คอลัมน์ คิดชายขอบ ตอน : เราไม่ได้อยู่ลำพังในจักรวาลของตัวเอง บทเรียนจากทิศที่ไม่มีแผนที่บอก
มีคืนหนึ่ง ผมนั่งอยู่คนเดียวในห้องทำงานหลังทำงานเพลินไปจนดึก เปิด spreadsheet แผนผังชีวิตของตัวเองขึ้นมา แล้วก็นั่งจ้องมันนานมาก
มีกราฟรายได้ มีเป้าหมาย มีแผนการลงทุน มีแม้กระทั่ง to do list ปีหน้า
แต่สิ่งที่ไม่มีเลยแม้แต่แถวเดียวในนั้น คือ “คน”
ผมนั่งคิดวนเวียนอยู่นานว่า ถ้าชีวิตคือแผนที่ แผนที่ที่ไม่มีคนอื่นอยู่ในนั้น มันจะพาเราไปได้ไกลสักแค่ไหน ?
Jay Shetty เจ้าของหนังสือ 8 Rules of Love เคยพูดถึงงานวิจัยระยะยาวของ Harvard ว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสุขที่สุด ไม่ใช่เงินหรือความสำเร็จ แต่คือ “คุณภาพของความสัมพันธ์” รอบตัวเรา แต่ทำไมเราถึงไม่ค่อยวางแผน คิดถึงเรื่องนี้จริงๆ จังๆ เลย?

คำถามเหล่านี้พาผมไปเจอคำสอนเก่าแก่กว่า 2,500 ปี ที่ตอบได้ตรงกว่าหนังสือ self-help เล่มไหนที่เคยอ่านมา
ในพระไตรปิฎก มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อสิงคาลกะ ตื่นแต่เช้าออกมายืนไหว้ทิศทั้ง 6 ตามคำสั่งเสียของพ่อที่จากไปแล้ว เขาทำแบบนั้้นทำทุกวัน ซื่อสัตย์ สม่ำเสมอ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่จริงๆ
วันหนึ่งพระพุทธเจ้าผ่านมาพบ และบอกว่า ทิศที่แท้จริงไม่ใช่ทิศของสายลมพัดหรือเข็มทิศ แต่คือบุคคลทั้ง 6 รอบตัวเรา
ทิศเบื้องหน้า คือ พ่อแม่
ทิศเบื้องขวา คือ ครูอาจารย์
ทิศเบื้องหลัง คือ คู่ครอง
ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตรสหาย
ทิศเบื้องล่าง คือ ลูกน้อง
ทิศเบื้องบน คือ ครูทางจิตวิญญาณ

สิ่งที่กระตุกต่อมคิดไม่ใช่แค่รายการ “สิ่งที่ต้องทำต่อคนอื่น” แต่คือ concept “give and take”
ทิศทั้ง 6 ไม่ใช่ hierarchy ว่าใครสำคัญกว่าใคร แต่มันคือ ecosystem วงโคจรที่ทุกความสัมพันธ์มีสองทิศทางที่ต้องสมดุลกันเสมอ
มันพูดถึง “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ไม่ใช่ “ความเป็นหนี้บุญคุณ”
Jay Shetty เรียกสิ่งนี้ว่าเราลืม “ธรรมะ” ในความสัมพันธ์ จงลืมหน้าที่ที่ควรมีต่อกัน ไม่ใช่หน้าที่แบบกฎหมาย แต่หน้าที่ที่มาจากการเข้าใจว่าเราสวมบทบาทเป็นใครให้คนๆนั้น
คนรุ่นใหม่ไม่ได้ขาดแผนที่ชีวิต พวกเขาวางแผนเก่ง ตั้ง OKR ส่วนตัว ทำ vision board เซ็ต habit tracker มีไลฟ์โค๊ช แต่สิ่งที่หายไปคือการรู้ว่าตัวเอง ตัวตนที่ตั้วอยู่ๆใน “ทิศ” อะไรของคนรอบข้าง
นายจ้างก็มีหน้าที่ต่อลูกน้อง ครูก็มีหน้าที่ต่อศิษย์ พ่อแม่ก็มีหน้าที่ต่อลูก
เราดูแลพ่อแม่แบบ “ลูกหนี้” ปฏิบัติต่อ mentor แบบ “ผู้บริโภค” ที่จ่ายเงินพอได้ความรู้แล้วก็จบ อยู่กับคู่ครองแบบ “หุ้นส่วนธุรกิจ” ทำครบ จ่ายครบ แต่ไม่ได้รู้สึกว่า “อยู่” ในทิศนั้นจริงๆ
และเมื่อทิศใดทิศหนึ่งพัง มันไม่ได้สั่นคลอนแค่ทิศนั้น พลังของมันส่งผลกระเพื่อมไปยังทุกทิศที่เหลือของชีวิตเสมอ

บางครั้งมันไม่ใช่เพราะเราไม่ดี แต่เพราะโลกยุคนี้สอนให้เราโฟกัสที่ “ตัวเอง” มากเกินไป
จนคำว่า “เรา” ค่อยๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การอยู่คนเดียว แต่คือการ “ยึดติดกับการคิดว่าฉันคนเดียว” “ทุกคนคือดาวเทียมที่โคจรรอบฉัน” เพราะทันทีที่เราคิดแบบนั้น เราจะเริ่มมองคนอื่นเป็นเพียงฟังก์ชันหนึ่ง
จนลืมไปว่า…
ทิศหนึ่งคือคนที่ให้เรามา
อีกทิศคือคนที่ให้เรารู้
อีกทิศคือคนที่อยู่ข้างๆ
อีกทิศคือคนที่คอยพยุง
อีกทิศคือคนที่เราเองต้องพยุงกลับ
และอีกทิศคือคนที่ทำให้เราไม่ลืมว่า
ชีวิตมีอะไรมากกว่าเรื่องเอาตัวรอด

ผมปิด spreadsheet นั้นทิ้ง แล้วเปิด notes ใหม่ขึ้นมาคราวนี้ไม่ได้เริ่มจากเป้าหมาย
“แต่เริ่มจากชื่อคน”
ผมลองเขียนชื่อทีละคนลงไป
แล้วถามตัวเองเงียบๆ
ตอนนี้ผมอยู่ในชีวิตเขาในฐานะอะไร
และเขายังรู้สึกว่าผม “อยู่ตรงนั้น” ไหม
บางคำตอบทำให้ผมนั่งเงียบอยู่นาน…
บางคำตอบก็แสนเรียบง่าย…
เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตไม่ได้ถูกสร้างจากเราคนเดียว
แต่มันถูกประคองไว้
ด้วยคนและความสัมพันธ์ในแต่ละทิศที่เรามองเห็น…หรือแกล้งมองข้ามไป

“ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดจากสิ่งที่เราสะสม แต่วัดจากความสัมพันธ์ที่เราสร้าง”
— Jay Shetty —
By Khunphiphat



