_ทำดีไม่ต้องรอ_วัดปราสาทนนท์_cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 24, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนพบปะกลุ่มคนที่เริ่มจากความตั้งใจ “ทำดี” โดยไม่ต้องมีเกริ่นนำ แต่ทำเลย ซึ่งสาเหตุที่มาเรื่องนี้เริ่มจากเห็นใน pantip ที่มีเข้ามาถามความคิดว่า อยากเป็นจิตอาสา ทำยังไง อยากทำความสะอาดห้องน้ำต้องเริ่มอย่างไร และคาดว่ามีอีกหลายคนอยากเข้าไปช่วย จะเริ่มจากตรงไหน

 

นี่อาจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราหมดข้อสงสัย และเริ่มได้โดยไม่ต้องเกริ่นนำ ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าพี่ๆ จิตอาสากลุ่มที่เรานำมาเสนอนี้ แต่ละคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างมาเจอกันโดยบังเอิญ แต่ก็ร่วมแรงร่วมใจบูรณะหอพระไตรปิฎก ณ วัดปราสาท นนทบุรี จนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างที่เราเห็น

 

 

สำหรับหอพระไตรปิฎก แห่งนี้ถูกสร้างเมื่อประมาณ 30 – 40 ปี แต่ด้วยผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จึงทรุดโทรม โดยเคยมีผู้รับเหมาจะมาบูรณะหากด้วยงบประมาณที่สูงจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ กระทั่ง “น้าสงคราม” หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของชาวจิตอาสากลุ่มนี้มาเจอ จึงเริ่มลงมือบูรณะด้วยตัวคนเดียว ก่อนได้รับความร่วมมือจากสมาชิกแต่ละท่านและคืบหน้ามาจนปัจจุบัน

 

สิ่งที่เป็นของดั้งเดิม คือ บันไดธรรมาสน์ และองค์พระประธานที่คาดว่าอยู่คู่กับวัดพร้อมฐานพระมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีฯ ส่วนพระพุทธรูปที่ทำด้วยหินสีเขียวและโต๊ะหมู่บูชา คือ สิ่งที่น้าสงครามนำมาถวายวัด

 

 

นอกจากนี้ภายในหอยังมีภาพและคำสวดบูชาพระสุนทรีวาณี ผู้คอยดูแลคำสอนพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก รวมถึงภาพถ่ายหลวงปู่สนธิ์ ธมฺมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทแห่งนี้ด้วย

องค์พระประธานที่ตั้งอยู่ในอุโบสถนั้น ทางกรมศิลปากรสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุกว่า 400 ปี และด้วยลักษณะทำให้คาดกันว่าผู้ที่สร้างต้องเป็นพระมหากษัตริย์แน่นอน

 

 

เรื่องราววัดแห่งนี้น่าสนใจมากกว่าความลี้ลับ โดยเฉพาะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมที่ปลูกสร้างโดยพระเจ้าปราสาททอง หลานของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

 

 

 

 


Content_ตัดหลอดพลังที่ยั่งยืน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 25, 2020

  • “หมอนหลอดพลาสติก ช่วยยืดระยะเวลาพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยจาก 2 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมงครึ่ง” เพราะมีคุณสมบัติที่ดีในการคืนรูป มีช่องว่างระบายอากาศ รองรับสรีระผู้ป่วยได้ดี
  • “หมอน 1 ใบ ใช้หลอดประมาณ 2,000 หลอด” หรือ ปริมาณ 5 ถ้วยตวง น้ำหนักเฉลี่ย 948 กรัม
  • “หลอดที่เหมาะจะทำหมอน คือ หลอดกาแฟมาตรฐาน” ส่วนหลอดที่เล็กเกินไป อาทิ หลอดนม หลอดยาคูลท์ หรือ ใหญ่เกินไป เช่น หลอดชานมไข่มุก จะตกคุณสมบัติ เพราะไม่ยืดหยุ่นทำให้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย รวมถึงหลอดย่อยสลายได้ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน
  • โครงการต่ออายุหลอดจะนำ “หลอดตกคุณสมบัติไปทำเชื้อเพลิงจากขยะ” ต่อไป

 

