Content_น้ำพริกกะปิ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminOctober 31, 2019

น้ำพริกกะปิ เคล็ดลับ ทำอร่อย

น้ำพริกถือว่าเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่อยู่คู่สำรับอาหารไทยมาช้านาน เป็นเมนูประจำที่ต้องมีติดบ้านไว้ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกปลาทู น้ำพริกตาแดง น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม ในแต่ละภูมิภาค แต่ละบ้านมีความชอบแตกต่างกันไป แต่สุดแล้วเมนูขวัญใจของใครหลาย ๆ คนคงหนีไม่พ้นน้ำพริกกะปิ เคยสงสัยหรือไม่ว่า น้ำพริกกะปิ ต้องปรุงรสอย่างไรให้อร่อย มีกลิ่นหอม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวกคนชอบรับประทานน้ำพริก เมนูง่ายๆ ที่ได้ประโยชน์ อร่อยแบบไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ

 

อิ่ม อร่อยฉบับครัวไทย

หากถามถึงประโยชน์ของน้ำพริกกะปิต้องเริ่มจากวัตถุดิบตัวชูโรงหลักนั่นคือ กะปิ หากนำมาปรุงรสรวมกับวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ ในครัว เช่น พริก กระเทียม มะอึก มะนาว น้ำตาลปี๊บ เราสามารถแปลงโฉมให้กะปิธรรมดากลายเป็นเมนูรสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ทางอาหาร

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อมูลว่ากะปิ ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือ เคย มีแคลเซียมสูงมาก ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน การรับประทานกะปิในแต่ละครั้งเท่ากับเราทานสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วที่กินได้ทั้งตัว ทำให้ได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุทะเลอย่างไอโอดีนไปแบบเต็ม ๆ

นอกจากประโยชน์ที่ได้จากกะปิแล้ว ยังมีกระเทียมที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และ พริก ตัวช่วยกระตุ้นความอยากอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ทานคู่กับเครื่องเคียงอย่าง ผักชนิดต่าง ๆ ที่ให้ทั้งวิตามินและเกลือแร่

 

เล่าถึงคุณค่าทางโภชนาการของน้ำพริกกะปิกันขนาดนี้แล้ว มาเข้าสู่ขั้นตอนการทำตามสไตล์กินอยู่เป็นกัน

เมนูน้ำพริกกะปิไม่ใช่เมนูที่ทำยาก สามารถเลือกหาวัตถุดิบใกล้ตัวจากห้องครัว หรือตลาดนัดทั่วไป คือ กะปิ กระเทียม มะนาว น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา มะเขือพวง เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนวิธีทำ ดังต่อไปนี้

1.โขลก – นำกระเทียม พริก กะปิ มาโขลกจนส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว นำมะอึกที่เตรียมไว้มาขูดขนออกให้หมด ล้างให้สะอาดผ่าครึ่งซีกซอยตามยาว หลังจากนั้นใส่กุ้งแห้งตำพอแหลกเล็กน้อย

เคล็ดไม่ลับ ใช้ใบตองห่อกะปิแล้วนำไปเผาไฟอ่อนๆ ช่วยให้กะปิมีกลิ่นหอม เลือกใส่น้ำตาลปี๊บแทนน้ำตาลทรายเพราะจะทำให้รสชาติของน้ำพริกเข้มข้นอร่อยกว่า และการที่ใส่มะอึกจะช่วยเสริมรสชาติเปรี้ยวของน้ำพริกกะปิ และทำให้เกิดกลิ่นหอม

2.ปรุงรส – ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมรสอีกครั้งโดยยึดหลักให้มีรสเปรี้ยวนำ ตามด้วยเค็ม หวาน เผ็ด หรือแล้วแต่รสชาติที่ชอบของแต่ละบ้าน ปิดท้ายด้วยมะเขือพวงบุบ (นำมาทุบพอประมาณ) ล้างให้สะอาด แล้วตักใส่ภาชนะเสิร์ฟพร้อมผักลวกหรือผักสด เช่น ดอกแค มะระ มะเขือสด แครอท แตงกวา ฯลฯ เลือกเครื่องเคียงตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ระหว่างปรุงรสให้เข้ากัน สามารถเติมน้ำอุ่นสักเล็กน้อย เพื่อเจือจางรสชาติให้สมดุลกัน

 

เมื่อมีน้ำพริกกะปิแล้วอีกหนึ่งเมนูสำคัญที่ขาดไม่ได้ต้องทานคู่กัน คือ ปลาทูทอด

กินอยู่เป็นจึงขอทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการเลือกปลาทู โดยวิธีการเลือกให้สังเกตบริเวณดวงตา ไม่ควรเลือกปลาทูที่มีลักษณะตาไม่สมบูรณ์ ขอบตาแดง เหลือง เพราะหมายความว่าเป็นปลาที่คุณภาพไม่ดี เนื้อไม่แน่น เวลานำไปทอดเนื้อจะเละยุ่ย…

 

เรียกได้ว่าเครื่องเคียงของน้ำพริกกะปิทั้งจานนี้อุดมไปด้วยประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตแต่ละวันได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ นี่แหละวิธีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก

: บทความ น้ำพริกกะปิ ปลาทู ผักเครื่องเคียง กับ ข้าวสวยจานนี้ได้อะไร : นิตยสารหมอชาวบ้านเขียนโดย รศ. ดร.สมเกียรติ โกศัลวัฒน์


Content_พิสูจน์_coverweb_2.jpg

kinyupen_adminOctober 29, 2019

 

ตลอดชีวิตของเราคงมีพฤติกรรมหลายๆ อย่าง ที่มีทั้งข้อห้ามหรือข้อควรปฏิบัติอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า การรับประทานสิ่งต่างๆ เพื่อสุขภาพที่ดี แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรือเชื่อเสมอไป กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิตขอพาไปพิสูจน์ความเชื่อที่แท้จริงเหล่านี้กัน

 

รังสีในไมโครเวฟก่อให้เกิดมะเร็ง

แท้จริงแล้วไมโครเวฟไม่ได้ปล่อย “รังสี” จะมีก็แต่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ คลื่นไมโครเวฟ ซึ่งใช้  “แมกนีตรอน” ในการผลิตคลื่นวิทยุความถี่สูง เมื่อนำอาหารมาอุ่นร้อน คลื่นจะเข้าไปทำให้อนุภาคของน้ำในอาหาร เกิดการสั่นสะเทือนอุณหภูมิของอาหารก็จะเพิ่มสูงขึ้น ตามการตั้งกำลังวัตต์และระยะเวลาในการอุ่น

นอกจากนี้ส่วนของ”เตาไมโครเวฟ”ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บคลื่นแม่เหล็กให้อยู่เพียงในเตา ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่ในรุ่นเก่าๆ อาจส่งผลต่อการทำงาน ของโทรทัศน์วิทยุในขณะอุ่นได้ และจากผลวิจัยจาก Scientific American NSW องค์กรต้านมะเร็งในออสเตรเลีย พบว่า คลื่นไมโครเวฟไม่ได้ก่อให้เกิดมะเร็ง

ข้อควรระวัง : ทุกครั้งก่อนการใช้งานควรตรวจสอบเตาไมโครเวฟ ทั้งภายนอกและภายใน บริเวณฝาเตาปิดสนิท และเลือกใช้ภาชนะที่ทนต่อความร้อนสูงได้ดี ไม่ควรใช้ภาชนะที่ประกอบด้วยโลหะ เพื่อป้องกันประกายไฟที่อาจลุกไหม้ได้

 

ดื่มน้ำเยอะๆ ดีต่อร่างกาย

ในร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่า 70% และในเลือดก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 90 % สมองก็ประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 85 % และในระหว่างวัน ร่างกายก็จะขับน้ำออกมาในรูปแบบของเสีย เช่น เหงื่อปัสสาวะ อุจจาระ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเติมเต็มน้ำเข้าไป เพื่อช่วยให้ร่างกายสมดุล

แต่…คงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า อะไรที่มากเกินไป ก็อาจไม่ได้ดีเสมอไป การดื่มน้ำครั้งละมากๆ อาจกลายเป็นภาระของไตให้ทำงานหนัก เพื่อขับน้ำออกให้ร่างกายเกิดความสมดุล รวมไปถึงกระทบต่อชีวิตประจำวัน ที่อาจต้องเสี่ยงต่อการกลั้นปัสสาวะ ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และโรคอื่นๆตามมา

สิ่งที่ควรทำ : ดื่มน้ำในปริมาณที่พอดีและเพียงพอต่อร่างกาย ให้ไม่น้อยกว่าวันละ 2.2 ลิตร หรือประมาณ 9 แก้ว แต่ถ้าหากดื่มน้ำมากเกินไป คือ ดื่มน้ำ 4 ลิตรภายใน 2 ชั่วโมง อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นควรดื่มในปริมาณที่พอดี

พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า  ให้สังเกตสีปัสสาวะ หากมีสีเข้มเกินไป และในระหว่างวัน เราเข้าห้องน้ำน้อยกว่า 3-4 ครั้ง แสดงว่าควรทานน้ำมากขึ้น

 

กินน้ำตาลเทียมไม่ทำให้อ้วน

คนส่วนใหญ่หันมาใช้น้ำตาลเทียม เพื่อทดแทนพลังงาน และความหวานจากน้ำตาลปกติ แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงน้ำตาลเทียม มีสารให้ความหวานที่เกิดจากการสังเคราะห์ ด้วยกระบวนการทางเคมี และโครงสร้างทางเคมีของมันจะเปลี่ยนเมื่อได้รับความร้อน

หากร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปมากๆ ร่างกายอาจไม่กำจัดสารคงค้างได้หมด จึงมีแนวโน้มที่อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งตามมาทั้งยังส่งผลต่อระบบเผาผลาญ และการผลิตฮอร์โมนของร่างกายที่ผิดปกติ ทำให้ร่างกายอยากของหวานมากขึ้นกลายเป็นยิ่งอ้วนขึ้นกว่าเดิม

ทางเลือกของคนทานหวาน : จึงควรงดหรือหลีกเลี่ยงอาหาร และขนมที่มีรสหวานเกินไป หรือหากรับประทานของหวานก็ควรจะให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเสมอ

 

ถังเช่ารักษาได้สารพัดโรค

คำกล่าวที่ว่า “ถังเช่า  ไวอาก้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย หรือราชาสมุนไพรแห่งจีน” ดูจะเป็นคำพูดที่เชิญชวนให้ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ สรรหามารับประทานกันเป็นจำนวนมากในประเทศไทย

ซึ่งถือเป็นสมุนไพรหายาก และมีราคาแพง แต่กับพบได้ทั่วไปในโฆษณา และร้านค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณที่อ้างถึงการรักษาโรคหอบหืด การยืดอายุการเสียชีวิตของผู้ป่วย การฟื้นฟูผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆ

มีผลวิจัยถึงประโยชน์ในทางการแพทย์อยู่หลายประเภท แต่ในขณะเดียวกันในหลายงานวิจัย ก็ยังมีการทดลองที่ให้ผลตรงกันข้าม เช่น การทดลองใช้ถังเช่าในผู้ป่วยที่มีอายุ 7 -15 ปี ที่มีอาการหอบหืดควบคู่ไปกับอีกกลุ่มที่ใช้ยาหลอด แต่กลับให้ผลในลักษณะเดียวกัน

ข้อควรระวัง : ถึงแม้จะยังมีอีกหลายการศึกษาที่พบว่าไม่มีข้อสรุปผลที่ชัดเจน แต่การรับประทานถังเช่าเพื่อดูแลสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ควรตรวจสอบแหล่งผลิตแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ และความต้องการต่อโรคที่เป็น ก่อนรับประทาน เนื่องจากมีกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานร่วมกับยาบางตัว และก่อให้เกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดช้า หรือระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไวต่อการกระตุ้นมาก

 

และนี่คือบางส่วนของความเชื่อด้านสุขภาพที่กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหรือการใช้งานอะไรก็ตาม ควรขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความพอดี ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ทุกครั้ง “เพราะอะไรที่มากเกิน ก็อาจไม่พอดีกับชีวิตของเราเสมอไป”

