Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 5, 2020

 

  • สันนิษฐานว่าแบบแผนพิธีวิสาขบูชา สืบทอดมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.420 โดยพระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ก่อนเข้ามาไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยและค่อยเลือนหายไปในสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ จนกระทั่ง รัชกาลที่ 2 ทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2360 สืบมาจนปัจจุบัน
  • องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้เป็นวันสำคัญสากล โดยทุกปีที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นิวยอร์ก จะอัญเชิญพระเจดีย์วิสาขบูชานุสรณ์ สกลโลกประกาศบูชาวันวิสาขะ (ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ) มาให้ประชาชนสักการะ

วันวิสาขบูชา คือ 1 ใน 3 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาร่วมกับวันมาฆบูชา และ วันอาสาฬหบูชาที่คนไทยรู้จักกันดี ถือเป็นวันแห่งการ “ประสูติ – ตรัสรู้ – ปริพนิพพาน” ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวียนมาบรรจบตรงกันในวันเพ็ญเดือน 6 โดยคำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจาก “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดียตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทยซึ่งถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แทน

 

สำหรับ ประเทศไทย สันนิษฐานว่าพิธีวิสาขบูชาเข้ามาไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย หากต่อมาค่อยๆ ได้รับอิทธิพลศาสนาพราหมณ์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้นไม่มีปรากฏหลักฐานการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2360) ทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูขึ้นใหม่และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ โดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้นครั้งแรกในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2360 ซึ่งถือเป็นแบบอย่างปฏิบัติสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน

 

วันสำคัญสากลของพุทธศาสนิกขนโลก

องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2542 โดยเรียกว่า Vesak Day ตามคำเรียกของชาวศรีลังกา โดยให้เหตุผลไว้ว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณ โดยไม่คิดค่าตอบแทน”

 

พร้อมกำหนดให้เป็นวันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติอีกด้วย และทุกๆ ปีที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นิวยอร์ก จะอัญเชิญพระเจดีย์วิสาขบูชานุสรณ์ สกลโลกประกาศบูชาวันวิสาขะ (ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ) ซึ่งประดิษฐานอที่นั่นเป็นการถาวร มาให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะด้วย

 

ปัจจุบันวันวิสาขบูชาถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญ หรือ วันหยุดราชการในหลายประเทศ เช่น อินเดีย , ศรีลังกา , สิงคโปร์ , ไทย,พม่า , บังคลาเทศ , อินโดนีเซีย , มาเลเซีย (วันสำคัญ ไม่ใช่วันหยุดราชการ), เนปาล, เกาหลีใต้, กัมพูชา, ภูฏาน เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม บางประเทศอาจกำหนด วันวิสาขบูชา ไม่ตรงกับของไทย ด้วยเหตุผลด้านเวลา หรือ ความเชื่อ อาทิ ประเทศที่ไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม หรือ พุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 เกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน  อาทิ

 

ศรีลังกา นับถือพุทธเถรวาท กำหนดวันทางจันทรคติตรงกับไทย โดยงานวิสาขบูชาที่นี่ถือเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ มีการปล่อยนักโทษเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ตามบ้านเรือนมีการตั้งโรงทาน และประดับประดาธงและโคมไฟต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศรีลังกา โดยทำเป็นรูปเรื่องราวในพุทธประวัติหรือ อรรถกถาชาดกต่างๆ โดยจัดงานติดต่อกันถึง 7 วัน 7 คืน

 

สิงคโปร์ แม้เป็นพุทธมหายาน หากวันวิสาขบูชาจะถูกกำหนดกำหนดตามปฏิทินเถรวาท และถือเป็นวันหยุดราชการของประเทศ โดยมีการจัดงานเฉลิมฉลองตามวัดพุทธต่างๆ และมีพิธีเวียนเทียนโดยนำพระพุทธรูปประดับประดาด้วยดวงไฟสว่างไสวเวียนไปตามถนนสายต่างๆ  มุ่งหน้าไปยังวัดพอร์คาร์กซี (Phor Kark See Temple) บนถนนไบรท์ฮิลล์ (Bright Hill Road) ซึ่งที่นี่จะมีพิธี “ทุกสามขั้น ก้มกราบหนึ่งครั้ง” ที่ผู้ศรัทธาจะคลานขึ้นบันไดด้วยเข่าทั้งสองข้าง และก้มลงกราบทุกๆ สามขั้นบันได พร้อมสวดวิงวอนให้โลกจงมีแต่สันติสุข ขอพรให้ตนเอง และเพื่อการสำนึกผิด

 

ญี่ปุ่น นับถือพุทธมหายาน เชื่อว่าวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าอยู่ต่างเดือนกัน โดยแต่เดิมกำหนดว่าวันที่ 8 ของเดือนที่ 4 เป็นวันประสูติ วันที่ 8 ของเดือน 12 เป็นวันตรัสรู้ และวันที่ 15 เดือนที่ 2 เป็นวันปรินิพพาน ซึ่งกำหนดวันตามเดือนในปฏิทินจันทรคติจีน จนถึงสมัยเมจิ ญี่ปุ่นเปิดรับคตินิยมปฏิทินสุริยคติจากประเทศตะวันตก จึงมีการปรับเปลี่ยน เช่น วันปรินิพพาน จะอยู่ในวันที่ 15 กลางเดือนกุมภาพันธ์ ตามปฏิทินสุริยคติที่ใช้อยู่ทั่วโลก โดยไม่อิงปฏิทินจันทรคติจีน ทั้งนี้ปัจจุบันญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดวันเหล่านี้ให้เป็นวันหยุดราชการ และไม่ได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่นเท่าใดนัก โดยผู้ร่วมพิธีส่วนใหญ่มีเพียงพระสงฆ์หรือชาวพุทธที่เคร่งครัดเท่านั้น

 

อินโดนีเซีย ประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด ในอดีตพระพุทธศาสนาเคยเป็นที่นับถือของชาวชวา หรือ อินโดนีเซียมากทสุด พิธีวิสาขบูชาในยุคสมัยที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองจึงเป็นพิธีใหญ่ แต่หลังการเสื่อมลงของราชวงศ์ไศเลนทร์ที่นับถือพระพุทธศาสนา ผู้ปกครองต่อมาเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม ทำให้พิธีวิสาขบูชาจึงไม่มีผู้สืบทอด

 

อย่างไรก็ตาม ระยะหลังรัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มให้ความสำคัญกับชาวพุทธมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเชื้อสายจีนที่นับถือมหายาน แต่ก็มีบางส่วนที่นับถือเถรวาทด้วย ทำให้การจัดงานวิสาขบูชาระยะหลังจึงเป็นงานใหญ่ โดยศูนย์กลางอยู่ที่พระมหาสถูปบุโรพุทโธ ซึ่งทุกปีประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะมาเป็นประธานเปิดงาน โดยเชิญผู้นำชาวพุทธจากทั่วโลกมาร่วมงาน ทั้งประกาศให้เป็นวันหยุดราชการด้วย

 

เวียดนาม ในอดีตสมัยแยกเป็นเหนือ – ใต้ กิจกรรมทางพุทธศาสนาเคยถูกประกาศห้ามโดยเด็ดขาดจากรัฐบาลเวียดนามใต้ที่นับถือคริสต์และมีการปราบปรามอย่างรุนแรง หากปัจจุบันพุทธศาสนาก็ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูเท่าใด แต่ยังคงมีการจัดงานวิสาขบูชาบ้างจากชาวพุทธเวียดนาม แต่งานไม่ใหญ่โตมากนัก

 

ทั้งนี้ ไม่ว่าพิธีแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างไร หากท้ายสุดแล้วแก่นสำคัญของวันวิสาขบูชา คงตั้งอยู่บนเรื่องเดียวกัน นั่นคือ การที่พุทธศาสนิกชนทุกคนได้ตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญกุศล ทำความดีและประกอบพิธีต่างๆ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ทั้งยังเป็นการเตือนตนให้นำหลักธรรมคำสอนมาเป็นแนวทางปฏิบัติในการดำรงชีวิต พร้อมช่วยกันรักษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบไป

 

//////////////////////////////////////////////////////////////////////

ขอบคุณข้อมูล

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

https://th.wikipedia.org

www.visitsingapore.com


4ไอเดียปลดหนี้_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 4, 2020

เมื่อชีวิตมีเรื่องไม่คาดคิดมาเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา ถ้าวันหนึ่งคุณเกิดตกงานสายฟ้าแลบ ป่วยกะทันหัน ทางบ้านต้องการเงินด่วน หรือ ต้องใช้จ่ายซื้อของชิ้นใหญ่ที่จำเป็น อาจเป็นแรงผลักให้คุณคิดกู้หนี้ยืมสิน ทำบัตรเครดิต ขอสินเชื่อต่างๆ ที่อาจเป็นต้นเหตุของการก่อหนี้ก้อนโต สร้างความปวดหัวตามมาในอนาคตได้

 

แต่หากเป็นหนี้ไปแล้ว ต้องกล้าเผชิญกับความจริง เร่งจัดการก่อนที่จะกลายเป็นหนี้ก้อนโต วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีข้อแนะนำเพื่อเตรียมตัว เตรียมใจ รับมือ  พร้อมแนวทางการปลดหนี้เบื้องต้น เพื่อหยุดวังวนหนี้สิน

 

 

ตั้งสติและวางแผนการชำระหนี้ เขียนสรุปในแผ่นเดียว ดูภาพรวมว่าปัจจุบันหนี้ของเราเป็นอย่างไร

  1. แยกหนี้ดีและไม่ดี 2 ส่วน วิธีนี้เหมาะกับวิกฤตทางการช่วงสั้น ๆ
    • หนี้ดี (หนี้ที่สร้างรายได้) เช่น ซื้อทรัพย์สินเพื่อปล่อยเช่า ผ่อนทองคำที่เคยจำนำไว้
    • หนี้ไม่ดี (หนี้ที่ไม่สร้างรายได้) เช่น ซื้อมือถือ ซื้อรถใหม่ ทานมื้อหรู รูดบัตรช้อปปิ้ง

ถ้าเกิดมีปัญหาเรื่องเงิน เราสามารถขายหนี้ไม่ดี แล้วเก็บส่วนของหนี้ดีไว้ เช่น ขายของมือสอง ขายรองเท้า กระเป๋า เพื่อให้มีเงินมาใช้จ่ายในระยะสั้นได้ แต่ถ้าหนี้สินของคุณลุกลามใหญ่โต ค่อยมาคิดว่าจะขายทรัพย์สินของหนี้ดี เพื่อจ่ายหนี้ก้อนโตหรือไม่

  1. แบ่งกลุ่มหนี้ตามดอกเบี้ย คือ หนี้ที่มีจำนวนมากที่สุดและหนี้ที่เสียดอกเบี้ยเยอะที่สุด เพื่อใช้หาไอเดียเจรจากับเจ้าหนี้ เช่นเจรจากับเจ้าหนี้ดอกเบี้ยสูงสุดว่าขอหยุดดอกเบี้ยไม่ให้เพิ่มขึ้น
  2. เช็กรายรับ รายจ่ายในแต่ละเดือนว่ามีเท่าไหร่ เพื่อหาจำนวนเงินที่เป็นไปได้ในการจ่ายหนี้ในแต่ละเดือน
  3. ขอคำปรึกษาและเจรจาต่อรองหนี้ อย่าหนีปัญหา เพราะเจ้าหนี้เองก็อยากได้เงินคืน ดังนั้นควรหาทางออกร่วมกัน รวบรวมข้อมูลไปต่อรองเท่าที่ทำได้ เพื่อที่เราจะได้รับประโยชน์จากการเจรจาให้ได้มากที่สุด

 

ข้อแนะนำ : ปิดบัตรทุกใบให้เหลือเจ้าหนี้เพียงรายเดียว โดยใช้สินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อให้จัดการหนี้ได้ง่าย เราก็ต้องรู้ว่าตนเองจะกู้เท่าไหร่และที่ไหนให้ผลประโยชน์กับเราได้มากที่สุด โดยใช้ข้อมูลที่เราสรุปมาไปเจรจากับเจ้าหนี้

 

หลังจากวางแผนชำระหนี้เรียบร้อยแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะจำไว้เป็นบทเรียน สร้างวินัยทางการเงินใหม่ สร้างวินัยการออม พยายามซื้อของด้วยเงินสด เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน ตั้งสติและคิดทบทวนก่อนจ่ายทุกครั้ง เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นหนี้อีก

 

เทคนิคแก้ปัญหาการเงินนี้ไม่เพียงแต่ช่วยจัดการหนี้สินเท่านั้น แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้กับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน ทั้งนี้ผู้อ่านควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ทางการเงินของตนเอง

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 4, 2020

#ไม่เหลือที่ให้สักแล้ว

หนุ่มอังกฤษสักรอยบนผิวหนังตัวเองเต็มตัว หลังถูกล็อกดาวน์ เพราะพิษโคโรนา

บันทึกทุกเรื่องราวระหว่างกักตัว พร้อมระบายอารมณ์ “When will it end!

 

เพราะความระบาดของโรคโควิด 19 ในหลายประเทศจนรัฐบาลของแต่ละประเทศต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ ไม่ให้ผู้คนออกจากบ้านเพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่มากขึ้น ทำให้ที่ผ่านมาผู้คนจากทั่วโลกต้องติดอยู่กับบ้าน ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประกอบอาชีพตามปกติได้ บนโซเชียลเน็ตเวิร์กจึงมักปรากฏภาพกิจกรรมแปลกๆ ของผู้คนเพื่อผ่อนคลายจากความเครียดที่ต้องติดอยู่กับบ้านเป็นเวลานาน

 

เช่นเดียวกับ คริส วู้ดเฮดชายชาวอังกฤษคนนี้ ที่มีกิจกรรมที่ดูจะแปลกแตกต่างออกไป เมื่อเขาลงมือสักรอยต่างๆ ลงบนผิวหนังของตัวเองตลอดช่วงเวลาที่ต้องกักตัวอยู่ในอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งย่าน วอลท์แธมสโตว์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน โดยจะใช้เวลาออกแบบรอยสักเพื่อสักลงบนตัวเขาเองทุกวันตั้งแต่ช่วง 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ก่อนที่จะลงมือสักลายที่ออกแบบไว้ด้วยหมึกลงบนผิวหนังของเขาอย่างถาวร

 

คริส เป็นช่างสักลายบนผิวหนังในสตูดิโอแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระบาดของโรค รัฐบาลได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้สตูดิโอที่เขาทำงานอยู่ต้องปิดตัวลง ในขณะที่ภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้แยกตัวออกไปอยู่อีกที่หนึ่ง ทำให้ต้องอยู่คนเดียวภายในอพาร์ทเม้นท์และในช่วงเวลานี้เองเขาจึงตัดสินใจที่สักลวดลายต่างๆ ลงบนผิวหนังของตัวเอง ในช่วงที่ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ นอกจากจะเป็นการฆ่าเวลาไม่ให้เบื่อแล้ว เขายังบอกว่ามันยังเป็นการฝึกฝีมือของเขาเหมือนกับตอนทำงานในช่วงปกติอีกด้วย

 

Instagram : adverse.camber

 

บนร่างกายของคริส ในเวลานี้เต็มไปด้วยรอยสักรูปต่างๆ ตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงฝ่าเท้าเต็มไปด้วยภาพสักรอยต่างๆ ที่มีความหลากหลายจากการออกแบบของเขาในช่วงที่ต้องติดกับอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ว่าจะเป็น รูปคู่ของลูกเต๋าเหนือนิ้วเท้าขวาและแมงป่องที่ต้นขาด้านใน นอกจากนี้สักลายต้นปาล์มที่ล้อมรอบหัวใจแห่งความรัก และรูปตุ๊กตาวูดูที่ลอยอยู่บนต้นเชอร์รี่สุกสว่างอีกด้วย

 

คริสเล่าว่า เขาเริ่มสักลายลงบนตัวเองตั้งแต่อยู่ได้ 18 ปี และเมื่อเติบโตขึ้นมาเขาก็ได้แต่หมกมุ่นอยู่กับวงการเพลงพังก์ของชาวอเมริกันที่ทราบกันดีว่าศิลปินมักจะมีลายสักบนร่างกายจนโด่งดัง ต่อมาก็ได้เริ่มเรียนรู้การสักลายจาก ศิลปินไอคอนด้านการสักลายชื่อดังของอังกฤษซึ่งจะใช้วิธีการวาดลายด้วยที่หมึกสีดำเท่านั้น

 

ในตอนต้นของการล็อกดาวน์จากโรคระบาด คริส มีลายสักบนตัวของเขามากกว่า 1,000 รูป และตอนนี้มันเพิ่มขึ้นมามากกว่า 40 รูปแล้ว และจะยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกจนกว่าสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นและทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ

 

“ตอนที่เมียไม่อยู่ ผมรู้สึกเคว้งคว้างมาก ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง อาหารก็เริ่มหมด การสักรอยบนร่างกายทุกวันทำให้รู้สึกมีสมาธิและสามารถจัดการกับความคิดของตัวเองให้มีทิศทางมากขึ้นว่าจะทำอะไรต่อไปอย่างไร” คริสกล่าวและว่า การสักถือเป็นการรักษาจิตใจของเขาอย่างหนึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤติเช่นนี้ โดยเขายังได้สักข้อความ “When will it end!” หรือ “มันจะจบเมื่อไหร่” ลงบนฝ่าเท้าของเขา รวมถึงรูปภาพที่บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีของโคโรนาไวรัสเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากในขณะนี้ และยังมีรูป คือเสือกระโดด จากสารคดี Netflix “Tiger King” ที่เขาเพิ่งดูจบไปเมื่อเร็วๆ นี้อีกด้วย

 

View this post on Instagram

Self-isolation tattoo no.14

A post shared by Chris Woodhead (@adverse.camber) on

 

คริสบอกว่าใช้เทคนิคการสักที่เรียกว่า “การฝังเข็มด้วยมือ” เป็นการใช้เข็มมือถือ จิ้มหมึกแล้ววาดลายลงบนผิวหนังโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะมันเจ็บปวดน้อยกว่าการสักด้วยวิธีเดิมๆ

 

สิ่งที่คริสต้องคิดต่อไปในตอนนี้ก็คือเขาพยายามจะหาพื้นที่ว่างบนตัวของเขาเพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับการสักภาพที่เกี่ยวข้องกับลูกของเขาที่จะคลอดในเดือนกรกฎาคมนี้ แต่ถ้าหากการล็อกดาวน์ยังคงดำเนินต่อไปมันจึงเป็นเรื่องท้าทายมากว่าเขาจะหาพื้นที่ตรงไหนเพิ่มเติมได้อีกเพราะคริสยังคงมุ่งมั่นสักรอยสักต่างๆ ลงบนตัวเองทุกวัน

 

“แต่ผมคิดว่าการล็อกดาวน์น่าจะไม่เกิน 1 เดือนนี้และบนตัวของผมก็น่าจะมีพื้นที่พอ และหวังว่าทุกอย่างจะจบในเร็วๆ นี้” คริสกล่าวในตอนท้าย


OTOP-Mask_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 4, 2020

เมื่อหน้ากากอนามัยกลายเป็นปัจจัยที่ 5 จำเป็นต้องสวมใส่ตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้านเพื่อป้องกันโควิด-19จะให้ใส่หน้ากากแบบเดิมๆ มันก็จะดูน่าเบื่อเกินไป หลายชุมชนท้องถิ่นหัวใสนำผ้าไทยท้องถิ่นมาผลิตหน้ากากผ้า Handmade ที่สวยงามมีเอกลักษณ์ น่าสะสม ช่วยสร้างรายได้เข้าชุมชน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมตัวอย่างหน้ากากผ้าไทยของดีทั้ง 4 ภาคมาฝากกัน

หน้ากากผ้าลายบ่อสวก น่าน

ผ้าลายบ่อสวก คือ ผ้าทอมือโบราณที่มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนบ้านซาวหลวง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากลายประดับปากไหเครื่องเคลือบโบราณ อายุ 800 ปีที่ขุดค้นพบในบริเวณตำบลบ่อสวกและตำบลนาซาวลาย และวันนี้กลุ่มชุมชนร่วมตัวกันนำผ้าที่ทอกันเกือบทุกบ้าน มาผลิตเป็นหน้ากากอนามัยจากผ้าฝ้ายเนื้อดี เพื่อใช้ป้องกันตัวเองและจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับชุมชน

 

ภาพประกอบ : เฟสบุ๊ค น่าน เน้อเจ้า

 

หน้ากากผ้าย้อมสีธรรมชาติ บุรีรัมย์ และ ชัยภูมิ

ผ้าภูอัคนี หรือ ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ ชุมชนหมู่บ้านเจริญสุขที่ตั้งอยู่ใกล้ “เขาพระอังคาร” 1 ใน 6 ภูเขาไฟเก่าแก่ของบุรีรัมย์ เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำ “ดินภูเขาไฟ” ในหมู่บ้านมาใช้ผสมผสานในการย้อมสีผ้าฝ้าย หรือ ผ้าไหม จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สร้างชื่อ ก่อนถูกนำมาตัดเย็บอย่างประณีตเป็นหน้ากากผ้าที่มีสีและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ ชุมชนหนองบัวแดง ชัยภูมิ ที่มีฝีมือโดดเด่นเรื่องการทำผ้าย้อมสีธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสีจากประดู่ ครั่ง คำแสด คราม ขมิ้น และมะเกลือ สีสันสวยงาม ออกแบบ และตัดเย็บร่วมกับผ้าฝ้ายออร์แกนิกจากฝ้ายที่ปลูกแบบ             ไร้สารเคมีของชุมชนเอง เมื่อนำมาทำหน้ากากอนามัยก็ปลอดภัยต่อผู้ที่สวมใส่ ไม่ระคายเคืองผิวหนัง

 

ภาพประกอบ : เฟสบุ๊ค ผ้าไหม  ผ้าภูอัคนี บ้านเจริญสุข และ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)

 

 

หน้ากากผ้าขาวม้าไทย พระนครศรีอยุธยา

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้าขาวม้าผ้าไทยแปรรูป ตำบลบางพระครู อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแนวคิดนำผ้าขาวม้า หนึ่งในผ้าพื้นถิ่นของคนไทยมาทำหน้ากากอนามัย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยใช้ผ้าขาวม้าที่ผลิตจากผ้าผ้าคอตตอน นุ่ม สบายใส่แล้วไม่ระคายผิว เสริมความหนา และช่องใส่แผนกรอง สวยงามและปลอดภัย

 

ภาพประกอบ : เฟสบุ๊ค ไทยสาคร OTOP ผ้าขาวม้าผ้าไทยแปรรูป

 

หน้ากากผ้าปาเต๊ะ ตรัง

กลุ่มผ้าปาเต๊ะเพ้นท์บ้านสามแยก อ.ปะเหลียน จังหวัดตรัง ร่วมกับกลุ่มศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะและเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่ม อสม. และ กลุ่ม ทสม. นำ “ผ้าปาเต๊ะ” หรือ บาติก ผ้าพื้นเมืองที่มีจุดเด่นด้านความสวยงาม ซึ่งเกิดจากการพิมพ์หรือเขียนลวดลายสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ลงบนผืนผ้า มาดัดแปลงตัดเย็บเป็นหน้ากากอนามัยสำหรับแจกจ่ายให้กับผู้สูงอายุในชุมชนที่ต้องอยู่กับบ้านดูแลตัวเอง ถือเป็นความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ของคนภายในชุมชนสู่ความยั่งยืน

นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับของดีประจำท้องถิ่น ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องในชุมชน ทั้งเป็นการแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจเพื่อที่จะก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันของทุกภาคส่วน

 

ภาพประกอบ : เฟสบุ๊ค กลุ่มผ้าปาเต๊ะเพ้นท์บ้านสามแยก

 


5-New-normal_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 3, 2020

นาทีนี้คำว่า New Normal หรือ “ความปกติรูปแบบใหม่” กลายเป็นที่พูดถึงกันวงการไม่ว่าจะการเมือง ธุรกิจ การเงินการลงทุน รวมถึงการสื่อสาร ซึ่งถ้าแปลตรงตัวอาจงงว่าความปกติรูปแบบใหม่หมายถึงอะไร แต่ตีความง่ายๆ ก็คือ “วิถีชีวิต หรือ พฤติกรรมแบบใหม่ๆ ที่จะกลายเป็นสิ่งคุ้นชินกับชีวิตเรา” นั่นเอง

 

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอสรุป 5 New Normal ที่คาดว่าแม้วิกฤติโควิด-19 จะซาไปแต่จะยังคงอยู่คู่คนไทยไปอีกหลายปีแน่ๆ มานำเสนอกัน ส่วนจะมีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลย

 

1.วัฒนธรรมสาธารณะ พฤติกรรมการเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร จะเข้ามาเป็นหนึ่งในวิถีประจำวันของคนไทย ซึ่งวันนี้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือโดยสมัครใจทั้งหน่วยงานราชการ ภาคธุรกิจเอกชน พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนดังเห็นได้จากการต่อแถวเข้าคิวร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ฟู้ดคอร์ท แคนทีน ตู้เอทีเอ็ม หรือ ธุรกรรมต่างๆ ระบบขนส่งสาธารณะ อาทิ รถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า เรือ เครื่องบินที่เว้นระยะห่างและกำหนดที่นั่งชัดเจน ตลอดจนโรงภาพยนตร์ โรงละคร โรงมหรสพ โรงแรม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวที่คาดจะเห็นมากขึ้นในอนาคต

 

2.สุขอนามัย แน่นอนว่าหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือจะกลายมาเป็นไอเทมติดตัวของทุกคนต่อจากโทรศัพท์ นอกจากนี้หมั่นล้างมือก่อนและหลังทำกิจกรรมไม่ว่าจะทานอาหาร เข้าห้องน้ำ หรือ เดินทางไปที่ต่างๆ รวมถึงการแยกภาชนะ หรือ ใส่ใจทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวก็จะเป็นนิสัยที่ติดตัวเราต่อไป ส่งผลให้แอลกอฮอล์ น้ำยาทำความสะอาดประเภทต่างๆ จะขึ้นแท่นกลายเป็นอีกหนึ่งประเภทสินค้าแนะนำตามร้านโชห่วย ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้า

 

3.ออกกำลังกาย กิจกรรมกลางแจ้งในที่สาธารณะ อาทิ การเดิน วิ่ง ไท่เก๊ก ต้องการปรับรูปแบบโดยคำนึงถึงการเว้นระยะห่างส่วนบุคคลมากขึ้น ขณะที่ ฟิตเนส โยคะ หรือ แอโรบิค ที่เคยทำเป็นกลุ่มอาจใช้วิธีการเทรนผ่านออนไลน์ ซึ่งแม้จะมีการปรับรายละเอียดที่เข้มงวดขึ้น แต่เชื่อได้ว่ากลุ่มคนรักสุขภาพก็พร้อมและยินดีปฏิบัติตามแน่นอน

 

4.ชีวิตออนไลน์ Work from Home และประชุมออนไลน์ยังคงมีการใช้อยู่ต่อเนื่อง และอาจมากขึ้นในงานบางประเภทที่ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่หน้างานตลอดเวลา ส่วนผู้ที่เสพข่าวออนไลน์ จะเข้าใจวิธีค้นหา คัดกรองข้อมูล รวมถึงตรวจสอบ Fake News ได้อย่างที่ถูกต้องมากขึ้น

ทั้งนี้ด้วยความเสี่ยงจากความแออัดของการเข้าทำธุรกรรม จ่ายบิล หรือ ซื้อสินค้า จะส่งผลให้ช็อปปิ้งออนไลน์กลายมาเป็นอีกหนึ่งช่องทางเลือกซื้อ รวมถึงช่องทางสร้างเงิน สร้างอาชีพให้กับผู้ขายหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้จ่ายแบบ Mobile Banking ที่ภาครัฐพยายามกระตุ้นมาตลอดนั้นจำนวนผู้ใช้ก็จะถีบตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ขณะที่ออนไลน์จะมีบทบาทมากขึ้นทั้งการเรียนในระบบ รวมถึงนอกระบบอย่างสถาบันกวดวิชา แต่เชื่อว่ายังไม่สามารถใช้กับระบบการศึกษาพื้นฐานได้ทั้งหมดในเร็ววัน เพราะแต่ละพื้นที่ยังมีความเหลื่อมล้ำกันมาก

 

5.วางแผนการเงิน วิกฤตินี้ได้สอนให้เรารู้จักความหมายของคำว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” แบบแจ่มแจ้งชัดเจน จึงเชื่อได้ว่า “การใช้จ่ายแบบระมัดระวังและพอเพียง – การออมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นหลักการที่ค่อนข้างคอนเซอเวทีฟนั้น จะถูกให้ความสำคัญและนำมาปัดฝุ่นใช้ในแต่ละครอบครัวมากขึ้น

ขณะที่การนำเงินในอนาคตมาซื้อสินค้ามูลค่าสูง หรือ ผ่อนยาว จะถูกไตร่ตรองคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าเงินที่คิดว่าจะได้แน่ในอนาคตจากงานที่ทำอยู่นั้นจะไม่หายวับในพริบตาไปอีก นอกจากนี้ “ประกันสุขภาพ” น่าจะเข้ามามีบทบาทต่อการวางแผนการเงินของแต่ละครอบครัวไม่แพ้กัน

จากทั้ง 5 ข้อข้างต้น บางเรื่องจริงแล้วมันก็คือ หลักการที่เรามีการรณรงค์กันมาเป็นระยะ แต่อาจหลงลืม มองข้าม หรือ ประมาทกับชีวิตเกินไป ขณะที่บางเรื่องก็เป็นผลที่เกิดจากการเกิด Digital Disruption ที่บางคนพยายามปิดกั้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ หากทั้งหมดได้ถูกกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นด้วยยาแรงที่ชื่อว่า เจ้าไวรัสโควิด-19 นี่เอง

 

อ่านประกอบบทความที่เกี่ยวข้อง


run2.5_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 3, 2020

ก่อนชีวิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ที่ไม่ปกติเพราะต้องเปลี่ยนวิถีใหม่โดยเฉพาะการ ทิ้งช่วงระยะห่างทางสังคม ซึ่งในที่นี้รวมถึงกิจกรรมออกกำลังกายโดยเฉพาะกลุ่มสายเดี่ยวที่นิยมการวิ่ง หรือเดินเร็ว

 

ประเด็นที่น่าสนใจที่กินอยู่เป็น ขอนำเสนอคือบทความจาก นิวยอร์กไทม์ โดย Gretchen Reynolds ที่นำเสนอผลการทดลองวิจัยของมหาวิทยาลัยในยุโรปที่ศึกษาและจำลองการแพร่กระจายของละอองจากการไอจาม ขณะที่คนกำลังวิ่งหรือเดินเร็ว

 

ในการวิจัยได้ระบุว่าในขณะที่วิ่งหรือเดินเร็ว ที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ละอองของน้ำมูก น้ำลายที่เกิดจากการไอจามจะ ฟุ้งกระจายไกลกว่าที่เราเดินหยุดอยู่กับที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว  รวมทั้งลักษณะของการฟุ้งกระจายที่เกิดจากบุคคลกำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว นั้นละอองจะฟุ้งกระจายไปทางด้านหลังที่จะต่างจากการเคลื่อนไหวปกติ ไม่ว่าจะเดินหรือยืนอยู่ ที่ละอองจะฟุ้งกระจายไปด้านหน้าหรือด้านข้าง ทั้งหมดนี้เพราะการวิ่ง หรือเดินเร็วจะมีแรงลมเกิดขึ้นขณะเคลื่อนไหว

 

ในการวิจัยได้ระบุว่าหากเราเคลื่อนไหวในระดับปกติ การทิ้งช่วงห่างระยะ 2 เมตรถือว่าปลอดภัย หากเป็นการวิ่งหรือเดินเร็ว ที่เกิดแรงลมขณะเคลื่อนไหว ควรเพิ่มระยะห่างจากคนที่วิ่งอยู่ด้านหน้าอีก 2.5 เมตร คือเป็น 4.5 เมตร  ทีนี้อาจเกิดคำถามว่าแล้วถ้าวิ่งไปประชิดแล้วและรู้สึกอึดอัดเพราะคนหน้าบังวิว ควรทำอย่างไร  เพื่อหลีกเลี่ยงความรำคาญใจที่อาจต้องเว้นระยะกรณีทางวิ่ง หรือทางเดินออกกำลังแคบ ในบทความได้แนะนำให้เราเยื้องตัวมาด้านข้างเพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัด

 

แม้การศึกษานี้จะยังไม่ได้มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ หากก็เป็นการศึกษาที่น่าสนใจ กินอยู่เป็นขอเชิญชวนนักออกกำลังเพื่อสุขภาพทุกท่าน วิ่งหรือเดินเร็วในสวนสาธารณะแบบถอยห่างอีกนิด เพื่อหมดกังวล และได้นำภาพบรรยากาศสวนรถไฟในวันนี้มาฝากกัน

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก ; Khunphiphat Laeadon 

 


NewNorm_สวนลุม_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 3, 2020
ถ้า “การเดินทาง” นั้น ยอดเยี่ยมกว่า “การอ่านหนังสือ”
สำหรับนักวิ่งแล้ว การออกมาสวนลุมวันนี้ (3 พค.) น่าจะดีกว่า การจมจ่อมอยู่ในบ้านต่อไป
ครับ..เมื่อคืนผมตั้งใจนอน ตั้งแต่ 3 ทุ่ม เพราะมีนัดกับสวนลุมในเช้าวันนี้ เช้าที่ “หลายคน” สับสน กับเวลาเปิดของ “ปอดใหญ่กรุงเทพ”
ข่าวทีวีบอกเปิด ตี 5 แต่จริงๆ เปิด ตี 5.30 (ปิด 2 ทุ่ม)
นั่นทำให้เช้านี้ รถจึงหนาแน่น ออกันถึง 2 เลนถนน
พอประตูเปิด ผม กระโจนวิ่งไปคนแรก (เหมือนลิงอดอยากกล้วยมานาน) แต่ก็ถูกเบรค !
ด้วยเสียงของพนักงาน
ตรงหน้าห้องน้ำ ใกล้ประตู ต้องเข้าแถว ตรวจวัดอุณหภูมิ..
ผมอยู่คนแรกเลยครับ เจ้าหน้าใช้เครื่องตรวจสีฟ้าขาว ส่องไปที่หน้าผาก
ระหว่างนั้น เจ้าหน้าตะโกน
ใครไม่มี “หน้ากากผ้า” ห้ามเข้า !
บางคนถึงกับเซ็ง เพราะไม่ได้เอามา
พอผ่านด่าน วิ่งไปเรื่อยๆ ก็สังเกตว่า
มีเชือกกั้น หลายพื้นที่ เป็นระยะๆ
แล้วในการวิ่ง รอบที่ 2-3
บางคนไม่ใส่หน้ากาก ก็มีคน วิ่งแซงมาพูดว่า “ช่วยใส่หน้ากากด้วย”
ในเวลา 6.00 น.
ถือว่ามีคนมาเยอะพอสมควร
พอวิ่งเสร็จ เลยอยากบอกท่านที่จะมาดังนี้ครั
1.
ทุกคนต้องมีหน้ากากผ้า ถึงเข้าได้
และ ระหว่างวิ่ง เดิน ต้องสวมใส่หน้ากากทุกครั้ง
2.
เก้าอี้ข้างทาง
นั่งได้แค่ 1 คน เท่านั้น
3.
สวนสนุกเด็ก งด
ปิดเลย
4.
พื้นที่ยืดกล้ามเนื้อ
ปิด ห้ามใช้
เพราะยืนชิดกัน เวลาวางขา
5.
เวลาเปิดปิดใหม่คือ
เปิด
05.30
ปิด 20.00
ผมมีแนวทางที่อาจจะร้อน
แต่เลี่ยงได้ ดีทีเดียว
ในการวิ่งแล้ว ไม่มีคนแออัด หนาแน่น มารายล้อม
ตอนเช้า พยายามไปวิ่ง
ตี 5.30
และยามเย็น ไปเร็วหน่อย
บ่าย 3.30
คนจะยังไม่มาก
มันอาจจะเช้าไป
หรือ อาจจะร้อนอบอ้าว
แต่ต้องเลือก
ว่าวิ่งเยนสบาย
แต่คนเต็มแพค หน้าหลัง
เสี่ยงมาก
เราจะเลือกอะไรดี
สำหรับวาทกรรม
วิ่งห่างกัน 2-5 เมตร
ไม่มีหรอกครับ
อย่าโลกสวย..
นันทขว้าง สิรสุนทร

-คลายเครียด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 2, 2020

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน “แตงโม” คือ หนึ่งในผลไม้ยอดนิยม ด้วยรสหวานทานง่าย ช่วยคลายร้อนให้ความสดชื่น แต่เชื่อหรือไม่ว่า นอกจากรสชาติแล้วยังมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยอีกด้วย วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณมารู้จักกับประโยชน์ของ “แตงโม” กัน

 

1. เพิ่มเบต้าแคโรทีน เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันติดเชื้อ

น้ำแตงโมช่วยเพิ่มสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างวิตามินเอที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และการขับปัสสาวะ รวมถึงช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกทางหนึ่งด้วย

2. แผลให้หายเร็วขึ้น

แตงโมมีสารซิตรัลลีนอยู่มาก โดยสารนี้จะช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น โดยไม่ควรดื่มน้ำแตงโมเพียงอย่างเดียว ควรทานเนื้อแตงโมเข้าไปด้วย โดยเฉพาะส่วนเนื้อสีขาวที่อยู่ลึกลงไป แม้รสชาติไม่ค่อยหวาน แต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

3. ต้านมะเร็ง ป้องกันยูวี มีประโยชน์ต่อหัวใจ

แตงโมมีสารสำคัญสีแดงชื่อว่า “ไลโคปีน” ซึ่งมีอยู่มากในมะเขือเทศ แต่เทียบกันแล้วแตงโมจะมีมากกว่าถึง 40% สารชนิดนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ โดยวารสารวิชาการ “โรคมะเร็ง” แห่งเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ไลโคปีนจะช่วยเป็นโล่ปกป้องผิวหนังจากรังสียูวีจากแสงแดด เพื่อไม่ให้เป็นมะเร็งผิวด้วย

ขณะที่ทีมนักวิจัย Florida State University ระบุว่าแตงโมมีกรดอะมิโน แอล-ซิตรัลลีน อยู่มาก ซึ่งกรดชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นของแอล–อาร์จินินที่ช่วยควบคุมการทำงานของหลอดเลือดหัวใจและช่วยให้การไหลเวียนโลหิตเป็นไปโดยสะดวก จำเป็นต่อการสร้างกรดไนตริก ซึ่งเป็นก๊าซที่ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันเส้นเลือดสมองแตกได้

4. โรคอ้วนและเบาหวานทานดี

แตงโมมีแคลอรีต่ำ อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ วารสารโภชนาการ “Journal of Nutrition” ให้ข้อมูลว่า เนื้อแตงโมมีกรดอะมิโน “อาร์จินิน” ที่ช่วยในการเผาผลาญแคลอรีได้อยู่มาก จึงช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันและกลูโคส โดยมีปริมาณแคลอรีอยู่เพียง 96 แคลอรีเท่านั้น นอกจากนี้การกินแตงโมที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำจะช่วยทำให้เราอิ่มได้เร็วขึ้น

5. มีผลต่อผิว ช่วยดูดซับความมัน เพิ่มความกระจ่างใส

ความเย็นของแตงโมช่วยผ่อนคลายผิวหน้าภายนอกให้ดูสดชื่น ส่วนสารสีแดงจากแตงโม คือ ไลโคปีน ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี และวิตามินเอในแตงโมจะช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใสขึ้น และวิตามินซีจะช่วยให้ผิวกายสดใสขึ้น

 

นอกจากนี้ แตงโมสีแดงสดยังเต็มไปด้วยโพแทสเซียมช่วยควบคุมระบบการไหลเวียนของโลหิตในบริเวณผิวหน้าให้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยให้รูขุมขนมีความยืดหยุ่น ชุ่มชื่น น้ำของแตงโมก็มีประโยชน์ต่อผิวสวยของทุกคน เพราะจะมีโมเลกุลของน้ำตาล รวมทั้งมีกรดอะมิโนอยู่เล็กน้อย ซึ่งช่วยในการบำรุงผิวของสาวๆ ให้สวยใสยิ่งขึ้น

 

เกร็ดน่ารู้เรื่องแตงโม

  • การทานแตงโมแช่เย็นแม้ช่วยเพิ่มความสดชื่น แต่คุณค่าทางโภชนาการจะลดลงเมื่อเทียบกับแตงโมที่ไม่แช่เย็น เพราะแตงโมจะยังผลิตสารอาหารต่อเนื่องแม้ถูกเก็บมาจากต้นแล้ว ซึ่งการผลิตสารนี้จะลดลงหากถูกเก็บในที่อุณหภูมิเย็น
  • ทุกส่วนของแตงโม ล้วนมีคุณค่าทางสมุนไพรทั้งสิ้น “ราก” มีน้ำยางใช้กินแก้อาการตกเลือดหลังการแท้ง “ใบ” ใช้ชงเป็นยาลดไข้ ส่วนเนื้อแตงโมมีคุณสมบัติเป็นยาเย็น ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย แก้เบาหวาน และดีซ่าน จากคุณประโยชน์ที่หลากหลายนี้ แตงโมจึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกทางเลือกหนึ่งของคนรักสุขภาพทุกท่าน ที่ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอหยิบมาฝาก

 

ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)


covid-บ้านโดม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

จากการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกรวมถึง ประเทศญี่ปุ่น ที่พบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีจำนวนมาก ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญเมื่อห้องในโรงพยาบาลอาจจะไม่เพียงพอต่อการรับผู้ติดเชื้อเข้ารักษาดูแล ล่าสุดบริษัทด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยชั่วคราวในเครือบริษัท “TCL” ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ และการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มีนำสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาเสนอแนวคิดการนำ “Easy Dome House” หรือบ้านโดมชั่วคราว ที่บริษัทได้ออกแบบและผลิตขึ้นมาก่อนหน้านี้ มาเพื่อใช้เป็นพื้นที่ชั่วคราวสำหรับการรักษาผู้ป่วย แก้ปัญหาการขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาลในขณะนี้

 

สำหรับ “Easy Dome House” มีรูปร่างเป็นลักษณะทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.3 เมตรและสูง 2.6 เมตร ผนังด้านนอกเป็นแผงที่ทำจากโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูงซึ่งมีความทนทานต่อฝนและมีการป้องกันเสียงและความร้อน ส่วนบริเวณภายในได้รับการตกแต่งด้วยเสื่อทาทามิขนาดประมาณสี่ผืนครึ่งและใหญ่พอที่จะรองรับเตียงผู้ป่วยและอุปกรณ์การแพทย์ มีประตูทางเข้าหนึ่งบาน และหน้าต่างสามบานเป็นมาตรฐาน และหากต้องการจะเพิ่มประตูขึ้นอีกก็สามารถทำได้ สามารถติดตั้งในลานจอดรถหรือ พื้นที่ว่างใดก็ได้ ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว และรื้อออกได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และนำออกได้ทันที

 

 

สำหรับสนนราคาของบ้านโดมชั่วคราวนี้ มีราคาต่อหลังอยู่ 780,000 เยน หรือราว 200,000 บาทไทย (ไม่รวมภาษีการบริโภคและค่าธรรมเนียมการจัดส่ง) โดยก่อนหน้านี้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ได้นำออกขายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน .ซึ่งมีจุดประสงค์เริ่มแรกเพื่อที่อยู่อาศัยชั่วคราวในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ แต่ด้วยการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ บริษัทได้รับการติดต่อจากสถาบันการแพทย์ต่างๆ มากขึ้น เพราะบ้านชั่วคราวนี้สามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับแยกตัวผู้ป่วยเพื่อการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้น

 

“บ้านโดมสามารถล้างทำความสะอาดได้อย่างสมบูรณ์ และไม่จำเป็นต้องขออนุญาตในเรื่องการก่อสร้างอาคารจากรัฐบาลท้องถิ่น ดังนั้นหวังว่ามันจะช่วยเรื่องของความยากลำบากในเรื่องการจัดการสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อในขณะนี้ ซึ่งเราต้องการสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น ในการแก้ปัญหาโรคระบาด รวมถึง ปัญหาเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว ก็สามารถใช้บ้านลักษณะนี้ได้เช่นกัน” ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท TCL กล่าว


5-วิธีบริโภคน้ำดื่มเลี่ยงเชื้อ_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

เพราะร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70 % ดังนั้น “น้ำดื่ม” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ หากหลายครั้งการเจ็บป่วยก็มักมาจากการดื่มน้ำที่มีแบคทีเรีย หรือ จุลินทรีย์ปนเปื้อนนำไปสู่โรคอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงที่มักพบบ่อยช่วงฤดูร้อน และปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเลือก “น้ำดื่ม” ก็ยิ่งควรต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะหากพลาดขึ้นมาอาจติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไวรัสดังกล่าวสามารถอยู่บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ได้นาน อาทิ

  • 2 – 8 ชั่วโมง สำหรับภาชนะอะลูมิเนียม
  • 2 วัน สำหรับภาชนะประเภทเหล็ก สเตนเลส
  • 4 วัน สำหรับภาชนะประเภทแก้ว
  • 5 วัน สำหรับภาชนะพลาสติก

 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำคำแนะนำภายใต้หลัก 5 ล. สำหรับประชาชนเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดี ป้องกันเชื้อโควิด-19 ประกอบด้วย

1) ล. เลือก น้ำดื่มสะอาด ได้แก่

> น้ำดื่มบรรจุขวดที่มี อย.

> น้ำประปาใส มีกลิ่นคลอรีนอ่อนๆ

> น้ำจากตู้หยอดเหรียญ สภาพตู้สะอาด เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนดเวลา

2) ล. ล้าง ภาชนะบรรจุ หรือ ใช้ดื่มน้ำให้สะอาดทุกครั้งทั้งภายนอกและภายใน และหลังล้างควรต้มในน้ำเดือด หรือ แช่ในน้ำคลอรีน 100 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 2 นาที หรือ 200 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 1 นาที เพื่อฆ่าเชื้อ

3) ล. ลด สัมผัสจุดที่สัมผัสน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ พื้นผิวภายในภาชนะ หากจำเป็น อาทิ การเปลี่ยนถังน้ำ เปลี่ยนไส้กรอง ควรล้างมือให้สะอาด หรือ ใช้เจลแอลกอฮอล์ และเมื่อต้องรอกดน้ำจากตู้ ควรลดเว้นระยะห่างจากผู้อื่น อย่างน้อย 1-2 เมตร

4) ล. เลี่ยง ให้เลี่ยงใช้บริการน้ำดื่มร่วมกัน ควรเตรียมน้ำดื่มใส่ภาชนะส่วนตัว และทำสัญลักษณ์ บนภาชนะน้ำดื่มของตนเอง เลี่ยงความสับสน ไม่ให้ปะปนกับผู้อื่น

5) ล. เลิก ใช้ภาชนะดื่มน้ำร่วมกัน เช่น แก้ว จอก ขัน ควรแยกใช้ส่วนตัวหรือแบบใช้ครั้งเดียว

 

หลักการง่ายๆ เพื่อความปลอดภัยไร้โรค เมื่อรู้แล้วอย่าลืมนำไปใช้ หรือ นำไปแชร์ต่อกันได้เลย

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข