_Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในบ้านเรายังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ จนล่วงเลยใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งด้วยสภาพอากาศเย็นชื้นเหมาะที่เชื้อโรคจะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น ส่งผลให้ผู้คนมีโอกาสป่วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ควรต้องป้องกันอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้แพร่ระบาดซ้ำเติมระบบสาธารณสุขบ้านเรา นั่นก็คือ “ไข้เลือดออก” ซึ่งอันตรายรุนแรงไม่แพ้กันและเแต่ละปียังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไม่น้อย

 

เร่งกำราบก่อนฝนชุก ด้วยหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”

“ไข้เลือดออก” ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่คนไทยเรารู้จักกันดี เกิดจากเชื้อไวรัส “เด็งกี่” (Dengue) ที่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี่-1 เด็งกี่-2 เด็งกี่-3 และเด็งกี่-4 ที่มนุษย์จะได้รับเชื้อผ่านการกัดของ “ยุงลายเพศเมีย” ที่มีเชื้อ ซึ่งเดงกี่ทุกสายพันธุ์สามารถทำให้ติดไข้เลือดออกได้ทั้งสิ้น โดยโรคนี้พบมากที่สุดบริเวณภูมิภาคอาเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก

 

ผลกระทบไข้เลือดออกต่อผู้ป่วยแต่ละรายจะมีระดับอาการที่แสดงออกต่างกันไป บางรายใช้เวลารักษาไม่กี่วันก็ทุเลา แต่บางรายอาจมีอาการหนักจนถึงขั้นไอซียู และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

 

ล่าสุด กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลให้ทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 เมษายน 2563 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสม 8,746 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิต 6 ราย และในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ระยอง อ่างทอง นครราชสีมา พิจิตร ระนอง เลย ขอนแก่น พังงา สมุทรสงคราม และร้อยเอ็ด ตามลำดับ

 

พร้อมความเห็นเพิ่มเติมว่า ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ถือเป็นช่วงสำคัญของการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก เพราะหากทำได้ดีจะช่วยลดปริมาณผู้ป่วยที่อาจเกิดมากขึ้นในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-สิงหาคม) นี้ ดังนั้นจึงรณรงค์ให้ผู้ป่วยที่มีไข้เกิน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อลดการเสียชีวิต รวมทั้งในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หากป่วยเป็นไข้เลือดออกร่วมด้วยจะทำให้การรักษายุ่งยาก อาการรุนแรงมากขึ้น

 

 

ทางด้านการป้องกันโรค ขอให้ยึดหลักตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ

1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง

2.เก็บขยะบริเวณรอบบ้าน และ

3.เก็บน้ำปิดฝาภาชนะที่ใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในบ้านและรอบบริเวณบ้านก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นฤดูกาลระบาดของไข้เลือดออกทันท่วงที

 

นี่คืออีกหนึ่งโรคระบาดที่กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมเราในช่วงฤดูฝน ดังนั้นเมื่อทราบแล้วก็ควร “กันไว้ดีกว่าแก้” น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

 

ป่วยแบบไหนเป็นไข้เลือดออก

อาการช่วงเริ่มต้นของโรคไข้เลือดออกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่มีลักษณะเฉพาะที่จำแนกได้ดังนี้

  1. ไข้สูง 2-7 วัน (ประมาณ 38.5-41 องศาเซลเซียส) บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. เลือดออก เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามผิวหนัง แขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งอาจมีเลือดดำ หรือ เลือดออกตามไรฟันร่วมด้วย กรณีขั้นรุนแรง อาจอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสีดำ
  3. ตับโตกดแล้วเจ็บบริเวณชายโครงขวา ส่วนใหญ่พบว่าเกิดในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ
  4. ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือ ช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจจะมีภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ มือเท้าเย็น ชีพจรเบาที่เกิดขึ้นพร้อมกับอาการไข้ที่ลดลงรวดเร็ว บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

ที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • honestdocs.co

Cover_2-2.jpg

kinyupen_adminApril 21, 2020

เป็นเรื่องราวดีๆ อีกหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แม้จะเป็นเพียงข่าวเล็กๆ แต่ดูเหมือนจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆ คนทั่วโลก เมื่อ เด็กชายวัย 12 ปี ชื่อว่าจอร์จ มาติเนส ในประเทศเม็กซิโก ได้มีไอเดียออกแบบหน้ากากพลาสติก หรือ เฟซชิลด์ ด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและ เรื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ เพื่อมอบให้กับแพทย์และพยาบาลในท้องถิ่นของเขาที่กำลังขาดแคลนหน้ากากอนามัยอยู่ในขณะนี้

 

จอร์จ บอกว่า เขารู้ข่าวการขาดแคลนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ซึ่งเป็นเวชภัณฑ์สำคัญสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ก็เลยลองมาคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างโดยใช้คอมพิวเตอร์ลองออกแบบเฟซชิลด์ ขึ้นมา แล้วนำไปใช้กับเครื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ จนสามารถผลิตออกมาเป็นหน้ากากป้องกันใบหน้าและสามารถใช้ป้องกันใบหน้าจากสารคัดหลั่งได้ส่วนหนึ่ง

 

ขอบคุณภาพจาก Lajornada maya

 

เด็กชายบอกว่า “coronavirus สามารถติดเชื้อผ่านดวงตา จมูกและปากดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องมีอะไรที่มาปิดบังใบหน้าของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เพื่อป้องกันการระบาดจึงได้ออกแบบหน้ากากขึ้นมา โดยสามารถผลิตได้ถึง 100 ชิ้น เพื่อนำไปบริจาคให้กับแพทย์และบุคลากรการแพทย์ในท้องถิ่น

 

 “ ผมรู้สึกเสียใจเพราะเห็นข่าวเกี่ยวกับแพทย์และเจ้าหน้าที่บอกว่าขาดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในการรักษาผู้ป่วย Covid-19 ผมหวังว่าการออกแบบนี้จะช่วยชีวิตพวกเขาได้และช่วยโลกทั้งใบได้ด้วย” จอร์จกล่าว

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของเขา ได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านสุขภาพของเม็กซิโก และได้ถูกบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็กและโรงพยาบาลพิเศษของเมือง

 

