-กาฬโรค_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJuly 7, 2020

ย้อนประวัติศาสตร์ความรุนแรงของโรค “กาฬโรค” โรคติดต่อที่เกิดจากสัตว์ฟันแทะ นับเป็นโรคร้ายเก่าแก่ตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมันตะวันออก คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านคน รวมถึงไทยที่คาดว่าน่าจะระบาดตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง จนถึง สมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนค้นพบวัคซีนป้องกันได้ในปี ค.ศ.1897 ล่าสุดจีนออกคำเตือนระดับสาม หลังพบผู้ป่วยติดโรคนี้อีกครั้งที่มองโกเลีย

 

กาฬโรค
ภาพจาก : Reuters

 

จีนออกคำเตือนให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือกับการระบาดของกาฬโรค หลังจากโรงพยาบาลท้องถิ่นเขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีนพบผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าอาจเป็นกาฬโรค พร้อมกับคำสั่งห้ามการล่าสัตว์และการกินสัตว์ที่เป็นพาหะโรคระบาดซึ่งเป็นสัตว์ประเภทฟันแทะ โดยเฉพาะตัวมาร์มอต (marmots) หรือตัวกระรอกขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคครั้งนี้ เมื่อมีรายงานว่าพี่น้องสองคนในพื้นที่ล้มป่วยหลังรับประทานเนื้อของมัน

 

กาฬโรค
ภาพจาก : whitemarmotte.com

 

จีนพบผู้ป่วยกาฬโรคในมองโกเลีย 4 รายในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วซึ่งรวมถึงกาฬโรคปอดบวม 2 รายซึ่งเป็นโรคระบาดร้ายแรงกว่ากาฬโรคปกติทำให้ล่าสุดจีนต้องเตรียมรับมือกับการระบาดของโรคกาฬโรค เนื่องจากในประวัติศาสตร์เคยเป็นโรคที่เคยเกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก รู้จักกันในชื่อ “Black Death” คร่าชีวิตชาวยุโรปไปหลายสิบล้านคน

 

กาฬโรค เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) แพร่จากสัตว์ฟันแทะและหมัดของมัน ซึ่งแพร่เชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ไปยังสัตว์อื่นอีกหลายชนิดรวมทั้งคน

 

อาการและอาการแสดงเริ่มแรกของโรคกาฬโรค จะยังไม่จำเพาะ คือ มีไข้ หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดกล้ามเนื้ออาเจียน ไม่มีเรี่ยวแรง เจ็บคอ และปวดศีรษะ อาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบจะเกิดในบริเวณที่ต่อมเหล่านั้นรับน้ำเหลืองมาจากบริเวณที่ถูกหมัดกัด มักเป็นบริเวณขาหนีบ และอาจจะพบร่องรอยของแผลหมัดกัดเหลืออยู่ ต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบจะบวม แดง เจ็บและอาจจะกลายเป็นฝี มักจะมีไข้ร่วมด้วยเสมอ ภาวะแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่ ภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดบวม หากไม่ได้รับการรักษาก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ ร้อยละ 50-60 โรคกาฬโรคนี้นับเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข

 

กาฬโรคในคนที่แพร่ระบาดทั่วโลกเป็นผลจากการที่คนถูกหมัดหนู (Xenopsylla cheopis หรือ oriental rat flea) ที่มีเชื้อกัด สำหรับปัจจัยอื่น ได้แก่ การจับต้องสัตว์ที่เป็นโรคโดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ กระต่ายและสัตว์กินเนื้อชนิดอื่นๆ การหายใจละอองเชื้อผู้ป่วย หรือสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น แมว สุนัข การถูกสัตว์กัด การสัมผัสกับหนองฝีจากสัตว์ หรือการจับต้องตัวอย่างเชื้อที่เพาะเลี้ยงใน ห้องปฏิบัติการอย่างไม่ระมัดระวัง การติดต่อจากคนสู่คนโดยถูกหมัดคน (Pulex irritans) กัดเป็นสาเหตุสำคัญในสถานที่ที่มีการระบาดของกาฬโรค หรือมีหมัดในสัตว์เลี้ยงเป็นจำนวนมาก

 

กาฬโรค
ภาพจาก : pgblazer.com

 

กาฬโรค หรือ มรณะดำ หรือ “The Black Death” นับเป็นโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ในอดีตมีการระบาดใหญ่ของกาฬโรคเกิดขึ้น 3 ครั้ง ได้แก่

 

ช่วงที่ 1 ยุคกลางตอนต้น ในสมัยจักรวรรดิโรมันตะวันออก คริสต์ศตวรรษที่ 6 ในระหว่างปี ค.ศ. 541-542 คาดกันว่ากาฬโรคมีต้นกำเนิดในจีนแพร่กระจายสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล จากธัญพืชที่นำเข้าจากอียิปต์ กอปรกับนครแห่งนี้มีหนูและหมัดเป็นจำนวนมากจึงระบาดอย่างรวดเร็ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยวันละ 10,000 คน ต่อมาแพร่เข้าสู่เมดิเตอร์เรเนียนในปี ค.ศ.588 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านคน จำนวนประชากรในยุโรปลดลงกว่า 50% ในช่วง ค.ศ.541-700

 

ช่วงที่ 2 ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-19 เรียกการระบาดนี้ว่า “Great Pestilence” เริ่มต้นจากตอนใต้ของประเทศอินเดียและประเทศจีนระบาดไปตลอดเส้นทางสายไหม (Silk Road) กระจายไปทั่วเอเชีย, ยุโรป และแอฟริกา และ ยุโรปสันนิษฐานว่าพ่อค้าชาวจีน-มองโกลเป็นผู้นำเชื้อมาแพร่ในยุโรป ทำให้เกิดการแพร่ระบาดในยุโรปอย่างต่อเนื่อง การแพร่ระบาดต่อเนื่องมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เรียกกันว่า “แบล็กเดธ” (Black Death) การระบาดในยุโรปช่วงนี้มีประชากรตายประมาณ 25 ล้านคน

 

ช่วงที่ 3 ศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งสุดท้าย เริ่มขึ้นที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในปี ค.ศ.1855 มีการแพร่ระบาดไปทั่วทุกทวีปของโลก ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งขณะนั้นยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค จนใน ค.ศ.1894 Alexandre Emile Jean Yersin แพทย์ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ค้นพบเชื้อก่อโรคคือ เชื้อแบคทีเรีย Bacillus pestis เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะและหมัด ได้มีการตั้งชื่อเชื้อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบว่า “Yersinia”

หลังจากค้นพบแบคทีเรีย “Yersinia pestis” นำไปสู่การคิดวิธีรักษากาฬโรค มีการพัฒนาและทดลองใช้วัคซีนต้านเชื้อกาฬโรคในต่อมน้ำเหลืองเป็นครั้งแรกในปี 1897 ปัจจุบันนี้กาฬโรคสามารถรักษาหายได้หากตรวจพบเร็วโดยใช้ยาปฏิชีวนะต่างๆ ปัจจุบันไม่ค่อยพบการระบาดของโรคนี้

 

สำหรับการระบาดของกาฬโรคในประเทศไทย จากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ.2182 ว่า ก่อนที่จะสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นมา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ถูกเนรเทศมาจากเมืองจีน ขึ้นสำเภามาลงที่เมืองปัตตานี แล้วย้ายอยู่ตามเมืองท่าชายทะเลต่างๆ เช่น เมืองนครศรีธรรมราช กุยบุรี (ประจวบคีรีขันธ์) เพชรบุรี บางกอก แล้วมาปราบโรคระบาด สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ.1893 ซึ่งตรงกับ ค.ศ.1350 ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดใหญ่ของ Black Death ในยุโรป และจากข้อมูลการระบาดของกาฬโรคในจีนซึ่งร่วมสมัยกันอยู่ โรค “ห่า” ที่พระเจ้าอู่ทองปราบได้ จึงคาดว่าโรค “ห่า” ที่กล่าวถึงน่าจะเป็น “กาฬโรค”

 

กาฬโรค
ภาพจาก : history.com

 

ระยะต่อมาพบว่ากาฬโรคจากเมืองจีนยังได้มีการแพร่กระจายเข้ามาในไทยอีก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามเอกสารเก่า (สำเนาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ร.ศ.116 พิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 14 ร.ศ.116) เรื่องห้ามเรือจากซัวเถาเข้ากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2440 ว่า

 

“กาฬโรค (คือโรคห่า) ได้เกิดขึ้นที่เมืองซัวเถานั้น……กำปั่นลำหนึ่งลำใดออกจากเมืองซัวเถาและจะเข้ามาในกรุงนี้ ต้องหยุดทอดสมอที่เกาะไผ่ในกำหนดเก้าวันเต็มแล้ว และถ้าแพทย์ได้ตรวจแจ้งว่ากาฬโรค……ไม่ได้มีและได้เกิดในเรือนั้นแล้ว จึงจะยอมให้กำปั่นลำนั้นเดินต่อไปจนถึงที่จอดในกรุงนี้ได้”

 

สำหรับรายงานการระบาดของกาฬโรคอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยนั้น มีรายงานเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2447 ว่าพบการระบาดเกิดขึ้นที่บริเวณตึกแดงและตึกขาว ซึ่งเป็นโกดังเก็บสินค้าที่จังหวัดธนบุรี ซึ่งเป็นที่อยู่ของพ่อค้าชาวอินเดีย สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากหนูที่มีเชื้อกาฬโรคติดมาจากเรือสินค้าที่มาจากเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย จากนั้นกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ที่มีการติดต่อค้าขายกับจังหวัดพระนคร โดยทางบก ทางเรือและทางรถไฟ แต่ไม่มีสถิติจำนวนผู้ป่วยตายที่แน่นอน

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2456 มีรายงานว่าเกิดกาฬโรคระบาดที่จังหวัดนครปฐม มีคนตาย 300 คน และครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2495 มีรายงานผู้ป่วย 2 รายตาย 1 ราย ที่ตลาดตาคลี นครสวรรค์ ซึ่งถือเป็นรายงานการระบาดของกาฬโรคครั้งสุดท้ายในประเทศไทย จากนั้นไม่มีรายงานกาฬโรคเกิดขึ้นในประเทศไทยจนปัจจุบันนี้


5-ผักสามัญประจำบ้าน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJuly 3, 2020

โควิดผ่านไป เรากำลังเข้าสู่โหมดชีวิตแบบเดิม กิน ดื่ม เที่ยวได้ตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือเงินในกระเป๋าที่จะต้องระวังและรักษาให้ทุกเม็ดคุ้มค่าและยาวนานขึ้น เผื่อวันหน้าชีวิตจะได้ไม่สะดุด กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต นำวิธีประหยัดและสร้างความเพลิดเพลินคือปลูกผักสามัญประจำบ้าน ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลายเมนูและดูแลแบบง่าย ๆ ชนิดที่ชาวคอนโดฯ หรือชาวหอฯ ก็ปลูกได้ในพื้นที่จำกัด

 

ชนิดของผักสามัญประจำบ้านที่กินอยู่เป็นได้คัดสรรมาแล้ว มีอยู่ 5 ชนิดด้วยกัน คือ กะเพรา โหระพา พริกขี้หนู ผักบุ้ง และผักตำลึง เมนูที่มาจากสิ่งที่ปลูกนี้สามารถทำได้ทั้งต้ม ผัด ทอด เช่น ต้มยำปลากระป๋องใส่ใบกะเพรา ผัดผักบุ้งไฟแดง ผัดกะเพราหมู ไข่เจียวโหระพา และต้มจืดตำลึง

 

ขั้นตอนการปลูกผักอันดับแรกเริ่มจากเตรียมอุปกรณ์ มีกระถาง พลั่วมือ ดิน ปุ๋ย หรือดัดแปลงจากถัง หรือกะละมังเก่า แต่เจาะรูระบายน้ำเสียก่อน

 

กะเพรา
โหระพา

 

กะเพรา และ โหระพา

สมุนไพรที่ควรปลูกคู่ครัว

วิธีปลูก ทำง่ายแค่ชำจากกิ่งที่ซื้อจากตลาด หลังจากเด็ดใบมาประกอบอาหาร ให้เหลือใบยอดสัก 2 – 3 ใบ เลือกกิ่งกลางๆ นำลงไปในกระถาง วางไว้ในที่ร่ม ไม่กี่วัน ก็ฟื้นตัว แล้วค่อยเอาออกมาวางในที่มีแดด หรือจะซื้อเมล็ดเป็นซองมาเพาะในถาดโดยโรยห่างกันหน่อย เมื่อต้นงอกออกมาแข็งแรงดีแล้ว จึงแยกลงกระถาง ถ้าอยากขยายเพิ่มทำเหมือนตอนที่ปลูกครั้งแรกได้เลย เอากิ่งมาชำไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ออกดอกบ้าง เพื่อเก็บเมล็ดมาโรยต่อ เรียกว่าปลูกครั้งเดียวเก็บกินได้ทั้งปี โดยกะเพรา โหระพา เป็นสมุนไพรให้ประโยชน์ ช่วยย่อยอาหาร ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยบำรุงธาตุ กลิ่นของพืชทั้ง 2 ชนิดยังช่วยผ่อนคลาย และลดความรู้สึกวิตกกังวล

 

การดูแล รดน้ำสม่ำเสมอ นานๆ ทีก็เอาปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกมาใส่ สร้างใบเขียว คอยตัดยอดไปใช้บ่อยๆ มีแต่จะงอกงามขึ้น ถ้าไม่ตัดยอด ปล่อยให้ดอกออกมามาก ต้นจะโทรม แกร็น แก่ตาย

 

พริกขี้หนู

 

พริกขี้หนู

พริก พืชสวนครัวอันดับต้นๆ โดยการปลูกพริกบางทีก็ยาก บางทีก็ง่ายเพราะแค่ล้างพริกแล้วเม็ดหล่นลงดินก็ขึ้นได้

วิธีปลูก เพาะจากเมล็ดในซองนำมาหยอดในถาดเพาะ พอขึ้นต้นแข็งแรงดีอาจสูงประมาณ 3 นิ้ว จึงแยกออกมาปลูกในกระถาง แต่ถ้าปลูกลงกระถางเลยให้หยอดสัก 4 – 5 เม็ด เพื่อเลือกต้นที่แข็งแรงและเผื่อบางเม็ดไม่งอกเป็นต้น

 

การดูแล ดน้ำให้ดินชุ่มแต่อย่าแฉะ ระวังอย่าให้มีน้ำขัง วางกระถางให้โดนแดด พรวนดินเพื่อกำจัดวัชพืชบ้าง ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง

 

ผักบุ้ง

 

ผักบุ้ง

เป็นผักที่กินได้บ่อย ปลูกง่าย

วิธีปลูก ซื้อเมล็ดมาหยอดลงหลุม เอาดินกลบบางๆ รดน้ำไม่กี่วันก็จะงอกประมาณ 30 วัน ตัดยอดกินได้ เวลาตัดให้ตัดแต่ยอดคงต้นไว้ เพราะลำต้นที่เหลือจะแตกยอดออกมาให้เก็บได้อีก ดังนั้นถ้าไม่ต้องการเพาะต้นจากเมล็ดซองสามารถซื้อผักบุ้งที่ตลาดโดยเลือกกำที่ยังไม่ตัดราก เอารากมาปักลงดินหมั่นรดน้ำ ก็จะแตกยอดออกมาให้เก็บกินเช่นเดียวกัน

 

การดูแล ผักบุ้งเป็นผักที่ชอบน้ำชอบแดด ต้องรดน้ำมากๆ หรือเอาถาดรองน้ำใส่กระถางไว้ก็ได้ แต่อย่ามากไปรากจะเน่า คอยใส่ปุ๋ยบำรุงใบให้เขียวสดน่ากิน ผักบุ้งมีหลากชนิด ทั้งผักบุ้งไทยปล้องใหญ่กรอบ ผักบุ้งนาสีแดงกินคู่กับส้มตำ และผักบุ้งจีนหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ด้วยคุณประโยชน์ของผักบุ้งที่ช่วยบำรุงสายตา มีวิตามินเอ กินแล้วตาหวาน

 

ตำลึง

 

ผักตำลึง

ผักที่กินง่าย ทำได้หลายเมนู

วิธีปลูก ใช้การชำจากกิ่งที่ซื้อมาจากตลาด หลังจากเด็ดยอดแล้ว เลือกกิ่งที่กึ่งแก่ กึ่งอ่อน มีสีออกน้ำตาล ใบเต็ม หยักเว้าตื้นที่เรียกกันว่า “ตำลึงตัวเมีย” ตัดกิ่งแก่เป็นท่อนให้มี 3 ข้อ โดยตัดบริเวณใต้ข้อยาว 15-20 เซนติเมตร ริดใบออก ปักในกระถางใช้ดินร่วนที่ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ ปักให้ลึกพอประมาณ รดน้ำให้ชุ่มเช้า-เย็น วางกระถางในที่มีแสงแดดรำไร หากปลูกลงดินให้เลือกพื้นที่ที่เหมาะสม หลังจากปลูกไว้ประมาณ 1 เดือน เริ่มแตกยอดให้เก็บกินเมื่อต้องการปลูกเพิ่มใช้ได้ทั้งการชำกิ่งแบบเดิมหรือเก็บผลสุกมาเพาะเมล็ดนำไปปลูกต่อ โดยการเก็บตำลึงข้อพึงระวังคือ “ตำลึงตัวผู้” ที่ใบจะหยักลึกเป็นแฉกชัดเจน ที่จะมีฤทธิ์ระบายและส่งผลกับผู้มีธาตุอ่อนและผู้สูงอายุ

 

การดูแล ช่วงแรกควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยทิ้งให้ต้นเหี่ยว เด็ดมากินบ่อยๆ เพื่อให้แตกยอด

 

 

การปลูกผักไว้กินเองนอกจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยให้มีสุขภาพดี เพราะได้กินผักสด ปลอดจากพิษ เก็บจากต้นลงกระทะเป็นเมนูอาหารสำหรับครอบครัว แค่เริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ และของที่มีอยู่รอบตัว คุณก็จะมีสวนครัวเป็นของตัวเองแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูล

– หนังสือปลูกเอง กินเอง เมนูอร่อยจากสวนครัวคนเมือง

 

 


Kinyupen-Anantara-Spa.jpg

kinyupen_adminJuly 2, 2020

กิน อยู่ เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอนำเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลตัวเองอย่างการมาส์กหน้าและหมักผมจากอนันตราสปา (Anantara) ที่ขึ้นชื่อเรื่องการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสมผสานเข้ากับการปรนนิบัติผิวพรรณ ช่วยดูแล คลายความเครียดความเหนื่อยล้าจากมลภาวะในเมืองกรุง

 

 

Cooling Cucumber & Yoghurt Face Mask

ส่วนผสม

  • แตงกวา ครึ่งลูก
  • โยเกิร์ตธรรมชาติ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา

วิธีการ

  1. ใช้เนื้อแตงกวาที่ขูดเป็นฝอยมาผสมเข้ากับโยเกิร์ต
  2. ทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอทิ้งไว้ 20 นาที
  3. แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

เคล็ดลับ ใช้มาสก์นี้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

เกร็ดน่ารู้

ประโยชน์ของแตงกวาและโยเกิร์ต:  การผสมผสานระหว่างแตงกวาและโยเกิร์ตส่งผลให้ผิวผ่อนคลาย และช่วยลดอุณหภูมิผิว ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติในแตงกวาให้ความชุ่มชื้นนุ่มเนียนและลดอาการบวมคล้ำจากผิวที่ขาดการพักผ่อน โยเกิร์ตจะส่งผลให้ผิวสดชื่นสำหรับผิวที่เหนื่อยล้า  มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้น

 

 

ผมแห้งเพราะอยู่แอร์?

การอยู่ในบ้านและที่ทำงานที่ติดเครื่องปรับอากาศนั้นสามารถทำร้ายผมของคุณได้มากเท่ากับผิวของคุณ หลายคนคงเคยเจอปัญหาผิวแห้งทั้งๆที่เราก็ใช้ชีวิตตามปกติ แท้จริงแล้วที่ผิวและผมของเราเปลี่ยนไปอาจเป็นเพราะกระแสลงที่ปล่อนออกมาของเครื่องปรับอาการที่ทำให้ระดับความชื้นในผิวหนังและเส้นผมลดลง วันนี้เราขอแนะนำการบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมและหนังศรีษะของคุณให้กลับมานุ่มลื่นน่าสัมผัส ด้วยเคล็ดลับจากอนันตราสปา

สูตรหมักผมเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเส้นผมและหนังศรีษะ

ส่วนผสม:

  • โยเกิร์ตธรรมชาติ (1/4 ถ้วย)
  • น้ำมันมะกอก (1/4 ถ้วย)
  • น้ำผึ้ง (1 ช้อนโต๊ะ)
  • น้ำมันลาเวนเดอร์ (15 หยด)

 

วิธีการ

  1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดกับ และใช้เครื่องตีไข่ หรือกวนจนส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
  2. ใช้น้ำอุ่นชำระล้างเส้นผม และเพื่อเปิดเกล็ดผมให้พร้อมสำหรับการบำรุงขั้นต่อไป
  3. ใช้มาสก์ชโลมให้ทั่วศรีษะและเส้นผม หลังจากนั้นทิ้งไว้ 15-20 นาที
  4. ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

เกร็ดน่ารู้ : ประโยชน์ของส่วนผสม

โยเกิร์ต: เพิ่มโปรตีนให้กับผม
น้ำมันมะกอก: เสริมความแข็งแรงให้กับเส้นผม
น้ำผึ้ง: เพิ่มความเงางามและทำให้เส้นผมนุ่มขึ้น
น้ำมันลาเวนเดอร์: ช่วยขจัดรังแค

 

ขอขอบคุณ : Galina Antoniuk, Director of Spa, Anantara The Palm Dubai Resort, UAE


Beauty_-Physiognomy-Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 24, 2020

“จงเชื่อว่าคุณสวยงามตามแบบฉบับของคุณ” ความเชื่อกับความสวยงามเป็นเรื่องที่คู่กันมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์การทำนายโหงวเฮ้งของจีน ตำรานรลักษณ์ของไทย ที่ได้รวบรวมคุณลักษณะที่บ่งบอกถึงดวงชะตา วาสนาและอุปนิสัยของคนนั้นๆ ได้ ทำให้สถาบันเสริมความงามหลายแห่ง ถึงกับมีแพทย์เฉพาะทางที่คอยให้คำปรึกษาปรับปรุงแก้ไขส่วนนี้กันเลยทีเดียว วันนี้กิน อยู่ เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเคล็ดลับการดูโหงวเฮ้งและการแก้ไขที่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำมาฝากกัน

 

 

การดูโหงวเฮ้ง คือการดูลักษณะ “ความสมดุล” บนใบหน้า ซึ่งตามธรรมชาติและลักษณะการใช้ชีวิตของและคนย่อมไม่เหมือนกัน ในอดีตคุณอาจมีดวงตาที่น่าพิสมัย แต่ปัจจุบันอาจมีปัญหาผิวบริเวณเปลือกตาหย่อนคล้อย หรือแม้กระทั่งไฝ ฝ้า ขี้แมลงวันที่อาจปรากฏขึ้นมาตามกาลเวลา ก่อนอื่นมารู้จักศาสตร์ “การดูโหงวเฮ้ง” แบบคล่าวๆกันก่อน

 

  1. หน้าผาก สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ สติปัญญา ชาญฉลาด
  2. คิ้ว สื่อถึงชื่อเสียงเกียรติยศ ตา สื่อถึงความคิดสติปัญญา
  3. จมูก สื่อถึงเครดิตความสัมพันธ์ ฐานะและทรัพย์สิน
  4. ริมฝีปาก สื่อถึง ลักษณะอุปนิสัย
  5. หู สื่อถึงอำนาจบารมี อายุและสุขภาพ

 

ศัลย์ให้สวยเสริมทรัพย์ เสริมเสน่ห์

ปัจจุบันสถานความงามหลายแห่งมีโปรแกรมและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยแก้ไขจุดต่างๆ ให้สวยงามรับกับรูปหน้า ซึ่งส่วนใหญ่นิยม “เสริม เติม แต่ง” ดังนี้

 

1. ดูความสำเร็จให้ดูหน้าผาก เปิดหน้าผากรับทรัพย์

 

ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ หรือ ผ่าตัดใส่ซิลิโคนเสริมหน้าผาก เพราะหน้าผากที่โหนกนูน ถือเป็นลักษณะของผู้ที่เฉลียวฉลาด ชอบเรียนรู้ รวมถึงลักษณะหน้าผากที่กว้าง แสดงถึงความสุภาพ และมักจะได้รับความเมตาช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เสมอ ทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงช่วยดึงดูดทรัพย์สินอีกด้วย

ข้อควรระวัง : ไม่ควรปล่อยให้หน้าผากมีริ้วรอย ฝ้า กระ หรือเป็นหลุม

ทางแก้ไข ควรแก้ไขด้วยโบท็อกซ์หรือเลเซอร์ตามความเหมาะสม

 

 

 

 

2. แก้มและโหนกแก้ม ต้องอิ่มรับกับใบหน้า

 

 

ถึงแม้ว่าใครๆ ต่างก็อยากหน้าเรียวสวยแบบวีเชฟ แต่สำหรับความเชื่อของจีน ต่างบอกว่าโหนกแก้มที่สูงนอกจากจะทำให้ดูอ่อนเยาว์แล้ว ยังสะท้อนถึงความเข็มแข็งภายในจิตใจของคนๆ นั้น

ข้อควรระวัง ลักษณะแก้มที่ตอบ ยังสื่อถึงความวิตกกังวล เป็นคนคิดมากและไม่ค่อยคบหาสมาคมกับใคร

ทางแก้ไข แพทย์หลายท่านจึงแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มเนื้อแก้มให้ดูอุดมสมบูรณ์

 

3. ดูความมั่งคั่งให้ดูที่คาง

 

 

ทางโหงวเฮ้งเชื่อว่าถ้าคางได้รูป กำลังดี ไม่สั้นและหุบ จะช่วยเรียกทรัพย์ได้ และในระยะยาวก็จะไม่ลำบากมีเงินใช้ไม่ขาดมือ คนส่วนใหญ่นิยมเสริมคางให้รับกับจมูก เพื่อลักษณะใบหน้าที่สวยงามมากขึ้นและเพื่อเสริมโหงวเฮ้งที่ดีด้วย

ข้อควรรู้ก่อนเสริมคาง ว่ากันว่าลักษณะโครงสร้างใบหน้าที่สวยงาม ส่วนบนตั้งแต่ไรผมถึงคิ้ว, ส่วนกลางตั้งแต่คิ้วถึงปลายจมูก และส่วนล่างตั้งแต่ปลายจมูกถึงคาง ทั้งสามส่วนควรจะมีสัดส่วนที่เท่ากัน ถ้าใบหน้าส่วนล่างสั้นกว่าอีกสองส่วน ก็จะกลายเป็นคนคางสั้น คางเล็ก เมื่อมองภาพรวมใบหน้าจึงไม่ได้สัดส่วนที่สวยงาม

ปัญหาคางสั้นแก้ไขไม่ยาก สามารถเสริมคาง ให้รูปหน้ายาวขึ้นได้ โดนเสริมคางแบบไร้แผลได้ด้วยวิธีการ ซ่อนแผลในปาก

ทางแก้ไข ใช้แท่งซิลิโคนชนิดเดียวกับที่ใช้ในการเสริมจมูก มีทั้งที่ขึ้นรูปมาเรียบร้อยแล้วจากโรงงาน แพทย์อาจมาทำการตกแต่งอีกเล็กน้อยก่อนเสริมเข้าไป กับชนิดที่แพทย์ต้องเหลาขึ้นรูปเองให้เหมาะกับลักษณะใบหน้าของแต่ละคน

 

4. จมูกบอกนิสัย อำนาจ วาสนา

 

 

ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของใบหน้า เพราะช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับใบหน้าได้เป็นอย่างดี ลักษณะของจมูก บ่งบอกถึงอุปนิสัย ความคิด จิตใจ ทรัพย์ อำนาจวาสนา และสติปัญญา

 

จมูกที่มีลักษณะดี ต้องเป็นสันตรงตลอดแนว ไม่ว่าจมูกจะใหญ่หรือเล็ก ต้องมีเนื้อแน่นอิ่มเต็ม ขนาดของจมูกต้องได้ส่วนกับใบหน้า โดยทางโหงวเฮ้งแล้วจมูกก็จะแบ่งย่อยออกไปหลายทรง แต่คนส่วนใหญ่ นิยมเสริมจมูกเพื่อเสริมเรื่องเงินทอง การเก็บเงิน รวมไปถึงการเสริมในเรื่องของจิตใจให้เป็นคนโอบอ้อมอารี ใจเย็น และมีสติ

 

การทำศัลยกรรมจมูก โดยหลักแล้วจะมี 2 วิธี ได้แก่

1.การเสริมจมูกโดยใช้เนื้อเยื่อตัวเอง

นิยมใช้ในชิ้นส่วนในร่างกายของตัวเอง เพื่อให้ร่างกายมองว่าไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายต้องต่อต้าน เช่น ส่วนของกระดูกอ่อนหลังใบหู กระดูกซี่โครง หรือ ไขมันในร่างกาย

 

2.การเสริมจมูกโดยใช้วัสดุภายนอก

นิยมใช้ ซิลิโคน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีปลอดภัยสูง  นอกจากจะพิจารณาเรื่องวิธีการเสริมจมูกแล้ว ยังจะต้องพิจารณาถึงรูปแบบในการเสริมจมูกที่มีหลายแบบแตกต่างกันอีกด้วย

 

  1. ชั้นตาสวย โหงวเฮ้งดี มีเสน่ห์

 

ลักษณะตาที่ดีตามหลักโหงวเฮ้ง

– ตาสองข้างเท่ากัน สุขสมหวังในเรื่องครอบครัว ความรัก คู่ครอง

– ดวงตากลมโต มักมีเสน่ห์กับเพศตรงข้าม ติดต่อประสานงานกับคนอื่น ๆ ได้ดี

– หางตาเชิดขึ้น มีความมั่นใจในตัวเองสูง ฉลาดปราดเปรื่อง ควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ได้ดี มีความสุขและโชคดี

การทำศัลยกรรมตาสองชั้นนอกจากจะทำให้ดวงตาของคุณมีความสวยงาม สดใส มีเสน่ห์น่ามองแล้ว ยังเพิ่มความมั่นใจในเรื่องโชคชะตาได้อีกด้วย

เช่น หากคุณมีปัญหาหางตาตก ก็สามารถแก้ไขด้วยการทำตาสองชั้นปลายหางหงส์ เพื่อเป็นการเปิดหางตาและทำให้ปลายหางตาเชิดมากขึ้น รวมไปถึงการทำตาสองชั้นเพื่อแก้ไขชั้นตาไม่เท่ากัน ตาตี่เล็ก ตาชั้นเดียว ซึ่งมีทั้งวิธีการกรีดยาวและการเย็บ 3 จุด เพื่อให้ได้ชั้นตาที่สวยงาม ดวงตาแลดูกลมโตยิ่งขึ้น

ข้อควรระวัง การทำศัลยกรรมตาสองชั้นก็ต้องเลือกทำPhysiognomyกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลลัพธ์ที่ดี สวยมั่นใจอย่างปลอดภัย


Kinyupen-yoga-Greeck-Orthodox.jpg

kinyupen_adminJune 22, 2020

เมื่อต้นเดือนหากใครเห็นข่าวใน BBC  ที่พาดหัวประเด็น ผู้แทนโบสถ์ของคริสตจักรในกรีกแนะนำให้ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ เลี่ยงการเล่นโยคะทั้งนี้การออกมาของผู้แทนโบสถ์แห่งคริสต์จักรของกรีกอาจเป็นเพราะ 90% ของชาวกรีกนับถือนิกายออร์ทอดอกซ์​  โดยการให้เลี่ยงดังกล่าวคาดเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าพื้นฐานของโยคะหลายท่าไม่เหมาะกับความเชื่อและความศรัทธาของชาวคริสต์อย่างเช่นท่าสุนัขก้ม (downward dog) หรือท่าไหว้พระอาทิตย์ อีกทั้งโยคะถือเป็นการปฏิบัติส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาก็เป็นวันโยคะสากล

 

 

กิน- อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงชวนไปย้อนดูที่มาและหลักการของโยคะเพื่อเป็นเกร็ดความรู้ถึงที่มาที่ไปของประเด็นดังกล่าว  โยคะมาจากศัพท์ของคำว่า “ยุชิร” หรือ “ยุช” ซึ่งแปลว่า เทียมแอก ผูกมัด ประกอบ หรือรวมกัน ตามความหมายของศัพท์ โยคะจึงหมายถึงการเพ่งเล็งหรือการทำสมาธิเพื่อให้จิตสู่ความหลุดพ้น ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอินเดียสมัยโบราณกว่าหลาย 1,000 ปี โยคะมีอยู่ด้วยกันหลายสำนักซึ่งวิธีและเป้าหมายจะต่างกันไปโดยบรรดาฤาษีหรือโยคีต่างฝึกเพราะเชื่อว่าคนเราจะมีจิตใจที่แข็งแรงและสมบูรณ์จะต้องร่างกายสมบูรณ์และแข็งแรงเป็นพื้นฐาน

 

หากจุดเริ่มต้นเกิดจาก 2,500 ปีที่แล้วปัตญชลี มหาโยคีชาวฮินดูผู้มีประสบการณ์ในเรื่องสมาธิได้ปรับปรุงโยคะขั้นพื้นฐาน และเขียนโศลกที่ถือเป็นพระสูตรแห่งโยคะ เรียกว่า โยคะสุตรา จึงส่งผลให้โยคะเป็นที่แพร่ หลาย

 

timesofindia.indiatimes.com

 

ผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายจะถูกเรียกว่า โยคิน หรือ โยคี ส่วนผู้หญิงเรียก โยคินี ผู้สอนเรียกว่า คุรุ (ครู) เมื่อโยคะแพร่หลายสู่ยุโรปโดยใช้เป็นหนึ่งในวิธีออกกำลังกายนั้นส่วนใหญ่จะดัดแปลงจากหฐะ โยคะ (Hatha Yoga) ซึ่งเน้นการหายใจและความยืดหยุ่นของร่างกาย โดยการฝึกท่าโยคะจะเรียกว่าอาสนะ (Asanas)

ที่หมายถึงการอาศัยหรือนั่งในท่าใดท่าหนึ่ง

 

ด้วยที่มาของโยคะที่เชื่อมโยงกับศาสนาฮินดู ที่กำหนดว่าพราหมณ์จะบำเพ็ญตบะด้วยการปฏิบัติโยคะ และท่าโยคะ ที่เชื่อมโยงกับการนับถือธรรมชาติและมีเทพเป็นสัญญะ อย่างเช่นโยคะในอาสนะของสุริยะนมัสการ ซึ่งก็เป็นท่าไหว้พระอาทิตย์ หรือบางอาสนะจะเหมือนกับท่าก้มกราบ ซึ่งขัดกับบางหลักศาสนาที่กราบได้เพียงพระเจ้าของศาสนานั้นๆ เท่านั้น ทั้งมีการเปล่งเสียงโอม ที่มาจากการขานพระนาม 3 มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ (อุ:พระวิษณุ อะ:พระศิวะ และมะ:พระพรหม)  โยคะบางอาสนะ หรือการโอมจึงอาจเป็นอุปสรรค

 

 

อย่างไรก็ตามการฝึกโยคะจะเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังทำให้เลือด และสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม การฝึกโยคะจะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมทั้งต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น ท่าของการฝึกโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และสอดคล้องกับการหายใจเป็นการรวมกาย และจิตร่วมกัน การฝึกท่าโยคะจะเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพจิต และสุขภาพกายดีขึ้น

 

แต่ก็ยังมีวิธีออกกำลังหรือการยืดหยุ่นหลายอย่างให้เราเลือกตามความเชื่อ ความชอบ ได้แบบไม่จำกัด กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอ Cheer Up ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง

 

 


-Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 18, 2020

น้ำหนักที่เพิ่มเป็นสิ่งกวนใจโดยเฉพาะวัย 40 up ถึงขั้นมีคำกล่าว แค่หายใจก็อ้วนแล้ว วันนี้กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้ค้นหาและนำส่วนหนึ่งจากบทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ มาถ่ายทอดเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจและหาเหตุหยุดอ้วนอย่างถูกหลัก

 

ภาพจาก : Brian Harris/Rex Features

 

อันตรายของโรคอ้วนนอกจากเสื้อผ้าที่ต้องซื้อใหม่ หากรวมถึงโรคภัยไข้เจ็บ การอักเสบเรื้อรัง แก่เกินวัย รวมถึงโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิต จนสุดที่มะเร็ง แต่เดิมเรามักเชื่อว่าออกกำลังกาย และลดอาหารจะเป็นตัวทำให้น้ำหนักลดอย่างมีนัยสำคัญ โดยสูตรออกกำลังลดอ้วนแบบคร่าวๆ คือเดินเร็ววันละ 1 ชั่วโมงจะส่งผลให้น้ำหนักลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 5 สัปดาห์ หรือถ้าเปลี่ยนเป็นวิ่ง ที่ความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนลดอาหาร คือเน้น 2 มื้อหลักต่อวันเว้นขนมจุบจิบ

 

ภาพจาก : https://corporissanum.com

 

หากช่วงหลายปีมานี้มีการวิจัยพบว่านอนน้อยส่งผลต่อน้ำหนัก คือถ้านอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงในแต่ละคืนจะมีโอกาสน้ำหนักเพิ่ม 4.5 – 7 กิโลกรัม เพราะโดยเฉลี่ยคนวัยหนุ่มสาวควรนอน 7-9 ชั่วโมง วัยกลางคนขึ้นไปอยู่ที่ 8 ชั่วโมง

 

ทั้งนี้บทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อได้อ้างอิงจากหนังสือของ Dr.Matthew Walker “Why We Sleep ว่าการนอนน้อยกว่าระดับที่จะเป็น ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่อยู่ในกระเพาะอาหารที่เรียกว่า Ghrelin เพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าท้องว่างและหิว  หากนอนน้อยฮอร์โมนตัวนี้จะเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองว่าไม่อิ่มต้องกินต่อไป ทั้งยังกระตุ้นให้เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่สูง นี่จึงเป็นที่มาของ อ้วนเพราะนอนน้อย

 

ภาพจาก : www.hindustantimes.com

 

แต่การนอนย่อมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อน้ำหนักโดยมีนักวิจัยด้านสุขภาพระบุว่าเหตุของอ้วนมาจากพฤติกรรมกิน อยู่ หลับนอน  8 ประการ

  1. นอนน้อย
  2. เครียด
  3. อาหารแปรรูป
  4. ขาดสารอาหาร
  5. ปริมาณจุลินทรีย์ดีในลำไส้
  6. มลภาวะสิ่งแวดล้อม
  7. ไทรอยด์
  8. ไม่ออกกำลังกาย

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจว่าออกกำลังประเภทใดจะช่วยลดตัวชี้วัดเสี่ยงโรคอ้วน นั้น พบว่า วิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำให้ประโยชน์สูงสุด รวมถึงการการเล่นโยคะ การปีนเขา เดิน หรือเต้นรำโดยเฉพาะจังหวะ Waltz และ Foxtrot


_ฝันร้าย_สร้างเองได้_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 18, 2020

ช่วงที่รอบตัวมีแต่เรื่องร้าย ทั้งการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่ายุติและลามกระทบต่อเศรษฐกิจปากท้องที่โดนกันถ้วนหน้าไม่ว่าเจ้าของธุรกิจ มนุษย์เงินเดือน พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งหลายคนเก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดวิตกจนนำไปสู่ฝันร้ายที่กระทบต่อทั้งสุขภาพกายใจ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปรู้จักกับต้นเหตุที่มาที่ไป รวมถึงวิธีพาตัวเองให้หลุดพ้นจากฝันร้ายกัน

 

ฝันร้าย (nightmare) เป็นสภาวะของร่างกายที่มีการปรากฏภาพและเรื่องราวซับซ้อนกระทบแง่ลบต่อจิตใจ โดยผู้ฝันอาจสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่รับรู้และจำได้เมื่อตื่นขึ้น ขณะเดียวกันก็นำไปสู่การหลับต่อได้ยากขึ้น

 

ภาพจาก : www.fatherly.com

 

อาการฝันร้ายมักเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement: REM) ซึ่งวงจรร่างกายหยุดทำงาน ยกเว้นหัวใจ กะบังลม กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อเรียบ มักเกิดภาวะดังกล่าวตอนใกล้เช้า เนื่องจากช่วงหลับฝันที่เป็นระยะนอนหลับที่สมองตื่นตัวและประมวลความจำ หรือ เรียนรู้ข้อมูลใหม่ ทำให้สิ่งที่สมองประมวลออกมานั้นปรากฏภาพเหมือนจริงและส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกเมื่อนอนหลับฝัน

 

ฝันร้ายของแต่ละคนมีรูปแบบแตกต่างกันตามประสบการณ์ชีวิตและจิตใต้สำนึก หากรูปแบบฝันร้ายที่คนส่วนใหญ่พบเจอจะเป็นลักษณะการวิ่งหนีสัตว์ร้าย คนร้าย อสุรกาย หรือ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงการตกจากที่สูงแบบเฉียบพลัน ส่วนผู้ที่เคยประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกทำร้ายก็อาจฝันถึงเหตุการณ์แบบนั้นอยู่บ่อยๆ

 

สาเหตุหลักของฝันร้าย

1.ผลกระทบทางจิต มีความวิตกกังวล เครียด ประสบเหตุสะเทือนขวัญ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตบางประเภท เช่น โรคซึมเศร้า

2.ความผิดปกติของร่างกาย มีอาการป่วยบางประเภท เช่น หยุดหายใจขณะหลับ นอนหลับยาก กลัวการนอนหลับ รวมถึงการรับประทานอาหารก่อนนอน อาทิ อาหารที่ร่างกายแพ้ หรือ ย่อยยาก ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองตื่นตัวมากกว่าเดิม

3.พฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา หรือ สารเสพติด ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือ หยุดดื่มแบบหักดิบ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือ เลิกสูบกะทันหัน ฯลฯ

 

ภาพจาก : www.e-counseling.com

 

ผลของฝันร้ายทำให้ร่างกายประสบภาวะวิตกกังวล ระทึก โศกเศร้า หรือ หวาดกลัวอย่างรุนแรง จนอาจส่งผลให้ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต หรือ เข้าสังคม โดยฝันร้ายจะมีความถี่เพิ่มขึ้นเมื่อบุคคลนั้นเริ่มมีความผิดปกติกับการดำเนินชีวิตในสังคม และหากเกิดขึ้นบ่อยมากๆ ก็อาจบ่งชี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาวะปัญหาสุขภาพจิต อาทิ ภาวะวิตกกังวล เครียด หรือได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างรุนแรง ส่งผลต่อภาวะสุขภาพจิตและจิตเวชตามมาในอนาคตได้

 

ดังนั้นถ้าไม่อยากฝันร้าย ให้เสพข่าวสารแต่พอดีและมีสติโดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่เก็บมาคิด หรือ วิตกเกินไป พยายามหากิจกรรมผ่อนคลายลดความเครียด หาเวลาออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในช่วงนี้

 

ภาพจาก : https://bettersleep.org

 

เคล็ดลับนอนหลับฝันดีจาก National Sleep Foundation

  1. กำหนดตารางเวลาเข้านอน – ตื่น ให้เป็นช่วงเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อรีเซ็ตรอบการนอนหลับเพื่อให้ตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
  2. ออกกำลังกายวันละ 20-30 นาที จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ควรเว้นระยะ 5-6 ชั่วโมง หรือ อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  3. หลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน แอลกอฮอล์ อาทิ กาแฟ ช็อคโกแลต ยาลดความอ้วน น้ำอัดลม ชาสมุนไพร และยาแก้ปวด
  4. หากิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน อาทิ อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
  5. นอนบริเวณที่แดดส่องถึงเมื่อตื่น เพราะแสงแดดตอนเช้าจะช่วยรีเซ็ตนาฬิกาชีวิตของเราทุกวัน โดยเฉพาะถ้าใครที่มีปัญหานอนหลับยากนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับแนะนำให้รับแสงแดดเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกเช้า
  6. อย่านอนแช่บนเตียง หากนอนไม่หลับอย่าพยายามนอนแช่บนเตียง ให้ไปหาอย่างอื่นทำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงจนกว่าจะรู้สึกเหนื่อย หรือ อ่อนล้า เพราะความวิตกที่ว่าพยายามนอนแล้วแต่ยังไม่สามารถหลับได้เสียที อาจนำไปสู่อาการนอนไม่หลับติดตัวไปได้
  7. ควบคุมอุณหภูมิห้องนอน เน้นที่เรารู้สึกสบาย เพราะถ้าร้อน หรือ เย็นเกินไป อาจขัดขวางการนอนหลับ
  8. พบแพทย์ หากปัญหาการนอนไม่หลับเริ่มรุนแรงจนรบกวนการดำเนินชีวิตปกติ และกระทบต่อการประกอบอาชีพ

 


Slim_ดูดไขมัน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 17, 2020

**ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “การดูดไขมัน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก” ควรพิจารณาร่างกาย ผิวพรรณความยืนหยุ่นของคุณ และคาดหวังผลลัพธ์บนพื้นฐานความจริงและความเป็นไปได้

 

สำหรับหลายคนที่มีปัญหา “รากฐานมั่นคง ต้นขาใหญ่” ไม่ว่าจะด้วยกรรมพันธุ์ หรือ ไขมันที่สะสมจากมื้อหนัก มื้อเบา ย่อมต้องเคยหาวิธีการลดไขมันจากหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ เช่น การเลือกรับประทานอาหาร, ออกกำลังกายกระชับสัดส่วน หรือการแก้ที่ปลายเหตุอย่างการดูดไขมัน แน่นอนว่าทางที่ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะ “การดูดไขมัน” มีความเสี่ยงด้วยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผิวหนังไม่เรียบเนียน, กล้ามเนื้อขาไม่ได้สัดส่วนที่สวยงาม หรือการติดเชื้อ

 

ซึ่งในปัจจุบันโรงพยาบาลชั้นนำและคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามชั้นนำต่างออกโปรโมชั่นเอาใจคนหุ่นเชฟบ๊ะอย่างเราๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจ “ดูดไขมัน” ไม่ว่าจะเป็นจุดเด่น ข้อควรระวัง ความเสี่ยง การเลือกประเภทวิธีการดูดไขมันที่เหมาะกับแต่ละคน และการดูแลตัวเอง มาให้ได้พิจารณากัน

 

 

“สวยทางลัด”

หลายคนน่าจะเคยได้ยิน อันตรายจากการดูดไขมัน ในอดีตมาอย่างหนาหู ทั้งการเสียเลือดในปริมาณมาก รอบแผลขนาดใหญ่ หรือการโยโย่ที่ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย แต่เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมโปรแกรมดูดไขมัน ถึงยังเป็นโปรแกรมยอดนิยมที่สถาบันเสริมความงามทุกแห่งต่างต้องมี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น และวิวัฒนาการด้านการศัลยกรรมความงามก็เพิ่มมากขึ้น ระยะเวลาผ่านไปก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ชำนาญมากขึ้นเช่นกัน มาดูกันว่า ในปัจจุบันการดูดไขมันมีกี่ประเภท และแบบไหนที่เหมาะกับคุณ

การดูดไขมันแบ่งออกเป็น 5 วิธี ดังนี้

 

  1. Vaser

วิธีการ คือ ต้องฉีดน้ำเกลือชนิดพิเศษและยาชาเข้าไปในจุดที่ต้องการสลายไขมัน และใช้เครื่อง VASER ซึ่งจะมีหัวขนาดเล็กประมาณ 2-3 มม.เข้าไปและปล่อยคลื่นเสียง (Ultrasound) ทำให้ไขมันที่เป็นก้อนสลายตัวกลายเป็นของเหลว หลังจากนั้นจึงดูดไขมันหลังเสร็จแพทย์จะเย็บปิด 1 เข็ม ซึ่งแทบมองไม่เห็นเลย โดยกลับบ้านได้ทันที

จุดเด่น

  • เซลล์ผิวหนังได้รับการกระทบกระเทือนน้อย ลดการเกิดรอยฟกช้ำ
  • จะใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการดูดไขมันแบบเดิม แผลหลังจากดูดไขมันหายเร็ว
  • ใช้ได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก ใต้คาง หรือแม้กระทั่งโหนกบริเวณหลังต้นคอ
  • ดูดไขมันด้วยวิธีนี้เหมาะกับคนที่มีไขมันที่กำจัดได้ยาก เช่น คนที่ออกกำลังกายเท่าไหร่ไขมันก็ไม่ยุบ
  • การดูดไขมันในกลุ่มของคนที่อายุยังน้อยจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่า

ข้อควรระวัง

  • อาจมีน้ำคั่งหลังดูดไขมันได้ โดยแพทย์สามารถเจาะออกในภายหลังได้

การดูแลตัวเอง

  • ควรงดออกกำลังกายประมาณ 1 เดือน และให้กลับมาออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อในบริเวณที่ดูดไขมันออกไปนั้น มีความแข็งแรงขึ้น
  • ใช้ผ้ายืดรัดบริเวณที่ดูดไขมันแล้ว เพื่อช่วยลดอาการบวมและกระชับกล้ามเนื้อ

 

 

  1. Bodytite

วิธีนี้ถูกพัฒนาหลังจาก Vaser ประมาณ 7 ปี โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radio frequency: RF) เป็นการดูดไขมันด้วยพลังงานความร้อน เพื่อช่วยสลายไขมันให้มีโมเลกุลที่เล็กลง และสามารถดูดออกมาได้ง่าย

จุดเด่น

  • เหมาะกับคนที่มีไขมันส่วนเกินในปริมาณมาก
  • คนที่ปัญหาด้านสรีระไม่สมส่วน
  • ช่วยสลายไขมันพร้อมกับการกระชับผิวหนัง
  • ลดการเสียเลือดได้มากกว่า เพราะมีการ Coagulation ที่ช่วยห้ามเลือดไปได้ขณะดูดไขมัน
  • ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นขนาดใหญ่
  • ไม่ก่อให้เกิดพังผืดรัดตัว และไม่จำเป็นต้องทำซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • สลายไขมันตรงบริเวณที่เป็นพังผืดหนาได้ไม่ค่อยดี

การดูแลตัวเอง

  • ไม่ควรโดนน้ำจนกว่าแผลจะปิดสนิท
  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. Water Jet หรือ Body Jet

วิธีการ คือ เข้าไปแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อผิวหนัง ทำให้เซลล์ไขมัน คงสภาพสมบูรณ์และนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้อีก

จุดเด่น

  • ไม่ทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำ ผิวไม่เป็นคลื่นหลังจากการดูดไขมัน
  • แผลหายเร็ว ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน
  • เหมาะกับคนที่ต้องการนำไขมันที่สมบูรณ์ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ต่อ
  • สามารถนำไขมันที่ได้ไปสกัดเป็นสเต็มเซลล์ช่วยซ่อมแซมร่างกาย
  • สามารถนำไปเติมไขมันบริเวณใบหน้า ส่วนอื่นๆ และศัลยกรรมเพิ่มขนาดหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง

ข้อควรระวัง

  • อาจมีน้ำหรือไขมันตกค้างได้ โดยแพทย์สามารถเจาะออกในภายหลังได้

การดูแลตัวเอง

  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. Smart Lipo

วิธีการ คือ ยิงเลเซอร์เข้าไปสลายไขมัน (Laser-assisted liposuction : LAL) แล้วจึงดูดไขมันออกมา ถือเป็นการดูดไขมันกึ่งผ่าตัดที่มีแผลขนาดเล็กมาก

จุดเด่น

  • เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง เพราะได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ในบางหลายที่มีไขมันปริมาณน้อยแพทย์อาจพิจารณาไม่ดูดไขมันออกมา แต่จะให้ร่างกายขับออกมาในรูปแบบของเสียแทน
  • เหมาะกับคนที่มีปัญหาไขมันตรงตำแหน่งเล็กๆ

ข้อควรระวัง

–     เหมาะกับ ผู้หญิงและผู้ชายที่ไม่ได้มีน้ำหนักมากจนเกินไป

การดูแลตัวเอง

  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. PAL

PAL (Power Assisted Liposuction) เป็นการดูดไขมันด้วยเครื่องสั่น ที่เรียกว่า Microaire ที่ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์มาตรฐานในการดูดไขมัน การสั่นสะเทือนทำให้รอบของการดูดไขมันถี่ขึ้น และยังช่วยทำให้ดูดมันได้ในปริมาณมากขึ้น

จุดเด่น

  • เหมาะกับบริเวณที่มีความแข็งของพังผืด
  • เป็นวิธีการดูดไขมันที่ได้ดูดได้ในปริมาณมาก และดูดไขมันออกมาได้อย่างรวดเร็ว
  • เหมาะกับผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อนและต้องการดูดซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • ความถี่ในการสั่นสะเทือนมีผลต่างกันในบริเวณที่มีเนื้อเยื่อต่างกัน

 

 

ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ คือ การดูดไขมัน ไม่ใช่ การลดน้ำหนัก และท้ายที่สุดหากคุณกลับมาสร้างเหตุหรือกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ในปริมาณมาก ขาดการออกกำลังกาย และไม่ดูแลตัวเองคุณก็อาจจะกลับมามีไขมันสะสมที่มากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องโทษเทคโนโลยีหรือแพทย์ท่านใดเลย


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 11, 2020

หนุ่ม จีน-เกาหลี- ญี่ปุ่น ทุ่มเสริมหล่อ หลังเจอปัญหา “หัวล้าน” เร็วกว่าวัย

นักข่าวซีเอ็นเอ็นเขียนบทความชี้ ชายชาวเอเชียตะวันออกกำลังประสบปัญหา “ศีรษะล้าน” ตั้งแต่อายุน้อย โดยสมาคมส่งเสริมสุขภาพและการศึกษาของจีนรายงานว่า จากการสำรวจชายชาวจีนจำนวน 50,000 คน พบว่า ในชายในช่วงวัยตั้งแต่ 30 ปี ประสบปัญหาศีรษะล้านเร็วกว่ากลุ่มอื่น ในขณะที่ผลการสำรวจโดยมหาวิทยาลัยชิงหัว Tsinghua ในกรุงปักกิ่ง ก็ได้ผลคล้ายกันว่ามีนักศึกษากว่า 60% มีประสบการณ์ผมร่วงบางลง

 

การแก้ปัญหาด้วยการปลูกผมในประเทศจีนจึงกลายเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต แต่ก็มีราคาสูงในประเทศจีน นอกจากนี้ ธุรกิจแชมพูเพื่อผมดกดำยังเติบโตขึ้นมาก โดยพบว่ามีการขายสินค้าประเภทนี้จำนวนมาก และมีรายงานว่าลูกค้ากว่า 70% ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงเป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 40 ปี

 

 

จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่าอาการผมร่วง และศีรษะล้านของชายชาวเอเชีย ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์อย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด การอดนอนเป็นเวลานาน หรือการสูบบุหรี่ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วง โดยเฉพาะการอาศัยในประเทศจีนที่มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีหลังนี้ ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายทำให้ชายชาวจีนประสบปัญหาผมร่วงในอายุน้อยมากขึ้น

 

 

ดังนั้นกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอแนะนำวิธี ลดเลี่ยงหัวล้านก่อนวัย ใน 6 พฤติกรรม

 

1.กินอาหารที่มีประโยชน์

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อเส้นผม ดังนั้น หมั่นกินเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว ให้มากๆ เพื่อที่เส้นผมจะได้แข็งแรง และอย่าละเลย เกลือแร่ วิตามิน ไขมันดี

2.อย่าสระผมบ่อยเกินไป ความถี่ที่พอเหมาะคือวันเว้นวัน ยกเว้นถ้าเหงื่อออกมาก ก็สระเลย

3.เลี่ยงมัดผม อย่ามัดผมแน่นจนเกินไป

4.เลี่ยงสารเคมีและความร้อน จะทำให้ผมอ่อนแอ แต่ผลิตภัณฑ์บำรุงผมยังจำเป็นอยู่ เพราะจะช่วยบำรุงผมให้ผมสวยและแข็งแรงขึ้นเยอะ

5.ไม่เครียด ความเครียด ส่งผลกับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ผมขาดหลุดร่วงได้มากขึ้น

6.เลิกบุหรี่ ผลวิจัยออกมาแล้วว่าสารในบุหรี่จะไปรบกวนการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมไม่เพียงพอ จนเกิดปัญหาผมร่วงและหัวล้านมากกว่าคนปกติ

 

รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมปรับเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมซะตั้งแต่ต้นเหตุ นอกจากทำให้ผมแข็งแรง สุขภาพดีแล้ว ยังดีต่อสุขภาพร่างกายด้วยในระยะยาว

 

ขอบคุณภาพจาก : nos.nl


-ซึมเศร้า-กินไรดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 10, 2020

บางคนอยู่ในอารมณ์ “เซ็ง” “เบื่อๆ” และเฮ้อ ทำไมมันซึมๆ หงอย ๆ เหตุการณ์บางอย่างรอบตัว ทำให้เราเกิดอาการเครียด หรือ นั่นอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน

 

ซึ่งวิธีการแก้ของหลายคนคือ ต้องหาอะไรใส่ปาก ไม่ว่าจะขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก คุกกี้ ไอศกรีม เพราะรสชาติหวาน มัน เค็ม เหล่านี้กระตุ้นฮอร์โมนความรู้สึกดี

 

 

A.A. Newton นักเขียนอิสระด้านอาหารซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ Medium (อีวาน วิลเลียมส์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์เป็นเจ้าของ) แนะนำว่าเวลาที่รู้สึกแย่หรือหดหู่ การกินอะไรที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือมีประโยชน์ มากกว่าพวกขนมขบเคี้ยวดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่ต้องฝืน

 

แต่สิ่งที่ A.A. Newton แนะนำ คือ เราควรปรับจูนความคิดใหม่ อย่าหาข้ออ้างให้ตัวเองในการเลือกกิน อย่าบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอกในเมื่อมันแย่แล้วทุกอย่างคงไม่ดีขึ้น หากให้เปลี่ยนเป็นสร้างความรู้สึกปรับความคิด กินของที่มีประโยชน์ทำให้เกิดเป็นวงจรใหม่ ซึ่งเธอกล่าวว่าวิธีการนี้จะทำให้ลดอาการหดหู่และมีสุขภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากในทางโภชนาการสารหลายอย่างในผัก ผลไม้ หรือธัญพืช จะส่งผลดีต่อความรู้สึกเครียด หดหู่ และดีต่อการทำงานของสมอง

 

เมื่อใดที่เครียดแล้วกิน หดหู่แล้วกิน A.A. Newton ได้แนะนำวิธีโดยที่ กินอยู่เป็น ขอเรียกว่า” สูตรกินแก้เซ็ง”

 

จัดทำกล่อง “กินแก้เซ็ง” แนะนำให้ใส่ธัญพืช พวกถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น วอลนัท อัลมอนด์ หรือผักผลไม้ สำหรับมื้อว่าง และส่วนมื้อหลัก หรือมื้อย่อย อาจเลือกใช้สูตรอาหารของเมดิเตอร์เรเนียน ไดเอท ที่จะเน้นผัก ผลไม้ และปลา ให้ไม่มีเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือปรุงแต่งแต่น้อย

 

 

ต่อไปนี้ถ้าเมื่อไรที่เครียด เซ็งแล้วกิน  “หยุดหยิบหวาน มัน เค็ม” เปลี่ยนเป็น “สูตรกินแก้เซ็ง” น่าจะทำให้ลดอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากแก้ไม่ได้คงต้องทำตามใจบ้างเอาแบบทางสายกลาง

 

just the most comforting [thing],” she says. “I think that’s something really important for people who struggle with depression and feeding themselves to think about: What is the thing that is so delicious and makes you feel happy that you almost have no choice but to feed yourself.”

 

ในความรู้สึกของคนที่หดหู่ คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี คือการได้กินอะไรที่อร่อยจะทำให้รู้สึกดี ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้สึกไม่มีทางเลือกนอกจาก กิน และกิน

 

ภาพประกอบ

– Instagram : bos.kitchen

– whatsgabycooking.com

– life-in-the-lofthouse.com

– copiousbags.com

– thehealth-guru.tumblr.com