ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนทำงานเพื่อแสวงหาเงินทองทรัพย์สิน บ้างเพื่อปากท้อง บ้างเพื่อแต่งเติมซื้อหาความสุข ซึ่งอาจต้องแลกมากับความเหนื่อยล้าในสิ่งที่ทำอยู่เพราะไม่ใช่สิ่งที่รัก ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากได้ทำสิ่งที่รักและสามารถเลี้ยงปากท้องดูแลครอบครัวไปได้พร้อมกัน
ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปพบกับ “คุณลุงจันทร์ นานุ” โชเฟอร์สามล้อเครื่อง (รถตุ๊กตุ๊ก) เมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มองเห็นช่องทางและโอกาสจากอาชีพบริการที่ตนเองรัก จนนำมาสู่การพัฒนาบริการเสริมซึ่งช่วยสร้างรายได้และความสุขใจไปพร้อมกัน
ตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวคันแรกแห่งเมืองสามหมอก
ลุงจันทร์ โชเฟอร์หนุ่มใหญ่ใจดี พื้นเพดั้งเดิมเป็นชาวลำพูน ได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2533 เริ่มจากขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก่อนหันมาขับรถตุ๊กตุ๊กตั้งแต่ปี 2554 โดยบริการรับส่งในตัวเมืองเหมือนรถตุ๊กตุ๊กรับจ้างทั่วไป
แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนได้รับการโปรโมทและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่รักงานบริการ ชอบพบปะพูดคุยและเดินทางไปในที่ต่างๆ ลุงจันทร์เริ่มเห็นช่องทางที่จะต่อยอดและคว้าโอกาสเพิ่มรายได้จากตรงนี้ จึงลงทุนติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้รถตุ๊กตุ๊กคันนี้สามารถวิ่งขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือ ไปในที่ไกลๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการทางเลือกใหม่แก่นักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ให้บริการรถตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวรายแรกของแม่ฮ่องสอน”
รูปแบบบริการ จะมีทั้งแบบเหมาท่องเที่ยวเฉพาะจุด หรือ จัดทริปท่องเที่ยวแบบ 1 วัน 2 วัน หรือ ตามแต่นักท่องเที่ยวต้องการ ไม่ว่าจะเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สโลว์ไลฟ์เก๋ไก๋ ไหว้พระ รับลมชมธรรมชาติ ท่องภูเขา เที่ยวน้ำตก แช่น้ำพุร้อน ลุงจันทร์การันตีว่ารถตุ๊กตุ๊กคันนี้พร้อมพาไปได้หมดทุกที่ที่มีทาง
“ผมรักอาชีพนี้ รักอาชีพบริการ ถ้าใครอยากไปไหนก็ตามใจทุกอย่าง ไม่จำกัดเวลา” ลุงจันทร์กล่าว พร้อมเล่าต่อว่า แต่ละทริปลุงจันทร์จะนำสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและได้รับความนิยม อาทิ พระธาตุดอยกองมู สะพานซูตองเป้ หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว น้ำตกผาเสื่อ ภูโคลน ถ้ำปลา ปางตอง ปางอุ๋ง ฯลฯ มาปรับใช้ในเส้นทางให้เหมาะกับโจทย์ลูกค้าแต่ละรายตามที่ตกลงกัน พร้อมบริการให้คำแนะนำ เกร็ดน่ารู้ ภาษาถิ่น เสมือนไกด์ประจำตัวตลอดการเดินทาง และ “ความปลอดภัย” คืออีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงเตรียมพร้อมทั้งคนและรถ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
ถ้าตั้งใจและใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัด
นับจากที่เริ่มให้บริการนักท่องเที่ยวทริปแรกจนถึงปัจจุบันซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 ลุงจันทร์บอกว่า ไม่คิดจะมีคนสนใจใช้บริการ หรือ มีคนรู้จักมากเหมือนทุกวันนี้ โดยลูกค้าช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อปากต่อปาก ต่อมาเมื่อมีลูกค้านำบริการของลุงจันทร์ไปโพสต์ในเว็บไซต์ pantip ก็ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าสนใจสอบถามและติดต่อจองคิวต่อเนื่องเป็นระยะ แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้บริการแต่ได้เคยอ่านเรื่องราวเคยเห็นรูปลุง เมื่อมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนแล้วเจอกันระหว่างทางก็แวะเข้ามาทักทาย เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุงจันทร์ดีใจและบอกว่าเป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง หรือกำลังใจที่ดีสำหรับคนในอาชีพบริการ
ส่วนกรณีลูกค้าต่างชาติ แม้ลุงจันทร์จะอ่านอังกฤษไม่ออก ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดหรือปัญหา เพราะอาศัยความตั้งใจ และใส่ใจด้วยวิธีครูพักลักจำ โดยจะฟังและจดใส่สมุดเป็นภาษาไทย ว่าคำไหนแปลว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร สำคัญอย่างไร แล้วนำมาท่องให้ขึ้นใจเพื่อใช้พูดคุยกับลูกค้า
