-cover_soulmate.jpg

kinyupen_adminOctober 2, 2019

“ถ้าไม่รักตัวเองแล้วจะดูแลใครได้” วลีนี้คงไม่ไกลเกินไปนัก สำหรับมนุษย์วัยทำงานทั้งหลาย อาจกำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจ รวมถึงเวลาส่วนตัวอย่างหนัก เพื่อให้ได้มาทั้งทรัพย์สิน เงินทองสำหรับสร้างสุข หรือ วางรากฐานอนาคตตนเอง คนรอบตัว ครอบครัว หรือ “คู่ชีวิต” ที่กำลังมองหา จนละเลยดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม ซึ่งเชื่อไหมว่านั่นคือการทำร้าย “คู่ชีวิต” โดยที่เราไม่รู้ตัว สอดคล้องกับข้อเขียนที่มีชื่อว่า “Who is your life partner” โดย ศรีศรี รวี แชนการ์ (Sri Sri Ravi Shankar) กูรูชั้นนำของอินเดีย ซึ่ง รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นำมาถอดความไว้อย่างน่าสนใจ

ใจความสำคัญระบุไว้ว่า  “คู่ชีวิตที่แท้จริงก็คือร่างกายของคุณ” เพราะหากวันใดร่างกายคุณไม่ตอบสนองก็จะไม่มีใครอยู่กับคุณ ดังนั้นพึงระลึกไว้เสมอว่า การที่คุณดูแลร่างกายแบบใด ท้ายสุดแล้วก็จะมีผลย้อนกลับมาแบบนั้นเสมอ จงจำไว้ว่าร่างกายของคุณนั้นเป็นที่อยู่ถาวรเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่คุณจะอยู่อาศัย เป็นทั้งทรัพย์สิน หนี้สิน ซึ่งไม่มีใครมาร่วมแชร์ได้เลย ร่างกายของคุณคือความรับผิดชอบของคุณ เพราะคุณคือคู่ชีวิตที่แท้จริงของมัน

ข้อความข้างต้นหากนำมาตีความให้เข้าใจได้ง่าย ก็คือ เมื่อคุณดูแลร่างกายดีขึ้นเพียงใด อาทิ กินสิ่งที่ดี ทำร่างกายให้แข็งแรง จัดการความเครียด และพักผ่อนที่ดีเพียงใด ร่างกายก็จะยิ่งดูแลคุณดีขึ้นเพียงนั้นด้วยนั่นเอง หากทั้งนี้วิธีการดูแลร่างกายแต่ละแบบตามที่ผู้เขียนอ้างถึงนั้น ก็มีเป้าประสงค์ที่น่าสนใจต่างกันไป ดังนี้

ควบคุมลมหายใจ – เพื่อปอด : ตรงกับข้อมูลทางการแพทย์ที่ระบุว่า การฝึกฝนการหายใจให้มีประสิทธิภาพ หรือ เรียกว่า “หายใจให้เป็น” นอกจากปรับสมดุลร่างกายผ่านลมหายใจ ยังช่วยในการปรับกระบวนการคิดและสติ อันเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยก่อให้เกิดสุขภาวะด้วย

นั่งสมาธิ – เพื่อใจ : อันเป็นการช่วยสร้างความสงบภายในจิตใจ

โยคะ – เพื่อร่างกาย : ศาสตร์การดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ผสานการบริหารร่างกาย ลมหายใจ สติ การยืดหยุ่น อันส่งผลต่อการปรับสมดุลร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

เดิน – เพื่อหัวใจ : มีผลโดยตรงต่อการช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ

อาหารที่ดี – เพื่อลำไส้ : ระบบลำไส้ถือเป็นอีกระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะนำสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเลี้ยงยังอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย หากลำไส้ทำงานผิดปกติจะส่งผลให้ร่างกายทั้งหมดอ่อนแอ ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่ดี จะช่วยให้ลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นรับประทานผัก ถั่ว ธัญพืช เป็นหลักมากกว่าเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่จำพวกที่ย่อยยาก

ความคิดที่ดี – เพื่อจิตวิญญาณ : คิดบวก หรือ มองโลกแง่ดีทุกคนฝึกฝนกันได้ ช่วยจัดระบบความคิด

กรรมดี – เพื่อโลก : หมั่นกระทำความดี เพื่อคนและสังคมรอบข้างที่ดีขึ้น

ข้อเขียนนี้ คงช่วยเตือนได้ว่าการดูแลตนเองนั้นสำคัญเพียงใด ดังนั้นเราจึงควรหันมารักตัวเอง และ ดูแลตัวให้ให้ดีให้พร้อมเสียก่อน โดยเฉพาะท่านที่ต้องแบกรับ หรือ เป็นเสาหลักในการรับผิดชอบครอบครัว ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต  ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านมา ณ ที่นี้

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก : คอลัมน์อาหารสมอง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ โดย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

 


.jpg

kinyupen_adminSeptember 4, 2019

บ่อยครั้งในโลกของการทำงาน หลายคนมักเจอ ปัญหาในที่ทำงาน เพราะเผชิญกับสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ เมื่อทุกครั้งที่ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น สิ่งตามมาต่อจากนั้น คือ ความอัดอั้นตันใจจนกลายเป็นความทุกข์ในการทำงาน สำหรับคนที่ยังหาความสุขในการทำงานไม่ได้ 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีแนวคิดดี ๆ มาบอกต่อกัน รับรองว่าจะทำให้คุณมีความสุขในการทำงานแน่นอน

เริ่มจากการปรับทัศนคติก่อนเป็นอย่างแรก

เชื่อไหมว่าทัศนคติสามารถพลิกชีวิตคนหนึ่งได้ มีงานวิจัยในศาสตร์จิตวิทยามากมาย ให้ข้อสรุปไว้ว่า ทัศนคติของคนแต่ละคนเสมือนพลังขับเคลื่อนคน ๆ นั้น การทำงานในโลกปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดย่อน เวลาเผชิญปัญหาพยายามอย่าคิดด้านลบ ให้รู้สึกสนุกกับการแก้ไขปัญหา สิ่งนี้จะช่วยเรารับกับปัญหาในการทำงานได้ดีขึ้น

เรียนรู้จากความล้มเหลว

ความล้มเหลว ความผิดพลาดในการทำงาน เป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยในเวลาทำงาน หลายคนเมื่อทำงานพลาด จะเกิดอาการท้อแท้ แล้วมองเป็นความล้มเหลวของตน หากลองปรับเปลี่ยนความคิดดูว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นความรู้ใหม่ให้เรียนรู้ เราจะไม่กลัวความยากลำบาก เกิดความตั้งใจมุ่งมั่นให้ประสบความสำเร็จ เพราะการเรียนรู้จากความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องควรทำ

เปิดใจรับคำวิจารณ์

นอกจากการเรียนรู้ความล้มเหลวจากอุปสรรคแล้ว การเรียนรู้จากคำวิจารณ์ก็สำคัญ ส่วนใหญ่เรามักมองข้ามไป หากลองสังเกตดี ๆ จะพบว่า คำวิจารณ์ที่ขัดแย้งกับเรา ช่วยให้เรียนรู้หลายอย่าง อยู่ที่ว่าจะมองหรือไม่ คำวิจารณ์ช่วยให้เราเรียนรู้ 3 อย่างอยู่เสมอ คือ เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับงานของเรา และเกี่ยวกับผู้วิจารณ์

ทำงานด้วยใจปล่อยวาง

สิ่งนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนส่วนใหญ่ คือ เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ถ้าผู้คนไม่ให้ความสนใจกับผลงานของจะเกิดอาการน้อยใจ เสียใจ  ในความเป็นจริงเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว แม้จะยังไม่มีใครเห็นคุณค่าหรือยกย่องสรรเสริญ อย่าไปเสียใจ ให้ถือว่านั่นเป็นงานชิ้นของธรรมชาติ อย่าไปคิดว่าต้องเคร่งเครียดเมื่อชิ้นงานไม่ได้เป็นที่คาดหวังของใครหลายคน การปล่อยวางหรือการปลง จะช่วยให้เรายอมรับความจริงในการไม่รู้สึกทุกข์ใจต่อไป

ความทุกข์ในการทำงาน ไม่จำเป็นต้องมาควบคู่กันกับความเครียด แต่ควรมาควบคู่กับคำว่าทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส เพราะจะช่วยให้คุณกลายเป็นคนที่ทำงานอย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพในคราวเดียวกันนี่แหละวิถี 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_สุขภาพรัก-ของคุณยังแข็งแรงอยู่-_web.jpg

kinyupen_adminAugust 19, 2019

สำหรับคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ เชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวการใช้ชีวิตโดยเฉพาะของคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ คู่รักบางคู่ปรับจูนพฤติกรรมและทัศนคติได้ ชีวิตคู่ก็ไปได้ราบรื่น ส่วนคู่รักบางคู่ที่ถึงแม้ว่าจะพยายามปรับตัวก็แล้ว ปรับความเข้าใจก็แล้ว ทำทุกวิถีทางต่าง ๆ นา ๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอด จบความสัมพันธ์ลงด้วยการสวมคอนเวิรส์เลิกราต่อกัน

เพราะเชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

1. เติบโตขึ้นพร้อมกัน : คนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ถ้าคู่รักที่ถึงจุดนี้ และเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายโตขึ้น พวกเขาก็พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวตามกัน และทำให้โตไปด้วยกัน ทั้งทางอารมณ์ จิตใจ และการมองโลก สุขภาพของความรักนั้นยังคงดีอยู่ แต่ถ้าหากคนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ในขณะที่อีกคนยังคงย่ำเท้าอยู่ที่เดิม สถานการณ์ดังกล่าว คู่รักส่วนใหญ่จะถึงทางตัน และจบความสัมพันธ์ในทันที

2. ให้พื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน : คาลิล ยิบราน ให้คำนิยามไว้ว่า “จงปล่อยพื้นทีว่างระหว่างคนสองคนไว้บ้าง เพื่อให้สายลมได้พัดผ่าน และเต้นรำไประหว่างเขาและเธอ” ข้อความนี้ต้องการสื่อความหมายว่า การเป็นคู่รักไม่จำเป็นต้องจับมือกันตลอด 24 ชั่วโมง ลองปล่อยมือให้เกิดพื้นทีว่างของกันและกันบ้างก็ได้ เพื่อให้แต่ละคนได้มีโอกาสไปตามหาตัวตนของตนเอง

3. ให้กำลังใจซึ่งกันและกันในวันที่โลกวุ่นวาย : ชีวิตในปัจจุบันนั้น ผู้คนต่างเต็มไปด้วยความคิดต่าง การเผชิญหน้ากับโลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความกดดัน ตึงเครียด และวุ่นวาย ความหมายของคู่รักจึงไม่ได้หมายถึงความรักแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเป็นที่พักใจให้กันและกัน เมื่ออีกคนมีปัญหาอีกคนก็คอยช่วยให้กำลังใจและสนับสนุนกัน ผลัดกันเป็นพลังให้กันและกัน แบบนี้จะได้เห็นว่า สุขภาพรักของคุณดีเพียงใด

4. ส่งเสริมซึ่งกันและกัน : ความที่เป็นคู่รักกัน จะเห็นว่าคู่ของตัวเองนั้นดีเกินกว่าความเป็นจริง หรือ มีความสามารถที่มากกว่าใคร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คู่ของคุณอาจไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าคนอื่นเลย ดังนั้น การรักษาสัมพันธ์รักให้มีสุขภาพที่ดีและเดินเป็นเพื่อนกันไปได้ตลอดชีวิตคือการสนับสนุน ส่งเสริมเขาหรือเธอบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่อวยกันจนเกินจริง

