา และพยายามทบทวนให้ได้ว่ามีปัจจัยอะไรที่เราลืมมอง หรือ ประเมินผิดพลาดไป

 

 

ในช่วงที่ตลาดหุ้น ภาคธุรกิจ ตลอดจนค่าเงินทั่วโลกยังผันผวนและมีความเสี่ยง ถ้าจะมองหาการลงทุน หรือ อยากวางแผนการเงิน ควรเลือกวิธีใด?

 

ปัจจุบันการลงทุนมีหลากหลาย ไม่ว่าตลาดหุ้น ทองคำแท่ง ที่ดิน ค่าเงิน เป็นต้น สิ่งสำคัญช่วงนี้ คือ ความรู้-ความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะลงทุนอย่างมากพอ และถ้าเราเชี่ยวชาญมากพอก็สามารถลงทุนโดยตรงได้เอง แต่ถ้าไม่มีความรู้เพียงพอ เราสามารถนำเงินของเราวางให้กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ช่วยดูแลให้ได้ ผ่านกองทุนรวมต่างๆ ซึ่งมีทั้งกองทุนที่ลงทุนในหุ้น ทองคำ อสังหา น้ำมัน หรือ แบบผสม หลากหลายแล้วแต่ความเสี่ยงที่เรารับได้

 

หรือ ถ้าอยากวางแผนการเงินในภาพรวมก็สามารถติดต่อ นักวางแผนการเงินส่วนบุคคลได้ เพราะ นอกจากจะได้คำแนะนำในเรื่องการลงทุนแล้ว เรายังสามารถปรึกษาไปถึงการวางแผนเกษียณ วางแผนภาษี วางแผนการศึกษาบุตร และอื่นๆได้อีกด้วย

 

คุณเอ็ม ทิ้งท้ายกับทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ว่า

“เพราะได้เริ่มต้นทำอะไรหลายอย่างก่อนจะยืนได้แบบนี้ จึงเข้าใจว่าการเริ่มต้นอะไรมันเหนื่อยแค่ไหน ที่ผ่านมาผมจึงอุดหนุนน้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ และคนรอบตัวอยู่เสมอๆ ไม่ใช่เพราะมีเหลือมากกว่าใคร แต่ผมโชคดีที่วางแผนเร็ว ลงมือเร็ว จึงอยู่ตัวเร็วไม่ลำบาก ซึ่งอยากเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและกำลังสนับสนุนให้ทุกๆ คนที่ทำมาหากิน หากมีอะไรที่อยู่ในหมวดที่ผมถนัดจะให้ช่วยแนะนำก็สอบถามมาได้ ผมยินดีให้คำแนะนำทุกเรื่อง แค่ได้คุยกันก็ยินดีแล้ว ถ้าใครสนใจก็สามารถติดต่อผมได้ที่  Line ID : empattama และ ig : em_emstagram (ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ)”


4-วิธีเก็บเงินให้โสดแบบสวยๆ-แต่รวยตอนแก่_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

สังคมปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ครองตัวเป็นโสดเพิ่มมากขึ้น บ้างให้เหตุผลว่าชื่นชอบการใช้ชีวิตอิสระตัวคนเดียว บ้างก็ให้เหตุผลว่ายังหาเนื้อคู่ไม่เจอ ที่เคยเจอก็ยังไม่ถูกใจ บ้างก็อาจเข็ดกับการมีคู่เพราะเคยพบความผิดหวังมาก่อน ฉะนั้นถ้าคนไหนเตรียมใจล่วงหน้าไว้แล้วว่า ชีวิตนี้ (อาจจะ) ไม่มีคู่แน่นอน สิ่งที่ต้องคิดอันดับแรก คือ วิธีวางแผนการเงิน ว่าต้องทำยังไงถึงจะมีกินมีใช้ เลี้ยงดูตัวเองยามแก่แบบสบายๆ ไม่ต้องลำบากพึ่งพาหรือ หยิบยืมใคร

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำ 4 วิธีเก็บเงินสำหรับคนโสด มาฝากกัน…

 

เก็บเงินคนโสด_เก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่

 

1.อย่าคิดติดหนี้ ถ้ามีให้รีบเคลียร์

ลองลิสต์ภาระหนี้สินของตัวเองออกมา แล้วจัดลำดับความสำคัญ เช่น หนี้ที่ดอกเบี้ยสูงให้รีบจัดการปลดหนี้ก่อน ทยอยจัดการหนี้สินจะเลือกแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือถ้ามีเงินก้อนจะเคลียร์ที่เดียวให้จบๆ ไปก็ได้ และไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม ไม่เช่นนั้นชีวิตคุณจะ Move On เป็นวงกลมแน่นอน

อ่าน 4 ไอเดียปลดหนี้ และ 6 พฤติกรรมการใช้เงินแบบยอดแย่

 

2.วางแผนก่อนเกษียณ

คุณอาจคิดว่าอยู่คนเดียวน่าจะชิลล์เพราะใช้จ่ายเงินน้อยกว่าคนมีครอบครัว แต่ความคิดนั้นอาจผิดมหันต์ เพราะแค่วางแผนอยู่บ้านพักคนชรายังต้องมีเงินก้อนใหญ่ไว้จ่ายเขาเป็นหลักแสน หลักล้าน ซึ่งฟังดูไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

แล้วต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ?

ลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ ว่า หลังเกษียณอยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่โดยที่ไม่ต้องทำงานเพิ่ม แล้วลองคำนวณดู เช่น นาย ก. อายุ 35 ปี ตั้งเป้าว่าจะครองโสดตลอดชีวิตและเมื่อถึงช่วงอายุ 60-80 ปี อยากมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท หรือ ตกปีละ 240,000 บาท ถ้าคิดเป็นยอดรวมตลอด 20 ปีก็จะเป็นเงิน 4,800,000 บาท

 

ถ้าเริ่มต้น ณ ปัจจุบัน นาย ก. ยังเหลือเวลาหาเงินอีก 25 ปี ดังนั้นแต่ละปีต้องมีเงินเหลือเก็บจากการใช้จ่ายทั่วไปให้ได้ประมาณปีละ 192.000 บาท (ไม่รวมอัตราเงินเฟ้อ) นาย ก. ถึงจะเก็บได้ 4,800,000 บาทตามเป้า แต่ถ้านาย ก. มองว่ายากเกินไปก็ให้ปรับวิธีคิดใหม่ อาทิ เกษียณตัวเองให้ช้าลงมีเวลาหาเงินเก็บเงินมากขึ้น หรือ ลดจำนวนเงินที่จะใช้หลังเกษียณลง

 

อย่างไรก็ตามเงินหลังเกษียณของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีเท่ากัน การคิดคำนวณต้องขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หรือ ความต้องการของแต่ละคนเป็นหลัก

 

3.คิดเสียว่า เงินก็เหมือนเค้ก ดังนั้นควรตัดแบ่งเป็น 4 ส่วน

สิ้นเดือนเงินเข้าบัญชี อย่าพึ่งดีใจออกไปปาร์ตี้ รีบจัดสรรแบ่งเงินออกเป็นสัดส่วนเพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจน วางแผนง่ายและเป็นการสร้างวินัยการออม แต่ก็สามารถใช้ชีวิตแบบมีความสุขไปได้อย่างสมดุลพร้อมกัน

  • ตัด 10% เป็นเงินออม เมื่อเงินเดือนเข้าให้ตัดใจหักเงินส่วนนี้เข้าบัญชีทันที เพราะถ้าใช้ก่อน รอให้เหลือแล้วค่อยเก็บ คุณคงใช้เงินเพลินจนหมดก่อนออมแน่นอน ดังนั้นแนะนำให้เปิดบัญชีฝากประจำแยกจากบัญชีเงินที่ใช้จ่ายเพื่อให้เป็นสัดส่วน ไม่ปนกัน
  • จำกัดงบรายจ่ายไม่เกิน 40% ของรายรับ เดือนๆ หนึ่ง เรรู้อยู่แล้วว่ามีค่าใช้จ่ายเงิน Fix cost อาทิ ค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าข้าว ค่ากาแฟ ค่าขนมจุกจิก ค่าเดินทาง ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ประมาณกี่บาท ซึ่งควรนำมาคำนวณเพื่อวางแผนใช้ให้พอดีเฉพาะที่จำเป็น
  • หัก 30% ลงทุนเงินอนาคต อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นถึง 3% การฝากเงินไว้เฉยๆ ที่ได้ดอกเบี้ยไม่ถึง 1% ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการเก็บเงินระยะยาว ควรลงทุนให้เงินงอกเงยขึ้น เช่น ซื้อกองทุน สลากออมทรัพย์, หุ้นหรือการสะสมทองคำ เลือกที่ชอบ ลงทุนแต่พอดี ตามความเสี่ยงที่รับได้ ควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนการลงทุน
  • ตั้งงบพิเศษ 20% เพื่อซื้อความสุข โสดทั้งทีต้องมีความสุข เมื่อแบ่งสรรเงินส่วนที่จำเป็นเรียบร้อยตามแผนแล้วก็ถึงเวลาหาความสุขเติมเอ็นโดรฟินให้กับตัวเองบ้าง เช่น การเดินทางท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้ หรือ ทานอาหารมื้อพิเศษที่อยากทาน แต่ก็ไม่ถึงกับว่าต้องไปมีเหมือนคนอื่นซะทุกอย่าง เพราะความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน เติมความสุขแล้วก็อย่าลืมกลับมาทำงานเก็บเงินต่อนะ

 

4.ทำประกัน

ร่างกาย คือ ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา เพราะทุกสิ่งที่งอกเงยขึ้นมาล้วนเกิดจากตัวเราทั้งสิ้น ฉะนั้นถ้า อยู่มาวันหนึ่งเงินที่คุณเก็บมาทั้งชีวิตต้องหมดกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หรือ อุบัติเหตุ เช่น เคยเกิดกรณีไฟไหม้โรงงานจนทำให้เจ้าของสิ้นเนื้อประดาตัวภายในเวลาเพียง 30 นาที แบบนี้คงไม่โอเคเท่าไร ชีวิตหลังเกษียณที่วางไว้อาจสลายลงในพริบตา ดังนั้นในข้อนี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่ประกันชีวิต แต่รวมไปถึงประกันทรัพย์สินประเภทต่างๆ ที่คุณมีอยู่ด้วย

 

วันนี้โลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว เงินไม่ใช่ความสุขทุกอย่างของชีวิต แต่เกือบทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตมีความสุขก็มาจากเงิน ดังนั้นการวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนัก ซึ่งแนวทางที่นำเสนอมานี้ก็สามารถปรับใช้ได้กับคนทุกสถานะไม่เพียงแค่คนโสด แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมี “วินัย” เพราะถ้าคุณวางแผนการเงินได้ดีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้ไม่ยาก และบั้นปลายชีวิตก็จะมีความสุขได้ตามแบบที่ใจคุณต้องการ


-4-บัญชี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 19, 2020

รู้อย่างนี้นะ… ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ฉันจะ ไว้ก่อนน่าจะดี

วิกฤตจากโควิด-19 ครั้งนี้สร้างบทเรียนมากมายให้กับใครหลายๆ คน ในวันที่ทุกคนเดือนร้อนกันหมด คนที่ใช้ชีวิตปกติได้อยู่ก็คือคนที่เตรียมพร้อมมาตลอด เรามาลองหาแนวทางฟื้นตัว และป้องกันหายนะทางการเงินไว้เลยดีกว่า

 

 

สูตรจัดการเงินผ่าน 4 บัญชี

1. บัญชีใช้จ่ายประจำวัน

ควรเป็นบัญชีที่ฝาก-ถอน-โอน ง่าย สามารถดูยอดเงินคงเหลือได้ตลอดเวลา

 

2. บัญชีเงินเก็บฉุกเฉิน

เงินฉุกเฉินควรมีอย่างน้อยให้พอสำหรับค่าใช้จ่าย 3 – 6 เดือนก็ได้ ก่อนอื่นให้สำรวจตัวเองมีค่าใช้จ่ายรวมแต่ละเดือนเท่าไหร่ลองคูณดู เงินฉุกเฉินนี้ควรเป็นการออมที่เบิกถอนง่าย มีความเสี่ยงต่ำ

 

3. บัญชีเงินออมระยะยาว

ตั้งเป้าหมายในอนาคตไกลๆ แล้วนำเงินมาฝากไว้ที่นี่ เช่น เงินแต่งงาน ซื้อบ้าน เงินใช้หลังเกษียณ สำหรับผู้เริ่มต้น อาจเปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงก็ได้

 

4.บัญชีลงทุน

ควรเป็นเงินเย็น (ไม่ร้อนเงิน จะไม่ถอนเงินก้อนนี้มาใช้จ่าย) เลือกลงทุนได้ตามความถนัดให้เข้ากับความเสี่ยงที่รับได้เพื่อให้เงินงอกเงยต่อไป และควรศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน เช่น สลากออมทรัพย์ กองทุนรวม หุ้น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น

 

การบริหารจัดการเงินที่ดีทำให้เราจัดการด้านการเงินได้อย่างมีระบบ นำไปสู่มีอนาคตที่มั่นคงและมีความสุข หากประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเอง ก็จะไปถึงเป้าหมายและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างที่ฝันไว้ได้ไม่ยาก


4ไอเดียปลดหนี้_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 4, 2020

เมื่อชีวิตมีเรื่องไม่คาดคิดมาเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา ถ้าวันหนึ่งคุณเกิดตกงานสายฟ้าแลบ ป่วยกะทันหัน ทางบ้านต้องการเงินด่วน หรือ ต้องใช้จ่ายซื้อของชิ้นใหญ่ที่จำเป็น อาจเป็นแรงผลักให้คุณคิดกู้หนี้ยืมสิน ทำบัตรเครดิต ขอสินเชื่อต่างๆ ที่อาจเป็นต้นเหตุของการก่อหนี้ก้อนโต สร้างความปวดหัวตามมาในอนาคตได้

 

แต่หากเป็นหนี้ไปแล้ว ต้องกล้าเผชิญกับความจริง เร่งจัดการก่อนที่จะกลายเป็นหนี้ก้อนโต วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีข้อแนะนำเพื่อเตรียมตัว เตรียมใจ รับมือ  พร้อมแนวทางการปลดหนี้เบื้องต้น เพื่อหยุดวังวนหนี้สิน

 

 

ตั้งสติและวางแผนการชำระหนี้ เขียนสรุปในแผ่นเดียว ดูภาพรวมว่าปัจจุบันหนี้ของเราเป็นอย่างไร

  1. แยกหนี้ดีและไม่ดี 2 ส่วน วิธีนี้เหมาะกับวิกฤตทางการช่วงสั้น ๆ
    • หนี้ดี (หนี้ที่สร้างรายได้) เช่น ซื้อทรัพย์สินเพื่อปล่อยเช่า ผ่อนทองคำที่เคยจำนำไว้
    • หนี้ไม่ดี (หนี้ที่ไม่สร้างรายได้) เช่น ซื้อมือถือ ซื้อรถใหม่ ทานมื้อหรู รูดบัตรช้อปปิ้ง

ถ้าเกิดมีปัญหาเรื่องเงิน เราสามารถขายหนี้ไม่ดี แล้วเก็บส่วนของหนี้ดีไว้ เช่น ขายของมือสอง ขายรองเท้า กระเป๋า เพื่อให้มีเงินมาใช้จ่ายในระยะสั้นได้ แต่ถ้าหนี้สินของคุณลุกลามใหญ่โต ค่อยมาคิดว่าจะขายทรัพย์สินของหนี้ดี เพื่อจ่ายหนี้ก้อนโตหรือไม่

  1. แบ่งกลุ่มหนี้ตามดอกเบี้ย คือ หนี้ที่มีจำนวนมากที่สุดและหนี้ที่เสียดอกเบี้ยเยอะที่สุด เพื่อใช้หาไอเดียเจรจากับเจ้าหนี้ เช่นเจรจากับเจ้าหนี้ดอกเบี้ยสูงสุดว่าขอหยุดดอกเบี้ยไม่ให้เพิ่มขึ้น
  2. เช็กรายรับ รายจ่ายในแต่ละเดือนว่ามีเท่าไหร่ เพื่อหาจำนวนเงินที่เป็นไปได้ในการจ่ายหนี้ในแต่ละเดือน
  3. ขอคำปรึกษาและเจรจาต่อรองหนี้ อย่าหนีปัญหา เพราะเจ้าหนี้เองก็อยากได้เงินคืน ดังนั้นควรหาทางออกร่วมกัน รวบรวมข้อมูลไปต่อรองเท่าที่ทำได้ เพื่อที่เราจะได้รับประโยชน์จากการเจรจาให้ได้มากที่สุด

 

ข้อแนะนำ : ปิดบัตรทุกใบให้เหลือเจ้าหนี้เพียงรายเดียว โดยใช้สินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อให้จัดการหนี้ได้ง่าย เราก็ต้องรู้ว่าตนเองจะกู้เท่าไหร่และที่ไหนให้ผลประโยชน์กับเราได้มากที่สุด โดยใช้ข้อมูลที่เราสรุปมาไปเจรจากับเจ้าหนี้

 

หลังจากวางแผนชำระหนี้เรียบร้อยแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะจำไว้เป็นบทเรียน สร้างวินัยทางการเงินใหม่ สร้างวินัยการออม พยายามซื้อของด้วยเงินสด เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน ตั้งสติและคิดทบทวนก่อนจ่ายทุกครั้ง เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นหนี้อีก

 

เทคนิคแก้ปัญหาการเงินนี้ไม่เพียงแต่ช่วยจัดการหนี้สินเท่านั้น แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้กับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน ทั้งนี้ผู้อ่านควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ทางการเงินของตนเอง

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 27, 2020

พิษโควิด-19 นำไปสู่ผลกระทบรุนแรงเกินกว่าที่คาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจและการหารายได้ เพื่อจะให้กิจการเดินต่อไปได้ หลายองค์กรไม่มีทางเลือก ก็ต้องเลิกจ้าง หรือ ปรับลดเงินเดือนพนักงานลง แต่ปัญหาของลูกจ้างคือ เงินรายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายยังอยู่เท่าเดิมนั่นละสิ เป็นผลให้เกิดหายนะทางการเงินกับใครหลายคน แม้มีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมความเดือดร้อนทั้งหมด ในจุดนี้หากพึ่งพาตัวเองได้ก็ต้องทำ

 

จากบทเรียนวิกฤตินี้ ทำให้เริ่มคิดอยากมีเงินออมเผื่ออนาคตข้างหน้าบ้างแล้ว แต่แค่มีเงินให้พอใช้แต่ละวันยังลำบาก แล้วขีดจำกัดเรามีแค่ไหน? แค่ไหนเราถึงออมเงินได้? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณวางแผนการใช้เงินใหม่ หนีหายนะทางการเงินให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

 

1.รีบจัดการค่าใช้จ่าย Fix Cost ก่อนใช้

ทันทีที่ได้เงินเดือน ให้หักลบค่าใช้จ่าย Fix Cost  เช่น ค่าเช่า ค่ารายเดือนต่างๆ เงินผ่อน เงินที่ต้องส่งไปที่บ้าน เป็นต้น เพราะรายจ่ายดังกล่าวเราไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นเมื่อหักภาระดังกล่าวไปแล้ว จึงหักเงินออมเก็บไว้ก่อน แล้วใช้จ่ายตามงบประมาณที่มี