เริ่มกล่าวกันมากขึ้นว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยมีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 65 ปีเพิ่มสูงเป็น 17% ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ โรคภัยไข้เจ็บที่ตัวผู้สูงอายุและคนรอบตัวต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแล โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงก็คือ “กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง” อาทิ ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ – อัมพาต ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา ค่าใช้จ่าย รวมถึงอุปกรณ์ดูแลที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อป้องกันปัญหา “แผลกดทับ” ที่อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ ภาวะขาดอาหารรุนแรง การติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินหายใจและในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

 

“หมอนหลอดจากพลาสติกใช้แล้ว” กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ ที่ถูกนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและได้รับการยืนยันว่าสามารถใช้งานได้จริง อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า “หมอนหลอดดีกับผู้ป่วยที่ต้องนอนในโรงพยาบาลจริง เพราะนอกจากจะมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศเหมาะกับผู้ป่วยที่นอนติดเตียงเป็นเวลานานไม่ให้เป็นแผลกดทับแล้ว ยังช่วยลดปัญหาเรื่องไรฝุ่น ภูมิแพ้ให้กวนใจเหมือนหมอนที่ทำจากนุ่นหรือฝ้ายทั่วไป”

 

ขณะที่ มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็ระบุข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า “จากที่ได้วิจัยในเบื้องต้นร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าหมอนหลอดพลาสติกสามารถยืดระยะเวลาในการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย ช่วยลดภาระงานให้แก่พยาบาล จากสองชั่วโมง เป็นสองชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากหลอดมีคุณสมบัติที่ดีในการคืนรูป มีช่องว่างระบายอากาศ สามารถรองรับสรีระผู้ป่วยได้ดี”

 

ฮีโร่จากซีโร่เวสท์…พลังบวกที่ใครก็มีส่วนร่วมได้

ปัจจุบันมีองค์กร หน่วยงาน หรือ กลุ่มจิตอาสาหลายกลุ่มที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการประดิษฐ์หมอนหลอดเพื่อผู้ป่วยติดเตียง หนึ่งในนั้นคือ โครงการ “ต่ออายุหลอด” ของมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เริ่มดำเนินตั้งแต่ปี 2562 โดยรับบริจาคหลอดพลาสติกใช้แล้วจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ บริษัท ห้างร้านทั่วไป ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ (ปิดรับชั่วคราวเนื่องจากมีพื้นที่ในการจัดเก็บหลอดที่ไม่เพียงพอ) เพื่อนำมาล้างและตากแดดให้แห้ง ก่อนเปิดกิจกรรมจิตอาสาตัดหลอดขนาด 1 เซนติเมตร และนำมาล้างอีกครั้งเพื่อประกอบเป็นหมอนสำหรับส่งมอบ

 

โดยปัจจุบันมีการส่งมอบ “หมอนหลอด” ทั่วประเทศรวมแล้วกว่า 147 ใบ อาทิ บ้านคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรี โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลมาบตาพุด แม่ล้าน หน่วยนาวิกโยธินชลบุรี โรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบลแขมหนู จันทบุรี รวมถึงโรงพยาบาลแม่ลาวและกลุ่มมิตรภาพบำบัด จ.เชียงราย โรงพยาบาลสงฆ์ กทม. ฯลฯ ทั้งหมดนี้ช่วยลดปัญหาขยะหลอดพลาสติกเกือบ 200,000 หลอด

 

ปี 2563 นี้ โครงการฯ ยังคง “เปิดรับจิตอาสาจำนวนมาก เพื่อเข้ามาช่วยกันตัดหลอด ล้างหลอด เพื่อเข้าสู่กระบวนการทำหมอนหลอด” โดยจะจัดกิจกรรมขึ้นทุกเดือน ณ บริเวณโถงอาคาร 1 ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต

ทั้งนี้ครั้งต่อไปจัดขึ้น วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.30 – 16.30 น. ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน หรือ โทร. 02 537 2000 ต่อ 14376 /02 537 3308-10

 

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังระบุว่ายินดีและพร้อมขยายองค์ความรู้และขั้นตอนการทำหมอนหลอดให้กับท้องถิ่น เทศบาล ชุมชน ประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ร่วมเป็นเครือข่ายสานต่อโครงการนี้ไปด้วยกันอีกด้วย


..KBank-แนะนำลงทุน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 12, 2020

ในวันที่เศรษฐกิจซึมยาว ถูกซ้ำเติมจากค่าเงินและโรคระบาด ดอกเบี้ยเงินฝากก็ต่ำ ขณะที่กองทุน ตราสารหนี้ หุ้นก็มีอยู่มากจนเลือกไม่ถูก ดังนั้นถ้าต้องการทำให้เงินเก็บ เงินลงทุนที่มีอยู่งอกเงย ควรทำอย่างไร

 

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำคำแนะนำดีๆ จาก KBank เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก และ กลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะสมในช่วงนี้มาฝากกัน ซึ่งแม้เป็นคำแนะนำสำหรับกลุ่ม Private Banking (ลูกค้าที่มีสินทรัพย์ – เงินฝากในธนาคารสูง) แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์นำไปปรับใช้ได้ไม่มากก็น้อย เพราะคำแนะนำนี้มาจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอย่าง KBank Private Banking (กสิกรไทยไพรเวทแบงค์กิ้ง) ที่ให้บริการไพรเวทแบงค์บริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าไทยและต่างประเทศ

 

 

ที่มา : งานสัมมนา KBank PRIVATE BANKING ANNUAL ECONOMIC OUTLOOK


Content_พี่เด๋อ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 16, 2020

เมื่อคนเราเกิดอาการฟินมากกับกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่ง เคยไหมที่จะถามตัวเองว่า..แล้วจุดหมายสิ้นสุดที่ตรงไหนอาการแบบนี้ จะเห็นได้ชัดในหมู่นักวิ่งที่มักเขยิบเป้าหมายจากนักวิ่งสมัครเล่นระยะ 5 กิโลเมตรไต่ขึ้นไปสู่ 10 กิโลเมตร  ฮาล์ฟมาราธอน( 21 กิโลเมตร)  จนถึง ฟูลมาราธอน (42 กิโลเมตร) และจากรายการในบ้านก็สู่รายการนอกบ้านขยับไกลออกไป

 

นักวิ่งแทบทุกคนจะบอกว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะความรู้สึกที่ได้คือ การพิสูจน์การเอาชนะตัวเอง เอาชนะทั้งร่างกายและ จิตใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด

 

วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน หนึ่งตัวอย่างผู้ที่มีจุดเริ่มต้นจากการวิ่งระยะสั้นเพื่อสุขภาพ ก่อนผันสู่ผู้พิชิตเส้นทางหฤโหดของเอเวอเรสต์มาราธอน และกำลังจะก้าวสู่เส้นทางที่ยากขึ้นอีกระดับ คือการปีนธารน้ำแข็งที่ความสูงกว่า 4,000 เมตรบนเทือกเขาแห่งเนปาล

 

จุดเริ่มในการวิ่งของพิพัฒน์ คือวิ่งระยะสั้นเพื่อรักษาสุขภาพ หากเมื่อสุขภาพเข้าที่ เป้าหมายก็เขยิบตามความรู้สึกที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ไต่สู่ฮาล์ฟมาราธอน  มาราธอนทั้งในและต่างประเทศจากนั้นขยับสู่การวิ่งเทรล ที่เป็นการวิ่งแบบผจญภัยบนพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็น ป่า  ภูเขา หรือ ทุ่งหญ้า แล้วแต่ภูมิประเทศของรายการที่จัดงาน นั่นคือที่มาของวิ่งรายการเอเวอเรสต์มาราธอน ระยะทาง 42 กิโลมตร ที่ความสูง 5,300 เมตร ไม่รวมการเดิน Trekking ระยะทาง 60 กิโลเมตร และอย่างที่พิพัฒน์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจคือ

 

อ่านประกอบ : เปิดบันทึก “คนไทยผู้พิชิต Everest Marathon 2019” บอกเล่าเส้นทาง อารมณ์ ความรู้สึกผ่านภาพถ่าย 

 

ทุกเส้นทางมีเรื่องราวมากมายรอให้พบเจอ นั่นคือความสนุกที่เกิดขึ้น จึงเป็นแรงบันดาลใจในการมองหาสนามใหม่ๆ เส้นทางใหม่ๆ เพื่อพาตัวเองออกไปวิ่งพิชิตความท้าทายที่รออยู่เสมอ พยายามหาโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ให้กับตนเอง โดยแต่ละครั้งจะวางแผนซ้อมอย่างเป็นระบบ กำหนดเป้าหมายการซ้อมแต่ละวันที่ชัดเจน

 

วันนี้พิพัฒน์ จึงวางแผนอีกก้าวของความท้าทายใหม่ คือการปีนธารน้ำแข็ง โดยเริ่มจากเข้าคอร์สปีนธารน้ำแข็งกับ The Khumbu Climbing Center สถาบันสอนเทคนิคการปีนเขาที่มีชื่อเสียงของเนปาล ก่อตั้งโดยนักปีนเขาสองสามีภรรยาชื่อดังคือ Alex Lowe และ Jennifer ร่วมกับ Conrad Anker  แบรนด์พรีเซนเตอร์ The North Face

 

ทั้งสามคนร่วมกับ Pemba Sharwa ทายาทตระกูลนักปีนเขาชื่อดังชาวเฌอปา (หลานปู่ของ Tenzing Norgay ผู้พิชิตเอเวอเรสต์ร่วมกับเซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่) ซึ่งก่อตั้งสถาบันนี้เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของเนปาล และมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

 

นอกจากคนท้องถิ่นแล้วสถาบันนี้ยังเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปสามารถลงเรียนได้ด้วย โดยระยะเวลาเรียนมีตั้งแต่ 2 – 4 สัปดาห์ ขึ้นกับหลักสูตร ที่มีตั้งแต่คอร์สการปีนเขาทั่วไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคอร์สอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 2,000 ดอลล่าร์ (ไม่รวมค่าเดินทางและที่พัก)

 

การเรียนปีนเขาแบบ Indoor หรือ Rock climbing ปกติ สามารถเรียนได้ตลอดปี  แต่สำหรับหลักสูตรปีนธารน้ำแข็งช่วงเวลาที่เหมาะสมสุดคือช่วงเดือนมกราคม เพราะอากาศบนเขาที่เนปาลจะหนาวมากจนธารน้ำตกที่ไหลมากลายเป็นน้ำแข็ง เรียนที่ระดับความสูงประมาณ 4,000 กว่าเมตร จากระดับความสูงจริงกว่า 7,000 เมตร ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม www.alexlowe.org/projects/kcc

 

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างนักวิ่งผู้ก้าวข้ามขีดจำกัด และสร้างความท้าทายกว้างออกไป เพราะเชื่อว่าความอยากทำสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆเป็นปกติวิสัยของมนุษย์


-3-จึงมีเรื่องเล่าขาน.jpg

kinyupen_adminJanuary 9, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุกท่านย้อนที่มาพื้นที่ รอส. เขาค้อ…
.
พอสิ้นสุดยุทธการแห่งเขาค้อ
รอส. จึงเข้าอยู่อาศัย
เป็นกลยุทธ์ กุศโลบายทหารไทย
เพื่อมิให้ไพรีร้ายเข้ายึดครอง…
.
#Kinyupen #กินอยู่เป็น #เขาค้อ #โฮมสเตย์เสลียงแห้ง3 #รีสอร์ตเขาค้อ
.
ติดตามเรื่องราวข่าวสาร กินอยู่เป็น ง่ายๆ ได้ทาง
เว็บไซต์ : www.kinyupen.co
แฟนเพจ : www.facebook.com/kinyupen.co
ทวิตเตอร์ : @kinyupenco www.twitter.com/Kinyupenco
อินสตาแกรม : @kinyupen.co www.instagram.com/kinyupen.co

EverestMarathon_Kinyupen.jpg

adminJune 10, 2019
“วิ่งบนเขาเอเวอเรสต์เป็นอะไรที่ยาก พื้นเป็นหินปนหิมะทั้งแข็ง ทั้งลื่น ทั้งชัน ขาพลิกขาหักกันเป็นแถว แล้วก็เราเองก็พลาดเรื่องรองเท้าซึ่งปกติวิ่งที่ราบไม่เป็นอะไร แต่วิ่งบนนั้นไปสัก 10 กิโลเมตร ปรากฏว่าเล็บไปชนอะไรบางอย่างจนห้อเลือด เจ็บมาก ต้องเอาเข็มทิ่มเอาเลือดออก แล้วกัดฟันวิ่งประคองจนจบถึงเส้นชัย”

 

คำบอกเล่าของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน นักวิ่งชาวไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถพิชิต Everest Marathon 2019 รายการวิ่งสุดโหดสูงเสียดฟ้าที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนักต่อนัก โดยคุณพิพัฒน์เข้าเส้นชัยลำดับที่ 45 ประเภทนักวิ่งอินเตอร์เนชั่นแนล ระยะทาง  42.195 กิโลเมตร

สำหรับการจะเป็นผู้พิชิตเส้นทางนี้ได้นั้น ทุกคนต้องผ่านเส้นทางทรหดประมาณ 20 วัน โดย 10 วันแรกจะเป็นการเดินขึ้นสู่ Everest Base Camp ความสูง 5.364 กิโลเมตร เพื่อพักปรับสภาพร่างกาย 1 วัน ก่อนออกวิ่งมาราธอนจาก Everest Base Camp สู่เส้นชัย Namche Bazaar ให้จบภายใน 1 วันและพักผ่อนอีก 1 คืน ก่อนเดินทางลงจากยอดเขา

คุณพิพัฒน์ เล่าเพิ่มเติมว่า “ช่วงขึ้นไป 10 วัน ต้องเตรียมตัวดีๆ เรื่องการกิน การนอน การรักษาสภาพร่างกาย เพราะไปถึงแล้วไม่ได้กลับเฉยๆ เนื่องจากเมื่อถึงเส้นชัยต้องเดินลงเขาต่ออีก ดังนั้นจึงเตรียมตัวล่วงหน้ากว่า 3 เดือน ทั้งสภาพร่างกาย ความอดทน ทำ altitude training ซ้อมวิ่งสวมหน้ากาก Training Mark แบบลดอ็อกซิเยน และฝึกใน “ห้องแชมเบอร์” เช่นเดียวกับนักบิน เพื่อให้ร่างกายชินกับการใช้ชีวิตในอากาศเบาบาง”

โอกาสนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอบันทึกความสวยงามปนทรหด ตลอดเส้นทาง Everest Marathon ที่ผสานการบรรยายอารมณ์ ความรู้สึกของคุณพิพัฒน์ ละเอียดอ่อน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “นี่คือหนึ่งเส้นทางในฝันที่สามารถทำตามฝันจนสำเร็จ” โดยสามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/kinyupen.co/posts/440168119894489



kinyupen_adminJune 7, 2019

 

หลายท่านอาจรู้จักแล้วว่า Naplab คือ Co- Working Space แนวใหม่ที่กำลังมาแรง ด้วยจุดเด่นตามคำนิยามของผู้ก่อตั้งว่าเป็น “สถานที่ทำงานสุดผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน” แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมาะกับทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงาน งีบหลับพักผ่อน วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพามาทำความรู้จัก Naplab ในอีกแง่มุมให้มากขึ้น ผ่านการบอกเล่าของคุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ คุณณัฐ ผู้จัดการ Naplab สาขาวังหลัง ซึ่งเป็นอีกคนที่คลุกคลีกับ Naplab มาตั้งแต่สาขาแรกที่จุฬา………

“เชื่อไหมว่า เคยมีน้องๆ นักเรียนมาใช้บริการพักอยู่ที่นี่เป็นเดือนเลย ในช่วงสอบ GAT PAT โดยเรามี Facilities ให้หมด ยกเว้นเรื่องเสื้อผ้าที่น้องเค้าเอาไปซักข้างนอก เรามีห้องอาบน้ำ น้องสามารถซื้อของเข้ามาทานได้ มีกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย มีพื้นที่ทำงาน อ่านหนังสือ นั่งเล่น นั่งคุย นั่งถาม มี wifi ให้ตลอด”  คุณณัฐ เปิดบทสนทนาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนขยายความถึงตัวตน Naplab

 

เน้นขาย “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น”

จุดเริ่มต้น Naplab เกิดจากแนวคิดของคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ Naplab ที่อยากให้มีสถานที่ทำงานเสมือน “ทำงานบ้านเพื่อน” ที่สามารถอยู่ได้แบบ 24 ชั่วโมง หิวข้าว หิวน้ำก็นำมาทานได้ทุกเมื่อ นำมาสู่ Co Working Space แนวใหม่ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน

นอกจากจุดเด่นด้านดีไซน์ที่รีแล็กซ์ และเติมฟังค์ชั่นต่างๆ ให้ใช้งาน พักผ่อน เล่น หรือ จับกลุ่มทำงานครบครันแล้ว อีกจุดขายสำคัญ คือ “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น” เพราะทีมบริหารมองว่าถ้ามีกฎ หรือ ข้อห้ามมากเกินไปอาจกระทบต่อความสะดวกสบายและความรู้สึกของผู้ใช้งาน อาจทำให้คิดงานไม่ออก เข้ามาแล้วเครียด

ดังนั้นจึงผสานระหว่างความคล้ายห้องสมุด แต่ฉีกกฎเพื่อแก้ปัญหาจากข้อจำกัดของสถานที่โดยปรับใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปมากขึ้น เพราะทีมบริการเข้าใจดีพฤติกรรมมนุษย์ว่าการทำงาน ต้องมีการพักผ่อน ทานอาหาร หรือ ผ่อนคลายรวมอยู่บ้าง แต่กิจกรรมนั้นต้องไม่รบกวน ละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วย

“ที่นี่เราอยากให้สบายๆ เป็นกันเอง อย่างคนไหนที่มาประจำเราก็จะคุยเล่น บางคนกลายเป็นเพื่อนกันไปเลย จุดแข็งของเราคือ เรามีฐานคนที่รู้จักเรา ที่รู้จักตัว Naplab”

 

2 สาขา 1 คอนเซ็ปต์ แต่ต่างกลุ่มลูกค้า

ปัจจุบัน Naplab มีทั้งสิ้น 2 สาขา โดยสาขาแรก ตั้งอยู่ที่จุฬาซอย 6 มีการตอบรับค่อนข้างดี ทำให้เห็นว่ายังมีผู้คนที่คิดเหมือน Naplab ว่าควรมีพื้นที่ลักษณะนี้สำหรับการทำงาน จึงเป็นที่มาของการขยายสู่สาขาล่าสุดคือ สาขาวังหลัง ตั้งอยู่ชั้น 4 อาคารท่าวังหลัง โดย 2 สาขาจะมีคอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ เน้นขายความสบายเป็นกันเองและมีอิสระ แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ กลุ่มลูกค้า

“การทำธุรกิจของ Naplab เราเน้นที่ User experience เขาเสียค่าใช้จ่ายมาแล้ว เขาไม่ได้ซื้อแค่พื้นที่อย่างเดียว เขาซื้อความรู้สึกด้วย ความรู้สึกในการมานั่งทำงาน ความรู้สึกในการมาเจอเพื่อน มันมี experience บางอย่างที่มันไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่าง บรรยากาศ มันเป็นการเริ่มต้นบนจุดที่เหมือนกัน คือ คอนเซ็ปต์สบายๆ เป็นกันเอง” คุณณัฐ ขยายความพร้อมเล่าต่อว่า

ในส่วนสาขาจุฬา ช่วงเริ่มแรกคาดว่าผู้เข้ามาใช้หลักน่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนวัยทำงาน แต่ปรากฏว่า Naplab กลับถูกใจของน้องๆ มัธยมด้วยเพราะว่าเปิด 24 ชั่วโมงและมีระบบความปลอดภัยที่ดี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและวางใจ

ขณะที่สาขาวังหลัง แม้ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน แต่ก่อนลงมือทำก็ได้เข้าไปพูดคุยกับเป้าหมายหลัก ได้แก่ แพทย์ นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ เจาะถึงสิ่งที่อยากได้ หรือ อยากให้เป็น เพื่อตอบโจทย์ตรงความต้องการคนกลุ่มนี้ ทำให้พบว่ากลุ่มนี้จะค่อนข้างจริงจังกับการอ่านหนังสือ สาขานี้จึงมีความแตกต่างของบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึมและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าสาขาแรก แต่ยังอยู่ในคอนเซ็ปต์เดียวกัน

 

ใส่ใจทุกความคิดเห็นลูกค้า

การที่ Naplab เติบโตมาถึงปัจจุบัน คุณณัฐบอกว่าส่วนหนึ่งต้องขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ทั้งที่เข้ามาใช้บริการและร่วมแสดงความคิดเห็น โดยทีมบริหารจะให้ความสำคัญมากกับทุกความเห็น เพราะทั้งหมดนี้คือ Customer experience ที่ต้องนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์สูงสุด และสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ลูกค้า

“เมมเบอร์ของเราบางคน มานั่งมาคุยกับเราบ่อย จนลูกค้าเข้าไปสอบถามเพราะคิดว่า เมมเบอร์คนนั้นเป็น สตาฟของเราก็มี ซึ่งมีอะไรตลกๆ แบบนั้นอยู่ จนรู้สึกว่านี่คือความน่ารัก ที่เราจะรักษา Strength ตรงนี้ของเราไว้ โดยไม่อยากคิดว่าใครเป็นคู่แข่ง เราจะเน้นการมองตัวเราเอง และ คนที่รักเรา ลูกค้าเราเป็นหลัก” ผู้จัดการหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับผู้สนใจเข้าใช้บริการ สามารถไปใช้บริการได้ที่ NapLap สาขาจุฬาฯ ซอย 6 และสาขาวังหลัง ใกล้ที่ไหน สะดวกที่ไหน แวะเข้าไปใช้บริการกันได้ ส่วนอัตราค่าบริการจะมีราคาแตกต่างกันไป มีทั้งราคาสำหรับบุคคลทั่วไปและราคาสำหรับนักเรียน-นักศึกษา เมื่อถึงที่ Naplab ให้ติดต่อชำระเงินที่บริเวณเคาวเตอร์ จากนั้นจะได้สลิปผ่านประตู เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศสถานที่ทำงาน Co-working space สุดแนวที่คุณจะต้องมีความสุขและประทับใจอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 


..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

kinyupen_adminNovember 30, 2018

 

 

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนทำงานเพื่อแสวงหาเงินทองทรัพย์สิน บ้างเพื่อปากท้อง บ้างเพื่อแต่งเติมซื้อหาความสุข ซึ่งอาจต้องแลกมากับความเหนื่อยล้าในสิ่งที่ทำอยู่เพราะไม่ใช่สิ่งที่รัก ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากได้ทำสิ่งที่รักและสามารถเลี้ยงปากท้องดูแลครอบครัวไปได้พร้อมกัน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปพบกับ “คุณลุงจันทร์ นานุ” โชเฟอร์สามล้อเครื่อง (รถตุ๊กตุ๊ก) เมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มองเห็นช่องทางและโอกาสจากอาชีพบริการที่ตนเองรัก จนนำมาสู่การพัฒนาบริการเสริมซึ่งช่วยสร้างรายได้และความสุขใจไปพร้อมกัน   

ตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวคันแรกแห่งเมืองสามหมอก

ลุงจันทร์ โชเฟอร์หนุ่มใหญ่ใจดี พื้นเพดั้งเดิมเป็นชาวลำพูน ได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2533 เริ่มจากขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก่อนหันมาขับรถตุ๊กตุ๊กตั้งแต่ปี 2554 โดยบริการรับส่งในตัวเมืองเหมือนรถตุ๊กตุ๊กรับจ้างทั่วไป

แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนได้รับการโปรโมทและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่รักงานบริการ ชอบพบปะพูดคุยและเดินทางไปในที่ต่างๆ ลุงจันทร์เริ่มเห็นช่องทางที่จะต่อยอดและคว้าโอกาสเพิ่มรายได้จากตรงนี้ จึงลงทุนติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้รถตุ๊กตุ๊กคันนี้สามารถวิ่งขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือ ไปในที่ไกลๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการทางเลือกใหม่แก่นักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ให้บริการรถตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวรายแรกของแม่ฮ่องสอน”

รูปแบบบริการ จะมีทั้งแบบเหมาท่องเที่ยวเฉพาะจุด หรือ จัดทริปท่องเที่ยวแบบ 1 วัน  2 วัน หรือ ตามแต่นักท่องเที่ยวต้องการ ไม่ว่าจะเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สโลว์ไลฟ์เก๋ไก๋ ไหว้พระ รับลมชมธรรมชาติ ท่องภูเขา เที่ยวน้ำตก แช่น้ำพุร้อน ลุงจันทร์การันตีว่ารถตุ๊กตุ๊กคันนี้พร้อมพาไปได้หมดทุกที่ที่มีทาง

“ผมรักอาชีพนี้ รักอาชีพบริการ ถ้าใครอยากไปไหนก็ตามใจทุกอย่าง ไม่จำกัดเวลา” ลุงจันทร์กล่าว พร้อมเล่าต่อว่า แต่ละทริปลุงจันทร์จะนำสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและได้รับความนิยม อาทิ พระธาตุดอยกองมู สะพานซูตองเป้ หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว น้ำตกผาเสื่อ ภูโคลน ถ้ำปลา ปางตอง ปางอุ๋ง ฯลฯ  มาปรับใช้ในเส้นทางให้เหมาะกับโจทย์ลูกค้าแต่ละรายตามที่ตกลงกัน พร้อมบริการให้คำแนะนำ เกร็ดน่ารู้ ภาษาถิ่น เสมือนไกด์ประจำตัวตลอดการเดินทาง และ “ความปลอดภัย” คืออีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงเตรียมพร้อมทั้งคนและรถ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ถ้าตั้งใจและใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัด

นับจากที่เริ่มให้บริการนักท่องเที่ยวทริปแรกจนถึงปัจจุบันซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 ลุงจันทร์บอกว่า ไม่คิดจะมีคนสนใจใช้บริการ หรือ มีคนรู้จักมากเหมือนทุกวันนี้ โดยลูกค้าช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อปากต่อปาก ต่อมาเมื่อมีลูกค้านำบริการของลุงจันทร์ไปโพสต์ในเว็บไซต์ pantip ก็ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าสนใจสอบถามและติดต่อจองคิวต่อเนื่องเป็นระยะ แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้บริการแต่ได้เคยอ่านเรื่องราวเคยเห็นรูปลุง เมื่อมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนแล้วเจอกันระหว่างทางก็แวะเข้ามาทักทาย เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุงจันทร์ดีใจและบอกว่าเป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง หรือกำลังใจที่ดีสำหรับคนในอาชีพบริการ

ส่วนกรณีลูกค้าต่างชาติ แม้ลุงจันทร์จะอ่านอังกฤษไม่ออก ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดหรือปัญหา เพราะอาศัยความตั้งใจ และใส่ใจด้วยวิธีครูพักลักจำ โดยจะฟังและจดใส่สมุดเป็นภาษาไทย ว่าคำไหนแปลว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร สำคัญอย่างไร แล้วนำมาท่องให้ขึ้นใจเพื่อใช้พูดคุยกับลูกค้า

ทั้งหมดนี้ทำให้แต่ละปี ลุงจันทร์มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาจองคิวใช้บริการท่องเที่ยว เฉลี่ย 50-60 ทริปต่อปี ซึ่งช่วยทำให้ลุงมีรายได้ที่ดีขึ้นตามมา ส่วนวันที่ไม่มีคิวจองก็วิ่งรับจ้างทั่วไปในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตามปกติ และในปี 2561 นี้จากยอดจองก็มีแนวโน้มว่าจะมีลูกค้ามากกว่าทุกปี ซึ่งลุงจันทร์ขอฝากคำขอบคุณลูกค้าทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

“ผมรักอาชีพนี้ รักมันก็เลยทำมาถึงทุกวันนี้ และ อยากฝากถึงทุกคนว่า คนเราถ้าชอบอะไร ตั้งใจทำ มันจะทำเป็นไปเองและมีผลสำเร็จ” ลุงจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

  • “ผู้สนใจท่องเที่ยวรับลมชมวิวแม่ฮ่องสอนไปกับรถตุ๊กตุ๊ก ติดต่อสอบถามได้ที่ 084-370-0554 ลุงจันทร์ นานุ พร้อมคำปรึกษาและแนะนำด้วยมิตรภาพและไมตรี….”