5. มีความรู้สึกดีที่ได้อยู่ข้างกัน : ถือเป็นสัญญานทีบ่งบอกว่าความรักของคุณมีสุขภาพดี เพราะความรู้สึกของคนรักก็ต่างมีความสุขที่ได้อยู่เคียงข้างกัน ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หรือได้ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายอีกฝ่าย เว้นพื้นทีว่างให้กันและกันตามสมควร เท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่า สุขภาพรักของคุณนั้นดีเพียงใด

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรักว่าความรักของคุณกำลังไปได้ดี ไปได้สวย ไปได้อย่างราบรื่น และมีความเป็นไปได้สูงที่จะรักกันยืนยาวไปจนแก่เฒ่า คู่รักแต่ละคู่ลองเช็คสถานภาพตัวเองดูว่ามี 5 ข้อนี้อยู่ในรูปแบบการใช้ชีวิตของเราหรือไม่ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จงปรับปรุงและปรับตัวให้ได้ รับรองเลยว่า ชีวิตคู่ยืนยาวแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_5-วิธีจัดการกับ-ความเสี่ยง-เพื่อความสำเร็จ_web.jpg

kinyupen_adminJune 28, 2019

ทุกวันนี้คุณมีความกล้าที่จะ “เสี่ยง” กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกใบนี้หรือไม่? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับปรับปรุงการยอมรับความเสี่ยงของคุณ

 

“รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง รู้ว่าเหนื่อยถ้าอยากได้ของที่อยู่สูง ยังไงจะขอลองดูสักที”

 

ชีวิตของคนเราต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของความเสี่ยงหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งเรื่องการเสี่ยงโชค เสี่ยงหรือการงาน เป็นต้น ลองถามตัวดูว่า ทุกวันนี้คุณมีความกล้าที่จะ “เสี่ยง” กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกใบนี้หรือไม่ บางครั้งความเสี่ยงเปรียบเสมือนบททดสอบอย่างหนึ่งเพื่อให้เรากล้าเดินออกจากเขตของความสะดวกสบาย เป็นการเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น และนี่คือเหตุผลสำคัญที่คุณต้องเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณ

ดังนั้นเพื่อการบรรลุเป้าหมายสูงสุด คุณต้องปรับปรุงความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณก่อนเป็นอันดับแรก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับปรับปรุงการยอมรับความเสี่ยงของคุณ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

1. ตั้งเป้าหมายความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ : ก่อนที่คุณจะเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยง คุณต้องเข้าใจความสัมพันธ์ปัจจุบันของคุณกับความเสี่ยง การเพิ่มความอดทนของคุณทีละนิดย่อมจะดีกว่า การท้าทายตัวเองมากเกินไปในคราวเดียว หากคุณไม่มีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการยอมรับความเสี่ยงในปัจจุบัน ให้ใช้เวลาสักครู่เพื่อพิจารณาหนึ่งในเป้าหมายการทำงานของคุณ และลองคิดดูว่ามันจะเริ่มรู้สึกกลัวขนาดไหน

2. ศึกษาด้วยตนเอง : หากคุณต้องการที่จะเก่งขึ้นในการรับความเสี่ยง ลองจินตนาการว่าคุณเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาที่ดินในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ความพยายามเช่นนี้มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณใช้เวลาเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและมีข้อมูลมากขึ้น ฉะนั้น การให้ความรู้กับตนเองก่อนรับความเสี่ยง จะทำให้คุณสามารถคำนวณถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น สิ่งนี้สามารถสร้างความแตกต่างและช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

3. กำหนดเป้าหมาย : การตั้งเป้าหมายจะมีประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณ วิธีนี้จะช่วยให้คุณทำแผนที่เส้นทางที่เป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เป็นขั้นตอนจำเป็นในการพาคุณออกจากที่เดิม โดยการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทำให้คุณเริ่มพัฒนาทักษะหรือความรู้ที่จำเป็นเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

4. ก้าวออกจาก comfort zone : คุณลองพิจารณาถึงความเสี่ยงที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จ หากหนึ่งในเป้าหมายของคุณคือการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในบริษัทของคุณ อาจเป็นเวลาที่คุณจะก้าวออกจากโซนความสะดวกสบายของคุณด้วยการเชื่อมโยงเครือข่าย และประกาศให้โลกรู้ถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ของตัวคุณเอง การเริ่มต้นแบบนี้จะช่วยให้คุณกล้าหาญขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และมีแนวโน้มจะจัดการกับความเสี่ยงได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงเลยก็ว่าได้

5. จดทุกอย่างลงสมุด : บางครั้งความจำของคุณอาจไม่ดีเท่าที่คุณคิด เมื่อเวลาผ่านไปมันจะกลายเป็นเรื่องยากที่จะจดจำทุกสิ่งรวมถึงวิธีการที่คุณใช้รับมือกับความเสี่ยง ฉะนั้น หมั่นจดบันทึกความคืบหน้าของคุณทุกวัน รวมถึงกระบวนการที่คุณรับมือกับความเสี่ยง เพราะเมื่อเวลาผ่านไปคุณสามารถย้อนกลับไปศึกษาและเรียนรู้อดีตที่ผ่านมาเพื่อปรับใช้ในเวลาที่เหมาะสมได้ สิ่งนี้จะช่วยคุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเดิม ๆ ได้โดยรวมแล้ว สิ่งนี้สามารถปรับปรุงเพื่อให้คุณฉลาดขึ้นเกี่ยวกับการรับความเสี่ยงและความมั่นใจมากขึ้น

 

