Covid19-northkorea_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 17, 2020

ยังคงเป็นปริศนา และข้อสงสัยไปทั่วโลกว่า ในขณะที่จีนและ เกาหลีใต้ ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางระบาดของโรคโควิด19 อย่างหนัก ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีพรมแดนติดกับสองประเทศนี้มีผู้ติดเชื้อและเกิดการระบาดภายในประเทศบ้างหรือไม่ เพราะแม้ประธานาธิบดีคิม จอง อึน จะออกมาประกาศว่าเกาหลีเหนือไม่มีผู้ติดเชื้อ และยังคงดำเนินการทดลองขีปนาวุธของเขาต่อไป แต่การประกาศของคิมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดี

 

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก สนใจในประเด็นนี้และนำมาเป็นประเด็นวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ว่า คำพูดของคิม เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน โดยระบุว่า คิมเริ่มปิดชายแดนของเขาในเดือนมกราคมเพื่อหยุดยั้งไวรัส การค้าและการท่องเที่ยวที่ถูกกฎหมายถูกระงับทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของเกาหลีเหนือ กลับแสดงความมั่นใจว่า ในเกาหลีเหนือน่าจะมีการติดเชื้อแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยพลเอกโรเบิร์ต อับรัมส์ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าเกาหลีเหนือ ไม่มีการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางทหารอย่างเห็นได้ชัด โดยกองทัพเกาหลีเหนือหยุดการบินมากกว่า24 วันแล้ว ดังนั้นคาดว่าจะต้องมีอะไรแน่ๆ หรือไม่ก็จะต้องมีการติดเชื้อโควิดภายในประเทศ

 

บลูมเบิร์ก ยังวิเคราะห์อีกว่า ในประเทศเกาหลีเหนือมีระบบการแพทย์ที่ค่อนข้างแย่ สาเหตุจากการคว่ำบาตรของนานาประเทศ การจำกัดการค้า และ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ จึงเชื่อได้ว่าประชากรชาวเกาหลีเหนือน่าจะต้องประสบกับปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรังหลายโรค ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เสี่ยงต่อการระบาด และนั่นอาจจะกลายเป็นหายนะทางมนุษยธรรมและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก ด้วยความกังวลนี้ทำให้องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ที่เป็นพันธมิตรของเกาหลีเหนือ เช่น รัสเซีย ได้รีบเร่งในเวชภัณฑ์และอื่น ๆ เพื่อเสนอความช่วยเหลือให้กับเกาหลีเหนือแล้ว

 

แม้ว่าเกาหลีเหนือจะปิดชายแดนกับเกาหลีใต้ ที่มีความยาวกว่า 1,420 กิโลเมตร แต่ฝั่งชายแดนที่ติดกับจีนนั้นกลับพบว่ามีรอยรั่วจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมามีการข้ามแดนไปมาระหว่างพ่อค้าจีน และชาวเกาหลีเหนือเพื่อค้าขายในตลาดมืดมานานหลายปีแล้ว และนั่นอาจเป็นแหล่งนำไวรัสเข้าสู่เกาหลีเหนือ โดยสองจังหวัดใหญ่ที่สุดของจีนที่มีพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือคือ เหลียวหนิงและจี๋หลิน

 

 

ข้อมูลของเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ยังเป็นปริศนาของชาวโลก เพราะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ สู่โลกภายนอก แต่สิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามสื่อสารอย่างเป็นทางการออกมาคือ ระบุว่า พวกเขาสามารถป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าประเทศผ่านทางการฆ่าเชื้อโรคจำนวนมาก จากการตรวจสอบผู้คนมากกว่า 5,400 คน ยังไม่พบการติดเชื้อ แต่ข้อมูลนี้ก็ยังคงถูกตั้งของสงสัยจากแพทย์ในเกาหลีใต้โดยระบุว่าการปฏิเสธอย่างแข็งขันของเกาหลีเหนืออาจเป็นการหลอกลวงและซ่อนปัญหาการระบาดที่แท้จริง และยังแสดงความคิดเห็นด้วยว่า การขาดสารอาหารของชาวเกาหลีเหนือก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายเชื้อโรคระบาดออกไปได้ง่ายด้วยเช่นกัน

 

ในอดีต เกาหลีเหนือได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถกำจัดไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลกออกมาชมเชย ในปี 2561 ในการกำจัดการแพร่ระบาดของโรคหัดได้สำเร็จ ดังนั้นหากเชื้อโคโรนาไวรัส ที่มีผู้คนติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 166,000 คนทั่วโลก จะระบาดในเกาหลีเหนือ เป็นไปได้ว่าคิมอาจจะใช้วิธีการทางเผด็จการของเขาในการกำจัดการแพร่กระจายด้วย การแยกผู้คนที่ติดเชื้อออก และปิดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน โดยนานาชาติเห็นว่า เรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือความกังวลเรื่องเสรีภาพทางสังคม ไม่ได้ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการปัญหาของเกาหลีเหนือ พวกเขาสามารถทำได้อย่างแน่นอน จากประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยพิสูจน์มาแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมากองทัพเกาหลีเหนือ ได้ยิงขีปนาวุธระยะสั้นในบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันออกอีก 2 ลูกต่อสัปดาห์ ทำให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต้องออกมาประณามการกระทำนี้ ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามจะแสดงเห็นว่าพวกเขายังคงอยู่กับความตั้งใจเดิมท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัส โดยเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อเรียกร้องของสหประชาชาติ ที่ให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ร่วมมือกันในการต่อสู้กับโรคระบาด เช่นเดียวกับ เกาหลีใต้ ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีนี้รวมถึง ประเด็นเกี่ยวกับการรายงานการติดเชื้อของเกาหลีเหนือเช่นกัน

 

บลูมเบิร์ก ระบุว่าต่อว่า ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือมักจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในเวลาที่ต้องการบ่อยครั้งนัก แต่ทุกครั้งที่ต่างประเทศให้ความช่วยเหลือ เกาหลีเหนือก็มักจะกำหนดกรอบบริจาค และสื่อสารกับประชาชนในประเทศว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้นเป็นสิ่งของบรรณาการที่ต่างประเทศให้กับผู้นำไม่ใช่เพื่อการกุศล

 

ล่าสุดรัสเซียส่งมอบชุดทดสอบไวรัสให้กับเปียงยาง ขณะที่สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนระหว่างประเทศเรียกร้องให้มีการยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อให้สามารถโอนเงินเข้าสำนักงานเกาหลีเหนือได้ และเกาหลีใต้ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเกาหลีเหนือเช่นกัน

 

ด้านองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหาความขัดแย้งได้ โดยวางแผนที่จะส่งอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองไปยังเกาหลีเหนือ แม้แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็เสนอให้ส่งความช่วยเหลือและทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อป้องกันวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกาหลีเหนือด้วย

 

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดในเกาหลีเหนือได้ทำการยกเว้นด้านมนุษยธรรมเพื่ออนุญาตให้มีอุปกรณ์การแพทย์ ให้กับเกาหลีเหนือ เพราะเห็นว่าหัวใจสำคัญในตอนนี้คือการอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เพื่อให้ประชากร “ได้รับการปกป้อง” จากเชื้อโรคร้ายนี้

 

สื่อยังวิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนืออาจเผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่คิมเข้ายึดอำนาจในช่วงปลายปี 2554 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า “มันยากที่จะจินตนาการว่าเกาหลีเหนือจะสามารถหลบกระสุน COVID-19 ได้” หลังจากที่เข้าไปประสานงานกับเกาหลีเหนือเพื่อเตรียมการให้การช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Reuter


19-โรงพยาบาลบางขุนเทียน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

จากการแถลงข่าวล่าสุดของรัฐบาล ระบุว่าขณะนี้จะยังไม่ยกระดับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เป็นระดับ 3 อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หากมีการยกระดับเข้าสู่ระยะที่ 3 กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว ในส่วนของโรงพยาบาลเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ป่วย นั่นคือ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยหมดแล้ว โดยหากมีความจำเป็นต้องรองรับผู้ป่วย โดยมีบ้านเป็นหลัง มีอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เปิดใช้ แต่จะมีที่เปิดในบางส่วนเฉพาะห้องฉุกเฉิน ส่วนแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลรักษา ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว

 

สำหรับโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็น โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ขนาดพื้นที่ 35 ไร่ บนถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิ.ย.59 เพื่อเป็นโรงพยาบาลด้านเวชศาสตร์สำหรับผู้สูงอายุ และสถานพักฟื้นสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

 

 

แบ่งการก่อสร้างอาคารออกเป็น 6 ส่วน ประกอบด้วย

1.อาคารโรงพยาบาลและศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอาคารสูง 5 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

2.อาคารหอพักผู้ป่วย เป็นอาคารกลางน้ำสูง 7 ชั้น

3.อาคารสถานพักฟื้นผู้สูงอายุ เป็นอาคารชั้นเดียว ประกอบด้วย บ้านพัก 8 หลัง และอาคารอเนกประสงค์ 2 หลัง

4.อาคารหอพักบุคลากรและอาคารบริการงานระบบ เป็นอาคารทรงสามเหลี่ยมสูง 7 ชั้น รวมดาดฟ้า และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

5.อาคารสถานีซ่อมบำรุง

6. งานถนนและผังบริเวณ

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เปิดให้บริการในส่วนของแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. นอกจากนี้ยังมีคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกผู้สูงอายุ คลินิกทันตกรรม คลินิกเบาหวาน คลินิกวัณโรค คลินิกศัลยกรรมกระดูก คลินิกฝังเข็ม ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนครอบคลุมพื้นที่เขตบางขุนเทียนและพื้นที่ใกล้เคียง

 

โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ยุทธศาสตร์ “มหานครปลอดภัย” ที่มีเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยขั้นวิกฤติ เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ ขนาด 300 เตียง และ เป็นศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ 103,805 ตารางเมตร

 

ขอขอบคุณภาพจาก : บ้านและสวน


_cover.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

องค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ให้เป็น ระดับ “การระบาดใหญ่ระดับโลก”หรือ Global Pandemic เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังพบว่ามีการแพร่ระบาดไปในทุกทวีปทั่วโลก

 

สำหรับการแบ่งระดับการระบาดของประเทศไทย และ ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก มีรายละเอียดดังนี้

 

 

การแบ่งระดับการระบาดในประเทศไทย

หน่วยงานด้านสาธารณสุขแบ่งระยะของการระบาด ออกเป็น 3 itfy[ ด้วยกัน ซึ่งแต่ละเฟสจะบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป ดังนี้

ระยะที่ 1 ผู้ป่วยติดเชื้อที่พบล้วนเป็นผู้ป่วยนำเข้าจากต่างประเทศ และไม่พบการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ติดเชื้อล้วนเป็นชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศเสี่ยง

ระยะที่ 2  จะพบว่า เริ่มมีคนไทยติดเชื้อในประเทศจากนักท่องเที่ยวหรือคนไทยที่คาดว่าติดเชื้อจากการเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง เช่น กรณีผู้ติดเชื้อชาวไทยที่ทำอาชีพขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังไม่พบการติดต่อในกลุ่มคนในประเทศจากคนในประเทศด้วยกันที่­ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง

ระยะที่ 3 การระบาดในระยะ 3 จะเป็นช่วงที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะพบว่ามีการติดเชื้อระหว่างคนในประเทศด้วยกัน ระหว่างผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศได้แพร่กระจายต่อชุมชนในลัทธิแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อในชุมชนต่างๆ เป็นวงกว้าง

 

 

การแบ่งระดับการระบาดขององค์การอนามัยโลก

แบ่งการระบาดของโรคระบาดทั่วไปคือ

  1. Sporadic หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อยหรือไม่สม่ำเสมอ  3 เชื้อโรคที่เกิดจากอาหาร เช่น เชื้อ Salmonella หรือ Coli มักจะทำให้เกิดการระบาดของโรคประปราย
  2. Cluster หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นในจำนวนที่มากขึ้น แม้ว่าจำนวนหรือสาเหตุที่แท้จริงอาจไม่แน่นอน ตัวอย่างคือ กลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง มักรายงานหลังเกิดภัยพิบัติทางเคมีหรือนิวเคลียร์ ที่ 4
  3. Endemic หมายถึงการมีอยู่อย่างต่อเนื่องและ หรือความชุกของโรคในประชากรทางภูมิศาสตร์
  4. Hyperendemic หมายถึงโรคระดับสูงถาวรเหนือสิ่งอื่นที่เห็นในประชากรอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น เอชไอวีเป็นภาวะเลือดคั่งเกินในส่วนของแอฟริกาในขณะที่ผู้ใหญ่จำนวนมากถึง 1 ใน 5 มีโรค และเป็นโรคประจำถิ่นในสหรัฐอเมริกาโดยประมาณ 1 ใน 300 ติดเชื้อ
  5. Epidemic หมายถึงการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของจำนวนผู้ป่วยโรคที่สูงกว่าที่คาดไว้
  6. Outbreak การแพร่ระบาด มีคำจำกัดความเดียวกับการระบาด แต่มักใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ทางภูมิศาสตร์ที่ จำกัด มากขึ้น
  7. Pandemic หมายถึงโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วหลายประเทศหรือหลายทวีปซึ่งมักส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก

_Cover.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

ความเงียบเหงา และไร้ผู้คนของเมืองท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกอย่าง โรม มิลาน และเวนิส ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังการประกาศปิดประเทศของจูเซปเป้ คอนเต้ นายกรัฐมนตรี ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยสื่อต่างประเทศต่างระบุตรงกันว่าเหตุการณ์เช่นนี้นับเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก

 

ด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม และประวัติศาสตร์อันยาวนานทำให้ ประเทศอิตาลีเคยครองอันดับ 5 ของประเทศที่มีชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก โดยผู้คนส่วนใหญ่เข้าชมประเทศอิตาลีในด้านศิลปะ, อาหาร, ประวัติศาสตร์, แฟชั่น และวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์, ฝั่งทะเลและชายหาดที่สวยงาม, ภูเขา และอนุสาวรีย์โบราณที่ล้ำค่า นอกจากนี้ ประเทศอิตาลียังมีมรดกโลกมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกอีกด้วย  

 

หลังเกิดโรคระบาดโควิด19 กระจายไปทั่วประเทศ จนกระทั่งอิตาลีกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด19 เป็นอันดับ 2 รองจากจีน  และรัฐบาลประกาศปิดประเทศ สภาพบ้านเมืองในพื้นที่ท่องเที่ยวดังๆ จึงเงียบงันลงถนัดตา  ถึงขนาดที่สื่อบางแห่งถึงกับเรียกเมืองที่ไร้ผู้คนของอิตาลีเหล่านี้ว่า “เมืองร้าง” หรือ “เมืองผี” กันเลยทีเดียว

 

สภาพความเงียบงันของอดีตเมืองที่เคยคึกคัก อย่างโรม มิลาน หรือเวนิส  กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากชาวโลก ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์ก บรรยากาศบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด19 จึงถูกเผยแพร่ออกมาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะภาพความแตกต่างระหว่างความคึกคักและความเงียบเหงาของเมืองที่เห็นได้ชัดตอนนี้

 

 

ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์สำนักหนึ่งของอิตาลี ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น ว่า เขาไม่เคยเห็นสภาพของเมืองในลักษณะที่เปรียบเสมือนเมืองร้างแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะกรุงโรมที่เคยมีชื่อเสียงเรื่องของการจราจรที่คับคั่ง แต่ตอนนี้กลับแทบจะไม่มีรถวิ่งบนถนน ในขณะที่สำนักงานหลายแห่งขอให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน โรงเรียนถูกปิดลง และเด็กๆ ก็ต้องอยู่แต่ภายในบ้านเท่านั้น ขณะที่เมืองที่เขาอยู่ เคยเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และมักจะได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษหรือรัสเซียเสมอ แต่ขณะนี้แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวสักคน  แม้กระทั่งเสียงการพูดคุยในภาษาอิตาลีก็แทบจะไม่มี

 

คนขับแท็กซี่ในกรุงโรม ระบุว่า ตอนนี้ทุกอย่างในโรม เหมือนกับได้ตายไปแล้ว งานทุกอย่างเขาถูกยกเลิกหมดตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม บนถนนที่เคยคับคั่งไปด้วยรถยนต์ก็แทบจะไม่มีรถวิ่ง ดังนั้นการใช้เวลาบนถนนในเวลานี้จึงรวดเร็วกว่าเดิมมาก

 

“ตอนนี้หลายครอบครัวไม่มีรายได้ สิ่งที่กังวลมากกว่าการติดเชื้อนั่นคือพวกเขาจะใช้ชีวิตต่ออย่างไรหากไม่มีรายได้”

ขณะที่บัญชีทวิตเตอร์รายหนึ่งเล่าถึงบรรยากาศการใช้ชีวิตในกรุงโรม ในระหว่างที่มีการปิดประเทศว่า เมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนแต่ตอนนี้แทบไม่มีใครเดิน รถรางไม่วิ่ง ขณะที่บนถนนก็มีรถอยู่น้อยมาก ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่น่าเชื่อและเหนือความเป็นจริงมาก

 

บาร์หลายแห่งมีผู้คนนั่งอยู่บางตา และแต่ละคนก็ต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ขณะที่บาริสต้าเองรักษาความห่างระหว่างลูกค้าอยู่ที่ 1 เมตรแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มให้กันเพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดเกินไปนัก ในขณะที่อาหารที่เปิดขายที่เคยเปิดบริการตลอดเวลาตอนนี้ลดเหลือเพียงอาหารเช้า และอาหารกลางวันแบบเบาๆ  โดยการซื้อขายจะทำผ่านหน้าต่างๆ เล็กๆ ของร้านเท่านั้น

 

นอกจากนี้ชาวอิตาลียังพากันแชร์ภาพบรรยากาศต่างๆ ของความแตกตื่นหลังประกาศปิดเมืองของนายกรัฐมนตรีอิตาลี โดยเฉพาะการต่อคิวยาวเพื่อรอซื้อสินค้าจำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังไปยันสหกรณ์เล็กๆ สำหรับผู้สูงอายุเลยทีเดียว และสินค้าส่วนใหญ่ที่พวกเขาซื้อตุนเก็บไว้คือพาสต้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอาหารที่สามารถทำกินง่ายที่สุด

 

เมื่อสำรวจในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่เป็นจุดท่องเที่ยว เช่น น้ำพุเทรวี ที่ปกติจะเต็มไปด้วยเสียงผู้คนจอแจในการมาเยือนที่แห่งนี้ แต่ขณะนี้ไม่มีผู้คนเลย มีแต่เสียงน้ำพุที่ยังคงเปิด และดูเหมือนว่ามันจะมีเสียงดังกว่าปกติในช่วงนี้  ขณะที่ร้านค้าหรูในย่านช้อปปิ้งชื่อดัง บนถนน Via del Corso  ,Piazza del Popolo และ Piazza Venezia ก็ถูกทิ้งร้าง ไม่มีคนเดินช้อปปิ้งเหมือนเคย

 

“ตอนนี้ผู้คนบนถนนที่ไม่เคยยอมแพ้กันเพื่อเบียดเสียดเดินบนถนน แต่วันนี้ทุกคนต่างๆ หยุดให้อีกฝ่ายเดินออกไปในระยะห่าง ในขณะที่ในสถานีรถไฟก็แทบไม่มีคน ทุกคนล้วนใส่หน้ากากอนามัยและแยกตัวออกจากกันในระยะที่จะทำให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัย ส่วนที่ร้านขายยาเองก็มีประกาศปิดว่าไม่มีหน้ากากอนามัยขายอีกแล้ว ทุกอย่างดูเงียบเหงาไปหมด”

 

ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขอิตาลี รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 977 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 168 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมผู้ติดเชื้อในประเทศทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 10,149 คน และยอดสะสมผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 631 นับเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด19 สูงสุดเป็นอันสองรองจากจีนในขณะนี้

 

เรียบเรียงจาก : https://www.bbc.com/news/in-pictures-51815536


_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เช็คด่วน!! ดอกเบี้ยจากค่าประกันมิเตอร์ กฟน.– กฟภ. จ่ายแล้วผ่านบิลค่าไฟเดือน ก.พ.

พร้อมเปิดรายละเอียดการขอคืนค่าประกันมิเตอร์ฯ ตามนโยบายลุงตู่

 

หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนโยบายของกระทรวงการคลังในการแจกเงินสนับสนุนค่าครองชีพให้กับประชาชนที่มี่รายได้น้อย ด้วยการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร รวมถึงผู้มีอาชีพอิสระ รายละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งระบุว่าเป็นหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด 19

 

ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง จะยังไม่มีการจ่ายเงิน 1,000 บาท ตามที่ได้มีการเสนอก่อนหน้านี้  โดยจะกลับไปดูว่าสามารถช่วยเหลือประชาชนในด้านใดบ้าง เช่น การคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าที่ทุกบ้านจะได้ทั้งหมด รวมถึงมาตรการลดผลกระทบอื่น ๆ ด้วย

 

สำหรับมาตรการดังกล่าว เป็นขอเสนอของกระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพนักงาน หรือ กบง. อนุมัติ 4 มาตรการ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 45,000 ล้านบาท  ไปก่อนหน้านี้  ได้แก่

 

  1. คืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทครัวเรือน และกิจการขนาดเล็ก จำนวน 5 ล้านราย วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ไปกำหนดวิธีการคืนเงินอีกครั้งว่าจะออกมาในรูปแบบใด ทั้งการหักเป็นค่าไฟฟ้า หรือคืนเงินสด ซึ่งจะเริ่มทยอยคืนได้ในรอบบิลเดือนมีนาคมนี้
  2. ลดค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน (เม.ย.- พ.ค.) ซึ่งปัจจุบันค่าไฟเฉลี่ยที่ 64 บาทต่อหน่วย ลดลงเหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย โดยใช้วงเงินราว 10,000 ล้านบาท หรือราว 23.2 สตางค์ต่อหน่วย
  3. กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านที่อยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก และโรงแรม สามารถขยายเวลาชำระค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นเวลา 6 เดือน โดยคาดว่าช่วงดังกล่าวจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงน้อยอยู่ หลังได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 จนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในกลุ่มนี้
  4. ใช้เงินจากกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า วงเงิน 4,000 ล้านบาท นำมาสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น ขุดบ่อบาดาล แก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นต้น

 

ทั้งนี้ในส่วนของมาตรการที่ 1 ในการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ครม. มีมติเห็นชอบแล้ว (เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 มี.ค. 63) ข้อเสนอของกระทรวงพลังงานมาตรการนี้ ถือเป็นเงินที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะได้รับเงินคืนโดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้เท่านั้น ทำให้มีการสอบถามถึงรายละเอียดการคืนเงินดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

 

 

ต่อที่ 1 : เช็คด่วน !!! ดอกเบี้ยจากค่าประกันมิเตอร์จ่ายแล้วผ่านบิลค่าไฟเดือน ก.พ.

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ กบง. มีมติสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคด้านพลังงาน โดยให้การไฟฟ้าฯ คืนดอกผลจากจากเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าด้วย โดยจะมีการจ่ายคืนผลประโยชน์จากเงินประกันการใช้ไฟฟ้า หรือเงินมัดจำมิเตอร์ไฟฟ้า โดยให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จ่ายคืนผลประโยชน์หรือดอกผลที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

 

สำหรับเงินค่ามิเตอร์ไฟฟ้านี้ ในส่วนของการไฟฟ้าทั้งนครหลวง และการไฟฟ้าภูมิภาค จะเรียกว่า “เงินประกันการใช้ไฟฟ้า”เป็นเงินที่ผู้ขอใช้ไฟฟ้าจะต้องจ่ายเมื่อเริ่มต้นขอใช้ไฟฟ้าตามขนาดที่ขอใช้ โดยเงินส่วนนี้การไฟฟ้าฯ จะเก็บไว้เพื่อเป็นประกัน  เนื่องจากการให้บริการไฟฟ้า เป็นการให้บริการก่อนเรียกเก็บค่าไฟฟ้า เพื่อเป็นการประกันกรณีที่ไม่มีการจ่ายค่าไฟ ก็จะมีการยึดเงินประกันการใช้ไฟฟ้าของผู้ที่ไม่จ่ายเงินส่วนดังกล่าวกลับเข้ารัฐ โดยเงินจำนวนนี้จะได้คืนเมื่อมีการทำเรื่องยกเลิกใช้ไฟฟ้า และจะมีการจ่ายคืนผลประโยชน์หรือดอกผลที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าซึ่งจ่ายไว้ตั้งแต่เริ่มขอใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย  โดยได้เริ่มจ่ายคืนให้กับประชาชนโดยทั่วไปตั้งแต่เดือน ก.พ.63 ตามรายละเอียดดังนี้

 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง ที่นำเงินสดมาเป็นหลักประกันการใช้ไฟฟ้า จ่ายคืนในรูปของดอกเบี้ยปีละ 1 ครั้ง ตามอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยท้ังปีของธนาคารกรุงไทย ต้ังแต่ปี 2556 เป็นต้นมา
  2. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก จ่ายคืนในรูปของดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยทั้งปีของธนาคารกรุงไทยคืนทุก 5 ปี เนื่องจากดอกผลเงิน ประกันเป็นจำนวนเงินน้อย โดยจะเริ่มจ่ายในปี 2563

 

โดย กฟน. จะพิจารณาดำเนินการคืนดอกผลสะสม 5 ปี โดยจะคืนเงินดังกล่าวในรูปแบบการหักลดกับค่าไฟฟ้า ในบิลค่าไฟฟ้ารอบเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมามีข้อกำหนด ดังนี้

 

  1. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดมากกว่าดอกผลที่จะได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลมาหักออกจากยอดค่าไฟฟ้า ทำให้คงเหลือยอดที่ต้องชำระลดลง
  2. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดน้อยกว่าดอกผลที่ได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลหักลดค่าไฟฟ้า และจะแสดงยอดเงินดอกผลที่ยังเหลืออยู่เป็นเงินล่วงหน้า เพื่อใช้หักลดยอดค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป หรือผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอรับเงินส่วนที่เหลือคืนที่ได้ทุกที่ทำการไฟฟ้านครหลวงเขต
  3. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดชำระเท่ากับดอกผลที่ได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลหักลดค่าไฟฟ้าทั้งหมด และแสดงค่าไฟฟ้าที่ต้องชำระเป็นเงินจำนวน 0 บาท
  4. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดชำระ 0 บาท (ไม่มีการค้างชำระ) ดอกผลที่ได้รับจะแสดงให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเห็นบนใบแจ้งค่าไฟฟ้า ซึ่ง กฟน. จะนำยอดเงินดังกล่าวไปหักลดค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป หรือผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอรับเงินดังกล่าวคืนได้ทุกที่ทำการไฟฟ้านครหลวงเขต

 

ทั้งนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าได้ถูกดำเนินการผ่านบิลค่าไฟเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว

 

ต่อที่ 2 : เตรียมขอคืนค่าประกันมิเตอร์ (การใช้ไฟฟ้า) ได้เดือน มี.ค.นี้

 

ผู้ที่จะได้รับเงินคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า มีจำนวนประมาณ 21.5 ล้านราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยอัตราค่าธรรมเนียมเงินประกันคืนเมื่อยกเลิกใช้ไฟฟ้า มีรายละเอียดเบื้องต้นคือ

  • มิเตอร์ขนาด 5(15) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 300 บาท (บ้านพักขนาดเล็ก ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มาก)
  • มิเตอร์ขนาด 15(45) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 2,000 บาท (เป็นขนาดมิเตอร์ที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้)
  • มิเตอร์ขนาด 30(100) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท (บ้านพักขนาดใหญ่ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด) มิเตอร์ขนาด 15(45) เฟส 3 เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 6,000 บาท (ประชาชนไม่นิยมใช้ จะมีประชาชนส่วนน้อยที่ได้รับอัตราเงินจำนวนนี้)

 

ขั้นตอนการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า

 

  1. เริ่มทยอยคืนได้ในรอบบิล “สิ้นเดือนมีนาคม 2563”
  2. สามารถดำเนินการขอคืนเงินกับหน่วยงานที่ยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า แบ่งเป็น
    – กฟน. ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ
    – กฟภ. ให้บริการในทุกจังหวัดของประเทศไทย ยกเว้น 3 จังหวัดในข้อ 1
  1. ผู้ที่ได้รับเงินจะเป็นผู้ที่ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ยกเว้นในกรณีที่ผู้ขอเสียชีวิตแล้ว สามารถให้ผู้อื่นรับแทนได้

 

ขอบคุณภาพจาก Facebook  : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA


_Cover_1-.jpg

kinyupen_adminMarch 6, 2020

หากไม่เกิดเหตุการณ์การระบาดของโรคโควิด19 ขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ “สวนป่าหนังสือนากาโนชิม่า”  หรือ “Nakanoshima children’s book forest” ห้องสมุดสุดน่ารัก ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อสร้างนิสัยการอ่านให้กับเด็กๆ  ชาวญี่ปุ่นก็จะเปิดให้บริการให้เด็กๆ ได้เข้าอ่านหนังสือจำนวนมากในอาคารที่ถูกออกแบบราวสวนสนุกแห่งนี้ไปแล้ว

 

ตามกำหนดการแล้วห้องสมุด “สวนป่าหนังสือนากาโนะชิมะ­”  ซึ่งตั้งอยู่ในโอซาก้า จะเริ่มเปิดให้บริการฟรีสำหรับเด็กๆ และผู้ปกครองในวันที่ 1 มีนาคม 2563 นี้เป็นต้นไป แต่กำหนดการต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด19  โดยทางห้องสมุดแจ้งกับเด็กๆ และผู้ปกครองที่ต้องการเข้าเยี่ยมชมว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็จะมีการเปิดให้บริการอย่างแน่นอน

 

สำหรับอาคารห้องสมุดแห่งใหม่ของเมืองโอซาก้าแห่งนี้  ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดย ทาดาโอะ อันโดะ สถาปนิก ชาวญี่ปุ่น ที่ตั้งใจบริจาคให้กับเด็ก ๆ ทุกวัยได้เข้าเยี่ยมชม โดยไม่เก็บค่าเช้าชม แต่ผู้ที่สนใจจะเข้ามาใช้บริการจะต้องสำรองล่วงหน้า

 

สำหรับหนังสือที่ให้บริการในห้องสมุดแห่งนี้จะเป็นการรวบรวมหนังสือสำหรับเด็กทุกรูปแบบจำนวนมาก มันจะไม่ได้มีแค่เพียงหนังสือที่มีรูปภาพ แต่รวมไปถึงหนังสือความรู้  ตำราทำอาหาร หนังสือศิลปะ และยังรวมถึงหนังสือสำหรับเด็กในภาษาอื่นๆ อีกด้วย โดยเหล่าทัพหนังสือจะถูกเก็บไว้ตามกำแพงของอาคารที่ผู้ออกแบบต้องการให้เด็กๆ สนุกกับการได้ปีนป่าย ค้นหาหนังสือที่พวกเขาต้องการเพราะนั่นจะทำให้รู้สึกเหมือนผจญภัยและออกไปค้นโลกใหม่ที่อยู่ในหนังสือ โดยเด็กๆ จะสามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้หากมันอยู่ในจุดที่เข้าถึงยากเกินไป

 

แม้ว่าวันนี้ห้องสมุดจะยังไม่เปิดให้บริการได้อย่างเต็มที่ แต่เหล่าบรรดาผู้ปกครองก็หวังว่าเหตุการณ์การระบาดของโควิด19 จะเบาบางลง และเด็กๆ จะได้เข้าไปอ่านหนังสือในอาคารห้องสมุดแห่งใหม่นี้ได้ในเร็วๆ นี้

 

ประเทศไทยเรามีห้องสมุดสำหรับเด็ก ที่ห้องสมุดกรุงเทพ สวนลุมพินี  เป็นโซนที่เปิดขึ้นสำหรับเด็กตกแต่งในแนวคิดของเต่าทองแสนสนุก การตกแต่งภายในถูกออกแบบคล้ายสวนสนุกเล็กๆ หนังสือเกือบทั้งหมดถูกจัดสรรไว้รอบบริเวณอัฒจันทร์ที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่นั่งอ่านหนังสือ และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงของเด็ก ๆ ให้สามารถปีนป่ายขึ้นไปหยิบหนังสือเช่นเดียวกัน

 

ในส่วนของญี่ปุ่นอาจจะเป็นห้องสมุดใหม่ แต่สำหรับห้องสมุดของไทยเรามีเปิดให้บริการมานานแล้วและยังคงเปิดให้บริการอยู่ ผู้ปกครองสามารถพาเด็กไปเยี่ยมชมได้ที่สวนลุมพินี นอกจากจะได้อ่านหนังสือแล้วยังได้พักผ่อนสบายๆ ร่วมกันในบรรยากาศสีเขียวกลางกรุงเทพอีกด้วย

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Yu Yamada


japan-tissue-covid19_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMarch 4, 2020

หลังเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 ที่กำลังกระจายไปทั่วโลกขณะนี้ ทำให้ผู้คนพากันหวาดกลัวจนกลายเป็นความตื่นตระหนกพากันกักตุนสิ่งของจำเป็นหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องใช้ โดยเกรงว่าจะเกิดการขาดแคลน

 

หน้ากากอนามัย กลายเป็นสินค้าหายากและคลาดแคลนอย่างหนักในหลายประเทศ เพราะถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันสำคัญโดยตรงที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส   แต่สิ่งสินค้าที่กำลังกลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการอย่างสูง กลับไม่ใช่สินค้ากลุ่มอาหาร แต่กลับเป็นกระดาษชำระ ที่ถูกผู้คนกวาดซื้อไปกักตุนจนทำให้ซุปเปอร์มาเก็ตในหลายประเทศมีสินค้าไม่พอขายและยังต้องจำกัดการซื้อเช่นเดียวกับหน้ากากอนามัย

 

เพราะเหตุใดกระดาษชำระจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนแตกตื่นซื้อไปกักตุน ถึงขนาดมีการปล้นจากห้างสรรพสินค้าในบางประเทศ เป็นสิ่งที่กำลังถูกนำมาวิเคราะห์ และตั้งคำถามของนักเศรษฐศาสตร์ในหลายประเทศ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาเหตุการแพนิกซื้อกระดาษชำระของชาวโลกในขณะนี้

 

ก่อนหน้านี้ในฮ่องกง ปรากฏภาพประชาชนรอต่อซื้อกระดาษชำระเป็นแถวยาวมากกว่า 1 กิโลเมตรเพียงเพื่อหวังจะได้ซื้อกระดาษชำระให้ได้สักหนึ่งแพค  โดยกรณีในสังคมออนไลน์ฮ่องกงพากันวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความต้องการกระดาษชำระอย่างมาก มาจากข่าวลือว่าโรงงานหลายแห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ยุติการผลิต และจะทำให้ไม่มีกระดาษชำระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน ออกมาขายอีกเป็นเวลานาน

 

 

 

ในเวลานั้นในหลายประเทศยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกง แต่จนมาถึงปัจจุบันก็กลับปรากฏว่าการแตกตื่นซื้อกระดาษชำระ กลับแพร่หลายไปในหลายประเทศโดยเฉพาะในประเทศที่เริ่มมีการระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นใน สหรัฐอเมริกา  หรือออสเตรเลีย  ที่ผู้คนต่างพากันออกไปซื้อกระดาษชำระกักตุน จนห้างร้านต่างๆ ต้องจำกัดการซื้อเช่นกัน  การขาดแคลนดังกล่าวทำให้ชาวทวิตเตอร์ในออสเตรเลียพากันมาทวิตข้อความเกี่ยวกับการขาดแคลนกระดาษชำระ จนทำให้ข้อความเกี่ยวกับการหาซื้อกระดาษชำระขึ้นเทรนด์แฮชเทกอันดับหนึ่งไปทันที

 

เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันผู้คนยังคงออกไปซื้อกระดาษชำระกักตุนเช่นกัน ภาพในสังคมออนไลน์ และสื่อต่างๆ เผยแพร่ให้เห็นความว่างเปล่าของชั้นวางสินค้ากลุ่มกระดาษชำระ และภาพประกาศสินค้าหมดของผู้ขาย  แม้ว่าจะยังไม่มีการทราบสาเหตุที่แน่ชัดของสาเหตุการแตกตื่น แต่สื่อของญี่ปุ่นได้ออกมาวิเคราะห์ว่าสาเหตุน่าจะมาจากการให้ข่าวปลอมของโลกออนไลน์ ที่มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่ากระดาษชำระนั้นทำจากวัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้กับหน้ากากอนามัย ที่จะสามารถใช้ป้องกันเชื้อโรคได้ และสินค้าที่ขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่นถูกผลิตในประเทศจีน

 

หลังข้อความถูกแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางจากการที่มีผู้แคปหน้าจอออกไปทวิตต่อเนื่อง แต่ต่อมาผู้ใช้บัญชีดังกล่าวได้ลบข้อความรวมถึงบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเองออกไปแล้ว แต่กระนั้นความแตกตื่นเรื่องกระดาษชำระขาดตลาดยังไม่หมด เพราะปัจจุบันกระดาษชำระในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นที่ต้องการ และถูกแย่งซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างร้านต่างๆ เหมือนเดิม เนื่องจากยังคงมีการพูดปากต่อปากออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นเอง เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะมันเคยเกิดภาพผู้คนแย่งซื้อกระดาษชำระ และสินค้าจำเป็นมาแล้ว เมื่อวิกฤตน้ำมันของอิหร่านกระทบกับประเทศเมื่อปี 2516

 

หลังเกิดความแตกตื่นซื้อกระดาษชำระ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชิงพาณิชย์และ กลุ่มธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศต้องออกมาชี้แจงว่า สินค้าจะยังไม่ขาดตลาด  และยังคงมีการผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมีการกักตุนมากไปจึงทำให้ไม่มีสินค้าวางขายได้ทัน  ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบางประเทศถึงกับออกมาระบุว่า หากมีการกักตุนและสะสมไว้เป็นเวลานาน กระดาษเหล่านี้ก็อาจจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเสียเอง แต่กระนั้นดูเหมือนว่าผู้คนก็ยังไม่หยุดตื่นตระหนก

 

แต่สำหรับประเทศไทยดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้คนจะให้ความสำคัญกับหน้ากากอนามัยมากกว่า แต่ก็พบว่าประชาชนเริ่มกักตุนสินค้าหลายอย่างแล้ว ทั้งในกลุ่มของอาหาร และของใช้ต่างๆ รวมถึงกระดาษชำระด้วย  ในส่วนของหน้ากากอนามัยที่ยังขาดแคลนนั้น ล่าสุด มีข่าวว่ารัฐบาลจะเร่งผลิตหน้ากากอนามัยออกมาเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพื่อต่อสู้ป้องกันกับโรคใหม่ที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกในขณะนี้

 

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการเสพข่าวในโลกออนไลน์ส่งผลให้ผู้คนเริ่มมีอาการวิตกกังวลและตื่นกลัวกันไปทั่วโลก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอให้ทุกท่านมีสติ ไม่ “ตระหนก” แต่ต้อง “ตระหนัก” ถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง หมั่นล้างมือบ่อยๆ และไม่นำตนเองเข้าาไปอยู่ในความเสี่ยงที่อาจติดเชื้อได้


Alipay-Covid_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 3, 2020

รัฐบาลหลายเมืองในประเทศจีนเตรียมตรวจสอบประวัติความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนทุกคนผ่านทางแอป “อาลีเพย์” (Alipay) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นให้บริการชำระเงินซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยให้ประชาชนเข้าไปกรอกแบบสอบถามว่ามีประวัติความเสี่ยงต่างๆ หรือไม่ จากนั้นแอปจะประเมินความเสี่ยงเป็นสีเขียว, เหลือง, แดง โดยต้องได้สีเขียวจึงจะเดินทางได้อิสระ หากผลเป็นสีอื่นจะถูกสั่งให้กักตัวเอง 7-14 วัน

 

 

สีเขียว                     หมายถึง ผู้ใช้สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ

สีเหลือง                  เป็นการแจ้งคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ที่ยังคงถูกกักกันเป็นเวลา 7 วัน

สีแดง                      ใช้ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด คือ  ดำเนินการกักกัน 14 วันและแนะนำให้ผู้ใช้เช็คอินเป็นประจำผ่านทางแอปแชทอาลีบาบาหรือ DingTalk แอพแชทที่ทำงานที่ดำเนินการโดยอาลีบาบา

 

ทั้งนี้ผลทดสอบอิงจากข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานว่าพวกเขาได้ไปเยือนสถานที่ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสหรือไม่ ขณะนี้เมืองหางโจว มีผู้ลงทะเบียนตอบแบบสอบถามแล้ว 7.25 ล้านคน โดยมีผู้ได้รับรหัสสีแดง 316,000 คน และรหัสสีเหลือง 200,000 คน รวมคนที่ไม่สามารถเดินทางได้กว่า 5 แสนคน  ทั้งนี้ทางการจะให้ประชาชนทำการตรวจสอบผ่านแอปตามจุดสำคัญ เช่น บริเวณทางเข้าอาคาร, และการเข้าระบบขนส่งมวลชน  โดยนอกจากเมืองหางโจว  ก็มีแนวโน้มว่าเมืองอื่นๆ จะนำแนวทางดังกล่าวนี้ไปใช้และอาจจะมีการบังคับใช้ระดับชาติต่อไป

 

จากการสัมภาษณ์ชาวเมืองหางโจว 2 คนรายงานว่าพวกเขาถูกขอให้สแกนรหัส QR Code ก่อนเข้าอาคารอพาร์ตเมนต์ของพวกเขาและถูกขอให้แสดงรหัสก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น

 

ถึงอย่างไรก็ตาม Kaikai Shi ผู้อาศัยในเมืองหางโจวระบุว่าระบบนี้ผิดพลาดง่ายมาก  หากกรอกข้อมูลไม่ครบยังประเมินผลออกมาเป็นสีเขียวได้


Yahoo-Covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 2, 2020

ยาฮู แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดเซคชั่นใหม่บนหน้าจอโฮม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โคโรน่าไวรัส โดยเฉพาะ โดยนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด 19 ที่กำลังกลายเป็นโรคระบาดสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนไปทั่วโลกขณะนี้

บนเซคชั่นเกี่ยวกับโคโรน่าไวรัสของยาฮู ประกอบไปด้วยข้อมูลเชิงวิชาการ ความรู้เกี่ยวกับไวรัสตัวใหม่ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปแล้วมากกว่าสองพันคน โดยเนื้อหาที่นำเสนอส่วนใหญ่เน้นการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงของโรค รวมทั้งข้อมูลทางการแพทย์ สาเหตุการเกิดโรคและการแพร่ระบาดต่างๆ แนวทางป้องกันโรค รวมถึงข้อแนะนำ ทั้งเรื่องการเดินทาง หรือหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาที่ประชาชนชาวอเมริกันสามารถติดต่อเพื่อขอรับบริการหรือ ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับโรคโควิด 19 ด้วย

 

 

นอกจากนี้ยาฮู ยังได้มีการรวบรวมข้อมูลข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ของโรค จากทั่วโลกไว้บนเซคชั่นใหม่นี้ด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันสหรัฐอเมริกา พบผู้ติดเชื้อโรคโควิด19 แล้วจำนวน 76 คน เสียชีวิตแล้ว 1 คน ทำให้ชาวอเมริกันตื่นตัวกับการหาข้อมูลและป้องกันตัวเองจากการระบาดของโรคดังกล่าวมากขึ้น หลังจากจากที่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าโรคจะระบาดไปยังสหรัฐอเมริกาทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจหาข้อมูลของโรคนี้มากนัก  อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ออกมาขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ขณะเดียวกันรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ระบุว่ารัฐบาลกลางได้ประสานงานกับบริษัท 3M ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐมินนิโซต้าเพิ่มการผลิตหน้ากากอนามัยให้ได้มากกว่าเดือนละ 35 ล้านชิ้นด้วย


Covid19_อ่านแล้วดี_รับผิดชอบสังคม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 28, 2020

ดารา–นักท่องเที่ยวกลับจาก ตปท.แชร์ภาพกักตัวเอง 14 วัน ขณะหมอจีนขอบคุณแพทย์ไทยรักษาจนหาย

จากกรณีปู่ย่าชาวดอนเมืองปกปิดข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวในเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นก่อนเกิดอาการป่วยและผลวินิจฉัยว่าติดเชื้อ จนทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระดมตามหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้งสองเพื่อสกัดการแพร่ระบาด ทำให้ล่าสุดกลายเป็นกระแสตื่นตัวกับการรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อป้องกันการระบาดของโรค COVID19 มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศยอดนิยมของคนไทย โดยส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับการเรียกร้องให้ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเหล่านี้ ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขคือการหยุดอยู่ในบ้านพักเพื่อรอสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน รวมถึงหลีกเลี่ยงการออกไปในที่ชุมชน

 

โดยในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลกลุ่มผู้ที่ปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด พร้อมชื่นชมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น กลุ่มดารานักแสดงที่เดินกลับจากต่างประเทศ ซึ่งได้ออกมาโพสต์ภาพ พร้อมยกเลิกกิจกรรม ตารางงานต่างๆ เพื่อกักกันตัวเอง โดยส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีและถือเป็นการช่วยรัฐบาลในการประชาสัมพันธ์ให้คนหันมารับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีการแชร์ภาพของกลุ่มผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศที่ได้ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น สามีภรรยาคู่หนึ่งโพสต์ภาพประกาศปิดป้ายว่าทั้งคู่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น จึงกันตัวเองอยู่ภายในบ้านพัก หลีกเลี่ยงการออกไปในชุมชน และสั่งซื้ออาหารจากบริการออนไลน์ ซึ่งหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับพนักงานด้วยการขอให้แขวนสิ่งของไว้หน้าบ้าน สร้างเสียงชื่นชมและถูกแชร์ภาพออกไปจำนวนมาก และพบว่าเริ่มมีการแชร์ภาพลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นกระแสตื่นตัวกับการรับผิดชอบป้องกันตัวเองและสังคมไทยในขณะนี้

ในขณะเดียวกันเมื่อ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. เฟซบุ๊กเพจ “กรมการแพทย์” ได้โพสต์เนื้อหา “ทุกลมหายใจที่ได้คืนมา มีค่ามากกว่าคำชื่นชม” เป็นภาพของคุณหมอชาวจีนที่ มาเที่ยวเมืองไทยแล้วพบว่ามีอาการป่วยไวรัสโควิด-19 เข้ารับการรักษาในประเทศไทยจนหาย ได้เขียนโน้ตเป็นภาษาจีนขอบคุณคณะแพทย์ที่ทำการรักษา โดยเนื้อระบุว่า

ผู้บริหารโรงพยาบาลที่เคารพ สวัสดีทุกท่านฉันคือหมอจีนคนหนึ่ง วันที่ 19 มกราคม เดินทางถึงเมืองไทย 20 มกราคม พบว่าตัวเองมีไข้ ได้นำตัวส่ง รพ.กรุงเทพ หัวหิน เพราะว่าอาการหนักขึ้นจึงได้ย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลของท่าน ตอนที่รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น ได้รับรู้ถึงการตั้งใจรักษาคนไข้ของคุณหมอ การดูแลเอาใจใส่ของพยาบาล สำหรับคนที่อยู่ต่างประเทศอย่างฉัน รู้สึกซาบซึ้งใจ การดูแลเอาใจใส่ของทั้งหมอและพยาบาล

ในยี่สิบกว่าวันนี้ อาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ความตั้งใจรักษาและปลอบใจฉันของคุณหมอที่รักษาหลักทั้งสองท่านคือหมอเกรียงศักดิ์และหมอสืบสาย ฉันไม่มีทางที่จะลืมมันได้เลย หลังจากกลับประเทศไทย ฉันจะขอเล่าเรื่องการรักษาครั้งนี้ และมิตรภาพที่ดีของเพื่อนชาวไทยให้กับคนจีนได้รับรู้ JIANG LONG 26 Feb. 2020

 

 

นับเป็น 2 ข่าวดีๆ ของคนไทย ในช่วงภาวะที่ทุกคนกำลังอยู่ในสถานการณ์เคร่งเครียดกับข่าวการแพร่ระบาดของโรค COVID19 ที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกขณะนี้