WHO เพิ่งประกาศ “อีโบลา” ภาวะฉุกเฉินระดับโลก

0
2
kinyupen

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และประเทศยูกันดา ให้เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” (PHEIC) อย่างเป็นทางการแล้ว 

ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้สถานการณ์ในขณะนี้จะยังไม่เข้าข่ายการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic Emergency) เหมือนวิกฤตโควิด-19 แต่ถือเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานระดับนานาชาติอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเชื้อไวรัสได้เริ่มแพร่ระบาดข้ามพรมแดนและขยายตัวเข้าสู่เขตเมืองใหญ่แล้ว

รายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยว่า ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่า ต้นตอของการระบาดครั้งนี้เกิดจาก “ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo virus) ซึ่งถือเป็นการระบาดของสายพันธุ์นี้เพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์

ความท้าทายสำคัญ คือ วัคซีนและยารักษาโรคอีโบลาที่มีอยู่ในคลังสำรองระดับโลกปัจจุบันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยับยั้งสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire strain) เป็นหลักส่งผลให้การระบาดในปัจจุบัน “ไม่มีวัคซีนหรือการรักษาจำเพาะที่ได้รับการรับรอง” เจ้าหน้าที่จึงต้องควบคุมโรคผ่านมาตรการกักกันและการรักษาประคับประคองอาการเท่านั้น

ล่าสุดมีรายงานการตรวจพบผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 1 รายในกรุงกินชาซา เมืองหลวงของคองโกซึ่งเดินทางกลับมาจากพื้นที่ระบาด เชื้อยังได้หลุดข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยทางการยูกันดายืนยันพบผู้ติดเชื้อ 2 รายในกรุงกัมปาลาซึ่งขณะนี้เข้ารับการรักษาในห้องไอซียูและเสียชีวิตแล้ว 1 ราย

สถานการณ์ล่าสุด (16 พ.ค.2569) 

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC):

ในจังหวัดอิตูรี (Ituri) พบผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการแล้ว 8 ราย ผู้ป่วยสงสัย 246 รายและมีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากเชื้อนี้แล้วถึง 80 ราย ครอบคลุม 3 เขตสาธารณสุข นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 1 รายใน กรุงคินชาซา (Kinshasa) เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งมีประวัติเดินทางกลับมาจากจังหวัดอิตูรี

ประเทศยูกันดา:

พบผู้ป่วยยืนยันผลแล็บแล้ว 2 ราย (เสียชีวิตแล้ว 1 ราย) ภายในเวลาห่างกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง (15-16 พฤษภาคม) กลาง กรุงกัมปาลา (Kampala) เมืองหลวงของยูกันดา โดยทั้งคู่เป็นผู้เดินทางมาจากดีอาร์คองโก และขณะนี้ถูกส่งตัวเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)

ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ เบื้องต้นมีรายงานแพทย์และพยาบาลเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 รายในพื้นที่ระบาดชี้ให้เห็นถึงช่องว่างในการควบคุมโรคและการติดเชื้อภายในสถานพยาบาล

วัคซีนและยารักษาโรคอีโบลา : 

ปัจจุบันวัคซีนและยารักษาโรคอีโบลาที่มีอยู่ในคลังสำรองระดับโลกนั้นถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยับยั้งสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire strain) เป็นหลักส่งผลให้การระบาดในปัจจุบัน “ไม่มีวัคซีนหรือการรักษาจำเพาะที่ได้รับการรับรอง” เจ้าหน้าที่จึงต้องควบคุมโรคผ่านมาตรการกักกันและการรักษาประคับประคองอาการเท่านั้น

kinyupen

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here