(รายได้ – Fix Cost) – เงินออม = รายจ่ายคงเหลือในเดือนนั้น

ข้อดีของวิธีนี้คือทำให้เราต้องจดบันทึกไว้เป็นนิสัย และเมื่อเห็นตัวเลขชัดๆ แล้ว เราจึงรู้ขีดจำกัดของตัวเอง หากมีรายจ่ายมหาศาลก็ไม่ต้องฝืนออมเงินมากจนเกินไป ถ้าบวกลบแล้วเหลือค่ากินใช้น้อยมากๆ ไม่พอกินแน่ๆ ค่อยจัดสรรส่วนของรายจ่าย และเงินออมได้ตามความเหมาะสม

 

2.ลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่เราควบคุมได้

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน มันไม่ได้จบแค่มีใช้พอดีไปวันๆ เกิดมีค่ายา ค่ารักษา ค่าซ่อมอีก เงินออมอาจจะไม่พอ!

เมื่อเราแบ่งส่วนในข้อ 1 ชัดเจนแล้ว ในส่วนสุดท้ายที่เป็นรายจ่ายนั้นเราสามารถคุมมันได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าของใช้ส่วนตัว ค่าเครื่องใช้ในบ้าน ซึ่งวิธีลดค่าใช้จ่ายมีมากมาย ไม่ว่าจะทำอาหารกินเอง ใช้บริการรถสาธารณะ ลดซื้อของไม่จำเป็น หรือแม้กระทั่งการประหยัดไฟ

 

3.มองหาสิทธิพิเศษต่างๆ

ไม่ใช่แค่มาตรการจากรัฐบาลเท่านั้น ควรหาช่องทางลดภาระค่าใช้จ่ายเท่าที่ทำได้ วิธีนี้ใช้ได้ทั้งเรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น ซื้ออาหารราคาป้ายเหลืองช่วงเย็น ใช้แต้มเก่าเก็บที่สะสมไว้แทนเงินสด ไปจนถึงซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี แต่ควรใช้วิธีนี้อย่างมีสติ มิเช่นนั้นจะติดบ่วงการตลาดกันหมด

 

4.หารายได้เสริม

นอกจากงานทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะโล๊ะของที่ไม่ใช้แล้วไปขาย หรือขายของออนไลน์ ก็ทำเงินได้ทั้งนั้น บางคนถือโอกาสทองช่วงกักตัวเปิดร้านขายอาหารในหมู่บ้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อาจเริ่มจากทีละน้อยก่อน เช่น ลูกชิ้น หมูปิ้ง ทั้งนี้ต้องดูการตลาดให้เป็น

 

5.เจรจาต่อรองหนี้ (ถ้าคุณมีหนี้สิน)

พิษโควิด-19 ก่อความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ธนาคารและเจ้าหนี้ส่วนใหญ่มีมาตรการเยียวยาลูกหนี้ไว้แล้ว ลองหาข้อมูล เงื่อนไข หรือสอบถามกับเจ้าหนี้เพื่อแบ่งเบาดอกเบี้ย หรือพักการชำระหนี้ไปก่อนตามข้อตกลงที่รับได้ทั้งสองฝ่าย

 

วิกฤติในครั้งนี้สร้างบทเรียนมากมายให้กับใครหลายๆ คน ในวันที่ทุกคนเดือดร้อนกันหมด คนที่ใช้ชีวิตปกติได้อยู่ก็คือคนที่เตรียมพร้อมมาตลอด ดังนั้นเราควรตระหนักในอนาคตที่ไม่แน่นอนอยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินทอง มองหาแนวทางฟื้นตัว และป้องกันหายนะทางการเงินไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและเป็นเกราะป้องกันตัวเองในอนาคต


Cover_1-1.jpg

zebertoothApril 6, 2020

ปัจจุบัน ข่าวธุรกิจต่างๆ ทยอยประกาศปิดกิจการ หรือ สั่งพักงาน ลดเงินเดือน เลย์ออฟพนักงานเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศมีให้เห็นกันรายวันและยังคงมีแนวโน้มที่คาดจะลามไปเรื่อย เพราะวิกฤติครั้งนี้กระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงซึ่งดูแล้วยังไม่มีวี่แววจะดีขึ้นในเร็ววัน ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายก็คงวิตกไปตามกันว่าจะมีโอกาสโดนหางเลขจากวิกฤตินี้หรือไม่ เพราะตอนนี้องค์กรธุรกิจรายใหญ่ ขนาดกลาง จนถึงเอสเอ็มอีแทบทุกรายล้วนต่างอยู่ระหว่างประเมินความเสี่ยงกันแทบจะวันต่อวัน

 

ในวันที่อะไรก็ยังไม่แน่ไม่นอนแบบนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม “หลักการเตรียมความพร้อมที่จำเป็นก่อนถูกเลย์ออฟ” สำหรับผู้มีความเสี่ยงมานำเสนอ ซึ่งหากเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ก็น่าจะดีเพื่อให้เรามีทางเลือกและรับมือได้ทัน แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงหวังว่าทุกท่านจะก้าวผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยกันและขอให้โชคดีจากการเลย์ออฟทุกท่าน

 

  1. สำรองเงินให้พอใช้ 3-6 เดือน

หลักสำคัญคือ พิจารณาจำนวนเงินเก็บที่มีอยู่ว่าเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในครอบครัว อาทิ ค่ากินอยู่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ได้กี่เดือน โดยขั้นต่ำสุดควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือน เผื่อได้มีเวลาตั้งหลักอาชีพใหม่ หรือ มองหาวิธีสร้างรายได้เสริม

สำหรับผู้ที่มีเงินเก็บเพียงพออยู่ อาจลองตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบางส่วนแล้วนำไปออมเพิ่มเติม ผ่านบัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีฝากประจำสำรองไว้เผื่อช่วยได้อีกทางหนึ่ง หรือ อีกช่องทางที่น่าสนใจคือการนำไปลงทุนในบัญชีกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำดูก็เป็นทางเลือกที่ดี ส่วนผู้ที่ยังไม่มีเงินเก็บ หรือ ยังมีน้อยอยู่ อาจต้องเริ่มมองหาวิธีสร้างความมั่นคงทางการเงินส่วนนี้เพิ่มเติมโดยเร็ว เพราะวิกฤตินี้ไม่รู้ว่าจะลากยาวไปถึงเมื่อใด

 

  1. อย่าเพิ่งก่อหนี้ใหม่ในช่วงนี้

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วไม่ควรมีภาระผ่อนหนี้เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน เช่น รายได้เดือนละ 20,000 บาท ไม่ควรผ่อนหนี้เกิน 8,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นหากใครมีหนี้อยู่เกือบเต็มอัตราแล้ว ควรประคองตัวไม่สร้างหนี้ใหม่ โดยเฉพาะหนี้เกี่ยวกับสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่ช่วยสร้างรายได้โดยเด็ดขาด ลองมองหามาตรการเยียวยาของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ทยอยออกมา เพื่อดูว่าสามารถเข้าไปใช้สิทธิ์ในการผ่อนผันอย่างไรได้บ้าง หากได้เราสิทธิ์ลดหย่อน หรือ ผ่อนผันหนี้ ก็อาจนำเงินส่วนที่เหลือจากการลดหย่อน หรือ ผ่อนผันที่เคยต้องจ่ายทุกเดือน มาเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินตามข้อ 1 ไว้ก่อนก็ได้

 

ล่าสุดธนาคารต่างๆ ประกาศมาตรการเยียวยาลูกหนี้ อ่านต่อ ที่นี่

 

  1. พึ่งตัวช่วยที่มีอยู่

กรณีที่โชคร้ายต้องถูกเลย์ออฟอย่างเลี่ยงไม่ได้ ให้รีบขึ้นทะเบียนคนว่างงานกับสำนักงานจัดหางานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิ์ในเบื้องต้น และปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม โดยไม่ต้องรอหนังสือรับรองการออกจากงาน ซึ่งสิทธิต่างๆ ที่พึงได้ประกอบด้วย

 

A “เงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน” จะจ่ายให้กรณีที่ ถูกเลิกจ้างโดยที่ไม่ได้มีความผิด หรือ ไม่ได้สมัครใจลาออก โดยแต่ละคนจะได้รับในอัตราที่ต่างกันไปตามอายุงาน

 

 

หมายเหตุ กรณีเลิกจ้างนี้ นายจ้างจะต้องแจ้งเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบอย่างน้อย 30 วัน มิเช่นนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายให้ลูกจ้างอีก 1 เดือน เป็น “ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า” หรือ ที่มักเรียกกันว่า “ค่าตกใจ” 

 

​​B “เงินชดเชยการว่างงานจากประกันสังคม” ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน จะได้รับเงินทดแทนเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ในอัตราร้อยละ 50% ของเงินเดือนที่ได้รับปัจจุบัน ส่วนผู้ตกงานที่มีเงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไปจะได้รับเงินชดเชยเดือนละ 7,500 บาทเท่ากันทุกราย เพราะประกันสังคมคำนวณจากฐานเงินเดือนสูงสุดที่ 15,000 บาท

 

หมายเหตุ กรณีลูกจ้างยินยอมเซ็นใบลาออกเอง ถือเป็นการลาออกโดยสมัครใจจะได้รับเงินชดเชย 30% ของเงินเดือน โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท (หรือ สูงสุด 4,500 บาท) เป็นเวลา 3 เดือน


_หุ้นปันผลดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศา ชวนมองมุมบวกเปลี่ยนโหมดความรู้สึกสร้างโอกาสออมเงินระยะยาวในช่วงวิกฤติโรคระบาด ตลาดหุ้นร่วงเหลือ 1,000 จุด รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง เพราะถ้าถือคติว่าประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอย นั่นก็จะหมายถึงอะไรที่ลงต่ำ สุดท้ายก็ต้องขยับตัวขึ้น

 

ดังนั้นในแง่ของการที่หุ้นตกลงขนาดนี้ หากใส่ใจติดตามถ้าต่ำลงอีก (มีการประมาณการณ์ว่าดัชนีน่าจะลงไปอยู่ที่ 950 – 921 จุด) ก็เป็นโอกาสสำหรับการออมเงินระยะยาวโดยเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานปันผลดีมาเก็บไว้แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขรอให้เป็น เย็นให้พอ เพราะจะใช้เวลาในการสร้างราคา ปันผลกำไรซึ่งวิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่คาดว่าจะไม่ใช้เงินลงทุนจำนวนนี้ 3 – 5 ปี และไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และคิดภายใต้หลักการกระจายเงินออมระยะยาวโดยอาจเป็นหลักพัน หรือ หลักหมื่น

 

หลักการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี  กินอยู่เป็น ไปรวบรวมมาให้โดย บล.ทิสโก้ เคยให้หลักประเมินไว้ 3 ข้อ

  1. ดูอดีต ว่าบริษัทจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอต่อเนื่องแค่ไหน หากจะให้ดีควรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3%
  2. ดูปัจจุบันฐานะการเงินบริษัทมีหนี้เยอะหรือไม่ มีกำไรหรือไม่ เพราะถ้าหนี้เยอะโอกาสจ่ายปันผลอาจไม่ดีเท่าอดีต
  3. ดูอนาคต โดยประเมินแนวโน้มศักยภาพอุตสาหกรรม หรือ ธุรกิจว่า 10 ปีข้างหน้า มีหนทางสว่างไหม

 

หากใช้หลักเกณฑ์ข้างต้นผสมกับข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ด้านหุ้นปันผลที่น่าลงทุนโดยใช้เกณฑ์บริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดเป็นบวก จ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง 5 ปีมีคะแนนธรรมาภิบาลในระดับ “ดี” ขึ้นไป พบว่ามีถึง 66  บริษัทที่มีการปันผลตั้งแต่ 5 %-10%

 

แต่ทั้งนี้หมายเหตุ!! ตัวโตการลงทุนหุ้นในภาวะนี้ต้องเย็นให้พอ รอให้เป็น และคำนวณภายใต้การคาดการณ์ไวรัสโควิด-19 จะจบภายในสิ้นปี 2563 และไม่มีอะไรร้ายกว่าสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่