ทั้งหมดนี้ทำให้แต่ละปี ลุงจันทร์มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาจองคิวใช้บริการท่องเที่ยว เฉลี่ย 50-60 ทริปต่อปี ซึ่งช่วยทำให้ลุงมีรายได้ที่ดีขึ้นตามมา ส่วนวันที่ไม่มีคิวจองก็วิ่งรับจ้างทั่วไปในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตามปกติ และในปี 2561 นี้จากยอดจองก็มีแนวโน้มว่าจะมีลูกค้ามากกว่าทุกปี ซึ่งลุงจันทร์ขอฝากคำขอบคุณลูกค้าทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย
“ผมรักอาชีพนี้ รักมันก็เลยทำมาถึงทุกวันนี้ และ อยากฝากถึงทุกคนว่า คนเราถ้าชอบอะไร ตั้งใจทำ มันจะทำเป็นไปเองและมีผลสำเร็จ” ลุงจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย
“เจ้าสัววิชัย” ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของคิงเพาเวอร์ กับแนวคิดการใช้ชีวิตแบบใจๆ ที่ทำให้การทำงานและชีวิตส่วนตัวมีความสุข แถมยังได้ใจใครหลายๆ คนอีกด้วย
ถือเป็นข่าวเศร้าของวงการฟุตบอลอังกฤษและเมืองไทย หลังจากที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานข่าวอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของ “เจ้าสัววิชัย” หรือ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของคิงเพาเวอร์ ตกบริเวณลานจอดรถของสนามคิงเพาเวอร์สเตเดี้ยม กระทั่งเกิดไฟลุกท่วมอย่างหนัก เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัว คนรอบข้าง รวมไปถึงผู้ที่ได้เคยร่วมงานกับ “เจ้าสัววิชัย” เป็นอย่างมาก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า “เจ้าสัววิชัย” เป็นคนดี มีความเป็นกันเองกับคนรอบข้าง ด้วยความอัธยาศัยดีของ “เจ้าสัววิชัย” จึงทำให้ได้ใจใครหลายๆ คนอย่างมาก
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 เจ้าสัววิชัยเข้ามาบริหารงานกลุ่มคิงส์พาวเวอร์ในตำแหน่งประธานกรรมการกลุ่มคิงส์พาวเวอร์ พร้อมกับพาทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลปี 2015-2016 นอกจากนี้ นิตยสารฟอร์บส์ได้มีการจัดอันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด โดย “เจ้าสัววิชัย” ติดหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด มีทรัพย์สินรวม 4,700 ล้านดอลลาร์ (155,000 ล้านบาท)
ตลอดช่วงชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” จะเห็นได้ว่า เขามีวิธีการบริหารงานทั้งในส่วนของคิงส์พาวเวอร์และสโมรสรเลสเตอร์ซิตี้จนประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก รวมถึงความอัธยาศัยดีของเขา ที่ครองใจใครหลายๆ คนเป็นอย่างมาก เขามีแนวคิดการใช้ชีวิตหลากหลายที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอรวบรวมแนวคิดดีๆ มาถ่ายทอดให้ได้ทราบ
“เจ้าสัววิชัย” เลือกใช้ “ความสุข” เป็นตัวขับเคลื่อนในการใช้ชีวิต ถ้าจะทำอะไรต้องทำแล้วมีความสุขทุกครั้งที่ได้ลงมือทำ ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขอย่าทำ โดยปกติแล้วหากอะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็จะทุ่มสุดตัว ทุ่มเต็มที่ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน จะต้องเสียเงินมากเท่าไหร่ หากมันคือความสุขแล้วไม่เดือดร้อนใคร ก็ลงมือทำอย่างเต็มกำลัง
“โอกาส” ไม่ได้แวะเวียนเข้ามาในชีวิตเราบ่อยๆ ดังนั้น เมื่อ “โอกาส” เข้ามาหาเรา เราต้องรีบคิด รีบตัดสินใจ และรีบคว้ามันเอาไว้ “เจ้าสัววิชัย” เคยให้คนติดต่อเอเจนซี่ให้ซื้อคิวในการซื้อเครื่องบินเจ็ทรุ่นใหม่ เพราะตนไม่อยากเสียเวลารอคิวเครื่องบินนานหลายปี ในที่สุดก็มีคนขายคิวให้กับ “เจ้าสัววิชัย” ในที่สุด
มิตรภาพของคนเราจะอยู่ได้ยืนยาว ก็เพราะเรามีการเปิดใจ ใจกว้าง รับความคำพูดของคนอื่น จะว่าไปการเปิดใจรับฟัง “คำพูด” ของคนอื่น โดยเฉพาะความคิดเห็น คำติชม จะทำให้เราได้เห็นมุมมองอีกมุมมองที่แตกต่างจากเรา ทำให้เราได้รับรู้ว่าอีกแง่มุมหนึ่งเป็นอย่างไร
ภาระต่างๆ นาๆ เมื่อมันเข้ามาหาเรา เราต้อง “อดทน” และฝ่าฟันมันให้ได้ “เจ้าสัววิชัย” และคนที่เคยอยู่กับเขาเคยฝ่าวิกฤตหลายอย่างมาด้วยกัน ซึ่งทุกคนใช้ความอดทนเพื่อฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้ และไม่ว่าอุปสรรคจะหนักแค่ไหน ด้วยความที่ “เจ้าสัววิชัย” เป็นคนที่สู้ อดทน ตรงไปตรงมา ให้ใจ จนทำให้เกิดความเชื่อมั่นขึ้น ทำให้ทุกคนพร้อมยืนอยู่เคียงข้างต่อสู้อดทนไปกับ “เจ้าสัววิชัย” มาโดยตลอด
การเป็นผู้นำที่ดี ไม่ใช้แค่บริหารงานให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ในส่วนของบุคลากรในองค์กรนั้นเราก็จะต้องใส่ใจและดูแลอย่างดีเช่นกัน ทำสิ่งดีๆ เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม ดังเช่น “เจ้าสัววิชัย” ที่ดูแลและใส่ใจคนรอบข้างและพนักงานทุกคน ใส่ใจถึงขนาดที่ว่าแต่ละคนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ครอบครัวกินดีอยู่ดีหรือไม่ มีอะไรที่ขาดเหลือ ตรงไหนที่เป็นส่วนที่ขาด เขาก็จะเข้ามาเติมเต็มใส่วนนั้นให้ เพราะ “เจ้าสัววิชัย” เชื่อว่า การทำสิ่งนี้ให้กับพนักงานของเขา จะทำให้พนักงานมีความสุขจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะพนักงานคนนั้นๆ จะทำงานให้กับเราด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างแน่นอน
แนวคิดการใช้ชีวิตที่กล่าวมานั้น เป็นแนวคิดการทำงานและใช้ชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” นับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่ทุกๆ คน ควรนำไปเป็นแบบอย่างและปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เราเห็นแล้วว่าแนวคิดการใช้ชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” นั้น พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใจคนรอบข้างอย่างมาก ลองดูว่าถ้าคุณสามารถทำได้ คุณเองก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิตแบบเช่น “เจ้าสัววิชัย” นั่นเอง
ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต
การใช้ชีวิตของคน “หัวโบราณ” และ “หัวสมัยใหม่” ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ภายใต้เหตุผลต่างๆ ของตน ที่มั่นใจว่าของฉันถูกแน่นอน สุดท้าย เราจะปรับจูนให้คนทั้ง 2 ประเภทสามารถเข้ากันได้อย่างไร?
“เพราะผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” นี่เป็นคำพูดหรือประโยคที่คุ้นหูของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ซึ่งอยู่ในยุค Gen B หรือ Baby Boomer ที่ยึดติดกับความเชื่อในสมัยก่อน แสดงออกถึงความหัวโบราณอย่างมาก จนทำให้คนรุ่นเราๆ ที่อยู่ในยุค Gen X , Gen Z , Gen Y ถึงกับต้องส่ายหัวและบ่นเลยว่า “วัยรุ่นเซ็ง!” จนบางครั้งก็อยากจะถามกลับไปเหมือนกันว่า “น้ำร้อนที่อาบเนี่ย แน่ใจเหรอว่ามันสะอาด?” ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้ชีวิตของคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่เริ่มปรับจูนกันลำบากเสียแล้ว เหมือนเข็มทิศที่กำลังหลงทางกันทั้งคู่ ฟากนึงไปทิศเหนือ อีกฟากไปทิศใต้ คำถามคือ “แล้วเราจะปรับจูนให้เข้ากันได้อย่างไร?” วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเรื่องราวดีๆ มาแชร์กัน
ล่าสุด โฆษณาของ “ไทยประกันชีวิต” ซึ่งเราพอจะรู้จักกันดี เมื่อพูดถึงโฆษณาของแบรนด์ดังกล่าวที่เรียกได้ว่าเป็นไวรัลแทบทุกคลิปที่มีการเผยแพร่คอนเทนท์ผ่านทางสื่อโทรทัศน์รวมไปถึงสื่อออนไลน์ เป็นคอนเทนท์ที่สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมาก อย่างโฆษณาตัวล่าสุดที่บ่งบอกถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตของคน 2 คน ซึ่งเป็นแม่และลูก ที่มีลักษณะความคิดและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งซึ่งเป็นแม่มีหัวคิดเป็นแบบผู้ใหญ่ ออกแนวหัวโบราณ ยึดติดกับสิ่งดั้งเดิม ซ้ำซากมาโดยตลอด ส่วนอีกคนเป็นลูก มีลักษณะการใช้ชีวิตที่ต่างจากผู้เป็นแม่โดยสิ้นเชิง เป็นคนหัวสมัยใหม่ มีความรู้และชำนาญด้านเทคโนโลยีอย่างมาก
โฆษณาชิ้นนี้สะท้อนถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของคน 2 ประเภทอย่างมาก ได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตของคนในยุคหัวโบราณว่าเขามีแนวความคิดอย่างไร มีเหตุผลอย่างไรในการใช้ชีวิตแบบนั้น ขณะเดียวกันคนหัวสมัยใหม่เขาก็มีเหตุผลและความคิดของเชาเช่นกันว่า มีแนวคิดและเหตุผลอย่างไรในการใช้ชีวิต จริงๆ แล้วคนทั้ง 2 ประเภท ต้องมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ปัจจุบันด้วยหรือไม่ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างง่ายดายขึ้น




การใช้ชีวิตของคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่ ขอยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ คนหัวโบราณอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่เราเนี่ยก็จะยังยึดติดกับโทรศัพท์มือถือแบบที่มีปุ่มกด สามารถโทรออกรับสายได้เพียงอย่าง (คนหัวโบราณบางบ้านนี่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ใช้เพียงแค่โทรศัพท์บ้านอย่างเดียวก็มีนะ) ขณะที่คนหัวสมัยใหม่ การเลือกใช้โทรศัพท์มือถือของเขาจะไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถืออย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นสมาร์ทโฟน ที่มีคุณสมบัติมากกว่าการโทรออกและรับสายเท่านั้น แต่ยังมีฟังก์ชั่นที่สามารถถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอ เล่นอินเทอร์เน็ต ใช้แอปพลิเคชัน โทรหาเพื่อนโดยใช้วีดิโอคอลซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ฯลฯ เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติเหนือชั้นยิ่งกว่าโทรศัพท์มือถือดั้งเดิมเสียอีก สาเหตุนี้ ผู้ใหญ่บางท่านก็เลือกที่จะปรับตัวและเปิดรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะเชื่อว่าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกของเขาได้อย่างมาก
สำหรับคนสมัยใหม่โดยเฉพาะวัยลูกๆ หลานๆ ที่ไม่ค่อยปลื้มพฤติกรรม “หัวโบราณ” ของคนสมัยเก่าอย่างพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราเองเนี่ย ลองเปิดใจดูท่านเป็นตัวอย่าง แล้วจินตนาการตามว่า หากวันหนึ่งฉันต้องแก่เหมือนท่าน ฉันต้องแก่แบบไหนดี แก่แบบที่วัยรุ่นเซ็งหรือจะแก่แบบเก๋า ทันสมัย ขวัญใจเด็กๆ คนรุ่นใหม่
การเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างคนทั้ง 2 ประเภท ทั้งคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนทั้ง 2 ประเภทจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข คนรุ่นใหม่ก็จะได้เรียนรู้ว่าคนสมัยก่อนนั้นเขาใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากยากเข็ญอย่างไรในยุคที่ไร้เทคโนโลยี มีตรงไหนเป็นข้อดีที่สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันนี้ได้ ในทางกลับกัน คนรุ่นเราก็จะได้เรียนรู้ว่าคนสมัยใหม่เขามีการใช้ชีวิตอย่างไรให้น่าสนใจ แล้วเราจะสามารถเข้าไปใช้ชีวิตในยุคสมัยใหม่ได้อย่างไรบ้าง ลองมองเป็นเรื่องที่น่าสนุก น่าค้นหา น่าติดตาม แล้วคุณจะใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข
ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต
หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวคิดที่สอนให้พสกนิกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักถึงความประหยัดมากขึ้น
เชื่อว่าพสกนิกรไทยหลายๆ คน บางคนยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ดีพอ บางส่วนเข้าใจกันไปผิดเพี้ยนว่าเป็นการประหยัด ต้องอด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่แท้จริง ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาถ่ายทอดให้ได้ทราบกันอีกครั้ง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 โดยทรงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า
“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาเกี่ยวกับแนวทางการดำรงชีวิตและปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม รัฐ ตลอดจนประเทศชาติ ทั้งการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 คนไทยได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างมาก บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการลง พนักงานบริษัทต้องกลายเป็นผู้ว่างงานกันหลายคน ด้วยเหตุนี้ หลักปรัชญาความพอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิต จึงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักปรัชญาดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองและสามารถดำเนินชีวิตได้ รวมถึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยควรพึงกระทำ
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายถึงคุณสมบัติได้ 3 ประการ ประกอบด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก
“พอประมาณ” หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
“มีเหตุผล” หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำอย่างรอบคอบ
“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีเงื่อนไขสมทบอยู่ 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม
“เงื่อนไขความรู้” หมายถึง การเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ขณะเดียวกันจะต้องมีความรอบคอบในการนำความรู้มาพิจารณาเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการวางแผนและระมัดระวังตัว
“เงื่อนไขคุณธรรม” หมายถึง ความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน อดกลั้น ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต และดำเนินชีวิตอย่างมีสติอยู่เสมอ
“… พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง …” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540)
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของการใช้ชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างหยัดนั้น จะอธิบายได้ว่า
“พอประมาณ” หมายถึง การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ไม่ควรอดอออมเกินความจำเป็น หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ก็ขอให้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล
“มีเหตุผล” หมายถึง การใช้จ่ายเงินจะต้องมีเหตุผลรองรับกับรายจ่ายนั้นๆ อาทิ จะซื้อนาฬิกาสัก 1 เรือน ก็ต้องมีเหตุผลว่า จะซื้อเพื่ออะไร มีความจำเป็นหรือไม่ และถ้าต้องซื้อจริงๆ ควรซื้อในราคาที่แพงหรือหรูหราหรือไม่
“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง ไม่ประมาทกับการใช้จ่ายเงิน มีสติทุกครั้งในการใช้จ่าย หากเป็นไปด้วยเราควรมีแผนในการใช้จ่ายเงินหรือรู้จักอดออม เผื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินในยามจำเป็น
ส่วน 2 เงื่อนไข หมายถึง การมีความรู้และมีคุณธรรม ถ้าอธิบายในด้านของการประหยัดออดออมก็คือการมีความรู้ในเรื่องที่ลงทุนอย่างดีพอ มีความรู้ในการหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีพร้อมด้วยคุณธรรม ไม่ทุจริต และไม่เอาเปรียบผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนทุกๆ สาขาอาชีพเลยก็ว่าได้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนทำได้ จะทำให้สถานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแข็งแรงอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน
ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างมีความสุข
เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงของบั้นปลายชีวิต ก็มักจะมีเรื่องราวต่างๆ มาให้เราคิดมากต่างๆ นาๆ ช่องว่างระหว่างวัยก็จะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนที่มีอายุมากอย่างตัวคุณเอง เพราะจะต้องนั่งกัลวลว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง , จะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ และโรคอันตราย
โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” ระหว่างการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ” โดยระบุว่า จะมีสักกี่คนที่อายุมากขึ้นแล้ว แล้วจะมีสุขภาพจิตดี เบิกบานทั้งกายใจ อย่างตนเองก็มีอายุมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังคงอุทิศตัวเองในการทำงานมาโดยตลอด จะหยิบจะจับจะขยับไปไหนก็ยังกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไวตามปกติ ซึ่งเคล็ดลับการใช้ชีวิตของตนไม่ได้มีอะไรที่ดูยากมาก 13 เคล็ดลับการใช้ชีวิต ประกอบด้วย
1. อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง
ส่วนตัวของ ดร.สุเมธ ทุกครั้งที่มีจังหวะได้พักผ่อนเว้นวรรคชีวิตนานๆ จึงมักถือโอกาสเอาจิตไปพักด้วยการบวช ครั้งล่าสุด บวชตอนอายุ 65 ปี เป็นพระสายวัดป่าอยู่ที่สกลนคร ซึ่งจริงๆ แล้วหลายคนเมื่อถึงวัยเกษียณอายุ มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทางกายพากายไปเที่ยว ไปพักผ่อน ไปสูดอากาศ ไปรับประทานอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ทั้งที่กายกับจิตนั้นสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน
2. ใช้ชีวิตอย่างมี “สติ”
ไม่ว่าจะเป็นการมีสติในการรับประทานอาหาร แทนที่จะทานตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง แล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ลดน้ำตาล ทำไมเราไม่ลองหันมาลดที่ปากของตัวเอง ด้วยการใช้สติในการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลทุกครั้งในการรับประทาน
3. น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมี “เหตุผล” เป็นเครื่องนำทาง
เหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา ดังนั้น จึงต้องรักษาศีล และมีสติ สมาธิ ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการพิจารณาโดยใช้ปัญญาเป็นที่ตั้ง เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ก็จะเกิดความพอเพียงขึ้น
4. ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยหลัก “ทาน” ของทศพิธราชธรรม
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่ามัวแต่อยู่บ้านเฉยๆ ควรพยายามหาเรื่องช่วยคนอื่นเท่าที่ร่างกายของเราจะทำได้ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น
5. ฝึกระลึกถึง “มรณานุสติ”
ใครๆ ก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความตายเท่าเทียมกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย
6. อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ
ตอนมีชีวิตอยู่จะต้องมีความสง่างามในตัวเอง ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ และเมื่อถึงเวลาตายก็ตายอย่างสงบ อย่าไปกลัวความตาย จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อตายแล้ว เกียรติยศเงินทองสะสมไว้แค่ไหนก็ต้องส่งคืนหมด สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คือ ความเป็นตัวตนของเรา ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน
7. มีความร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น
“ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย
8. อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ
เป็นอีกหลักข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม เพราะเมื่อโกรธแล้ว มักจะเสียหายหากคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเรื่องไร้สาระ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ
9. อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ
เป็นหลักทศพิธราชธรรมที่ต้องรักษาให้มั่น หากอย่างปฏิบัติตามในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักธรรมะที่ต้องมีทั้งสองอย่าง คือ ทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดีแต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี การกระทำของเราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ดีและถูกต้องหรือเปล่า
10. รักษากายและจิต
ผู้สูงอายุต้องรักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ เรื่องจิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส อย่าไปขุ่นมัวโดยที่ไร้ประโยชน์ คำนึงไว้ว่า เวลาอยู่ในโลกนี้สั้นแล้ว ดังนั้น อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ แต่ให้ Enjoy last minute
11. อย่าหยุดทำงาน
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามลงไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งว่า อย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย
12. ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้
อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตอยู่อย่างธรรมดา เรียบๆ ง่ายๆ เพราะจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว ทุกอย่างสูงสุดคืนสู่สามัญ ไม่ต้องเป็นวีไอพีหรอก เพราะจะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว
13. ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต
อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิดทำ ให้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข
เคล็ดลับทั้ง 13 ข้อจาก ดร.สุเมธ นี้ สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าและความสุขในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่รูปแบบการดำเนินชีวิตและหัวใจที่ไม่มีคำว่าเกษียณอายุราชการ
ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : posttoday.com
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของโรงงานแปรรูปอาหารทะเลชื่อดังในญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานกำหนดวันหยุดได้ตามใจชอบ หากรู้สึกว่าไม่อยากมาทำงานในวันนั้น ซึ่งพบว่าพนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การได้หยุดงานของเหล่าพนักงานมนุษย์เงินเดือน อาจจะเป็นความสุขเล็กๆ ของพวกเราในการที่จะได้มีโอกาสไปทำธุระส่วนตัว ไปเที่ยว ฯลฯ ในวันธรรมดา แต่กว่าจะได้หยุดงานทั้งที คุณเองก็ต้องเตรียมเหตุผลต่างๆ มากมายเขียนไปในใบลากิจ เพื่อที่หัวหน้างานของคุณจะอนุมัติวันหยุดให้ ซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น มีบริษัทแห่งหนึ่งประกาศกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับหยุดงานของพนักงานที่นั่น กฎดังกล่าวทำเอาเหล่าบรรดาพนักงานในบริษัทนี้ยิ้มไม่หุบเลยไม่ใช่น้อย
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัท The Papua New Guinea Seafood บริษัทแปรรูปอาหารทะเลชื่อดัง ในนครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มีการประกาศกฎใหม่ของบริษัทที่ต้องบอกว่าเป็นที่ถูกออกถูกใจของพนักงานในบริษัทอย่างมาก ซึ่งกฎหใม่นั้นก็คือ ให้พนักงานในบริษัทกำหนดวันหยุดของตนเองได้ตามใจชอบ และหากรู้สึกว่าวันไหนไม่อยากมาทำงาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ก็สามารถหยุดงานได้เลยตามอัธยาศัย
ภายหลังจากที่ออกกฎดังกล่าวไปนั้น ก็ทำเอาบรรดาพนักงานในบริษัทดีใจเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้พวกเขามีวันหยุดเพียงแค่สัปดาห์ละ 1 วันเท่านั้น (ทำงาน 6 วัน/สัปดาห์) ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่า การให้พนักงานบริษัทหยุดงานได้ตามใจชอบแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อโรงงานหรือไม่ ซึ่งทางโรงงานก็ออกมายืนยันว่า ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับพบว่ามีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเป็นการลดรายจ่ายของบริษัทลงอีกด้วย
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดสวัสดิการของเจ้าของบริษัทในญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับเหล่าบรรดาพนักงานในโรงงาน ที่ทำให้พนักงานทุกคนมีความสุขกับการทำงานและตัดสินใจที่จะทำงานในบริษัทนี้ไปอีกนานเลยทีเดียว นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : Daily Mail
“ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร” เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว เน้นการฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” นี่เป็นอีกหนึ่งวลีเด็ดที่มีการบอกต่อๆ กันในวงสนทนาสุขภาพ วลีดังกล่าวต้องการสื่อสารให้แต่ละคนดูแลและรักษาสุขภาพของตัวเอง ไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บ เหมือนอย่างเช่น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2531 ที่ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้ถึงแม้ว่าท่านจะอายุเกือบ 100 ปีแล้วก็ตาม แต่สุขภาพร่ายกายของท่าน ณ ตอนนี้ยังสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เลย
ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้บอกว่าถึงเคล็ดลับที่ทำให้ตนมีสุขภาพแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ได้มีโอกาสอ่านหนังสือของคุณหลวงวิจิตรวาทการ ทำให้ตนได้ฝึกเรื่องของสมาธิ ความจำ นอกจากนี้ เมื่อช่วงที่อายุ 69 ปี ตนได้เดินขึ้นเขาที่มีความสูงถึง 120 ขั้นบันได ซึ่งตนไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลย ขณะเดียวกัน อาหารการกินก็เป็นเรื่องสำคัญ ตนมีเคล็ดลับการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งตนจะเลือกทานอาหารอะไรก็ได้ที่ไม่มีกลิ่นเหม็น งดการรับประทานอาหารดิบ รวมไปถึงการงดดื่มสุราหรือมึนเมา แค่นี้ก็ทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงและมีอายุยืนแล้ว
สำหรับศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต, ใกล้รุ่ง, ในดวงใจนิรันดร์, แว่ว, เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในวงวิชาการว่า เป็นปรมาจารย์ในด้านไทยศึกษา ที่มีความรอบรู้ในลักษณะสหวิทยาการ ผลงานทางวิชาการของท่านมีอยู่เป็นจำนวนมากมาย ผลงานต่างๆ ของท่านได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และใช้อ้างอิงในวงวิชาการเสมอมา
ขอบคุณข้อมูลจาก : โครงการส่งเสริมป้องกัน คนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
เมื่อก่อนถ้าพูดถึงเรื่องเวรกรรมอาจรู้สึกว่าล่าช้ากว่าจะเห็นผลจนเกิดข้อสงสัยว่า “ทำดีได้ดีมีจริงหรือ” เพราะอดีตการทำความผิดโดยเฉพาะของกลุ่มผู้มีอำนาจ มักถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ไม่เป็นไร” “เคลียร์ได้” เพื่อหลบสายตาจากสังคม เลี่ยงการรับโทษทางกฎหมาย หลายๆเรื่องก็เงียบหายไปตามเวลา หรือ กว่าจะรวบรวมหลักฐานจับตัวคนผิดได้ ก็เสวยสุขจนแก่…หมดแรงเดิน
แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่าง “โซเชียลมีเดีย” ทำให้พลิกโฉมผลแห่งกรรมที่เกิดจากการกระทำที่ อาจคิดว่า “ไม่เป็นไร” ได้ในชั่วพริบตา…
กรณี นาฬิกาหรูบิ๊กป้อม เสี่ยเปรมชัยกับเสือดำ รวมถึงคดีหวย 30ล้านกับครูปรีชา หากเกิดในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ก็อาจ “ไม่เป็นไร” และเงียบหายไปในที่สุด แต่ในยุคนี้ดูท่าจะเงียบยาก จนกว่าสังคมจะสาแก่ใจ เห็นได้ว่าแม้ทั้งสามท่านจะออกมาชี้แจงแล้ว และกฎหมายก็ยังไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิดก็ตาม
เพราะมีการจับผิด โดยเหล่านักสืบออนไลน์ เพื่อชำแหละและตั้งศาลเตี้ยตัดสินกันเองอย่างเมามัน เล่นกันเป็นซีรี่ย์ หรือ ขุดคุ้ยแตกประเด็นไกลเกินผลของเหตุการณ์ จนกระทบถึงคนใกล้ตัวและญาติพี่น้อง ทำให้ได้รับผลกระทบด้านจริยธรรมไปเต็มๆ ทั้งด้านชื่อเสียง เกียรติยศ ความดีที่สั่งสมมาต้องด่างพร้อยในพริบตา อย่างกรณีครูปรีชาเองแม้เรื่องราวยังไม่เป็นที่สิ้นสุด แต่ก็ถูกชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์ จนกระทบหน้าที่การงาน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ช่วยทำให้เราเห็นได้ว่า “โซเชียลมีเดีย” เป็นเสมือนกระจกสะท้อนกรรมในยุค 4.0 ที่รวดเร็วทันใจ
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของป้อม เปรม ปรี แม้ยังไม่อาจหาบทสรุป หรือ ฟันธง เพราะเรื่องทุกเรื่องมีหลายด้าน หลายแง่มุม อยู่ที่ใครต้องการจะเห็น หรือ ได้ยินอย่างไร เหมือนเช่นคำให้การของซามูไร โจร และหญิงสาว จากภาพยนตร์ราโชมอน ที่แม้พูดเรื่องเดียวกันแต่กลับเป็นไปคนละทิศละทาง…
แต่ก็ได้ทิ้งบทเรียนให้เราได้ขบคิดว่า บางครั้งการกระทำที่คิดว่า “ไม่เป็นไร” อาจส่งผลตามมามากกว่าที่คิด ดังนั้น ในวันนี้ก่อนเราจะทำอะไรลงไป จึงควรคิดและตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาให้มากขึ้น เพราะทุกคนมี “Smart phone” เป็นอาวุธประจำกาย ส่งผลให้ “คนกลายเป็นสื่อทรงอิทธิพล” ที่ทำหน้าที่จับผิด แจ้งเตือนสังคม ซึ่งไม่ว่าจะทำความผิดในรูปแบบใด จะมีใครจะรู้หรือไม่ แต่ความผิดนั้นจะติดตัวไป และอาจถูกบันทึกไว้ด้วยโซเชียลมีเดียเมื่อใด ที่ใดก็ได้ เปรียบได้ดั่งคำสอนของเหลี่ยวฝาน ที่เคยพูดไว้ว่า
“ไม่ว่าจะทำผิดอะไรที่คนไม่รู้ แต่ผีสางเทวดารู้ ถ้าทำความผิดร้ายแรง จะต้องรับเคราะห์กรรมหนัก ถ้ากระทำผิดเพียงนิดหน่อย ก็จะทำให้ความสุขลดลง”
และนี่คือหนึ่งในเรื่องราวที่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ภูมิใจนำเสนอ
ป้าตกลงกับลุงคู่ชีวิต ไปหาที่ดินพอดีตัวเป็นที่ปักหลักในบั้นปลายชีวิต ที่ที่ป้าและลุงเลือกเป็นไร่อ้อยเสื่อมสภาพ ดินแห้งแข็งราวกับซีเมนต์ ใน ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง แหล่งผลิตผ้าขาวม้าร้อยสี ที่ตอนนั้นยังไม่ได้ขึ้นชั้นเป็นของดีเมืองกาญจน์
สองลุงป้า เพียรฟื้นชีวิตดินทีละน้อย และค่อยๆหมั่นลงมือปลูกต้นไม้ทีละต้นๆ หลายปีผ่านไปมหัศจรรย์จากความเพียรมีจริง ผืนดินแห้งแล้งพลิกฟื้น กลายเป็นความชุ่มชื่น ต้นไม้ใหญ่น้อยเติบโตอย่างมีความสุข
ป้าและลุงแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกบ้านหลังย่อมใต้ไม้ใหญ่ โดยมีลุงทำหน้าที่เป็นสถาปนึก ขณะที่อีกส่วนทำเป็นสวนผักปลูกมือเอาไว้กินเอง แบบที่คนปัจจุบันเรียกว่า ออร์แกนิก
ชีวิตเรียบๆง่ายๆ แต่ทรงเสน่ห์จนมีผู้คนสนใจแวะเวียนไปเสพความสงบ เงียบ เรียบง่ายอยู่เสมอ กลายเป็นที่รู้จักในชื่อของ “บ้านกลางทุ่ง” ออร์แกนิก โฮมสเตย์
เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจ ทำให้คนแวะเวียนไปมากเข้า จนต้องขยับขยายเพิ่มเป็นบ้านหลังน้อยชั้นเดียว 3 ห้อง กับเรือนสองขั้นใต้ถุนโปร่ง ที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือสถาปนึกคนเดิม ตกแต่งภายในด้วยฝีมืออินทีเรียที่ชื่อ ป้าแอ๊ด และขยายไปอีก 3 ห้องสวยๆ บรรยากาศดีกลางสวนผักปลูกเองในเวลาต่อมา ชื่อชั้น บ้านกลางทุ่ง ได้ติดอันดับต้นๆ ของโฮมสเตย์ที่ต้องไปเยือน
ป้ายังอ่านหนังสือ เขียนกวีไฮกุ และดำรงความซน ออกไป ตีเทนนิส สำรวจพื้นที่ หาของอร่อยกิน รดน้ำต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกป่า กอดต้นไม้ ทำโรงเห็ด รวมไปถึงปลูกมะเขือเทศ ปลูกองุ่นออร์แกนิกส์ฝีมือตัวเองจนได้ผลิตผลที่น่าตื่นเต้น เหลือก็เอาไปแปรรูปทำแยม ทำแห้ง หรือฟรีซแข็งเพิ่มมูลค่า
ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต