Content_Digital-Footprint_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 6, 2020

เมื่อท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ เรามักได้ยินวลี “เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า ภาพถ่าย และจะไม่เก็บอะไรกลับมานอกจากความทรงจำ” เพื่อเป็นการเตือนไม่ให้เข้าไปทำร้ายเบียดเบียนธรรมชาติ แต่ทุกครั้งเมื่อเราท่องโลกอินเตอร์เน็ตทราบไหมว่า “รอยเท้าภาพถ่ายและความทรงจำของเรา” ที่เรียกว่า Digital Footprint จะถูกบันทึกไว้และพร้อมย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ตลอดเวลา

Digital Footprint แปลตรงตัวก็คือ รอยเท้าดิจิตอล ซึ่งเว็บไซต์ techterms.com ให้นิยามไว้ว่าเป็น ร่องรอยที่บุคคลทิ้งไว้ขณะท่องอินเทอร์เน็ต โดยจะมี 2 ประเภทหลัก

1.เกิดโดยไม่เจตนา หรือ passive digital footprint โดยผู้ใช้ถูกบันทึกโดยไม่ตั้งใจ เช่น  IP address ที่เซิร์ฟเวอร์บันทึกไว้เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือ ประวัติการค้นหาออนไลน์ที่ถูกบันทึกไว้โดยโปรแกรมค้นหา (search engines)

2.เกิดโดยเจตนา active digital footprint คือ ข้อมูลที่ผู้ใช้จงใจบันทึกลงในระบบ เช่น อีเมล การเขียนบล็อก การโพสต์ข้อความ สร้างสเตตัส โพสต์รูป การทวิต ฯลฯ และเมื่อถูกเผยแพร่ไปแล้ว ก็ยากที่จะนำออกจากระบบ แม้ว่าจะลบเนื้อหาที่โพสต์ไปแล้วก็ตาม

นั่นหมายถึงทุกครั้งที่เราสร้างสเตตัส ผ่านข้อความ ภาพถ่าย หรือ แสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter Instagram พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกบันทึกเป็น Digital Footprint ไว้โดยตลอด ทำให้อดีตของคุณไม่หายไปแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม และสามารถถูกติดตามค้นหาได้ตลอด

ดังนั้นเราจึงควรคำนึงไว้เสมอว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นพื้นที่ส่วนตัวแบบ 100% เพราะผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือข้อความที่เราโพสต์ได้เสมอ บางครั้งการโพสต์ของเราอาจไปขัดจริตของสังคมที่อาจส่งผลลบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันตามมา แม้กระทั่งเรื่องงานเพราะหลายองค์กรเริ่มมีการตรวจสอบ Digital Footprint เพื่อประเมินทัศนคติผู้มาสมัครงานแล้วในปัจจุบัน ดังนั้นก่อนโพสต์ หรือ บันทึกอะไรลงบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน เพื่อไม่ให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายเรา

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งประเด็นนี้เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีหลายเคสไม่ว่าจะดารา นักการเมือง หรือ เน็ตไอดอล หลายรายที่ถูก Digital Footprint ทำร้าย ถูกล่าแม่มด ถูกวิพากษ์จากสังคมอย่างหนัก ซึ่งจากการแสดงทัศนคติทางการเมืองในอดีต การ Bully เสียดสีสังคม รวมถึงการแสดงพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรม

น่าสนใจว่า Digital Footprint ที่กลับมาทำร้ายบุคคลเหล่านั้น บางครั้งเกิดจากบุคคลอื่น เช่น สื่อมวลชน ประชาชนทั่วไปที่มีสมาร์ทโฟน กล้องวงจรปิดตามหัวมุม หรือ ตรอกซอกซอยต่างๆ ทำให้สังคมมีตาอยู่รอบตัว สามารถบันทึกเหตุการณ์ คำพูด การกระทำของเจ้าตัวก่อนเผยแพร่เป็น “ข่าว” บนโซเชียลมีเดีย ที่มีให้เห็นแทบจะรายวัน หลายครั้งมีน้ำหนักมากพอที่ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือ ถูกจับโกหกได้เวลาออกมาบิดเบือนแก้ตัว

นี่อาจเป็นมุมที่ดีของการมี Digital Footprint เพราะคอยเตือนให้คนรับผิดชอบต่อคำพูด การกระทำของตนเองมากขึ้น หรือ ผู้ที่ยังชินกับกระบวนการรูปแบบเก่าๆ อาทิ ข่มขู่ อวดเบ่ง บิดเบือน เลี่ยงบาลี พูดจาส่อเสียด เพื่อหวังผลบางประการ โดยเฉพาะด้านการเมืองก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน เพราะทุกการกระทำจะถูกบันทึกไปตลอด โดยคำพูด หรือ การกระทำเหล่านั้นก็พร้อมจะถูกคนที่เห็นต่างขุดขึ้นมาเพื่อรุมถล่มให้กลายเป็นจำเลยสังคมได้เสมอ และบางครั้งก็ลุกลามเกินกว่าที่คิด ดังหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน


Content_เม็ดกรวด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 2, 2020

ในชีวิตแห่งโลกทำงาน เชื่อว่าหลายคนคงเจอปัญหาไม่มากก็น้อย ตามแต่สภาวะการณ์ และการปรับตัวปรับใจ คนที่แข็งแรงก็อาจก้าวข้ามไปได้ ใช้เวลาไม่นาน หากคนที่อ่อนวุฒิภาวะ อารมณ์เปราะบาง ก็มักเก็บสะสมพอกใจจนทำให้ปัญหาที่อาจเป็นเพียงเม็ดกรวด หรือเม็ดทรายทางความคิดลุกลามจนไม่มีความสุข อยากลาออก ลามจากป่วยใจสู่ป่วยกาย

ส่วนหนึ่งของปัญหาในที่ทำงาน บ้างก็ว่าอาจมาจากการถูกจำกัดกรอบความคิด การไม่รับฟังทั้งจากหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ทำให้รู้สึกหมดคุณค่า ขาดความคิดใหม่ๆ ทำอะไรผิดไปหมด คิดต่อยอดจินตนาการทางลบทบไปเรื่อยๆในทุกๆ วัน และเข้าสู่โหมด “หมดไฟ หมดใจ” สุดท้ายงานไม่เดิน ล้มเหลว

ถ้าพิจารณาปัจจัยสำคัญของปัญหาเหล่านี้ เหมือนถอยตัวเองออกจากวงล้อแห่งปัญหา ผสานกับพลิกมุมคิด และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ปัญหาที่ว่าแย่ ไฟที่ว่าหมด ก็อาจลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง  กินอยู่เป็น 360องศา มีหลักการพื้นฐานที่อาจเป็นแนวทางหลุดพ้น

  1. จดปัญหา ทั้งหมดที่ “รู้สึกแย่”   ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เขียนให้หมด
  2. วิเคราะห์ที่มาของปัญหาแต่ละข้อ หาจุดเชื่อมโยง บางทีที่คิดว่า 10 ปัญหาอาจมาจากเรื่องเดียว
  3. แยกปัญหา ว่าอันไหนแก้ได้ด้วยตัวเรา ด้วยใจเรา และกำหนดเป้าหมาย
  4. ปัญหาที่ว่า เราแก้ไม่ได้ ลองปรับใช้หลัก ใจเขา ใจเรา หรือพลิกมุมคิด น้ำหนักของปัญหาก็อาจลดลงและหายไปในที่สุด เพราะบางปัญหาต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์ ผสานกับความพยายามและตั้งใจ

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป บริษัทหางานชั้นนำระดับโลก ให้หลักคิดที่เรียกว่า ศิลปะการแก้ปัญหา เพื่อช่วยให้ง่ายขึ้น และสามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไว้ 3 ข้อดังนี้

