thai_mooc_Cover_2.jpg

zebertoothApril 9, 2020
ว่างก็เรียนออนไลน์
ที่ไหนก็เรียนได้ รวมคอร์สเรียน – ฝึกทักษะอาชีพออนไลน์ฟรี พร้อมใบรับรอง แม้ไม่ใช่นักศึกษา

 

“การศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีขีดจำกัด” แม้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจ หรือระบบหลายอย่างชะงักลง แต่ไวรัสนั้นก็ไม่อาจขัดขว้างการพัฒนาตัวเองได้ อยู่ที่ไหนก็ไม่มีปัญหาในยุคอินเทอร์เน็ต ด้วยการ” เรียนออนไลน์” เหล่ามหาวิทยาลัยของไทยได้ร่วมกันเพื่อเปิดศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ฟรี! สมัครเรียนได้แม้ไม่ใช่นักศึกษา แถมหลักสูตรส่วนใหญ่เมื่อคะแนนผ่านเกณฑ์แล้วสามารถรับใบประกาศนียบัตรได้เลย เป็นการเปิดโอกาสนำสิ่งที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตได้รวบรวมหลักสูตรเรียนออนไลน์ที่น่าสนใจ เข้าถึงได้ทุกช่วงวัย มาฝากกัน

 

1. เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ

แนวคิดพื้นฐานสร้างธุรกิจ จัดการองค์กรและบริหารคน ออกแบบธุรกิจ-ผลิตภัณฑ์-บริการ การตลาดและการสร้างแบรนด์ การเงิน การบัญชีและการจัดการระบบภาษี การดำเนินการเพื่อเริ่มต้นประกอบธุรกิจ การลงทุนและการระดมทุน เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม การวัดผลการดำเนินทางธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ

เหมาะสำหรับ : ผู้สนใจธุรกิจ SME

ดูรายละเอียดทั้งหมด ที่นี่

 

2. กลยุทธ์ต้นทุนพิชิตกําไร

เรียนรู้เกี่ยวกับความหมายและองค์ประกอบของต้นทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ สามารถคำนวณต้นทุน ของผลิตภัณฑ์ในแต่ละธุรกิจได้ วิเคราะห์ภาพรวม และกำหนดแนวกลยุทธ์เพื่อบริหารต้นทุนพิชิตกำไรในธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขายของออนไลน์

เหมาะสำหรับ : ผู้สนใจทำธุรกิจและการบัญชี

ดูรายละเอียดทั้งหมด ที่นี่

 

3.ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร

การสนทนาในชีวิตประจำวัน mครอบคลุมตั้งแต่ทักทายทำความรู้จัก บรรยายลักษณะ พูดถึงเหตุการณ์ในอดีต การใช้ภาษาทางโทรศัพท์ การบรรยายสถานที่ตั้งและทิศทาง การให้คำสั่ง แก้ไขปัญหา ให้คำแนะนำ รวมถึงแสดงความคิดเห็น โดยเน้นการออกเสียงเฉพาะคำกับเสียงสูงต่ำในประโยคและฝึกแบบประโยคสนทนาเบื้องต้น

เหมาะสำหรับ :นักเรียน นักศึกษา ผู้ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษ (ควรเมีพื้นฐานการใช้งานคอมพิวเตอร์)

ดูรายละเอียดทั้งหมด ที่นี่

 

4.การถ่ายภาพเบื้องต้น

ประเภทและส่วนประกอบของกล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์เสริมเพื่อถ่ายภาพได้ดีขึ้น การจัดองค์ประกอบของภาพ เทคนิคการถ่ายภาพประเภทต่างๆ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อตกแต่งภาพถ่าย

เหมาะสำหรับ : ผู้สนใจ

ดูรายละเอียดทั้งหมด ที่นี่

 

5. การออกแบบกราฟิกโดยใช้คอมพิวเตอร์

หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการออกแบบกราฟิก นวัตกรรมและเทคโนโลยี การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงขอบข่ายและกระบวนการออกแบบกราฟิกในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีอุบัติใหม่

เหมาะสำหรับ : ผู้สนใจและอยากเริ่มต้นด้านออกแบบกราฟิก

ดูรายละเอียดทั้งหมด ที่นี่

 

6.ศาสตร์แห่งการชะลอวัย

กลไกการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่เกิดขึ้นตามวัย ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก การประยุกต์ใช้ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อป้องกัน ดูแล ส่งเสริมสุขภาพและชะลอความเสื่อมของระบบต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

เหมาะสำหรับ : ผู้สนใจ ผู้เกษียณ นักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ดูรายละเอียดทั้งหมด ที่นี่

 

ส่วนผู้สนใจฝึกอาชีพ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดสอนฝึกทักษะออนไลน์ในสาขาต่าง ๆ เช่นช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ช่างซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ ปรุงอาหารไทย รวมถึงสอนภาษาไทย เกาหลี ญี่ปุ่นฯ หากสนใจเข้าดูรายละเอียดได้ที่ www.dsd.go.th เลือก ฝึกทักษะออนไลน์/online training

 

แต่ถ้าอยากได้ทักษะที่เปิดกว้างกว่านี้ ไปที่ https://thaimooc.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้เรียนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเรียนเพื่อสายอาชีพ เช่น การพยาบาลผู้สูงอายุ การออกแบบ เป็นต้น ซึ่งเป็นการเรียนผ่านคลิป VDO มีเอกสารประกอบบ้าง และมีแบบฝึกหัดท้ายบทเรียน

 


_Cover_1.jpg

zebertoothApril 9, 2020

แม้ไวรัสโคโรนาจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตมนุษย์ แต่บางทีมันก็อาจจะทำให้เกิดชีวิตใหม่ของธรรมชาติอื่นๆ ได้ เช่นกรณีของหมีแพนด้า ที่สวนสัตว์ภายในสวนสนุกโอเชี่ยน ปาร์ค ในฮ่องกง ที่พวกมันประสบความสำเร็จกับการผสมพันธุ์ด้วยวิธีการธรรมชาติ หลังจากที่สวนสนุกต้องปิดลงเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด – 19

 

เรื่องราวน่ายินดีท่ามกลางข่าวร้ายๆ นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่จากสวนสัตว์ในสวนสนุกโอเชียน ปาร์ก ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า หมีแพนด้า 2 ตัว เพศผู้และเมีย ชื่อลี่ ลี่ และ หยิง หยิง ซึ่งฮ่องกง ได้รับมาจากประเทศจีนตั้งแต่ปี 2007 สามารถผสมพันธุ์กันได้สำเร็จแล้วเมื่อเวลาประมาณ 9 นาฬิกาของวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่เจ้าหน้าที่สวนสัตว์มีความพยายามจะให้ทั้งคู่ผสมพันธุ์กันด้วยวิธีนี้ในทุกฤดูกาลผสมพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2010 แต่ความพยายามก็ไร้ผล พวกมันไม่สนใจกันและกันเลย กระทั่งสวนสัตว์ถูกมีคำสั่งให้ปิด ไม่อนุญาตให้มีผู้คนเข้ามาเที่ยว ทำให้เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สังเกตพบว่าทั้งคู่เริ่มมีทีท่าว่าเริ่มสนใจกันและกัน จึงได้เฝ้าดู และลุ้นว่าทั้งคู่จะผสมพันธุ์กันหรือไม่ กระทั่งพวกมันตัดสินใจที่จะผสมพันธุ์กัน ท่ามกลางความดีใจของทุกคน

 

 

ผู้อำนวยการสวนสัตว์โอเชี่ยน ปาร์ค กล่าวว่า การผสมพันธุ์ของลี่ ลี่ และ หยิง หยิง ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นดีใจมากสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ดูแลพวกมันมาตั้งแต่ต้น เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าหมีแพนด้ามีอัตราการเกิดน้อย และอาจจะสูญพันธุ์ได้ ซึ่งการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติของพวกมันจะทำให้มีโอกาสที่แพนด้าตัวเมียจะตั้งท้อง ได้มากกว่าการผสมเทียม

 

ที่ผ่านมาสวนสัตว์ได้พยายามทุกอย่างแล้วแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งเกิดการระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้สวนสัตว์ถูกปิด ไม่มีผู้คนเข้ามาเที่ยวชม เชื่อว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แพนด้าทั้งสองมีพฤติกรรมไปในเชิงบวกต่อการผสมพันธุ์มากขึ้น จากความเงียบสงบและไม่ต้องพบกับผู้คนที่มาเยี่ยมชมพวกมันจำนวนมากในแต่ละวัน

 

 

ทั้งนี้จากการติดตามพฤติกรรมของลี่ ลี่ และ หยิง หยิง เจ้าหน้าที่พบว่าพวกมันเริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งบ่งบอกว่าพร้อมสำหรับการผสมพันธุ์ โดยตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมหยิง หยิง เริ่มใช้เวลาเล่นน้ำมากขึ้นในขณะที่ ลี่ ลี่ก็ได้พยายามเดินตามค้นหากลิ่นของหยิง หยิง ซึ่งหลังจากที่พวกมันผสมพันธุ์กันแล้วเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและพฤติกรรมของหยิง หยิงอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบว่ามันจะตั้งท้องหรือไม่ต่อไป

 

แพนด้าเป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ปัจจุบันมีจำนวนแพนด้ายักษ์เหลืออยู่เพียง 1,864 ตัวเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในป่าตามการคาดการณ์ของมูลนิธิสัตว์ป่าโลก


food-covid_Cover_1.jpg

zebertoothApril 1, 2020

หลังทยอยประกาศปิดพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 เหลือเพียงซุปเปอร์มาเก็ต ตลาดสด ร้านอาหารขายเฉพาะที่ซื้อกลับบ้าน ก่อเกิดความกังวลของเราๆ กันมากว่า ถ้าจะต้องกักตัวอยู่กับบ้านนั้น เราจะกินอะไร ต้องซื้ออะไรมาตุนไว้กันบ้าง

 

ของบางอย่างมีระยะเวลาการเก็บรักษา เก็บนานไปก็ใช่ว่าจะดี แม้ยังสามารถทานได้ แต่อาจเป็นอันตราย หรือเสียคุณค่าทางอาหาร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแนะนำว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ควรซื้อมาเก็บ และเก็บด้วยวิธีไหนถึงจะอยู่ได้นานที่สุด ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าบรรดาตัวย่อต่างๆ บนสินค้ามีความหมายว่าอย่างไร

 

– MFG/MFD หมายถึง วันที่ผลิต จะได้รู้ว่าของที่ซื้อมาผลิตไว้ตั้งแต่เมื่อไร ทำไว้นานหรือยัง

– EXP/EXD หมายถึง วันหมดอายุ หลังจากวันนั้นแล้วอาหารจะเน่าเสีย หรือบูด ห้ามรับประทาน ควรนำไปทิ้ง

– BB/BBE หมายถึง ควรบริโภคก่อน อาหารจะมีรสชาติดี คงคุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน หลังจากนั้นรสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง ยังบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย แต่อาจไม่ได้ประโยชน์

 

อาหารแบบไหน กินแล้วดี เก็บได้นาน

 

  1. อาหารประเภทโปรตีน

    เสริมสร้างระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ และเป็นแหล่งอาหารที่สร้างพลังงาน เช่น

 

– ไข่ไก่ โปรตีนชั้นดี ในราคาแสนถูก เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3 – 5 สัปดาห์ แต่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง

– เนื้อสัตว์ อาทิ เนื้อหมู / เนื้อไก่ / เนื้อวัว สามารถเก็บได้ 3 – 5 วัน ในตู้เย็น และ 4 – 12 เดือนในตู้แช่แข็ง

– นม แหล่งแคลเซียมบำรุงกระดูก

  • นมพาสเจอร์ไรส์ ต้องเก็บในตู้เย็นทันทีที่ซื้อมา และควรดื่มให้หมดในครั้งเดียว สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 10 นับจากวันที่ผลิต
  • นมสเตอริไรส์ (นมกระป๋อง) เก็บไว้ได้นาน 12 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ต้องไม่โดนแดด
  • นมยูเอชที (UHT) เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่โดนแดด และไม่วางไว้ซ้อนกัน จะเก็บได้นานถึง 6 เดือน ส่วน
  • นมเปรี้ยว ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและปิดฝาให้สนิท เก็บได้นานถึง 3 สัปดาห์หรือ 21 วัน นมเปรี้ยว (UHT) สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 8 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น

– อาหารทะเล แหล่งโปรตีนและโอเมก้า 3 ซื้อเก็บไว้ทานได้แต่ไม่ใช่ทุกวัน เพราะมีคอเลสเตอรอลและไขมันสูง การเก็บรักษาอาหารทะเลหากเป็นตู้เย็นปกติเก็บได้ 2 – 5 วัน แต่ถ้าเป็นตู้แช่แข็งอยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน เลยทีเดียว

 

  1. ผักและผลไม้

    แม้จะเก็บไว้ได้ไม่นาน แต่ก็ควรจะทานบ้างเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์

 

  • ผักที่เน่าเสียง่าย เก็บได้ 5 – 7 วัน เช่น หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ เห็ด ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ชะอม ถั่วงอก ถั่วฝักยาว วิธีการเก็บผักคือ ห่อกระดาษทิชชูให้รอบ นำไปใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้แน่นอย่าให้มีลมเข้าไปได้ แค่นี้ก็ยืดอายุผักได้นานขึ้น
  • ผักที่มีลักษณะเป็นหัวหรือมีเปลือกหนา เช่น กะหล่ำ หัวไชเท้า แครอท ฟัก ฟักทอง เผือก มันฝรั่ง เก็บได้ทั้งแบบแช่ตู้เย็นและไม่แช่ตู้เย็น เก็บได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ – 1 เดือน ผลไม้พวก แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น สัปปะรด ก็เช่นกัน

 

  1. อาหารแห้ง ทำง่าย ทานง่าย เก็บได้นาน แต่ถ้าซื้อไว้นาน โดยลืมดูว่าผลิตมาตั้งแต่เมื่อไร ก็มีผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน

 

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรรับประทานภายใน 4 – 6 เดือนนับจากวันที่ผลิต ถ้าเก็บในตู้เย็นอาจเก็บได้นานถึง 8-12 เดือน แต่หากเก็บไว้ในที่ที่โดนแดดส่อง อายุอาจสั้นเพียง 2 เดือน
  • ปลากระป๋อง เก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี เพราะผ่านกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์มาแล้ว หากเปิดแล้วทานไม่หมด อย่าเอากระป๋องเข้าตู้เย็น เพราะจะยิ่งเร่งให้เกิดสนิม ปนเปื้อนอาหาร ควรเทใส่ภาชนะอื่นและปิดฝาไว้ใส่ตู้เย็น แต่ก็ไม่ควรเก็บนาน เพราะถึงแม้จะใส่ในตู้เย็นก็อาจจะเสียได้

แต่เพื่อสุขภาพที่ดี หลีกเลี่ยงโซเดียมบ้างเป็นบางมื้อ ซื้อพวกเส้นหมี่ วุ้นเส้น ปลาแห้ง ปลากรอบ หมูแผ่น มาเก็บไว้ด้วยก็น่าจะดีกว่า

 

  1. น้ำ

    แม้น้ำที่บรรจุขวดจะระบุวันหมดอายุ แต่น้ำไม่ได้หมดอายุ ภาชนะที่บรรจุน้ำต่างหากที่หมดอายุ ขวดน้ำดื่มไม่ควรเก็บไว้ในช่องแช่แข็งหรือที่ร้อนๆ เพราะพลาสติกจะเสื่อมคุณภาพและปล่อยสารพิษปนเปื้อน หากเป็นขวดน้ำที่เปิดใช้แล้วไม่ควรใช้ซ้ำเกิน 1 อาทิตย์ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้

 

การเตรียมพร้อมไว้เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำอย่างมีสติและรอบคอบ ตื่นตัวได้ แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะถ้าคุณซื้อทุกอย่างมากักตุนไว้โดยไม่คิด แทนที่จะมีประโยชน์กลับจะเป็นโทษกับร่างกายได้ ทั้งยังเป็นการตัดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้มีอาหารสำรองไว้ในเวลาฉุกเฉินด้วย

 


19_เกิดจากรองเท้า_Cover_4.jpg

zebertoothApril 1, 2020

จากกรณีที่มีการระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ในต่างประเทศส่วนใหญ่เกิดจากการใส่รองเท้าเข้าบ้านทำให้เชื้อเกิดการแพร่กระจายภายในบ้านจนทำให้เกิดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากนั้น
ล่าสุด (31 มีนาคม 2563) มีการชี้แจงจาก นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ว่ากรณีการติดเชื้อไวรัสจากรองเท้า “ไม่น่าจะเป็นจริง” เนื่องจากเชื้อเข้าร่างกายได้ 2 ทางหลักๆ คือ

1. การหายใจเอาเชื้อเข้าไปโดยตรง คือ มีคนไอจาม ละอองฝอยน้ำลาย ที่มาจากการคนติดเชื้อ ลอยอยู่ในอากาศ แล้วคนหายใจเข้าไป

2. การเอาอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปสัมผัสสารคัดหลั่งของเชื้อ

 

ส่วนการใส่รองเท้าเข้าบ้าน ถ้าเรามองว่า เชื้อที่อยู่ตามพื้น แล้วเราใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจจะเป็นความเป็นจริงระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่สาเหตุของการติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งการใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจเป็นเพียงตัวกลางตัวหนึ่งในการเอาเชื้อเข้าบ้าน

 

แต่ทั้งนี้ จึงแนะนำประชาชน “หมั่นล้างมือบ่อยเมื่อต้องจับสัมผัสสิ่งของ และหลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัสที่ใบหน้าก่อนล้างมือ” 

 

สำหรับต้นทางของเรื่องราวดังกล่าว มีที่มาจากการเผยแพร่ไวรัลที่เป็นคลิปเสียงของแพทย์ชาวอิตาลีบนโลกออนไลน์ ซึ่งระบุว่า สาเหตุที่อิตาลีมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากต่อวันสาเหตุหนึ่ง เพราะได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดมากับรองเท้าที่สวมใส่ออกนอกบ้าน เนื่องจากชาวอิตาลีส่วนใหญ่สวมรองเท้าเข้าบ้าน

 

ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยการดำรงชีวิตอยู่ของเชื้อโควิด-19 เผยแพร่ในสื่อต่างประเทศมาแล้ว ว่าพวกมันสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันทีเดียว ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำรองเท้า และนักจุลวิทยาได้ออกมากล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า บนพื้นรองเท้าถือเป็นแหล่งอยู่อาศัยของเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดีทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งไวรัส เพราะเมื่อผู้คนสวมรองเท้าออกไปตามสถานที่ต่างๆ เชื้อโรคมักจะติดมาด้วย และหากมีการสวมใส่รองเท้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวและอ่อนไหวต่อการใช้ชีวิต เช่น ในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นภายในบ้าน ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้

 

ดังนั้นแพทย์ด้านโรคติดต่อจึงออกมาเตือนว่าถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการติดเชื้อโคโรนาที่ติดมาจากรองเท้า แต่ทุกคนควรระวังและไม่ควรใช้รองเท้าที่ใส่ออกนอกบ้านเข้ามาในบ้าน หรือควรแยกรองเท้าระหว่างรองเท้าที่ใช้ในบ้านกับรองเท้าที่ใส่ไปทำงานเป็นคนละคู่เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นในบ้าน

 

ขณะที่สื่ออังกฤษระบุว่า ได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อระบุว่า เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่เกี่ยวข้องการทำรองเท้าโดยได้มีการทดสอบที่อุณหภูมิห้อง พบว่าเชื้อโรคสามารถทนอยู่ในพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันหรือมากกว่านั้น เนื่องจากวัสดุทำรองเท้ามักจะเป็นวัสดุที่ไม่มีรูพรุน รวมถึงสารประกอบเช่น ยาง หนัง และพีวีซี ก็เป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรียในระดับสูงอยู่ด้วย

 

นอกจากนี้จากการศึกษาของ นักจุลชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอลิโซน่า สหรัฐอเมริกา ยังระบุว่า สารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีโอกาสที่จะเปรอะเปื้อนลงบนรองเท้า ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์บางชนิดรวมถึงผ้าสแปนเด็กซ์ จะทำให้ไวรัสคงอยู่ต่อไปอีกได้ถึงสองสามวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้คนถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านและไม่ควรนำมันเข้าไปในบ้าน โดยควรมีจุดที่เก็บรองเท้าที่ถูกต้องมีการระบายอากาศได้ดี อย่างไรก็ตามในกรณีนี้อาจจะต้องมีการทำงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ติดมาจากรองเท้าโดยเฉพาะการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาเพื่อหาความชัดเจนต่อไป

 

ขณะที่แพทย์ด้านโรคติดต่อ ได้ออกมาย้ำ และแนะนำผู้คนมีรองเท้าคู่หนึ่งโดยเฉพาะเพื่อออกไปข้างนอกแล้วเปลี่ยนรองเท้าให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน โดยจะเห็นได้ว่าผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพมักจะเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าบ้านเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำงาน และควรเช็ดทำความสะอาดรองเท้าทำงานด้วยผ้าบ่อยๆ หรือกรณีเป็นรองเท้าที่ทำจากผ้า ควรทำความสะอาดด้วยการซักด้วยน้ำร้อนและสบู่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย

 

แม้ยังคงไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าการระบาดของโรคโควิด – 19 ในประเทศอิตาลี นั้นจะมีสาเหตุมาจากการใช้ชีวิตที่ไม่นิยมเปลี่ยนหรือถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านหรือไม่ แต่ขณะนี้ชาวตะวันตกก็เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันโรคที่ติดมาจากรองเท้าดังกล่าว หลังจากทีมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์จากทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวและ ความหวังที่จะยุติการระบาดที่ยังรุนแรงอยู่ในหลายประเทศในขณะนี้


19_เที่ยวดิ่ง_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

เกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริง?

เกียวโต หนึ่งในเมืองหลักของญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมากที่สุด แต่ละปีสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ญี่ปุ่นมหาศาล หากวันนี้กำลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก  จนสื่อญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่าเกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริงหลังเพิ่งประสบสภาวะ “ฟองสบู่” มาก่อนหน้านี้

 

ด้วยการที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น จึงทำให้ “เกียวโต” มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญหลายแห่ง ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเริ่มนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งต่อมาได้รับความสำเร็จอย่างสูงโดยในปี พ.ศ.2559 ญี่ปุ่นระบุว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน กระตุ้นการใช้จ่ายสะพัดกว่า 8 ล้านล้านเยน ซึ่งรายได้จำนวนมากมาจากเมืองเกียวโตทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ ที่ขายดิบขายดีสร้างความยินดีให้กับชาวเกียวโต แม้ต้องแลกมาด้วยความแออัดวุ่นวาย

 

ในปี 2563 ญี่ปุ่นตั้งความหวังสร้างรายได้จากท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก ด้วยอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพโตเกียวโอลิมปิก2020 ที่จะกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ให้สะพัดไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ล่าสุดเหตุที่โตเกียวโอลิมปิกถูกเลื่อนออกไปอีก 1 ปี จึงดูเหมือนว่าความหวังทุกอย่างกำลังพังสลายโดยสิ้นเชิง เมื่อยอดจองโรงแรม ที่พักและธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด

 

“เกียวโต” ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะรายได้หลักของเมืองล้วนมาจากการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หอพักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวแบบทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดถูกยกเลิกได้รับผลกระทบอย่างหนักไปตามกัน

 

ฟองสบู่ท่องเที่ยวแตก ทุบรายใหญ่ทรุด รายเล็กร่อแร่

 

รายงานสมาคมการท่องเที่ยวเมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ระบุว่าหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงจนน่าตกใจ ยอดจองที่พักถูกยกเลิกแล้วกว่า 70% บางแห่งแทบไม่มียอดจองเหลือเลย นอกจากผลกระทบของโรคระบาดแล้ว นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นยังเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผ่านมามีการลงทุนสร้างโรงแรมที่พักในเกียวโตเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในลักษณะ “ฟองสบู่” ดังนั้นเมื่อมีวิกฤติด่วนธุรกิจเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบมากจน “ฟองสบู่แตก”

 

โรงแรมเกียวโต บริษัทจดทะเบียนเพียงแห่งเดียวของเมือง ประกาศคาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกว่า ผลประกอบการขาดทุนเมื่อเทียบกับรายได้ปีที่แล้ว โดยยอดจองห้องพักของโรงแรมลดลงประมาณ 40% และหลังมีคำสั่งห้ามจัดเลี้ยงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การประชุมและจัดเลี้ยงทั้งจากสโมสรโรตารีและไลออนส์ ตลอดจนองค์กรอื่นๆ ที่เป็นขาจร อันถือเป็นรายได้ประจำได้ถูกยกเลิกเกือบหมดแล้ว โดยโรงแรมเองก็ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมยกเลิกในส่วนนี้

 

สำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กถือว่าเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ดเพื่อรองรับการเติบโตช่วงที่การท่องเที่ยวเกียวโตบูมใหม่ๆ บ้านเรือนหลายแห่งถูกดัดแปลงเป็นโฮสเตล หรือ ห้องพักราคาถูก โดยกลุ่มนี้พบว่าอัตราการเข้าพักลดลง 60% และ 70%

 

กลุ่มที่รับผลกระทบมากที่สุดคือหอพักราคาถูก หรือ โรงแรมขนาดเล็กมาก ที่สร้างเพื่อรองรับกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษาในเกียวโตซึ่งส่วนใหญ่จะมีรายได้หลักจากโรงเรียนต่างๆ เท่านั้น เพราะโดยทั่วไปแล้วโรงแรมกลุ่มนี้จะไม่รับบุคคลทั่วไปนอกจากช่วงสั้นที่ไม่ใช่ช่วงทัศนศึกษาของเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเกิดโรคระบาด โรงเรียนต้องยกเลิกเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ยอดจองของกลุ่มโรงแรมนี้อยู่ในสภาวะ “ยอดขายเป็นศูนย์” และยังไม่สามารถคาดว่าจะขายห้องพักได้อีกเมื่อไหร่

 

สิ่งน่าห่วงอีกอย่าง คือ โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินสำรองที่แข็งแกร่งมากนัก หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนไม่สามารถที่จะนำรายได้เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไปได้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าอนาคตธุรกิจนี้อาจจะถึงจุดจบในที่สุด

 

บทความข้างต้นเห็นได้ว่า สถานการณ์เกียวโตในวันนี้บางเสี้ยวมีความเหมือน หรือ คล้ายคลึงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศแต่ละปีสูงมากจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ กอปรกับการโหมลงทุนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเอสเอ็มอี ดังเห็นได้ว่ามีโฮมสเตย์ผุดขึ้นทุกภาคของประเทศรวมถึงเป็นที่แจ้งเกิดธุรกิจเกี่ยวข้องมากมาย

 

หากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สกัดกั้นการเติบโตของทุกซัพพลายเชนในธุรกิจท่องเที่ยวให้หยุดชะงักและเข้าขั้นวิกฤตไม่แพ้เกียวโต ต้องรอดูว่ามาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการจะสามารถเยียวยาได้มากน้อยเพียงใด ธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้งเมื่อใด คำตอบในวันนี้ยังคงมืดมน คงได้แต่รอจนกว่าวิกฤตไวรัสที่เกิดขึ้นทั่วโลกครั้งนี้จะผ่านพ้นไป ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันในเร็ววัน

 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก headlines.yahoo


4วิธีสู้โควิด19_Mindset_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

ในช่วงนี้กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน และเริ่มมีความถามจากทุกภาคส่วนว่า “เมื่อไหร่จะจบ?” ซึ่งทั่วโลกยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบนี้ได้

 

ล่าสุด “องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบว่า ไวรัสโควิด-19 ถือเป็น Airborne (ละอองที่มีขนาดเล็กมากน้อยกว่า 5 ไมครอน) หรือ ละอองเสมหะที่ระเหยไปจนมีขนาดเล็กและมีเชื้อโรคที่มีชีวิตเกาะอยู่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและไกล โดยที่ผ่านมาเชื้อโรคลักษณะนี้ที่วงการแพทย์รู้จักมีเพียง 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด โรคสุกใสหรืองูสวัด และแบคทีเรียวัณโรคโดยสาเหตุสำคัญที่ WHO ต้องออกมาเตือนก็เพื่อให้ปรับรูปแบบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้เหมาะสมและทันต่อสถานภาพของเจ้าไวรัสร้ายตัวนี้เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป

 

เราจำเป็นต้องปรับ Mindset เกี่ยวกับโควิด-19 เสียใหม่

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้ก็พบว่ามีอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจของ ดร. Eric Friedman ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในด้านการกำราบไวรัสอีโบล่า อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งคุณจุลภาส (ทอม) เครือโสภณ นักธุรกิจชื่อดังได้นำมาเสนอผ่านเฟซบุ๊ก Tom Julpas Kruesopon โดยใจความสรุปมีดังนี้

 

  • ไม่จริง! ที่กล่าวกันว่าเดี๋ยวโควิด-19 ก็หายไปแล้วชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิม เจ้าไวรัสนี้จะยังอยู่กับเราไปตลอดเหมือนอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส เอดส์ ที่ทุกวันนี้เราควบคุมมันได้แต่มันก็ไม่หายไปเสียที
  • ตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะอยู่กับไวรัสโควิด-19 อย่างไร เพราะไวรัสตัวนี้แม้ว่าจะติดคนได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าติดแล้วทำให้ตาย โดยถือว่ายังไม่รุนแรงและอันตรายเท่ากับอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส
  • โอกาสเสียชีวิตน้อยกว่า 1% หากผู้ที่ติดไวรัสโควิด-19 อายุน้อยกว่า 65 ปี มีภูมิคุ้มกันและไม่มีโรคประจำตัว แต่หากผู้ที่ติดมีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไป โอกาสเสียชีวิต หรือ ไม่สบายหนักขึ้นเกือบ 100% ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องทำตอนนี้ คือ พยายามจำกัดการระบาดไม่ให้มากกว่านี้ โดยควบคุมให้คนอยู่บ้าน หมั่นล้างมือ ดูแลความสะอาด รักษาระยะห่าง แต่นี่คือการควบคุมไวรัสให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ได้เป็นการทำให้หายไป

 

“4 วิธีที่ทำให้สามารถอยู่กับโควิด-19 ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่ม”

 

  1. นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง เพราะในโลกไม่มียาอะไรที่จะรักษาตัวเราเองได้ดีเท่ากับร่างกายเราที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาตัวเองได้ แต่เรามักเผาผลาญสิ่งดีๆ ในร่างกายมากเกินไป ควรใส่ใจดูแลพักผ่อนซ่อมแซมร่างกายให้เพียงพอ
  2. ทานวิตามินมากๆ โดยเฉพาะ B Complex D และ C เพิ่มเสริมภูมิคุ้มกัน
  3. ควบคุมน้ำตาลในร่างกาย พยายามเลี่ยงน้ำตาลที่มาจากเคมี หากน้ำตาลธรรมชาติ จากผักผลไม้ยังทานได้ แต่ให้ควบคุมปริมาณ นอกจากนี้น้ำตาลยังกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว (Sugar suppress lymphocyte) ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญคือคอยทำลายเชื้อโรค และปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม ทั้งนี้เพราะเชื้อโรคต่างๆ จะเติบโตได้ดีจากการกินน้ำตาลในร่างกายเรา ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานจึงมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อต่างๆ มาก
  4. หมั่นออกกำลังกายให้ปอดแข็งแรง งดบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์

work-from-home_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 29, 2020

Work from Home กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เงินเดือนในสภาวการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นพาหะแพร่กระจาย หรือ รับเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการเดินทาง หรือ ใช้ชีวิตระหว่างวัน นับเป็นความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในองค์กรที่ไม่เคยทดลองใช้มาก่อน ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะรักษาระดับการทำงานให้เทียบเท่ากับที่ออฟฟิศ ในอีกมุมหนึ่งนี่ถือเป็นโอกาสดีในการวัดประสิทธิภาพพนักงาน ว่าเหมาะสมกับองค์กรมากน้อยเพียงใด ดูได้จาก 3 ข้อง่ายๆ ดังนี้

 

  1. บริหารเวลาที่มีมากขึ้นอย่างไร ระยะเวลาเดินทางไปกลับเฉลี่ยของพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่อยู่ที่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งบ่อยครั้งพนักงานมักขาด ลา มาสาย โดยอ้างปัญหารถติด รถเสีย อุบัติเหตุ ดังนั้นเมื่อไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็จะช่วยลดเวลา ลดข้อจำกัดส่วนนี้ลง น่าจะทำให้การประเมินบุคคลนั้นๆ ทำได้ง่ายขึ้นว่า มีประสิทธิผลของการทำงานดีขึ้นหรือไม่ จากเวลาที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน
  2. รับผิดชอบมากน้อยขนาดไหน การทำงานแบบ Work of Home ไม่มีคนคอยตรวจจี้ว่านั่งทำงานจริงหรือไม่ ใช้เวลากับงานเพียงใด งานที่ทำคืบหน้าแค่ไหน  ดังนั้นจะเป็นตัววัดวินัยที่ดี ว่าบุคคลนั้นๆ รับผิดชอบต่องาน สามารถร่วมประชุมออนไลน์ จัดส่งรายงาน หรือ จัดทำชิ้นงานทันตามกำหนด หรือ มีคุณภาพเพียงใด
  3. พร้อมปรับตัวเพียงใด ชีวิตสมัยใหม่ คงไม่สามารถแยก online และ offline จากกันได้ มีแอปพลิเคชันมากมายให้เลือกใช้ผ่านแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์พีซี สมาร์ทโฟน ตามสะดวก ซึ่งหลายคนผสานปรับใช้อยู่ใน job description ประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อ Work from home ก็คงปรับตัวไม่ยาก แต่กลุ่มที่ยังไม่เคยใช้ก็ควรต้องเร่งปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี ลดข้อจำกัดที่อาจก่อปัญหาทำให้งานสะดุดลง เพราะ Work of Home สิ่งสำคัญคือทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องต้องเป็นฟันเฟืองที่ร่วมขับเคลื่อนและรับผิดชอบไปพร้อมๆ กัน

 

อย่างไรก็ตาม Work from Home ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของคนทำงาน และสภาพความพร้อมของระบบต่าง ๆ ด้วย ซึ่งในช่วงแรกๆ อาจขลุกขลักบ้างองค์กรก็ต้องค่อยปรับแก้กันไป แต่ถ้าในมุมของพนักงานหากใครไม่รู้ว่าจะจัดการกับตนเองอย่างไรเพื่อ work from home อย่างมีประสิทธิภาพ เราขอนำเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ 30 Minuten Zeitmanagement ของ Lothar Seiwart ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันที่ถูกแปลโดยปิยะกัลย์ สินประเสริฐ มาแบ่งปันเพื่อนำไปปรับใช้กัน

 

  1. หาโจรขโมยเวลาของคุณ หาให้เจอว่าแต่ละวันคุณเสียเวลาไปกับอะไรบ้าง เกี่ยวกับงานเท่าใด เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเท่าใด วิธีง่ายสุดก็คือนั่งจดขึ้นมาในกระดาษว่าคุณใช้เวลากับแต่ละเรื่องไปเท่าใด คุ้มค่าหรือไม่ อะไรคือสิ่งรบกวน หรือ โจรที่เข้ามาขโมยเวลา แล้วจะหาทางจัดการกับโจรอย่างไร
  2. ใช้หลักการของพาเรตโต (หรือ กฎ 20/80) หรือ หลักการที่บอกว่าทำงานเพียง 20% นำมาซึ่งผลลัพธ์ 80% ของทั้งหมด เช่น รายได้จริงของบริษัทมาจากการขายของที่ใช้เวลาเพียง 20% ของทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นเวลาที่เสียไปกับงานธุรการและจิปาถะ ซึ่งถ้าหาพบว่างาน 20% ที่จำเป็นคืออะไรแล้วทุ่มเทกับเรื่องนั้นให้ดีที่สุดจะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเวลาเท่าเดิม
  3. กระบวนการ ALPEN รูปแบบการจัดการเวลาแบบ ALPEN (ตัวย่อที่น่าจะมาจากภาษาเยอรมัน) ที่จะช่วยให้วางแผนทำงานแต่ละวันได้มีประสิทธิภาพที่สุด กระบวนการนี้ได้แก่
  • A กำหนดงานของคุณออกมา เอาเนื้องานที่ควรจะทำทั้งหมดในวันนั้นออกมาเรียงไว้ให้ครอบคลุมที่สุด หรือเท่าที่คุณจะคิดได้
  • L จัดกิจกรรมของงานนั้นลงไปในกรอบเวลาที่เป็นไปได้ พิจารณาว่าต้องทำอะไรบ้าง กิจกรรมไหนควรทำตอนไหน ภายในเวลาเท่าไร
  • P เผื่อเวลาไว้ด้วย ในการทำงานจริงๆ คุณอาจจะเสียเวลาเพราะการรบกวนจากภายนอก หรือ ถูกรบกวนด้วยโจรขโมย การเผื่อเหลือเผื่อขาด เวลาไว้บ้างจะช่วยลดความเครียดและทำให้คุณรับมือกับสิ่งที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแผนได้ดีขึ้น
  • E จ่ายงานบ้าง แบ่งงานตามประเภท ประเภท A สำคัญมากที่ต้องทำด้วยตัวเอง ประเภท B บางส่วนแบ่งกระจายให้คนอื่นช่วยได้ และ C งานไม่สำคัญแต่จำเป็น เช่น ธุรการต่างๆ โดยอาจระบุชัดไปเลยว่างานไหนใครต้องทำอะไร ตรงไหนบ้าง
  1. เวลาปลีกตัวและเวลาพัก เราควรมีเวลาปลีกตัวจากการรบกวนทุกรูปแบบ เพื่อได้มีสมาธิจดจ่อทำงานนั้นเต็มที่สักหนึ่งถึงสองชั่วโมง แต่ก็อย่าลืมใส่เวลาพักไปด้วยตามความเหมาะสม ซึ่งแนะนำว่าอยู่ที่ไม่เกิน 10 นาที ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินตนเองว่าเหมาะสำหรับการจัดสรรเวลาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

 


_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

จากปัญหาการระบาดของโรคโควิด19 ที่กำลังทวีความรุนแรงและขยายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารที่อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะการที่ประชากรของแต่ละประเทศทั่วโลกต้องเผชิญมาตรการล็อกดาวน์จากการต่อสู้กับโรคโควิด19 ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกด้านการเกษตรสำคัญที่เป็นแหล่งอาหารของโลกอาจจะต้องจำกัดการส่งออก

 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานระบุว่า หลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ครอบคลุมไปทุกทวีปของโลก ทำให้ประชากรในทุกประเทศต่างแตกตื่น พากันกักตุนสินค้าจำเป็นที่ใช้ในครัวเรือนอย่างตื่นตระหนก ซึ่งเป็นการกักตุนอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง ทำให้สินค้าเหล่านี้เริ่มหาซื้อยากมากขึ้นในหลายประเทศ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้มีความกังวลว่า รัฐบาลบางประเทศอาจจะดำเนินการเพื่อเก็บอาหารไว้ภายในประเทศเพื่อความมั่นใจว่าจะมีอาหารเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค โดยเฉพาะหากผู้ส่งออกรายใหญ่เริ่มเก็บตุนพืชเกษตร เช่น ข้าว ที่จะถูกนำมาผลิตเป็นแป้ง และเป็นอาหารหลักของคนทั่วโลกนั่นย่อมจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างแท้จริง

 

ปัจจุบันมีรายงานว่าเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ได้เริ่มจำกัด การส่งออกข้าวแล้วเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานภายในประเทศ ซึ่งหากเวียดนามยังคงห้ามการส่งออก อุปทานของข้าวในตลาดโลกลดลงประมาณ 10-15% ในระยะเวลาอันใกล้นี้ และกลุ่มประเทศในแถบอาจเผชิญกับปัญหาหากเกิดการหยุดชะงักของการส่งออกนี้

 

ขณะที่ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวชั้นนำระดับโลกเพิ่งเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลาสามสัปดาห์ซึ่งทำให้ช่องทางโลจิสติกส์หลายช่องหยุดชะงักนั่นหมายถึงกระบวนการส่งออก หรือขนส่งอาหารจะถูกหยุดตามไปด้วย นอกจากนี้สหภาพผู้ค้าน้ำมันพืชของรัสเซียก็เรียกร้องให้มีการ จำกัด การส่งออกเมล็ดทานตะวันและผลผลิตน้ำมันปาล์มได้ชะลอตัวลง ซึ่งรัสเซียถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มเป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย นอกจากนี้รัสเซีย ยูเครนและคาซัคสถาน จะยังส่งออกข้าวสาลีได้หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตของปี 2562 แต่ผู้ค้าสินค้าด้านเกษตรของโลกก็ยังมีความกังวลอยู่ดี โดยเฉพาะการจำกัดการส่งออกของรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลี และ ธัญพืชชนิดอื่นๆ ไปยังตลาดอาหารต่างๆ ในแถบยุโรป

 

ปัญหาความกังวลเรื่องของการขาดความมั่นคงทางอาหารยังกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก เนื่องจากในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ และรัฐบาลบางประเทศก็พยายามที่จะหาวิธีเพื่อกักตุนเสบียงอาหารไว้ให้กับผู้คนในประเทศ รวมถึงยังคงมีความล่าช้าจากการขนส่ง เช่น รัฐบาลอียิปต์ที่ยังต้องรอข้าวสาลีสำหรับทำอาหารให้มาถึงโดยเร็วแต่เกิดการล่าช้าจากการปิดการทำงานของบริษัทขนส่ง ทำให้พวกเขาต้องออกมาระบุว่า อียิปต์มีสต๊อกสินค้าเหล่านี้อยู่ได้เพียงอีก สี่เดือนข้างหน้าเท่านั้น เช่นเดียวกับรัฐบาลอิรักที่ระบุว่า จำเป็นต้องนำเข้าข้าวสาลี 1 ล้านตันและข้าว 250,000 ตันหลังจากที่คณะกรรมการวิกฤติได้แนะนำให้เพิ่มสต๊อกอาหาร ขณะที่รัฐบาลกาตาร์ได้นามข้อตกลงเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองด้านอาหารด้วย

 

สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยผู้ค้ารายหนึ่งในสิงคโปร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้รับคำสั่งซื้อข้าวสาลีเพิ่มเติมกว่าปกติแต่อย่างใด ซึ่งจากข้อมูลผลผลิตของกรมวิชาการเกษตรคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวและข้าวสาลีทั่วโลกซึ่งเป็นพืชอาหารที่มีการซื้อขายกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกจะสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.26 พันล้านตันในปีนี้

 

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากราคาสินค้าเกษตรในเวลานี้ พบว่าราคาข้าวในตลาดโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเกิดปัญหาเรื่องการขนส่ง โดยเวียดนามหยุดส่งออก อินเดียอยู่ในช่วงปิดทำการและประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศส่งออกข้าวสำคัญก็อาจจะออกมาตรการเช่นเดียวกันนั้นและนั่นหมายถึงราคาข้าวจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน

 

ปัจจุบัน ราคาข้าวในประเทศไทยสูงขึ้นกว่า 11% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 ที่ระดับ 492.5 ดอลลาร์ต่อตัน ทั้งนี้ผู้ค้าข้าวของสิงคโปร์รายนี้ระบุว่า ไม่คิดว่าจะมีการขาดแคลนข้าว เพราะมีข้อมูลว่าอินเดียที่สินค้าคงเหลือมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับพบว่าสินค้าคงคลังเหล่านั้นไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน เพราะส่วนใหญ่กระจายอยู่ในจีนและอินเดียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นหมายถึงผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ เช่นฟิลิปปินส์ผู้นำเข้ารายใหญ่และอื่น ๆ ในเอเชียและแอฟริกาอาจมีความเสี่ยงหากประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่จำกัดการส่งออก ก็อาจจะประสบปัญหาเรื่องอาหารไม่เพียงพอได้


_องค์กรไทยเทศต้านโควิด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

เมื่อทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติโรคระบาด “โควิด-19” บรรดาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งของไทยและต่างประเทศก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทต่างๆ ได้เสนอการช่วยเหลือเพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้กระจายวงกว้างไปมากกว่านี้

 

เริ่มจากองค์กรขนาดใหญ่ใกล้ตัวของไทยอย่าง เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ประกาศสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยแจกฟรีให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลที่มีความจำเป็นและประชาชนทั่วไป ภายใต้แนวคิด “เร็วแต่มีคุณภาพ” และ กลุ่ม ปตท. ผลิตแอลกอฮอล์หรือเจลล้างมือเตรียมแจกจ่ายประชาชนผ่านสถานีบริการน้ำมัน และ บางจาก เตรียมเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือสำหรับลูกค้าบางจากและประชาชนทั่วไปนำภาชนะไปเติมได้ฟรีที่สถานีบริการน้ำมัน

 

สำหรับต่างประเทศก็มีบริษัทชั้นนำที่หันมาปรับไลน์การผลิตเพื่อมาช่วยให้ชาวโลกผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยเร็ว เริ่มต้นจากประเทศจีนพื้นที่ระบาดชาติแรกของโรค โดยผู้ผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนอย่าง  “BYD” เปลี่ยนจากผลิตรถมาเป็นหน้ากากอนามัย ปรับสายการผลิตหันมาทุ่มกำลังผลิตหน้ากากอนามัยแทนหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยปัจจุบันโรงงานผลิตหน้ากากของ BYD มีกำลังผลิตมากกว่า 5 ล้านชิ้นต่อวัน รวมทั้งสารป้องกันการติดเชื้อ (disinfectant) 3 แสนขวดต่อวัน ถือเป็นโรงงานที่มีกำลังผลิตหน้ากากสูงที่สุดของโลก

 

 “LVMH” เปลี่ยนโรงงานน้ำหอมเป็นเจลล้างมือ บริษัท แอลวีเอ็มเอช (LVMH) เจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton – Dior ประกาศจะเปลี่ยนโรงงานผลิตน้ำหอมให้กับแบรนด์ Christian Dior, GIVENCHY และอื่นๆ ปรับไลน์การผลิตมาเป็นการผลิตเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือแทน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด หลังพบผู้เสียชีวิตและติดเชื้อจากโรคโควิด-19ในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับเจลแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้จะมอบให้กับองค์กรด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศส และกระจายสู่ระบบโรงพยาบาลของประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทาง “แอลวีเอ็มเอช แถลงการณ์ว่าจะยังดำเนินนโยบายนี้ต่อไปตราบที่ยังเป็นเรื่องจำเป็นโดยจะร่วมมือกับองค์กรสาธารณสุขของฝรั่งเศสอย่างเต็มที่

 

หรือแม้แต่ ZARA บริษัทสัญชาติสเปนก่อตั้งโดย Amancio Ortega โดยเป็นแบรนด์หลักของเครือ Inditex Group บริษัทนี้ถือว่าเป็นร้านขายเสื้อผ้าใหญ่อันดับ 1 ของโลก ก็เข้ามาช่วยเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน  ZARA ปรับโรงงานผลิตเสื้อผ้าหันมาผลิตชุดกาวน์และหน้ากากอนามัย สำหรับแพทย์และผู้ป่วยที่ตอนนี้กำลังขาดแคลน ซึ่งสเปนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่โดนผลกระทบจากโควิด-19 โดยทางบริษัทได้บริจาคหน้ากากไปแล้ว 10,000 ชิ้นให้กับทางภาครัฐ และจะบริจาคเพิ่มอีก 300,000 ชิ้น โดยทุกอาทิตย์ทาง Inditex จะมีการส่งของเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และกำลังศึกษาว่าจะสามารถแปรรูปวัสดุและเนื้อผ้าเพื่อทำสินค้าทางการแพทย์อย่างอื่นเพิ่มเติมได้หรือไม่

 

ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เมื่อรวมกันก็กลายเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ได้ การระบาดของ “โควิด-19” ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นแค่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว ความร่วมมือจากหลายๆภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ


Trump-Chinese-virus_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

ขณะที่สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด19 ยังไม่ทุเลาลงโดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐอเมริกา แต่ดูเหมือนว่าการรับมือของผู้นำบางคนอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก  เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาทวิตข้อความส่วนตัว กล่าวถึงการรับมือการระบาดในสหรัฐอเมริกา แต่กลับใช้คำว่า “ไวรัสจีน” จนสร้างความไม่สบายใจให้กับหลายฝ่าย เพราะคำกล่าวของทรัมป์ อาจะทำให้เกิดความขัดแย้ง และเหยียดเชื้อชาติระหว่างชาวตะวันตกและชาวเอเชีย แม้กระทั่งองค์กรด้านสิทธิพลเมืองของสหรัฐเองก็ออกมาตำหนิการใช้คำที่ไม่สมควรของเขาในครั้งนี้

 

ซินเทีย ซอย ผู้อำนวยการขององค์กร Chinese for Affirmative Action ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลด้านสิทธิของชุมชนชาวจีนในซานฟรานซิสโก ระบุว่า คำกล่าวของทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่ใช้คำว่า “ไวรัสจีน” “กังฟู” หรือ “ไวรัสอู่ฮั่น” จะเป็นการปลุกเร้าและกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านชาวเอเชียขึ้นจนกลายเป็นเหตุรุนแรงที่กระทำระหว่างกัน โดยทรัมป์ปฏิเสธที่จะเรียกชื่อโรคให้ถูกต้อง ตามที่แพทย์และองค์การอนามัยโลกกำหนดว่า คือ โรคโควิด 19  หรือ โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยยังใช้คำที่อาจจะทำให้เกิดความแตกแยก และเขายังไม่รับฟังเสียงเรียกร้องเรื่องความอ่อนไหวในการใช้คำพูดเช่นนี้ เพราะสิ่งที่กล่าวอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Jabin Botsford/The Washington Post , Reuters

 

หลังการทวิตข้อความของทรัมป์ถูกเผยแพร่ออกไป องค์กรของซินเทีย ก็ได้เปิดศูนย์เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยและรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงการเลือกปฏิบัติต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและแปซิฟิก ชาวเกาะทั่วประเทศทันที โดยปรากฏว่าหลังเปิดทำการศูนย์แห่งนี้ได้รับรายงานเรื่องร้องเรียนถึง 60 เรื่องภายใน 2 วัน  

 

เคสหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ มีเด็กชายชั้นมัธยมต้นชาวเอเชียอายุ 12 ปี  ที่อาศัยอยู่ย่านซานเฟอร์นันโด ในลอสแองเจลิส ถูกเพื่อนร่วมชั้นทุบตีอย่างรุนแรงจนต้องนำตัวส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล หรืออีกกรณีหนึ่งมีหญิงชาวจีนที่ถูกชาวอเมริกันรุมด่ากล่าวหาบนถนน และระหว่างเดินอยู่บนถนนก็ถูกผู้คนสาปแช่งอย่างไร้เหตุผล

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ชายจากพม่าและลูกชายคนเล็กของเขา ถูกชายคนหนึ่งแทงที่ร้านขายของชำในมิดแลนด์  รัฐเท็กซัส ซึ่งเชื่อว่าการเหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีสาเหตุมาจากการระบาดของโรคโควิด 19

 

จากข้อมูลยังพบด้วยว่าชาวจีนที่อาศัยในสหรัฐอเมริกาต่างพากันไปซื้อปืนเพื่อป้องกันตัวมากขึ้น ทำให้ร้านขายปืนซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของคนจีน มียอดขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตามทรัมป์ออกมา ปฏิเสธว่าการใช้คำว่า “ไวรัสจีน” ของเขาไม่ใช่การเหยียดสีผิว แต่ไวรัสมาจากประเทศจีน และนั่นคือเหตุผลที่เขาใช้คำนี้

 

ทั้งนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองอเมริกันด้วยกัน เช่น นางฮิลลารี คลินตัน ว่า ทรัมป์พยายามใช้คำพูดที่สร้างความสนใจเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นในการบริหารประเทศของเขาโดยเฉพาะความล้มเหลวในการบริหารจัดการ กรณีการระบาดของไวรัสโคโรนา โดยเฉพาะที่ผ่านมาเขาออกมาปฏิเสธความร้ายแรงของโรคระบาดหลายครั้ง ตั้งแต่โรคเริ่มระบาด  ขณะที่ผู้นำหลายประเทศได้ออกมากล่าวว่า ในช่วงเวลานี้ทุกประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเดียวกันอยู่ ในขณะที่ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำทุกคนจะมาช่วยกันแก้ปัญหา แทนที่จะมาดูหมิ่นกล่าวหากัน

 

ด้านนายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า การที่องค์การอนามัยโลกออกมากำหนดให้ใช้ชื่อ COVID-19 เพื่อป้องกันการใช้ชื่ออื่น ที่อาจไม่ถูกต้องหรือถูกตีตราให้กับประเทศที่เกิดโรคในครั้งแรก ซึ่งเป็นความพยายามขององค์การอนามัยที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว แต่กลับปรากฏว่ามีเหตุเกิดขึ้นหลายครั้ง

 

ปัญหาการเหยียดชาวเอเชียเคยเกิดขึ้นหลายครั้งตั้งแต่เริ่มการระบาดในประเทศจีน นักการทูตชาวไทยเคยถูกทำร้ายในระหว่างเดินอยู่ในประเทศอังกฤษ ขณะที่ล่าสุดนักแสดงตลกชาวญี่ปุ่นก็ออกมาทวิตข้อความว่าถูกชาวตะวันตกถามว่าเขาเป็นชาวจีนหรือไม่ และแสดงท่าทางรังเกียจ เขาจึงตอบโต้ด้วยการถามกลับชาวตะวันตกไปว่า “แล้วคุณล่ะ เป็นชาวอิตาลีหรือไม่” ทำให้ข้อความของเขาถูกรีทวิตไปจำนวนมากโดยส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันออกที่ชื่นชมว่าเขาสามารถตอบโต้การเหยียดผิวจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างดี