สุดท้าย ความเสี่ยงอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป หากเรามองเห็นประโยชน์ระยะยาวที่จะเกิดขึ้น และสามารถเตรียมความพร้อมและตั้งรับกับความเสี่ยงได้ คุณจะเติบโตและประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก :  www.entrepreneur.com


_จบอะไรไม่ใช่ประเด็น...ใช้ให้เป็นสำคัญกว่า_web.jpg

kinyupen_adminJune 23, 2019

“เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย” วลีอมตะที่หลายคนมักคิดว่าเป็นอุปสรรคที่ทำให้ชีวิตการงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่เราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนี้ ดังนั้น ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงอยากนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมของคนที่เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย คุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ ณัฐ หนุ่มอินดัสเตรียลดีไซน์ ซึ่งผันมาจับงานด้านบริการในตำแหน่งผู้จัดการ NAPLAB สาขาวังหลัง Co Working Space สไตล์วินเทจวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมจากคนย่านฝั่งธน ซึ่งเรียกได้ว่าแม้จะต่างจากสิ่งที่เรียนมาแต่ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

“ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็พร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะโดดเข้าไป”

นี่คำตอบของคุณณัฐ หลังคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ NAPLAB ตั้งคำถามว่า ถ้าให้ทำงานด้านอื่นเพิ่มเติมจากที่เคยทำมาจะได้หรือไม่ โดยพื้นฐานคุณปิยวัฒน์ คือเรียนจบด้าน Industrial Design จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อจบมาก็ทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องมาตลอด ก่อนได้รับการชักชวนจากคุณอาทิตย์ให้มาร่วมงานกัน

ตำแหน่งเริ่มต้นคุณณัฐใน NapLab คือ รีเซปชั่น ทิ่สาขาจุฬา โดยต้องจัดการรายละเอียดหน้างานทั้งหมด รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ของคุณอาทิตย์ตามโอกาส การที่ต้องเริ่มต้น “งานบริการ” ทำให้แต่ละวันต้องพบเจอลูกค้าจำนวนมาก ที่มาพร้อมความคาดหวังและปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้อยู่เสมอถือเป็นความท้าทายใหม่สำหรับหนุ่ม Industrial Design ที่คุ้นกับการออกแบบที่ต้องการอิสระทางความคิดสูงมาตลอด ซึ่งช่วงแรกอาจยังไม่คุ้นชินแต่ก็ใช้วิธีที่จะค่อยๆ เรียนรู้กระบวนการจากหน้างานจริง จนทำให้รู้ว่า Skill หรือ วิธีทำงานที่ถูกต้องคืออะไร ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ ทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พบว่าการจะทำงานบริการให้ดีได้นั้น หลักสำคัญ คือ ต้องปรับตัวและเรียนรู้วิธีคิดวิธีแก้ปัญหาตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับใช้วิชา Design Thinking เข้ากับงานบริการ

“ผมคิดว่างานทุกงานมีความกดดันหมด กล้าพูดว่าแม้ผมจบ Industrial Design แต่การได้มาทำงานบริการ ก็ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่อาจารย์สอนแล้วนำมาใช้ได้จริง คือ วิธีคิด เพราะสุดท้ายแล้วการ Design ก็คือการแก้ปัญหา การหาทางออก วิธีคิดแบบ Design Thinking นั่นคือ จดปัญหาขึ้นมาก่อน แล้วจัดลำดับความสำคัญว่าเราจะเริ่มแก้จากไหน แก้แล้วจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นไหม เป็นวิธีการมองแบบสมการง่ายๆ คือ มองปัญหาแล้วเจอวิธีแก้ปัญหา แล้วดูว่าแก้ได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็กลับมาหาทางใหม่ ต้องไม่ Ignore ปัญหา ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ปัญหามันก็จะไม่ไปไหนสักที”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ทำอยู่เสมอ นั่นคือ “การเปิดใจฟัง” เพราะเมื่อเปิดรับฟังทั้งจากพนักงานประจำ พาร์ทไทม์ รวมถึงลูกค้าที่ส่งคอมเมนท์ต่างๆ เข้ามา ก็จะยิ่งทำให้ได้ไอเดียใหม่ให้เลือกเอามาปรับในการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

“เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนเพราะสุดท้ายแล้วโลกมันไปเรื่อยๆ ถ้าเราหยุดอยู่กับที่เราก็แย่แล้ว ฉะนั้นต้องเปลี่ยนตลอดเวลา โดยยึดจากลูกค้าเป็นหลัก ผมเชื่อว่าเรามาได้ไกลพอสมควร และยังมีหนทางที่จะไปได้อีกยาวไกล”

มุมมองทั้งหมดของคุณณัฐ ทำให้เห็นได้ว่าการเรียนจบสาขาอะไรนั้นมาไม่สำคัญ แต่สำคัญว่าสิ่งที่เราทำเรารักหรือเปล่า ตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการได้หรือไม่ นั่นสำคัญกว่าเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเรียนมาทุกอย่าง มันสามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับว่าคุณมองมุมไหน และการจะประสบความสำเร็จในด้านใดได้หรือไม่นั้น ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยทัศนคติของตัวเองเป็นสำคัญ


_ท้อแท้อยู่ใช่ไหม-มาเพิ่มพลังชีวิตให้ตัวเองดีกว่า_web.jpg

kinyupen_adminJune 19, 2019

เคยไหม? เรื่องบางเรื่องทำให้เราเกิดความท้อแท้ในชีวิต จากปัญหาที่กำลังเผชิญในเรื่องต่าง ๆ ทำให้เราหมดกำลังใจในการใช้ชีวิต กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับเทคนิคการเพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง ในวันที่จิตใจอ่อนแอ

เคยไหม? ในชีวิตของเรามีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้เราเกิดความท้อแท้ในชีวิต จากปัญหาที่กำลังเผชิญในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก การงาน การเงิน ครอบครัว การใช้ชีวิต ฯลฯ ซึ่งส่งผลทำให้เราหมดกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป ไม่เป็นอันกิน ไม่เป็นอันทำงาน ทำการ อยู่ในภาวะเครียด ไม่มีความสุข แหม! ก็คนมันท้อแท้นี่นา เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนเคยมีความรู้สึกแบบนี้กันมาบ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาทุก ๆ คน โดยเฉพาะคนที่กำลังท้อแท้ในชีวิต ไปรู้จักกับเทคนิคการเพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง ในวันที่จิตใจอ่อนแอ แม้ว่าในบางครั้งที่เราประสบกับปัญหา เราไม่เห็นใครเข้ามาให้ความช่วยเหลือหรือปลอนโยนจิตใจของเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายแล้วทำอะไรต่อไม่ได้ เพราะไม่มีใครมาให้กำลังตัวเราเลย จริง ๆ แล้วเราเองก็สามารถเติมพลังชีวิตให้กับตัวเองได้ ลองมาดูกันดีกว่าว่าเทคนิคการให้กำลังใจตัวเองในวันที่เราอ่อนแอนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง

1.ระบายมันออกมา : มีเรื่องทุกข์ใจหรือไม่สบายใจ อย่าเก็บเอาไว้ให้ทุกข์ใจเพียงคนเดียว จงระบายความอัดอั้นตันใจนั้นออกมา ลองหาคนที่เราไว้ใจสักคน แล้วเล่าเรื่องดังกล่าวให้เขาฟัง เพราะการระบายให้ใครสักคนได้ฟัง ถือเป็นการช่วยให้เราไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป

2. ลืมๆ ไปบ้าง : เรื่องบางเรื่องคิดไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ฉะนั้น ลองปล่อยวางดูบ้าง ทำเป็นลืม ๆ ไป เดี๋ยวเรื่องทุกอย่างก็จะผ่านไปได้เอง

3. ยอมรับ : ในวันที่ใจเราอ่อนแอ วิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ เลยก็คือ “การยอมรับ” ยอมรับว่าจิตใจคนเราย่อมมีการอ่อนแอเป็นเรื่องธรรมดา หากเราทำใจยอมรับมันให้ได้ เราก็จะสามารถกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

4. หาสิ่งที่ชอบทำ : หากเกิดความท้อแท้ขึ้นในชีวิต แล้วทำอะไรต่อไม่ได้ ลองหาสิ่งที่ตนเองชอบทำ อาทิ งานอดิเรกต่าง ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่ทำให้เราเกิดความท้อแท้ แรกๆ อาจจะช่วยได้ไม่มาก แต่ถ้าคุณลองหากิจกรรมที่คุณชอบจริงๆ ลองทำดู สักพักหนึ่งคุณก็อาจจะลืมเรื่องที่ทำให้เราอ่อนแอไปได้

ฉะนั้น เวลาที่เกิดภาวะจิตใจอ่อนแอ สิ่งแรกที่เราทำได้ คือ การยอมรับความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่ใจเราคิดเสมอไป หากตัวเราคิดได้เช่นนี้ ปัญหาที่หนักอยู่ก็อาจจะเบาบางลงได้นั่นเอง และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


EverestMarathon_Kinyupen.jpg

adminJune 10, 2019
“วิ่งบนเขาเอเวอเรสต์เป็นอะไรที่ยาก พื้นเป็นหินปนหิมะทั้งแข็ง ทั้งลื่น ทั้งชัน ขาพลิกขาหักกันเป็นแถว แล้วก็เราเองก็พลาดเรื่องรองเท้าซึ่งปกติวิ่งที่ราบไม่เป็นอะไร แต่วิ่งบนนั้นไปสัก 10 กิโลเมตร ปรากฏว่าเล็บไปชนอะไรบางอย่างจนห้อเลือด เจ็บมาก ต้องเอาเข็มทิ่มเอาเลือดออก แล้วกัดฟันวิ่งประคองจนจบถึงเส้นชัย”

 

คำบอกเล่าของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน นักวิ่งชาวไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถพิชิต Everest Marathon 2019 รายการวิ่งสุดโหดสูงเสียดฟ้าที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนักต่อนัก โดยคุณพิพัฒน์เข้าเส้นชัยลำดับที่ 45 ประเภทนักวิ่งอินเตอร์เนชั่นแนล ระยะทาง  42.195 กิโลเมตร

สำหรับการจะเป็นผู้พิชิตเส้นทางนี้ได้นั้น ทุกคนต้องผ่านเส้นทางทรหดประมาณ 20 วัน โดย 10 วันแรกจะเป็นการเดินขึ้นสู่ Everest Base Camp ความสูง 5.364 กิโลเมตร เพื่อพักปรับสภาพร่างกาย 1 วัน ก่อนออกวิ่งมาราธอนจาก Everest Base Camp สู่เส้นชัย Namche Bazaar ให้จบภายใน 1 วันและพักผ่อนอีก 1 คืน ก่อนเดินทางลงจากยอดเขา

คุณพิพัฒน์ เล่าเพิ่มเติมว่า “ช่วงขึ้นไป 10 วัน ต้องเตรียมตัวดีๆ เรื่องการกิน การนอน การรักษาสภาพร่างกาย เพราะไปถึงแล้วไม่ได้กลับเฉยๆ เนื่องจากเมื่อถึงเส้นชัยต้องเดินลงเขาต่ออีก ดังนั้นจึงเตรียมตัวล่วงหน้ากว่า 3 เดือน ทั้งสภาพร่างกาย ความอดทน ทำ altitude training ซ้อมวิ่งสวมหน้ากาก Training Mark แบบลดอ็อกซิเยน และฝึกใน “ห้องแชมเบอร์” เช่นเดียวกับนักบิน เพื่อให้ร่างกายชินกับการใช้ชีวิตในอากาศเบาบาง”

โอกาสนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอบันทึกความสวยงามปนทรหด ตลอดเส้นทาง Everest Marathon ที่ผสานการบรรยายอารมณ์ ความรู้สึกของคุณพิพัฒน์ ละเอียดอ่อน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “นี่คือหนึ่งเส้นทางในฝันที่สามารถทำตามฝันจนสำเร็จ” โดยสามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/kinyupen.co/posts/440168119894489



kinyupen_adminJune 7, 2019

 

หลายท่านอาจรู้จักแล้วว่า Naplab คือ Co- Working Space แนวใหม่ที่กำลังมาแรง ด้วยจุดเด่นตามคำนิยามของผู้ก่อตั้งว่าเป็น “สถานที่ทำงานสุดผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน” แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมาะกับทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงาน งีบหลับพักผ่อน วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพามาทำความรู้จัก Naplab ในอีกแง่มุมให้มากขึ้น ผ่านการบอกเล่าของคุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ คุณณัฐ ผู้จัดการ Naplab สาขาวังหลัง ซึ่งเป็นอีกคนที่คลุกคลีกับ Naplab มาตั้งแต่สาขาแรกที่จุฬา………

“เชื่อไหมว่า เคยมีน้องๆ นักเรียนมาใช้บริการพักอยู่ที่นี่เป็นเดือนเลย ในช่วงสอบ GAT PAT โดยเรามี Facilities ให้หมด ยกเว้นเรื่องเสื้อผ้าที่น้องเค้าเอาไปซักข้างนอก เรามีห้องอาบน้ำ น้องสามารถซื้อของเข้ามาทานได้ มีกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย มีพื้นที่ทำงาน อ่านหนังสือ นั่งเล่น นั่งคุย นั่งถาม มี wifi ให้ตลอด”  คุณณัฐ เปิดบทสนทนาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนขยายความถึงตัวตน Naplab

 

เน้นขาย “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น”

จุดเริ่มต้น Naplab เกิดจากแนวคิดของคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ Naplab ที่อยากให้มีสถานที่ทำงานเสมือน “ทำงานบ้านเพื่อน” ที่สามารถอยู่ได้แบบ 24 ชั่วโมง หิวข้าว หิวน้ำก็นำมาทานได้ทุกเมื่อ นำมาสู่ Co Working Space แนวใหม่ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน

นอกจากจุดเด่นด้านดีไซน์ที่รีแล็กซ์ และเติมฟังค์ชั่นต่างๆ ให้ใช้งาน พักผ่อน เล่น หรือ จับกลุ่มทำงานครบครันแล้ว อีกจุดขายสำคัญ คือ “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น” เพราะทีมบริหารมองว่าถ้ามีกฎ หรือ ข้อห้ามมากเกินไปอาจกระทบต่อความสะดวกสบายและความรู้สึกของผู้ใช้งาน อาจทำให้คิดงานไม่ออก เข้ามาแล้วเครียด

ดังนั้นจึงผสานระหว่างความคล้ายห้องสมุด แต่ฉีกกฎเพื่อแก้ปัญหาจากข้อจำกัดของสถานที่โดยปรับใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปมากขึ้น เพราะทีมบริการเข้าใจดีพฤติกรรมมนุษย์ว่าการทำงาน ต้องมีการพักผ่อน ทานอาหาร หรือ ผ่อนคลายรวมอยู่บ้าง แต่กิจกรรมนั้นต้องไม่รบกวน ละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วย

“ที่นี่เราอยากให้สบายๆ เป็นกันเอง อย่างคนไหนที่มาประจำเราก็จะคุยเล่น บางคนกลายเป็นเพื่อนกันไปเลย จุดแข็งของเราคือ เรามีฐานคนที่รู้จักเรา ที่รู้จักตัว Naplab”

 

2 สาขา 1 คอนเซ็ปต์ แต่ต่างกลุ่มลูกค้า

ปัจจุบัน Naplab มีทั้งสิ้น 2 สาขา โดยสาขาแรก ตั้งอยู่ที่จุฬาซอย 6 มีการตอบรับค่อนข้างดี ทำให้เห็นว่ายังมีผู้คนที่คิดเหมือน Naplab ว่าควรมีพื้นที่ลักษณะนี้สำหรับการทำงาน จึงเป็นที่มาของการขยายสู่สาขาล่าสุดคือ สาขาวังหลัง ตั้งอยู่ชั้น 4 อาคารท่าวังหลัง โดย 2 สาขาจะมีคอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ เน้นขายความสบายเป็นกันเองและมีอิสระ แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ กลุ่มลูกค้า

“การทำธุรกิจของ Naplab เราเน้นที่ User experience เขาเสียค่าใช้จ่ายมาแล้ว เขาไม่ได้ซื้อแค่พื้นที่อย่างเดียว เขาซื้อความรู้สึกด้วย ความรู้สึกในการมานั่งทำงาน ความรู้สึกในการมาเจอเพื่อน มันมี experience บางอย่างที่มันไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่าง บรรยากาศ มันเป็นการเริ่มต้นบนจุดที่เหมือนกัน คือ คอนเซ็ปต์สบายๆ เป็นกันเอง” คุณณัฐ ขยายความพร้อมเล่าต่อว่า

ในส่วนสาขาจุฬา ช่วงเริ่มแรกคาดว่าผู้เข้ามาใช้หลักน่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนวัยทำงาน แต่ปรากฏว่า Naplab กลับถูกใจของน้องๆ มัธยมด้วยเพราะว่าเปิด 24 ชั่วโมงและมีระบบความปลอดภัยที่ดี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและวางใจ

ขณะที่สาขาวังหลัง แม้ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน แต่ก่อนลงมือทำก็ได้เข้าไปพูดคุยกับเป้าหมายหลัก ได้แก่ แพทย์ นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ เจาะถึงสิ่งที่อยากได้ หรือ อยากให้เป็น เพื่อตอบโจทย์ตรงความต้องการคนกลุ่มนี้ ทำให้พบว่ากลุ่มนี้จะค่อนข้างจริงจังกับการอ่านหนังสือ สาขานี้จึงมีความแตกต่างของบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึมและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าสาขาแรก แต่ยังอยู่ในคอนเซ็ปต์เดียวกัน

 

ใส่ใจทุกความคิดเห็นลูกค้า

การที่ Naplab เติบโตมาถึงปัจจุบัน คุณณัฐบอกว่าส่วนหนึ่งต้องขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ทั้งที่เข้ามาใช้บริการและร่วมแสดงความคิดเห็น โดยทีมบริหารจะให้ความสำคัญมากกับทุกความเห็น เพราะทั้งหมดนี้คือ Customer experience ที่ต้องนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์สูงสุด และสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ลูกค้า

“เมมเบอร์ของเราบางคน มานั่งมาคุยกับเราบ่อย จนลูกค้าเข้าไปสอบถามเพราะคิดว่า เมมเบอร์คนนั้นเป็น สตาฟของเราก็มี ซึ่งมีอะไรตลกๆ แบบนั้นอยู่ จนรู้สึกว่านี่คือความน่ารัก ที่เราจะรักษา Strength ตรงนี้ของเราไว้ โดยไม่อยากคิดว่าใครเป็นคู่แข่ง เราจะเน้นการมองตัวเราเอง และ คนที่รักเรา ลูกค้าเราเป็นหลัก” ผู้จัดการหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับผู้สนใจเข้าใช้บริการ สามารถไปใช้บริการได้ที่ NapLap สาขาจุฬาฯ ซอย 6 และสาขาวังหลัง ใกล้ที่ไหน สะดวกที่ไหน แวะเข้าไปใช้บริการกันได้ ส่วนอัตราค่าบริการจะมีราคาแตกต่างกันไป มีทั้งราคาสำหรับบุคคลทั่วไปและราคาสำหรับนักเรียน-นักศึกษา เมื่อถึงที่ Naplab ให้ติดต่อชำระเงินที่บริเวณเคาวเตอร์ จากนั้นจะได้สลิปผ่านประตู เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศสถานที่ทำงาน Co-working space สุดแนวที่คุณจะต้องมีความสุขและประทับใจอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 


_ป๋าเปรม-กับ-10-ข้อคิดดี-ๆ-ที่ฝากให้-ปชช.-นำไปปรับใช้ในชีวิตจริง_web.jpg

kinyupen_adminMay 27, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 10 ข้อคิดดี ๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้ฝากไว้ให้กับประชาชนคนไทย เพื่อเตือนสติคนไทยและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

นับเป็นข่าวเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง สำหรับการสูญเสียบุคคลสำคัญของประเทศอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ เนื่องจากระบบหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 เวลา 09:09 น. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

ตลอดช่วงชีวิตของ พล.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ฯลฯ ล.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ทำคุณประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก พร้อมกับให้ข้อคิดหรือคติเตือนใจต่าง ๆ กับประชาชนทุกคนให้ใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการทำความดี การให้ การรู้จักความเสียสละ และตอบแทนคุณแผ่นดิน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 10 ข้อคิดดี ๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้ฝากไว้ให้กับประชาชนคนไทย เพื่อเตือนสติคนไทยและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

1. ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดี ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องรู้จักการ ปิดทองหลังพระ ต้องรู้ว่า ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง คือสิ่งที่คนในชาติต้องการ ต้องรู้จักการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

2. คนไม่ดี ประกอบอาชีพไม่สุจริต ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถ้าเขาสำนึกได้ และเลิกเสีย แล้วหันมาประกอบอาชีพสุจริต จะเป็นการตอบแทนบุญคุณที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง

3. รัฐบาลที่ดีจะใช้การปกครองที่ดี เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความสุขในแผ่นดิน

4. การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน คือ การประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นสถาบันที่ดี เป็นองค์กรที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี มุ่งกระทำแต่ความดีเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน

5. ผมมีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า “การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อสร้างถิ่นไทยให้ใสสะอาดให้สัมฤทธิ์ผลนั้นต้องเข้าใจและกระทำหลายอย่าง เพราะการจะทำถิ่นไทยให้สะอาด มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่ผมพูดหมายถึงว่า ต้องมีการปฏิบัติพร้อมกันทั้งกายและทั้งใจ”

6. ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลไปอย่างไร วิชาการจะสูงส่งเพียงใดนั้น คนคือพวกเรายังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยใสสะอาด หรือไม่ใสสะอาด

7. สิ่งที่ผมถือปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือ “อย่าทำให้สิ่งที่ไม่อยากทำ อย่าบังคับฝืนใจตัวเองในสิ่งที่เราไม่อยากไป ไม่ต้องอธิบายเหตุผล ใจคอไม่สบายไม่ต้องฝืนใจทำ”

8. คนเราจะอายุยืนต้องรู้จักคำว่า พอ พอในที่นี้คือ พองาม พอควร พอกิน พอใช้ พอใจ สิ่งเหล่านี้ถ้าเรามีก็น่าจะทำให้เราอายุยืน

9. จิตวิญญาณเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยจรรโลง เชิดชู ความเป็นคนไทย คนไทยจะแก้ปัญหาใหญ่น้อยทั้งหลาย ไม่ว่าปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ได้ง่าย สะดวก และหวังผลสำเร็จได้จริง

10. คนอารมณ์ดีจะต้องรู้จักคำว่า รัก รักตัวเอง รักผู้อื่น รักบิดา มารดา รักผู้มีพระคุณ รู้จักทดแทนบิดามารดาผู้มีพระคุณก็จะทำให้เราอารมณ์ดี มีความนึกคิดที่ดี

ถึงแม้ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะไม่อยู่แล้ว แต่ท่านยังได้ทิ้งคุณงามความดี รวมถึงข้อคิดเตือนใจเอาไว้ เพื่อให้บรรพชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และศึกษา รวมถึงนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ในอนาคต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-14-อีกครั้ง-ของ-ดรศุภวุฒิ-สายเชื้อ_web.jpg

kinyupen_adminMay 2, 2019

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราก็จะค่อย ๆ ร่วงโรย มีริ้วรอยหรือเหี่ยวย่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เรากำลังค่อย ๆ คืบคลานเข้าสู่ “ความแก่” เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนไม่อยากเผชิญกับสิ่ง ๆ นี้เท่าไหร่นัก จึงพยายามแสวงหาวิธีต่าง ๆ ที่จะทำให้ตัวเองยังคงอ่อนเยาวกว่าวัย

ปัจจุบัน เราจะเห็นคนในวงการบันเทิงหลายคนที่แม้อายุจะเข้าสู่เลข 4 เลข 5 แล้ว แต่ใบหน้าของเขายังคงดูเด็กอยู่เสมอ ราวกับอายุเลข 2 เลข 3 หมาด ๆ อย่างเช่น มอส ปฏิภาณ , ก้อง สหรัฐ , อั้ม พัชราภา , ป๊อก ปิยธิดา , แคทรียา อิงลิช , เบิร์ด ธงไชย ฯลฯ ที่ไม่ว่าจะผ่านมานานหลายปี แต่กาลเวลาก็ไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้เลย

แต่เชื่อไหมว่า ในอนาคตมนุษย์เราอาจไม่ต้องกังวลกับริ้วรอยของความแก่ชรากันอีกต่อไป ซึ่งวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้ขอนำบทความน่าสนใจของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในวัย 62 ปี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแถวหน้าของไทย ที่ให้สัมภาษณ์คอลัมน์ “จุดประกาย” เรื่อง “ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว” มาฝากกัน โดย ดร.ศุภวุฒิ บอกว่า เป็นไปได้ที่คนเราจะไม่เจ็บ ไม่แก่ เพราะมีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นสามารถนำมาใช้ได้กับคนทั่วไป

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นทำงานหนัก ไม่สนใจสุขภาพ ทำให้สุขภาพไม่ดี จึงไปพบคุณหมอและตรวจดีเอ็นเอพบว่า ในอนาคตมีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน ตั้งแต่นั้นมาจึงเริ่มใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ค่อย ๆ เริ่มศึกษาข้อมูลด้านสุขภาพ พยายามหางานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพที่สามารถเชื่อถือได้ ตอนนั้นหมอแนะนำว่าให้งดอาหารเย็น เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลและไขมันให้หมด จนตอนนี้น้ำหนักลดลง 12 กิโลกรัม

จากงานวิจัยของคุณหมอ Ohsumi ที่ได้รางวัลโนเบล เรื่อง การทำความสะอาดบำรุงรักษาเซลล์ในร่างกาย ระบุว่า การอดอาหารเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการกระตุ้นให้เซลล์ไม่แก่ ทำให้เซลล์ดีและสุขภาพดีด้วย และอีกวิธีคือการออกกำลังกาย การวิ่ง ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ฉะนั้นเซลล์คนเรา ถ้าถูกกดดันบ้าง ด้วยการอดอาหารหรือวิ่ง ร่างกายจะแข็งแรง แนวคิดนี้เป็นการรักษาตัวเองในระดับเซลล์ไม่ให้ป่วยด้านใดเลย เพราะตนไม่อยากป่วยเป็นโรคต่าง ๆ จึงต้องทำเซลล์ให้หนุ่มสาว และเมื่อวันหนึ่งร่างกายของเราเดินทางมาถึงช่วงวัยแห่งความแก่แล้ว จะต้องทำชีวิตไม่แก่ ไม่เจ็บ ให้มีแค่เกิดและตายเท่านั้น ฟังดูอาจจะเป็นสิ่งท้าทาย แต่เพื่อผลประโยชน์ของเราเองทั้งนั้น

นอกจากนี้ งานวิจัยของ Dr.Leonard Guerante (MIT) และ Dr.David Sinclair (มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด) พบว่า ถ้าจะทำให้เซลล์ไม่แก่ จะต้องดูแลร่างกาย เวลาที่ออกกำลังกายและอดอาหาร จะกระตุ้นเซลล์ไม่ให้แก่ ไม่ป่วยสักโรค ขณะเดียวกัน ยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ทำให้เซลล์กลับมาหนุ่มสาวอีกมากมาย อาทิ ยารักษาโรคเบาหวาน Metformin ที่รับประทานไปแล้วมีผลข้างเคียงทำให้อายุยืนและแข็งแรง และ Target of Rapamycin หรือยาที่ช่วยให้คนที่ปลูกถ่ายอวัยวะร่างกายไม่ปฎิเสธ ช่วยกดภูมิต้านทานให้ยอมรับ มีผลข้างเคียงทำให้อายุยืน มีการทดลองกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่สบายเป็นโรคหัวใจ ทำให้ฟื้นตัวและอายุยืน

เรื่องนี้ไม่ใช่ความฝัน แต่เรื่องนี้เป็นความจริง เพราะหลังจากที่ได้ออกกำลังกายและงดอาหารมาได้ 6 ปี ทำให้ตอนนี้สุขภาพดีขึ้น เดินทางไปไหนก็ได้ ไม่เจ็บปวดร่างกายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ทำให้ร่างกายดูเยาว์วัย จะเห็นเลยว่าการทำให้ร่างกายดูดีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้าตั้งใจจากใจจริง ยังไงคุณก็ทำได้อย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก คอลัมน์ จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