1.คิดอย่างสร้างสรรค์ (Flexible Thought): ระหว่างคิดถึงสาเหตุของการแก้ปัญหาอยู่นั้น อย่าให้มองในแง่ลบ คิดว่าปัญหานี้สามารถแก้ได้อย่างไร ให้หลุดจากกรอบเดิมที่ครอบเราไว้ จะช่วยให้มีไอเดียใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา

2.ใช้ใจเป็นที่ตั้ง (Everything is mind ): ร่างกายและจิตใจ จะมีส่วนเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ หากเราเคร่งเครียดอยู่กับการทำงานมากจนเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจจนเกิดความเครียด อาจเป็นสาเหตุให้เราคิดวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเองไม่ออก ดังนั้น ลองออกไปหากิจกรรมทำเพื่อให้จิตใจมีความผ่อนคลาย

3.มีสติ (Be Conscious): สติเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยให้เรามีลักษณะวิธีความคิด การวางแผนจัดการปัญหาได้ดี จนทำให้ยอมรับฟังความคิดของตนเองและคนอื่น ช่วยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

 นึกไว้เสมอว่า “ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ” ทีมงานกินอยู่เป็นขอเป็นหนึ่งกำลังใจเล็กๆ ให้มนุษย์เงินเดือนทุกท่าน เผชิญกับปัญหาอย่างสตรอง!


Content_50_Cover_1.jpg

kinyupen_adminDecember 26, 2019

 

เงินทอง ของหายาก แก่แล้ว เอาไงดี?  อายุเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ต้องคำนึง เพื่อให้ กินอยู่เป็น  น่าจะต้องครอบคลุม 3 ปัจจัยหลัก เงินทองต้องรู้ และจัดการ. 2 สุขภาพต้องดี และแข็งแรง กินให้เป็น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้จะช่วยทำให้ชีวิตสูงวัย สวยงามและประหยัดยาว ยาว

 

  1. การเงิน อันดับแรกเช็คสถานะเงินออม ว่ามีเท่าไร ฝากออมแบบไหนได้ดอกเบี้ยเท่าไร และก่อนเกษียณต้องคุยกับแผนกบุคคลถึงแผนประหยัดภาษีที่จะได้จากเงินสะสม โดยดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกองทุน หรือเงินลงทุนจะแตกต่างกัน ให้จัดสรร แยกเป็นกองๆและความจำเป็น ประการต่อมาหางานอดิเรก งานถนัดที่สามารถสร้างรายได้ เพื่อลดภาระการใช้เงินออมในชีวิตประจำวัน ทั้งอาจมีเหลือเก็บเพิ่มขึ้น หากอาจต้องลดตัวตนลงบ้าง เช่น ทำงานฝีมือ รับล้างรถ รับทำความสะอาดบ้าน ทำอาหารหรือทำขนมส่งตามบ้าน ซ่อมแซมเสื้อผ้า หรือของใช้ประจำบ้าน

 

ถัดมาจัดการสิ่งของไม่จำเป็น ซึ่งควรหาเวลาว่าง ค่อยๆเคลียร์ของใช้ในบ้าน เริ่มจากของใช้ ของสะสม และของมีค่า หลายอย่างมีไว้สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้อย่าเสียดาย แต่ถ้าตัดใจไม่ลงจริงๆ อาจจัดลำดับอายุ 50 ขายเครื่องใช้ หนังสือ เสื้อผ้า   อายุ 60 ขายเครื่องครัว ของสะสม  เครื่องเรือนที่ไม่จำเป็น อายุ 70 ขายเครื่องประดับ พระเครื่อง หรือ ที่ดินบ้านพักตากอากาศ  ของที่มีค่าให้คนช่วยขายใน online หรือตั้งขายในกลุ่มตลาดนัดกลางคืน ส่วนของที่ขายไม่ออก บริจาคแบ่งปัน ซึ่งมีหลายแห่งที่รับบริจาคทั้งเรือนจำ. โรงเรียน  หรือปันกัน

 

  1. สุขภาพ  สำคัญ เพราะอายุมาก ร่างกายถดถอย  แต่อาจไม่จำเป็นที่ต้องเช็คสุขภาพแบบจัดเต็มทุกปี หากให้รู้วิธีเลือกตรวจ ที่สำคัญ ต้องเน้น ความดัน ไขมัน น้ำตาล. และรู้จุดด้อยของร่างกายตัวเอง หลักการง่ายๆ พ่อแม่ มีโรคประจำตัวอะไร เรามักมียีนส์ด้อยแบบนั้นตาม ผนวกกับต้องเริ่มรู้จักออกกำลัง ชอบแบบไหนทำแบบนั้น แต่ที่ควรเพิ่มคือการยืด เหยียดเส้น เนื่องจากอายุเยอะ เลือดลม และเส้นเอ็นจะไม่เหมือนเดิม เช่น โยคะ ไทชิ  แต่ทั้งนี้อาจต้องยอมเข้าคลาสเพื่อให้เข้าใจ และมีพื้นฐานที่ดี ก่อนทำเองที่บ้าน  และท้ายสุดควรมีการนอนที่ดี

 

  1. การกิน หนึ่งในหัวใจสำคัญที่เกี่ยวทั้งเงินและสุขภาพ หากกินดี กินเป็น จะส่งผลต่อสุขภาพและประหยัด เริ่มจากหัดทำอาหาร หรือต้มน้ำสมุนไพรดื่มเอง ควรเริ่ม หรือปลูกเพิ่มพวกผักสมุนไพรพื้นบ้าน อาทิ รางจืด. ใบเตย ตะไคร้  กะเพรา หรือโหระพา

เลี่ยงอาหารมัน และลดขนมหวาน เพิ่มปริมาณผักช่วยการย่อย

 

เสร็จ 3 ขั้นตอน ก็เข้าสู่เตรียมตัว ขั้นสุดท้าย

  • ทำรายการ ยกอวัยวะและร่างกาย เพื่อตัดหรือลดทอนปัญหากรณีไม่มีลูกหลาน
  • ทำหนังสือแสดงเจตนา ไม่รับการรักษาเพื่อยื้อชีวิต หากไม่ชอบวิธีการรักษาแบบใส่สายโยงระยาง
  • รายการทรัพย์สินเก็บไว้ เพื่อไม่ให้ตกหล่น หรือสูญหาย
  • รายการหนี้สิน กรณีนี้จำเป็นถ้าเป็นไปได้ควรจะจัดการให้เรียบร้อย โดยเฉพาะในเรื่องค้ำประกัน เพราะสิ่งทีคุณคิดว่าไม่เป็นไร  อาจทำให้เป็นภาระของลูกหลาน

Content_ความสุข_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 26, 2019

“ทุกข์ – สุขเป็นของคู่กัน บางครั้ง “ความทุกข์” ก็เกิดจากการที่เรามุ่งแสวงหาแต่ความสุข ขณะเดียวกัน “ความสุข” บางครั้งอาจเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงแค่เราปล่อยวางจากความทุกข์”

ถ้าอย่างนั้นแล้วเราจะจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขตามที่เราต้องการได้อย่างไร และด้วยนิยามความสุขของคนเราแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำแนวคิดสร้างสุข 3 จากวัฒนธรรมจากซีกโลกตะวันตก และตะวันออก มาฝากกัน เผื่อแต่ละท่านนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม

Hygge : สุขง่ายๆ เริ่มได้รอบตัว

Hygge (ฮุกกะ) ปรัชญาดำเนินชีวิตของเดนมาร์ก ประเทศที่ได้รับการยกย่องเป็นเมืองแห่งความสุขอันดับหนึ่งของโลกจากการจัดอันดับของยูเอ็น โดยฮุกกะเป็นศัพท์ภาษานอร์เวย์ แปลว่า การอยู่ดีมีสุข หรือ ตีความผ่านปรัชญาการดำเนินชีวิตคือ “ความสุขเล็กๆ ง่ายๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน” ซึ่งชาวเดนมาร์กเข้าใจดีว่ามีจุดเริ่มต้นจากภายในจิตใจ มักเกิดในช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคนใกล้ชิดมิตรสหายที่เข้าใจ ด้วยวิถีที่เรียบง่ายแต่ก็เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่นและความผูกพัน จึงถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดบ้าน ออกแบบบ้าน ดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้า นั่งคุยสบายๆ กับมิตรสหาย การทำอาหารเพื่อทานร่วมกัน การกอด การดูภาพยนตร์ร่วมกัน ฯลฯ

 

ปัจจุบันแนวคิดนี้ถูกแบ่งปันออกมาผ่านหนังสือ The Little Book of HYGGE : ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก โดย Meik Wiking ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยความสุขแห่งเดนมาร์ก และกำลังเป็นกระแสสนใจจากทั่วโลก

ทั้งนี้ ฮุกกะ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดสร้างสุขที่ง่ายต่อการปรับใช้ หากในจุดเริ่มต้นต้องค้นหาแก่นของตนเองให้เจอก่อนว่าแท้จริงแล้วต้องการอะไร พอใจอะไรเป็นสำคัญ โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เช่น การตื่นนอนยามเช้า การอ่านนิยาย ดูหนัง ฟังเพลงระหว่างเดินทาง หรือ ทานสิ่งที่ชอบก่อนเริ่มงานก็ได้

Nunchi : รู้จักใจเขาใจเรา เข้าให้ถูกกาลเทศะ

Nunchi เคล็ดลับสร้างความสุขแบบเกาหลี หมายถึง ศิลปะในการสัมผัสถึงผู้อื่นได้ว่ากำลังคิด หรือ รู้สึกอย่างไร ควรตอบกลับอย่างไรจึงจะเหมาะสม อุปมาก็เหมือนกับการเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้กลุ่มคนที่เรากำลังคุย หรือ เผชิญอยู่นั้นกำลังรู้สึกอย่างไร เพื่อที่จะได้แสดงออก หรือ กระทำสิ่งที่ถูกต้องตามกาลเทศะและมารยาท เช่น การพูดไม่เหมาะสมผิดที่ผิดเวลา เล่นสนุกในขณะที่คนอื่นกำลังเศร้าโศก หรือ พูดแทรกนอกเรื่องในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ในที่ประชุม

 

ทั้งนี้หนังสือ The Power of Nunchi : the Korean Secret to Happiness and Success เขียนโดย Euny Hong มีการระบุใจความสำคัญว่า คนเกาหลีมีคำพูดว่า “ครึ่งหนึ่งของ social life คือ nunchi” ทุกคนจำเป็นต้องมีเพื่อเข้าสังคมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ได้สิ่งที่ต้องการจากผู้อื่นและป้องกันตนเองจากอันตราย โดยเด็กเกาหลีทุกคนถูกสอนให้มี Nunchi เพื่อเรียนรู้และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม

ดังนั้นการนำ Nunchi มาประยุกต์ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับคนรอบตัว ก็อาจเป็นวิธีสร้างสุขที่ดีและเริ่มได้ง่ายๆ เพราะเมื่อเราเข้าใจผู้อื่น หันมาใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแสดงออกได้อย่างเหมาะสมแล้วนั้น เราก็ย่อมไม่กระทำในสิ่งที่จะไปสร้างความขุ่นมัวที่นำสู่ความเป็นทุกข์ให้เกิดขึ้นระหว่างเราและคนรอบตัวนั่นเอง

ไม่เป็นไร : วิถีสร้างสุขสไตล์ไทย

ดร.วราภรณ์ สามโกเศศ ตีความนิยามคำว่า “ไม่เป็นไร” วลีติดปากของคนไทย ไว้ในคอลัมน์อาหารสมองที่ตีพิมพ์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจอย่างน่าสนใจว่า มีความหมายในเชิงที่ว่า เมื่อเสียไปแล้วก็อย่าไปหมกมุ่นเสียใจ เสียดายกับมันคิดว่าช่างมันและตัดมันไป และเริ่มต้นใหม่กันดีกว่า ทัศนคติแบบนี้ทำให้เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ไม่ติดกับดักอดีตโดยยอมรับสิ่งที่เสียไป แต่ “ไม่เป็นไร” บางครั้งก็ถูกตีความว่าเป็นทัศนคติที่ไม่ใยดีกับสิ่งลบที่เกิดขึ้น ไม่ให้ความสำคัญหรือให้ความจริงจังกับสิ่งที่ทำอยู่ เพราะคิดว่า “ไม่เป็นไร” อยู่เสมอ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะตีความในด้านบวกหรือลบก็ตาม ต้องยอมรับว่าทัศนคติ “ไม่เป็นไร” นั้นทำให้เกิดความสุขขึ้นได้ กล่าวคือ มีความรู้สึกยอมรับสิ่งที่สูญเสียและมาเริ่มกันใหม่ ไม่จมอยู่ในความทุกข์เพราะทำไม่สำเร็จ คนที่ไม่ว่าอะไรก็ “เป็นไร” อยู่เสมอนั้น จะมีความเครียดเพราะจริงจังเกินไปกับทุกสิ่งในโลกนี้ที่ไม่มีอะไรจีรัง หากตีความตามที่ ดร. วราภรณ์ ระบุก็จะสอดคล้องกับหลักคิดที่ว่า “วางเป็น..ก็เย็นใจ” ของท่าน ว.วชิรเมธี นั่นเอง

จากแนวคิดสร้างสุขทั้ง 3 ข้อที่ทีมงานกินอยู่เป็นนำมาเสนอ หวังว่าจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย แต่สิ่งสำคัญที่อยากย้ำเสมอเกี่ยวกับผู้ที่กำลังมุ่งค้นหาความสุขนั่นก็คือ เพราะนิยามความสุขแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ดังนั้นพึงเข้าใจก่อนว่าความสุขแท้จริงที่เราต้องการคืออะไร จากนั้นเราจะพบหนทางที่จะนำไปเอง

 

 


Content_เคลียร์ใจ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 21, 2019

ไม่ว่าจะสิ่งของ หรือ ความวุ่นวาย สับสน รีบเคลียร์และตั้งเป้าหมายใหม่ ใช้โอกาสเริ่มปีใหม่ให้ดีกว่าเดิม

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต นำเสนอมุมมองแนวคิดช่วงส่งท้ายปลายปีสำหรับทุกคน เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ปีใหม่ที่อาจดีกว่าเดิม โดยประยุกต์หลักการแนวคิดของตะวันออก และ ตะวันตก ที่ว่าด้วยเรื่องของการจัดบ้าน นั่นคือ Death Cleaning จากหนังสือ “The Gentle Art of Swedish Death Cleaning” โดย Margareta Magnusson และ “อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป” ของซะซะกิ ฟูมิโอะ

ใจความสำคัญของหนังสือทั้งสองเล่มคือ “ทบทวนและตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป” แนวคิด Death Cleaning จากหนังสือ “The Gentle Art of Swedish Death Cleaning” เป็นแนวคิดทางสวีเดน ว่าด้วยการลดจำนวนข้าวของในชีวิตเราให้เหลือน้อยชิ้นที่สุด เพื่อที่เวลาเราตายจากไปจะได้ไม่เป็นภาระคนอื่นต้องจัดการและให้เริ่มจากตัดสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ ออกก่อนเป็นอันดับแรกและให้ค่อย ๆจัดการใช้เวลาทยอยทำแต่ทำอย่างมีเป้าหมาย

ส่วน หนังสืออะไรไม่จำเป็นก็ตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นแนวคิดทางซีกโลกตะวันออกที่ซะซะกิ ฟุมิโอะผู้เขียนชาวญี่ปุ่นแนะนำว่าให้เรารู้จักเลือกว่าอะไรที่สำคัญ หรือ จำเป็นกับชีวิตมากกว่าการที่จะบอกว่าอะไรที่ควรทิ้ง

สิ่งที่หนังสือสองเล่มนี้บอกอาจทำให้เรามุ่งเป้าไปที่การจัดการข้าวของ และจัดระเบียบสิ่งของที่ทุกคนต่างมีมาก หากกินอยู่เป็น 360 องศาอยากเสนอแนะให้นำมาปรับใช้กับชีวิต วันที่เรากำลังอาจรู้สึกวุ่นวาย รู้สึกว่าหนักและสับสน

อันดับแรก ปัญหาที่หนัก ใช่ประเด็นสำคัญกับชีวิตหรือไม่ ถ้าเวลาเปลี่ยนจะดีขึ้นหรือไม่ หรือ ถ้ามองในมุมของคนที่ไม่ได้อยู่ในวงล้อมปัญหาแก้ได้ไหม ความรู้สึกของคนตรงข้ามที่กระทำแบบนั้นเพราะอะไร โดยตัดตัวตนออกก่อน แล้วเอาตัวเราเข้าไปวางในตำแหน่งอื่นๆ เพื่อให้เข้าใจแบบใจเขา ใจเรา หรือ ถ้าคิดแบบตำราพิชัยสงครามก็ถอยออกมาเป็นแม่ทัพ อย่าเป็นทหารถือดาบฟาดฟันอย่างเดียว

สิ่งสำคัญประการสุดท้ายเลิกดราม่า คือ จินตนาการแต่งเรื่องคิดเองแบบไปกันใหญ่ เพราะทุกวันนี้ที่ปัญหาดูเหมือนรกรุงรังก็เกิดจากการที่เราต่อยอดความคิดจินตนาการ

สุดท้ายนี้ ที่เป็นข้อคิดก็คือ บางทีถ้าปัญหามันมาก เราอาจต้องทิ้งโมเดลความสุขแบบเดิมๆ เพราะความเคยชินก็อาจเป็นยาพิษ ที่ทำให้เราติดกับปัญหา

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอให้ทุกท่านเริ่มทำความสะอาดใจ ตัดใจทิ้งเพื่อก้าวสู่ปีใหม่ที่ดีกว่าเดิม


Content_หมดไฟ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 13, 2019

มนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจเคยประสบภาวะหมดไฟในการทำงานกัน เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่างในชีวิต แล้วเราจะรับมือ หรือ ปรับทัศนคติเพื่อสร้างภูมิต้านทานในเรื่องนี้อย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมมาฝากกัน

อีกหนึ่งเรื่องราวใกล้ตัวสำหรับชาวมนุษย์เงินเดือนที่จะมีช่วงหนึ่งที่ทำให้พลังไฟในการทำงานของตัวเรามอดลง ด้วยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ เงินเดือน ปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย งานล้นมือ เบื่องานซ้ำๆ เดิมๆ งานไม่เหมาะกับตนเอง ขาดสมดุลการใช้ชีวิต ฯลฯ ขมวดเป็นปมที่ทำให้เราไม่มีความสุข ขาดแรงจูงใจ เรียกว่า หมดไฟ หรือ หมด Passion ในการทำงาน

การหมดไฟในการทำงาน หรือ Burn out แม้บางครั้งเกิดชั่วขณะ แต่อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสภาพร่างกาย จิตใจ เพราะการใช้ชีวิตแบบเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา จะส่งผลให้รู้สึกกดดัน เหนื่อย ท้อ รู้สึกล้มเหลว ขาดประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งอาจเป็นเหตุสะสมที่นำเข้าสู่สภาวะโรคซึมเศร้าได้ เเล้วจะรับมือ หรือ หาวิธีสร้างภูมิต้านทานกับเรื่องนี้อย่างไรดี วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำหลากมุมมองน่าสนใจมานำเสนอกัน

  1. ตั้งสติตีโจทย์ให้แตก ติดกระดุมเม็ดแรกให้ตรงจุด เริ่มจากตั้งสติหาเหตุที่ทำให้หมดไฟ ให้เจอก่อนว่าแท้จริงแล้วเกิดจากอะไร อาทิ ภาระงานบีบรัดเข้มงวด ระบบบริหารจัดการที่ไม่ตรงใจ ผลลัพธ์ สิ่งที่หวังไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานเลยก็ได้ เช่น ผิดหวังเรื่องความรัก ภาระหนี้สิน ฯลฯ ที่ทับถมสะสมเป็นความเครียดจนผูกเป็นปมรวมกัน ดังนั้นข้อนี้ถือว่าจำเป็นมาก เพราะถ้าหาเหตุที่แท้จริงไม่เจอก็จะแก้ผิดจุด เหมือนการติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดอื่นก็ผิดตามไปด้วย
  2. ทบทวนอีกครั้ง แค่อารมณ์ชั่ววูบ หรือ เกินเยียวยา เมื่อเจอต้นเหตุแล้ว ลองนำมาประมวลอีกครั้งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น สามารถแก้ไข หรือ มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ไหม โดยอาจเริ่มจากการหาวิธีง่ายๆ เช่น ลาพักผ่อนระยะสั้น เพื่อท่องเที่ยว หรือ ย้ายตัวเองออกจากชีวิตประจำวันแบบเดิมที่ต้องเผชิญทุกวัน จะได้มีเวลาสังเกตตัวเอง หรือ ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนอีกครั้งว่าเหมาะกับงานหรือองค์กรที่ทำอยู่หรือไม่ รวมถึงประเมินตนเองว่ามีความถนัดด้านใด เพื่อนำคำตอบที่ได้มาประเมินว่าควรทำอย่างไรต่อไป ซึ่งถ้าเกิดเพราะอารมณ์ชั่ววูบก็อาจจะง่ายหน่อย แต่ถ้าไตร่ตรองครบทุกด้านแล้วยังไม่ดีขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจถึงเวลาที่จะต้องเริ่มมองหาการเดินทางครั้งใหม่ในทำงาน เพื่ออนาคต
  3. ที่ปรึกษาก็มีส่วนสำคัญ อาจลองปรึกษาหัวหน้างานเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็น หาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน หรือ อาจหาที่ปรึกษา เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือ คนรัก เพื่อช่วยร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ฟื้นคืนกำลังใจกลับมา
  4. หางานอดิเรก พักเบรกสักนิด ในวันหยุดลองหากิจกรรมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้ความคิดอย่างหนัก ลองเปลี่ยนมานั่งสมาธิ ฟังเพลง อ่านหนังสือ ไปเดินเล่น หรือไปเยี่ยมเพื่อนและญาติ กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกสบายใจมากขึ้น หรือ แม้กระทั่งระหว่างวันทำงาน อาจหาเวลาพักเบรกให้ชีวิตสัก 10 – 15 นาที โดยนำสิ่งที่ชอบติดตัวมา อาทิ หยิบหนังสือ หรือ เพลงที่ชอบมาเปิดอ่าน เปิดฟัง หรือในยุคดิจิทัลนี้ อาจนำเกมฮิตต่างๆ ที่หลายท่านโหลดติดไว้ มาเล่นแก้เครียด อาจช่วยในการปรับภาวะอารมณ์ให้ดีขึ้นได้
  1. สุขภาพต้องแคร์ ดูแลอย่าละเลย เพราะสุขภาพสำคัญที่สุด ฉะนั้นเมื่อทำงานหนัก มีภาระมากขึ้น อาจทำให้ไม่มีเวลารับประทานอาหาร ขาดการออกกำลังกาย นอนน้อย ส่งผลให้สภาพร่างกายเสื่อมโทรมลง ทำให้หมดไฟเร็วขึ้น การดูแลสุขภาพจึงอาจช่วยให้รับมือกับปัญหาหมดไฟได้ สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งต่อสัปดาห์ จะช่วยเสริมสุขภาพทำให้ชีวิตดีขึ้น และช่วยให้สมองได้พักจากการคิดเรื่องงานไปสนใจสิ่งอื่นแทน

ลองนำไปปรับ หรือ หาวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง เพื่อสร้างภูมิต้านทาน หรือ กระตุ้น ให้ไฟในการทำงานของคุณกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

ทีมงาน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต หวังว่าข้อมูลที่นำมาเสนอนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อท่านได้ไม่มากก็น้อย และเราขอเป็นกำลังใจให้ท่านเสมอ


_ผัดวันประกันพรุ่ง.jpg

kinyupen_adminOctober 23, 2019

ลองสำรวจตัวเองดูกันหน่อยว่า เรามีพฤติกรรม “ผัดวันประกันพรุ่ง” หรือไม่? มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องเริ่มทำอะไรบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปดูเรื่องราวของการใช้ชีวิตที่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเป็น ลองถามตัวเองดูว่า คุณเคยไหม? คิดว่าตัวเองมีเวลาเหลือเฟือในการทำสิ่งต่างๆให้เสร็จ คือแทนที่จะทำซะเดี๋ยวนี้เลย ก็ขอเลื่อนออกไปก่อน และท้ายที่สุดกลับต้องมานั่งทำงานภายใต้แรงกดดัน เพื่อให้เสร็จทันภายในเวลาที่เหลือน้อยนิด หากคุณเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วในปัจจุบันยังทำเช่นนี้อยู่ คุณก็คือคนที่ชอบ “ผัดวันประกันพรุ่ง” นั่นเอง

 

แท้จริงแล้ว การผัดวันประกันพรุ่ง เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่เป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ที่น่าประหลาดสุดคือ คนเรามีแนวโน้มสูงที่จะผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง และมีบ่อยครั้งซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองอยากทำมาก เพราะรู้ว่ามันจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายหลักในชีวิตได้ แต่ก็ยังเลื่อน จนกระทั่งเลือน และลืมไปในที่สุด

 

เชื่อว่ามีหลายคนอาจผัดวันประกันพรุ่ง จนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี และมักบอกตัวเองว่า วันนี้ไม่อยากทำงานอย่างนี้ เอาไว้วันหลังค่อยทำก็ได้ นี่ล่ะเท่ากับว่าคุณกำลังหลอกตัวเอง เพราะมันไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากความจริงที่ว่า ต้องทำงานนั้นให้เสร็จ แต่มันยิ่งจะทำให้เครียดหนักกว่าเดิม เพราะบางครั้งมีงานรออยู่อีกเพียบที่ต้องทำให้เสร็จ และบางทีก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ทำให้งานไม่เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด

 

จากการศึกษาพบว่า มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนชอบผัดวันประกันพรุ่ง บางคนทำเมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่าง แต่อีกหลาย ๆ คนทำจนเป็นนิสัยเลยก็ว่าได้ มาดูกันดีกว่าว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคชอบผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. ไม่มีวินัยในการทำงาน : คนพวกนี้ผัดวันประกันพรุ่งในทุก ๆ เรื่อง ชอบทำอะไรแบบไฟลนก้น เมื่อพูดถึงเรื่องความเครียด เขาหรือหล่อนจะมีคำตอบว่า “ฉันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อถูกกดดัน” ความจริงแล้ว พวกนี้เป็นคนไม่มีระเบียบวินัย ไม่รู้วิธีจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำก่อนหลัง จะรอจนนาทีสุดท้าย จึงเริ่มต้นทำ

 

  1. กลัวทำไม่สำเร็จ : เมื่อไม่รู้วิธีทำงาน จึงไม่ทำเสียเลย หรือรู้สึกว่าการจะทำงานนั้นให้สำเร็จได้ ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ จึงเลื่อนออกไปก่อน

 

  1. ทุกอย่างต้องไร้ที่ติ : คนที่ทำอะไรต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง พวกนี้ต้องการทำทุกอย่างให้ออกมาดีเลิศ ไร้ที่ติ ซึ่งมิใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด คนประเภทนี้เมื่อเริ่มต้นทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะเลื่อนไปเรื่อยๆไม่ทำให้เสร็จ โดยอ้างว่าเพื่อให้งานได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของคนพวกนี้มักไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ทำให้คนเจ้าระเบียบทั้งหลาย ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น

 

  1. ต้องทำงานที่ไม่ชอบ : งานบางอย่างที่ไม่ชอบ แต่ก็ต้องทำ เช่น จัดแฟ้มเอกสาร เขียนรายงาน ดังนั้น จึงเลื่อนไปเรื่อยๆ โดยหวังว่ามันจะหายไปเอง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อไม่เริ่มต้นทำเสียที งานที่คุณไม่ชอบเหล่านี้ ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน ถึงจุดหนึ่งที่ต้องลงมือทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็อาจทำให้ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น

 

ดังนั้น ถ้าเราต้องการรู้วิธีเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง สิ่งสำคัญคือ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ทำไมถึงทำเช่นนั้น ทำไมถึงชอบเลื่อน เป็นเพราะขาดแรงจูงใจ หรือเป็นเพราะเบื่อที่จะทำ หรือว่าไม่มีเวลาพอที่จะทำ หรือขาดสมาธิในการทำงาน เมื่อคุณได้คำตอบที่แท้จริงว่าอะไรทำให้เราชอบผัดวันประกันพรุ่ง ต้องเริ่มจัดการแก้ที่สาเหตุเสียก่อน คราวนี้มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เราเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องทำอะไรบ้าง กับ 5 วิธีบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. วางแผนการทำงาน : หากคุณมีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง เนื่องจากไม่มีเวลาทำทุกสิ่งทุกอย่าง ลองจัดตารางเวลาของงานที่ต้องทำ ลิสต์งานที่ต้องทำทุกชิ้นลงกระดาษ เพื่อกระตุ้นว่าต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด การจัดตารางเวลาจะช่วยให้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และเมื่อทำงานชิ้นใดเสร็จ ให้ใส่เครื่องหมาย x ไว้ วิธีนี้จะทำให้มีกำลังใจที่จะกา x บนงานที่เหลือให้หมด ภายในเส้นตายด้วย

 

  1. แบ่งงานชิ้นใหญ่เป็นชิ้นย่อยๆ : เหตุผลหนึ่งที่คุณขอผัดไว้ก่อน ก็คือ แค่คิดว่ามีงานชิ้นใหญ่ที่ต้องทำ ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว แต่หากซอยงานนั้นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็จะทำเสร็จได้ง่ายขึ้น และนั่นคือวิธีเริ่มต้นหยุดการผัดวันประกันพรุ่งที่ดี

 

  1. ให้รางวัลตัวเอง : จงให้รางวัลตัวเองทุกครั้งที่ทำงานเสร็จในเวลาที่กำหนด เช่น ไปเดินดูของกับเพื่อน ๆ เมื่อทำงานเสร็จ วิธีนี้จะช่วยให้มีแรงจูงใจที่จะทำงานทั้งหมดให้เสร็จตามกำหนด

 

  1. คิดในแง่บวก : หลายครั้งที่คุณไม่อยากเริ่มทำงาน เพราะมัวแต่คิดในแง่ร้ายว่างานนั้นยาก หรือทำได้ไม่ดี หรือน่าเบื่อ เมื่อไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำงานนั้นได้ ก็มักจะลงเอยที่การเลื่อนออกไป ดังนั้น ควรบอกกับตัวเองว่า คุณสามารถทำได้ อย่าบอกตัวเองว่า คุณเป็นคนชอบผัดผ่อน แต่จงบอกว่า คุณเป็นคนทำงานสำเร็จได้ ข้อสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีมองตัวเองและงานที่อยู่ในมือ และฝึกการคิดในแง่บวกให้มาก ๆ

 

  1. ลงมือทำเดี๋ยวนี้ : อย่าทิ้งตารางการทำงานของคุณไว้บนโต๊ะเฉย ๆ ลงมือทำทันที และต้องทำอย่างมีสมาธิ ลองให้เวลาตัวเองสัก 5-10 นาที แล้วคุณจะเชื่อว่า ตัวเองสามารถทำงานให้สำเร็จได้จริง ๆ

 

บอกได้เลยว่า การบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยากอย่างที่คิดเลย และเป็นสิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้คุณคลายเครียดในการทำงานแล้ว ยังช่วยให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้นอีกด้วย ใครที่ยังมีพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งอยู่ เปลี่ยนพฤติกรรมนี้ซะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-cover_เจ้าสัวธนินท์.jpg

kinyupen_adminOctober 11, 2019

ขอขอบคุณภาพประกอบ : มติชนออนไลน์

ทำไมหนังสือ “ความสำเร็จดีใจได้ วันเดียว” ของธนินท์. เจียรวนนท์ คนในแวดวงคนทำหนังสือถึงให้ความสนใจ และทำไมเราควรสนใจ

นี่อาจเป็น ข้อสังเกต คร่าวๆ 1. หนังสือเล่มนี้ มียอดตีพิมพ์ครั้งแรก 40,000 เล่ม ซึ่งปกติ ไม่มีใครจะกล้าเสี่ยง ส่วนใหญ่เริ่มที่ 2,000 เล่มเพื่อหยั่งเชิง 2. หนังสือเล่มนี้ ใช้เวลา 8 ปีถ่ายทอดประสบการณ์ ความคิด กว่า 50 ปี ของผู้นำธงอาณาจักรซีพี ที่มีรายได้ปีละกว่า 5.5 ล้านล้านบาท และมีพนักงานทั่วโลกกว่า 3 แสนคน 3. หนังสือเล่มนี้ ตั้งชื่อโดยธนินท์ เจียรวนนท์ นั่นย่อมหมายถึงชื่อนี้มีที่มา

สำหรับผู้ที่จะเริ่มอ่าน หรืออ่านจบ แล้ว อาจไม่ “อิน” โดยจะรู้สึกแบบไหน ขึ้นอยู่กับการตีความ ตามประสบการณ์ สถานการณ์ และ ทัศนคติ หากสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้. คือข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ทั้งความสำเร็จ. ความล้มเหลว และแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งอาจนำพาสู่ความสำเร็จในการใช้ชีวิตของตนเอง

1. ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว เช่นเดียวกับความล้มเหลวเพราะพรุ่งนี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง
2. 70 – 30 คืออัตรา “ความเสี่ยง” ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ไม่มีสูตรสำเร็จรูปแต่ต้องไม่ทำให้ล้มละลาย
3. การลงทุนต้องเห็นโอกาส อย่ากลัว”ยาก” หากต้องศึกษาว่ามีอนาคตหรือไม่
4. ธุรกิจกำไรน้อย แต่ขายมาก ไม่ได้หมายความว่า กำไรน้อย
5. การเลือกใช้เทคโนโลยี อย่ามุ่งดีที่สุด หากต้องเลือกที่เหมาะสม
6. ทุกวิกฤติตามมาด้วยโอกาส และโอกาสตามมาด้วยวิกฤติ มีมืดมีสว่างกลับไปมา
7. การนำทีมต้องจัดลำดับการให้ อำนาจ. ตำแหน่ง และเงิน
8. จะปั้นลูกน้องให้เก่งต้องให้อำนาจ ไม่ครอบงำ ชี้แนะได้ แต่ไม่ชี้นำ
9. ให้คิดว่า ทุกวันที่ไปทำงาน คือไปเที่ยว และอุปสรรคที่เข้ามาคืออาหาร 3 มื้อ

 

อาณาจักรซีพี

ธุรกิจของกลุ่มซีพี แบ่งเป็น 8 ธุรกิจหลัก คือ

1) การเกษตร และอาหาร
2) ธุรกิจค้าปลีก
3) การสื่อสารและโทรคมนาคม
4) อีคอมเมิร์ซและธุรกิจดิจิทัล
5) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
6) ธุรกิจยานยนต์
7) ธุรกิจเวชภัณฑ์
8) การเงินและการธนาคาร

การเกษตร และอาหาร

1.CHIA TAI CO., LTD. บริษัท เจียไต๋ จำกัด
เจ้าของผลิตภัณฑ์ ปุ๋ยตรากระต่าย เมล็ดพันธุ์ตราเครื่องบิน เมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวตราโฮมการ์เด้น และผลิตภัณฑ์อารักขาพืชตราช่อฟ้าและตราเจียไต๋ มีธุรกิจหลักคือ ผลิตและจัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์อารักขาพืช รวมไปถึงอุปกรณ์เกษตรและโรงเรือน และธุรกิจผักผลไม้สด มีรายได้ 17,456 ล้านบาท เป็นกำไร 1,249 ล้านบาท

2.FEED INGREDIENTS TRADING
ทำธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์

3.CHAROEN POKPHAND FOOD PLC.
บริษัทนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ชื่อย่อว่า CPF ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ ผลิตอาหารสัตว์ เพาะพันธุ์สัตว์ เลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า แปรรูปเนื้อสัตว์ขั้นพื้นฐาน ผลิตสินค้าเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารสำเร็จรูป รวมถึงช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ในรูปแบบร้านค้าปลีกและร้านอาหาร ตัวอย่างแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัทก็มี ผลิตภัณฑ์อาหารตรา CP ไส้กรอกตรา BKP ร้านอาหาร CHESTER’S GRILL ไก่ย่างห้าดาว และนมตรา MEIJI บริษัทมีรายได้ 464,465 ล้านบาท เป็นกำไร 14,703 ล้านบาท

4.C.P. INTERTRADE CO., LTD.
ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ นำเข้า-ส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงอาหารและข้าว มีรายได้ 12,717 ล้านบาท เป็นกำไร 15.65 ล้านบาท

5.THAI RICE CO., LTD.
บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ทำธุรกิจข้าวครบวงจร ผู้ผลิต ข้าวตราฉัตร มีรายได้ 15,123 ล้านบาท เป็นกำไร 28.52 ล้านบาท

ธุรกิจค้าปลีก

1.CP ALL PLC.
บริษัทนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ชื่อย่อว่า CPALL ธุรกิจหลักคือการค้าปลีกประเภทร้านค้าสะดวกซื้อในชื่อ 7-Eleven และยังประกอบธุรกิจอื่นๆ ที่สนับสนุนธุรกิจหลัก เช่น ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป ตัวแทนรับชำระค่าสินค้าและบริการ Counter Service กาแฟและเบเกอรี่อย่าง Bellinee’s Bake&Brew คัดสรร และ All Cafe บริการขนส่งและกระจายสินค้า Dynamic Management ธุรกิจจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อกและอีคอมเมิร์ซ 24 Shopping รวมไปถึง สถาบันการศึกษาด้านการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มีรายได้รวม 434,712 ล้านบาท เป็นกำไร 16,677 ล้านบาท

2.C.P. LOTUS
บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (121:HK) ประกอบกิจการร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ตในจีน ในชื่อ LOTUS มีรายได้ 50,328 ล้านบาท ขาดทุน 2,683 ล้านบาท

3.SIAM MAKRO CO., LTD.

ประกอบธุรกิจค้าส่ง โดยดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค ภายใต้ชื่อ MAKRO มีรายได้รวม 172,790 ล้านบาท เป็นกำไร 5,412 ล้านบาท

4.SHANGHAI KINGHILL
เป็นเจ้าของและผู้พัฒนาศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ภายใต้ชื่อ Super Brand Mall ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

การสื่อสารและโทรคมนาคม

1.TRUE CORPORATION
ประกอบธุรกิจหลักคือ
True Online ให้บริการอินเตอร์เน็ต รายได้รวม 28,300 ล้านบาท กำไร 3,704 ล้านบาท
True Move H ให้บริการโทรศัพท์มือถือ รายได้รวม 93,876 ล้านบาท ขาดทุน 4,878 ล้านบาท

True Vision ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก รายได้รวม 12,406 ล้านบาท ขาดทุน 1,375 ล้านบาท

และธุรกิจอื่นๆ อย่าง ร้านกาแฟ True Coffee และ มีร้านค้าออนไลน์ wemall และ iTrueMart ไม่แน่ใจว่าธุรกิจร้านค้าออนไลน์โยกไปในบริษัทใหม่ที่ทำอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะชื่อ ASCEND GROUP แล้วหรือยัง
เมื่อรวมกับรายการระหว่างกันแล้ว ทรูคอร์เปอเรชั่น มีรายได้รวม 124,719 ล้านบาท ขาดทุน 2,807 ล้านบาท

อีคอมเมิร์ซและธุรกิจดิจิทัล

1.ASCEND GROUP
ประกอบธุรกิจไอทีต่างๆ เช่น ร้านค้าออนไลน์ บริการบัตรเงินสด และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง TrueMoney และ WeLoveShopping มีรายได้ 551 ล้านบาท เป็นกำไร 27 ล้านบาท

2.PANTAVANIJ
บริษัท พันธวณิช ให้บริการที่ปรึกษาด้านการจัดซื้อและบริการตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับองค์กร มีรายได้ 452 ล้านบาท เป็นกำไร 165 ล้านบาท

ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

1.CP LAND
ประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้เช่า (พื้นที่ประกอบธุรกิจ) และขาย (ที่อยู่อาศัย) รวมไปถึงให้บริการบริหารจัดการอาคาร เป็นเจ้าของโครงการอย่าง ซี.พี.ทาวเวอร์ ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ และโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพ ฟอร์จูน มีรายได้ 2,803 ล้านบาท เป็นกำไร 534 ล้านบาท

จริงๆแล้วมีบริษัทแมกโนเลีย บริษัทของลูกสาวของคุณธนินท์ ที่ร่วมกับสยามพิวรรธน์ ทำโครงการสุดหรู ไอคอนสยาม ที่ริมแม่น้ำเจริญนครอีกด้วย แต่ในข้อมูลของเครือซีพีไม่ได้ระบุบริษัทนี้ไว้ จึงไม่แน่ใจว่าบริษัทแมกโนเลียอยู่ภายใต้เครือซีพีหรือไม่

ธุรกิจยานยนต์

1.SAIC-CP MOTOR CO., LTD.
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี เป็นบริษัทร่วมทุนกับผู้ผลิตรถยนต์จากจีน ดำเนินการผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ MG เพื่อจำหน่ายในไทยและอาเซียน มีรายได้รวม 4,158 ล้านบาท ขาดทุน 2,461 ล้านบาท

2.LUOYANG NORTHERN EK CHOR
ประกอบธุรกิจด้านการผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกมอเตอร์ไซค์ในประเทศจีน ภายใต้แบรนด์ DAYANG

ธุรกิจเวชภัณฑ์

1.SINO BIOPHARMACEUTICAL LIMITED
จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (1177:HK) ประกอบธุรกิจวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงผลิต และจัดจำหน่ายยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและสมองในประเทศจีน มีรายได้ 67,258 ล้านบาท เป็นกำไร 13,550 ล้านบาท

การเงินและการธนาคาร

1.ZHENGXIN BANK CO., LTD.
ประกอบธุรกิจด้านการเงินการธนาคารสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

2.PING AN INSURANCE (GROUP) COMPANY OF CHINA, LTD
กลุ่มบริษัทในประเทศจีนที่ CP เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง (2318:HK, 601318:SH) ให้บริการด้านการเงินตั้งแต่ ประกันทุกชนิด การธนาคาร ไปจนถึงการลงทุน มีรายได้รวม 3.87 ล้านล้านบาท เป็นกำไร 361,116 ล้านบาท

บริษัทอื่นๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ

1.C.P. POKPHAND CO. LTD
บริษัทย่อยของ CPF จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (0043:HK) ดำเนินกิจการอยู่ในกลุ่มการเกษตรและอาหาร ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจอาหารสัตว์ มีรายได้ 175,600 ล้านบาท เป็นกำไร 10,955 ล้านบาท โดยรายได้ทั้งหมดมาจากจีนและเวียดนาม

2.PT CHAROEN POKPHAND INDONESIA Tbk
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (CPIN:INDO) โดยมีธุรกิจหลักคือ อุตสาหกรรมเลี้ยงไก่ แปรรูปและจำหน่ายเนื้อไก่และเนื้อวัว มีรายได้ 95,642 ล้านบาท เป็นกำไร 5,564 ล้านบาท (คิดด้วยอัตรา 1 บาท : 400 รูเปียอินโด)

3.CHIA TAI ENTERPRISES INTERNATIONAL LIMITED
บริษัทย่อยของ CPF จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (3839:HK) มีธุรกิจหลักคือ ด้านอุตสาหกรรมและเคมีชีวภาพ โดยเป็นผู้ผลิต Chlortetracycline (CTC) สำหรับใช้ในการเลี้ยงปศุสัตว์ ใช้รักษาและป้องกันโรคติดเชื้อแบคทีเรีย มีรายได้รวม 2,902 ล้านบาท เป็นกำไร 368 ล้านบาท

4.CHAROEN POKPHAND ENTERPRISE TAIWAN CO., LTD.
บริษัทย่อยของ CPF จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (1215:TAI) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ เนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารแปรรูป มีรายได้ 19,990 ล้านบาท เป็นกำไร 1,388 ล้านบาท

 

ขอขอบคุณข้อมูล : สรุปอาณาจักรซีพีจาก ลงทุนแมน


-cover_บริหารเวลา-1.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2019

 

 

ในหนึ่งวันทุกคนมีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชั่วโมง บ่อยครั้งหลายคนมักชอบบ่นว่า “ไม่มีเวลา” ออกไปทำกิจกรรมอดิเรกต่างๆ ตามใจต้องการ เพราะชีวิตวุ่นวายไปกับภาระงานในแต่ละวัน แต่มีข้อสังเกตหนึ่ง ชวนน่าคิดว่าแท้จริงแล้ว เราไม่มีเวลา หรือ ไม่บริหารเวลากันแน่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีแนวคิดดีๆ เกี่ยวกับการจัดสรรเวลาของ ปาลาช เจ้าของบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม เมืองชัมเศทปุระ รัฐฌารขันธ์มาฝากกัน

หลายคนมักละเลยการบริหารเวลาจนทำให้พลาดโอกาสสำคัญต่างๆ เราเคยลองพิจารณาหาสาเหตุกันหรือไม่ว่า เพราะอะไรถึงจัดการเวลาไม่ลงตัวสักที อะไรที่ควรให้เวลา หรืออะไรที่ไม่ควรใช้เวลามากเกินไป

ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าได้ลองวางแผนอย่างจริงจังดังเช่น ปาลาช ชายหนุ่มผู้คลั่งไคล้การประกวดสุนัขจนตระเวนไปประกวดเกือบทุกรัฐที่มีการจัดประกวด แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นหัวหน้างานควบคุมลูกน้องร่วมกว่า 500 ชีวิต กล่าวไว้ในบทสนทนาหนึ่งว่า

“ไม่สำคัญหรอกว่างานไหน คือ งานประจำ หรืองานอดิเรก เพราะสองสิ่งนี้สามารถทำด้วยกันได้อย่างไร้ปัญหา ถ้ารู้จักใช้เวลาให้เป็น”

ปาลาชบอกว่าเขามีหลักแค่ 3 ประการในการบริหารเวลาง่ายๆ ที่เราสามารถนำไปฏิบัติตามได้ ดังนี้

  1. อย่าทิ้งเศษเวลา

ลองพิจารณาดูว่าถ้าเราลองนำเศษเวลาในแต่ละวัน เช่น เวลาที่เสียไประหว่างรอคิวซื้ออาหาร เล่นโทรศัพท์ มารวมกันทีละน้อยจนครบหนึ่งสัปดาห์จะทราบว่าเวลาเหล่านี้ยาวนานร่วมหลายชั่วโมง หากเราเปลี่ยนวิธีการใช้เวลาเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์มาเป็นเช็คงาน อ่านรายงานต่างๆ ทำนานๆ เข้าจนเป็นนิสัยก็จะพบว่าเวลาในชีวิตจะเพิ่มขึ้นจนมีเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่นแบบไม่ยุ่งวุ่นวาย

  1. หาไพรม์ไทม์ให้เจอ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าช่วงเวลาไพรม์ไทม์คืออะไร หากตามความเข้าใจ ไพร์มไทม์ในวงการโทรทัศน์ของไทย คือ หลังสองทุ่มถึงสี่ทุ่มครึ่ง ทุกคนมีไพรม์ไทม์เป็นของตนเองขึ้นอยู่ว่าเราจะใช้ช่วงเวลานั้นไปกับเรื่องอะไร ลองกำหนดไพรม์ไทม์ให้ตนเองดูว่า สมมุติช่วงหกโมงถึงเจ็ดโมงเช้า ฉันจะอยู่กับตนเองไม่ให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวาย แล้วลองเอาช่วงเวลานี้มาวางแผนว่าวันนี้ต้องทำอะไรและมีอะไรบ้างที่จะไม่ทำเพื่อใช้เวลาในวันนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากสุด

  1. ไม่เผลอติดเวลาแห่งความรู้สึก

เวลาตามนาฬิกากับเวลาแห่งความรู้สึกไม่เหมือนกัน คนส่วนใหญ่เมื่อได้ทำในสิ่งที่ชอบมักจะบ่นว่าเวลาน้อยไป แต่ถ้าต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบมักจะบ่นว่าเวลานานไป หากเราเผลอให้ความสำคัญต่อการใช้เวลาในสิ่งที่ชอบมากไป เช่น ตั้งวงเม้าท์คนอื่น เล่นเฟซบุ๊ก ยูทูปเวลาทำงาน เวลาก็จะหมดไปโดยไม่รู้ตัว คราวนี้ก็จะมานั่งนึกเสียดายที่หลังว่าไม่น่าปล่อยเวลาผ่านไปกับเรื่องประเภทนี้เลย

การบริหารเวลาเป็นเรื่องที่เราสามารถจัดการได้ถ้าบริหารได้อย่างตรงจุด เวลาจะอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา  แต่ถ้าปล่อยผ่านเลยไปใช้เวลาอย่างไม่รู้คุณค่า สิ่งหนึ่งที่จะปรากฎติดตัวเป็นไปเป็นเงาตามตัว คือ เวลาไม่เคยพอเสียที

ขอบคุณที่มาข้อมูลจากบทความ “ไม่มีเวลา” หรือไม่ “บริหารเวลากันแน่” โดย จักรพันธ์ จันทร์รัศมี


-cover_รักพันธนาการ.jpg

kinyupen_adminOctober 4, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต วันนี้ขอแชร์ความคิดดีๆ ของ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกัน

แม้โดยส่วนตัวแล้วจะไม่ใช่แฟนคลับตัวยงของ “นิ้วกลม” เท่าไหร่นัก แต่ก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่เขียนหนังสือง่ายๆ เข้าใจง่าย เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ชีวิตคนเราก็ไม่มีอะไรยาก…ถ้าตั้งโจทย์ง่ายๆ สำคัญที่คำตอบ ไม่ใช่คำถาม นั่นหมายความว่า ถ้าเรามีคำตอบที่ชัดเจนให้กับชีวิตตัวเองว่า เกิดมาเพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร และเดินไปให้ถึงเป้าหมายนั้นอย่างไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนคนอื่น ทะเยอทะยานบ้างเพื่อให้ชีวิตมีไดนามิค หรือแรงขับที่จะพุ่งไปข้างหน้า..ก็พอแล้ว

รักให้เป็น รักคนอื่นให้เท่ากับที่เรารักตัวเอง คนที่ไม่รักตัวเอง จะรักคนอื่นไม่ได้..นิยามความรักบอกไว้แบบนั้น

เมื่อเช้าเก็บบ้านหลังจากได้เครื่องดูดฝุ่นประมาณว่าปล่อยให้มันวิ่งไปเองโดยไม่ต้องไปสนใจมัน เพื่อนเรียกเครื่องดูดฝุ่นแบบนี้ว่า “ไอ้อ้วน” เพราะมันตัวอ้วนๆกลมๆ ก็เอาเป็นว่าได้เพื่อนใหม่ชื่อ “ไอ้อ้วน” มาช่วยเก็บฝุ่น และจัดการความสกปรกในบ้าน…แบบที่มันพอจะทำได้ตามกำลังและราคาของมันนั่นละ

เลยเจอหนังสือเล่มหนึ่งเป็นหนังสือของนิ้วกลม เปิดผ่านๆ มีบางถ้อยความในหนังสือที่เขาเขียนไว้อย่างน่าสนใจ…. ขออนุญาตโฆษณาประโยคคมๆ ที่คุณนิ้วกลมเธอหยิบยกมาไว้ในงานเขียนหลายเล่ม เผื่อจะโดนใจใครบ้าง…

นิ้วกลม…บอกว่า บางครั้งความสุขคือการไม่รู้เรื่องทั้งหมด

เรื่องบางเรื่องเราจำเป็นที่จะต้องสืบสาวค้นหาความจริงเพื่อความกระจ่าง เพื่อจะได้แก้ปัญหาและทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น แต่กับเรื่องบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นความลับเล็กๆ ที่บางครั้งการปล่อยความลับเล็กๆ จะของใครก็ตามให้ได้มีที่อยู่เฉพาะของมันบ้างอาจจะดีกว่าการพยายามสืบค้น…

เพื่อนหรือคนรัก …อาจไม่ได้มีนิยามว่า คนที่รู้ทุกอย่าง ทุกเรื่องของเราเสมอไป เพื่อนหรือคนรักที่คบกันได้ยืนยาวอาจเป็นเพราะรู้จักปล่อยให้เพื่อนหรือคนรักของตัวเองได้มี “พื้นที่ส่วนตัว” ที่เราไม่ล่วงรู้บ้างในบางเรื่องบางโอกาส แน่นอนย่อมไม่ใช่ความลับที่เลวร้าย..จนยอมรับไม่ได้

คนที่มีความสุขในความสัมพันธ์…อาจไม่ใช่คนที่เห็นทุกสิ่งและรู้ทุกเรื่อง แต่คือคนที่รู้จังหวะในการ “หลับตา” และ “ลืมตา” แกล้งหลับตาข้างหนึ่งบ้าง…จะได้มีตาของคนข้างๆ ไว้จ้องมองกันนานๆ

The Prophet ของ คาริล ยิบราน เขียนไว้อย่างน่าฟังว่า

จงรักกันและกัน แต่อย่างสร้างพันธะแห่งความรัก

ขอให้ความรักนั้นเป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว แต่สั่นสะเทือน ด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน……

ตอนอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกก็งงๆ เพราะเราอาจไม่ใช่คนที่เข้าใจปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้งมากนัก

ครั้นเมื่อโตขึ้นผ่านเวลามากว่าครึ่งชีวิต …ถ้อยความใน The Prophet บางประโยค กลับให้ความหมายกับชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ

“ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง

และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง

ความรักไม่ครอบครอง…และไม่ยอมถูกครอบครอง

เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก”

อาหารสมอง กับเรื่องราวจรรโลงใจในเช้าวันใหม่สำหรับผู้ที่มีความรักและเข้าใจในความรัก…ทุกคนค่ะ…..