Content_คู่รักไทย-จีน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 31, 2020

เรื่องราวของคู่บ่าวสาว ไทย-จีน ที่ต้องเปลี่ยน และปรับพิธีแต่งงานท่ามกลางการระบาดของ #ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ในเมืองหูเป่ย

 

เรื่องราวของคุณแอม จินตนา แดงรอดกับคุณเหอ ข่าย สามีที่มีกำหนดฤกษ์สมรสในวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา โดยที่แอมและสามีได้เดินทางจากประเทศไทยเพื่อเตรียมจัดงานแต่งที่จีนเมื่อวันที่ 15 มกราคม

 

ไปถึงช่วงแรกก็ลองแต่งหน้าทำผมเหมือนวันจริง เพื่อดูว่าถูกใจไหม

 

ทุกอย่างจัดเตรียมไว้หมด แต่สุดท้าย หมดกัน ทั้งชุด เสื้อผ้า รองเท้า ของชำร่วย!!

 

ฝันสลาย !! ทุกคนต่างกังวลไม่มาร่วมงาน ได้ซองอวยพรผ่าน  wechat

 

พ่อแม่เจ้าสาว ทำวีซ่าเก้อ เดินทางมาร่วมงานไม่ได้เช่นกัน

 

ขายผ้าเอาหน้ารอด ชุดที่เตรียมออกไปเอาไม่ได้ ได้เพียงเสื้อโค๊ทสีแดงแม่สามี กับพิธีแต่งที่ฉลองเฉพาะคนในบ้าน

 

งานฉลองที่ไทย ต้องลุ้นว่าจะกลับได้หรือไม่ รอเมืองเปิด หากฝากบอกทุกคนว่า ที่หูเป่ยยังคงกินอิ่มนอนสบาย เพียงแต่ไม่กล้าออกไปข้างนอก

 

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอเป็นกำลังใจให้คุณแอมและสามีสุขภาพแข็งแรง มีหนูน้อยน่ารักเร็วๆนะคะ

 

 


Content_เรือดำน้ำ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 29, 2020

หลังการเดินทางกลับอย่างปลอดภัยไร้การติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ จากเมืองอู่ฮั่น ใน มณฑลหูเป่ย  ของทหารเรือ 20 นาย จนกลายเป็นดราม่าถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าเหตุใด ทหารทั้ง 20  นายจึงเดินทางกลับได้อย่างรวดเร็วในขณะที่คนไทยจำนวนหนึ่งยังคงไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จนกองทัพเรือต้องออกมาชี้แจงว่าสาเหตุที่กลับได้เร็วเนื่องจากทหารเรือซึ่งทำงานอยู่ที่อู่ต่อเรือในเมืองอู่ฮั่น อยู่ระหว่างหยุดตรุษจีน และเดินทางท่องเที่ยวตามเมืองต่างๆ กระทั่งทางการจีนประกาศปิดเมืองอู่ฮั่น จึงไม่สามารถกลับได้ จึงได้ขออนุญาตกองทัพเดินทางกลับประเทศนั่นเอง

 

ทั้งนี้นอกจากเมืองอู่ฮั่นจะเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่เป็น อันดับ 4 ของจีน  ทำให้มีชาวต่างชาติเข้าไปทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่มีไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ อยู่ราว 600 คน จนล่าสุดทำให้ญี่ปุ่นต้องส่งเครื่องบินไปอพยพพลเมืองของตนกลับประเทศแล้ว อู่ฮั่น ยังนับเป็นเมืองที่มีอู่ต่อเรือใหญ่ที่ทันสมัยหลายแห่ง โดยเฉพาะ อู่ต่อเรืออู่ชาง (Wuchang) ที่มีอู่ต่อเรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่อีกด้วย โดยอู่ต่อเรือแห่งนี้ เป็นอู่ต่อเรือหลักที่สร้างเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบให้กับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนในปัจจุบัน เช่น เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Type 039 Song และ Type 041 Yuan รวมถึงเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Type 032 Qing ซึ่งเป็นเรือดำน้ำตามแบบติดขีปนาวุธที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

 

ดำเนินการผลิตอุตสาหกรรมด้านการต่อเรือ ทั้งเรือที่ใช้ในการทหารและการค้า, เรือพลเรือน, อุปกรณ์สะพาน, อุปกรณ์วิศวกรรมสมุทรศาสตร์, โรงงานโครงสร้างเหล็กอื่นๆ  นอกจากนี้ยังมี การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิตอาวุธแห่งชาติของจีน  รวมทั้งยังเป็นฐานการผลิตเรือดำน้ำและเรือพื้นผิวที่ทันสมัยโดยผลิตอุปกรณ์ทางเรือและการป้องกันทางการทหารที่ใช้ภายในจีนเอง และยังส่งออกไปยังหลายประเทศ เช่นแอฟริกา เอเชียใต้และตะวันออก ยุโรปตะวันตกเช่นกรีกและนอร์เวย์

 

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ท่าเรืออู่ชาง  เคยตกเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อมีข่าวการเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมของ DigitalGlobe ซึ่งเผยแพร่ใน Google Earth ที่ถ่ายภาพเหนืออู่ต่อเรือ Wuchang ในเมืองอู่ชาง ที่มีการพบภาพเรือดำน้ำขนาดเล็ก (Midget Submarine) ลึกลับ โดยถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมเหนือบริเวณเดียวกันในเดือนมกราคม 2015 พบว่ามีเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Type 041 Yuan มาจอดเทียบท่าแทน ซึ่งเชื่อว่าเป็นความพยายามในการพัฒนาการก่อสร้างเรือดำน้ำในขนาดต่างๆ ของจีนเพื่อใช้ทั้งในการทหารของจีนเอง รวมถึงเพื่อการส่งออกด้วย

 

 

สำหรับประเทศไทย กองทัพเรือไทย ได้มีการอนุมัติให้มีการสั่งซื้อเรือดำน้ำ  S26T  ราคาประมาณ 430 ล้านดอลลาร์ จากอู่ต่อเรือ Wuchang Shipbuilding Industry Group เมืองอู่ฮั่น โดยได้มีการทำพิธีไปเมื่อวันที่ 4 ก.ย.61 คาดว่าการสร้างเรือจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี และมีกำหนดส่งมอบเรือในปลายปี 2566


Content_แจ็คหม่าซื้อหน้ากาก_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2020

อาลีบาบาบริจาค 5 พันล้านบาทช่วยซื้อเครื่องมือแพทย์สู้ไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่
พร้อมส่งพนักงานกว้านซื้อหน้ากาก N95 จาก 14 ประเทศ

จากปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่มีต้นกำเนิดจากเมืองอู่ฮั่น มลฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังทวีความรุนแรงไปทั่วโลก ล่าสุดมีรายงานข่าวจากสื่อมวลชนของจีนว่า บริษัทเอกชนชื่อดังจำนวนมากได้ร่วมกันบริจาคเงินให้กับรัฐบาลจีนรวมกันมากกว่า 100 กว่าล้านหยวน หรือมากกว่า 500 ล้านบาทแล้ว และคาดว่าจะยังมีการบริจาคเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังระดมกำลัง และวิธีการเพื่อช่วยรัฐบาลหยุดยั้งปัญหาการระบาดอย่างเต็มที่

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่านายแจ็ค หม่า มหาเศรษฐีชาวจีน ซีอีโอและประธานบริหารกลุ่มอาลีบาบา ได้ร่วมบริจาคเงินเบื้องต้นจำนวน 1 พันล้านหยวน หรือราว 5 พันล้านบาท พร้อมกับมีคำสั่งให้พนักงานของอาลีบาบาทั้งหมดดำเนินการจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลในเมืองอู่ฮั่นอย่างเต็มที่ด้วย

โดยพนักงานของอาลีบาบาได้ถูกส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ในการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในโรงงานที่ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ทั้งในและอีก 14 ประเทศในภูมิภาค เช่น เกาหลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย เป็นต้น ตั้งเป้าเบื้องต้นในการจัดหาอุปกรณ์ชุดแรกเป็นหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 2 ล้านชิ้น หน้ากากสำหรับการผ่าตัดของแพทย์ 300,000 ชุด หน้ากากทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้งจำนวน 1 ล้านชิ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นอื่นๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกขนส่งด้วยรถบรรทุก 100 คันผ่านช่องทางพิเศษสู่เมืองอู่ฮั่นต่อไป

ข้อมูลจาก สำนักข่าว ไชน่านิวส์

ภาพประกอบ : Justin Chin/Bloomberg


Content_พระนางพญา_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 23, 2020

แปลกแต่จริง..เมื่อการ “เปิบพิสดาร” คือ ที่มาของอีโบล่า ซาร์ส และไวรัสอู่ฮั่น! โดยเป็นหนึ่งข้อสันนิษฐานสำคัญเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) หรือ ไวรัสอู่ฮั่น ล่าสุด ผอ.ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ออกแถลงเมื่อวันพุธ 23 มกราคม 2563 ที่ผ่านว่า เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ไวรัสร้ายชนิดนี้น่าจะมาจาก “การเปิบพิสดารสัตว์ป่า” แม้จะยังไม่ยืนยันแหล่งต้นกำเนิดชัดเจน ขณะที่ เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ สื่อชื่อดังของจีน รายงานสอดคล้องกันว่าทางการจีนมีข้อสันนิษฐานว่าต้นกำเนิดไวรัสอู่ฮั่น อาจมาจาก “ตลาดค้าส่งอาหารทะเล” แห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น โดยมีการพบป้ายเมนูเปิบพิสดารและมีการชำแหละ–วางขายเนื้อสัตว์ป่าราว 112 ชนิด อาทิ สุนัขจิ้งจอก จระเข้ งู หนู นกยูง ซาลาแมนเดอร์ยักษ์พันธุ์จีน เม่น อูฐ หมีโคอาล่า ฯลฯ ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์จีน คาดว่าแนวโน้มอาจเกิดจากงูเห่าจีนและงูสามเหลี่ยมจีนที่วางขายในตลาดดังกล่าว และปัจจุบันทางการจีนก็ได้สั่งปิดทำการตลาดแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อค้นข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของครั้งใหญ่ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบสิ่งที่น่าสนใจว่า หลายกรณีล้วนถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากการ “เปิบพิสดาร” อาทิ

“อีโบล่า” ที่แพร่ระบาดในแถบทวีปแอฟริกามาตั้งแต่ พ.ศ.2519 ก่อนลุกลามครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2559 มีข้อสันนิษฐานกันว่า ต้นตอเกิดจากการบริโภค “ค้างคาว” นอกจากนี้ข้อมูลการวิจัยหลายประเทศยังยืนยันตรงว่า “ค้างคาว” ถือเป็นแหล่งรังโรคไวรัสที่ติดจากสัตว์สู่คนได้อย่างน้อย 60 ชนิด อาทิ ไวรัสนิปปาห์ เชื้อไวรัสเฮนดรา ที่ทำให้เกิดไข้สมองอักเสบ, เชื้อโคโรนาไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเมอร์ส ไวรัสอีโบลา ไวรัสแอสโทรที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง

“ซาร์ส (SARS)” หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง ที่เกิดจาก “เชื้อไวรัสโคโรน่า” เคยแพร่ระบาดลุกลามครั้งใหญ่ไปกว่า 37 ประเทศทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน และคร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 750 คน ช่วง พ.ศ.2545 – 2546 ก็สันนิษฐานว่าเกิดจากการบริโภค “ชะมด” หลังทางการจีนตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ในอุ้งเท้าชะมดที่ตลาดค้าเนื้อสัตว์ป่าในมณฑลกวางตุ้ง ทำให้ในเวลาต่อมามณฑลกวางตุ้ง จึงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส โดยเน้นมาตรการตรวจสอบการลักลอบเลี้ยง ขาย ฆ่าและการกินชะมด นอกจากนี้พบเชื้อชนิดนี้อีกในแรคคูน แบดเจอร์ และค้างคาว* อีกด้วย (*บางแหล่งข้อมูลระบุว่าต้นตอโรคซาร์สมาจากค้างคาว)

 

ปัจจุบัน ไวรัสอู่ฮั่น หรือ โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ซึ่งอยู่ในสายพันธุ์เดียวกับโรคซาร์ส กำลังสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะเริ่มปรากฏผู้ติดเชื้อในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศไทยซึ่งยืนยันโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐมแล้วว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อดังกล่าวจริง

ส่งผลให้ล่าสุดรัฐบาลจีนประกาศระงับการเดินทางเข้าออกอู่ฮั่นทุกประเภท เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ลุกลาม พร้อมสั่งให้ประชาชนในอู่ฮั่นทุกคนต้องสวมหน้ากากป้องกัน ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกหรือไม่ ซึ่งต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด


Content_ไวรัสโคโรน่า_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 14, 2020

หลังการระบาดของโรคปอดอักเสบในเมืองอู่ฮั่น ในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ผลการค้นพบเบื้องต้นชี้ว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่  ซึ่งขณะที่กำลังมีการสืบสวนเพิ่มเติมเพื่อระบุแหล่งที่มา, โหมดของการแพร่เชื้อ, ขอบเขตของการติดเชื้อ และการใช้มาตรการรับมือ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อจากคนสู่คน โดยล่าสุดมีรายงานการพบผู้ป่วยต้องสงสัยป่วยเป็นโรคดังกล่าวแล้วในฮ่องกง และสิงคโปร์ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอพาไปรู้จักเชื้อโคโรน่า “ไวรัส” ต้องสงสัยต้นเหตุโรคปอดอักเสบอู่ฮั่น  พร้อมวิธี ป้องกันอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ

 

สำหรับในประเทศไทยหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยได้ทำการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยการคัดกรองอาการไข้ และอาการที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ ในผู้ที่เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น เข้ามาในประเทศ โดย กรมควบคุมโรค ได้มีคำเตือนเฝ้าระวังสำหรับผู้ที่เพิ่งเดินทางมาจากพื้นที่หรือ ประเทศที่พบว่ามีผู้ต้องสงสัยจะติดเชื้อเช่น เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน,สิงคโปร์ หรือ ฮ่องกง  ดังนี้

สำหรับผู้ที่เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ภายใน 14 วัน โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หากมีอาการไข้  ไอ เจ็บคอ  มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ  ให้รีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวมได้

สำหรับผู้ที่จะเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีรายงานผู้ติดเชื้อปอดอักเสบควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

– หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะที่เป็นพิษ

– ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว และหมั่นล้างมือบ่อย

– รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

ไวรัสโคโรน่าคือ อะไร

จากข้อมูลของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า เชื้อไวรัสโคโรน่า (CoVs) เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว (single stranded RNA virus) ใน Family Coronaviridae มีรายงานการพบเชื้อมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1965 โดยสามารถติดเชื้อได้ทั้งในคนและสัตว์ เช่น หนู ไก่ วัว ควาย สุนัข แมว กระต่าย และสุกร ประกอบด้วยชนิดย่อยหลายชนิดและทำให้มีอาการแสดงในระบบต่างๆ เช่น ระบบทางเดินหายใจ (รวมถึงโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส; SARS CoV) ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท หรือระบบอื่นๆ โดย พบได้ทั่วโลก โดยในเขตอบอุ่น (temperate climates) มักพบเชื้อโคโรนาไวรัสในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ การติดเชื้อโคโรนาไวรัสอาจทำให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ถึงร้อยละ 35 และสัดส่วนของโรคไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสอาจสูงถึงร้อยละ 15

การติดเชื้อพบได้ในทุกลุ่มอายุ แต่พบมากในเด็ก อาจพบมีการติดเชื้อซ้ำได้ เนื่องจากระดับ ภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังการติดเชื้อ สำหรับการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส (SARS CoV) พบการระบาดปี พ.ศ. 2546 โดยพบเริ่มจากประเทศจีนแล้วแพร่กระจายไปทั่วโลกพบรายงานผู้ป่วยโรคซาร์สทั้งสิ้นมากกว่า 8, 000 ราย และเสียชีวิตมากกว่า 750 ราย

ลักษณะโรค ที่เกิดจาก การติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Coronaviruses) อาจทำให้เกิดอาการดังนี้

  • ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ โดยในทารกที่มีอาการรุนแรง อาจมีลักษณะของปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือ หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในเด็กโตอาจมีอาการของหอบหืด(Asthma) ส่วนในผู้ใหญ่ อาจพบลักษณะปอดอักเสบ (Pneumonia) หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronicbronchitis) หรือการกลับเป็นซ้ำของโรคหอบหืดได้ และอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้มากในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยพบการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการได้ในทุกอายุ และหากแสดงอาการ
  • มักพบร่วมกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น Rhinovirus, Adenovirus หรือเชื้ออื่นๆ
  • การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome;SAR CoV) จะพบมีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรืออาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ แล้วมีอาการไอ และ
  • หอบเหนื่อยอย่างรวดเร็ว ซึ่งอัตราตายจะสูงขึ้นในผู้ป่วยสูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว
  • การติดเชื้อโคโรน่าไวรัสในระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Coronaviruses) มักพบบ่อยในเด็ก
  • แรกเกิด และทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี หรืออาจพบในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยพบเชื้อได้แม้ผู้ป่วย
  • ไม่แสดงอาการ และไม่มีฤดูกาลการเกิดโรคที่แน่นอน

วิธีการแพร่โรค : แพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัส (Contact) กับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ หรือแพร่กระจายเชื้อจากฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย (Droplet) จากผู้ป่วยที่มีเชื้อโดยการ ไอ หรือจาม

การป้องกัน :

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่
  • ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • แนะนำให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูกเวลา ไอ หรือจาม
  • ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ก่อนรับประทานอาหาร และหลังขับถ่าย
  • ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อลดความ เสี่ยงในการติดโรค