เรื่องราวของจอร์จ ได้ถูกแพร่สะพัดไปบนสื่อโซเชียลออนไลน์ ทำให้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น หญิงสาวคนหนึ่งในกรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย ได้นำวิธีการของจอร์จ ไปทดลองผลิตหน้ากากแบบเดียวกันนี้ให้กับคนทำงานด้านสุขภาพในประเทศอินเดียด้วย  รวมถึงลูกเรือของเยาวชนอีกคนหนึ่งจากมอเรโลสใช้ความคิดริเริ่มที่คล้ายกันในการผลิตหน้ากากเพื่อช่วยให้เกิดการขาดแคลนทั่วโลกอีกด้วย


checklist-type-of-person-in-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณสำรวจพฤติกรรมของตัวคุณเอง ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 เข้าข่ายกลุ่มใด…

 

 

Fear Zone : ตื่นตระหนก กักตุนอาหารและเวชภัณฑ์ ทั้งที่ยังไม่จำเป็น แชร์ข้อมูลทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ ไม่อ่านและทำความเข้าใจกับข้อมูลที่ได้มา รวมทั้งกล่าวต่อว่าผู้อื่น พร่ำบ่นถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ พูดแต่ปัญหาโดยไม่ช่วยคิดหาทางแก้ไข

 

Learning Zone : ตระหนักแต่ไม่ตระหนก เพราะเริ่มเข้าใจสถานการณ์ ตั้งสติ ปรับตัวและทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตรวจสอบและแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ปล่อยวางในสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุม

 

Growth Zone : มองบวกและพร้อมเติบโตไปข้างหน้า เข้าใจในวิกฤต มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยอมรับและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จุดสำคัญ คือ คนกลุ่มนี้ยังมองหาโอกาสในวิกฤต และเห็นแนวทางที่ตนสามารถทำประโยชน์ต่อสาธารณะได้

ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูลจาก Oxford Leadership กรมสุขภาพจิต และ Facebook ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์  Dr. Suvit Maesincee


Sir-Paul-McCartney-LiveConcert-Cover_1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

เซอร์พอล แมคคาร์ทนี่ “สมาชิกวงสีเต่าทอง” จี้จีนเลิกตลาดสดขายสัตว์ป่า

ชี้เป็นต้นตอโควิด 19 เหมือนโยนระเบิดปรมาณูลงมาบนโลก

 

เซอร์พอล แมคคาร์นีย์ สมาชิกวงเดอะบีทเทิล ผู้โด่งดังในอดีต ได้ออกมาเรียกร้องให้จีนยุติการค้าขายสัตว์ป่าในตลาดขายของทั่วไป หลังจากที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเชื้อโรคโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ มีศูนย์กลางจุดเริ่มต้นจากตลาดแห่งหนึ่งในเมืองหูเป่ย มณฑลอู่ฮั่น ในประเทศจีน โดยเขากล่าวว่ามันเหมือนกับการทิ้ง “ระเบิดปรมาณู” ลงมาในโลกนี้

 

 

แม้ว่ายังไม่มีการพิสูจน์อย่างเป็นทางการได้ว่า ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่นจะเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ แต่การค้าสัตว์ป่าในประเทศจีนเพื่อนำมาใช้เป็นอาหารก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเซอร์พอล แมคคาร์นีย์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักอนุรักษ์ และเคลื่อนไหวด้านการต่อต้านการค้าสัตว์ป่ามาตั้งแต่ปี 1970 ได้กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์รายการวิทยุแห่งหนึ่งว่า เขาหวังว่ารัฐบาลจีนจะมีคำสั่งให้ยุติการค้าสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหารของประชาชน พร้อมระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้โดยส่งผ่านมาจากตลาดสดของจีน มันเหมือนกับการปล่อยระเบิดปรมาณูไปในโลก จนทำให้ทุกคนต้องเผชิญชะตากรรมที่ยากลำบากอยู่ในขณะนี้

ที่ผ่านมา ตลาดค้าอาหารสด ได้ถูกชี้ว่า เป็นต้นตอของการระบาดของโรคสำคัญต่างๆ ในอดีตมาแล้วเช่นโรคซาร์ส (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง) และโรคไข้หวัดนก (โรคไข้หวัดนก) โดยอดีตสมาชิกวงสี่เต่าทองระบุว่า เหตุการณ์จะไม่เลวร้ายเช่นนี้หากไม่มีตลาดขายอาหารสดค้าขายสัตว์ป่า และเนื้อสัตว์แบบในประเทศจีน ซึ่งเป็นที่นิยมในประเทศจีนและทั่วเอเชีย โดยชาวตะวันตกเรียกตลาดประเภทนี้ว่า “ตลาดเปียก” เพราะพื้นถนนจะเปียกอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากการล้างผักหรือล้างปลา ซึ่งรวมถึง ไก่หมูปลาและผัก และสัตว์ที่มีชีวิตบางชนิดด้วย

ทั้งนี้เซอร์พอล แมคคาร์ทนี่ ได้ร่วมเล่นคอนเสิร์ต One World: Together At Home เมื่อวันเสาร์ที่ 18 เมษายนจัดโดย Global Citizen และองค์การอนามัยโลก เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ทำงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกที่กำลังพยายามแก้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 อยู่ในขณะนี้

 

The Beatles

Tik-tokแซงหน้าอาลีบาบา_Cover_1.jpg

zebertoothApril 16, 2020

Tik Tok กลายเป็นแอพฯยอดนิยม แซงหน้าอาลีบาบา

หลังถูกดาวน์โหลดมากที่สุดในโลก ผู้คนใช้อัดคลิปแก้เครียดโควิด19

 

จากการวิจัยสำรวจข้อมูลของ Sensor Tower ซึ่งหน่วยงานวัดระดับระดับความสำเร็จระดับโลกระบุว่า Tik Tok อาจจะกลายเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จแซงหน้า อาลีบาบาที่เคยได้ชื่อว่ามีผู้คนใช้มากที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะพบว่ามีผู้คนดาวน์โหลดแอพฯ Tik Tok มาใช้กว่า 2 พันล้านครั้ง

 

เพราะสถานการณ์การระบาดของโรค โควิด 19 ที่ทำให้ผู้คนในหลายประเทศถูกสั่งให้อยู่กับบ้านจากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้การใช้สื่อโซเชียลออนไลน์มากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะแอปพลิเคชันบันเทิงที่พบว่ามีจำนวนผู้คนเข้าไปใช้เพิ่มขึ้นจำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

TikTok เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการมีผู้คนกว่าทั่วโลกเข้าไปใช้เพิ่มขึ้นในระหว่างการล็อกดาวน์ทั่วโลก โดยจากข้อมูลพบว่ามีผู้คนเข้าไปดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 1.65 พันล้านครั้งและถือเป็นการดาวน์โหลดที่สูงที่สุดในโลก โดยผู้คนส่วนใหญ่นิยมใช้แอปพลิเคชันนี้เต้น เพื่อบรรเทาความเบื่อหน่ายคลายเครียด รวมไปถึงการบันทึกวิดีโอในรูปแบบต่างๆ เผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์

 

ก่อนหน้านี้บริษัทเจ้าของแอปพลิเคชัน Tik Tok เน้นการให้บริการแอปพลิเคชันสำหรับการโฆษณาในเชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มบริษัทผู้ขายสินค้าต่างๆ ในประเทศจีน แต่ในบรรดาแอปพลิเคชันต่างๆ ของบริษัท Tik Tok กลับกลายเป็นตัวดึงดูดสำคัญในกลุ่มผู้ใช้สังคมออนไลน์ที่นิยมเข้ามาใช้มากที่สุด เพราะผู้ใช้สามารถแชร์คลิปวิดีโอสั้น ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เต้นรำ และกิจกรรมอื่นๆ

จากการวิจัยสำรวจข้อมูลของ Sensor Tower ซึ่งหน่วยงานวัดระดับระดับความสำเร็จระดับโลกระบุว่า Tik Tok อาจจะกลายเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จแซงหน้า อาลีบาบาที่เคยได้ชื่อว่ามีผู้คนใช้มากที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะพบว่ามีผู้คนดาวน์โหลดแอพฯ Tik Tok มาใช้กว่า 2 พันล้านครั้ง โดยบริษัทที่เป็นเจ้าของแอปพลิเคชันนี้ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก SoftBank ลงทุนด้วยมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อสองปีก่อนและด้วยการที่ได้รับความนิยมพุ่งขึ้นอย่างสูงนี้ทำให้บริษัทมูลค่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นสูงกว่าทุนเริ่มต้นอย่างมากหลังจากที่มันได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้จากสการกักกันและการปิดล็อกของหลายเมืองทั่วโลก ทำให้ TikTok กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แม้กระทั่งผู้มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างนักร้องแร็ปเปอร์ชื่อดังของ แคนาดา หันมาใช้ Tik Tok ในการทำคลิปวิดีโอ มีคนเข้ามาดูว่ากว่า 70 ล้านวิวต่อสัปดาห์ หรือแม้กระทั่ง ดาราฮอลลีวูดระดับตำนานอย่าง เจน ฟอนด้า วัย 82 ปี ก็ใช้ Tik Tok ในการเผยแพร่คลิปออกกำลังกายของตัวเอง ทำให้มีผู้ชนจำนวนมากทั่วโลกเช่นกัน

 

tiktok @janefonda

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Tik Tok กลายเป็นแอพฯ ที่ไม่ใช่เกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกโดยมียอดดาวน์โหลดเกือบสองเท่าเมื่อเทียบเป็นรายปี โดยมีสถิติสูงถึง 113 ล้านคลิป ตามข้อมูลของ SensorTower และมีผู้ใช้งาน 800 ล้านคนต่อเดือน

อย่างไรก็ตามจากความนิยมที่พุ่งขึ้นอย่างสูง ทำให้ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มที่จะหันมาให้ความสำคัญเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการเก็บข้อมูลของ TikTok แต่ทางบริษัท ได้ปกป้องตัวเองด้วยการระบุว่าข้อมูลของผู้ใช้จะถูกจัดเก็บไว้ในเครื่องและปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าบางเนื้อหาได้ถูกรัฐบาลจีนเซนเซอร์ไม่ให้มีการเผยแพร่ในกลุ่มสื่อสารออนไลน์ของจีน

สำหรับประเทศไทยแอพ Tik Tok ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างสูงเช่นกัน มีผู้คนใช้มันในการอัดคลิปวีดีโอสั้นๆ โดยเฉพาะล่าสุดกับการโคฟเวอร์เพลงดังในอดีตอย่าง “เจน นุ่น โบว์” กลุ่มนักร้องสาววงซูปเปอร์ วาเลนไทน์ ที่พบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้คนใช้ Tik Tok ทั้งร้องเพลง และบันทึกวิดีโอเต้นคลายเครียดกันอย่างสนุกสนาน หลังจากที่รัฐบาลไทยออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บังคับใช้เพื่อให้ประชาชนใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าการเดินทางไปชุมนุมนอกบ้าน ในระหว่างการแก้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19


Cover_1-3.jpg

zebertoothApril 16, 2020

ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่ง “พาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ในปี 2020 ขณะโควิด-19 อาจทำให้นักเดินทางต้องยืนยันสุขภาพก่อนเข้าสู่ประเทศอื่น

 

แม้ว่าในขณะที่สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวของทั่วโลกต้องพังทลายลงจากผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้การเดินทางออกต่างประเทศถูกจำกัดลงมากกว่า 80% โดยส่วนใหญ่การเดินทางเกิดขึ้นเฉพาะการอพยพกลับประเทศเพื่อหนีโรคระบาดเท่านั้น แต่โลกของการท่องเที่ยวถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโรคจนทำให้การเดินทางท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักลง The Henley Passport Index ซึ่งเป็นองค์กรจัดอันดับการทรงอิทธิพลของพาสปอร์ตที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกในการเดินทางของพลเมืองในประเทศนั้นๆ ได้ออกมาประกาศการจัดอันดับ “สุดยอดพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2020” ซึ่งปรากฏว่า พาสปอร์ตของพลเมืองประเทศญี่ปุ่นยังคงครองอันดับหนึ่งในปีนี้ และยังทำลายสถิติการเดินทางไปสู่ประเทศต่างๆ ได้สูงถึง 191 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

 

ในช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวทั่วโลกมีความสุขกับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่โดยเฉลี่ยแล้วมีประเทศที่ไม่ต้องวีซ่ากว่า 107 ประเทศทั่วโลก แต่ในวันนี้กว่า 93% ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ถูกห้ามให้มีการเดินทางเข้าสู่ประเทศอื่น นับเป็นการสูญเสียอิสรภาพในการเดินทางท่องเที่ยวที่หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าจะมีระยะเวลายาวนานไปอีกเท่าไหร่

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่าจากข้อมูลของ The Henley Passport Index ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำของพาสปอร์ต ที่ทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้งใน ปี 2020 โดยมีประเทศสิงคโปร์ ตามมาในอันดับสอง เยอรมนีและเกาหลีใต้ติดอันดับที่สามร่วมกัน ขณะที่ลักเซมเบิร์กและสเปน อิตาลีและฟินแลนด์ ได้ลำดับที่สี่ ในขณะที่พาสปอร์ตของ ออสเตรีย เพิ่งติดอันดับเข้ามาในอันดับที่ 5 ร่วมกับเดนมาร์ก ซึ่งการจัดอันดับนี้จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายวีซ่าของแต่ละประเทศที่ประกาศให้มีผลบังคับใช้

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่จากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความมีอิทธิพลของพาสปอร์ตของบางประเทศ เช่น สเปนหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีการถูกสั่งห้ามพลเมืองของประเทศนี้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พลเมืองสเปนถือว่ามีหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดในโลกชาติหนึ่งโดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม The Henley Passport Index มองว่าการระบาดใหญ่จะไม่ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อดัชนีพาสปอร์ตและสิ่งต่าง ๆ น่าจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้านี้ หรืออาจจะต้องใช้เวลาบ้างแต่ทุกอย่างจะเป็นปกติ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อาจจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบเรื่องของสุขภาพ ระบบดูแลสุขภาพฉุกเฉินต่างๆ ของนักเดินทางที่อาจจะต้องมีมาตรการเพิ่มขึ้นสำหรับการเดินทาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศต่างๆ ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาก่อน นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยในอนาคตความมั่นคงด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าประเทศ

 

สำหรับการจัดอันดับหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดที่ในปี 2020 คือ

  1. ญี่ปุ่น (191 จุดหมายปลายทาง)
  2. สิงคโปร์ (190)
  3. เกาหลีใต้, เยอรมัน (189)
  4. อิตาลีฟินแลนด์สเปนลักเซมเบิร์ก (188)
  5. เดนมาร์ก, ออสเตรีย (187)
  6. สวีเดน, ฝรั่งเศส, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส (186)
  7. สหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักรเบลเยียมนอร์เวย์สวิตเซอร์แลนด์ (185)
  8. สาธารณรัฐเช็ก, กรีซ, มอลตา, นิวซีแลนด์ (184)
  9. แคนาดาออสเตรเลีย (183)
  10. ฮังการี (182)

19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

ปัจจุบันนานาประเทศทุ่มเทให้ความสำคัญกับการพัฒนาคิดค้นวิธีกำราบไวรัสโควิด-19 อย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะฟากยุโรปและอเมริกาที่ถูกคุกคามหนักขึ้น และยังไม่มีใครทราบได้ว่าวิกฤตนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมความคืบหน้าในการหาทางออกของทั่วโลกมาฝากกัน ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไปว่าวิธีใดที่เป็นฮีโร่พามนุษยชาติฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ในท้ายที่สุด

 

วัคซีนจิ๊กซอว์สำคัญ

“แนวโน้มเริ่มดี แต่ยังต้องรอเวลา”

วัคซีน คือ จิ๊กซอว์สำคัญที่เชื่อว่าจะกำราบไวรัสโควิด-19 ได้อยู่หมัดที่สุด ซึ่งหลายชาติไม่ว่า จีน สหรัฐฯ อิสราเอล ออสเตรเลีย อังกฤษ ล้วนอยู่ระหว่างเร่งพัฒนา อย่างไรก็ตามแม้นักวิจัยสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จแต่คาดการณ์กันว่าคงต้องรอถึงกลางปี 2564 ถึงนำมาใช้ได้จริง สอดคล้องกับความเห็นของศาสตราจารย์แอนเนลีส ไวล์เดอร์-สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนและอนามัยในกรุงลอนดอน ประเมินว่าวัคซีนไม่น่าพร้อมใช้งานก่อน 18 เดือนจากนี้ โดยเป็นสมมติฐานที่ตั้งบนโจทย์ว่าระหว่างการพัฒนาต้องไม่เกิดความผิดพลาดใดเกิดขึ้นเลย

 

ทั้งนี้หากวัคซีนโควิด-19 สามารถนำมาใช้ได้จริงภายในปีหน้า นี่จะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการพัฒนาวัคซีนที่เร็วสุดเท่าที่มนุษยชาติเคยทำมาจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานถึง 10-15 ปี หรือ แม้แต่กระบวนการพัฒนาแบบ fast track ก็ยังต้องใช้เวลา 5-10 ปีเลยทีเดียว

 

เหตุผลสำคัญที่การพัฒนาวัคซีนต้องใช้ระยะเวลานาน นั่นเป็นเพราะการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิก (Clinical trials) ที่เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนขออนุมัติการใช้ยา ซึ่งกินเวลานานหลายเดือน หรือ วัคซีนบางชนิดใช้เวลานานถึงสิบปี โดยจะแบ่งเป็น 3 เฟส ประกอบด้วย

  • Phase 1 เริ่มจากทดลองในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนไม่กี่สิบคน เพื่อทดสอบประสิทธิผลวัคซีน
  • Phase 2 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายร้อยคน โดยมักใช้สถานที่ที่กำลังระบาดในการทดลองเพื่อวัดประสิทธิภาพวัคซีน
  • Phase 3 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายพันคน

 

นอกจากนี้ในกระบวนการทดลองยังมีโอกาสเกิดความผิดพลาด ผลข้างเคียงที่อาจส่งผลให้เกิดความล้มเหลว รวมถึงนักวิจัยต้องกำจัดความเสี่ยงของวัคซีนที่อาจไปทำให้เชื้อเพิ่มความรุนแรงให้หมดไปด้วย ดังนั้นการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถข้ามหรือรีบร้อนได้

 

ล่าสุดโลกเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563 ศาสตราจารย์ซาร่า กิลเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ทีมงานกำลังวิจัยอยู่คาดสามารถนำมาใช้ได้จริงภายในกันยายน 2563 นี้

 

ขณะที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563 ว่าขณะนี้มีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้วถึง 70 รายการทั่วโลก โดยมีการทดลองในมนุษย์แล้ว 3 รายการ ได้แก่

  1. วัคซีนจากบริษัท CanSino Biologics ของฮ่องกงซึ่งพัฒนาร่วมกับสถาบันโอเทคโนโลยีแห่งปักกิ่ง
  2. วัคซีนจากบริษัท Moderna ของสหรัฐฯ
  3. วัคซีนของบริษัท Inovio Pharmaceuticals ของสหรัฐฯ

โดยวัคซีนที่มาไกลที่สุดคือวัคซีนทดลองของ CanSino Biologics ซึ่งอยู่ในเฟสสอง

 

นี่ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ที่เราคงต้องรอจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป และโจทย์ใหญ่ที่จะตามมาคือ “ปริมาณการผลิตวัคซีน” ว่าจะทำอย่างไรให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ของทั่วโลกที่มีจำนวนมากในเวลาสั้นที่สุด รวมถึง “การแบ่งสรรปันส่วนวัคซีน” ที่ประชากรโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ดังเคยมีตัวอย่างมาแล้วในช่วงไข้หวัดนก H1N1 ระบาดเมื่อปี 2552 โดยวัคซีนถูกประเทศร่ำรวยกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศยากจนแทบเข้าไม่ถึง หรือ กว่าจะเข้าถึงก็ล่าช้ามาก

 

กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่  (Herd immunity)

“แนวคิดดี แต่ยากเชิงปฏิบัติ”

Herd immunity หรือ Community Immunity หมายถึง สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรมีภูมิคุ้มกันจำนวนมากพอ (ทั้งจากที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือ ได้รับวัคซีนป้องกันโรค) จนเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายผ่านไปยังคนอื่นๆ ต่อได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า Herd immunity คือ ผลทางอ้อมของการป้องกันโรคจากวัคซีนที่ช่วยปกป้องคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ด้วยกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันมากพอที่เรียกกันว่า “ภูมิคุ้มกันหมู่” ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการให้วัคซีนกับประชากรทั่วโลกเป็นต้นมา

 

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ เซอร์แพทริก วัลแลนซ์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษ เสนอแก่รัฐบาลในการรับมือโควิด-19 ช่วงแรก หัวใจสำคัญ คือ ยืดเวลาอัตราการระบาดออกไปให้นานที่สุด โดยปล่อยให้ประชากรประมาณ 60% ของประเทศติดเชื้อเสียก่อน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในกลุ่มคนที่หายป่วยแล้ว ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะช่วยป้องกันกลุ่มคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากไวรัสได้โดยอัตโนมัติ และอาจจะหยุดการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้จะช่วยป้องกันการระบาดซ้ำของโรคในภายหลังด้วย

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ก็ถูกคัดค้าน เพราะมองว่าเสี่ยงเกินไปในสถานการณ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันอาจทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงแพทย์พยาบาลที่มีอยู่ในระบบไม่เพียงพอ และคาดกันว่าคงไม่มีประเทศใดในโลกสามารถรองรับได้ ดังนั้นเราจึงเห็นหลายประเทศใช้วิธี “ยืดเวลา” เพื่อรอความหวังนั่นคือ

1. รอวัคซีนที่มากระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

2. หวัง (เล็กๆ) ให้ไวรัสกลายพันธุ์ง่ายต่อการควบคุมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ท้ายสุดแล้ว กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ก็ออกมาแถลงว่าวิธีนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการแต่อย่างใด เป็นเพียงผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อสิ้นสุดการระบาดเท่านั้น และน่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาดนั่นเอง

 

อย่างไรก็ตามระหว่างที่โลกยังรอความหวังอยู่นั้น การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ที่หลายประเทศรวมถึงไทยนำมาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อชะลอไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มสูงจนเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขประเทศจะรับมือได้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทุกคนจะช่วยกันได้ในขณะนี้ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

 

ที่มาแหล่งข้อมูล

  • bloomberg
  • Hfocus
  • Blockdit หมอเม๊ามอย
  • BEATING COVID-19 เอาชนะโรคร้ายด้วยความเข้าใจโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

 

 


19_ผีโปตอง_Cover_2.jpg

zebertoothApril 14, 2020

เพราะการออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนจำนวนมากอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ออกไปจำนวนมาก รัฐบาลในหลายประเทศจึงขอให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในที่สุด

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่ามาตรการขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านจะเป็นวิธีที่หลายประเทศดำเนินการ แต่ในบางประเทศก็กลับพบว่ารัฐบาลไม่ได้มีคำสั่งการกักตัวที่เข้มงวดเนื่องจากติดขัดปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ เช่น ที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่รัฐบาลยังไม่ประกาศให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน แต่ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดทำให้หมู่บ้าน หรือ ชุมชนต่างๆ จึงต้องหันมาหาวิธีป้องกันการแพร่ระบาดด้วยตัวเอง เช่นข่าวล่าสุด ที่รายงานโดยสำนักระบุว่า หมู่บ้านเคปูห์ ในประเทศอินโดนีเซีย มีแนวคิดหาวิธีในการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 จากการออกมาชุมนุมนอกบ้านของชาวบ้านด้วยตัวเอง หลังรัฐบาลยังไม่ออกมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาด

 

สำหรับวิธีที่ถูกคิดขึ้นเองนี้อาศัยความเชื่อโบราณของชาวอินโดนีเซียเกี่ยวกับผี และวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว โดยอาสาสมัครในหมู่บ้านเคปูห์ ในพื้นที่เกาะชวาตอนใต้ได้ให้อาสาสมัคร 2 คน แสดงเป็นผี “โปคอง” ด้วยการนำผ้าสีขาวมาห่อหุ้มตามร่างกายและนั่งอยู่หน้าประตูหมู่บ้านเป็น “ผีผ้าห่อศพ” เพื่อให้ประชาชนไม่ออกมานอกบ้านในเวลากลางคืน หวังที่จะให้ผู้คนห่างจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่

 

หมู่บ้านเคปูห์ บนเกาะชวาได้เริ่มใช้วิธี “ผีผ้าห่อศพ” นี้หลังจากที่เกิดการระบาดอย่างหนักในประเทศอินโดนีเซีย โดยอาสาสมัครจะคลุมตัวด้วยผ้าสีขาวและออกลาดตระเวนไปตามท้องถนนในหมู่บ้าน โดยตามความเชื่อของชาวบ้านในอินโดนีเซียเชื่อว่าผี “โปคอง” เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว ร่างกายจะห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาว มีใบหน้าเป็นสีขาว ขอบตาเป็นสีดำ โดยแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้ออกมาตรการปิดเมือง แต่หลังจากที่ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้นทำให้ชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งเริ่มหวาดกลัวว่าการระบาดมีจำนวนเพิ่มขึ้นในชุมชนของตน ต่างพากันหาวิธีเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคด้วยตัวเอง รวมถึงหมู่บ้านเคปูห์ แห่งนี้ที่ใช้วิธีให้อาสาสมัครปลอมตัวเป็นผี “โปคอง” มาลาดตระเวนแทน

 

 

อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ไม่ได้ผลในระยะแรกเนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่รู้ว่ามันเป็นวิธีการเพื่อป้องกันการออกนอกบ้าน และไม่ใช่ผีจริงๆ ทำให้บางคนออกมาแอบดูผีแทน ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีด้วยการให้อาสาสมัครที่ปลอมตัวเป็นผีเหล่านี้ออกมาตอนในช่วงที่ประชาชนไม่ทันตั้งตัวเพราะตกใจซึ่งวิธีนี้ก็ใช้ได้ผล

 

ปัจจุบันอินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดเชื้อแล้ว 4,241 ราย เสียชีวิต 373 ราย และมีความวิตกว่ายอดผู้ติดเชื้ออาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก จากการคาดการณ์ของ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอินโดนีเซียคาดการณ์ว่าอาจมีผู้เสียชีวิต 140,000 รายและ 1.5 ล้านรายภายในเดือนพฤษภาคมหากยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด

 

 “ ตั้งแต่ผีโปคองปรากฏตัว เราก็พบว่าพ่อแม่และเด็ก ๆ ไม่ได้ออกจากบ้านของพวกเขาและผู้คนจะไม่มารวมตัวกันหรืออยู่บนถนนหลังจากทำละหมาดตอนเย็นแล้ว” อาสาสมัครซึ่งเป็นทีมงานของผีโปคองกล่าว

 

 

ขณะที่ ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแถบชานกรุง” ฆิโต” (Quito) ประเทศเอกวาดอ มีชาวบ้านจำนวนนับร้อยไปชุมนุมกันที่ลานอเนกประสงค์ เพื่อร่วมกันทำพิธีชำระล้างจิตวิญญาณ เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส” โควิด-19” ที่กำลังระบาด โดยวิธีการดังกล่าวเป็นการอาศัยความเชื่อของชาวพื้นเมืองที่จะใช้ควันที่ได้จากสมุนไพรในป่า นำมารวมกันแล้วเผาให้เกิดควัน และนำไปโบกใส่ตัว โดยมีแม่หมอที่เรียกกันว่า “มาม่า โรสิตา” เป็นคนสวดคาถาไล่เชื้อโรคออกไป

 

ในเอกวาดอร์มีแม่หมอท้องถิ่นมากมาย  และยังมีกระจายอยู่ในประเทศแห่งเทือกเขาแอนดีส ในทวีปอเมริกาใต้ ยาชัคประกอบพิธีโดยใช้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หลายชนิด ซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ และช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนที่หมู่บ้านอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็จะใช้วิธีทางความเชื่อด้วยการทำพิธีกรรมสวดไล่เชื้อโรคแบบนี้เช่นกัน

 

แม้จะดูเหมือนเป็นความเชื่อที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์ แต่ผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่บอกว่า พิธีแบบนี้มีผลทางด้านจิตใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนก็รู้ดีว่า วิธีที่ดีที่สุดคือล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกจากบ้านนั่นเอง

 

 

ขณะที่ในประเทศไทย ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ไสยศาสตร์มาเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 นี้เช่นกัน โดยที่ จ.นครราชสีมา ชาวบ้านหนองจาน และ จังหวัดพะเยา  ที่พากันแขวนเสื้อสีแดงไว้หน้าบ้าน ตามความเชื่อว่าจะปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ชาวบ้านเล่าว่า ได้ยินเรื่องราวของเด็กทารกสื่อสารได้ว่า โรคโควิด-19 คล้ายกับโรคห่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ต้องแก้เคล็ดโดยนำเสื้อหรือผ้าสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้าน ทำให้หลายคนพากันทำตาม เนื่องจากเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และยังมองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบอกว่า ไม่ได้เชื่อเพียงแขวนเสื้อแดงเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญชาวบ้านยังคงสวมใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือเป็นประจำ ตามที่แพทย์แนะนำด้วย

 

 

ขณะที่ ที่ จ.มหาสารคาม เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม และผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ร่วมประกอบพิธีสวดทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อนำไปฉีดตามสี่มุมเมือง โดยเชื่อว่าเป็นการขับไล่ป้องปรามโรคร้ายภัยพิบัติต่างๆ ไม่ให้ทำร้ายเมืองตามความเชื่อ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งในพิธีมีการนิมนต์พระเถรานุเถระ 9 รูป ประกอบพิธีสวดมนต์ปัดเป่าขจัดภัย จากนั้นมีการปล่อยรถบรรทุกน้ำแบ่งออกเป็น 4 สาย วิ่งไปตาม 4 มุมเมือง เพื่อฉีดพ่นน้ำพระพุทธมนต์  ท่ามกลางคำเตือนที่ว่าละอองน้ำอาจจะทำให้เกิดการติดต่อเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้

 


Cover_4.jpg

zebertoothApril 12, 2020

เมื่อสงกรานต์นี้ต้องเจอวิกฤติโควิด-19 ทำให้จำเป็นต้อง #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ควรทำอย่างไรถ้าคิดถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงแต่ไม่สามารถไปหากันได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอรวบรวมแอปพลิเคชัน และเทคนิคเด็ดๆ ช่วยลดช่องว่างระหว่างเรากับคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง ให้หายคิดถึงมาฝากกัน

 

1.Line Group call/VDO call

แอพฯ ยอดนิยมของคนไทย ที่ใช้กันแทบทุกคน ไม่เพียงแค่ส่งรูป ส่งข้อความและโทรฟรีเท่านั้น แต่ยังเปิดกล้องโทรคุยพร้อมกันสูงสุดได้ถึง 200 คน ซึ่งปัจจุบันแต่ละครอบครัวก็มักมีการสร้าง Line Group ไว้แล้ว จึงน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหมาะกับการรวมญาติ

วิธีโทรกลุ่มง่ายนิดเดียว เพียงกดไอคอนโทรศัพท์บริเวณมุมขวาบนของหน้าจอไลน์กลุ่มที่ต้องการคุย และแตะรูปไอคอนโทรศัพท์ เลือกได้ทั้งโทร และวิดีโอคอล ซึ่งเป็นการโทรคุยด้วยเสียงพร้อมกันทางอินเทอร์เน็ต ยิ่งใช้ Wifi ก็ยิ่งประหยัดค่าโทรไปอีก

 

2.Messenger

Facebook เพิ่มฟีเจอร์วิดีโอคอลแบบกลุ่มให้กับ Facebook Messenger รองรับพร้อมกันสูงสุดถึง 50 คน โดยเริ่มวิดีโอคอลด้วยการแตะปุ่มวิดีโอมุมบนขวาในหน้าแชทกลุ่ม

วิดีโอคอลแบบกลุ่มของ Facebook Messenger นั้น ถ้ามีผู้ใช้พร้อมกันไม่เกิน 4 คน จะแสดงวิดีโอเต็มหน้าจอ แต่ถ้า 5-6 คนขึ้นไปจะแสดงวิดีโอจากผู้ใช้ 1 คนเป็นขนาดใหญ่ ที่เหลือจะเป็น gallery ด้านล่าง แต่ถ้าเกิดว่าผู้ใช้ที่กลุ่มใหญ่กว่านั้น จะแสดงวิดีโอจาก 6 คนแรกเท่านั้น (ที่เหลือจะฟังได้พูดได้ แต่ไม่แสดงวิดีโอ)

 

3.Skype

รองรับการพูดคุยพร้อมกันสูงสุด 50 คน เช่นเดียวกับ Facebook Messenger เหมาะสำหรับคุยข้ามประเทศ ด้วยการโทรต่างประเทศสุดประหยัด โทรคุยสนทนาแบบเห็นหน้ากับเพื่อนใน facebook ของคุณ ผ่าน skype ได้ด้วย รวมถึงสามารถค้นหาข้อมูลจากบริการอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับ skype อยู่ได้แล้วส่งเข้าไปในแชทได้ในทันที สะดวก ไม่ต้องเพิ่มเพื่อนให้ยุ่งยาก

 

4.Discord

แพล็ตฟอร์มที่ขึ้นชื่อเรื่องการพูดคุยกันระหว่างเกมเมอร์แบบครบวงจร แต่สามารถประยุกต์ใช้ทำกิจกรรมออนไลน์ได้มากมายเป็นหมู่คณะ นอกเหนือการเป็นแชท และโทรฟรีแล้ว Discord ยังสามารถวิดีโอคอล แชร์หน้าจอ และสตรีมได้ด้วย

สำหรับใครที่เล่นเกมกับพี่น้อง แต่อยากพูดคุยไปด้วยเสมือนนั่งข้างๆ ก็เล่นเกมพร้อมกับ Group call ได้ไม่มีสะดุด หรือ ใครที่อยากดูหนังพร้อมคนในครอบครัวเสมือนอยู่บ้านจริงๆ ก็สามารถประยุกต์ใช้ฟีเจอร์สตรีมไว้ดูหนังออนไลน์พร้อมกันได้อีกด้วย ภาพ เสียง มาครบ รับรู้อารมณ์ผู้ชมได้ทันที

 

แนะนำ

วิธีร่วมกิจกรรมสนุกผ่านออนไลน์

 

1.WeSing แข่งร้องคาราโอเกะ

สงกรานต์นี้ต้องสร้างความสนุก ชวนพ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอา มาร้องคาราโอเกะด้วยกัน เพลงเยอะ เลือกได้หมดไม่ว่าจะร้องเดี่ยว ร้องคู่ ร้องเป็นหมู่คณะ สร้างบรรยากาศที่ดีต่อครอบครัว บ้านไหนรักเสียงเพลงต้องลอง

 

2.เล่นเกมออนไลน์ด้วยกัน

การเล่นเกมด้วยกันเป็นการเชื่อมสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง ช่วยลดช่องว่างระหว่างกันและกัน ยิ่งเล่นด้วยกันมากๆ จะยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น ไปสู่การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดหรือการให้คำปรึกษากันได้ง่ายเวลามีปัญหากัน

 

3.ล้ำยิ่งกว่า ด้วยการไหว้บรรพบุรุษผ่านสมาร์ททีวี

ไหว้บรรพบุรุษผ่านสมาร์ททีวี
ขอบคุณภาพจาก Twitter @Gap_sk125

 

 

ในยุคที่มีเทคโนโลยีให้เลือกหลากหลาย ถึงคราวจำเป็นก็ต้องหยิบเอาสิ่งที่เอื้อประโยชน์กับเรามากที่สุดมาใช้ ทั้งเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยลดอุปสรรคจากข้อจำกัดในช่วงวิกฤตินี้ได้มาก ต่อให้ตัวไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน แต่สำคัญที่สุดคือการใช้เวลาร่วมกันนั้นคือความทรงจำที่มีค่าสำหรับทุกคนในครอบครัว


_Cover_1.jpg

zebertoothApril 11, 2020

เมื่อพูดถึงวันสงกรานต์สิ่งแรกที่คนมักนึกถึง คือ วันหยุดยาว เล่นสาดน้ำคลายร้อน กิจกรรมรื่นเริงต่างๆ แต่ช่วงนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เพราะคนไทยต้องปรับมาใช้ชีวิต Social Distancing หรือ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” ควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งรัฐบาลก็ได้ออกประกาศเคอร์ฟิว และยกเลิกวันหยุดในวันที่ 13-15 เมษายน 2563 เรียบร้อยแล้ว

 

ดังนั้นช่วงนี้ที่ทุกคนจำเป็นต้องอยู่กับบ้าน งดเดินทาง มีกิจกรรมอะไรบ้างที่พอจะทำแก้เหงาในช่วงสงกรานต์ติดโควิด-19 เช่นนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมานำเสนอกัน

 

1. ทำบุญตักบาตร

การเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยการทำบุญตักบาตรถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เสริมสิริมงคล แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้แทบทุกวัดงดจัดกิจกรรมทั้งสรงน้ำพระสงฆ์ ขนทรายเข้าวัด รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อลดการรวมตัวของผู้คนหมู่มาก แต่บางวัดยังพอเปิดให้ทำบุญใส่บาตร หรือ ถวายสังฆทานตามปกติ แต่ขณะทำบุญก็อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย ใส่ผ้าปิดปาก หมั่นล้างมือ และยึดกฎ Social Distancing หรือ การอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตรให้มั่นล่ะ

 

2. สรงน้ำพระพุทธรูปในบ้าน

สรงน้ำพระ คือ การทำความสะอาดพระพุทธรูป หิ้งพระ รูปภาพและสิ่งของต่างๆ รวมไปถึงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชา หรือ หิ้งพระ ให้สะอาด เสริมสิริมงคล เป็นกิจกรรมที่ควรทำร่วมกันของคนครอบครัว อุปกรณ์สรงน้ำพระ อาทิ ผ้าหรือฟองน้ำสะอาด โต๊ะที่จะวางพระพุทธรูปชั่วคราว ถังใส่น้ำสำหรับเช็ดทำความสะอาดทั่วไป เครื่องหอมต่างๆ น้ำอบ พวงมาลัย และขันใส่น้ำสำหรับสรงน้ำพระ แต่ทุกคนในบ้านต้องยึดกฎ Social Distancing ให้มั่นเหมือนกันด้วยนะ

 

ขั้นตอนสรงน้ำพระ

  • อัญเชิญพระพุทธรูปภายในบ้านทั้งหมดมาทำความสะอาด ด้วยการขอขมา คือ ตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วย
    “ระตะนัตตะเย ปะมาเทนะ ทะวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต”
    “กายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 ที่ข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งในพระรัตนตรัย ด้วยความตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ขอพระรัตนตรัยได้โปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
  • ทำความสะอาด ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ ต้องทำอย่างระมัดระวัง
  • สรงน้ำพระ เริ่มขั้นตอนด้วยการอัญเชิญพระพุทธรูปที่ทำความสะอาดแล้วไปวางไว้ที่ถาดรองบนโต๊ะชั่วคราว จากนั้นให้ปรุงเครื่องหอม ดอกไม้ น้ำอบกับน้ำสะอาด เพื่อใช้สำหรับสรงน้ำพระ โดยให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วท่องว่า
    “อิมินา สิญฺจะเนเนวะ โรโค โสโก อุปัททะโว นิพพันตุ สัพพะโส เอเต สุขี โหนตุ นิรันตะรัง”
    “เดชะ ข้าสรงน้ำ พระชุ่มฉ่ำตลอดกาล ทุกข์โศกโรคภัยพาล อันตรธาน เป็นสุข เทอญ” ก่อนจะอธิษฐานขอพรต่างๆ หลังจากที่สรงน้ำพระพุทธรูปแล้วเสร็จก็อัญเชิญกลับเข้าหิ้ง หรือ โต๊ะหมู่บูชา

ข้อมูลอ้างอิงจาก https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1541715

 

3. รดน้ำดำหัวออนไลน์

วันสงกรานต์เป็นโอกาสที่ดีในการรวมญาติ หลายครอบครัวที่แยกย้ายกันไปทำงานจะกลับมาพบปะกันอีกครั้ง บ้านที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ หลังจากสรงน้ำพระพุทธรูปเสร็จแล้ว ก็จะมารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในบ้าน ปู่ย่า ตายาย แสดงความเคารพและขอพร

แต่ปีนี้เมื่อสถานการณ์ไม่เหมือนเดิม หลายคนไม่สามารถเดินทางข้ามพื้นที่กลับมาบ้านได้ ดังนั้นอาจปรับโหมดความคิดถึงห่วงใยญาติผู้ใหญ่จากวิธีรดน้ำดำหัวแบบเดิม มาเป็นวิธีโทรหา หรือ VDO Call เพื่อขอพร ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ แค่นั้นก็สามารถส่งต่อความสุขความห่วงใยแบบตัวห่างไกล แต่ใจไม่ห่างกันได้แล้ว

 

4. ไลฟ์ปาร์ตี้ออนไลน์

เมื่อต้องใช้ชีวิตแบบ Social Distancing ไหนจะมีประกาศเคอร์ฟิว รวมถึงการประกาศงดกิจกรรมสงกรานต์ทั่วประเทศแต่ใช่ว่าความสนุกสนานของเทศกาลจะหายไป เพราะแม้การนั่งสังสรรค์ร่วมกันเป็นไปได้ยาก แต่เทคโนโลยีก็ช่วยให้คุณสร้างความสนุกร่วมกันได้ง่ายขึ้นผ่านทาง Line กลุ่มของครอบครัว กลุ่มเพื่อน นัดกินดื่ม พูดคุย สังสรรค์เฮฮาแบบสดๆ VDO Call ก็ได้

ถ้าใครเหงามากหน่วยก็ Live ผ่าน Facebook กันไปเลย หรือ เลือกเข้าไป Join กับ Live Concert Live Party ของศิลปิน ดีเจ สถานบันเทิงต่างๆ ที่เริ่มเห็นกันมากขึ้นก็สนุกไม่แพ้กัน  (อ่านประกอบ : อยู่บ้านก็เที่ยวผับได้เพราะมีเทคโนโลยี…สนุกแบบไม่เสี่ยงติดโควิด 19)

 

เทศกาลสงกรานต์เป็นประเพณีที่ดีงามของคนไทย เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แม้ในยามวิกฤติโรคระบาดก็ตาม การรักษาขนบธรรมเนียมยังทำได้เช่นเดิม แค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามสถานการณ์เท่านั้นเอง ซึ่งเราเชื่อว่าบางกิจกรรมญาติผู้ใหญ่ของทุกท่านก็พร้อมที่จะเปิดรับและสนุกไปกับเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้ด้วยเช่นกัน สวัสดีวันสงกรานต์… เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน