_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 9, 2020

“การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น ผู้ปกครองระดับธรรมดาใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่”

 

แม้ยังคงไม่อาจยืนยันได้ว่าปรัชญานี้ มาจากปราชญ์ท่านใด บางแหล่งกล่าวว่าเป็นของขงจื๊อ บ้างก็ว่าเป็นของหานเฟยจื่อ ปราชญ์จีนโบราณยุคจ้านกว๋อ บ้างก็ว่าเป็นคำคมของขงเบ้งแห่งสามก๊ก แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่พันกี่ร้อยปีก็ยังตกผลึกให้นักบริหารนำมาปรับใช้ได้เสมอ

 

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ผู้บริหาร หรือ หัวหน้างาน มักพบเจอทำให้ยังไม่สามารถที่จะข้ามขั้นไปสู่ผู้ปกครองระดับกลาง หรือ ระดับสูงได้อย่างเต็มตัวนั่นก็คือ  “งานไม่เดิน สั่งแล้วไม่ทำ ต้องทำเอง” ซึ่งนี่คือประโยคสุดฮิตที่ 90% ของธุรกิจขนาดเล็ก หรือ  หัวหน้างานมือใหม่ยังแก้ไม่ตก

 

สาเหตุอาจเกิดจากศักยภาพทั้งของตัวผู้สั่งงานและผู้รับคำสั่ง อุปนิสัยส่วนตัวของบุคลากรในองค์กรนั้นๆ ที่ไม่พร้อมเปิดรับ หรือ หาช่องทางเลี่ยงบาลีในการปฏิบัติตามคำสั่งด้วยข้ออ้างต่างๆ นานาบ่อยครั้งจนงานไม่คืบหน้านำมาสู่ความรำคาญ จนรู้สึกว่าถ้าลงมือทำเองงานจะคืบหน้าและมีอุปสรรคน้อยกว่า

 

กรณีนี้ หัวหน้างานควรลองเช็คดูก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องมานั่งทำเองอยู่ตลอด โดยอาจต้องพิจารณาจาก 3 มุม นั่นคือ 1. งานอาจมีขอบเขตกว้างที่เกินไป 2. ผ่อนเวลาให้มากเกินไป 3.ให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในสายตาของลูกน้องมากเกินไป พร้อมข้อแนะนำต่อไปนี้

 

  1. ขอบเขตงานชัดเจน ระบุหน้าที่ที่ชัดเจนของบุคคลนั้น ตำแหน่งนั้นๆ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง คาดหวังผลอย่างไรเพื่อเลือกคนที่เหมาะสมกับงาน โดยเฉพาะปัจจุบันที่พนักงานควรปรับตัว เรียนรู้เพิ่มทักษะให้เป็นแบบ Multi skill เพราะหมดยุคหนึ่งคนหนึ่งความรับผิดชอบแล้ว เห็นได้จากหลายองค์กรที่เริ่มมีการปลดพนักงานอายุงานสูงที่ไม่อาจปรับตัวเข้ากับกระบวนการทำงานและเทคโนโลยียุคใหม่จนกลายเป็นข้อจำกัด มากขึ้นเรื่อยๆ
  2. กำหนดเป้าหมายชัดเจน การมอบหมายงานนอกจากดูความสามารถและความเหมาะสมแล้ว ควรจะเลือกคนมีความมุ่งมั่น มีแนวคิดหรือลักษณะการทำงานในทางเดียวกันก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้
  3. วัดผลงานอย่างชัดเจน หาวิธีวัดผลของงานให้ได้ว่าบุคคลนั้นๆ สามารถทำงานถึงเป้าหมายกี่เปอร์เซ็นต์ อาทิ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานที่ได้รับมอบหมาย ประสิทธิภาพชิ้นงาน ซึ่งเกณฑ์อาจมาจากการตกลงร่วมกันในทีม หรือ อาจประยุกต์จากความเร่งด่วนของงาน รวมถึงอาจประเมินร่วมกับ Working Hour เพื่อวัดผลปลายปีด้วยก็ได้

 

3 วิธีไขลาน เมื่อสั่งการแล้วงานไม่เดิน

 

จากแนวทางเสนอแนะ 3 ข้อข้างต้น จะช่วยให้หัวหน้างานมองภาพองค์รวมของาน รวมถึงประสิทธิภาพของตัวหัวหน้างานเอง หรือ ลูกน้องในทีมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นำมาสู่การวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า งานไม่เดินเพราะอะไร อาทิ เกิดจากวิธีการสั่งงานที่ยังไม่สามารถดึงศักยภาพทีมงานออกมาเต็มที่ เกิดจากทัศนคติ หรือ ความรับผิดชอบส่วนบุคคลนั้นๆ หรือไม่ ต้องแก้อย่างไร ต้องหาคนเพิ่ม หาคนแทนหรือไม่

 

ทั้งนี้เพื่อนำมาสู่การแก้ปัญหา “งานไม่เดิน สั่งแล้วไม่ทำ เดี๋ยวทำเอง”ได้ตรงจุด จะได้ผลักดันตัวเองและองค์กรให้เดินหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

 

ที่มาข้อมูลอ้างอิง

ejobmag.com


_กินอยู่เป็น_cover-1.jpg

kinyupen_adminMarch 8, 2020

“…ใจเอ๋ยใจ หายใจยาว ใจดีสู้เสือ ขอจงมีความสุขความเจริญ…”

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระราชทานเป็นพรปีใหม่ พ.ศ.2541 มาทบทวนในช่วงที่รอบตัวยังคงปกคลุมด้วยข่าวร้ายเพื่อสร้างกำลังใจให้พวกเรา “ใจดีสู้เสือ” ฝ่าวิกฤตร่วมกันอีกครั้ง

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

 

นับจากต้นปี 2563 เป็นต้นมา ปัญหาอุปสรรคนานา ล้วนถาโถมมาไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่ฝุ่น PM 2.5 ยังไม่ทันจางก็ต่อด้วยไวรัสโควิด–19 ขณะที่พยากรณ์เศรษฐกิจก็แสนหดหู่ดูน่าสิ้นหวัง บริษัทปิดตัว เลิกจ้างรายวัน ความเห็นต่างการเมืองที่เหมือนรอวันปะทุ ภัยแล้งก็กำลังตามมา แต่ทุกวิกฤตล้วนมีทางออกเป็นธรรมดาและบ้านเมืองเราก็เคยผ่านวิกฤตมาแล้วหลายครั้งด้วย “สติ – กำลังใจที่ดี” จึงขอแนะนำว่า “ไม่ควรวิตกจริตกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกินไปจนชีวิตขาดความสุข” อยากให้ทุกท่านลองวางสมาร์ทโฟน งดโซเชียลมีเดียสักพัก ลดทอนการเสพข่าวร้ายที่เป็นเสมือน “เสือร้าย” บั่นทอนจิตใจแล้วนั่งพักหายใจยาวๆ หาทางรับมืออย่างมีสติกันดีกว่า

 

ดังนั้นตลอดสัปดาห์นี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอซีรี่ย์ “ใจดีสู้เสือ” ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางพิชิต “เสือร้าย” หรือ ปัญหา 4 ประการที่ทุกคนกำลังเผชิญร่วมกัน ประกอบด้วย “เศรษฐกิจ – โรคระบาด – ความเห็นต่างทางความคิด – ภัยแล้ง” ผ่านการเรียนรู้จากอดีตที่เราสามารถผ่านพ้นมาได้ดีในหลายเหตุการณ์ ผสานการน้อมนำพระราชดำรัสและแนวปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อันเป็นเสมือนพรประเสริฐที่พระองค์ท่านพระราชทานเป็นของขวัญแก่ประชาชนมาปรับใช้ ซึ่งยังคงสามารถนำมาปรับใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดีไม่มีตกยุคสมัยแต่อย่างใด

 

ทีมงานหวังว่าซีรี่ย์ทั้ง 4 ตอนที่จัดทำขึ้นนี้คงช่วยสร้างประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ในด้านการช่วยลดความตระหนก วิตกกังวล หรือ กระตุกมุมคิดพลิกลบเป็นบวก เพิ่มกำลังใจในการใช้ชีวิตร่วมกับข่าวสารและเหตุการณ์รอบตัวที่เผชิญอยู่ได้อย่างมีสติต่อไป พบกันตอนแรกวันพรุ่งนี้ 07.30 น.


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 3, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำความคิดดีๆ ที่เก็บเกี่ยวจากคอลัมน์ของกิเลนประลองเชิง ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ซึ่งหยิบยกเนื้อหาเรื่องเร็วและช้าจากหนังสือเรื่องเล็กๆ ความหมายใหญ่ๆ ของสุริยเทพ ไชยมงคล สำนักพิมพ์อินสไปร์

 

โดยเนื้อหาของเรื่องมีอยู่ว่า ชายหนุ่มจากยุโรปเดินทางมาประเทศแถบตะวันออก เขารู้สึกว่าตนเจอปัญหาความช้าของชีวิตผู้คนในบ้านเมืองนั้น

 

วันหนึ่ง เขาไปซื้อของจากพ่อค้าชรา เขาดูความงุ่มง่ามเงอะงะของพ่อค้าขณะหยิบสินค้าจึงกล่าวถาม   “ชีวิตคนแถวนี้ เชื่องช้ากันอย่างนี้หรือ”  พ่อค้าตอบว่า “ชีวิตคือการเริ่มต้นการเดินทางจากการเกิดไปสู่การตายทำไมเจ้าต้องรีบร้อนไปให้ถึงปลายทางนักเล่า” สิ่งที่ชายหนุ่มซึมซับ ณ ขณะนั้นคือ “นี่คือปรัชญาแบบตะวันออก”

 

ในคอลัมน์ได้กล่าวถึงความต้องการในชีวิตของคนแต่ละช่วงวัย ที่ว่าเหตุที่ “คนวัยหนุ่มสาวชอบความเสี่ยง”  เพราะเวลายังเหลืออีกมากพวกเขาจึงไม่กลัวที่จะเสี่ยงอันตราย  เพราะอันตรายคือประสบการณ์แปลกใหม่

“คนวัยกลางคนชอบเงิน” เพราะเวลาในชีวิตเหลือเพียงครึ่งเดียว ดังนั้นจึงซึมซาบความสำคัญของการมีชีวิตอยู่พวกเขาจึงต้องพึ่งพาเงินทอง

“คนชราชอบความสงบ”  เพราะเวลาเหลืออีกไม่มาก คนชราจึงต้องการความสงบระลึกถึงความทรงจำในอดีต

ดังนั้นถ้าเราเข้าใจที่มาความคิด พฤติกรรมของผู้คนในแต่ละช่วงวัย ก็สามารถใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตทั้งด้านการงาน ครอบครัว

“เรียนจบใหม่ยังเด็กให้ทดลอง เรียนรู้ แสวงหาประสบการณ์ เริ่มกลางคนให้สะสม เก็บออมเพื่อรากฐานที่แข็งแรงและ ช่วงปั้นปลายให้มีความสุขกับชีวิต อยู่แบบไม่ร้อน กินอยู่ให้เป็น”   

 

“คนเราก็แค่ชีวิตหนึ่ง” ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้ง ช่วยให้คนอ่อนแอกลับเป็นคนเข้มแข็ง ความแข็งกระด้างเปลี่ยนเป็นความนอบน้อม จิตใจที่เศร้าซึมเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้น เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความสุขได้

 

บทสรุปของความหมายใหญ่ๆ…บนโลกนี้มีความหลากหลายคนเราต่างมีอาณาจักรของตัวเอง ความกระตือรือร้น หรือ ความเสี่ยงล้วนเป็นสิ่งที่ดี และความสงบก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน

หลักคิดที่ได้จากเรื่องเล่าเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะมีความสุขอยู่ในโลกนี้ได้ ไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนไปกับจีลำดับที่เท่าใดก็ตาม

จากบทความข้างต้น พบว่าสอดคล้องกับข้อเขียน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในคอลัมน์เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ที่นำเสนอความเห็นของคนต่างช่วงวัยจากการตั้งคำถามที่ว่า 1. หากเลือกระหว่างการได้เงิน 9 ล้านกับการมีอายุยืน และสุขภาพดีมากขึ้นอีก 3 ปี และ 2. หากทำงานหาเงินได้เพิ่มอีก 50 ล้านบาท แต่อายุสั้นลงไป 5 ปีจะเลือกอะไร

 

บทสรุปจากคำตอบสะท้อนสิ่งน่าสนใจได้ว่า “ถ้าเป็นคนที่อายุมากจะเลือกอายุยืนมากกว่าเงิน แต่ถ้าเป็นคนวัยทำงานอายุน้อย ก็ยอมเลือกที่จะให้อายุสั้นลงเพื่อทำงานให้ได้เงินเพิ่มขึ้นมากกว่า”

 

คำตอบทั้งสองข้อนี้ ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นการกลั่นกรองเพื่อความสุขบนจุดยืนของตนในช่วงเวลา ประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ต่างกันนั่นเอง ซึ่งวันหนึ่งเมื่อคนวัยทำงานมีอายุเพิ่มขึ้นก็อาจจะเลือกคำตอบเป็นสุขภาพเช่นเดียวกันก็เป็นได้


Content_ชีวิตคนเมืองพื้นที่จำกัด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 28, 2020
เช่าล็อกเกอร์ เช่าห้องเก็บของ..  คือคำตอบ?

ในช่วง 1-2 ปีมานี้ เราจะเห็นธุรกิจใหม่ คือ บริการให้เช่าพื้นที่จัดเก็บของใช้ ของสะสม ซึ่งเข้ากับวิถีคนเมืองที่เปลี่ยนจากการอยู่บ้านบนดิน เป็นบ้านบนฟ้า อันมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 29 ตร.ม. – 200 ตร.ม. ซึ่งขนาดก็ว่ากันตามฐานะ แต่ไม่ว่าจะฐานะไหนก็มีปัญหาเหมือนกันที่พื้นที่จัดเก็บของไม่เพียงพอ ดังนั้นกินอยู่เป็น 360 องศาจึงขอเสนอแนวทางเลือกใช้บริการที่ อาจเหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบในกระเป๋า รวมถึงวิถีของแต่ละท่าน

 

สำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่กว้างจัดเก็บของหมุนเวียน ของเลิกใช้ อย่างอุปกรณ์กีฬา เฟอร์นิเจอร์ จักรยาน หรือกระทั่งหนังสือสามารถเช่าพื้นที่จัดเก็บที่มีอยู่นอกเมืองหากใกล้บ้าน โดยค่าเช่าจะมีตั้งแต่รายวัน ถึงรายปี อัตราราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลัก 100 – หลัก 1,000 ++ และอาจต่อรองราคา หรือได้รับราคาโปรโมชั่นตามระยะเวลาเช่า

กรณีของสะสม หรือเครื่องประดับ ปัจจุบันมีห้องนิรภัยให้เช่าในเมืองซึ่งสะดวกที่จะหยิบใช้สอยและปลอดภัย ซึ่งอัตราเช่ารายเดือนอาจจะสูงกว่าการฝากที่ตู้เซฟนิรภัยของธนาคาร แต่เงื่อนไขและการเปิดใช้บริการจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า

ส่วนของหรือชิ้นงานที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ อย่างไวน์ กระเป๋าเครื่องหนัง ชิ้นงานศิลปะจะมีอัตราตั้งแต่หลัก 100 ถึงหลัก 1000 ต่อชิ้นโดยคิดค่าบริการเป็นชิ้น ในอัตรารายเดือน

สำหรับรถหรู หรือ เรือ และเจ็ทสกี ก็มีโกดังจัดเก็บให้เช่นเดียวกัน

 

นอกจากนี้ผู้ให้บริการยัง มีบริการเสริมที่คาดว่าตรงกับไลฟ์สไตล์ สภาวะเศรษฐกิจ ของผู้คนยุคปัจจุบันคือบริการขนย้ายจัดเก็บทั้งไปหรือกลับระหว่างที่พักกับห้อง หรือล็อกเกอร์

 

ล่าสุด Store It ที่เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) กับ สโตร์ อิท! แมเนจเม้นท์ ของสิงคโปร์ ได้เปิดบริการห้องเก็บภาพเขียน ชิ้นงานศิลปะ มีบริการติดตั้ง ขนย้ายตามความต้องการทั้งยังต่อยอดจัดแสดงนิทรรศการชิ้นงานศิลปะ เพื่อให้เป็นศูนย์รวมและเครือข่ายการให้บริการด้านศิลปะร่วมสมัยแบบครบวงจร

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้จัดประเภทของผู้ให้บริการพื้นที่เก็บของ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเช่าเลือกตัดสินใจได้ตามความเหมาะสม ชอบแบบไหน สะสมสิ่งใด ลองมาเปรียบเทียบกันได้เลย !


CoLivingSpace_ShareHouse-_Cover3.jpg

kinyupen_adminFebruary 27, 2020

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพัฒนาการของสังคมส่งผลต่อค่านิยม แนวคิด และ การกินอยู่เป็น จึงมีหลายเทรนด์ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์วิถีและความต้องการของผู้คนที่เปลี่ยนแปลง

 

วันนี้เรากำลังพูดถึงเทรนด์ที่กำลังมาแรงใน ยุโรป ญี่ปุ่น และ สิงคโปร์ นั่นคือ Co-Living Space ที่เหมาะกับคน 2 วัย คือ กลุ่มคนทำงาน กับกลุ่มเกษียณ ที่ต้องการหาผู้หารค่าใช้จ่ายในบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งจุดเริ่มต้นของ Co-Living Space คาดพัฒนามาจาก Co-Working Space อันเกิดจากทุกคนต้องการเคลื่อนที่อย่างอิสระ ราคาค่าเช่าพื้นที่ในตัวเมืองสูง

 

ภาพจาก Facebook : DreamHouse Co-living
ภาพจาก Facebook : DreamHouse Co-living

 

โดยผู้ให้บริการ Co-Living Space ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก บางแห่งอาจมีห้องน้ำในตัว การอยู่ร่วมจะเสมือนญาติผู้มาพัก คือ สามารถใช้พื้นที่ส่วนกลางทั้งดูทีวี หรืออยู่ในห้องนั่งเล่น ทำอาหาร หรือ ออกกำลังกาย โดยบริการลักษณะนี้จะมีรูปแบบที่คล้ายกับการพัก Hostel หากแต่มีระยะยาวกว่า ใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าของมากกว่า

 

จาคอป จัสตัส พ่อครัวชาวสิงคโปร์กล่าวกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่า มอนิ่งโพสต์ ถึงประสบการณ์การใช้ Co-Living Space ในกรุงปักกิ่งว่า จากที่แรกๆ กลัวเสียความเป็นส่วนตัว กลัวต้องอยู่กับคนไม่รู้จัก แต่เมื่อผ่านไปสักพักกลับรู้สึกสนุก เพราะได้รู้จักคนอื่นๆ ที่มีภูมิหลังหลากหลาย ได้มีโอกาสสอนวิธีทำขนมให้เพื่อนร่วมที่พัก และได้ดู Game of Throne กับคนอื่นๆ แทนที่จะต้องนั่งดูแบบเหงาๆ คนเดียว

ขณะที่ อันจู อิชิยามะ นักเผยแผ่ศาสนา วัย 30 ปี ที่ใช้ Co-Living Space หรือ Share House ในญี่ปุ่นเล่าว่าเธอเช่าห้องขนาด 33 ตารางเมตรร่วมกับผู้เช่า 1 – 4 คน โดยใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน ทั้งทำงาน ทำครัวรวมถึงออกกำลังกายในห้องที่อยู่ด้านนอก

 

“บรรยากาศเหมือนครอบครัวใหญ่ เพื่อนร่วมห้องสวมชุดนอนทำอาหารเช้า เล่นกับลูกสาวของผู้พักอาศัยอีกคน เราทุกคนมีส่วนร่วมในหน้าที่ทุกวัน และมีอิสระที่จะใช้บ้านและที่ทำงานร่วมกัน”

 

ภาพจาก Facebook : Kai Co-Living 会
ภาพจาก Facebook : Kai Co-Living 会

 

นี่อาจเป็นอีก 1 ในทางออกของกลุ่มผู้สูงวัยเสมือนยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว เพราะประหยัดเงิน และได้เพื่อน อย่างไรก็ตามผู้ที่จะเลือกให้ หรือใช้ชีวิตแบบ Co-Living Space ควรจับคู่กับผู้มีแนวคิดระบบ ระเบียบการใช้ชีวิตที่ไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมยอมรับและเข้าใจความแตกต่างของคน เพื่อที่จะได้ไม่อึดอัดและใช้ชีวิตในทุกวันอย่างสบายใจไม่รบกวนหรือเป็นอุปสรรคซึ่งกันและกัน

 


Content_ตัดหลอดพลังที่ยั่งยืน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 25, 2020

  • “หมอนหลอดพลาสติก ช่วยยืดระยะเวลาพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยจาก 2 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมงครึ่ง” เพราะมีคุณสมบัติที่ดีในการคืนรูป มีช่องว่างระบายอากาศ รองรับสรีระผู้ป่วยได้ดี
  • “หมอน 1 ใบ ใช้หลอดประมาณ 2,000 หลอด” หรือ ปริมาณ 5 ถ้วยตวง น้ำหนักเฉลี่ย 948 กรัม
  • “หลอดที่เหมาะจะทำหมอน คือ หลอดกาแฟมาตรฐาน” ส่วนหลอดที่เล็กเกินไป อาทิ หลอดนม หลอดยาคูลท์ หรือ ใหญ่เกินไป เช่น หลอดชานมไข่มุก จะตกคุณสมบัติ เพราะไม่ยืดหยุ่นทำให้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย รวมถึงหลอดย่อยสลายได้ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน
  • โครงการต่ออายุหลอดจะนำ “หลอดตกคุณสมบัติไปทำเชื้อเพลิงจากขยะ” ต่อไป

 

เริ่มกล่าวกันมากขึ้นว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยมีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 65 ปีเพิ่มสูงเป็น 17% ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ โรคภัยไข้เจ็บที่ตัวผู้สูงอายุและคนรอบตัวต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแล โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงก็คือ “กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง” อาทิ ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ – อัมพาต ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา ค่าใช้จ่าย รวมถึงอุปกรณ์ดูแลที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อป้องกันปัญหา “แผลกดทับ” ที่อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ ภาวะขาดอาหารรุนแรง การติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินหายใจและในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

 

“หมอนหลอดจากพลาสติกใช้แล้ว” กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ ที่ถูกนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและได้รับการยืนยันว่าสามารถใช้งานได้จริง อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า “หมอนหลอดดีกับผู้ป่วยที่ต้องนอนในโรงพยาบาลจริง เพราะนอกจากจะมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศเหมาะกับผู้ป่วยที่นอนติดเตียงเป็นเวลานานไม่ให้เป็นแผลกดทับแล้ว ยังช่วยลดปัญหาเรื่องไรฝุ่น ภูมิแพ้ให้กวนใจเหมือนหมอนที่ทำจากนุ่นหรือฝ้ายทั่วไป”

 

ขณะที่ มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็ระบุข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า “จากที่ได้วิจัยในเบื้องต้นร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าหมอนหลอดพลาสติกสามารถยืดระยะเวลาในการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย ช่วยลดภาระงานให้แก่พยาบาล จากสองชั่วโมง เป็นสองชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากหลอดมีคุณสมบัติที่ดีในการคืนรูป มีช่องว่างระบายอากาศ สามารถรองรับสรีระผู้ป่วยได้ดี”

 

ฮีโร่จากซีโร่เวสท์…พลังบวกที่ใครก็มีส่วนร่วมได้

ปัจจุบันมีองค์กร หน่วยงาน หรือ กลุ่มจิตอาสาหลายกลุ่มที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการประดิษฐ์หมอนหลอดเพื่อผู้ป่วยติดเตียง หนึ่งในนั้นคือ โครงการ “ต่ออายุหลอด” ของมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เริ่มดำเนินตั้งแต่ปี 2562 โดยรับบริจาคหลอดพลาสติกใช้แล้วจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ บริษัท ห้างร้านทั่วไป ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ (ปิดรับชั่วคราวเนื่องจากมีพื้นที่ในการจัดเก็บหลอดที่ไม่เพียงพอ) เพื่อนำมาล้างและตากแดดให้แห้ง ก่อนเปิดกิจกรรมจิตอาสาตัดหลอดขนาด 1 เซนติเมตร และนำมาล้างอีกครั้งเพื่อประกอบเป็นหมอนสำหรับส่งมอบ

 

โดยปัจจุบันมีการส่งมอบ “หมอนหลอด” ทั่วประเทศรวมแล้วกว่า 147 ใบ อาทิ บ้านคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรี โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลมาบตาพุด แม่ล้าน หน่วยนาวิกโยธินชลบุรี โรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบลแขมหนู จันทบุรี รวมถึงโรงพยาบาลแม่ลาวและกลุ่มมิตรภาพบำบัด จ.เชียงราย โรงพยาบาลสงฆ์ กทม. ฯลฯ ทั้งหมดนี้ช่วยลดปัญหาขยะหลอดพลาสติกเกือบ 200,000 หลอด

 

ปี 2563 นี้ โครงการฯ ยังคง “เปิดรับจิตอาสาจำนวนมาก เพื่อเข้ามาช่วยกันตัดหลอด ล้างหลอด เพื่อเข้าสู่กระบวนการทำหมอนหลอด” โดยจะจัดกิจกรรมขึ้นทุกเดือน ณ บริเวณโถงอาคาร 1 ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต

ทั้งนี้ครั้งต่อไปจัดขึ้น วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.30 – 16.30 น. ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน หรือ โทร. 02 537 2000 ต่อ 14376 /02 537 3308-10

 

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังระบุว่ายินดีและพร้อมขยายองค์ความรู้และขั้นตอนการทำหมอนหลอดให้กับท้องถิ่น เทศบาล ชุมชน ประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ร่วมเป็นเครือข่ายสานต่อโครงการนี้ไปด้วยกันอีกด้วย


Content_หมอยืนยง_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminFebruary 3, 2020

รู้จัก นพ.ยง ภู่วรวรรณ หมอไทยผู้ต่อสู้กับโรคระบาดจากเชื้อไวรัส

ในช่วงของการระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ทั่วโลกกำลังพยายามหาแนวทางการรักษา รวมทั้งประเทศไทยด้วย ชื่อของ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดจากเชื้อไวรัสในฐานะผู้ให้ข้อมูลทำความเข้าใจกับสังคมต่อโรคระบาดและถือเป็นแพทย์ที่ผู้คนกำลังอยากรู้จักมาที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้

 

นพ.ยง ภู่วรวรรณ ปัจจุบันอายุ 69 ปี เป็นแฝดน้องของ รศ ยืน ภู่วรวรรณ ซึ่งก็เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงเช่นกัน เพียงแต่คนละสาขา รศ.ยืน เป็นนักวิชาการด้านวิศวกรคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ นพ.ยง มีถนัดงานด้านการแพทย์  ทั้งสองคนเรียนจบชั้นมัธยมจากพระปฐมวิทยาลัย และ มัธยมศึกษาตอนปลายที่เตรียมอุดมศึกษา หลังจากนั้น  โดยหลังจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย นพ.ยงได้เข้าศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ารับการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางสาขากุมารเวชศาสตร์ (2518-2521) จากนั้นบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ เมื่อเป็นอาจารย์แล้ว นพ.ยง ได้ และได้ไปฝึกอบรมเป็น research fellow ที่ King’s College Hospital Medical School กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร (2527-2528) ก่อนจะกลับมา รับราชการเป็นอาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ปัจจุบัน

 

นพ.ยง  นับว่าเป็นแพทย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแพทย์ด้านไวรัสวิทยาในระดับต้นของประเทศไทย การทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการ อย่างต่อเนื่อง โดยทำการสอน ในสาขาโรคตับในเด็กให้กับนักศึกษาแพทย์ สอนและดูแลนิสิตปริญญาโท และเอก และหลังปริญญาเอก ทางด้าน Molecular Biology และไวรัสวิทยา แพทย์ประจำบ้าน ทั้งในคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ในประเทศไทย

 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยทางด้านโรคตับ ไวรัสวิทยา ไข้หวัดใหญ่ อย่างต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติในเรื่อง ไวรัสตับอักเสบ และการป้องกัน โดยเฉพาะการป้องกันด้วยวัคซีน งานวิจัยเรื่องโรคตับในเด็กและการศึกษาในแนวลึก วิทยาศาสตร์การแพทย์ อณูชีววิทยาทางการแพทย์  โดยที่ผ่านมามีผลงานโดดเด่นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการระบาดสำคัญของโรค  โดยในปี พ.ศ.2549 นพ.ยง ภู่วรวรรณ และคณะนักวิจัยโครงการวิจัยการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ดื้อยาได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก  นอกจากนี้ยังคงทำการวิจัยเกี่ยวกับโรคระบาดจากไวรัส ทำให้ ได้รับรางวัลมาแล้วมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

 

 

สำหรับแพทย์ผู้พี่ของ นพ.ยง คือ รองศาสตราจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ เป็นนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวไทย เคยเป็นอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีผลงานเด่นในด้านการพัฒนาการประมวลภาษาธรรมชาติด้วยคอมพิวเตอร์ในภาษาไทย และการการพัฒนาโครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

รศ. ยืน เป็นผู้ริเริ่มใช้อีเมลในการสื่อสารกับครอบครัวมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารเวลาอยู่ต่างประเทศ และสอนบทเรียนชีวิตผ่านตัวอย่างที่มักได้จากธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้กูเกิลจึงยกย่องให้ รศ. ยืนเป็นหนึ่งใน “ฮีโร่เว็บ” ในแคมเปญ “เว็บคือสิ่งที่คุณสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์เบราว์เซอร์กูเกิล โครม

 

ขอขอบคุณ ภาพจาก :  (สสวท.) และ หอประวัติคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Content_แก่แบบไม่ปะมาท_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 30, 2020

บัญญัติ  13 ประการ เพื่อสูงวัยแบบไม่ประมาท

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต นำบัญญัติ 13 ประการที่อาจเป็นแนวทางให้เราสามารถเอาชนะอายุที่มากขึ้น ใช้ชีวิตเป็นแบบกินอยู่เป็นเพื่อให้ทุกวันเป็นวันที่ดี

 

1.อย่าหยุดทำงาน เพื่อไม่ให้รู้สึกชีวิตไร้ค่าไปทีละน้อย

2.อย่าหยุดออม ไม่รอพึ่งคนอื่นเพราะเขาต่างมีภาระ

3.อย่าหยุดดูแลตัวเอง ใส่ใจตัวเองไม่ให้ดูโทรม จงหล่อและสวยตามวัย

4.อย่าหยุดฉลาด หาความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน

5.อย่าหยุดหาเงิน ให้มีประตูให้เงินไหลเข้ามากกว่าหนึ่งบาน

6.อย่าหยุดท่องโลก เพื่อเติมไฟให้กับชีวิตและจิตใจ

7.อย่าหยุดพบเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนเก่าที่ดีๆ เพื่อจะมีความสุขกับเรื่องราวประทับใจในหนหลัง

8.อย่าหยุดหาของอร่อยกิน เพื่อจะได้เสพอย่างมีความสุข

9.อย่าหยุดออกกำลังกาย เพราะจิตใจที่ดีอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง

10.อย่าหยุดรักตัวเอง เพราะผลของการใส่ใจตัวเองจะทำให้เราดูดีในทุกเวลา

11.อย่าหยุดกตัญญู เพราะคนกตัญญูรู้คุณคนมักจะประสบความสำเร็จ

12.อย่าหยุดทำบุญ หรือทำความดีเพราะจะทำให้จิตใจเบิกบาน

13.อย่าหยุดทำสิ่งที่ชอบ เมื่อมีโอกาสทำได้ให้รีบทำ

 

ที่มา : บทความอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ


Content_พี่เด๋อ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 16, 2020

เมื่อคนเราเกิดอาการฟินมากกับกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่ง เคยไหมที่จะถามตัวเองว่า..แล้วจุดหมายสิ้นสุดที่ตรงไหนอาการแบบนี้ จะเห็นได้ชัดในหมู่นักวิ่งที่มักเขยิบเป้าหมายจากนักวิ่งสมัครเล่นระยะ 5 กิโลเมตรไต่ขึ้นไปสู่ 10 กิโลเมตร  ฮาล์ฟมาราธอน( 21 กิโลเมตร)  จนถึง ฟูลมาราธอน (42 กิโลเมตร) และจากรายการในบ้านก็สู่รายการนอกบ้านขยับไกลออกไป

 

นักวิ่งแทบทุกคนจะบอกว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะความรู้สึกที่ได้คือ การพิสูจน์การเอาชนะตัวเอง เอาชนะทั้งร่างกายและ จิตใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด

 

วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน หนึ่งตัวอย่างผู้ที่มีจุดเริ่มต้นจากการวิ่งระยะสั้นเพื่อสุขภาพ ก่อนผันสู่ผู้พิชิตเส้นทางหฤโหดของเอเวอเรสต์มาราธอน และกำลังจะก้าวสู่เส้นทางที่ยากขึ้นอีกระดับ คือการปีนธารน้ำแข็งที่ความสูงกว่า 4,000 เมตรบนเทือกเขาแห่งเนปาล

 

จุดเริ่มในการวิ่งของพิพัฒน์ คือวิ่งระยะสั้นเพื่อรักษาสุขภาพ หากเมื่อสุขภาพเข้าที่ เป้าหมายก็เขยิบตามความรู้สึกที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ไต่สู่ฮาล์ฟมาราธอน  มาราธอนทั้งในและต่างประเทศจากนั้นขยับสู่การวิ่งเทรล ที่เป็นการวิ่งแบบผจญภัยบนพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็น ป่า  ภูเขา หรือ ทุ่งหญ้า แล้วแต่ภูมิประเทศของรายการที่จัดงาน นั่นคือที่มาของวิ่งรายการเอเวอเรสต์มาราธอน ระยะทาง 42 กิโลมตร ที่ความสูง 5,300 เมตร ไม่รวมการเดิน Trekking ระยะทาง 60 กิโลเมตร และอย่างที่พิพัฒน์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจคือ

 

อ่านประกอบ : เปิดบันทึก “คนไทยผู้พิชิต Everest Marathon 2019” บอกเล่าเส้นทาง อารมณ์ ความรู้สึกผ่านภาพถ่าย 

 

ทุกเส้นทางมีเรื่องราวมากมายรอให้พบเจอ นั่นคือความสนุกที่เกิดขึ้น จึงเป็นแรงบันดาลใจในการมองหาสนามใหม่ๆ เส้นทางใหม่ๆ เพื่อพาตัวเองออกไปวิ่งพิชิตความท้าทายที่รออยู่เสมอ พยายามหาโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ให้กับตนเอง โดยแต่ละครั้งจะวางแผนซ้อมอย่างเป็นระบบ กำหนดเป้าหมายการซ้อมแต่ละวันที่ชัดเจน

 

วันนี้พิพัฒน์ จึงวางแผนอีกก้าวของความท้าทายใหม่ คือการปีนธารน้ำแข็ง โดยเริ่มจากเข้าคอร์สปีนธารน้ำแข็งกับ The Khumbu Climbing Center สถาบันสอนเทคนิคการปีนเขาที่มีชื่อเสียงของเนปาล ก่อตั้งโดยนักปีนเขาสองสามีภรรยาชื่อดังคือ Alex Lowe และ Jennifer ร่วมกับ Conrad Anker  แบรนด์พรีเซนเตอร์ The North Face

 

ทั้งสามคนร่วมกับ Pemba Sharwa ทายาทตระกูลนักปีนเขาชื่อดังชาวเฌอปา (หลานปู่ของ Tenzing Norgay ผู้พิชิตเอเวอเรสต์ร่วมกับเซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่) ซึ่งก่อตั้งสถาบันนี้เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของเนปาล และมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

 

นอกจากคนท้องถิ่นแล้วสถาบันนี้ยังเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปสามารถลงเรียนได้ด้วย โดยระยะเวลาเรียนมีตั้งแต่ 2 – 4 สัปดาห์ ขึ้นกับหลักสูตร ที่มีตั้งแต่คอร์สการปีนเขาทั่วไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคอร์สอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 2,000 ดอลล่าร์ (ไม่รวมค่าเดินทางและที่พัก)

 

การเรียนปีนเขาแบบ Indoor หรือ Rock climbing ปกติ สามารถเรียนได้ตลอดปี  แต่สำหรับหลักสูตรปีนธารน้ำแข็งช่วงเวลาที่เหมาะสมสุดคือช่วงเดือนมกราคม เพราะอากาศบนเขาที่เนปาลจะหนาวมากจนธารน้ำตกที่ไหลมากลายเป็นน้ำแข็ง เรียนที่ระดับความสูงประมาณ 4,000 กว่าเมตร จากระดับความสูงจริงกว่า 7,000 เมตร ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม www.alexlowe.org/projects/kcc

 

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างนักวิ่งผู้ก้าวข้ามขีดจำกัด และสร้างความท้าทายกว้างออกไป เพราะเชื่อว่าความอยากทำสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆเป็นปกติวิสัยของมนุษย์


-3-จึงมีเรื่องเล่าขาน.jpg

kinyupen_adminJanuary 9, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุกท่านย้อนที่มาพื้นที่ รอส. เขาค้อ…
.
พอสิ้นสุดยุทธการแห่งเขาค้อ
รอส. จึงเข้าอยู่อาศัย
เป็นกลยุทธ์ กุศโลบายทหารไทย
เพื่อมิให้ไพรีร้ายเข้ายึดครอง…
.
#Kinyupen #กินอยู่เป็น #เขาค้อ #โฮมสเตย์เสลียงแห้ง3 #รีสอร์ตเขาค้อ
.
ติดตามเรื่องราวข่าวสาร กินอยู่เป็น ง่ายๆ ได้ทาง
เว็บไซต์ : www.kinyupen.co
แฟนเพจ : www.facebook.com/kinyupen.co
ทวิตเตอร์ : @kinyupenco www.twitter.com/Kinyupenco
อินสตาแกรม : @kinyupen.co www.instagram.com/kinyupen.co