 

ขอบคุณที่มาข้อมูล : คอลัมน์ happiness Truth or Myth นิตยสาร happiness


_Content_BURN.jpg

kinyupen_adminOctober 24, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ เอาใจสุภาพบุรุษที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้สมส่วน ไม่อ้วนจนเกินไป หรือไม่ผอมจนเกินไป เพราะผู้ชายสมัยนี้ไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญกับเรื่องกิน เที่ยว เพียงเท่านั้น เรื่องของร่างกายก็ต้องดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน

 

วันไหนที่ทานเยอะ ก็ต้องเบิรน์ให้มากกว่าปริมาณที่ทานไป และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเผาผลาญไขมันออกมา ซึ่งการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินของร่างกายออกมาให้ได้วันละหลาย ๆ แคลอรี่นั้น จำเป็นอย่างยิ่ง

 

สำหรับสุภาพบุรุษทุกคน โดยเฉพาะคนที่อายุย่างก้าวเข้าสู่เลข 3 เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ร่างกายจะมีเมตาบอลิซึมต่ำ หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานด้วยตัวเอง เพราะหากวันใดคุณรับประทานอาหารอย่างไม่ระวัง แถมไม่ออกกำลังกายแล้ว ความอ้วนก็จะมาเยือนชีวิตเราในที่สุด

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 5 เคล็ดลับที่คุณสุภาพบุรุษทุกคนควรกระทำในตอนเช้า หากลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายของเราสามารถเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  1. นอนหลับให้เพียงพอ : โดยปกติคนเราจะต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง/วัน การนอนหลับให้เพียงพอนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย หากเรานอนหลับไม่เพียงพอจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ซึ่งทำให้รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา เราจะเกิดอาการทานบ่อย จุกจิก ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ไม่ยาก เพราะการสะสมแคลอรี่จากของกินที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ควรแบ่งเวลานอนหลับให้เพียงพอ แล้วจะดีต่อสุขภาพ

 

  1. อย่านอนจนรากงอกไม่ยอมลุก : การนอนหลับคือการที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมง/วัน ไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกาย เพราะจะส่งผลต่อกลไกการนอนหลับของเราในคืนต่อ ๆ ไป ดังนั้น เมื่อนอนพอเพียงพอแล้ว ก็ควรลุกขึ้นจากเตียงทันที อย่านอนต่อยาว ๆ เพื่อเราจะได้ออกมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ในตอนเช้าที่จะช่วยเบิร์นพลังงานส่วนเกินออกจากร่างกาย

 

  1. ดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่ 1 แก้ว : อีกหนึ่งเทคนิคสำคัญของการตื่นนอนที่มีคุณภาพ เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าควรเริ่มต้นเติมความสดชื่นให้กับร่างกายด้วยการดื่มน้ำเปล่าแก้วโต ๆ 1 แก้วทันที ซึ่งจะมีประโยชน์ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ทำให้เราขับถ่ายได้ดีในตอนเช้า และช่วยเพิ่มอัตราการเมตาบอลิซึมของร่างกายได้มากถึง 30% จากภาวะปกติ

 

  1. ออกกำลังกายแบบระเบิดพลัง : ข้อดีของการออกกำลังกายแบบระเบิดพลังระยะสั้น ๆ หรือ High Intensity Interval Training (HIIT) คือการออกกำลังกายแบบยก ๆ จากนั้นก็พักสักครู่แล้วค่อยเริ่มระเบิดพลังอีกครั้งสลับกันไปเรื่อย ๆ ในตอนเช้า มีประสิทธิภาพช่วยให้เราประหยัดเวลาออกกำลังกาย และเราจะได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเบิร์นพลังงาน แถมยังช่วยให้ร่างกายของเรารักษาระดับการเผาผลาญพลังงานที่สูงไปได้ตลอดทั้งวันอีกด้วย

 

  1. ทำข้อ 1-4 อย่างสม่ำเสมอ : จากคำแนะนำทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น ต้องมีการปฏิบัติอย่างมีวินัย เพราะความสำเร็จไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ย่อมต้องเกิดจากความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า มีวินัย ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก หากทำทั้ง 4 ข้อที่เราได้แนะนำไปได้อย่างมีวินัย จะถือเป็นเรื่องดีมาก ๆ เลยสำหรับตัวเรา

 

สุดท้าย สิ่งที่เราได้แนะนำไปจะเป็นประโยชน์ดี ๆ ให้กับผู้ที่กำลังต้องการรักษาหุ่น กระตุ้นอัตราเมทาบอลิซึม และเบิร์นแคลอรี่ส่วนเกิน โดยเฉพาะคนที่รู้ตัวว่าน้ำหนักตัวเริ่มมากขึ้นจนเริ่มจะรับตัวเองไม่ได้แล้ว การลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองในวันนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดีและไม่มีอะไรที่สายเกินไปที่คุณกลับมาเป็นหนุ่มที่มีรูปร่างเป๊ะและสุขภาพดีได้อีกครั้ง หากทำเป็นประจำอย่างมีวินัยจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันแล้ว ปัญหาเรื่องน้ำหนักส่วนเกินของเราจะหมดไป และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_Content_สังคมออนไลน์_.jpg

kinyupen_adminOctober 22, 2019

ปัจจุบัน “สังคมออนไลน์” กลายเป็นสื่อที่ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่การคลุกคลีอยู่กับสังคมออนไลน์มากจนเกินไป ย่อมไม่ส่งผลดีต่อตัวเราแน่นอน เพราะส่งผลต่อสุขภาพจิต ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมขึ้น

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น เชื่อว่าจะรู้จักกับคำว่า “โซเชียลมีเดีย” หรือ “สังคมออนไลน์” กันอย่างแน่นอน เพราะเป็นสื่อสมัยใหม่ ที่มีปัจจัยทางด้านของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถติดต่อหรือพูดคุยกับผู้คนหลากหลายประเภทได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท คนรู้จัก คนไม่รู้จัก รวมไปถึงย่อโลกใบใหญ่ให้เล็กลงได้ เพราะการติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ไกลบ้านจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

แต่เมื่อทุกคนเกือบทั้งโลกราว ๆ 3 ใน 4 ติดการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีสมาร์ทโฟน แบบว่า 5 นาทีกดโทรศัพท์ทีหนึ่ง จนทำให้ ณ ตอนนี้ เราจะพบเจอกับผู้คนที่ไม่มองหน้าสบตายิ้มกัน แต่กลายเป็นบุคคลประเภทสังคมก้มหน้าไปเสียแล้ว ซึ่งการใช้โซเชียลมีเดียมากจนเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราด้วย

 

นักวิจัยจากสถาบันสุขภาพเด็ก UCL Great Ormond Street Institute of Child Health เปิดเผยว่า การใช้โซเชียลมีเดียอาจกระทบกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น เช่น การนอนหลับ และการออกกำลังกาย ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตรายและกระทบจิตใจ อย่างการถูกระรานหรือบูลลี่บนโลกออนไลน์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นเพศชายหรือหญิง หากใช้โซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีระดับความเครียดมากเท่านั้น ซึ่งผลการวิจัยพบว่า วัยรุ่นหญิงเกือบร้อยละ 60 ได้รับผลกระทบทางจิตใจ มีปัญหาด้านคุณภาพการนอนหลับและถูกระรานบนโลกออนไลน์ ขณะที่วัยรุ่นชายที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์บ่อยครั้ง มีเพียงร้อยละ 12 ซึ่งได้ผลกระทบทางจิตใจ

 

แล้วโซเชียลมีเดียส่งผลต่อสุขภาพจิตได้อย่างไร ?

 

ข้อมูลจาก น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า โซเชียลมีเดียหากใช้ไม่เป็นหรือติดโทรศัพท์บ่อย ๆ จะผลเสียต่อสุขภาพกายอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดอาการสายตาสั้น โรคอ้วน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง นอนหลับยาก ในส่วนของผลเสียต่อสุขภาพจิต จะมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า มีอาการเสพติด ส่งผลต่ออารมณ์ อารมณ์รุนแรง หงุดหงิดง่าย ต้องก้มหน้าดูโซเชียลบ่อย ๆ  โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ย่อมส่งผลกระทบต่อ สมาธิ ความจำ การควบคุมตนเอง และมีผลการเรียนที่แย่ลงกว่าเดิมอีกด้วย

 

ปัจจุบันยิ่งน่ากังวลเข้าไปใหญ่ ในคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี และแอปพลิเคชันมากมาย หากใช้อย่างไม่ระวัง ไม่เหมาะสม ไม่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง พวกเขาก็จะได้รับปัญหาสุขภาพจิตในหลาย ๆ เรื่อง รวมไปถึงอาชญากรรมที่อาศัยข้อมูลบนโซเชียลมีเดียอีกมากมาย

 

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ กำลังจะบอกว่า ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะคอยกำชับและดูแลพวกเขาเหล่านี้ ในการจำกัดเวลาใช้โซเชียลมีเดีย อย่างน้อยไม่ควรเกิน 3 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้สุขภาพกายและใจของวัยรุ่นเป็นผลดี และที่สำคัญ ไม่ควร “สั่งห้าม” โดยเด็ดขาด เพราะการห้ามไม่ให้พวกเขาใช้โซเชียลมีเดีย จะยิ่งทำให้เกิดปัญหา วัยรุ่นมีพฤติกรรมที่ต่อต้าน ยิ่งทำให้พ่อ-แม่ ผู้ปกครองเข้าไม่ถึง ฉะนั้น ควรปล่อยให้เขาเล่น และค่อยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ แทน ว่าเขาเสพสื่ออะไร อย่างน้อยควรเปิดพื้นที่ให้เขาได้แสดงออก แสดงความคิดเห็น โดยที่เราเข้าไป รับรู้พร้อมเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเขา

 

หรือควรให้ตัวเองไปทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น การนอนหลับ การออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งหากเลือกปรับพฤติกรรมให้ดีต่อสุขภาพ และแก้ปัญหาการระรานบนโลกออนไลน์ให้ลดน้อยลงได้ สื่อสังคมออนไลน์ ที่มีเป้าหมายคือการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ก็ยังคงมีด้านดีหลงเหลืออยู่ แต่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะเลือกใช้ให้เป็น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_สุขภาพรัก-ของคุณยังแข็งแรงอยู่-_web.jpg

kinyupen_adminAugust 19, 2019

สำหรับคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ เชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวการใช้ชีวิตโดยเฉพาะของคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ คู่รักบางคู่ปรับจูนพฤติกรรมและทัศนคติได้ ชีวิตคู่ก็ไปได้ราบรื่น ส่วนคู่รักบางคู่ที่ถึงแม้ว่าจะพยายามปรับตัวก็แล้ว ปรับความเข้าใจก็แล้ว ทำทุกวิถีทางต่าง ๆ นา ๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอด จบความสัมพันธ์ลงด้วยการสวมคอนเวิรส์เลิกราต่อกัน

เพราะเชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

1. เติบโตขึ้นพร้อมกัน : คนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ถ้าคู่รักที่ถึงจุดนี้ และเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายโตขึ้น พวกเขาก็พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวตามกัน และทำให้โตไปด้วยกัน ทั้งทางอารมณ์ จิตใจ และการมองโลก สุขภาพของความรักนั้นยังคงดีอยู่ แต่ถ้าหากคนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ในขณะที่อีกคนยังคงย่ำเท้าอยู่ที่เดิม สถานการณ์ดังกล่าว คู่รักส่วนใหญ่จะถึงทางตัน และจบความสัมพันธ์ในทันที

2. ให้พื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน : คาลิล ยิบราน ให้คำนิยามไว้ว่า “จงปล่อยพื้นทีว่างระหว่างคนสองคนไว้บ้าง เพื่อให้สายลมได้พัดผ่าน และเต้นรำไประหว่างเขาและเธอ” ข้อความนี้ต้องการสื่อความหมายว่า การเป็นคู่รักไม่จำเป็นต้องจับมือกันตลอด 24 ชั่วโมง ลองปล่อยมือให้เกิดพื้นทีว่างของกันและกันบ้างก็ได้ เพื่อให้แต่ละคนได้มีโอกาสไปตามหาตัวตนของตนเอง

3. ให้กำลังใจซึ่งกันและกันในวันที่โลกวุ่นวาย : ชีวิตในปัจจุบันนั้น ผู้คนต่างเต็มไปด้วยความคิดต่าง การเผชิญหน้ากับโลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความกดดัน ตึงเครียด และวุ่นวาย ความหมายของคู่รักจึงไม่ได้หมายถึงความรักแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเป็นที่พักใจให้กันและกัน เมื่ออีกคนมีปัญหาอีกคนก็คอยช่วยให้กำลังใจและสนับสนุนกัน ผลัดกันเป็นพลังให้กันและกัน แบบนี้จะได้เห็นว่า สุขภาพรักของคุณดีเพียงใด

4. ส่งเสริมซึ่งกันและกัน : ความที่เป็นคู่รักกัน จะเห็นว่าคู่ของตัวเองนั้นดีเกินกว่าความเป็นจริง หรือ มีความสามารถที่มากกว่าใคร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คู่ของคุณอาจไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าคนอื่นเลย ดังนั้น การรักษาสัมพันธ์รักให้มีสุขภาพที่ดีและเดินเป็นเพื่อนกันไปได้ตลอดชีวิตคือการสนับสนุน ส่งเสริมเขาหรือเธอบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่อวยกันจนเกินจริง

5. มีความรู้สึกดีที่ได้อยู่ข้างกัน : ถือเป็นสัญญานทีบ่งบอกว่าความรักของคุณมีสุขภาพดี เพราะความรู้สึกของคนรักก็ต่างมีความสุขที่ได้อยู่เคียงข้างกัน ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หรือได้ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายอีกฝ่าย เว้นพื้นทีว่างให้กันและกันตามสมควร เท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่า สุขภาพรักของคุณนั้นดีเพียงใด

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรักว่าความรักของคุณกำลังไปได้ดี ไปได้สวย ไปได้อย่างราบรื่น และมีความเป็นไปได้สูงที่จะรักกันยืนยาวไปจนแก่เฒ่า คู่รักแต่ละคู่ลองเช็คสถานภาพตัวเองดูว่ามี 5 ข้อนี้อยู่ในรูปแบบการใช้ชีวิตของเราหรือไม่ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จงปรับปรุงและปรับตัวให้ได้ รับรองเลยว่า ชีวิตคู่ยืนยาวแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ร้องเพลงตอนอาบน้ำ-ดียังไง_web.jpg

kinyupen_adminAugust 4, 2019

เคยไหม? เบื่อหรือเครียดอยู่คนเดียวก็ร้องเพลงขึ้นมา ไม่ว่าจะนอกบ้าน ขณะทำกิจวัตร หรือแม้กระทั่งในห้องน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า การร้องเพลงตอนอาบน้ำ แท้จริงแล้วมีข้อดีและประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เชื่อว่าทุก ๆ ต้องมีดนตรีอยู่ในหัวใจกันอยู่แล้ว เพราะ “ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป” จริงอย่างที่เนื้อเพลงท่อนหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ หากชีวิตไม่มีดนตรีหรือเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ ชีวิตเราก็จะเหมือนขาดสีสัน ขาดรสชาติของชีวิตไปในทันที

เราจะเห็นคนประเภทนี้บ่อย ๆ คือ อยู่คนเดียวแล้วร้องเพลง อยู่ ๆ ก็ร้องเพลงขึ้นมา เสียงร้องเพราะหรือไม่เพราะอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอได้เปล่งเสียงร้องเพลงสักท่อนหนึ่งก็ยังดี เราจะพบเห็นบ่อย ๆ ก็ตามสถานที่สาธารณะ หรือบางคนไม่กล้า ก็ขอให้ถึงบ้าน แล้วค่อยร้องเพลงไปพร้อมกับทำกิจวัตรประจำวัน

อีกหนึ่งกิจวัตรที่จะเห็นหลายคนต้องเคย นั่นคือ การร้องเพลงไปด้วย อาบน้ำไปด้วย เพราะอะไรคนส่วนใหญ่ถึงชอบร้องเพลงขณะกำลังอาบน้ำ ก็เพราะว่าตอนอาบน้ำถือเป็นช่วงที่ผ่อนคลาย ร่างกายอยู่ในช่วงที่กำลังมีความสุขกับการได้ชำระล้างสิ่งสกปรก ทำให้ตัวเรามีความรู้สึกผ่อนคลายจนถึงขั้นต้องร้องเพลงหรือฮัมเพลงขึ้นมาในขณะที่ร่างกายกำลังชำระล้างสิ่งสกปรกนั่นเอง

แต่จะรู้หรือไม่ว่า การร้องเพลงขณะอาบน้ำ แท้จริงแล้วมีข้อดีและประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมมาฝากทุก ๆ ท่านแล้ว

1. การร้องเพลงคือรางวัล : การร้องเพลงไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขเท่านั้น แต่มันยังให้รางวัลคุณด้วยเสียงที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การร้องเพลงสามารถเพิ่มความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ( self esteem )ได้ สองสิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถต่อสู้กับความวิตกกังวล ความรู้สึกเศร้าและความเหงาได้เป็นอย่างดี

2. เสียงของคุณจะดีขึ้นตอนอาบน้ำ : การร้องเพลงตอนอาบน้ำไม่ใช่แค่สนุกเท่านั้น แต่มันจะช่วยทำให้เสียงของคุณดีขึ้น เพราะห้องอาบน้ำจะทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างออกไป ห้องอาบน้ำก็เป็นเหมือนห้องสร้างเสียง เพราะมันทำด้วยกระเบื้องเซรามิกหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่เก็บเสียง เมื่อคุณร้องเพลงออกมาเสียงของคุณก็จะไม่ถูกเก็บไป แต่มันจะสะท้อนไปมาอยู่ที่ผนังห้องน้ำ ทำให้เสียงของคุณชัดเจนขึ้นและมีความดังเป็นพิเศษ เวลาที่คุณร้องเพลงตอนอาบน้ำ คุณจะมีความมั่นใจมากขึ้น แม้จะต้องร้องเพลงในคีย์ที่คุณไม่คุ้นเคย จะตะโกนร้องเพลง หรือร้องเพลงด้วยเสียงตลก ๆ ก็ตาม

3. ช่วยเพิ่มความจำ : เมื่อคุณร้องเพลง ส่วนมากคุณจะรู้เนื้อเพลงอยู่แล้วหรืออย่างน้อยก็ต้องพยายามเพื่อจดจำมัน ซึ่งจะทำให้สมองได้ออกกำลังกายจากการจดจำนั้น ฉะนั้น การร้องเพลงตอนอาบน้ำจึงเป็นวิธีที่ดีที่จะออกกำลังสมอง และช่วยให้สมองของคุณทำงานได้ดีขึ้น

4. ช่วยลดความเครียด : เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีโอกาสที่จะออกกำลังกายปอดของคุณด้วยการร้องเพลง คุณก็จะได้เพิ่มออกซิเจนให้กับปอด และออกซิเจนก็จะช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดของคุณดีขึ้นและช่วยลดความเครียดได้

5. ช่วยลดความดันเลือด : การร้องเพลงตอนอาบน้ำช่วยลดฮอร์โมนแห่งความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของความดันเลือดสูง

6. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น : การร้องเพลงตอนอาบน้ำช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเลือดของคุณ ลดความเครียดและลดความดันเลือด สิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงกับระบบภูมิคุ้มกันของคุณ เพราะจะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การร้องเพลงยังมีประโยชน์อีกนับไม่ถ้วน ยิ่งถ้าคุณเต้นช้า ๆ ไปด้วยระหว่างการร้องเพลง ยิ่งช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้นกว่าเดิม

เห็นไหมว่าการร้องเพลงขณะอาบน้ำส่งผลดีต่อตัวเรามากแค่ไหน ฉะนั้นแล้ว ใครก็ตามที่มีภาวะเครียดอยู่ไม่ว่าจะจากการทำงานหรือการเรียนหนังสือ ตอนอาบน้ำก็ลองขับร้องเพลงที่เราชื่นชอบไปด้วย จะช่วยให้เราดีขึ้น ร้องบ่อย ๆ ไม่เครียดแน่นอน แต่ว่าใครที่อาบน้ำตอนดึก ๆ หรือตอนเช้าตรู่ ก็อย่าร้องเพลงจนเสียงดังเกินไป เพราะจะไปรบกวนบ้านหรือห้องข้างเคียง เดี๋ยวจะเดือดร้อนเอา และทั้งหมดนี้คือ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_วิ่งแล้วจุก-จุกแล้ว-วิ่งยังไงให้จบ_web.jpg

kinyupen_adminAugust 2, 2019

เคยไหม? วิ่งออกกำลังกายแต่ละครั้ง แล้ววิ่งทีไรก็รู้สึกจุกที่ท้องและเหนื่อยง่าย สุดท้ายก็ล้มเลิกแผนการออกกำลังกายด้วยการวิ่งไปเสียดื้อ ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเทคนิควิ่งอย่างไรไม่ให้จุกท้องมาฝากกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง คุณเป็นหนึ่งในนี้หรือไม่ เริ่มวิ่งออกกำลังกายใหม่ ๆ แล้วมีอาการหมดกำลังใจที่จะวิ่งต่อ เพียงเพราะเกิดอาการจุกท้อง จุกลิ้นปี่ในขณะวิ่ง ทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการออกกำลังกายด้วยการวิ่งไปในทันที เพราะไม่อยากจุกหรือแน่นท้องอีกแล้ว

 

วิ่งแล้วจุก เกิดได้จากหลายสาเหตุ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเทคนิควิ่งอย่างไรไม่ให้จุกท้องมาฝากกัน

1. งดทานอาหารมื้อหลัก : ในที่นี้รวมไปถึงอาหารย่อยยาก รวมถึงอาหารที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น อาหารเผ็ด อาหารที่มีกากใยมาก ก่อนวิ่งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ดื่มน้ำเยอะจนเกินไปก่อนวิ่ง หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ปริมาณมากก่อนเริ่มวิ่ง หากกระหายน้ำ ควรดื่มน้ำอย่างมากแค่ครึ่งแก้วเท่านั้นก่อนเริ่มต้นวิ่ง

2. วอร์มอัพให้เพียงพอก่อนการวิ่ง : เตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อและระบบหายใจ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการจุกเสียดคือการที่กล้ามเนื้อกระบังลมเกร็งตัว และเกิดตะคริวเมื่อเริ่มวิ่งโดยไม่ได้เตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อมากพอ

3. ปรับการหายใจให้สัมพันธ์กับการก้าวเท้า : เพื่อให้ปอดและกล้ามเนื้อกระบังลมทำงานสัมพันธ์กัน การหายใจด้วยท้องจะช่วยทำให้อากาศผ่านเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น และสามารถควบคุมจังหวะการหายใจระหว่างวิ่งได้ หายใจออกท้องยุบ หายใจเข้าท้องป่อง พยายามนับ 1-3 ระหว่างหายใจเข้า และ 1-2 ตอนหายยใจออก ควบคุมจังหวะนี้ไว้ขณะวิ่ง

4. วิ่งเร็วช่วงแรก ทำให้จุกง่าย : การเริ่มวิ่งที่เร็วเกินไปในช่วงออกสตาร์ทเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุของการจุกเสียดที่พบบ่อยมากที่สุด ให้เริ่มต้นวิ่งช้าๆ หลังยืดตรง จะช่วยป้องกันการจุกเสียดหรืออาการบาดเจ็บต่างๆ

5. ออกกำลังเสริมแกนกลาง (Core Abs)ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น : ปรับท่าวิ่งให้แกนลำตัวตรง ไม่ห่อตัว ไม่งอหลัง จะช่วยปรับให้ท่าทางการวิ่งสง่างาม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง

 

แต่เมื่อเกิดอาการจุกเสียดแน่นอนท้องขึ้นมาในขณะวิ่งอยู่ วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีดังนี้

1. ระหว่างวิ่ง ยกมือข้างเดียวกับฝั่งที่จุกแล้ววางไว้ที่ท้ายทอยจะช่วยให้กล้ามเนื้อกระบังลมคลายตัว หากยังไม่หายจุก ให้ค่อย ๆ ผ่อนความเร็วลงแล้วหยุดวิ่ง ก้มตัวค้างไว้ 30 – 60 วินาที ค่อย ๆ ทำอย่างระมัดระวัง เพราะการหยุดวิ่งกะทันหันแล้วก้มตัวทันทีจะทำให้หน้ามืดได้

2. หายใจเข้าออกช้า ๆ กดปลายนิ้วมือเข้าไปบริเวณจุดที่จุกเสียด นับ 1-3 ระหว่างหายใจเข้า และปล่อยมือที่กดพร้อมหายใจออกนับ 1-2 ลองหายใจออกตอนที่เท้าฝั่งที่ไม่จุกแตะพื้น และเป่าลมออกคล้ายกับตอนเป่าเทียน

3. หยุดวิ่งและยืดคลายกล้ามเนื้อจนกว่าจะหายจุก

 

สุดท้าย เมื่อรู้วิธีแก้ปัญหาและรับมือ รวมถึงฝึกวิ่งอย่างสม่ำเสมอด้วยท่าทางและการหายใจที่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้อาการจุกเสียดหายไปตามสภาพความฟิตของร่างกาย ฉะนั้น คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปทดลองปฏิบัติดู แล้วการวิ่งของคุณจะมีความสุขและสดชื่นอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_เท้าเหม็น-ทำไงดี_web.jpg

kinyupen_adminJuly 23, 2019

“เท้าเหม็น” อีกหนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน ที่อาจทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจและสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิตได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 5 วิธีแก้ “เท้าเหม็น” ดับกลิ่นเท้าของคุณหลากหลายวิธี มาให้คุณเลือกใช้ได้ตามสะดวก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอปัญหาเกี่ยวกับ “เท้าเหม็น” ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลิ่นที่ไม่ค่อยพึงประสงค์เท่าไรนัก และยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน เชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับปัญหา “เท้าเหม็น” กันมาบ้าง

ปัญหา “เท้าเหม็น” ไม่ได้เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณเพียงคนเดียว แต่ยังส่งผลกระทบถึงคนรอบข้างคุณอีกด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะปัญหา “เท้าเหม็น” อาจทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจและสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิตได้

หากเท้าของคุณเป็นต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ทุกวันติดต่อกัน ไม่ต้องเครียดอีกต่อไป กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมวิธีช่วยดับกลิ่นเท้าของคุณหลากหลายวิธี มาให้คุณเลือกใช้ได้ตามสะดวก

1. หมั่นทำความสะอาดเท้าอยู่เสมอ : ข้อมูลของ ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหา “เท้าเหม็น” เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะผู้ที่ชอบใส่ถุงเท้าอับนาน ๆ มีเหงื่อออกมาก ทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรียง่าย วิธีแก้ไข ต้องหมั่นทำความสะอาด ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง หรือโรยแป้งฝุ่นลดความอับชื้น และ ไม่ควรใส่ถุงเท้าตอนเท้ายังเปียกหรือยังไม่แห้งดี

2. โรยผงแป้งแก้กลิ่นเท้า : ปัจจุบันมี “ผงแป้ง” สำหรับลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เท้าโดยเฉพาะ ผงแป้งชนิดนี้สามารถช่วยระงับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นเท้าได้ โดยให้นำมาทาให้ทั่วเท้าก่อนใส่ถุงเท้าหรือรองเท้า หรือนำไปโรยในรองเท้าให้ทั่วก่อนสวมใส่ด้วยก็ได้ เช่น แป้งเด็กต่าง ๆ เพราะคุณสมบัติของแป้งเหล่านี้จะช่วยดูดซึมความชื้นจากเหงื่อได้ดี เมื่อเราต้องสวมถุงเท้าเป็นเวลานาน ๆ

3. แก้กลิ่นเท้าด้วย “สบู่ฆ่าเชื้อ” : ข้อมูลจากภาควิชาจิตวิทยา ร่วมกับ รอ.นพ.ปุณยวีร์ อ่องศรี สังกัดโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ กองทัพเรือ ให้ข้อมูเกี่ยวกับวิธีลดกลิ่นเท้าเหม็นเอาไว้ว่า การใช้สบู่ฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นสบู่ชนิดเดียวกับที่แพทย์ใช้ฟอกมือเวลาเข้าห้องผ่าตัด ก็สามารถช่วยระงับกลิ่นได้ เพียงแค่ใช้สบู่ชนิดนี้ฟอกไว้ที่เท้า ทิ้งไว้ 1-2 นาที ทำแบบนี้ทุกวัน อย่างน้อยเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ปัญหากลิ่นเท้าก็จะลดลงได้

4. ใช้ “สารส้ม” ลดกลิ่นเท้า : อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้เองง่ายๆ คือ ทำ “สารส้ม” ละลายน้ำที่ขายเป็นก้อน เอามากวน ๆ ในน้ำเปล่าให้ละลาย ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นนำน้ำสารส้มที่ได้มาใส่ขวดสเปรย์ นำมาฉีดลงบนบริเวณเท้า รอให้แห้ง จากนั้นทาด้วยแป้งฝุ่นทับอีกทีหนึ่งก็เป็นอันเสร็จ ทำทุก ๆ ครั้งในวันที่คุณจะต้องใส่ถุงเท้าและรองเท้านาน ๆ แค่นี้ก็จะช่วยลดกลิ่นเท้าเหม็นได้

5. ดับกลิ่นง่าย ๆ ด้วย “ตะไคร้หอม-ถ่าน” : ถุงดับกลิ่นเท้าอีกสูตรที่น่าสนใจ คือ สูตรตะไคร้หอม ผิวมะกรูด ถ่านป่น และสารส้ม วิธีทำง่าย ๆ เพียงแค่นำส่วนผสมทั้งหมดมาอย่างละ 1 ส่วน ใส่ในถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วทำเป็นลูกกลม ๆ เหมือนลูกประคบ ใช้เชือกมัดให้แน่น แล้วนำไปใส่ไว้ในรองเท้าหรือตู้รองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นเหม็นออกไปได้ดี

ทั้งหมดนี้คือวิธีช่วยลดกลิ่น “เท้าเหม็น” และวิธีดูแลสุขอนามัยของเท้า ถือเป็นการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของเท้าที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ลองเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้ แต่ที่สำคัญไปกว่านี้เลย คุณต้องรักษาความสะอาดเท้า กำจัดกลิ่นรองเท้าและตู้วางรองเท้าไปพร้อม ๆ กันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-นอนมากไป...ใช่ว่าจะดีต่อร่างกาย.jpg

kinyupen_adminJuly 4, 2019

การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป อันตรายต่อร่างกายมาก เพราะจากเดิมหลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า นอนหลับนาน ๆ ถือเป็นการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่นอนหลับเกิน 8 ชั่วโมง คุณกำลังเข้าข่ายเป็น “โรคนอนเกิน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับพักผ่อน โดยปกติแล้ว เมื่อเราต้องไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงกลางวัน ตกกลางคืนร่างกายรู้สึกอ่อนล้า และต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างแน่นอน ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ แล้วจะมีอาการอ่อนเพลีย ทำงานหรือทำกิจกรรมได้ไม่เต็มแรง หักโหมจนเกินไป ส่งผลให้เราเกิดอาการวูบหรือเป็นลมได้

ขณะเดียวกัน การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป หลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงนั้น การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เราเรียกอาการแบบนี้ว่า “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ “ง่วงมากผิดปกติ” (Excessive Sleepiness)

สำหรับ “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ ง่วงมากผิดปกติ (Excessive Sleepiness) เป็นโรคที่เกิดในคนขี้เซา ยิ่งนอนพักเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ อาการจะดูเฉื่อย ซึม ไร้ชีวิตชีวา ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ สำหรับคนที่มีอาการแบบนี้ หากนอนหลับแล้วจะตื่นขึ้นมายากมาก เมื่อตื่นแล้วร่างกายจะรู้สึกว่าต้องการนอนต่อไปอีก และระหว่างวันก็ต้องการงีบหลับหลาย ๆ ครั้ง และการงีบก็อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ช่วงกลางวัน เป็นต้น

ซึ่งคนที่มีอาการเหล่านี้จะสามารถหลับได้ในขณะที่กำลังคุยสนทนาอยู่ หรือแม้กำลังรับประทานอาหาร บางรายง่วงมากขณะนอนหลับ ถ้าถูกปลุกขึ้นมาก็อาจมีอาการพูดจาสับสน นอกเหนือจากอาการง่วงแล้ว ยังหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ความคิดอ่านไม่แล่น ความจำไม่ดี และมีอาการซึมเศร้าอีกด้วย

สุดท้าย หากคุณพบว่าตัวคุณเองหรือมีคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูกหลาน มีอาการง่วงมากเกินไปหรือง่วงมากผิดปกติ ขอให้คิดไว้เสมอว่าร่างกายอาจจะผิดปกติแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากพฤติกรรมหรือนิสัยเกียจคร้าน แต่เกิดจากโรคทางกายหรือทางใจ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่ทำการรักษา อย่าปล่อยทิ้งเด็ดขาด อันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก รายการ Health me please โดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


_แอร์สกปรก-ไม่ยอมล้าง-ระวังปอดอักเสบ_web.jpg

kinyupen_adminJuly 2, 2019

รู้หรือไม่? เครื่องปรับอากาศที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน จริง ๆ แล้วเป็นแหล่งสะสมความชื้น เป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต อันตรายจนถึงขั้นปอดอักเสบรุนแรง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพ เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านจะมีเครื่องปรับอากาศไว้คลายความร้อน เพิ่มความเย็น อย่างน้อยบ้านละ 1 เครื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความร้อนแบบร้อนสุด ๆ จนถึงขั้นยอดจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศขายดีเทน้ำเทท่า ได้รับความนิยมในขณะนั้น

แต่ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นฤดูฝน และอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงของฤดูหนาว เชื่อว่า เครื่องปรับอากาศ ยังคงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลาย ๆ บ้านยังต้องเปิดใช้งานกันอยู่ อย่างน้อยเปิดในช่วงกลางคืนตอนนอนหลับพักผ่อน แต่รู้หรือไม่ว่า เครื่องปรับอากาศที่เราเปิดใช้งานบ่อย ๆ เป็นประจำทุกวัน ภายในตัวเครื่องนั้นมีความชื้นจำนวนมากสะสมอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา

เรื่องนี้ นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย บอกว่า จากเรื่องของความชื้นภายในเครื่องปรับอากาศ หากใครก็ตามที่หายใจหรือสูดละอองน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลาปนเปื้อนเข้าไป จะส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2 แบบ ได้แก่ แบบปอดอักเสบรุนแรง จะมีอาการไข้ขึ้นสูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่า “โรคลิเจียนแนร์” และแบบที่ลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือเรียกว่า “ไข้ปอน ตีแอก” หรือ “ปอนเตียก”

ฉะนั้น สิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งคือ ควรล้างแอร์เป็นประจำ โดยเครื่องปรับอากาศในห้องพัก หมั่นทำความสะอาดถาดรอง อย่างน้อยทุก ๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีตะไคร่เกาะ และเมื่อเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากพบว่ามีกลิ่น ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

แต่หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นยังไม่หาย ขอแนะนำให้เรียกช่างมาช่วยซ่อมแซม ทั้งนี้ การล้างเครื่องปรับอากาศเต็มระบบ ควรล้างอย่างน้อยปีละครั้ง แต่หากใช้เป็นประจำควรล้างอย่างน้อย 6 เดือน/ครั้ง เนื่องจากจะช่วยลดเชื้อโรคแล้ว ยังช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย