run2.5_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 3, 2020

ก่อนชีวิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ที่ไม่ปกติเพราะต้องเปลี่ยนวิถีใหม่โดยเฉพาะการ ทิ้งช่วงระยะห่างทางสังคม ซึ่งในที่นี้รวมถึงกิจกรรมออกกำลังกายโดยเฉพาะกลุ่มสายเดี่ยวที่นิยมการวิ่ง หรือเดินเร็ว

 

ประเด็นที่น่าสนใจที่กินอยู่เป็น ขอนำเสนอคือบทความจาก นิวยอร์กไทม์ โดย Gretchen Reynolds ที่นำเสนอผลการทดลองวิจัยของมหาวิทยาลัยในยุโรปที่ศึกษาและจำลองการแพร่กระจายของละอองจากการไอจาม ขณะที่คนกำลังวิ่งหรือเดินเร็ว

 

ในการวิจัยได้ระบุว่าในขณะที่วิ่งหรือเดินเร็ว ที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ละอองของน้ำมูก น้ำลายที่เกิดจากการไอจามจะ ฟุ้งกระจายไกลกว่าที่เราเดินหยุดอยู่กับที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว  รวมทั้งลักษณะของการฟุ้งกระจายที่เกิดจากบุคคลกำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว นั้นละอองจะฟุ้งกระจายไปทางด้านหลังที่จะต่างจากการเคลื่อนไหวปกติ ไม่ว่าจะเดินหรือยืนอยู่ ที่ละอองจะฟุ้งกระจายไปด้านหน้าหรือด้านข้าง ทั้งหมดนี้เพราะการวิ่ง หรือเดินเร็วจะมีแรงลมเกิดขึ้นขณะเคลื่อนไหว

 

ในการวิจัยได้ระบุว่าหากเราเคลื่อนไหวในระดับปกติ การทิ้งช่วงห่างระยะ 2 เมตรถือว่าปลอดภัย หากเป็นการวิ่งหรือเดินเร็ว ที่เกิดแรงลมขณะเคลื่อนไหว ควรเพิ่มระยะห่างจากคนที่วิ่งอยู่ด้านหน้าอีก 2.5 เมตร คือเป็น 4.5 เมตร  ทีนี้อาจเกิดคำถามว่าแล้วถ้าวิ่งไปประชิดแล้วและรู้สึกอึดอัดเพราะคนหน้าบังวิว ควรทำอย่างไร  เพื่อหลีกเลี่ยงความรำคาญใจที่อาจต้องเว้นระยะกรณีทางวิ่ง หรือทางเดินออกกำลังแคบ ในบทความได้แนะนำให้เราเยื้องตัวมาด้านข้างเพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัด

 

แม้การศึกษานี้จะยังไม่ได้มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ หากก็เป็นการศึกษาที่น่าสนใจ กินอยู่เป็นขอเชิญชวนนักออกกำลังเพื่อสุขภาพทุกท่าน วิ่งหรือเดินเร็วในสวนสาธารณะแบบถอยห่างอีกนิด เพื่อหมดกังวล และได้นำภาพบรรยากาศสวนรถไฟในวันนี้มาฝากกัน

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก ; Khunphiphat Laeadon 

 


7-ways-to-fight-covid_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้บางพื้นที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แต่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการเผชิญกับไวรัสนี้จะจบลงเมื่อไร และดูเหมือนเราจะต้องอยู่มัน ไปอีกนาน เพราะฉะนั้นวิธีรับมือไวรัสที่ดีที่สุดคืออยู่กับมันให้ได้

การดูแลรักษาสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติ หากร่างกายเรามีภูมิต้านทาน มีภูมิคุ้มกันแล้วไม่ว่าจะเป็นโรคชนิดไหนก็มาทำร้ายเราไม่ได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำขั้นตอนการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญโครงการอาหารโลก (WFP) มาฝาก

  1. การดื่มน้ำ

การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว มีประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของเลือด การทำงานของหัวใจ สมองปลอดโปร่ง ผิวพรรณชุ่มชื่น แต่ควรเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานที่ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ

  1. ทานอาหารที่ให้พลังงาน

โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่สำคัญเพิ่มพลังงานให้กับร่ายกาย บำรุงสมอง อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรค เช่น ข้าว ขนมปัง ธัญพืชชนิดต่างๆ หรือพืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันเทศ เผือก การเลือกทานอาหารจำพวกแป้งหรือข้าวที่ขัดสีน้อยที่สุดจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

  1. ทานอาหารที่ช่วยให้ร่างการเจริญเติบโต

การรับประทาน เนื้อปลา ไข่ และนม นอกจากจะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแล้ว ยังช่วงสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานเชื้อโรคได้ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะวัยเด็กที่กำลังโต การทานอาหารเหล่านี้ถือว่าจำเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นไปได้ควรทานทุกวัน ซึ่งอาหารประเภทนี้สามารถเก็บไว้ทานได้นานหากเก็บรักษาอย่างถูกวิธี

  1. ทานอาหารที่เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุ

วิตามินและแร่ธาตุช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดี ป้องกันโรคภัยไขเจ็บต่างๆ อาหารทุกอย่างมีวิตามินและแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบ แต่ที่มีมากที่สุดคือผักและผลไม้

สีของผักและผลไม้กับประโยชน์ที่ได้รับ

  • ผักผลไม้สีเขียว

ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา มีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดริ้วรอย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

  • ผักผลไม้สีส้มและสีเหลือง

ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการอักเสบ ป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ช่วยรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

  • ผักผลไม้สีแดง

มีสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ช่วยลดปริมาณไขมันไม่ดี ช่วยชะลอการเกิดโรคหัวใจ ลดความดันโลหิต และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด

  • ผักผลไม้สีฟ้าและสีม่วง

ช่วยต้านอนุมูลอิสระกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันมะเร็งหลายชนิด ยับยั้งการติดเชื้อทางเดินอาหาร ต้านไวรัส และลดการอักเสบ

การเลือกรับประทานถั่วก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เพราะนอกจากจะให้โปรตีนแล้วยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสูงเช่นกัน

  1. ทานอาหารเสริม

หากไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตทำให้ไม่ได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสมเพียงพอ การเลือกทานอาหารเสริมก็สามารถทดแทนได้ โดยอาจเลือกทานเฉพาะที่จำเป็นกับร่างกายทานเพื่อเสริมหรือทดแทนจากอาหารมื้อหลัก

  1. การออกกำลังกาย

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ออกกำลังกาย 30 นาทีต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ และหนึ่งชั่วโมงต่อวันสำหรับเด็ก หากคุณสามารถออกจากบ้านเพื่อเดินหรือวิ่งได้ แต่ก็ต้องระยะห่างจากผู้อื่นเพื่อความปลอดภัย แต่หากไม่สามารถออกจากบ้านได้ลองหาวิดีโอออกกำลังกายออนไลน์ เต้นรำไปกับดนตรี เล่นโยคะ หรือเดินขึ้นลงบันได ก็ยังดีกว่าไม่ได้ออกกำลังกายเลย

  1. เลี่ยงอาหารเสี่ยงโรค

เลี่ยงอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง หรืออาหารแปรรูป เพราะไม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซ้ำร้ายอาจเป็นโทษหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป

 

การดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่ทุกคนควรจะให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การแพทย์ถูกจำกัดไปกับการรักษาผู้ป่วย หรือ ดูแลกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด ประชาชนอย่างเราๆ ไม่ควรไปเพิ่มภาระงานให้กับแพทย์ เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสอยู่บ้านดูแลตัวเอง ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุข

 

ขอขอบคุณ : https://insight.wfp.org/food-for-thought-7-tips-on-keeping-a-healthy-diet-in-the-face-of-coronavirus-7fab7f06177

 

 


-photoshop_Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 30, 2020

จากการระบาดของไวรัสโควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน การเดินทางท่องเที่ยวตามแผนต่างๆที่วางไว้ถูกยกเลิกไปหมด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของนักท่องเที่ยวตัวยงที่คิดหาวิธีการอย่างสร้างสรรค์เพื่อฉลองวันพักผ่อนที่หายไป อย่าง Mr. Pollak และ Ms. Palenzuela ที่ใช้เวลากว่า 5 เดือนในการท่องเที่ยวจากนครนิวยอร์กถึงปาตาโกเนียว ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรสบัสเดินทางในประเทศชิลี ภาพยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือแม้กระทั่งขณะที่หลงทางอยู่ในป่า ภาพเหล่านี้ได้ถูกแชร์ผ่าน Instagram โดยเขาทั้งคู่จัดฉากและตกแต่งทริปการเดินทางด้วยโปรแกรม Photoshop

 

Not hiking the Fitz Roy mountain in Patagonia. Credit Suze Shih

 

Actually hiking in Bear Mountain State Park, about an hour’s drive north of Brooklyn. Credit Suze Shih

Ms. Palenzuela กล่าวว่า “พระเจ้าต้องหัวเราะกับแผนคุณอย่างแน่นอน” ด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถมองหาความสุขได้ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ตาม การมองดูแผนการเดินทางในแต่ละวันช่วยให้เราตระหนักถึงการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ และเราสามารถที่จะทำมันได้ทั้งปี

 

ยิ่งไปกว่านั้น Laura Dannen Redman ผู้อำนวยการด้าน Digital Content ของ Afar บริษัทสื่อการท่องเที่ยวกล่าวว่า “เราเดินทางเพื่อหลีกหนี  เพื่อผ่อนคลาย แต่ยังรู้สึกตื่นเต้นในการทำสิ่งใหม่ทั้งหมด ทำไมคุณถึงไม่ลองคิดว่ามันเป็นวันหยุดพักผ่อน ถ้ามันจะทำให้เรายิ้ม หัวเราะและรู้สึกถึงบางสิ่งที่ดีสักนาที ฉันมักจะวางแผนกิจกรรมทุกๆวัน ในวันหยุดพักผ่อนตลอด ถึงแม้ไม่ได้หมายถึงการหยุดพักผ่อนจริงๆ” โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโพสต์หนึ่งของ Laura Dannen Redman ได้ติดแฮชแท็ก #TravelAtHomeChallenge โดยเธอสวมชุดสีขาวพร้อมเข็มขัดสีแดง พร้อมกับลูกสาววัย 2 ขวบ กำลังถูกไล่ล่าจากวัวกระทิงในสเปน

 

หรืออย่างที่ประเทศออสเตรเลีย มีคู่รักคู่หนึ่งสวมเสื้อคลุม ถือแก้วไวน์และดูภาพของมหาสมุทรจากช่อง YouTube บนจอทีวี ปรากฏเป็น Viral ออกมาอย่างแพร่หลาย เมื่อลูกสาวของพวกเขาทวีตข้อความว่า “ล่องเรือถูกยกเลิกเหรอ? ไม่มีปัญหา”

 

โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทุกคน การใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนต้องการหาความสุขและทำในสิ่งที่อยากทำ ท่องเที่ยวสถานที่ที่อยากไป แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝันก็ตาม

 

ขอบคุณที่มาจาก The New York Times


Cover-1-1.jpg

kinyupen_adminApril 29, 2020

“เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”

วลีที่หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ได้เคยกล่าวไว้ในอดีตไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปียังคงอมตะเสมอ แม้กระทั่งในวิกฤติโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้

 

เมื่อไม่กี่วันผ่านมา หลายท่านคงทราบถึงเรื่องราวดีๆ ของโครงการขนข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นการแลกเปลี่ยนปลาทะเลตากแห้งของเครือข่ายชาวเลภูเก็ตและพังงา กับข้าวสารและพริกแห้งของเครือข่ายชาวนาจังหวัดยโสธร ภายใต้การประสานงานของมูลนิธิชุมชนไท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กลุ่มชาวเลที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์จนขาดรายได้ และเป็นการช่วยกระจายอาหารคุณภาพจากชาวเลให้แก่ชาวนาในภาคอีสาน

 

เหตุการณ์นี้ นอกจากเป็นธารน้ำใจที่เกิดขึ้นในวันที่คนไทยต้องเผชิญวิกฤตร่วมกัน ยังสะท้อนภาพวัฒนธรรมด้านความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กลับมาสู่สังคมอีกครั้ง ด้วยการนำสิ่งที่ตนมีอยู่พอเหลือพอกินมา “แบ่งปันโดยไม่มุ่งหวังผลกำไร ไม่ใช้เงินเป็นตัวกลาง และไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” ซึ่งเคยถูกมองว่าหาได้ยากในสังคมที่ถูกทุนนิยม หรือ วัตถุนิยมชี้นำในปัจจุบัน

 

น่ายินดีที่โครงการได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเริ่มเกิดการแลกเปลี่ยนกันระหว่างมหาสารคามและตราด พังงาสนใจส่งปลาเข้ามาเพิ่ม อำนาจเจริญก็อยากนำข้าวมาแลกปลา ศรีสะเกษก็ส่งหอมแดง กระเทียม พริกเข้ามาแลกปลา โดยใช้โมเดลของโครงการฯ เช่นกัน

 

นอกจากนี้ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย โดยชาวปกาเกอะญอ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ รวบรวมข้าวสารพันธุ์พื้นเมืองที่พวกเขาปลูกได้ในหมู่บ้าน มาเตรียมจัดส่งให้ผู้เดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 ในตัวเมืองเชียงใหม่ด้วย เพื่อตอบแทนน้ำใจคนเมืองที่ได้บริจาคอุปกรณ์ดับไฟป่าให้พวกเขาในช่วงก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดครั้งแรก ถ้าย้อนไปก็จะพบว่าสังคมไทยมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของในลักษณะแบ่งปันพึ่งพาอาศัยระหว่างกันมานานแล้ว อาทิ วัฒนธรรมของชุมชนริมแม่น้ำมูลแถบอีสานตอนล่างในอดีตที่เรียกว่า “วัฒนธรรมข้าวแลกปลา-ปลาแลกข้าว” ที่นำปลาสดและปลาแดกปลาส้ม มาแลกกับข้าวสารของชาวนาบ้านโคก ปีละ 2ครั้ง คือ เดือนอ้ายกับเดือนหก (ลาว)

 

การแลกข้าวแลกเกลือ การนำผ้าทอ หมอน ไปแลกข้าว ปลา พริก หอมและกระเทียมแทนการซื้อขายระหว่างหมู่บ้านของชาวอีสาน ตลอดจนการแลกข้าวปลาอาหารระหว่างชาวเลชายฝั่ง –ชาวนา-ชาวสวนทางภาคใต้ และการแลกเปลี่ยนข้าว พืชผลการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ระหว่างชุมชนที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ทุกภูมิภาค แต่ระยะหลังจะไม่ค่อยเห็นบ่อยนักในชุมชนเมือง มักเกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนเกษตร ประมง หรือ ปศุสัตว์ ที่ห่างออกไปมากกว่า

 

วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนพึ่งพาอาศัยกันของคนไทย ไม่เพียงมีผลแค่เรื่องของปากท้องชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงถึงการกระชับสัมพันธ์ มิตรภาพ รวมถึงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชุมชน สังคม ภูมิภาคที่ผูกพันในวิถีคนไทยมาตลอด นั่นจึงทำให้เมื่อพื้นที่ใดต้องเผชิญวิกฤตก็จะพบว่าน้ำใจคนไทยไม่เคยเหือดแห้ง พร้อมยื่นมือนำสิ่งที่มีอยู่เข้าไปให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ ดังเช่นในวิกฤตโควิด-19 ที่เราทุกคนเผชิญอยู่นี้

 

ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด หากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็ช่วยสะท้อนอีกแง่มุมได้ว่า ท้ายสุดแล้วชีวิตคนเราเพียงแค่พออยู่ พอกิน มีเหลือ เผื่อปันก็เป็นสุขได้ โดยเฉพาะในช่วงที่รอบตัวต้องตกอยู่ในวิกฤต และบางครั้งการเป็นผู้ให้ก็อาจช่วยสร้างสุขได้มากกว่าเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว

 

ข้อมูลอ้างอิง

  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
  • เทคโนโลยีชาวบ้าน
  • บีบีซีไทย

Good-tech-for-covid_Cover-1.jpg

kinyupen_adminApril 28, 2020

สถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้คนทั่วโลกต้องคำนึงถึงระยะห่างระหว่างกันมากขึ้น หลายประเทศนำมาตรการล็อกดาวน์มาใช้เพื่อหาทางระงับเหตุอย่างจริงจัง ส่งผลองค์กรธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน แม้กระทั่งวงการแพทย์ บันเทิง กีฬาล้วนได้รับผลกระทบกันทั้งสิ้น

 

แต่ยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ยุคนี้เรายังมี “เทคโนโลยี” เป็นโซ่ข้อกลางประสานให้คนแต่ละทุกวงการยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แม้ไม่ 100% แต่ก็ยังดีกว่าหยุดชะงักไปเลย และวันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ขอรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดีๆ ที่เกิดขึ้นว่าในช่วงวิกฤตวงการไหน ใครทำอะไรมาให้ท่านได้ทราบกัน

 

1.ภาคธุรกิจ หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้การทำงานรูปแบบ Work from Home และรวมถึงใช้วิธีพบปะเผชิญหน้าให้น้อยลง ซึ่งแอพพลิเคชั่นน่าสนใจและได้รับความนิยมในสถานการณ์นี้ได้แก่

  • Zoom แอพพลิเคชั่นประชุมทางไกลที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 200 ล้านคนต่อวัน (ข้อมูล ณ มีนาคม 2563) แต่หลังถูกพบว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลในบัญชีผู้ใช้ จนมีหลายหน่วยงานทั่วโลกออกมาประกาศห้ามบุคลากรใช้แอพฯ นี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามล่าสุด Zoom ประกาศเตรียมยกระดับความปลอดภัยของแอพพลิเคชันให้มากยิ่งขึ้น โดยประกาศอัปเดตเวอร์ชัน 5 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • Microsoft Teams แอพพลิเคชั่นที่ทำได้ทั้งส่งข้อความ โทร ส่งไฟล์ ประชุมผ่านระบบ VDO Call ซึ่งเป็นผู้ช่วยทำให้พนักงานทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ 100 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกา เลือกใช้ Microsoft Teams ไปแล้วกว่า 91 บริษัท

 

2. วงการแพทย์ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการสู้กับโควิด-19 อย่างจริงจัง ทั้งบางส่วนก็ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจชั้นนำระดับโลกอีกด้วย

อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน เปิดตัวระบบรหัส QR สุขภาพที่จะสัมพันธ์กับขอบเขตการเดินทางท่องเที่ยวและติดต่อพบปะกับผู้อื่น โดยกำหนดรหัสสีให้กับประชาชนเพื่อวัดระดับความเสี่ยง ดังนี้

  • รหัสสีเขียว เดินทางได้อย่างอิสระ
  • สีเหลืองต้องกักตัว 7 วัน
  • สีแดงคือต้องกักตัว 14 วัน

ระบบนี้มีการเปิดใช้ครั้งแรกในมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเสฉวน ไหหลำ และฉงชิ่ง มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 200 ล้านคนแล้ว ถึงแม้ว่าระบบจะยังไม่เสถียรก็ตาม

แอปเปิ้ล และ กูเกิ้ล  สองยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีโลก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการเพิ่มระบบ API (ฟังก์ชันเชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่นๆ) บนแอนดรอยด์ และ iOS  เพื่อให้แอพฯ ติดตามกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ที่หน่วยงานรัฐต่างๆ กำลังพัฒนาออกมา เพื่อสามารถทำงานได้เต็มที่บนทั้งสองแพลตฟอร์ม  โดยระบบ API ดังกล่าวชื่อว่า Contact Tracing Bluetooh Specification และหากพบว่าใครในเครือข่ายเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ระบบจะแจ้งเตือนไปยังเจ้าของมือถือทันที อย่างไรก็ตามระบบยังอยู่ระหว่างทดสอบในอาสาสมัครเท่านั้น

โรงพยาบาลอาร์มิเดล รัฐนิวเซาท์เวลล์ ออสเตรเลีย เริ่มทดลอง “โรงพยาบาลเสมือนจริง” โดยให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน โดยใช้ “อุปกรณ์ติดตามที่มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอยเฝ้าระวังอาการและรายงานสัญญาณชีพ” เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถติดตามอาการผู้ป่วยได้จากระยะไกล และแจ้งให้กลับมารักษาที่โรงพยาบาลหากอาการแย่ลง ซึ่งถ้าการทดลองนี้สำเร็จโมเดลนี้อาจถูกนำไปใช้งานทั่วออสเตรเลีย

 

3. วงการบันเทิง แม้ถูกกักตัวแต่คนในวงการยังคงออกมาครีเอทความบันเทิงผ่านแอพฯ ต่างๆ สร้างความหฤหรรย์ เฮฮาอยู่เสมอ ถ้าในไทย Tik Tok น่าจะมาแรงแซงโค้งกว่าทุกแอพฯ ที่นี้มาดูกันว่าที่อื่นเค้าทำอะไรกัน

คริส มาร์ติน แห่งวง Coldplay กล่าวว่า “ดนตรีเหมือนเครื่องช่วยบำบัดให้มนุษย์เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ช่วยส่งพลังบวกให้กับทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงาน และผู้ฟัง” ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำลองโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Instagram Live หรือ Twitter ให้เป็นเวทีคอนเสิร์เพื่อให้กำลังใจทุกๆ คน รวมถึงตัวเขาเอง

นอกจากนี้ ด้วยข้อดีสำคัญของแอพพลิเคชั่น Zoom คือการ join พร้อมกันได้ทีละหลายๆ คน จึงช่วยให้เหล่าศิลปินรวมตัวกันพัฒนา MV ให้เรารับชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาทิ

ดูอา ลิปา ศิลปินสาวตาคมชาวอังกฤษ เชื้อสายอัลเบเนีย ใช้ช่วงเวลาของการกักตัวมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในตอนพิเศษรายการ The Late Late Show ที่ใช้ชื่อว่า Home Fest โดยเธอเอาเพลง Don’t Start Now มาโชว์แบบไลฟ์สดในห้องพัก พร้อมวีดีโอคอลผ่านชวนเพื่อนสมาชิกวงแบ็คอัพ, นักร้องคอรัส, แดนเซอร์ มาร่วมสนุกในโชว์นี้พร้อมกันอีกด้วย จะเห็นได้เลยว่าเป๊ะทั้งทีมจนถูกแชร์ต่อจนเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์

 

 

ขณะที่ จิมมี่ แฟลลอน นักแสดงและพิธีกรชื่อดังก็ชวนวง The Roots มาร่วม Cover เพลง  “Stuck in the Middle with You” จากบ้านของพวกเขาแต่ละคนผ่าน Zoom หรือ จอห์น คราซินสกี้ หนึ่งในนักแสดงละครเพลงบรอดเวย์ ที่หันมาร้องเพลงในสื่อโซเชียลมากขึ้น

 

 

รวมถึงไทย Zoom ก็ถูกใช้เป็นช่องทางของ ละครเวทีทึนทึก ตอนทางไกล A New Short Play ละครเวทีเฉพาะกิจในรูปแบบ Tele Theatre ซึ่งกระบวนการทำงานเป็นทางไกลทั้งหมด โดยการทำงานต่างๆ ใช้โปรแกรม Zoom เป็นหลัก ทั้งในการซ้อมและบันทึกภาพไว้ในระหว่างที่แสดง โดยทีมงานมีเพียงนักแสดง ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ ที่ต่างคนต่างทำงานจากบ้านของตัวเอง

วงการบันเทิงจีนเองก็ปรับตัว โดยมีรูปแบบรายการแนวใหม่เอาใจคนกักตัวที่บ้านที่ใช้วิธีบันทึกรายการเเบบ Cloud Recording โดยศิลปินต่างๆ จะใช้วิธีสร้างโชว์จากที่บ้านและบันทึกผ่านสมาร์ทโฟน หรือ โน๊ตบุค เช่น ทอล์กโชว์ยอดนิยมอย่าง Day Day Up ก็ปรับปรุงรูปแบบให้เป็นการประชุมวิดีโอกับแขกรับเชิญแทนการมาบันทึกวิดีโอพร้อมกันในสตูดิโอ

 

4. วงการกีฬา Zoom ถูกผนวกใช้กับการฝึกซ้อมของสโมสรฟุตบอลระดับโลก อาทิ บาเยิร์น มิวนิค ทีมชั้นนำแห่งเยอรมนี ลิเวอร์พูล ทีมดังจากเกาะอังกฤษ เพื่อแก้โจทย์ที่ว่าจะซ้อมในช่วง Social Distancing ให้มีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไร เพราะแม้ไม่มีการแข่งขันแต่สภาพร่างกายยังคงต้องพร้อมอยู่เสมอนี่คือเรื่องสำคัญของนักกีฬา

 

 

วิธีการนักเตะและทีมสตาฟฟ์ต้องรวมกลุ่มกันทุกวัน เพื่อฝึกซ้อมตามคำแนะนำในยิมที่บ้านของตัวเองโดยแสดงตัวผ่านสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ททีวี โดยทีมจะแจกจ่ายเครื่องมือติดตามผลตให้ทุกคนเพื่อตรวจเช็กว่าสภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง ซ้อมเต็มที่ไหม ไขมันเพิ่มขึ้นหรือเปล่า โดยมีเกณฑ์ของแต่ละคนอยู่ บ้านใครขาดอุปกรณ์ออกกำลังกาย สโมสรก็จะจัดส่งให้ถึงบ้านเลย

การฝึกซ้อมรูปแบบนี้นอกจากช่วยด้านสภาพร่างกายแล้ว ยังช่วยกระชับสัมพันธ์ของทีมให้กลมเกลียวในช่วงที่แต่ละคนต้องห่างหายไปอีกด้วย ดังที่เราจะเห็นการแซว หยอกล้อ  กิจกรรมสนุกๆ อาทิ การให้ลูกทีมแต่ละชาติอวยพรวันเกิดเพื่อนตามภาษาท้องถิ่นของตนที่ปรากฎเรียกเสียงหัวเราะอยู่บนโลกออนไลน์

 

ดินเนอร์ออนไลน์

ทีมงานคุณภาพจากเทศการดนตรีและศิลปะ Wonderfruit เปิดตัว Virtual Chef’s Table Fruitfull แบรนด์ใหม่ล่าสุดซึ่งเดิมทีวางแผนไว้ว่าจะจัดขึ้นในรูปแบบของ Mini Festival ขนาด 1-2 วันเพื่อสื่อสารเรื่องราวของอาหารในแง่มุมของความยั่งยืน (Sustainability) แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ออฟไลน์อีเวนต์เกิดขึ้นได้ยาก

ทีมงานจึงคิดวิธีนำเสนอใหม่ทั้งหมดกลายเป็น Virtual Chef’s Table ที่ให้ชื่อซีรีส์แรกว่า Lockdown โดยมีขั้นตอนมีดังนี้ 1.จองที่นั่งออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ Fruitfull.co และระบุที่อยู่จัดส่งอาหารให้เรียบร้อย 2.เมื่อถึงวันอาหารจากเชฟจะไปส่งถึงบ้าน พร้อมลิงก์ให้เปิดเข้าไปในไลฟ์สตรีม และเริ่มทานอาหารพร้อมกัน ส่วนหนึ่งของรายได้จากการจองดินเนอร์ ยังนำไปสมทบทุนให้กับองค์กรการกุศล Covid Relief เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อีกด้วย

 

กักตัวแต่กักความรักไม่ได้…มงคลสมรสออนไลน์จึงเป็นทางออก

วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้งานอีเวนต์ทั่วโลกมีอันต้องยกเลิกไป แต่ยังทำให้งานแต่งงานของบ่าวสาวทั่วโลกต้องถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ล่าสุด“แอนดรูว์ คัวโม” ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กได้ออกมาประกาศว่าอนุญาตให้พลเมืองของรัฐจดทะเบียนสมรส และจัดพิธีแต่งงานผ่านการประชุมทางไกลหรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ต่อจากนี้คู่รักชาวนิวยอร์กสามารถทำพิธีมงคลสมรสผ่าน Zoom ได้แล้ว”


Cover-1.jpg

kinyupen_adminApril 23, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอ..(เสียงดนตรี) ทึนทึก ทางไกล ในยูทูปสำหรับผู้ที่คิดถึงละครเวที โดยละครเรื่องทึนทึก ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นโปรเจคทดลองเพราะนักแสดงก็ต่างอยู่คนละที่ หากแสดงร่วมกันโดยใช้เทคโนโลยี Zoom  และดำเนินเรื่องตามสถานการณ์โควิด -19 ความยาวของละครประมาณ 20 นาทีสะท้อนความคิดและความรู้สึกของกลุ่มเพื่อนในวัยเกินกลางคนในวันที่ “Impossible  is Possible”  หรือง่ายๆ ก็ อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราควรทำคือยอมรับและปรับตัว

ละครเวที “ทึนทึก” เริ่มเปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2535 และได้รับความนิยมต่อเนื่องเพราะจัดเป็นละครตลกชั้นดีที่สะท้อนชีวิตวิถีคนเมือง ผ่านตัวละครที่เป็นเสมือนตัวแทนคนชั้นกลางปัจจุบัน เรื่องราวยั่วคิดชวนขันของกลุ่มเพื่อนที่อุปนิสัยหลากหลาย แต่มีพื้นฐานใกล้เคียงกันทั้งฐานะ การศึกษา ชาติตระกูล รสนิยม

ในแต่ละตอนของทึนทึกจะสะท้อนผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ละครเรื่องนี้ทั้งตลกขบขันให้แง่คิด สะท้อนทัศนคติร่วมของคนส่วนใหญ่ในสังคมเมืองชนิดโดนใจ โดยแทรกการเหน็บแนมแบบสร้างอารมณ์ขันเพราะบางอย่างก็สะท้อนอาการของแต่ละคนในแต่ละช่วง ซึ่งก่อนหน้านี้ทึนทึก ได้จัดแสดงตอน  ทึนทึก 4 กลัวน้ำ (รู้สึกไปเอง) เมื่อปี 2555 คือหลังน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554

ละครทึนทึก ทางไกล สร้างสรรค์และแสดงโดยทีมเดิมคือ ดรีมบ๊อกซ์ เป็นผู้สร้าง ดารกา วงศ์ศิริ  เขียนบทละคร  สุวรรณดี จักราวรวุธ กำกับการแสดง แสดงโดย อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ วสันต์ อุตมะโยธิน  ธิติมา สังขพิทักษ์ ผอูน จันทรศิริ วราพรรณ หงุ่ยตระกูล ศิรินุช เพ็ชรอุไร กนกวรรณ บุรานนท์ และ พล ตัณฑเสถียร

เมื่อดูละครทึนทึก ทางไกลจบแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนเปิดดูเบื้องหลังการถ่ายที่เห็นถึงความสนุกไปกับการเรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่ของกลุ่มนักแสดง โดยเฉพาะ ป้าจิ๊ “อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ” ที่จะเรียกรอยยิ้มในวันที่เราก็ต้องกักและปรับตัว

 

สำหรับ Tele Theatre ทึนทึกทางไกล ตอนที่ 2 มีชื่อตอนว่า “ไร้สาระ” ร่วมสนุกสนานและหัวเราะพร้อมกันได้ ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายนนี้ เวลา.14.00 น. ทางเพจเฟสบุ๊ค DreamboxTheatre Bkk


UV-Sterilizer-Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

ท่ามกลางภาวะวิกฤติการระบาดของโคโรน่าไวรัสนี้ เทคโนโลยีหนึ่งที่เริ่มเป็นที่สนใจในตลาดเมืองไทย เพราะสะดวกเป็นอย่างมากต่อการรับมือเจ้าไวรัสตัวร้าย แถมยังปลอดภัยกับมนุษย์ คือ เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลท (UV Sterilizer)

 

เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีนี้ มีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลีใต้ .. ประมาณ 20 กว่าปีก่อน เกิดโรคท้องร่วงระบาดในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้ นักเรียนอนุบาล ประถม หลายแห่งต้องเข้าโรงพยาบาล  หน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีจึงได้ค้นหาจุดกำเนิดของการระบาดดังกล่าว และค้นพบว่า ในช่วงฤดูร้อนนั้น เชื้อโรคต่างๆเจริญเติบโตได้ดีกว่าทุกฤดู  เมื่อเจ้าหน้าที่ในห้องครัวทำอาหารสัมผัสอาหารดิบ แล้วไปสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆจึงเกิดการปนเปื้อนขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ทางการจึงคิดค้นหาวิธี และสุดท้ายได้นำเอาเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีซึ่งก่อนหน้านี้ มีใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น มาประยุกต์และปรับรูปแบบให้เหมาะกับการใช้งานในองค์กรอย่างโรงเรียน เพื่อใช้สำหรับฆ่าเชื้ออุปกรณ์สำหรับทำอาหาร เช่นเขียง มีด และอุปกรณ์ทานอาหาร อย่างช้อนส้อม แก้วน้ำ  นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของการใช้เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศเกาหลีใต้

 

ตั้งแต่นั้นมา ได้เกิดการพัฒนารูปแบบต่างๆของเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี ให้เหมาะกับการใช้งานในสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่การนำมาใช้ฆ่าเชื้อขวดนมและอุปกรณ์ของใช้สำหรับเด็กในบ้านเรือน  กล่องฆ่าเชื้อแปรงสีฟันชนิดพกพา เครื่องฆ่าเชื้อหนังสือในห้องสมุด   เครื่องฆ่าเชื้อสำหรับช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือเขียง ในร้านอาหาร ตลอดจนเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีสำหรับเสื้อผ้า รองเท้าในโรงงานขนาดใหญ่  การใช้เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี จึงเป็นเรื่องปกติในการดำเนินชีวิตของชาวเกาหลี ..ถ้าคุณเคยไปที่ร้านอาหาร หรือฟู้ดคอร์ทของเกาหลี จะพบว่า มีตู้สแตนเลส ด้านในมีแสงสีฟ้า มีช้อนส้อม และแก้วน้ำสแตนเลสอยู่ในตะกร้าให้เราหยิบใช้งาน นั่นล่ะ คือเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นที่รู้กัน ว่าแสงจากดวงอาทิตย์สามารถฆ่าเชื้อโรคได้  แสงยูวีจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในครัวเรือน ด้วยหลักการนำแสงอาทิตย์มาไว้ในตู้   เจ้าเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีนี้.. เพียงแค่กดปุ่ม และปล่อยให้เครื่องทำงาน ..เชื้อโรคทุกชนิด ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ก็จะถูกกำจัดถึง 99.9%

 

ทำไมแสงยูวีจึงฆ่าเชื้อได้?? ..เราจะเล่าให้ฟัง

รังสีอัลตร้าไวโอเล็ท มี 3 ประเภท คือ

  1. UV-A เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่น ยาว 320-400 nm แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก 95% ก็คือ UV-A นั่นเอง เจ้ารังสีชนิดนี้ สามารถลงลึกสู่ผิวหนัง และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย
  2. UV-B รังสีความยาวขนาดกลาง 280-320 nm ทำให้เกิดอาการแสบผิว ผิวไหม้ และยังทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
  3. UV-C คลื่นความยาวสั้น 100-280 nm ที่มีอานุภาพสูงในการทำลายเปลือกนอก DNA ของเซลล์ทุกชนิด ทำให้เซลล์เหล่านั้นไม่สามารถขยายพันธุ์ และมีชีวิตอยู่ได้ UV-C สามารถทำลายได้ แม้แบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะอีกด้วย

 

UV-C จึงเป็นพระเอกที่ถูกนำมาใช้ในเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี 

ฆ่าเชื้อได้จริงหรือ???  หลายคนมักมีคำถาม ..ในประเทศเกาหลีใต้นั้น ก่อนที่จะวางจำหน่ายสินค้าใดๆ ต้องได้รับมาตรฐานจากหน่วยงานของรัฐบาลก่อนว่าปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคจริง  บริษัทใดที่ไม่ผ่านมาตรฐาน แล้วนำสินค้าออกจำหน่าย จะโดนตรวจสอบ และมีโทษปรับ ยึดสินค้าทั้งหมด ส่วนสินค้าที่จำหน่ายไปแล้วนั้น ก็จะต้องจ่ายค่าสินค้าทั้งหมดตั้งแต่ชิ้นแรก จนถึงชิ้นสุดท้ายให้ทางการไป  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้านำสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานรัฐบาลออกจำหน่าย

 

การฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีก็เช่นกัน จะต้องผ่านการทดสอบในแล็บทดลองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล เพื่อได้รับมาตรฐาน อย่าง KCL (Korea Conformity Laboratories)  และ KTR (Korea Testing & Research Institute) จึงสามารถออกจำหน่ายและเคลมสรรพคุณการฆ่าเชื้อได้  สัญลักษณ์นี้จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปมั่นใจ ว่าเครื่องนี้ มีมาตรฐานการฆ่าเชื้อได้จริง

 

ในภาวะการระบาดของโคโรน่าไวรัสนี้ เครื่อง UV Sterilizer จึงเป็นฮีโร่ตัวจริงที่จะมาช่วยให้การฆ่าเชื้อภายในครัวเรือนสะดวกขึ้น เพราะฆ่าเชื้อได้ทุกสิ่ง ทั้ง หน้ากากป้องกันเชื้อโรค โทรศัพท์มือถือ  กุญแจรถ  ธนบัตร เหรียญ และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถล้างทำความสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ได้

 

แล้วเราจะเลือกเครื่อง UV Sterilizer อย่างไร??

  • ควรเลือกเครื่องที่มีการส่องสว่างทั่วถึงทุกมุม ถ้าเป็นเครื่องแบบปิด ภายในควรเป็นสแตนเลส ที่สามารถสะท้อนแสงยูวีไปยังวัตถุได้ทุกมุม ทั้งด้านล่าง และด้านบน
  • เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และมีใบรับรองการฆ่าเชื้อโรคจริง

 

วันนี้…ท่ามกลางความหวั่นวิตกในเรื่องเชื้อโรคของเราทุกคน ..อย่างน้อย ก็ยังมีตัวช่วยที่สามารถมาช่วยให้ความกังวลลดลงได้บ้าง ขอบคุณเทคโนโลยีฉลาดคิดนี้จริงๆ ท่านที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ร้านขายสินค้าเด็กชั้นนำ อาทิ  : Pungklom (พุงกลม), KidSociety, Baby GiGi, Bambi Garden, Punnita (ปุณณิฏ), Baby Connection


Cover_2-2.jpg

kinyupen_adminApril 21, 2020

เป็นเรื่องราวดีๆ อีกหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แม้จะเป็นเพียงข่าวเล็กๆ แต่ดูเหมือนจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆ คนทั่วโลก เมื่อ เด็กชายวัย 12 ปี ชื่อว่าจอร์จ มาติเนส ในประเทศเม็กซิโก ได้มีไอเดียออกแบบหน้ากากพลาสติก หรือ เฟซชิลด์ ด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและ เรื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ เพื่อมอบให้กับแพทย์และพยาบาลในท้องถิ่นของเขาที่กำลังขาดแคลนหน้ากากอนามัยอยู่ในขณะนี้

 

จอร์จ บอกว่า เขารู้ข่าวการขาดแคลนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ซึ่งเป็นเวชภัณฑ์สำคัญสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ก็เลยลองมาคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างโดยใช้คอมพิวเตอร์ลองออกแบบเฟซชิลด์ ขึ้นมา แล้วนำไปใช้กับเครื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ จนสามารถผลิตออกมาเป็นหน้ากากป้องกันใบหน้าและสามารถใช้ป้องกันใบหน้าจากสารคัดหลั่งได้ส่วนหนึ่ง

 

ขอบคุณภาพจาก Lajornada maya

 

เด็กชายบอกว่า “coronavirus สามารถติดเชื้อผ่านดวงตา จมูกและปากดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องมีอะไรที่มาปิดบังใบหน้าของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เพื่อป้องกันการระบาดจึงได้ออกแบบหน้ากากขึ้นมา โดยสามารถผลิตได้ถึง 100 ชิ้น เพื่อนำไปบริจาคให้กับแพทย์และบุคลากรการแพทย์ในท้องถิ่น

 

 “ ผมรู้สึกเสียใจเพราะเห็นข่าวเกี่ยวกับแพทย์และเจ้าหน้าที่บอกว่าขาดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในการรักษาผู้ป่วย Covid-19 ผมหวังว่าการออกแบบนี้จะช่วยชีวิตพวกเขาได้และช่วยโลกทั้งใบได้ด้วย” จอร์จกล่าว

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของเขา ได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านสุขภาพของเม็กซิโก และได้ถูกบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็กและโรงพยาบาลพิเศษของเมือง

 

เรื่องราวของจอร์จ ได้ถูกแพร่สะพัดไปบนสื่อโซเชียลออนไลน์ ทำให้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น หญิงสาวคนหนึ่งในกรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย ได้นำวิธีการของจอร์จ ไปทดลองผลิตหน้ากากแบบเดียวกันนี้ให้กับคนทำงานด้านสุขภาพในประเทศอินเดียด้วย  รวมถึงลูกเรือของเยาวชนอีกคนหนึ่งจากมอเรโลสใช้ความคิดริเริ่มที่คล้ายกันในการผลิตหน้ากากเพื่อช่วยให้เกิดการขาดแคลนทั่วโลกอีกด้วย


checklist-type-of-person-in-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณสำรวจพฤติกรรมของตัวคุณเอง ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 เข้าข่ายกลุ่มใด…

 

 

Fear Zone : ตื่นตระหนก กักตุนอาหารและเวชภัณฑ์ ทั้งที่ยังไม่จำเป็น แชร์ข้อมูลทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ ไม่อ่านและทำความเข้าใจกับข้อมูลที่ได้มา รวมทั้งกล่าวต่อว่าผู้อื่น พร่ำบ่นถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ พูดแต่ปัญหาโดยไม่ช่วยคิดหาทางแก้ไข

 

Learning Zone : ตระหนักแต่ไม่ตระหนก เพราะเริ่มเข้าใจสถานการณ์ ตั้งสติ ปรับตัวและทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตรวจสอบและแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ปล่อยวางในสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุม

 

Growth Zone : มองบวกและพร้อมเติบโตไปข้างหน้า เข้าใจในวิกฤต มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยอมรับและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จุดสำคัญ คือ คนกลุ่มนี้ยังมองหาโอกาสในวิกฤต และเห็นแนวทางที่ตนสามารถทำประโยชน์ต่อสาธารณะได้

ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูลจาก Oxford Leadership กรมสุขภาพจิต และ Facebook ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์  Dr. Suvit Maesincee


4-changing-behaviors-covid19-cover-1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

“เมื่อไหร่โควิดจะจบสักที ต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานเท่าใด” คงเป็นคำถามคาใจของหลายท่าน หลังเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 มาแล้วเกือบสองเดือน แต่วันนี้ก็ยังคงไม่มีใครที่จะสามารถตอบได้ว่าจุดสิ้นสุด หรือ จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต เชื่อว่าวิถีชีวิตจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลายพฤติกรรมอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

1.ตื่นตัว ใส่ใจ “สุขอนามัยพื้นฐาน”

เดิมเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน อาทิ การปิดปากเมื่อไอจาม การรักษาความสะอาดร่างกาย รวมถึงการห้ามล้วงแคะ แกะ เกา ขยี้ตา หยิบจับสิ่งของ หรือ อาหารต่างๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด การทานอาหารปรุงสุกสะอาด ล้วนมีอยู่ในตำราเรียนอยู่แล้ว แต่หลายคนมักมองข้าม ไม่ตระหนักจริงจัง มักมีวลีที่ติดปากว่า “เชื้อโรคเกาะไม่ทัน”

แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ ผู้คนระมัดระวังในการดำเนินกิจวัตรประจำวันมากขึ้น อาทิ ล้างมือก่อนและหลัง ทานอาหาร ขึ้นลงรถโดยสาร เข้าห้องน้ำ ตลอดจนการหยิบจับสิ่งของ ธนบัตร  ตลอดจนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับโลหะ ราวบันได ที่จับบนรถสาธารณะและปุ่มลิฟท์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงปิดป้องเมื่อไอจามในที่สาธารณะกันมากขึ้น

 

2. “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” ของคู่กายต่อจากสมาร์ทโฟน

ก่อนหน้านี้ สมาร์ทโฟน เปรียบได้ดั่งอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ แต่จากนี้ไป “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” จะเข้ามามีบทบาทและกลายมาเป็นของที่ต้องมีของทุกคนไม่แพ้กัน

เพราะปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญการสวมใส่หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ข้างนอกและในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านตลอด รวมถึงหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอล์ ในแทบทุกการสัมผัส ซึ่งเมื่อก่อนการทำสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่าแปลก แต่จากนี้ไปความเชื่อดังกล่าวได้ถูกทลายไปหมดเรียบร้อยแล้ว และ “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพกติดตัวไปตลอดทุกที่

 

3.รู้จำ ย้ำคิด ใช้ชีวิต “Social Distancing”

Social Distancing เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบตัว ด้วยการสร้างระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยสาธารณสุขเชื่อว่าหากผู้คน 80% ในสังคมให้ร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเปลี่ยนชะงักเส้นทางการแพร่เชื้อลดลงไปได้ ข้อดีของ Social Distancing ก็คือ ช่วยลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ จากตัวเราไปให้ผู้อื่น และ ลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เราอีกทางเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันสังคมตอบรับและให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

 

ดังจะเห็นได้จากการประชุม งานบุญ งานศพที่มีการจัดเก้าอี้ หรือ สถานที่ที่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ไม่เว้นแม้แต่รถเมล์ รถโดยสารที่มีการกำหนดเว้นพื้นที่นั่ง ที่ยืนเพื่อลดการเบียดเสียด หรือ การกำหนดจุดรอคิวในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ขณะที่การทานอาหาร หรือ สังสรรค์ร่วมกับเพื่อน หรือ ครอบครัว ก็มีการเว้นพื้นที่มากขึ้น รวมถึงแยกอุปกรณ์จาน ชาม แก้วน้ำส่วนตัวชัดเจน และหลายบริษัทก็เปิดทางเลือกในการ work From Home เพื่อเว้นระยะห่างกันมากขึ้น

 

ล่าสุดการทำบุญช่วงสงกรานต์ก็รณรงค์ในเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด โดย การทำแม้แรกจะค่อนข้างขัดกับพฤติกรรมคนไทย แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งผู้คนเริ่มคุ้นชิน และเห็นผลดีด้านสุขอนามัยและระเบียบวินัยชัดมากขึ้น และแม้ในอนาคตโรคระบาดจะคลี่คลายไป แต่การที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับมาตรการสาธารณสุขที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดเช่น ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การรักษาความสะอาด การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องคำนึงถึงระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทำให้เชื่อได้ว่าวิถีชีวิตเช่นนี้ยังจะอยู่คู่กับเราต่อไปอีกนาน

 

4.“วางแผนชีวิต” ต้องคิดใหม่

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เหล่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เพราะหลายคนตกงานไม่ทันตั้งตัว หลายคนถูกพักงานลดเงินเดือน รวมถึงศิลปิน ฟรีแลนซ์ แม้กระทั่ง Influencer online และ Youtuber ที่เคยบูมมากก็ถูก Cancel งานยาวแบบไม่มีกำหนด

 

คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าไวรัสตัวเล็กๆ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ปากท้องคนทั้งประเทศมากขนาดนี้ โดยกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักฟันธงกันแล้วว่าครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 มาก ขณะที่ ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้าง ประเมินตัวเลขคนตกงาน ว่าอาจสูงถึง 6.5 ล้านคน

 

บทเรียนครั้งนี้ คาดจะส่งผลให้หลายคนที่มีไลฟ์สไตล์ใช้เงินซื้อความสุขความสบาย เช็คอินกิน ดื่ม เที่ยว ช็อปปิ้งแบบไม่ยั้ง อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยแบบสิ้นเชิง  โดยจะหันกลับมาใส่ใจ “ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เน้นการประหยัดอดออม” มากขึ้น ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นลง การผ่อนสินค้า การสร้างหนี้ระยะยาวที่ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จะถูกคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ยังคงมีงานทำอยู่เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเสี่ยงถูกหางเลขจากวิกฤตเมื่อใด

 

“การออมเงินเพื่ออนาคตกลายเป็นสิ่งจำเป็น” อย่างน้อยๆ ถ้ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน การระบาดยืดเยื้อ เศรษฐกิจทรุดหนักเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็ยังพอมีสำรอง ส่วนผู้ที่เคยพึ่งพาอยู่กับระบบธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ก็จะกลับมาสำรวจหันมาพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น “เริ่มมองหาอาชีพสำรอง หรือ สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม” เพราะอย่างน้อยก็ยังทำให้ชีวิตมีแพลน A แพลน B อาจเริ่มจากการนำงานอดิเรก หรือ สิ่งที่ถนัดเข้ามาประยุกต์

 

ขณะเดียวกัน หลายครอบครัวที่เคยตั้งความหวังว่าเข้ามาขายแรงงานแสวงหาโอกาสสร้างตัวในเมืองใหญ่ จากวิกฤตนี้ก็อาจทำให้ต้องหันกลับมามองหาทรัพยากร มองความเป็นอยู่ที่พอเพียงในบ้านเกิดกันมากขึ้นเช่นกัน

 

นับจากนี้ ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่จากนี้วิถีชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน