-19-กลายพันธุ์_กินอยู่เป็น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 8, 2021

เตรียมรีบมือไว้แล้ว แต่โควิด-19 ทำไมกลับกลายพันธุ์เร็วนัก กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิตจะมาเล่าให้ฟัง


_covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJuly 7, 2020

ผู้คนเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น และอเมริกา พากันย้ายถิ่นฐานออกนอกเมืองใหญ่ที่แออัดหลังสถานการณ์โรคโควิด 19 กำลังระบาดหนัก จนหลายบริษัทให้พนักงานทำงานผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจากทางไกลได้ เป็นเหตุให้หลายคนพากันไปซื้อบ้านและที่ดินตามชนบทเพราะได้ทั้งบ้าน และที่ดิน รวมทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการอยู่ในเมือง จนนักประชากรศาสตร์วิเคราะห์ว่าเมื่อย้ายกลับสู่ชนบทแล้วพวกเขาจะไม่คิดกลับมาอยู่ในเมืองอีกเลย

 

หลังการระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศญี่ปุ่นที่ดูเหมือนกว่าจะยังไม่คลี่คลาย ทำให้ล่าสุดสำนักข่าวเอ็นเอชเค ของญี่ปุ่นรายงานว่า ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังมีแนวคิดในการย้ายถิ่นฐานจากเมืองมุ่งสู่ชนบทมากขึ้น โดยส่งเสริมให้มีการทำงานผ่านระบบ “เทเลเวิร์ก” หรือการทำงานผ่านเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้ผู้คนยังสามารถทำงานจากบริษัทเดิมได้ โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่บริษัท จึงสามารถจะทำให้พวกเขาสามารถเลือกที่อยู่อาศัยที่ไกลออกไปจากในเมืองได้ นับเป็นการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และ การทำงานของชาวญี่ปุ่น หลังจากการระบาดของโรคโควิด 19 จนทำให้เกิดวิธีใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต จากก่อนหน้านี้เคยแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ กลายเป็นความต้องการที่จะมีอิสระในการใช้ชีวิตออกนอกเมืองมากขึ้น

 

ย้ายนอกเมือง Covid-19_0

 

จากข้อมูลการโยกย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่นกว่า 74 แห่ง พบว่ามีประชาชนจำนวนกว่า 6,500 คนกำลังมองหาบ้านใหม่ที่เหมาะสมเพื่ออยู่อย่างปลอดภัย และมีอิสระแทนการต้องแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ละต้องเสี่ยงกับโรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้นในเมืองสำคัญต่างๆ ด้วย โดยจากการตอบแบบสอบถามของประชาชนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานระบุว่า โรคโควิด 19 เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องการย้ายบ้านใหม่ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็สนับสนุนให้ประชาชนหันไปใช้ชีวิตนอกเมืองมากขึ้น โดยให้รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่สนใจจะย้ายบ้าน เพื่อจัดทำข้อมูลและจัดหาที่ดินที่เหมาะสมให้กับผู้ที่ต้องการที่สามารถซื้อที่ดินเป็นของตัวเองในราคาที่เหมาะสมและยุติธรรม ทำให้พวกเขาสามารถมีที่ดินเป็นของตัวเองแทนการอยู่เช่าบ้านอยู่ในเมือง

 

“การทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือเทเลเวิร์ก ที่หลายบริษัทอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานได้ ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากสนใจการย้ายถิ่นฐานการอยู่อาศัยมากขึ้น” เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นระบุ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ส่งเสริมให้ประชาชนเลือกที่จะออกไปอาศัยอยู่นอกเมืองมากขึ้น แทนการที่จะต้องแย่งกันกินใช้อยู่ในเมืองใหญ่ๆ จนทำให้เกิดความแออัด ส่งผลต่อเรื่องค่าครองชีพของประชาชน รวมไปถึงเรื่องของสุขภาพเพราะในเมืองมีคนมากเกินไป จนทำให้ในหลายเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า หรือนาโกย่า กลายเป็นเมืองที่ติดอันดับที่พักอาศัยคับแคบและมีราคาแพงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ซึ่งการย้ายถิ่นฐานสู่ชนบทมีข้อดีไม่เพียงแต่สำหรับผู้ย้ายถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เพราะจะทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยรัฐบาลส่งเสริมให้ผู้ย้ายถิ่นได้ทดลองทำงานใหม่ๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรม เช่นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรืออื่นๆ ที่พวกเขาสนใจ หรือใช้เวลาว่างจากงานไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงจนทำให้ท้องถิ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกด้วย

 

ย้ายนอกเมือง Covid-19_2

 

ทากาโกะ นิชิมูระ เคยทำงานบัญชีอยู่ในโตเกียว แต่กำลังมองหาบ้านใหม่เพื่อย้ายถิ่นฐานใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้โดย ให้เหตุผลว่า ที่ต้องการย้ายออกจากโตเกียวเพราะเบื่อหน่ายต่อการต้องใช้เวลาเดินทางไปทำงานด้วยเวลานาน และยังรู้สึกว่ายังมีความเสี่ยงสูงกับภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงโรคระบาดอย่างโควิด 19 ยังทำให้บริษัทของเธอพัฒนาระบบการทำงานเทเลเวิร์กได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจย้ายบ้าน แนะนำให้ย้ายไปอยู่ที่เมืองคิตามิ

 

สำหรับบ้านใหม่ของทากาโกะ มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยในบริเวณใกล้เคียงมีสำนักงานดาวเทียมของเมืองคิตามิ ที่เธอจะสามารถเข้าไปใช้งานด้วย โดยเสียค่าบริการในราคาที่เหมาะสม ภายในมีอินเทอร์เน็ตและการประชุมออนไลน์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานทางไกล

 

 

“หากเราสามารถเอาเวลาที่ต้องเครียดระหว่างการเดินทางไปทำงานในเมืองมาใช้ในการทำอย่างอื่น ฉันคิดเราสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” ทากาโกะกล่าว

 

เทรนด์การย้ายถิ่นฐานออกจากนอกเมืองยังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ อีก รวมถึงฟากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 อย่างรุนแรง การที่ผู้คนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นจากการระบาดของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มนึกถึงการย้ายถิ่นฐานออกนอกเมือง โดยเฉพาะผู้ที่เคยเติบโตอยู่ชนบท แต่ต้องเข้ามาทำมาหากินในเมือง เริ่มคิดถึงการกลับไปทำงานที่บ้านเกิด นอกจากจะเป็นการหนีจากโรคระบาดพวกเขายังคิดถึงเรื่องการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุที่ถูกทิ้งไว้ในชนบทอีกด้วย

 

 

ตัวอย่างเช่น จิงกี้ เดมาเรส เดอริเวร่า ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินขององค์กรไม่หากำไรแห่งหนึ่ง ในแมนฮัต ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายกลับเมืองฮัดสันริเวอร์วัลเลย์ บ้านเกิดหลังจากที่ทำงานของเขามีนโยบายใหม่ที่ให้สามารถทำงานระยะไกลอย่างไม่มีกำหนด

 

ภรรยาของจิงกี้ บอกว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะกลับไปบ้านเกิดเพราะแม้ว่าได้รับประโยชน์มากมายจากการใช้ชีวิตในเมือง แต่เมื่อโตขึ้นและผ่านเหตุการณ์โรคระบาดครั้งนี้ทำให้เห็นคุณค่าของการอยู่ใกล้กับครอบครัวและมีที่ดินเป็นของตัวเองเพื่อดำรงชีวิตในบั้นปลายไม่ได้อาศัยอยู่แค่ในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ เท่านั้น

 

ครอบครัวริเวร่า ไม่ใช่ครอบครัวเดียว เพราะมีชาวอเมริกันจำนวนมาก ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ด้วยการย้ายออกจากเมือง เพราะสำหรับบางคนมันเป็นโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับครอบครัว ท่ามกลางความหวาดกลัวด้านสุขภาพกับโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับโลก ซึ่งประโยชน์ของการย้ายออกนอกเมืองยังทำให้สามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น และนั่นคือผลจากสไตล์การทำงานรูปแบบใหม่ในการทำงานระยะไกล

 

 

จากการสำรวจของมูลนิธิครอบครัวไกเซอร์ในเดือนพฤษภาคมพบว่าร้อยละ 34 ของคนทำงานบอกว่าทำงานจากที่บ้าน และผู้คนในเมืองที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโรค ทำให้ผู้คนในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโกและซีแอตเทิลกำลังค้นหาโอกาสในการทำงานจากระยะไกล โดยข้อมูลด้านการจัดหาบ้านของอเมริกาชี้ให้เห็นว่ามีหลายคนกำลังพิจารณา หรือย้ายไปยังเมืองเล็ก ๆ หรือชานเมือง

 

อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์ของนักประชากรศาสตร์ เห็นว่าการเทรนด์การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนเช่นนี้ มีเหตุผลสำคัญที่สุดคือการแพร่ระบาดของโรคทำให้เกิดความกลัวความใกล้ชิด การอาศัยอยู่ในเมืองหมายถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาแน่นซึ่งต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้คน และหากผู้คนสามารถที่จะทำงานทางไกลจากที่ใดก็ได้ การย้ายออกนอกเมืองอย่างถาวรจะเกิดขึ้น และยากที่พวกเขาจะกลับเข้าสู่ชีวิตในเมืองอีกครั้ง เพราะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ และสามารถมีความสุขอยู่กับครอบครัวเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยู่แล้วนั่นเอง


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 15, 2020

เวียดนาม ให้เครื่องบินต่างชาติเข้าแล้ว ส่วนญี่ปุ่นดิ้นเจรจา “ทราเวล บับเบิ้ล” กับหลายประเทศ หลังได้รับผลกระทบหนักด้านการท่องเที่ยว ขณะสิงคโปร์ มาเล นิวซีแลนด์ จีน เกาหลีใต้ จับคู่ทำ “บับเบิ้ล ทราเวล” กันเอง ส่วนรัฐบาลไทยยังไม่เคาะเป็นสนามบินได้เมื่อไหร่ แต่เตรียมหาคู่ทำ “บับเบิ้ล ทราเวล” เช่นกัน

 

ดูเหมือนว่าแม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในหลายประเทศจะยังคงยังไม่น่าไว้วางใจบางพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่หลายประเทศในโลกสามารถควบคุมการระบาดได้ดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อจำกัดอยู่ในวงแคบ เป้าหมายการเดินหน้าเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะการท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักของหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย

 

วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศา อัปเดตข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดในนโยบายด้านการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน และเอเชียตะวันออก ที่ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้รักการท่องเที่ยว เพราะสามารถเดินทางได้ในระยะเวลาสั้น หลังจากที่ต้องอึดอัดอยู่บ้านตามข้อจำกัดการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคมากว่า 3 เดือน เริ่มต้นจาก…

 

ไทย

 

ภาพจาก : The Nation

 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยประกาศปิดสนามบินนานาชาติทุกแห่ง โดยห้ามเที่ยวบินระหว่างประเทศบินเข้าน่านฟ้าประเทศไทยจนถึงปลายเดือนมิถุนายน ยกเว้นสำหรับเที่ยวบินพิเศษที่รับคนไทยที่ที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ และชาวต่างชาติที่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยเท่านั้น โดยผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยจะต้องอยู่ภายใต้ระเบียบกักกักตัวของรัฐเป็นเวลา 14 วันเพื่อป้องกันการแพร่ ระบาด

อย่างไรก็ตามหลังที่ปิดประเทศมาเป็นเวลากว่า 3 เดือน ขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นจีนเกาหลีใต้ เวียดนาม และไต้หวัน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งต้องรอการศึกษาและประชุมอย่างละเอียดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กระนั้นการพูดถึงการเดินทางแบบจับคู่ท่องเที่ยวอย่าง “บับเบิ้ล ทราเวล” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก โดยรายละเอียดต่างๆ จะมีความชัดเจนอีกครั้งหลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี และคาดว่าหากจะเปิดประเทศขึ้นได้จริง ส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะเป็นในช่วงไตรมาส 3 ของปี คือหลังเดือนกันยายนไปแล้ว

 

มาเลเซีย

ยังมีการประกาศหรือแนวโน้มการเปิดประเทศให้นักเดินทางเดินทางเข้าประเทศมาเลเซียในขณะนี้ รัฐบาลมาเลเซียอนุญาตให้เฉพาะเที่ยวบิน หรือการเดินทางที่จะเป็นการนำชาวมาเลเซียที่เดินทางกลับประเทศเท่านั้น และทุกคนจะต้องแยกตัวเองเป็นเวลา 14 วันหลังเดินทางถึงประเทศมาเลเซียแล้ว ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงยังไม่สามารถเดินทางได้ และยังไม่ แต่มีข่าวว่ารัฐบาลมาเลเซียจะเจรจาทำข้อตกลง “บับเบิ้ล ทราเวล” กับประเทศสิงคโปร์ และนิวซีแลนด์

 

สิงคโปร์

 

ภาพจาก : https://karryon.com.au

 

สิงคโปร์ยังคงปิดชายแดน ไม่เปิดให้มีการเดินทางเข้าออก นอกจากการเดินทางของผู้โดยสารทางอากาศที่เดินทางผ่านสนามบินเท่านั้น อย่างไรก็ตามสิงคโปร์มีแผนที่จะพิจารณา “บับเบิ้ล ทราเวล” จับคู่กับ ประเทศมาเลเซียที่มีชายแดนติดกัน และ นิวซีแลนด์ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้ประเทศสิงคโปร์ พบผู้ติดเชื้อมามากมายในเดือนเมษายนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนแรงงานอพยพ

 

จีน

จีนยังคงไม่เปิดรับชาวต่างชาติเขาประเทศ แต่ยกเว้นให้เข้าได้เพียงกลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มอาชีพผู้เชี่ยวชาญพิเศษต่างๆ และ ขณะนี้จีนกำลังทำข้อตกลง “บับเบิ้ล ทราเวล” ร่วมกับ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ เพื่อให้ประชาชนระหว่างกันสามารถเดินทางไปทำธุรกิจระหว่าง 3 ประเทศได้

 

เกาหลีใต้

เที่ยวบินระหว่างประเทศบางเที่ยวบินเปิดให้บริการสำหรับผู้ที่เดินทางไปยังประเทศเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้ปิดรับชาวต่างชาติ หรือชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางจากต่างประเทศ หากแต่ทุกคนจะต้องเข้าสู่กระบวนการกักกันตัวเองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังเดินทางถึงเกาหลี ยกเว้นสำหรับนักการทูตและชาวต่างชาติที่มีสถานะทางธุรกิจอย่างเป็นทางการซึ่งจะทำการทดสอบแทนเมื่อเดินทางมาถึง

 

เวียดนาม

 

ภาพจาก : www.adventureinyou.com

 

เวียดนามนับเป็นประเทศแรกที่ภูมิภาคอาเซียน ที่เริ่มเปิดรับสายการบินจากต่างประเทศ โดยล่าสุด ประเทศที่เวียดนามเลือกให้มีเที่ยวบินต่างประเทศได้คือกลุ่มประเทศในเอเชีย คือ กวางโจว จีน, ไต้หวัน, โซล เกาหลีใต้, โตเกียว ญี่ปุ่น, ลาว และกัมพูชา โดยรัฐบาลระบุว่า จะค่อยๆ เริ่มให้มีเที่ยวบินไปต่างประเทศในช่วงปลายเดือนมิถุนายนหรืออาจจะเป็นต้นเดือนกรกฎาคม โดยเน้นประเทศที่ปลอดไวรัส

 

 

 

ญี่ปุ่น

 

ภาพจาก : https://livejapan.com

 

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาเปิดรับชาวต่างชาติใน 4 ประเทศ ที่มีความเสี่ยงต่ำได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์  เวียดนาม และ  ไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจที่จะเดินทางได้วันละ 250 คนต่อวัน โดยหวังที่จะผ่อนคลายข้อจำกัด ในการเดินทาง ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นกำลังมีการเจรจากับในหลายประเทศเพื่อกำหนดรายละเอียดในการเปิดรับนักท่องเที่ยวระหว่างกัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้เมื่อไหร่  ขณะที่ตอนนี้ผู้ที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นได้กำหนดเฉพาะ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ที่เดินทางมาเพื่อทำธุรกิจคาดว่าจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกและการเดินทางจะเป็นไปตามข้อกำหนดการตรวจสอบโรคที่สำคัญตามมาตรฐานการป้องกันของประเทศ   โดยปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นมีการเจรจาเพื่อทำบับเบิ้ล ทราเวล กับหลายประเทศ แม้ว่าสถานการณ์การติดเชื้อในญี่ปุ่นยังไม่ดีนัก แต่หลายประเทศก็ให้การชื่นชมต่อการควบคุมการระบาด จากที่คาดว่าจะมีจำนวนพุ่งมาก แต่กลับมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพียงหลักสิบเท่านั้น

 

ความพยายามของญี่ปุ่นในการเจรจาทำ “บับเบิ้ล ทราเวล” กับประเทศต่างๆ นั้น เนื่องจากญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักด้านเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง เพราะต้องเลื่อนการจัดกีฬาโอลิมปิกออกไป ส่งผลถึงเม็ดเงินที่ต้องสูญเสียไป ในขณะที่หลังเกิดการระบาดรายได้ที่เคยเป็นรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าประเทศตกฮวบจนเป็นศูนย์ในเดือนที่มีการระบาดอย่างหนักนั่นเอง

 

ไต้หวัน

ส่วนใหญ่มีเพียงชาวไต้หวันและผู้ถือใบอนุญาตทำงานเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศทุกคนต้องผ่านการกักกัน 14 วัน ประเทศกำลังติดตามสถานการณ์ในประเทศอื่น ๆ อย่างรอบคอบโดยบอกว่าการทำให้การควบคุมชายแดนทำได้ง่ายขึ้นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกในการจัดการกับการระบาด และนับเป็นประเทศแรกๆ ที่หลายประเทศเตรียมอ้าแขนต้อนรับจาก ความสำเร็จในการป้องกันการแพร่ระบาดที่ได้รับการชื่นชมจากทั่วโลก

 

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

 

ภาพจาก : Darren England/EPA-EFE

 

ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกับขาเข้าระหว่างประเทศโดยมีข้อยกเว้นเพียงประการเดียวคือการส่งตัวพลเมืองและผู้อยู่อาศัยถาวรซึ่งต้องผ่านการกักกัน 14 วัน รัฐบาลทั้งสองได้หารือถึงฟองสบู่การเดินทางที่เป็นไปได้ซึ่งอาจรวมถึงหมู่เกาะแปซิฟิกแม้ว่านิวซีแลนด์จะลังเลที่จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ในขณะที่ออสเตรเลียยังคงอนุญาตให้เดินทางภายในประเทศได้ไม่ จำกัด


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 3, 2020

สำนักข่าวต่างประเทศได้ออกสำรวจเปรียบเทียบสถานที่ชื่อดังต่างๆ ที่เคยร้างผู้คนไปในช่วงการระบาด กลับสถานการณ์หลังการผ่อนคลายกฎที่เคร่งครัด ซึ่งปรากฏภาพผู้คนที่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับก่อนหน้านี้มากขึ้น โดยสถานที่สำคัญที่ถูกนำมาเผยแพร่ รวมถึงตลาดนัดรถไฟรัชดา ประเทศไทย ที่เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติด้วย และนี่คือภาพเปรียบเทียบที่ถูกแชร์ไปจำนวนมากในสื่อออนไลน์ต่างๆ ขณะนี้

บนถนนในโอเชียนซิตี้แมริแลนด์ในสหรัฐอเมริกา ที่เคยร้างผู้คนเมื่อช่วงการระบาดรุนแรง แต่หลังจากที่มีประกาศคลายล็อกผู้คนก็เริ่มออกมาเดินเล่นกันบนถนนจนแออัด เหมือนราวกับว่าไม่ได้กลัวต่อการระบาดของโรคแต่อย่างใด

 

 

เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ชายหาดบอร์นมัธ ในสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในโลก ก็แทบจะไม่มีผู้คน แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ชายฝั่งเดียวกันกลับนั้นเต็มไปด้วยผู้ที่พากันมาดูพระอาทิตย์ตกกันจำนวนมาก

 

อิตาลีเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 33,000 คน ภาพถ่ายสองภาพนี้ถูกถ่าย ที่ร้าน Piazza Vittorio Veneto ของ Turin เปรียบเทียบระหว่างวันที่ 10 มีนาคมหนึ่งวันหลังจากมีการบังคับให้ปิดประเทศและภาพล่าสุดในวันที่ 23 พฤษภาคมเมื่อร้านอาหารบาร์คาเฟ่และช่างทำผมสามารถเปิดใหม่ได้แม้ว่ารัฐบาลอิตาลีจะยังประกาศให้ประชาชนคงมาตรการระยะห่างทางสังคมอยู่เช่นเดิมก็ตาม

 

 

ในประเทศกรีซ โบสถ์ของชาวคริสต์ ถูกบังคับให้หยุดการให้บริการหลังจากที่ประเทศประกาศมาตรการล็อกดาวน์ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ไม่มีใครสามารถไปทำพิธีที่โบสถ์ได้ แต่ภาพล่าสุดในวันที่ 17 เมษายน โบสถ์ให้บริการอีกครั้งโดยที่นั่งถูกจัดให้มีระยะห่างกันในระหว่างการเข้าร่วมพิธี  ครั้งแรกหลังจากมาตรการผ่อนคลายลง

 


 

ในประเทศเวียดนามมีผู้ป่วยเพียง 327 ราย แต่ในช่วงของการระบาดถนนหลายแห่งที่เคยมีผู้คนหนาแน่นก็กลับร้างผู้คน ไม่มีการจราจรที่คับคั่ง ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม แสดงให้เห็นคนขับสามล้อในกรุงฮานอยที่ต้องออกมารอผู้โดยสารที่แทบจะไม่มีเลย เปรียบเทียบกับภาพถ่ายการจราจรในกรุงฮานอยเมื่อวันที่ วันที่ 25 พฤษภาคม ที่เต็มไปด้วยรถราในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

 

สำหรับประเทศไทยตลาดนัดรถไฟรัชดาฯในกรุงเทพ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มักจะเต็มไปด้วยผู้คนที่แออัดอยู่เสมอ แต่เมื่อรัฐบาลประกาศพระราชกำหนดฉุกเฉิน หลายสถานที่จึงถูกสั่งปิด รวมถึงที่นี่ด้วย ภาพถ่ายเมื่อปลายเดือนมีนาคม หลังการประกาศกฎหมายเคอร์ฟิว ทำให้ตลาดที่เคยคึกคักกลายเป็นลานร้าง ไร้ผู้คน เปรียบเทียบกับภาพล่าสุดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ตลาดได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ท่ามกลางมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาด ในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่รัฐบาลยังคงขอให้ประชาชนยังคงปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยทางสุขภาพเพื่อไม่เกิดการระบาดในรอบสอง ต่อไป

 

 

ปิดท้ายที่กรุงมิลาน ใน อิตาลี ย่านสำคัญอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II เปรียบเทียบภาพเมื่อวันที่ 8 มีนาคมหลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในตอนเหนือของประเทศ กับภาพถ่ายเมื่อวันที่ วันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่อนคลายการล็อกดาวน์ พบว่ามีผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตปกติกันมากขึ้น แม้ว่าจะยังคงต้องเข้มงวดกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อความปลอดภัยไม่ให้เกิดการระบาดในรอบสองขึ้นมาอีกครั้ง


_โควิด19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

องค์การอนามัยโลก,องค์การยูนิเซฟ และ องค์กรด้านอาหารทารกนานาชาติ (International Baby Food Action (IBFAN)) ได้ออกมากล่าวเตือนให้สตรีที่กำลังให้นมกับทารก อย่าเชื่อข้อมูลเท็จจากกลุ่มธุรกิจที่ต้องการขายอาหารทดแทนนมแม่ที่ออกมาระบุว่า การให้นมของแม่ที่ป่วยเป็นโรคโควิด 19 จะส่งผลต่อสุขภาพของทารก ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยองค์กรทั้งสามยืนยันว่านมแม่ยังคงมีประโยชน์อย่างมากต่อทารก เพราะจะช่วยเพิ่มแอนติบอดีที่ช่วยให้ทารกมีสุขภาพที่ดีและปกป้องอาการเจ็บป่วยในวัยเด็กด้วย

 

ทั้งนี้ WHO และ UNICEF ระบุว่า ยังคงที่จะสนับสนุนให้สตรีให้นมลูกต่อไปแม้ว่าแม่จะได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าเป็น โควิด 19 ก็ตาม ในขณะที่นักวิจัยยังคงทำการทดสอบนมแม่จากผู้ที่ได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ทั้งนี้หลักฐานในปัจจุบันบ่งชี้ว่าเชื้อโควิด 19 ไม่น่าจะถูกถ่ายทอดผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และยืนยันว่าประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

 

ดร.ฟรานซิสโก้ บลังก้า ผู้อำนวยการแผนกโภชนาการและความปลอดภัยของอาหาร ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การตลาดเชิงรุกของกลุ่มอาหารเสริมที่ทดแทนนมแม่ของบริษัทผู้ผลิต เป็นอุปสรรคสำคัญต่อสุขภาพของเด็ก ๆ ทั่วโลกในการที่จะได้รับสารอาหารจากนมแม่ ซึ่งหน่วยงานด้านสุขภาพของแต่ละประเทศจะต้องให้ความเชื่อมั่นกับกลุ่มแม่ ๆ ว่า การเลี้ยงดูทารกด้วยนมแม่ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก เพื่อไม่ให้การตลาดเชิงรุกของอุตสาหกรรมอาหารทดแทนนมแม่เข้ามาอิทธิพลจนทำให้แม่ ๆ ยกเลิกการให้นมแม่กับทารกแรกเกิด

 

 

องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟแนะนำว่าเด็กทารกควรได้รับอาหารเป็นนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกและควรเริ่มได้รับอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัยอื่น ๆ รวมกับการให้นมแม่ต่อไปถ้าเป็นไปได้จนถึงอายุ 2 ปีขึ้นไป ทารกที่กินนมแม่อย่างเดียวมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยกว่าทารกที่ไม่ได้กินนมแม่ถึง 14 เท่า

 

อย่างไรก็ตามในวันนี้มีเพียง 41% ของทารกอายุ 0-6 เดือนเท่านั้นที่ได้รับนมแม่ แต่องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟต้องการให้เปอร์เซ็นต์การได้รับนมแม่ของทารกในวัยนี้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2568 แต่การตลาดที่ไม่เหมาะสมของสารทดแทนนมแม่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการปรับปรุงอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด 19 ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากหลายกิจกรรมถูกสั่งให้หยุดทำงาน

การให้บริการด้านสุขภาพที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้นมแม่อย่างถูกวิธี ในหลายประเทศก็ต้องหยุดดำเนินการไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันสำหรับอุตสาหกรรมทดแทนนมแม่ก็ได้เปิดตัวในการเข้าหา และทำการตลาดเชิงรุกเพื่อหาประโยชน์จากวิกฤตและลดความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

 

ล่าสุดองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ เร่งดำเนินการให้มีการออกกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในช่วงของการป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งรัฐบาลและองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ก็ไม่ควรแสวงหาหรือยอมรับการบริจาคนมทดแทนในสถานการณ์ของความกลัวที่จะติดเชื้อ ทำให้เด็กทารกจำนวนมากถูกแยกออกจากแม่ที่ให้นมตั้งแต่แรกเกิด ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมอาหารเด็กกำลังใช้ประโยชน์จากความกลัวของการติดเชื้อส่งเสริมและแจกจ่ายสูตรฟรีและคำแนะนำที่ทำให้เข้าใจผิดโดยอ้างว่าการบริจาคเป็นเรื่องมนุษยธรรมและพวกเขามอบอาหารเหล่านั้นด้วยความห่วงใย

 

ในการเรียกร้องดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด 19 ตรวจพบในนมแม่ของแม่ที่มีการยืนยันหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคนี้ ดังนั้นเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ที่ไวรัสจะส่งผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือโดยการให้นมแม่จากแม่ได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคโควิด 19

 

สำหรับการให้นมแม่ในระหว่างการระบาดองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ให้คำแนะนำว่า ผู้เป็นแม่ควรล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือใช้มือถูที่ทำจากแอลกอฮอล์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสัมผัสทารก,สวมหน้ากากอนามัยในระหว่างสัมผัสกับทารกรวมถึงในขณะที่ให้อาหาร ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวเป็นประจำหลังจากสัมผัสทารก ทั้งนี้แม้ว่าคุณแม่จะไม่มีหน้ากากทางการแพทย์ แต่ก็ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ ตามรายการและให้นมลูกต่อไป

ภาพจาก : irishtimes.com


_โชว์ฟรี_ขอบริจาค_โควิด19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 26, 2020

โปรดิวเซอร์รายการศิลปะของอินโดนีเซียช่อง Dance Dance Network ผ่านยูทูป ช่วยเหลือนักกลุ่มนักเต้นที่ต้องตกงานจากผลกระทบโควิด 19 โดยใช้เป็นเวทีโชว์การแสดงแบบฟรีออนไลน์ เพื่อขอรับเงินบริจาคจากผู้ชมตามความสมัครใจเพื่อต่อชีวิตศิลปิน พร้อมแบ่งส่วนหนึ่งสมทบทุนทีมแพทย์แก้ปัญหาการระบาดของโคโรนาไวรัส

 

 

สำนักข่าวเอพี รายงานข่าวความพยายามของศิลปินชาวอินโดนีเซียที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หลังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดครั้งใหญ่จนทำให้ขาดรายได้ โดยนำเสนอเรื่องราวชายหนุ่มนักเต้น ชาวอินโดนีเซียอย่างชิโก เซทยันโต ที่ต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ หลังงานของเขาถูกยกเลิกทั้งหมด ทั้งๆ ที่ก่อนการระบาดปีนี้อาจจะเป็นปีทองในการสร้างรายได้ เพราะเขามีคิวการแสดงที่จะต้องออกเดินทางไปโชว์ศิลปะการเต้นในแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซียที่ต่างประเทศหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เยอรมนีและเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งทัวร์การแสดงในประเทศอินโดนีเซียเอง ขณะที่ยังมีงานการฝึกสอนให้กับนักเรียนในคลาสศิลปะการเต้นอีกด้วย

 

แต่หลังเกิดการระบาดชิโก ต้องไปกักกันตัวเองอยู่ที่บ้านของภรรยา ซึ่งจากเวลานั้นจนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วโดยไม่ได้ทำอะไรเลย งานทุกอย่างถูกระงับ และแน่นอนปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบต่างๆ ที่ไม่หยุดตามไปทำให้เกิดความเครียดตามมาอย่างช่วยไม่ได้

 

 

อย่างไรก็ตามล่าสุดชิโก ได้รับความช่วยเหลือจากนักออกแบบท่าเต้น 2 คนในจาร์กาตา เมื่อทราบว่าเขากำลังลำบาก แต่ความสามารถและศิลปะการเต้นในรูปแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซียเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเชื่อว่ายังคงได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะให้ชิโก บันทึกลีลาการเต้นของชิโก ที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ลงบนช่องทางเพลตฟอร์มยูทูป พร้อมกับระบุชัดเจนว่าขอบริจาคเพื่อสนับสนุนและต่อชีวิตศิลปะการแสดงการเต้นของอินโดนีเซียนี้ และยังเป็นการช่วยเหลือนักเต้นที่ขาดรายได้ในช่วงนี้ด้วย

 

โยลา ยูเฟน สมาชิกของกลุ่มงานศิลปะจาการ์ตาหนึ่งในผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ชิโก บอกว่า พวกเขาเคยเห็นการเผยแพร่การแสดงศิลปะการเต้นแบบนี้ในระบบออนไลน์ และทุกคนที่ชอบจะเข้ามาดูได้ฟรี มันเป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่รักในเสียงดนตรี และศิลปะการแสดงในรูปแบบนี้ และหากผู้ชมชอบการแสดงพวกเขาก็จะให้คำแนะนำกับนักแสดง ดังนั้นเราจึงเปิดช่องในยูทูปขึ้น โดยใช้ชื่อว่าช่อง Dance Dance Network ของอินโดนีเซีย บนเวทีดิจิทัลนักเต้นสามารถแสดงผลงานของพวกเขา โดยรายการจะเปิดให้ศิลปินสามารถแสดงความสามารถได้อย่างอิสระ และผู้ชมจะสามารถร่วมบริจาคเงินหากชื่นชอบ หรือต้องการสนับสนุนนักแสดงเหล่านี้

 

 

ตั้งแต่มีการระบาด ช่อง Dance Dance Network มีการอัปโหลดคลิปวิดีโอไปแล้วมากกว่า 60 รายการ โดยเป็นการแสดงทั้งจากนักแสดงเดี่ยว หรือ กลุ่มนักเต้นรำต่างๆ ที่ช่องไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีรูปแบบใด ดังนั้นมันจึงมีคลิปวิดีโอที่หลากหลายสำหรับผู้ชม ตั้งแต่ การเต้นรำดั้งเดิมของอินโดนีเซีย ,บัลเลต์ร่วมสมัย การเต้นฮิปฮอป ไปจนถึงคลิปการเต้นออกกำลังกาย

 

สำหรับเงินบริจาคที่ได้รับจากผู้ชมจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยนักแสดงจะได้ส่วนแบ่ง 75% อีก 20% จะถูกแบ่งไปเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาCOVID-19 ในประเทศอินโดนีเซียและส่วนที่เหลือจะเป็นจ่ายค่าใช้จ่ายของโครงการ และแน่นอนชิโก ซึ่งเข้าร่วมโครงการนี้ได้รับเงินจากส่วนแบ่งนี้ด้วยเมื่อเขาได้ทำการบันทึกคลิปการเต้นของตัวเองและอัปโหลดไปยังช่อง Dance Dance Network ทำให้รู้สึกดีใจที่ยังมีพื้นที่สำหรับการแสดงของเขา และซาบซึ้งมากที่ยังคงมีคนสนับสนุนการแสดงของเหล่าศิลปินที่ต้องประสบกับปัญหายากลำบากในระหว่างที่โรคระบาดในขณะนี้

 

 

ที่จริงแล้วความริเริ่มการแสดงดังกล่าว เกิดขึ้นจากแนวคิดของ รัสดี อนินดาจาติ โปรดิวเซอร์รายการทีวีด้านการแสดงของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น อดีตผู้ป่วยโรค COVID-19 จนเป็นที่รู้จักขึ้นมาในฐานะของผู้ป่วยรายที่ 3 ในอินโดนีเซีย และการที่เขามีชีวิตรอดจากโรคนี้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะหาทางทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้างในช่วงของการระบาดใหญ่

 

“เพราะผมโตมาในสังคมของนักเต้นเหล่านี้ จึงมีความคิดว่าจะช่วยเหลืออะไรกับพวกเขาได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือมันจะไม่ใช่เป็นเพียงการช่วยเหลือศิลปินนักเต้นเหล่านี้เท่านั้นแต่ มันยังรวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน” รัสดี กล่าว