-ไม่ใช่นิสัย-แต่ผลจาก“ยีน”_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJuly 13, 2020

เข้าใจถึงวิวัฒนาการและธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ปรับการกินได้ถูกหลักโภชนาการ


2563_Cover_2-1.jpg

kinyupen_adminMay 7, 2020

“โปรตีนทดแทน และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่” คือ หนึ่งในเทรนด์เมนูสุขภาพที่เหล่ากูรูวงการอาหารการันตีไว้ในงาน Fi Asia 2019 (นิทรรศการและการประชุมประจำปีของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย) ว่ากำลังมาแรงในปี 2563 นี้ ส่วนน่าสนใจอย่างไรและหาทานได้จากไหน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพาไปหาคำตอบกัน

 

ถ้าจะขยายความให้เข้าใจง่ายๆ นั้น “โปรตีนทดแทน” ก็คือ โปรตีนจากพืช-นมพืช เมล็ดถั่วต่างๆ ที่เราทราบกัน แต่อีกตัวที่น่าสนใจคือ “โปรตีนสายพันธุ์ใหม่” ที่เกิดจากการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ มีคุณประโยชน์สำคัญที่อุดมไปด้วย “โพรไบโอติกส์” จุลินทรีย์ชนิดดีที่คอยกำจัดแบคทีเรียไม่ดี ฟื้นฟูสมดุลภายในลำไส้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในด้านการหลั่งสารสื่อประสาท ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ซึ่งถ้าเราอยากที่ทานอาหารที่มีเจ้าจุลินทรีย์ตัวนี้เป็นส่วนประกอบ สามารถเลือกทานได้จากเมนูดังต่อไปนี้

 

TEMPE

1. เทมเป้ (TEMPE)

อาหารที่มีต้นกำเนิดจากอินโดนีเซียมากว่า 200 ปี เป็นถั่วเหลืองหมักกับเชื้อราชนิดหนึ่งที่เป็นมิตรกับร่างกาย ลักษณะคล้ายกับเต้าหู้ แต่มีเส้นใยอาหารจากถั่วเหลืองทั้งเมล็ดทำให้มีความแน่นมากกว่า รสจืด ใยอาหารสูง มีวิตามิน B12 และโปรตีนจากพืชที่มีคุณประโยชน์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียชนิดดีในกระเพาะอาหาร ทั้งยังมีโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ (ใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร) ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณสดใส

สำหรับใครที่สนใจสามารถหาซื้อได้ทาง เว็บไซต์อาหารเพื่อสุขภาพ  BEANERGY FOOD , ร้าน FARMER FRESH หรือ ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

 

 

KOMBUCHA

2. คอมบุชะ (KOMBUCHA)

“ชาเขียว” หรือ “ชาดำ” ที่ผ่านกระบวนการหมักเพื่อให้ได้จุลินทรีย์ชั้นดี จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณทางยา มีจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ มีส่วนช่วยรักษาสมดุลระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณด้านลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด ช่วยเผาผลาญแคลอรี ลดการสะสมสารตกค้างในตับ ไต ช่วยล้างพิษหรือ ของเสียตกค้างในร่างกาย ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น กระตุ้นการสร้างพลังงาน สร้างภูมิคุ้มกัน แก้โรคหอบหืด โรคผิวหนังอักเสบและโรคปวดข้อ

สามารถหาซื้อได้ทาง Facebook : Pure Luck Bangkok , เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออร์แกนิค และ ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

 

การทานอาหาร นอกจากความอร่อยแล้ว อีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อร่างกายด้วย ควรบริโภคที่พอดีและเลือกของที่มีประโยชน์เป็นสำคัญ

 

 

เคล็ดน่ารู้..เมนูเทมเป้

เทมเป้กินอะไรก็อร่อย…วันนี้เรามีเมนูง่ายๆ มาฝาก

 

  • เทมเป้สามเกลอ เมนูอาหารเช้าแสนง่าย ประโยชน์เกินร้อย ทานพร้อมโยเกิร์ต แอปเปิล และโกโก้ร้อนหนึ่งแก้ว อิ่มสบายท้อง
  • เมี่ยงเทมเป้ อารมณ์เดียวกับเมี่ยงปลาทู หรือ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ทานได้ง่าย อิ่มท้อง และดีต่อสุขภาพ

วัตถุดิบ : แผ่นแป้ง , ผักสดตามที่ชอบทาน , เทมเป้สดหรืออบร้อน , ขนมจีน (หากคุมน้ำหนักอยู่จะทานขนมจีนก็ได้)

น้ำจิ้มซีฟู้ด : กระเทียม , ผักชี  , มิโสะ แทนน้ำปลา , น้ำตาลมะพร้าว , พริกขี้หนูสวน ตำรวมกันปรุงรสชาติตามที่ชอบ

เสร็จแล้วนำส่วนประกอบทุกอย่างจัดใส่จาน เรียงให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

 

  • ข้าวมันเทมเป้ ข้าวมันธัญพืช

ส่วนผสมในการทำข้าว สำหรับ 1 จาน : ข้าวหอมมะลิ (1/2 ถ้วย), เทมเป้ 1/2 ชิ้น , ขิงหั่นแว่น 3-4 ชิ้น, กระเทียมทุบ 3 กลีบ, รากผักชีทุบ 1 ราก , น้ำมันงา 2 ช้อนชา และน้ำซุปผัก

ส่วนผสมในการทำน้ำจิ้ม 1 ถ้วย : มิโสะ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา , กระเทียมสับ 2 กลีบ, ขิงสับ 2 ช้อนชา, พริกแดงซอย 2 เม็ด, น้ำส้มสายชูข้าวหมัก 2 ช้อนโต๊ะ และซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

 

ขั้นตอนการทำ

  1. ใส่ข้าวหอมมะลิ เทมเป้ กระเทียมทุบ รากผักชีทุบและขิงหั่นแว่นลงในหม้อหุงข้าว
  2. เติมน้ำซุปผักลงในหม้อให้เหนือระดับข้าวเล็กน้อย เติมน้ำมันงาเพื่อความหอมมัน แล้วหุงข้าวตามปกติ
  3. ทำน้ำจิ้มโดยผสมมิโสะ น้ำตาลมะพร้าว กระเทียมสับ ขิงสับ พริกแดงซอย น้ำส้มสายชูข้าวหมัก และซีอิ๊วขาวที่ตวงไว้เข้าด้วยกัน พอข้าวสุกตักใส่จานทานคู่กับทานคู่กับแตงกว่าและผักชี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://beanergyfood.com


7-ways-to-fight-covid_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้บางพื้นที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แต่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการเผชิญกับไวรัสนี้จะจบลงเมื่อไร และดูเหมือนเราจะต้องอยู่มัน ไปอีกนาน เพราะฉะนั้นวิธีรับมือไวรัสที่ดีที่สุดคืออยู่กับมันให้ได้

การดูแลรักษาสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติ หากร่างกายเรามีภูมิต้านทาน มีภูมิคุ้มกันแล้วไม่ว่าจะเป็นโรคชนิดไหนก็มาทำร้ายเราไม่ได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำขั้นตอนการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญโครงการอาหารโลก (WFP) มาฝาก

  1. การดื่มน้ำ

การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว มีประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของเลือด การทำงานของหัวใจ สมองปลอดโปร่ง ผิวพรรณชุ่มชื่น แต่ควรเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานที่ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ

  1. ทานอาหารที่ให้พลังงาน

โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่สำคัญเพิ่มพลังงานให้กับร่ายกาย บำรุงสมอง อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรค เช่น ข้าว ขนมปัง ธัญพืชชนิดต่างๆ หรือพืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันเทศ เผือก การเลือกทานอาหารจำพวกแป้งหรือข้าวที่ขัดสีน้อยที่สุดจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

  1. ทานอาหารที่ช่วยให้ร่างการเจริญเติบโต

การรับประทาน เนื้อปลา ไข่ และนม นอกจากจะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแล้ว ยังช่วงสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานเชื้อโรคได้ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะวัยเด็กที่กำลังโต การทานอาหารเหล่านี้ถือว่าจำเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นไปได้ควรทานทุกวัน ซึ่งอาหารประเภทนี้สามารถเก็บไว้ทานได้นานหากเก็บรักษาอย่างถูกวิธี

  1. ทานอาหารที่เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุ

วิตามินและแร่ธาตุช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดี ป้องกันโรคภัยไขเจ็บต่างๆ อาหารทุกอย่างมีวิตามินและแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบ แต่ที่มีมากที่สุดคือผักและผลไม้

สีของผักและผลไม้กับประโยชน์ที่ได้รับ

  • ผักผลไม้สีเขียว

ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา มีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดริ้วรอย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

  • ผักผลไม้สีส้มและสีเหลือง

ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการอักเสบ ป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ช่วยรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

  • ผักผลไม้สีแดง

มีสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ช่วยลดปริมาณไขมันไม่ดี ช่วยชะลอการเกิดโรคหัวใจ ลดความดันโลหิต และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด

  • ผักผลไม้สีฟ้าและสีม่วง

ช่วยต้านอนุมูลอิสระกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันมะเร็งหลายชนิด ยับยั้งการติดเชื้อทางเดินอาหาร ต้านไวรัส และลดการอักเสบ

การเลือกรับประทานถั่วก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เพราะนอกจากจะให้โปรตีนแล้วยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสูงเช่นกัน

  1. ทานอาหารเสริม

หากไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตทำให้ไม่ได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสมเพียงพอ การเลือกทานอาหารเสริมก็สามารถทดแทนได้ โดยอาจเลือกทานเฉพาะที่จำเป็นกับร่างกายทานเพื่อเสริมหรือทดแทนจากอาหารมื้อหลัก

  1. การออกกำลังกาย

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ออกกำลังกาย 30 นาทีต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ และหนึ่งชั่วโมงต่อวันสำหรับเด็ก หากคุณสามารถออกจากบ้านเพื่อเดินหรือวิ่งได้ แต่ก็ต้องระยะห่างจากผู้อื่นเพื่อความปลอดภัย แต่หากไม่สามารถออกจากบ้านได้ลองหาวิดีโอออกกำลังกายออนไลน์ เต้นรำไปกับดนตรี เล่นโยคะ หรือเดินขึ้นลงบันได ก็ยังดีกว่าไม่ได้ออกกำลังกายเลย

  1. เลี่ยงอาหารเสี่ยงโรค

เลี่ยงอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง หรืออาหารแปรรูป เพราะไม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซ้ำร้ายอาจเป็นโทษหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป

 

การดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่ทุกคนควรจะให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การแพทย์ถูกจำกัดไปกับการรักษาผู้ป่วย หรือ ดูแลกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด ประชาชนอย่างเราๆ ไม่ควรไปเพิ่มภาระงานให้กับแพทย์ เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสอยู่บ้านดูแลตัวเอง ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุข

 

ขอขอบคุณ : https://insight.wfp.org/food-for-thought-7-tips-on-keeping-a-healthy-diet-in-the-face-of-coronavirus-7fab7f06177

 

 


2-พลิกมุมบวกเป็นโอกาสจากไวรัสโควิด-19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

“ตกลงเราป่วยหรือยัง ไปตรวจดีไหม แล้วถ้าโดนกักตัวต้องทำยังไงดี ชีวิตจะแย่หรือไม่ ถ้าตกงานจะเอาอะไรกิน ตอนนี้มืดแปดด้านไปหมด” นี่น่าจะเป็นอารมณ์ที่คนในสังคมกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ หลังทีท่าการระบาดของโรคโควิด–19 ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เวลานี้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราทุกคน คือ ป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และไม่วิตกเกินไป ทั้งให้คิดว่า วิกฤตนี้เราไม่ได้เผชิญเพียงลำพังแต่ทั่วโลกกำลังเผชิญและต่อสู้มันไปกับเราด้วย สถานการณ์วันนี้มันเหมือนกับการ Set up หรือ Big Cleaning ครั้งใหญ่ของโลก แต่ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของชาติต่างๆ ที่กำลังหาทางรับมือ คิดค้นพัฒนาวัคซีน จงเชื่อมั่นเถอะว่าวันหนึ่งมันก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี

 

 

แต่ทุกวิกฤตย่อมสร้างโอกาสเสมอ เพราะช่วงที่เศรษฐกิจก้ำกึ่งจะหยุดชะงักงันชั่วขณะก็อาจทำให้หลายคนได้มีเวลาอยู่บ้านกับครอบครัว มีเวลาอ่านหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน ดูเน็ตฟลิกซ์ดูซีรี่ย์ยาวๆ  มีเวลาทบทวนจัดระเบียบชีวิตให้รอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้น

 

ใครที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและเฝ้าระวังควรมีจิตสำนึกระมัดระวังดูแลตัวเองไม่ให้เชื้อแพร่สู่ผู้อื่น ส่วนผู้ที่ติดเชื้อก็อย่าตื่นตระหนกจนเกินไปเพราะยังพอมีแนวทางรับมือ ทั้งเป็นแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะเสียชีวิตทุกคนอัตรายังต่ำกว่าโรคระบาดในอดีตมาก จึงอยากให้โฟกัสมองชีวิตในมุมบวกและมีสติอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น แล้วอาจจะพบโอกาสดีๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตินี้

 

ตลอดสัปดาห์นี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมเทคนิคง่ายๆ ที่เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตในช่วงนี้มาฝากกัน โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับพื้นฐานจำเป็น ได้แก่ “วางแผนการเงิน – อาหารการกินสุขภาพ – จัดที่อยู่อาศัย” ที่คาดจะช่วยสร้างประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย พบกันตอนแรกพรุ่งนี้ เวลา 7.00 น.


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนคุณค้นหา “ธาตุเจ้าเรือนของคุณ” ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย  โดยแพทย์ใช้การจำแนกธาตุเรือนเพื่อเข้าใจความปกติของคนไข้แต่ละบุคคลเพื่อรักษาและแนะนําการรับประทานอาหารด้วย แต่ละธาตุจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้

 

 

ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน ผู้ที่เกิดเดือน : ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม­­

คนธาตุนี้มีความหนักแน่นมั่นคง กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก  บุคลิกโดดเด่นสง่างาม หากร่างกายสมดุลจะมีความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมายในชีวิต เฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน จิตใจหนักแน่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี กระตือรือร้น อดทนสูง เอื้อเฟื้อ มีเมตตา รักสงบ แต่ถ้าธาตุเสียสมดุล จะเกิดความขัดแย้งในตัวเอง ลังเล ขี้ใจน้อย ดื้อรั้น โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว อารมณ์แรง

สิ่งที่ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดินควรดูแลเป็นพิเศษ คือ ความสมบูรณ์ของหัวใจ อาหารที่รับประทาน และกากอาหารในลำไส้ใหญ่ เมื่อมีการเสียสมดุลของตัวควบคุมสุขภาพจะทำให้คนธาตุดินมักเจ็บป่วยด้วยโรคของอวัยวะ โครงสร้างหลักของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ริดสีดวงทวาร เป็นต้น

อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนธาตุดิน คือ รสฝาด หวาน มัน เค็ม

ผัก ผลไม้สำหรับชาวธาตุดิน ได้แก่ ผักกูด มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว เกลือ ฯลฯ

 

 

ผู้ที่มีราตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำ : ผู้ที่เกิดเดือน กรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน

ส่วนใหญ่มักจะมีรูปร่างสมส่วน ผิวพรรณสดใส มักทำอะไรเชื่องช้าและค่อนข้างเกียจคร้าน มักเป็นคนที่ทนร้อน ทนเย็นได้ดี

คนธาตุน้ำผิวพรรณดี มีขนและผมดกดำเป็นเงา ข้อต่อกระชับ น้ำหนักขึ้นง่าย ลงยาก นอนหลับสนิท ทำให้นอนได้มาก เหงื่อออกน้อย ขับถ่ายปกติ

สิ่งที่ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำควรดูแลเป็นพิเศษ คือ การควบคุมน้ำภายในร่างกาย เช่น น้ำมูก เสมหะ น้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้ น้ำดี น้ำปัสสาวะ เป็นต้น

คนธาตุน้ำ มักเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่าย ปัสสาวะ

อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนธาตุน้ำ คือ รสเปรี้ยว ขม

ข้อควรปฏิบัติ

-หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศเย็น ชื้น ควรอยู่ในที่มีอากาศอบอุ่น

-ควรกินอาหารรสเผ็ดร้อน ฝาด ขม เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ดีปลี พริกไทย กะหล่ำ แครอท ผักบุ้ง มะระ เห็ด

-ไม่ควรกินอาหารรสเปรี้ยว เค็ม หวานมากน้ำ รวมถึงผักชุ่มน้ำ เช่น มันเทศ แตงกวา มะเขือเทศ รวมถึงผักดองต่างๆ

-หลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด ไม่ควรกินธัญพืชและเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก

-ไม่ควรกินผลไม้รสหวานจัด เช่น มะม่วงสุก ควรกินผลไม้รสหวานไม่มากและมีรสฝาด เช่น ทับทิม แอปเปิล ฝรั่ง

 

 

ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลม : ผู้ที่เกิดเดือน เมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน

ส่วนใหญ่มักจะมีรูปร่างผอม ปราดเปรียวช่างพูด มักเป็นคนอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ รูปร่างของผู้ที่อยู่ในธาตุลมจะ ค่อนข้างโปร่ง ดูอ่อนกว่าวัย ริมฝีปากอิ่ม ช่างพูด ดวงตากลมโต สดใส มีชีวิตชีวา ไม่ชอบอยู่นิ่ง นิสัยเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี มีเสน่ห์งดงาม เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สุขุมเยือกเย็น เข้าใจง่าย เรียนรู้ได้เร็ว แต่หากธาตุขาดความสมดุล จะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง จึงต้องสร้างสมดุลให้กับผู้ที่อยู่ในธาตุนี้

มีลมในท้องมาก มักท้องผูกง่าย

สิ่งที่ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำควรดูแลเป็นพิเศษ คือ มักเจ็บป่วยด้วยอาการของระบบประสาท การไหลเวียนของโลหิต อารมณ์ และจิตใจ เช่น วิงเวียน หน้ามืด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นต้น

อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนธาตุลม รสเผ็ด รถธรรมดา อาหารที่ให้ความอบอุ่น ควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง อาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง เช่นอาหารสด ดิบ

ข้อควรปฏิบัติ

-รักษาร่างกายให้อบอุ่นและชุ่มชื้น เช่น การใช้น้ำมันนวด หลีกเลี่ยงอากาศเย็น ไม่ควรดื่มน้ำเย็น

-ควรกินอาหารรสหวาน เปรี้ยว เค็ม อาหารที่ให้ความอบอุ่น เช่น หน่อไม้ มัน เผือก แครอท และอาหารที่ให้ความชุ่มชื้น จำพวกอาหารรสมัน เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี เมล็ดพืช ถั่ว งา อย่างเหมาะสม

-ควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง อาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง เช่นอาหารสด ดิบ

-ไม่ควรกินอาหารรสเผ็ดร้อนจัด ขม ฝาดปริมาณมากๆ ไม่ควรกินผักใบเขียว ผักกินใบ เช่น มะระ ผักบุ้ง กะหล่ำ

-ผลไม้ที่เหมาะสม ได้แก่ องุ่น สับปะรด กล้วยสุก ส้ม มะพร้าว ไม่ควรกินผลไม้ดิบและมีรสฝาด เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ และผลไม้อบหรือตากแห้ง

-แนะนำให้ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ไม่เร่งรีบ ไม่ควรเล่นกีฬาหักโหม การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีจังหวะเป็นสิ่งที่เหมาะสม เช่น โยคะ วิ่งเหยาะ หรือ ฤาษีดัดตน

 

 

ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ : ผู้ที่เกิดเดือน  มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม

คนธาตุไฟมักมีรูปร่างปานกลาง ผิวมัน แพ้ง่าย เส้นผมละเอียด มักขี้ร้อน ใจร้อน อารมณ์ร้อน มีระบบการย่อยอาหารและการเผาผลาญดูดซึมดี หิวบ่อย กินจุ ท้องเสียได้ง่าย อารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย หลับง่าย ตื่นไว  ผมหงอกเร็ว อาจจะหัวล้าน ข้อกระดูกหลวม และอาจมีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง

สิ่งที่ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟควรดูแลเป็นพิเศษ คือ การทำงานของน้ำดี การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

อาการเจ็บป่วยที่มักพบได้ในคนธาตุไฟเช่น ท่อน้ำดีอุดตัน ตับอักเสบ ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องอืด เป็นตัน

อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนธาตุไฟ รสขม ฤทธิ์เย็น รสจืด

ข้อควรปฏิบัติ

-หลีกเลี่ยงอากาศร้อน หรือ การอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน

-ควรอยู่ในสถานที่มีอากาศเย็นสบาย ถ่ายเทได้สะดวก สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ เช่น ร่มไม้ แม่น้ำ

-ไม่ควรกินอาหารมัน ของทอด อาหารรสจัด รสเผ็ดร้อน เปรี้ยว และเค็ม

-ควรกินอาหารรสฝาด ขม จืด เย็น ควรกินอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง เช่น ผักสด ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง แตงกวา คะน้า ตำลึง ไม่ควรกินผักที่มีรสร้อนและรสเปรี้ยว เช่น หน่อไม้ กุ้ยช่าย มะเขือเทศ รวมทั้งอาหารหมักดอง

-ผลไม้ที่เหมาะสมได้แก่ผลไม้รสหวานเย็น เช่น องุ่น ส้ม มังคุด แตงโม หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานร้อน เช่น ขนุน ทุเรียน ลำไย

-หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ ออกกำลังกายเบาๆในที่เย็นสบาย เช่น ว่ายน้ำ การฝึกสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีที่จะช่วยผ่อนคลายให้กับคนใจร้อนอย่างธาตุไฟได้เป็นอย่างดี

 

ที่มาจาก :

https://lifecenterthailand.wordpress.com/2014/03/18

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/592648


_โรคหน้าร้อน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

ในวันที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ สิ่งหนึ่งที่แฝงตัวมากับอากาศร้อน คือ “โรค” ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีช่วงอากาศร้อน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมโรคที่มากับอากาศร้อน รวมถึงวิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อเตรียมตัวสู้โรคได้อย่างถูกต้องไม่ว่าคุณจะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม…

 

ก่อนอื่นคุณต้องรู้จักโรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง และอาการเบื้องต้นเป็นอย่างไร !!!

 

 

  1. โรคอุจจาระร่วง เกิดจากเชื้อต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ที่ตกค้างอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาด สุกๆ ดิบๆ ทำให้ท้องเสีย ส่วนใหญ่ไม่อันตรายร้ายแรง แต่บางรายที่ติดเชื้อรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ เพราะมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมาก
  2. โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อย ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีสารพิษจากเชื้อโรคบางชนิดเข้าไป ส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจถ่ายเหลวเป็นน้ำ ไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าอาการหนักมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม
  3. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง หรืออยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอ
  4. โรคผิวหนัง ได้แก่ เม็ดผดผื่นคัน ป้องกันได้ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรก หรือ น้ำที่ไม่สะอาด
  5. โรคเครียด เป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในหน้าร้อน ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย วิธีคลายเครียดง่ายๆ คือ หนีร้อนไปอยู่ในที่อากาศเย็นสบาย เช่น ห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หางานอดิเรก หรือ นั่งสมาธิ
  6. โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาดทุกปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในปีหนึ่งๆ ไม่น้อย ทั้งที่มีวัคซีนป้องกัน แต่ยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่ดี เมื่อถูกสัตว์อย่างสุนัขและแมวกัด ให้ทำความสะอาดแผลแล้วไปพบแพทย์ทันที

 

หากรู้สาเหตุของโรคที่เกิดขึ้น การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงก็ไม่ใช่เรื่องยาก การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอควรทำติดตัวให้เป็นนิสัย

 

วิธีการป้องกันโรคง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองในช่วงฤดูร้อน หรือไม่ว่าจะเป็นฤดูใดก็ทำตาม คือ

  • เลือกทานอาหารที่สดใหม่ สะอาด ปรุงให้สุกด้วยความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ลดทานอาหารที่เป็นของหมักดอง และล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะอาหารที่ต้องใช้มือเปล่าจับ รวมไปถึงการเลือกทานอาหารจากร้านที่คำนึงถึงเรื่องความสะอาด “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” คือสิ่งที่สำคัญ
  • เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการทานผักและผลไม้เป็นประจำ ซึ่งผักและผลไม้บางชนิด สามารถช่วยปรับสมดุลในร่างกาย พร้อมบรรเทาโรคเบื้องต้นได้ เช่น มะระ ช่วยดับร้อน ถอนพิษไข้ ดอกแค ช่วยรักษาอาการร้อนใน ลดไข้ ลดน้ำมูก แก้ปวดหัว ฟักเขียว ช่วยถอนพิษ ขับความร้อนในร่างกาย ช่วยให้แผลร้อนในยุบตัวเร็ว รากบัว แก้ร้อนใน ลดไข้ บำรุงโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร แตงโม ผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่มาก ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย มะตูม ต้มเป็นน้ำสมุนไพร ช่วยแก้ร้อนใน ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสีย รางจืด สมุนไพรฤทธิ์เย็น ลดอาการแพ้ การอักเสบ ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก ทำเป็นน้ำฉีดพ่นลดความร้อนที่ผิวกาย ผิวหน้า ลดอาการแสบแดงและผิวไหม้จากแสงแดดได้ดี
  • ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งๆ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป พักเหนื่อยเป็นระยะๆ การออกกำลังกายจะทำให้การนอนหลับสบายและหลับนานขึ้น ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่ร้อนจัด และดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับเหงื่อ การปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นผลดีต่อร่างกาย ช่วยให้ไม่อ่อนเพลียได้

 

ผักและผลไม้บางชนิด ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย

 

การดูแลตนเองให้มีสุขภาพดีถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ห่างไกลความเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับไวรัสโควิด-19 โรคติดต่ออันตรายที่สร้างความกังวลให้กับทุกคน และทุกประเทศทั่วโลก การที่คุณมีสุขภาพที่ดีเท่ากับมีเกราะป้องกันตนเองในระดับหนึ่งแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก liekr.com/post_153768.html


Content_ซึมเศร้าตามฤดู_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 22, 2020

อาการซึมเศร้าถือเป็นอีกหนึ่งภาวะที่เกิดขึ้นบ่อยมาก บางคนไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นเลยด้วยซ้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า ภาวะของอาการซึมเศร้านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อาการเป็นอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีคำตอบมาให้ทุกคนแล้ว

 

กินอยู่เป็นเป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งตอนนี้กลายเป็นอีกหนึ่งภาวะโรคร้ายที่พบเจอกับหลาย ๆ คน บางคนไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นเลยว่ากำลังเป็นโรคซึมเศร้า มารู้อีกทีก็ในวันที่สายไปแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า ภาวะของอาการซึมเศร้านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลได้

ภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล (SAD)

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า SAD หรือ Seasonal Affective Disorder ซึ่งเป็นอาการซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศเขตหนาว โดยผู้ป่วยภาวะนี้จะมีอาการของโรคซึมเศร้าเป็นระยะ ซึ่งจะเกิดขึ้นและหายไปในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี ส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการในฤดูหนาวและค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อถึงฤดูร้อน

 

ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้นั้น มักจะมีอาการซึมเศร้าเมื่อกลางวันเริ่มสั้นลงและกลางคืนยาวขึ้น อาการของผู้ป่วยโรคนี้นั้นประกอบด้วยการรู้สึกว่ามีความสุขและระดับพลังงานลดลง รู้สึกไม่มีค่า ไม่มีสมาธิ และไม่สามารถควบคุมความต้องการรับประทานน้ำตาลหรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงได้ ถึงแม้ว่าอาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่โรคนี้ก็อาจทำให้คุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ และมีปัญหาในด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและในที่ทำงานได้

 

ปัจจุบัน ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาการดังกล่าวนั้นเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุเช่นการเปลี่ยนแปลงวงจรกลางวันและกลางคืนของร่างกาย การรับแสงของตา และการทำงานของสารเคมีต่าง ๆ เป็นต้น

 

ข้อมูลจากงานวิจัยจากศาสตราจารย์ Lance Workman แห่งมหาวิทยาลัยเชาห์เวลส์ เสนอแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจว่า ดวงตาสีน้ำตาลอาจเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็ได้ เพราะจากการทดลองกับนักศึกษา 175 คน พบว่า ผู้ที่มีดวงตาสีน้ำเงินหรือเขียว ทำคะแนนแบบสอบถามประเมินรูปแบบการเป็น SAD ได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้ที่มีดวงตาสีเข้มหรือสีน้ำตาล ซึ่งผลที่ออกมก็สอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากผู้ที่มีดวงตาสีน้ำตาลต้องซึมซับแสงแดดในปริมาณมากกว่าผู้ที่มีดวงตาสีฟ้าหรือเขียวกว่าที่จะสามารถรับแสงให้ไปถึงเชลล์เรตินได้ ซึ่งการจะซึมซับแสงปริมาณมากในฤดูหนาวก็เป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ การที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหนาวและมีดวงตาสีฟ้า อาจเป็นการกลายพันธุ์ตั้งแต่ในยุคโบรณที่กิดขึ้นพื่อต่อสู้กับอาการ SAD ตั้งแต่สมัยที่มนุษย์อพยพไปยังพื้นที่ในละติจูดเหนือแล้วก็เป็นได้

 

 

วิธีการรักษา

การรักษาหลัก ๆ ของอาการซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หรือ SAD นั้น นอกจากการรับประทานยาต้านอาการซึมเศร้านั้น ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถใช้รักษาได้ก็คือการใช้แสงนั่นเอง เนื่องจากผลการวิจัยที่ระบุไว้ข้างต้นนั้น ปัญหาคือหากการที่ผู้ป่วยได้รับแสงลดลงแล้วทำให้เกิดโรคดังกล่าว ทำให้การที่ผู้ป่วยได้รับแสงเพิ่มขึ้นก็อาจจะรักษาโรคนี้ได้เช่นกัน เนื่องจากแสงที่สว่างจะไปกระตุ้นเซลล์ที่อยู่ในจอรับภาพภายในลูกตาที่เชื่อมต่อกับสมองส่วนไฮโพทาลามัสซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบวงจรกลางวันกลางคืนของร่างกาย การกระตุ้นให้สมองส่วนนี้ทำงานในช่วงเวลาที่จำเพาะทุก ๆ วัน จะช่วยทำให้ระบบวงจรดังกล่าวนั้นกลับมาทำงานตามปกติและช่วยลดอาการที่เกิดขึ้นได้

 

การรักษาวิธีนี้ทำได้โดยการนั่งใกล้ ๆ กล่องแสง หรือ light box โดยใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที/วัน ในช่วงที่เพิ่งตื่นนอน กล่องดังกล่าวจะให้แสงความเข้มข้นขนาด 10,000 ลักซ์ ซึ่งเข้มข้นมากกว่าแสงภายในอาคารปกติถึง 100 เท่า ในช่วงเวลาดังกล่าวคุณจะต้องลืมตา แต่อย่ามองเข้าไปที่แสงโดยตรงซึ่งอาจจะทำกิจกรรมได้แก่ การอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือ นิตยสาร หรือทำงานไปด้วยก็ได้

 

สุดท้าย ภาวะซึมเศร้าตามฤดูกาลนี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีหลายวิธีที่สามารถใช้ในการรักษาได้ ฉะนั้นควรพิจารณาทางเลือกในการรักษาจากแพทย์ก่อนเสมอและติดตามอาการเป็นระยะ ๆ เพื่อช่วยลดอาการภาวะดังกล่าวไม่ให้มาแผ้วพานตัวคุณอีกเลย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Content_โรคสมองเสื่อม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminDecember 18, 2019

หากคุณอยู่กับพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ คำที่ได้ยินบ่อยคือ พักนี้ หลง ๆ ลืม ๆ  และถ้าตัวคุณเองอยู่ในช่วงวัย 50  ขึ้นความคิดและความกังวลที่จะเริ่มเข้ามา “นี่ตรู จะสมองเสื่อมหรือเปล่า” กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมข้อเขียนทั้งจากสื่อและบทความของผู้รู้ รวมถึงคุณหมอมาเพื่อจะหาคำตอบ และทางออกเบื้องต้นให้คุณได้ปลอดกังวล

 

อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่า สมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์ เป็นคนละโรคแต่มีความเกี่ยวข้องกัน สมองเสื่อม เป็นโรคที่ทำให้ความจำเสื่อม และความสามารถด้านอื่นๆของสมองลดลง ส่วนอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่เกิดจากเนื้อสมองเสื่อมสลาย โดยผู้ป่วยสมองเสื่อมจำนวนมากมีสาเหตุจากอัลไซเมอร์ ซึ่งมีสาเหตุจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ หรืออุดตันทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอและนำไปสู่เนื้อสมองตาย หรือเสื่อมสลาย

 

ขณะที่สมองเสื่อมอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นติดเชื้อในสมอง ขาดสารอาหารบางชนิด ระบบในร่างกายทำงานแปรปรวน เช่นต่อมไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยเกินไป ตับหรือไตทำงานผิดปกติ ศีรษะถูกกระแทกบ่อย หรือมีเนื้องอกในสมอง เป็นต้น สมองเสื่อมบางชนิดอาจรักษาได้แต่ชนิดที่เกิดจากเนื้อสมองเสื่อมสลายไม่สามารถรักษาให้หาย แต่สามารถชะลออาการได้

 

อาการหลงลืม ไม่ใช่โรคสมองเสื่อมแต่อาการจำไม่ได้ ว่าเป็นผู้ทำแม้เพิ่งเกิดไม่นานอาจจะใช่ เช่น จำไม่ได้เลยว่าตัวเองว่าเป็นคนเปิดแก๊ส  พฤติกรรมเปลี่ยนจากที่เคยชอบแต่งตัว ก็ไม่แต่ง ไม่อาบน้ำ  อารมณ์รุนแรงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งตลอดเวลา เช่นเกรี้ยวกราด หรือ ยิ้ม หัวเราะตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากผู้สูงวัยในบ้านเริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆ ดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะแพทย์จะซักถามและทดสอบสมรรถภาพของสมองเพื่อหาสาเหตุ อาการและประคองอาการ

อย่างไรก็ตามล่าสุดวารสารวอล์ลสตรีท เจอร์นัลได้นำเสนอข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ว่าในอนาคต 20 ปีข้างหน้าจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในโลกใบนี้จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวคือจาก 43.8 ล้านเป็น 88 ล้านคน ในงานวิจัยชิ้นนี้จึงได้เสนอแนวทางปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงได้ถึง 35% ในวันที่ยังแข็งแรง โดยแต่ละพฤติกรรมก็มีเกณฑ์สนับสนุนในระดับที่แตกต่างกันไป หากทั้งนี้เมื่อเทียบกับบทความของแพทย์ไทย และการประชุมของกลุ่มแพทย์ที่ประเทศอังกฤษ ก็จัดได้ว่าอยู่ในหลักการและหมวดเดียวกัน ที่พอจะเป็นข้อแนะนำหนักแน่นให้เราดำเนินรอยตาม

  1. ออกกำลังกาย
  2. งดบุหรี่
  3. ควบคุมความดันโลหิต
  4. เลี่ยงอาหารมัน เบาหวาน
  5. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน
  6. ดูแลไม่ให้เกิดภาวะซึมเศร้า

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัย ที่ดูเหมือนจะสอดคล้องกับข้างต้นคือ เราควรมีการดูและระบบเส้นเลือดให้มีสุขภาพดี นั่นหมายถึงว่าให้มีการไหลเวียนดี มีหลอดเลือดที่แข็งแรง ดังเห็นได้ว่าข้อ 1-5 จะเกี่ยวข้องกับ การไหลเวียนของเลือด  หากการวิจัยของอังกฤษอาจมีเสริมให้ ฝึกสมาธิ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

เมื่อรู้แล้ว ..เริ่มดูแลและป้องกันให้ห่างไกลโรคแต่วันนี้ และอย่าปล่อยให้ความกลัวครอบงำ


_โยคะเย็น.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2019

 

นั่งรถ คีย์งาน จ้องคอมฯ ทั้งวัน ความปวดเมื่อยล้าก็สะสม จะดีกว่าไหม หากก่อนนอนหรือก่อนอาบน้ำ เรามาคลายกล้ามเนื้อ ด้วยท่าโยคะง่าย ๆ โดยเริ่มจากท่าพับตัว เพื่อแก้ปวดหลังส่วนล่างและช่วงเอว อันสะสมจากการนั่งนาน ระหว่างการพับตัวให้นึกเสมอว่า ต้องพับจากข้อสะโพกไม่ใช่โค้งหลังลง ต่อด้วยท่าแมว เพื่อลดการตึงไหล่และเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง จากนั้นท่าเด็ก เพื่อยืดกล้ามเนื้อหลัง และผ่อนคลายไหล่อีกครั้ง เสร็จแล้วใช้ท่างอเข่าชิดอก เพื่อไล่ลม แก๊ส ในช่องท้อง และกระตุ้นเส้นประสาท สุดท้ายด้วย ท่าศพปล่อยวางทุกอย่างก่อนนอนเพื่อเริ่มวันใหม่พรุ่งนี้

 

เกร็ดน่ารู้ : ควรปรับให้ลมหายใจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่า เช่น ก้มตัวหายใจออก ยืดตัวขึ้นหายใจเข้า เพื่อเป็นการฝึกลมหายใจให้ลึกและให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวร่างกาย เอาใจไปกำหนดทุกจุดสัมผัสของร่างกาย พร้อมผ่อนลมหายใจให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดการเกร็งกล้ามเนื้อคู่กันไป จะรู้สึกได้ว่าแต่ละจุดของร่างกายเราเบาขึ้น

 ทั้งนี้ขอขอบคุณ ครูโยคะ : พัณณ์ชิตา

 


_โยคะสุริยนมัสการ.jpg

kinyupen_adminNovember 5, 2019

 

เชื่อว่าทุกคนคงต่างอยากออกกำลังตอนเช้า เพื่อกระตุ้นพลัง แต่เวลาน้อย วันนี้กินอยู่เป็น ขอแนะนำวิธีกระตุ้นพลังยามเช้าด้วยโยคะ ท่า “สุริยนมัสการ” เพราะเป็นท่าเดียวที่จะช่วยบริหารร่างกายหลายๆ ส่วนไปพร้อมกันอย่างสมดุล ตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า ทั้งยังกระตุ้นให้เลือดไหลเวียน เพื่อพร้อมเข้าสู่วันใหม่ โดยระยะเวลาบริหารสามารถทำได้เท่าที่พร้อมและสะดวก

เกร็ดน่ารู้ : สุริยนมัสการ A (ตามคลิป)ประกอบด้วย 12 ท่าย่อย ควรปรับให้ลมหายใจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่า เช่น ก้มตัวหายใจออก ยืดตัวขึ้นหายใจเข้า เพื่อเป็นการฝึกลมหายใจให้ลึก และให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวร่างกาย เสมือนการฝึกสมาธิไปพร้อมกัน

 ทั้งนี้ขอขอบคุณ ครูโยคะ : พัณณ์ชิตา