_เดินมาราธอน_หัวใจแกร่ง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

เด็กชายพิการชาวอังกฤษ เดินมาราธอนด้วยวอล์คเกอร์ หวังระดมทุนช่วยเหลือ รพ.เด็กและโรงเรียนเพื่อเด็กพิการทางสมอง หลังได้แรงบันดาลใจจากกัปตันทอม มัวร์ อดีตทหารผ่านศึกวัย 100 ปีที่เดินระดมทุนเพื่อการกุศลไปก่อนหน้านี้

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หากคุณมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ เช่นเดียวกับเด็กชายวัย 9 ขวบคนนี้ โทเบีย สเวลเลอร์ เด็กชายผู้พิการทางสมองและร่างกายยังพิการเดินไม่ได้ แต่กลับมีหัวใจที่แข็งแกร่ง เมื่อเขาต้องการจะทำภารกิจอันยิ่งใหญ่และแสนท้าทาย ด้วยการเดินมาราธอนบนเครื่องช่วยเดิน หรือวอร์คเกอร์ของเขา เป็นระยะทาง 26.2 ไมล์ หรือประมาณ 42 กิโลเมตร เพื่อระดมทุนหาเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์เพื่อการกุศลให้กับเด็กพิการเช่นเดียวกับเขา

 

Photo by Joe Giddens/PA Images via Getty Images

 

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า โทเบียส เวลเลอร์ เด็กชายวัย 9 ขวบ สามารถบรรลุความตั้งใจของเขาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการเดินจนครบระยะทาง 26.2 ไมล์หรือ ประมาณ 42 กิโลเมตร ในเขตเชฟฟีลด์ ทางตอนเหนือของอังกฤษ ท่ามกลางกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนบ้าน และผู้คนที่มีความปรารถนาดีมาร่วมชื่นชมแสดงความดีใจกับความสำเร็จของเด็กชายที่สามารถทำตามความตั้งใจได้สำเร็จ

 

อาการป่วยของโทเบียส  คือกลุ่มของเด็กสมองพิการเป็นกลุ่มของความผิดปกติทางระบบประสาทที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเดิน ทำให้เขาไม่สามารถยืนหรือเดินลำพังได้แต่ต้องการการช่วยเหลือจากคนอื่น หรือเครื่องช่วยเดินหรือยึดเกาะเป็นหลัก แต่หลังจากที่เด็กชายได้ชมคลิปของกัปตันทอม มัวร์ทหารผ่านศึก ชาวอังกฤษที่ฉลองวันเกิดอายุครบ 100 ปี ด้วยการเดินรอบสวนสาธารณะ ระดมทุนเพื่อกุศลรณรงค์เกี่ยวกับบริการด้านสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะทำตามบ้างโดยเริ่มคิดว่าจะเริ่มทำภารกิจรณรงค์นี้ตั้งแต่วันเกิดในปีนี้ของเขา

โทเบียสได้เริ่มเดินด้วยวอร์คเกอร์ ที่สวนสาธารณะใกล้บ้านของเขาเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร (0.6 ไมล์) เมื่อเดือนที่แล้วแต่ต้องหยุดกิจกรรมการเดินออกไปเมื่อรัฐบาลอังกฤษได้ออกกฎล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่บ้านจากการระบาดของโรคโควิด 19 กระทั่งมีประกาศผ่อนคลายกฎเขาจึงได้ออกมาปฏิบัติตามความตั้งใจอีกครั้ง

 

“หลังจากที่ผมเห็นกัปตันทอมทำภารกิจการกุศลสำเร็จ ผมก็คิดว่าทำไมผมไม่ลองทำบ้าง ก็เลยลองใช้วอร์คเกอร์เพื่อพยายามวิ่งมาราธอนโดยเดินขึ้นและลงถนนทุกวัน” โทเบียสบอกถึงแรงบันดาลใจของเขาพร้อมกับระบุว่า มันคือ”ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่”สำหรับเขามากทีเดียว

 

ในช่วงเริ่มต้นของการปลดล็อคโทเบียสสามารถเดินได้สูงสุด 50 เมตร (164 ฟุต) ต่อวัน แต่เมื่อเขาเริ่มเข้าใกล้ระยะทางที่ตั้งใจเอาไว้ เขาก็สามารถที่จะเดินได้ถึง 750 เมตร (ครึ่งไมล์) ต่อวัน จนถึงวันที่ครบกำหนดระยะทางที่ตั้งใจ โทเบียสได้รับเสียงปรบมือให้กำลังใจและแสดงความยินดีจากทุกคนที่รอลุ้นเชียร์อยู่อย่างล้มหลาม ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมากๆ

 

Photo by Joe Giddens/PA Images via Getty Images

 

“ไม่อยากจะเชื่อเลยผมจะวิ่งมาราธอนเสร็จแล้วมันยอดเยี่ยมมาก เสียงปรบมือ และกำลังใจมันทำให้ผมแข็งแรงขึ้นทุกวันมันเป็นความรู้สึกที่ดีครับ” เด็กชายกล่าวหลังทำภารกิจสำเร็จ

 

แม่ของโทเบียสบอกว่า ทุกคนรู้สึกดีใจมากที่ลูกชายสามารถทำภารกิจการเดินมาราธอนสำเร็จไปได้ด้วยดี เขาทำได้ดีมากเขาพยายามอย่างหนักตลอดทาง เขาทำให้ครอบครัวรู้สึกภูมิใจ ถือว่าเป็นสิ่งที่ใหญ่มากสำหรับเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

 

จนถึงตอนนี้โทเบียสได้สามารถระดมทุนได้กว่า 81,600 ปอนด์ ($ 100,700) สูงกว่าเป้าหมายของเขาที่ตั้งไว้แต่แรกคือ 30,000 ปอนด์ โดยเงินที่ได้นี้จะถูกนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็ก Sheffield และ Paces School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอาการทางระบบประสาทที่โทเบียสเรียนอยู่ด้วย

 

เรื่องราวของโทเบียส จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคหากคุณตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง…ขอเพียงมีความมุ่งมั่น และไม่ย่อท้อความสำเร็จย่อมมาถึงได้ในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน


5-นาที_แบบจำลองความตาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

คุณเคยรู้หรือไม่ว่าอะไรคือ “ตะกอน” ที่ตกค้างอยู่ในใจคุณ?

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายท่านคงได้เห็นการแชร์บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโปรเจคเชิงจิตวิทยาที่ชื่อ “DEADLINE ALWAYS EXISTS แบบจำลองความตาย เพื่อเข้าใจการมีชีวิตอยู่ผ่านความตาย” ผ่านสายตากันบ้าง หรือ บางท่านอาจได้เข้าไปเล่นมาและก็มีการแสดงความเห็นในมุมที่ต่างกันไป บางคนรู้สึกเครียด ตระหนก วิตก รู้สึกดาวน์ หรือ บางคนก็บอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย

 

 

สำหรับชิ้นงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Senior Project โครงการออกแบบเรขศิลป์โครงการออกแบบเรขศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยแบบจำลองนี้จะชวนคุณใช้เวลาเงียบๆ ประมาณ 5 นาทีเพื่อพูดคุยกับตัวเอง เกี่ยวกับการทำความเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ผ่านความตาย และด้วยแบบจำลองนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับความตายอยู่ ทางคณะผู้จัดทำจึงมีคำเตือนว่า “ผู้มีอาการซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้าควรเลี่ยง”

 

เมื่อเข้าไปเล่นแล้วเห็นอะไร ?

 

ด้วยชุดคำถาม กราฟิก รวมถึงเสียงเพลงประกอบ จากที่ได้เข้าไปทดลองเล่นตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทางที่กลั่นบทสรุปออกมาเป็นดอกไม้ที่เหมาะกับเรานั้น นี่คือสิ่งที่มองเห็น….

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยเราได้มีเวลาอยู่กับตัวเองแบบนิ่งๆ มากขึ้น ได้มีโอกาสทบทวนเรื่องราวชีวิตที่เราผ่านมา

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยให้ค้นเจอ “ตะกอน” ที่ตกค้างภายในใจ ไม่ว่าจะเป็น “ความรู้สึกผิดที่เราอาจไม่เคยกล่าวขอโทษต่อการกระทำ หรือ ผู้ที่ถูกเรากระทำ” “คำพูด ความรู้สึก หรือ การกระทำที่เราแสนเสียดาย เพราะไม่อาจมีโอกาสทำให้คนคนนั้นอีกแล้ว” ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อน หรือ อาจคิดว่าแข็งแกร่งพอที่จะก้าวผ่านมันได้ แต่สุดท้ายเมื่อทำแบบจำลองนี้ ก็ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นสิ่งติดค้างในใจเรามาตลอด

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยดึงสติได้ว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ชีวิตต้องการ ความสุขของชีวิตคืออะไร ทุกวันนี้เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่หรือไม่ เวลาที่ผ่านมาเราใช้มันไปอย่างไร

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยกระตุกให้เห็นตัวเองว่า จริงแล้วเราเป็นคนที่รู้จักปล่อยวาง หรือ ยึดติด ชีวิตเรายังจมอยู่กับอดีต หรือ พยายามมองหาอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองที่ปรากฏนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งแต่ละท่านก็อาจมีมุมมองที่ต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิต สิ่งแวดล้อม วิจารณญาณ หรือ Mindset ส่วนบุคคลของท่านนั้นๆ และแบบทดสอบนี้ “ผู้มีอาการซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้าควรเลี่ยง” อย่างที่ผู้จัดทำระบุ

แต่ท่านใดเล่นแล้วได้ดอกไม้ชนิดใด จะลองเอามาแชร์กันดูบ้างก็ยินดี

 

 


-โควิด_Cover-1-1.jpg

kinyupen_adminMay 25, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอถ่ายทอดมุมมองพระมงคลกิจโกศล (เทพหิรัณย์ ชวโร) หรือที่บรรดาศิษยานุศิษย์รู้จักกันดีในนาม “หลวงปู่ฤาษีตาไฟ” เจ้าอาวาสวัดเทพหิรัณย์ (หนองทาระภู) จังหวัดชัยนาท ต่อการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นว่าท่านมองเห็นแง่มุมใด มนุษย์ได้อะไรจากสิ่งนี้ในเชิงธรรมะ

 

 

 

 

โลกและธรรมชาติได้ “พักฟื้น”

เมื่่อโควิดเข้ามาธรรมชาติก็ได้ปัดกวาดเช็ดถู ฟื้นฟู อีกอย่างหนึ่งก็ไปช่วยลดโลกร้อนด้วย แทนที่มนุษย์จะเดือดร้อนเร็วขึ้นเรื่อยๆ โลกก็จะได้รับภัยจากธรรมชาติลดลงในช่วง 2-3 เดือน

 

มนุษย์มีเวลา “ทบทวน” ชีวิต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ช่วยให้ผู้คนหันมาทำความดี และหันมาทบทวนค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องครอบครัว ลูก สามี ภรรยา ต่างมีเวลาให้กันมากขึ้น ทำให้ชีวิตครอบครัวอบอุ่น และเราก็มีเวลามานั่งดูตัวเอง ไหนๆ ก็ไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็หันมาทบทวน ว่าจิตเราละเป็นอย่างไร บางทีเราก็จะมาสรุปตัวเราได้ตรงนี้เพราะได้มาทบทวน

 

ถ้าเราไม่เจอโควิด เราก็จะวิ่งทำมาหากินดิ้นรนกันเป็นหนูติดจั่น กินไม่ตรงเวลา นอนไม่ตรงเวลา พักไม่ตรงเวลา และเราทำตรงนั้นกันไปเพื่ออะไร เราได้อะไรกลับคืนมา แล้วที่เป็นอยู่ตรงนี้เราได้อะไร เราได้ทำความดี สวดมนต์ไหว้พระ ได้ปฏิบัติความดี ได้รู้จักชีวิตครอบครัว หันมามองพ่อแม่เป็นอย่างไร คนใกล้ชิด สามีภรรยาเป็นอย่างไร

 

เวลาที่เหลือ ชีวิตที่เหลือ เธอจะได้รู้ตัว ว่าใช้ชีวิตผิดพลาดอย่างไร ที่ผ่านมาไม่มีการเตรียมตัวทั้งตัวเองและครอบครัว พูดไปก็แย้งกันตลอด แต่เมื่อเรามานั่งมอง ก็จะได้รู้ว่า “การไม่รู้ทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ แล้วคนจะละจากทุกข์ได้ไหมละ” เป็นประโยชน์นะ

 

มอง “ทุกข์” ให้เป็นเรื่องปกติ

ที่นั่งกันอยู่ต่างมีปัญหา ทั้งคนว่า คนดูถูก คนนินทา น้อยใจ เสียใจ ทำความดีแต่ทำคุณคนไม่ขึ้น ปิดทองหลังพระ มันมีทั้งนั้น แต่หลายคนเค้าไม่เอามาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต เค้าอยู่ได้ ยืนได้ เดินได้ ดำรงชีวิตเค้าได้หมด ในส่วนของคนที่ทุกข์ให้มองว่าปัญหามันเป็นเรื่องปกติ เหมือนการทำดี การเสียสละ การให้ การช่วยแล้วกลับถูกกระทำ แล้วอยากให้ลองคิดว่า พระพุทธเจ้าท่านโดนอะไรมาบ้าง แล้วเราโดนแค่นี้ เรากลัวอะไร

 

New Normal แท้จริง “ไม่ใช่สิ่งใหม่”

เหตุการณ์ครั้งนี้มันให้อะไรเยอะนะ โยมก็ศึกษาดู พอมองดูว่าโลกมันกำลังจะปรับ การใส่หน้ากากเนี่ยมันเป็นเรื่องที่เราควรจะต้องทำกันทุกวันอยู่แล้ว ล้างไม้ล้างมือให้สะอาด ไม่จำเป็นว่าจะต้องโควิดหรอก

 

ท้ายสุดนี้ เมื่อพิจารณามุมมองของหลวงปู่แล้วเห็นได้ว่า เหตุการณ์นี้ได้ทำให้สรรพสิ่งทั้งหลาย “มีโอกาสพักฟื้น ทบทวนชีวิต พิจารณาทุกข์เพื่อเรียนรู้เข้าใจให้มากขึ้น และวิกฤตโรคระบาดก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปคู่โลกใบนี้มาโดยตลอด”


_Cover-1-1.jpg

kinyupen_adminMay 18, 2020

“ตู้ปันสุข” เมล็ดพันธุ์ความดีเล็กๆ ที่กำลังผลิบานทั่วประเทศไทยเวลานี้ กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการบรรเทาปัญหาปากท้องผู้เดือดร้อนจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 ให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี

 

ช่วงแรกกระแสตอบรับส่วนใหญ่ของสังคมล้วนเป็นบวก “ผู้ให้” และคนทั่วไปในสังคม ต่างรู้สึกอิ่มเอมไปตามกัน แต่เวลาผ่านไปพฤติกรรมบางอย่างของ “ผู้รับ” ทั้งการกอบโกย ไม่รู้จักพอ การเบียดเบียนหยิบฉวยจากผู้ที่มีโอกาสพร้อมกว่า รวมถึงการตะโกน คุกคาม ระรานของผู้รับบางคน ส่งผลให้เกิดคำวิพากษ์ต่างๆ นานา อาทิ

 

หรือว่าจริงแล้ว “ตู้ปันสุข” อาจยังไม่เหมาะกับสังคมไทย?

เมื่อ “ตู้ปันสุข” กลายเป็น “ปันทุกข์” แก่ผู้ให้ ควรไปต่อ หรือ พอแค่นี้ ?

 

ในเรื่องนี้อาจยังไม่มีบทสรุปที่ชี้ชัด แต่อยากให้ลองมองเข้าไปใน “ตู้ปันสุข” ให้ลึกในหลายมิติมากขึ้น โดยเฉพาะฟาก “ผู้ให้” ไม่ว่าท่านที่ทำไปแล้วและอาจกำลังรู้สึกทุกข์ หรือ ผู้ที่ลังเลอยู่ว่าควรทำหรือไม่ อยากให้มองในมิติเหล่านี้ดู อาจช่วยให้สลายก้อนทุกข์ในใจลงได้บ้าง

 

 

ทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเรา “ยึดติด” และคาดหวังต่อผู้รับในอุดมคติมากเกินไปหรือไม่

ผู้รับ ต้องเป็นคนที่ลำบากไม่มีกินจริงๆ เท่านั้น (แต่ความเป็นจริงเราไม่สามารถคัดกรองได้หมดทุกคน)

ผู้รับ ต้องเป็นคนที่รู้จักการแบ่งปันอย่างเท่าเทียม มีน้ำใจ ไม่ละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่นำมาขายต่อ

ผู้รับ ต้องเป็นคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ มอซอ คนแก่ คนที่มีสภาพน่าสงสาร

 

วิธีคิดเช่นนี้ ถือว่าไม่ผิดและล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวังที่จะเห็นทั้งสิ้นไม่เว้นแม้แต่ผู้เขียน แต่ในชีวิตจริงของเรานั้น ด้วยสภาวะสังคมปัจจุบันที่สอนให้หลายคนคำนึงถึงแต่ประโยชน์ตนเองเป็นสำคัญ เราจึงเห็นคนหลายแบบ หลายประเภทปะปนทั่วไปในสังคม ซึ่งแต่ละคนก็ถูกหล่อหลอมจากต้นทางที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น

 

คนมีเงินมีทอง แต่ปรารถนาดีและต้องการแบ่งปันก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

คนมีเงินมีทอง แต่ชอบเอาเปรียบ ติดนิสัยเห็นแก่ได้ก็มีอยู่มาก

คนพอมีพอกิน ไม่ร่ำรวย แต่รู้จักแบ่งปันก็ยังมีให้เห็น

คนอดอยาก แต่มีน้ำใจรู้จักแบ่งปันก็มีให้เห็นอยู่เสมอ

คนที่ห่วงแต่กอบโกยข้าวของด้วยความละโมบก็มีอยู่ถมไป

คนที่กอบโกยของเพราะกลัวตนเองและคนรอบข้างอด เนื่องจากไม่รู้อนาคตก็มี

คนที่หยิบไปแบ่งเพื่อนที่อดเหมือนกันแต่มาไม่ได้ก็มีปะปนอยู่

คนที่ชอบเอาชนะคนอื่น ชอบข่มขู่ใช้กำลังให้ได้มาก็มีไม่น้อย

คนที่เคยมีบ้านมีรถ แต่ต้องตกงาน หมดเงิน หมดตัวก็มีอยู่แต่เราอาจไม่รู้

คนชาชินกับการทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองรอดเป็นพอก็มี

 

 

เมื่อต้นทางเจตนาของผู้ให้ คือ การแบ่งปันและต้องการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์อยากเห็นผู้อื่นมีสุข โดยไม่ต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ของการเข้าถึงสิ่งของ ดังนั้นหากไม่อยาก “ทุกข์” เมื่อให้แล้วก็อย่าไปยึดติดว่าคนที่ได้ต้องเป็นคนแบบนี้เท่านั้น เพราะแต่ละคนที่มาหยิบของในตู้ล้วนมีมุมมองส่วนตัวของเขาเองที่เราไม่อาจรู้ได้ และไม่จำเป็นต้องซักถาม หรือ รับรู้ เพราะมันไม่เกิดประโยชน์ใดต่อตัวผู้ให้เลย เพียงแค่นี้ก็จะเป็นสุขใจ

 

ท้ายสุดนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณและชื่นชมทุกท่านที่ช่วยกันทำ ช่วยกันเติมเต็ม “ตู้ปันสุข” ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยด้วยใจจริง

 


4-กฎแปลก-แต่ใช้ได้จริง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

ในช่วงที่รอบตัวมีแต่เรื่องเครียดๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม 4 กฎแปลกแหวกแนวสุดครีเอทที่ผู้นำทีม ผู้นำองค์กร สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงาน สร้างทีมเวิร์ค มานำเสนอให้กัน ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจากวิธีแปลกๆ นี้จะส่งผลดีเกินคาด จนหลายองค์กรหยิบยกไปใช้ตาม

 

สำหรับ กฎแปลก หรือ Chocking Rules เหล่านั้นถูกรวบรวมไว้ในบทความ To Build a Strong Culture, Create Rules That Are Unique to Your Company ของ บิล เทย์เลอร์ ที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ซึ่งมีดังนี้

 

 Chocking Rules_4 กฎแปลกองค์กร

 

  1. “ตรงเวลา” ต้องเมื่อ 5 นาทีก่อน

กฎนี้ถูกตั้งขึ้นโดย ทอม คอฟลิน อดีตเฮดโค้ชชื่อดังที่เคยพาทีมนิวยอร์ก ไจแอนท์ส คว้าแชมป์ซูปเปอร์โบวล์มาครองถึงสองสมัย โดยกฎข้อนี้ถูกเรียกขานกันว่า “กฎเวลาของคอฟลิน” ที่ขีดเส้นตายให้กับลูกทีมว่า ถ้าการประชุมทีม หรือ การซ้อมถูกกำหนดเวลาไว้ สมมติว่า 9.00 น. แต่ในชีวิตจริงกิจกรรมเหล่านี้ต้องเริ่มใน 5 นาทีก่อนหน้านั้น หรือ 8.55 น. ซึ่งใครที่มาถึง 9.00 ก็ถือว่าสายแล้วและต้องเสียค่าปรับตามที่ตกลงกัน

แม้ฟังดูไร้เหตุผล แต่วิธีการนี้ก็ได้รับการยอมรับจากหลายองค์กร ว่าช่วยกระตุ้นให้คนทำงานตื่นตัวมากขึ้นได้จริง ซึ่งองค์กรในไทยน่าจะลองนำมาปรับใช้ดูบ้างก็น่าจะดี เพราะการมาสาย ไม่ตรงต่อเวลา ไม่เคารพเวลากลายเป็นพฤติกรรมที่คนไทยหลายคนคุ้นชินไปเสียแล้ว เรื่องแบบนี้แม้ดูเป็นเรื่องเล็กแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่สะท้อนวินัยส่วนบุคคลนั้นๆ ออกมานั่นเอง

 

  1. รวยแค่ไหนก็ “ใช้ของถูก”

เมื่อพูดถึง Amazon ของ เจฟฟ์ เบซอส ทุกคนคงทราบว่าเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์อันดับต้นๆ ของโลกโดยไม่ต้องสงสัย แต่ทราบหรือไม่ว่าโต๊ะทำงานของพนักงานทุกระดับของที่นี่ จะถูกสร้างขึ้นจากประตูสำเร็จรูปที่ซื้อตามห้างขายของแต่งบ้านแล้วเอามาต่อขาโต๊ะให้แน่นหนากันเอง โดยกฎ Amazon มองว่าจะช่วยทำให้พนักงานตระหนักรู้ว่า ควรประหยัดทุกทางเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อหาวิธีส่งมอบสินค้า หรือ ส่งมอบประสบการณ์ หรือ สิ่งที่ดีที่สุดในราคาถูกที่สุดให้แก่ลูกค้า

 

  1. เคลียร์ “จบให้ได้ในวันเดียว”

Detroit-based Quicken Loans บริษัทสินเชื่อเงินด่วน คิดหาวิธีแก้การถูกแทนที่จากเทคโนโลยี โดยออกกฎ “ห้ามต่อรอง” ที่พนักงานทุกคนต้องตอบเมล์ หรือ โทรกลับลูกค้าภายในวันเดียวจากที่ได้รับเรื่อง แม้เหลืออีก 1 นาทีจะเลิกงานก็ตาม

แดน กิลเบิร์ต ผู้บริหารบริษัทให้ความสำคัญและจริงจังกับกฎข้อนี้อย่างมาก ถึงขนาดให้เบอร์ส่วนตัวกับพนักงานทุกคน พร้อมประกาศว่า “ถ้าคุณคิดว่างานยุ่งจนไม่สามารถโทรกลับหาลูกค้าได้ ให้โอนสายมาเดี๋ยวผมโทรเอง !” เหตุผลก็เพราะเขามองว่าในเมื่อบริษัทให้บริการเงินด่วน การทำงานและโต้ตอบก็ควรต้องด่วนจริงทันใจลูกค้าด้วย

 

  1. ของมัน “ต้อง CHIFF”

บริษัทผลิตบอร์ดเกมชื่อดังแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มีศัพท์เฉพาะของบริษัทที่ว่า “CHIFF” ย่อมาจาก Clever, high quality, innovative, friendly and fun หรือ แปลเป็นไทย ก็คือ ฉลาด คุณภาพสูง มีนวัตกรรม มีความเป็นมิตรและสนุก อันเป็นเสมือนค่านิยมที่จะส่งมอบให้ลูกค้า

บริษัทนี้ ปฏิบัติงานโดยยึดหลัก CHIFF จริงจังมาก ถึงกับมีหน่วยงานตรวจสอบภายในว่าแต่ละแผนกทำงานกันแบบ CHIFF หรือไม่ ทั้งยังถูกหยิบยกมาใช้เป็นคำพูดในการทำงาน หรือ ประชุม อาทิ “ไอเดียนี้ผมว่ายังไม่ CHIFF เลยนะ” หรือ “มันมีทางทำให้ CHIFF กว่านี้นี่นา” ซึ่งเมื่อพูดไปแล้วผู้พูดและผู้ฟังทุกคนในบริษัทก็จะรู้ทันทีว่าหมายถึงอะไร


_เทียบแท็กซี่ไทยและต่างประเทศ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 20, 2020

ด้วยความจำเป็นที่ต้องจำกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายๆ คนเลี่ยงออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น มหาวิทยาลัยปิด สถานบันเทิงปิด มีการ Work for home ทำให้การประกอบอาชีพเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่เพียงแค่ผู้ประกอบการ แต่ผู้ที่ทำงานหาเช้ากินค่ำนั้นลำบากยิ่งกว่า

 

“แท็กซี่” อาชีพหนึ่งที่เจอพิษโควิด-19 หนักอยู่พอสมควร เมื่อไร้ผู้คนเก็บตัวอยู่บ้าน ไม่มีนักท่องเที่ยว ยิ่งขาดรายได้

 

เดิมที “แท็กซี่” เป็นประเด็น ถูกตั้งคำถามกันหลายครั้ง ต้องคอยลุ้นทุกคันว่าเราจะได้ไปไหม? ปฏิเสธผู้โดยสารบ้าง เดี๋ยวส่งรถ เดี๋ยวไม่ไป รถติด ขับอ้อมบ้าง โก่งราคานักท่องเที่ยวบ้าง หรือ ชอบสนทนาแต่เรื่องการเมือง ไม่รู้จะคุยกับโชเฟอร์อย่างไรให้เดินทางได้อย่างมีสวัสดิภาพ ทำเอาปวดหัว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปเปิดใจโชเฟอร์แท็กซี่กัน หลังจากหนึ่งในทีมงานได้มีโอกาสตั้งคำถามและสนทนาสั้นๆ กับโชเฟอร์ระหว่างเดินทาง

 

Chapter 1  ‘ทำไมแท็กซี่ชอบปฏิเสธผู้โดยสาร

ทางฝั่งแท็กซี่ บอกว่า “มันจำเป็นจริง ๆ ขับไปก็ไม่คุ้ม” แท็กซี่บางรายจึงเลือกคิดราคาเหมากับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพราะมองว่าคุ้มกว่า อัตราค่าโดยสารของแท็กซี่ไทย ถือว่า “ถูกมาก” และไม่ได้ปรับนานแล้วตั้งแต่ปี 2557 อัตราค่าโดยสารจึงไม่สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพการจราจร รถติดได้นาทีละ 2 บาท ส่วนใหญ่หลังจากส่งผู้โดยสารแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะได้ผู้โดยสารทันที ต้องวิ่งรถเปล่า

 

คนขับแท็กซี่ เล่าให้ฟังว่า ต้องแบกรับต้นทุน ทั้งค่าเช่ารถ ค่าผ่อนรถ ค่าเชื้อเพลิง ค่าซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมแล้วเฉลี่ย 1,000-1,500 บาทต่อวัน ส่วนใหญ่ จึง “ปฏิเสธ” เพื่อวิ่งระยะใกล้ เลี่ยงรถติด หวังทำรอบรับผู้โดยสาร

 

Chapter 2 ‘ทำไมแท็กซี่ชอบชวนคุย

โชเฟอร์ ถามเราว่า “คิดว่าอาชีพไหนเหงาที่สุดล่ะ” อันดับแรกๆ คือแท็กซี่นั่นแหล่ะ เพราะอยู่แต่ในรถทั้งวัน ตั้งฟังวิทยุ ฟังเพลงแก้เซ็ง จึงได้รับข่าวสารอยู่พอสมควร ประกอบกับความเหงาก็ทำให้อยากแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นบ้าง ซึ่งผู้โดยสารจึงเป็นทางออกที่สามารถระบายความอัดอั้นในใจได้

 

ฉะนั้นถ้าเป็นประเด็นที่พอคุยได้ ไม่มีอะไรเสียหาย ก็คุยตอบกับโชเฟอร์ไปเถอะ เพราะแท็กซี่เองก็คือคนธรรมดาเหมือนอย่างเรา ๆ ที่มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป และต่างก็มีเรื่องราวชีวิตเช่นกัน ซึ่งประโยคที่โชเฟอร์วัยกลางคน สนทนากับเราท่ามกลางสภาพจราจรที่ติดขัดก็คือ

“พี่รับหนูขึ้นมาคนแรกของวันนี้เลยนะ”

 

ประโยคสั้นแต่สะเทือนใจ ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้บวกกับไวรัสกำลังระบาด ทำให้รายได้เฉลี่ยของโชเฟอร์รายนี้ ไม่ค่อยดีนัก ดาวน์รถเพิ่งหมดหนี้ รถแท็กซี่ที่ใช้หาเลี้ยงชีพก็หมดอายุการใช้งานเสียแล้ว ซึ่งปัจจุบันอายุของรถแท็กซี่มิเตอร์ที่กรมขนส่งทางบกกำหนดตอนนี้คือ 9 ปีเท่านั้น แม้ความสมบูรณ์ของสภาพรถคือปัจจัยหนึ่งของความปลอดภัย แต่เรื่องปากท้องของตนเองก็ยิ่งแย่ ถ้าเลือกเช่าแท็กซี่ก็ต้องจ่ายแพงหนักกว่าเดิม

 

“พี่ยอมตรวจสภาพทุกรถ 3 เดือน ถ้าตรวจสภาพแล้วมันพังหรือไม่ผ่านยังไงค่อยซื้อก็ได้ เพื่อที่ไม่ต้องหาเงินใหม่มาดาวน์ ยอมเปลี่ยนแอร์ยกชุด ยอมเปลี่ยนเบาะทั้งคันเลยก็ได้ แต่อยากให้ขยายอายุรถไปอีกสัก 3 ปีก็ยังดี ไม่ต้องเพิ่มราคามิเตอร์หรอก ถือว่าช่วยประชาชน ขอแค่ยืดอายุแท็กซี่เท่านั้นก็พอใจ”

โชเฟอร์ฝากบอกมา และเล่าให้ฟังอีกว่ายังมีเพื่อน ๆ ชาวแท็กซี่ของเขาอีกหลายคนที่มีแนวคิดนี้เช่นกัน

 

Chapter 3 “ทำไมไม่ขับ Grab หารายได้เพิ่มคู่กันไปล่ะ”

“เคยคิดสิ แต่มือถือพี่ไม่ค่อยดี สงสัยต้องเปลี่ยนมาหัดใช้บ้างแล้ว”

ลุงโชเฟอร์ทิ้งท้ายด้วยเสียงแหบพร่า ก่อนส่งเราถึงจุดหมายพร้อมรอยยิ้ม

 

สังคมแท็กซี่ก็เหมือนทุกสังคมทั่วไปคนขับดีๆ ก็มีอยู่มาก ส่วนที่ทำให้เสียชื่อนั้นก็มีปะปนอยู่เป็นเรื่องธรรมดาของสังคม หากพวกเรารู้จักเห็นอกเห็นใจกันให้มากขึ้น โลกก็จะน่าอยู่กว่าเดิม­แน่นอน

 

สุดท้ายนี้ เรานำเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแท็กซี่มาฝากกัน ว่าแท็กซี่ไทยเหมือนหรือต่างกับแท็กซี่ประเทศอื่นๆ อย่างไร

แท็กซี่หลากชาติ หลายสไตล์
ข้อมูลจาก : thairath.co.th

_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

#หนี้

เมื่อแอนเดรีย วิทเมอร์ แห่ง Reader Digest วิเคราะห์นิทานก่อนนอนว่าอาจมีสาระแฝงที่ส่งผลต่อนิสัยและการใช้เงินของเราเมื่อโตขึ้นอย่างไม่รู้ตัว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงหยิบยกมาเพื่ออ่านกันเพลินๆ หรือจะอ่านไปคิดไปว่า เทพนิยายหลายเรื่องได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่กลายเป็น นิสัยก่อหนี้ หรือ ความคิดในการใช้ชีวิตแบบแล้วแต่ชะตากรรม จริงหรือไม่ ลองมาทบทวนกันดูว่าคุณมีชะตากรรมอะไรจากนิทานเหล่านี้

 

 

สโนว์ไวท์

เรื่องย่อ : แม่เลี้ยงของสโนไวท์อิจฉาความงามของเธอและหลอกให้เธอกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ พวกคนแคระนำร่างสโนว์ไวท์ใส่ในโลงแก้ว แล้วเจ้าชายรูปงามก็ปรากฏกายและจุมพิตเธอ พร้อมจบลงด้วยการแต่งงานกับเจ้าชาย

สาระที่ตั้งใจสื่อ : ความรักชนะทุกอย่าง ความดีชนะความชั่ว

สาระแฝง : บางทีเราก็ทำทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอาจเป็นอันตราย หรือไม่เข้าท่า แต่ถ้าเราโชคดี/ใจดี/สวยพอ ก็จะมีคนมาช่วยแก้ไข

แฝงนิสัยก่อหนี้ : ทั้งที่รู้ว่าเราไม่ควรเป็นหนี้ แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าจะมีอะไรสักอย่างมาช่วย เช่น ถูกล๊อตเตอร์รี่ โบนัส เงินเดือนขึ้น งานจ๊อบ หรือ แฟนรวย

 

โรบินฮูด

เรื่องย่อ : โรบินฮูดปล้นคนรวยไปให้คนจน กษัตริย์องค์ใหม่เก็บภาษีโหด โรบินฮูดปลอมตัวเข้าแข่งขันยิงธนูที่กษัตริย์เป็นผู้จัดโดยผู้ชนะจะได้จุมพิตสาวแมเรียน เขาชนะแต่ถูกเผยโฉมจึงเกิดการต่อสู้ส่งผลชาวบ้านถูกจับเข้าคุก โรบินฮูดไปช่วยพร้อมกับขโมยทองคำทั้งหมดของกษัตริย์แล้วแต่งงานกับแมเรียน

สาระที่ตั้งใจสื่อ : การช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมบางทีก็ต้องแหกกฎ

สาระที่แฝง : เราสมควรจะมีของเหมือนกับคนมั่งมี และไม่เป็นไรถ้าเราต้องทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้นด้วยวิธีไม่ซื่อ ตราบใดที่ทุกคนได้ประโยชน์

แฝงนิสัยก่อหนี้: ทุกครั้งที่เราเห็นใครมีมากกว่า เราจะคิดว่า “ไม่ยุติธรรม” เมื่อเห็นโฆษณาเรามักคิดว่าสิ่งนั้นควรซื้อ  ควรมี แม้จะอยู่ในภาวะถังแตกขอเพียงเราใช้วิธีหมุนเงินเพราะสิ่งนั้นคุ้ม

 

คริสต์มาสแครอล

เรื่องย่อ : เอเบเนเซอร์ สกรูจเป็นตาแก่ผู้ชิงชังคริสต์มาส ร่ำรวย นิสัยตระหนี่เอาแต่สะสมเงิน เขาหลอกเอาเงินลูกจ้างที่ชื่อบ็อบ แครตชิตทั้งที่รู้ว่าลูกๆ ของแครตชิตเจ็บออดแอด คืนก่อนคริสต์มาสสกรูจถูกเทวดาคริสต์มาสฉายให้เห็นภาพในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตว่า เขาจะลงเอยอย่างไรถ้าไม่เปลี่ยนนิสัย สกรูจกลัวสุดขีดจึงเปลี่ยนนิสัย จากนายทุนไร้หัวใจกลายเป็นเศรษฐีน้ำใจงาม และร่วมฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวแครตชิต ซื้อของขวัญให้รวมทั้งขึ้นเงินเดือนเพื่อให้มีเงินพอรักษาลูกๆ ของเขา

สาระที่ตั้งใจสื่อ : อย่าชั่วร้ายและโลภมากนัก มิฉะนั้นคุณจะเสียใจภายหลัง ต้องมีจิตใจที่รู้จักให้

สาระแฝง : ชีวิตสั้นนัก มีเงินขนาดนั้นก็รีบใช้ดีกว่า!

แฝงนิสัยก่อหนี้: หลายครั้งที่เราจ่ายเงินซื้อของขวัญให้กับคนรอบข้างทั้งที่บางทีเราไม่ได้คุ้นเคยหรือสนิทสนมเพื่อแสดงว่าตัวเองใจดีมีน้ำใจ เพราะเราเชื่อว่าจะได้ผลตอบแทนในภายหลัง

 

อะลาดิน

เรื่องย่อ : อะลาดินเป็นเด็กหนุ่มเร่ร่อนที่เจอตะเกียงวิเศษซึ่งมียักษ์อยู่ข้างใน เขาขอพรให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าชายจะได้ทำให้เจ้าหญิงจัสมินหลงรักตน จาฟาร์ พ่อมดผู้ชั่วร้าย ขโมยตะเกียงนั้นไปแล้วเปิดโปงว่า อะลาดินเป็นคนหลอกลวง แล้วจาฟาร์ยังตั้งตัวเป็นผู้ครองโลกด้วย อะลาดินได้เพื่อนๆ ช่วยแก้ไขสถานการณ์ แล้วทุกคนก็ลืมว่าเขาไม่ใช่เจ้าชายแท้ๆ เพราะเขาช่างมีนิสัยดีเหลือเกิน เขาได้แต่งงานกับจัสมินแล้วครองรักกันอย่างเป็นสุขตลอดไป

สาระที่ตั้งใจสื่อ : อย่าดูคนแค่ภายนอก

สาระแฝง : ถ้าคุณอยากเป็นที่ยอมรับก็ต้องแกล้งทำตัวเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวคุณ

แฝงนิสัยก่อหนี้ :  เพียงเพื่อรักษาหน้าตาทั้งที่รู้ว่าเราไม่มีเงินพอไปกับการรูดบัตรซื้อเสื้อผ้า ไปเที่ยวเมืองนอก หรือgadget

 

แน่นอน เราโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว นิทานแบบเด็ก ๆ คงไม่มีอิทธิพลกับเราอย่างจริงจัง แต่หากคุณซึมซับสาระจากที่ไหนสักแห่งแล้วคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก แล้วเอาแต่สร้างหนี้สินต่อไป โปรดรู้ไว้ นิทานไม่ได้สวยหรูเหมือนชีวิตจริง บทเรียนชีวิตที่ควรได้รับคือ ให้สะสางหนี้จนเกลี้ยง และใช้จ่ายอย่างมีสติ เพราะหนี้สินไม่เคยพาไปสู่บั้นปลายชีวิตอันสุขสันต์

 


2_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

บ่อยครั้งที่คนเรามักซื้อ “ของมันต้องมี” มากกว่า “ของที่ต้องใช้” ทำให้หลายครั้งข้าวของมากมายกระจัดกระจายกันไปตามมุมห้อง ยิ่งเจองานลด แลก แจก แถม ยิ่งวนลูปตามวิถี #สายช้อบไม่ใช้ นานไปจะเคลียร์พื้นที่ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ข้อเสนอทางออกให้ของมือ 2 ที่อยากมีเจ้าของใหม่กัน

 

  1. #ส่งต่อ หาเจ้าของใหม่ผ่านแอพช้อปปิ้ง

แต่ก่อนที่จะหาเจ้าของที่ใช่ อย่าลืมเช็คตลาดปล่อยของ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมายอาทิ Application : Shopee ที่สามารถ Live สด ให้ผู้ซื้อเห็นของจริงและผู้ค้าสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหนีหาย ไลน์ไม่ตอบเพราะแอปพลิเคชันเหล่านี้จะมีการโอนเข้าบัญชีกลางก่อน นอกจากนี้ก็ยังมีเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Kaidee.com, Facebook Marketplace, Pantipmarket.com

 

  1. #ฝากขาย ใน Instagram หรือ Twitter ของมือ 2 สภาพนางฟ้า

ทั้งใน Instagram และ Twitter ต่างก็เป็นช่องทางที่ผู้คนให้ความสนใจและใช้กันเยอะมาก ซึ่งทั้ง 2 แอปพลิเคชันนี้ ก็มีความพิเศษที่สามารถนำมาเป็นช่องทางปล่อยของมือ 2 ได้ ดังนี้

  • Instagram มีจุดเด่นที่ภาพ : หากมั่นใจว่าฝีมือถ่ายภาพของเราดี และของที่มีก็ใช้ได้ ก็จัดฉาก กดถ่ายและลงขายได้เลย หรือถ้าใครที่คิดว่ามีผู้ติดตามน้อย ก็สามารถฝากร้านที่มีผู้ติดตามเยอะๆ และมีสินค้าที่ใกล้เคียงกับของเรา *ทั้งนี้ก็จะมีทั้งร้านที่คิดค่าฝากขายด้วย แต่ถ้าไม่จำเป็นจะต้องรีบปล่อยของ ก็สามารถเลือกใช้ #ฝากขาย หรือ ใช้แฮท็ก เพื่อเพิ่มโอกาสสินค้าของคุณได้มากขึ้น ซึ่งวิธีการนี้ก็เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะคนส่วนใหญ่จะใช้วิธีการตามหาสินค้าที่ชอบจากแฮท็กที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น ตลอดจนสายมูเครื่องราง
  • Twitter มีจุดเด่นที่ความเร็ว, การบอกต่อ

 

  1. #เปิดบิด (ประมูล) CF no CC

วิธีการนี้ส่วนใหญ่ใช้กับของมือ 2 ประเภทสินค้าไอที โทรศัพท์มือถือ หรือของแบรนด์เนม ซึ่งคุณอาจจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อนหรือผู้ติดตามในเฟสบุ๊คเยอะหน่อย หรือใช้วิธการแชร์ไปยังกลุ่มต่างๆเพื่อดึงดูดคนที่สนใจเข้ามามากขึ้น โดยวิธีการก็เหมือนการประมูลทั่วไปคือ

  • ตั้งเวลาการประมูล เมื่อถึงเวลาที่กำหนดปิดประมูลคนที่เสนอราคาสูงที่สุดก็จะได้ของไป
  • ใช้การ Live Facebook โดยวิธีการนี้ ต้องมั่นใจว่าคุณมีผู้ติดตามที่เหนียวแน่นและมีกำลังซื้อพอควร เพราะเป็นการประมูลที่เน้นปล่อยของเร็ว แต่ก็ต้องมั่นใจว่าคนที่บิดเข้ามา จะ CF (Confirm) และไม่ CC (Cancle)

 

4. #สนุกช้อป สนุกปัน

หลายคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องเงิน ก็มีอีกทางเลือกที่น่าสนใจคือการ “บริจาค” ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายสถานที่ “รับ”บริจาค ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าเพียงอย่างเดียวที่สามารถบริจาค แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่รับบริจาค เช่น หนังสือ เฟอร์นิเจอร์มือ 2, รองเท้า, กระเป๋า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อุปกรณ์กีฬา, เครื่องประดับ ฯลฯ แต่สิ่งสำคัญ คือ ก่อนบริจาคทุกครั้งก็ควรดูให้มั่นใจว่าคนที่ได้ไปจะยินดีรับหรือไม่ เช่น ซักเสื้อผ้าให้สะอาดก่อนส่งไปบริจาค, เช็ดทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

 

หากคุณต้องการที่จะขายก็ควรคำนึงถึง 4 จ.

  1. ใจเขาใจเรา : คิดราคาตามสภาพการใช้งาน หรือ สภาพความเป็นจริง
  2. ชัดเจน : อธิบายรายละเอียดก่อนขาย เช่น วิธีการจัดส่ง, ตำหนิของสินค้า
  3. จริงใจ : ไม่โกหก หรือ อ้างคุณสมบัติเกินความเป็นจริง เพราะอาจทำให้มีปัญหาในภายหลังได้
  4. จ่ายจริง : ต้องมั่นใจก่อนว่าผู้ซื้อ โอนเงินหรือชำระเงินแล้วจริงๆ เพราะมีหลายกรณีที่มีการปลอมแปลงสลิป โดยเปลี่ยนตัวเลขยอดโอนชำระและเลขบัญชี เพราะฉะนั้นเช็คก่อนส่ง

-ภัยแล้ง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

หากพูดถึงภัยแล้งแล้วนั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานแต่ปีนี้ด้วยสภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่ผันผวนกว่าในอดีตทำให้ปีนี้ภัยแล้งมีท่าทีขยายวงกว้างและยืดเยื้อยาวนาน จนอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าในอดีตที่เคยประสบมา

 

แม้กรมชลประทานออกมายืนยันว่าปีนี้ประชาชนจะมีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคจนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้จากสัญญาณขาดแคลนน้ำที่เริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาทั้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่เริ่มแห้งขอด แม่น้ำโขงลดต่ำสุดในรอบ 50 ปีจนเห็นสันดอนทราย ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศก็น้อยกว่าปีก่อนอยู่ประมาณ 12%

 

เหตุเพราะแหล่งน้ำสำคัญของไทยที่มีเพียงแหล่งเดียว คือ “น้ำฝน” เกิดทิ้งช่วงนาน ขณะที่เขื่อนกั้นลำแม่น้ำโขงตั้งแต่จีนลงมาจนถึงลาวปล่อยน้ำลงมาสู่ปลายลำน้ำน้อยลง นอกจากนี้บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูงก็ทำให้น้ำประปาเพื่อการอุปโภค-บริโภคมีปัญหาน้ำเค็มตามมา ขณะที่การอุปโภค – บริโภคของภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้น

 

แม้ขณะนี้ภาครัฐกำลังระดมมาตรการและมองหานโยบายแก้ภัยแล้งในปีนี้อย่างเร่งด่วน หากในความเป็นจริงนั้น การแก้ปัญหาภัยแล้งจะผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงไม่ได้ แต่ต้องแก้แบบบูรณาการที่องค์รวมให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งระดับนโยบายเชิงมหภาคต้องวางสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การพัฒนาแหล่งน้ำและเชื่อมโยงแหล่งกักเก็บน้ำอย่างเหมาะสมทั่วถึง ขณะที่เครือข่ายระดับชุมชนต้องรู้จักวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสม ส่วนระดับบุคคลก็ต้องช่วยกันประหยัดใช้น้ำอย่างรู้ค่า ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชาที่เคยสัมฤทธิ์ผลเชิงประจักษ์มาแล้วมากมายมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ

 

 

หลักการสำคัญมีอยู่ว่า พื้นที่ต้นน้ำต้องอนุรักษ์ฟื้นฟู พื้นที่กลางน้ำต้องจัดการกักเก็บน้ำและพื้นที่ปลายน้ำต้องบำบัดป้องกันโดยดำเนินการมุ่งทำทั้งกระบวนที่เกี่ยวเนื่องทั้งดิน น้ำ ป่า คนที่ต้องสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว สำหรับระดับบุคคลเช่นพวกเราทุกคนนั้นพระองค์ทรงพระราชทานแนวคิดไว้ว่า

 

“หน่วยเล็กๆ อย่างเราก็สามารถรักษาน้ำได้ การรักษาน้ำนั้นทำได้ไม่ยาก นั่นคือ เราควรคิดอยู่เสมอว่า สภาวการณ์ของน้ำตอนนี้อยู่ในภาวะที่กำลังจะขาดแคลน น้ำจึงถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด เราต้องใช้อย่างรู้คุณค่าและประหยัดให้มาก รู้จักการหมุนเวียนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ เช่น น้ำที่เหลือจากการซักล้าง ก็สามารถนำมารดน้ำต้นไม้ได้อีก นอกจากจะเป็นการไม่ทิ้งน้ำให้เปล่าประโยชน์แล้ว ยังเป็นการประหยัดเงินค่าน้ำอีกด้วย”

 

ทั้งหมดนี้เพราะ “น้ำคือชีวิต” คือปัจจัยสำคัญที่คงอยู่คู่คนไทยเสมอมา

 

“…หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพราะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2529 ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐาน

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////


-การเมือง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เสือร้ายตัวที่ 3 “ความเห็นต่างทางความคิด” ไม่มีผู้ชนะ ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน

 

ความเห็นต่างทางความคิด โดยเฉพาะด้านการเมืองเป็นเรื่องปกติทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องที่ “ไม่มีใครถูก – ใครผิด” เพราะทุกฝ่ายล้วนอยากให้บ้านเมืองดีขึ้นดั่งภาพตามอุดมคติของตน  หากภาพที่เพ้นท์ขึ้นของแต่ละฝ่ายมักเป็นภาพที่ต่างกันอันเกิดจากสิ่งรอบตัวที่บ่มเพาะปลูกฝังมาของแต่ละคน ซึ่งความเห็นต่างในบ้านเราวันนี้ หากพิเคราะห์แล้วพบได้ว่า “ความต่างของช่วงวัย” เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนกันของแต่ละ Gen ส่งผลให้การเมืองในอุดมคติ มุมมอง ความคาดหวังสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

 

 

มุมที่หนึ่ง เปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น หากพิจารณาการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกอยู่ในคนรุ่น Gen Y (เกิดปี พ.ศ.2523-2543) เป็นส่วนใหญ่ เราจึงเห็นการแสดงออกของคนกลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มคนวัย Gen Z หรือปลาย Gen Y ที่มีอายุราว 18-23 ปีเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นวัยที่กำลังแสวงหาตัวตน แสวงหาความสำเร็จ แสวงหาอนาคต ต้องการสิทธิเสรีภาพที่สมบูรณ์แบ กล้าเสี่ยง รวมถึงมักเปิดรับมุมมองความคิดและวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่างซึ่งคิดว่าจะช่วยให้มีอนาคตที่ดีขึ้น จึงมักเรียกร้องและแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจขัดต่อขนบที่คนอีกกลุ่มไม่คุ้นเคย

 

วิธีคิดของคนกลุ่มนี้ ไม่ได้ถูก หรือ ผิดไปเสียหมด บางมิติเป็นเรื่องดี อาทิ การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเป็นธรรม แต่บางมิติยังขาดการมองผลกระทบที่รอบด้าน อันเป็นเรื่องปกติตามประสบการณ์ชีวิต ซึ่งสิ่งที่กลุ่มนี้แสดงออกมาก็อาจเป็นสิ่งที่คนกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer อาจเคยผ่านและแสดงออกมาก่อนแล้วในอดีต

 

มุมที่สอง สังคมนี้ก็ดีอยู่แล้ว มักเป็นมุมมองของคนกลุ่ม Baby Boomer หรือ Gen X ที่ได้รับอิทธิพลจากบริบททางสังคมอันแตกต่างจากอีกกลุ่มโดยสิ้นเชิง จึงเคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม ให้ความสำคัญต่อหน้าที่พลเมือง ดังนั้นจึงนิยมมองหาความสงบสุขและการขับเคลื่อนสังคมตามระเบียบ ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ตนไม่คุ้นเคย

 

ความขัดแย้งทางความคิดแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่คนในสังคมต้องตั้งสติให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้กงล้อแห่งความรุนแรงในอดีตเวียนกลับเข้ามา ดังนั้นจึงควร “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เปิดใจรับฟังเพื่อนำมุมที่ดีสองฝ่ายมาปรับหาจุดร่วม

 

เพราะผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์อาจมีมุมมองรอบคอบกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ได้เห็นหลายมุมในอดีตที่คนรุ่นใหม่อาจยังไม่เคยเห็น ขณะที่ทัศนคติการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีเสมอไป เพราะอาจมองว่ายังมีอนาคตอีกยาวไกลจึงต้องการแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับตนในอนาคต แต่วันหนึ่งเมื่อช่วงวัยเปลี่ยนไปมุมมองก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นมุมเดียวกับที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันมองอยู่ก็เป็นได้”

 

อย่างไรก็ตาม หากตั้งสติย้อนมองบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ทั่วโลกจะพบว่า มักเริ่มจากจุดปะทุเล็กๆ หรือ  ความขัดแย้งในสภาที่ลุกลามขยายวงสู่ท้องถนนจนบานปลาย นำสู่ความรุนแรง บาดเจ็บ สูญเสียเกินควบคุม ซึ่งทุกเหตุการณ์ขัดแย้งบนโลกใบนี้ ท้ายสุดแล้ว “ไม่เคยมีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะแท้จริง ทุกฝ่ายล้วนเป็นผู้แพ้ทั้งนั้นและผู้แพ้ที่ได้รับผลกระทบมากสุดก็คือประชาชน” นั่นเอง

 

 

“เพราะประเทศของเราไม่ใช่ของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหา เพราะอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือดปฏิบัติการรุนแรงต่อกันมันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไรแล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่จะต้องเอาชนะแล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ผู้นำฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////