1.jpg

kinyupen_adminFebruary 26, 2020

สาวอเมริกันสอนวิธีโพสต์ท่าสวย แทนการใช้แอพฯ แต่งรูป ตั้งใจสื่อ โลกนี้ไม่มีร่างกายที่สมบูรณ์แบบ

เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนย่อมอยากมีความสมบูรณ์แบบในทุกครั้งที่โพสต์รูปภาพของตัวเองลงบนสื่อโซเชียลออนไลน์ แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอกลับตั้งใจที่จะโพสต์ภาพเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างความจริงๆ และภาพที่ถูกแต่งเติมที่ทำให้ดูสมบูรณ์แบบเกินจริงลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว  เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่า ภาพที่เห็นกับความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และนั่นไม่ได้สำคัญไปกว่าการเป็นตัวของตัวเอง ที่ย่อมไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

 

ซาร่า พูห์โต คือหญิงสาวอเมริกันวัย 23 ปี กลายเป็นที่สนใจบนสื่อสังคมออนไลน์สหรัฐขึ้นมา  เมื่อเธอได้โพสต์ภาพส่วนตัวของเธอแสดงให้เห็นความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ กับ สิ่งที่ถูกแต่งเติมออกมาจนดูดีเกินเหตุ

 

 

ซาร่า บอกว่าเธอโพสต์ภาพแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้คนเห็นว่ารูปที่ถูกโพสต์ตามสื่อโซเชียลทั่วไปสามารถทำให้ดูสวยเกินจริงได้ ด้วยการเปลี่ยนการโพสต์ท่าถ่ายรูป ที่จะทำให้แต่ละคนมีบุคลิก หรือภาพที่ปรากฏแตกต่างออกไป โดยเฉพาะการอวดรูปบนอินสตาแกรม

 

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ เกิดจากที่ซาร่า เริ่มโพสต์ภาพของความคืบหน้าของเธอหลังการออกกำลังกายมาตั้งแต่ ปี 2558 โดยในการถ่ายรูปตอนนั้นเธอเพียงแค่เกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดมุมที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง แต่หลังจากนั้นได้เปลี่ยนการโพสต์รูปใหม่หลังจากเห็นว่าบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ด้านการออกกำลังกายคนอื่นล้วนแล้วแต่โพสต์ภาพที่มีร่างกายดูดีทั้งสิ้น  ทำให้ตัวเธอเองรู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขาเหล่านั้นที่มักจะสวยงามอยู่เสมอ

 

“ฉันคิดว่าหลายคนที่ได้ดูรูปภาพสวยๆ ที่ฉันพยายามสื่อออกไป ก็อาจจะรู้สึกเช่นเดียวกับฉันก็ได้” ซาร่าบอก เพราะในตอนที่โพสต์รูปสวยๆ เธอต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหามุมที่ดีที่สุดและมุมที่สวยที่สุดอยู่นาน ทั้งที่จริงๆ แล้วร่างกายที่แท้จริงของเธอก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่โพสต์ตลอดเวลา ดังนั้นจึงคิดที่จะแบ่งปันความคิดของตัวเองในเรื่องของความเป็นจริงที่ว่า ส่วนใหญ่แล้วรูปร่างของเธอก็ไม่ได้สวยงามเหมือนในรูปภาพสักหน่อย จากนั้นจึงเริ่มที่จะโพสต์รูปเปรียบเทียบระหว่างภาพที่ใช้มุมในการโพสต์ถ่ายภาพระหว่างมุมที่ดี และมุมปกติที่อาจจะทำให้ดูไม่สวย  ซึ่งทุกคนล้วนมีมุม หรือท่าโพสต์ท่าส่วนตัวของตัวเองที่ในการถ่ายรูปที่จะทำให้ตัวเองดูดีในรูปถ่ายอยู่แล้ว

 

ซาร่าบอกว่า ก่อนหน้านี้เธอมักรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นร่างกายคนอื่นที่สวยงามได้รูป จนทำให้รู้สึกเปรียบเทียบ และตั้งคำถามว่าเป็นเพราะเธอออกกำลังกายน้อยเกินไปหรือเปล่า จริงๆ แล้วส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้กับคนที่มักนำไปเปรียบเทียบกับตัวเอง คือสังคมมักจะยกย่องความสวยงามกับร่างกายประเภทหนึ่งเท่านั้น  ทำให้คุ้นเคยกับการดูภาพที่ถูกชื่นชมว่า “ร่างกายที่สมบูรณ์แบบ” บนโซเชียลมีเดียจนทำให้เกิดความอยากเป็นเหมือนในภาพบ้าง จนลืมสิ่งที่เรียบง่าย และปกติของมนุษย์ทั่วไปต้องเป็น เช่น ท้องอืด หรือ มีหน้าท้องหนา อยู่บ้างอยู่แล้ว

 

แต่เมื่อสื่อสังคมออนไลน์กำลังกลายเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงในปัจจุบัน มันก็ย่อมจะเป็นเรื่องยากที่ผู้คนที่เสพสื่อพวกนี้จะไม่เปรียบเทียบตัวเรากับภาพถ่ายที่เห็นในโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว  จนนำไปสู่การใช้เครื่องมือแอพลิเคชั่นตกแต่งภาพจนทำให้ดูไม่สมจริง

 

ดังนั้นสิ่งที่ซาร่าพยายามทำและโพสต์รูปลงบนอินสตาแกรมของเธอ คือการใช้มุมกล้อง แสง หรือการโพสต์แทนการใช้เทคโนโลยีพิเศษ และนั่นทำให้โพสต์ของเธอกลายเป็นที่สนใจและได้รับความนิยม เพราะสะท้อนให้เห็นความเป็นธรรมชาติ และการแก้ไขด้วยสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ได้เริ่มทำให้ผู้ที่ติดตามของเธอมีความมั่นใจในรูปร่างของตัวเอง และยอมรับความเป็นจริงของร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติทั่วไป

 

“ฉันคิดว่ามันช่วยให้เราตระหนักว่าความสมบูรณ์แบบที่เรากำลังไล่ล่านั้นไม่มีอยู่จริงและเราควรเรียนรู้ที่จะเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเองว่าเราเป็นอย่างไร ดังนั้นเราไม่ควรรู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และรักตัวเองในสิ่งที่เป็น แต่ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย” ซาร่ากล่าวในตอนท้าย

 


Content_โรคสมองเสื่อม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminDecember 18, 2019

หากคุณอยู่กับพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ คำที่ได้ยินบ่อยคือ พักนี้ หลง ๆ ลืม ๆ  และถ้าตัวคุณเองอยู่ในช่วงวัย 50  ขึ้นความคิดและความกังวลที่จะเริ่มเข้ามา “นี่ตรู จะสมองเสื่อมหรือเปล่า” กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมข้อเขียนทั้งจากสื่อและบทความของผู้รู้ รวมถึงคุณหมอมาเพื่อจะหาคำตอบ และทางออกเบื้องต้นให้คุณได้ปลอดกังวล

 

อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่า สมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์ เป็นคนละโรคแต่มีความเกี่ยวข้องกัน สมองเสื่อม เป็นโรคที่ทำให้ความจำเสื่อม และความสามารถด้านอื่นๆของสมองลดลง ส่วนอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่เกิดจากเนื้อสมองเสื่อมสลาย โดยผู้ป่วยสมองเสื่อมจำนวนมากมีสาเหตุจากอัลไซเมอร์ ซึ่งมีสาเหตุจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ หรืออุดตันทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอและนำไปสู่เนื้อสมองตาย หรือเสื่อมสลาย

 

ขณะที่สมองเสื่อมอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นติดเชื้อในสมอง ขาดสารอาหารบางชนิด ระบบในร่างกายทำงานแปรปรวน เช่นต่อมไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยเกินไป ตับหรือไตทำงานผิดปกติ ศีรษะถูกกระแทกบ่อย หรือมีเนื้องอกในสมอง เป็นต้น สมองเสื่อมบางชนิดอาจรักษาได้แต่ชนิดที่เกิดจากเนื้อสมองเสื่อมสลายไม่สามารถรักษาให้หาย แต่สามารถชะลออาการได้

 

อาการหลงลืม ไม่ใช่โรคสมองเสื่อมแต่อาการจำไม่ได้ ว่าเป็นผู้ทำแม้เพิ่งเกิดไม่นานอาจจะใช่ เช่น จำไม่ได้เลยว่าตัวเองว่าเป็นคนเปิดแก๊ส  พฤติกรรมเปลี่ยนจากที่เคยชอบแต่งตัว ก็ไม่แต่ง ไม่อาบน้ำ  อารมณ์รุนแรงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งตลอดเวลา เช่นเกรี้ยวกราด หรือ ยิ้ม หัวเราะตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากผู้สูงวัยในบ้านเริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆ ดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะแพทย์จะซักถามและทดสอบสมรรถภาพของสมองเพื่อหาสาเหตุ อาการและประคองอาการ

อย่างไรก็ตามล่าสุดวารสารวอล์ลสตรีท เจอร์นัลได้นำเสนอข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ว่าในอนาคต 20 ปีข้างหน้าจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในโลกใบนี้จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวคือจาก 43.8 ล้านเป็น 88 ล้านคน ในงานวิจัยชิ้นนี้จึงได้เสนอแนวทางปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงได้ถึง 35% ในวันที่ยังแข็งแรง โดยแต่ละพฤติกรรมก็มีเกณฑ์สนับสนุนในระดับที่แตกต่างกันไป หากทั้งนี้เมื่อเทียบกับบทความของแพทย์ไทย และการประชุมของกลุ่มแพทย์ที่ประเทศอังกฤษ ก็จัดได้ว่าอยู่ในหลักการและหมวดเดียวกัน ที่พอจะเป็นข้อแนะนำหนักแน่นให้เราดำเนินรอยตาม

  1. ออกกำลังกาย
  2. งดบุหรี่
  3. ควบคุมความดันโลหิต
  4. เลี่ยงอาหารมัน เบาหวาน
  5. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน
  6. ดูแลไม่ให้เกิดภาวะซึมเศร้า

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัย ที่ดูเหมือนจะสอดคล้องกับข้างต้นคือ เราควรมีการดูและระบบเส้นเลือดให้มีสุขภาพดี นั่นหมายถึงว่าให้มีการไหลเวียนดี มีหลอดเลือดที่แข็งแรง ดังเห็นได้ว่าข้อ 1-5 จะเกี่ยวข้องกับ การไหลเวียนของเลือด  หากการวิจัยของอังกฤษอาจมีเสริมให้ ฝึกสมาธิ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

เมื่อรู้แล้ว ..เริ่มดูแลและป้องกันให้ห่างไกลโรคแต่วันนี้ และอย่าปล่อยให้ความกลัวครอบงำ


_Content_BURN.jpg

kinyupen_adminOctober 24, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ เอาใจสุภาพบุรุษที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้สมส่วน ไม่อ้วนจนเกินไป หรือไม่ผอมจนเกินไป เพราะผู้ชายสมัยนี้ไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญกับเรื่องกิน เที่ยว เพียงเท่านั้น เรื่องของร่างกายก็ต้องดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน

 

วันไหนที่ทานเยอะ ก็ต้องเบิรน์ให้มากกว่าปริมาณที่ทานไป และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเผาผลาญไขมันออกมา ซึ่งการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินของร่างกายออกมาให้ได้วันละหลาย ๆ แคลอรี่นั้น จำเป็นอย่างยิ่ง

 

สำหรับสุภาพบุรุษทุกคน โดยเฉพาะคนที่อายุย่างก้าวเข้าสู่เลข 3 เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ร่างกายจะมีเมตาบอลิซึมต่ำ หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานด้วยตัวเอง เพราะหากวันใดคุณรับประทานอาหารอย่างไม่ระวัง แถมไม่ออกกำลังกายแล้ว ความอ้วนก็จะมาเยือนชีวิตเราในที่สุด

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 5 เคล็ดลับที่คุณสุภาพบุรุษทุกคนควรกระทำในตอนเช้า หากลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายของเราสามารถเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  1. นอนหลับให้เพียงพอ : โดยปกติคนเราจะต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง/วัน การนอนหลับให้เพียงพอนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย หากเรานอนหลับไม่เพียงพอจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ซึ่งทำให้รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา เราจะเกิดอาการทานบ่อย จุกจิก ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ไม่ยาก เพราะการสะสมแคลอรี่จากของกินที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ควรแบ่งเวลานอนหลับให้เพียงพอ แล้วจะดีต่อสุขภาพ

 

  1. อย่านอนจนรากงอกไม่ยอมลุก : การนอนหลับคือการที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมง/วัน ไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกาย เพราะจะส่งผลต่อกลไกการนอนหลับของเราในคืนต่อ ๆ ไป ดังนั้น เมื่อนอนพอเพียงพอแล้ว ก็ควรลุกขึ้นจากเตียงทันที อย่านอนต่อยาว ๆ เพื่อเราจะได้ออกมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ในตอนเช้าที่จะช่วยเบิร์นพลังงานส่วนเกินออกจากร่างกาย

 

  1. ดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่ 1 แก้ว : อีกหนึ่งเทคนิคสำคัญของการตื่นนอนที่มีคุณภาพ เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าควรเริ่มต้นเติมความสดชื่นให้กับร่างกายด้วยการดื่มน้ำเปล่าแก้วโต ๆ 1 แก้วทันที ซึ่งจะมีประโยชน์ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ทำให้เราขับถ่ายได้ดีในตอนเช้า และช่วยเพิ่มอัตราการเมตาบอลิซึมของร่างกายได้มากถึง 30% จากภาวะปกติ

 

  1. ออกกำลังกายแบบระเบิดพลัง : ข้อดีของการออกกำลังกายแบบระเบิดพลังระยะสั้น ๆ หรือ High Intensity Interval Training (HIIT) คือการออกกำลังกายแบบยก ๆ จากนั้นก็พักสักครู่แล้วค่อยเริ่มระเบิดพลังอีกครั้งสลับกันไปเรื่อย ๆ ในตอนเช้า มีประสิทธิภาพช่วยให้เราประหยัดเวลาออกกำลังกาย และเราจะได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเบิร์นพลังงาน แถมยังช่วยให้ร่างกายของเรารักษาระดับการเผาผลาญพลังงานที่สูงไปได้ตลอดทั้งวันอีกด้วย

 

  1. ทำข้อ 1-4 อย่างสม่ำเสมอ : จากคำแนะนำทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น ต้องมีการปฏิบัติอย่างมีวินัย เพราะความสำเร็จไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ย่อมต้องเกิดจากความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า มีวินัย ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก หากทำทั้ง 4 ข้อที่เราได้แนะนำไปได้อย่างมีวินัย จะถือเป็นเรื่องดีมาก ๆ เลยสำหรับตัวเรา

 

สุดท้าย สิ่งที่เราได้แนะนำไปจะเป็นประโยชน์ดี ๆ ให้กับผู้ที่กำลังต้องการรักษาหุ่น กระตุ้นอัตราเมทาบอลิซึม และเบิร์นแคลอรี่ส่วนเกิน โดยเฉพาะคนที่รู้ตัวว่าน้ำหนักตัวเริ่มมากขึ้นจนเริ่มจะรับตัวเองไม่ได้แล้ว การลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองในวันนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดีและไม่มีอะไรที่สายเกินไปที่คุณกลับมาเป็นหนุ่มที่มีรูปร่างเป๊ะและสุขภาพดีได้อีกครั้ง หากทำเป็นประจำอย่างมีวินัยจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันแล้ว ปัญหาเรื่องน้ำหนักส่วนเกินของเราจะหมดไป และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_การวิ่ง-ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด_web.jpg

kinyupen_adminAugust 18, 2019

 ในยุคปัจจุบัน หลายคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น จะเห็นได้จากการลุกขึ้นออกมาวิ่งในสวนฯ หรือตามงานวิ่งต่าง ๆ ที่จัดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ แต่สำหรับคนที่ยังไม่ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย รู้ไหมว่า “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะเลย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมคำตอบไว้ให้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนรักการออกกำลังกาย โดยเฉพาะ “การวิ่ง” เพราะการวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายโดยแทบจะไม่ต้องลงทุนค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย บางคนชอบการออกมาวิ่งตามงานวิ่งต่าง ๆ จนกลายเป็นว่าตอนนี้ การวิ่งเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมและกำลังจะเป็นเทรนด์ใหม่ของคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัยไปแล้ว

ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่คนสมัยนี้หันมาใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้น แต่สำหรับคนที่มีความคิดว่า วิ่งแล้วเหนื่อย ต้องลองกลับไปคิดทบทวนดูใหม่ เพราะความจริงแล้ว “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดด้วยซ้ำ

วิ่งบ่อย ๆ ร่างกายจะ “ไม่เหนื่อย”

สำหรับคนที่เริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ช่วงแรก ๆ ก็จะมีอาการแบบว่า วิ่งแปปเดียวก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว ขอให้อดทนไว้ เพราะเมื่อคุณวิ่งบ่อย ๆ ร่างกายจะคุ้นชินไปเอง แล้วคุณจะสามารถวิ่งได้ไกลขึ้นในแต่ละครั้ง และแน่นอนว่ามันส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างอื่นด้วย เช่น เดินกลับบ้าน เดินจากที่ทำงานไปขึ้นรถหน้าปากซอย เดินขึ้น-ลงบันได หรือเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

วิ่งบ่อย ๆ ลดการปวดประจำเดือนได้

สำหรับคุณสุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงการเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับให้เคยชินกับการออกกำลังกาย ลองสังเกตดูว่า อาการปวดท้องน้อยลดลงไหม เมื่อวิ่งบ่อย ๆ การปวดประจำเดือนจะอยู่ในระดับที่เราสามารถทนได้ ทนได้แบบว่าเราไม่ต้องรับประทานยาแก้ปวดอีกต่อไป

วิ่งบ่อย ๆ ทำให้เราอยากตื่นแต่เช้า

หลายคนที่ชื่นชอบการวิ่งจะมีความรู้สึกแบบนี้ คือ จะตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ สัมผัสบรรยากาศต้นไม้เยอะ ๆ เพราะการวิ่งในสวนสาธารณะเป็นจุดที่บังคับให้ตัวเราลุกขึ้นตื่นเช้าออกไปวิ่ง เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน สาย ๆ หน่อยก็ร้อนแล้ว หากทำแบบนี้ทุก ๆ วัน ก็จะฝึกให้เราที่เคยตื่นสายวันเสาร์-อาทิตย์ เปลี่ยนมาเป็นคนตื่นเช้าไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่ง นอกจากนี้ เรายังจะมีเวลาไปทำกิจวัตรประจำวันอย่างอื่น ๆ มากขึ้นในแต่ละวันอีกด้วย

วันไหนไม่ได้วิ่ง วันนั้นจะเกรี้ยวกราด!

สำหรับคนที่วิ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน จะมีความรู้สึกว่าหากวันใดวันหนึ่งไม่ได้ไปวิ่งออกกำลังกายก็จะรู้สึกไม่ดี เหมือนทำผิดอะไรสักอย่าง เราจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดีที่ไม่ได้ไปวิ่ง นั่นถือเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เราต้องผลักตัวเองให้ตื่นขึ้นมาวิ่งให้ได้

 

สุดท้าย การเริ่มต้นวิ่งออกกำลังกายไม่ยากอย่างที่คิดไว้เลย เพียงแค่ตัวคุณต้องมีความขยัน พยายาม ฝึกความมีวินัยในตนเอง อย่างน้อยลุกจากเตียงให้ได้ตนเช้าตรู่ เริ่มแรกค่อย ๆ ลองเดินเรื่อย ๆ ก่อน จากนั้นค่อย ๆ เริ่มวิ่ง เหนื่อยก็เปลี่ยนเป็นเดิน อย่าหักโหม ไม่ไหวอย่าฝืน แรก ๆ ได้ 1-2 กิโลเมตรก็ถือว่าเก่งมาก ๆ แล้ว ทำแบบนี้บ่อย ๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน ร่างกายเราจะเหนื่อยน้อยลง จนสามารถวิ่งได้ในระยะทางเยอะขึ้น แล้วความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจะค่อย ๆ ส่งผลเอง นี่ล่ะ “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดจริง ๆ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_แนะนำ-5-กีฬาในร่มยอดฮิต-ควรค่าแก่การเบิร์นไขมันช่วงหน้าฝน_web.jpg

kinyupen_adminAugust 7, 2019

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน การออกกำลังกายตามพื้นที่กลางแจ้งขณะฝนตก ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 5 กีฬาในร่มสุดฮิต ที่สามารถออกกำลังกายได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนก็ตาม ยังไงก็ไม่เปียกแฉะหรือโดนแดดอย่างแน่นอน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักสุขภาพสักหน่อย ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน สำหรับใครที่ชอบออกกำลังตามสวนสาธารณะ โดยเฉพาะการวิ่ง ช่วงนี้คงไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่ ไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน บางคนตัดสินใจวางมือโดยอ้างว่าช่วงนี้หน้าฝน เลยไม่ออกกำลังกาย สุดท้าย ร่างกายเราก็จะสะสมไปด้วยไขมันทั้งนั้น และก่อให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาทันที

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีกีฬาบางชนิดที่คุณสามารถเล่นได้ แม้จะเป็นช่วงหน้าฝนก็ตาม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 5 กีฬาในร่มสุดฮิต ที่สามารถออกกำลังกายได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนก็ตาม ยังไงก็ไม่เปียกแฉะหรือโดนแดดอย่างแน่นอน

1. แบดมินตัน

แบดมินตัน เป็นกีฬาในร่มสนุกยอดฮิต เล่นกันเป็นหมู่คณะได้ เเถมยังช่วยรีดน้ำหนักคุณได้ไม่น้อยเลย หากคู่อยากเล่นสนุก ๆ ไม่เหนื่อยมาก การเล่นเเบดมินตัน 1 ชัวโมงจะช่วยให้คุณเบิร์นพลังงานออกได้ 500 เเคลอรี่เลยนะครับ

 

2. ต่อยมวย

ชกมวยหรือต่อยมวย ถือเป็นกีฬาในร่มที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นนักเเสดง คนดัง ทั้งผู้หญิงเเละผู้ชาย ต่างตบเท้ากันเข้ามาซ้อมมวยตามค่ายมวยดัง ๆ เพราะการซ้อมมวยเเบบจริงจัง 1 ชั่วโมงสามารถเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้มาถึง 500 – 1,000 เเคลอรี่

 

3. HIIT (High-Intensity Interval Training)

การออกกำลังกายเเบบ HIIT คือการกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนักสลับเบาซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะช่วยกระชับทุกสัดส่วนของร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดเเละหัวใจ การออกกำลังกายด้วยการ HIIT เพียงเเค่ 30 นาที สามารถช่วยให้คุณเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่เลยทีเดียว

 

4. วิ่งบนลู่วิ่ง

วันไหนที่ฝนตก คุณออกไปวิ่งในสวนสาธารณะไม่ได้ เเต่อารมณ์ของคุณก็ยังอยากวิ่งออกกำลังกายอยู่ดี เเบบนี้การวิ่งบนสายพานช่วยเเก้ขัดได้ ซึ่งการวิ่งบนสายพาน 1 ชั่วโมงจะช่วยให้คุณเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่

 

5. เต้นซุมบ้า-แอโรบิก

การเต้นซุมบ้าและการแอโรคบิค ถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ยอดนิยมและก็ได้ผลดี สำหรับการเต้นแอโรบิคเป็นการเต้นโดยการขยับเขยื้อนร่างกายไปตามจังหวะของเสียงเพลง ส่วนการเต้นซุมบ้าเป็นการเต้นประสานกับท่าเต้นสไตล์ละติน-อเมริกา ระบำหน้าท้อง เเอโรบิก เเละฮิปฮอปเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้คุณได้ออกสเต็ปเเดนซ์ ฝึกสมอง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ปลดปล่อยความมันส์ คลายเครียดได้อย่างสนุกสนาน เเละที่สำคัญการเต้นวุมบ้าและแอโรบิควันละ 1 ชั่วโมง สามารถเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่เลยทีเดียว

เเละนี่ก็คือ 5 กีฬาในร่มยอดฮิต ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณได้เบิร์นไขมันเป็นอย่างดี แล้วถ้าหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุก ๆ วัน พร้อมกับควบคุมอาหารไปด้วย รับรองเลยว่าหน้าฝนแบบนี้ คุณจะไม่อ้วนอย่างแน่นอน ลดข้ออ้างที่ว่า ช่วงนี้เป็นหน้าฝน เลยออกกำลังกายไม่ได้ แต่แท้จริงแล้ว การออกกำลังกายในร่มเหล่านี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_5-ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า...ดีต่อกายและใจ_web.jpg

kinyupen_adminJune 30, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า ที่นอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายเราอีกด้วย บอกเลยว่า ช่างดีต่อกายและใจจริง ๆ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงสุขภาพ เอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างการวิ่ง เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่รักสุขภาพ เมื่อคิดจะออกกำลังกาย การวิ่งถือเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก เพียงแค่ใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหวเท่านั้น บวกกับจิตใจที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะวิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหลายคนเลือกที่จะออกมาวิ่งกันในช่วงเย็นมากกว่าช่วงเช้า เนื่องจากจะได้ไม่ต้องตื่นนอนตอนเช้า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การวิ่งในตอนเช้าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ดีมาก เนื่องจากการวิ่งตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นออกมา แถมเรายังได้สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายในยามเช้า ทำให้สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ แต่จะรู้หรือไม่ว่า การวิ่งตอนเช้าดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ไปหาคำตอบมาให้ทุกท่านแล้ว

1. ลดระดับความดันโลหิต : ผลการศึกษาของ Dr.Scott Collier Appalachian State University พบว่า การวิ่งในตอนเช้าช่วยลดความดันโลหิตได้ เนื่องจากผลการทดลองพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่วิ่งตอนเช้าจะมีระดับความดันโลหิตตลอดทั้งวันลดลงโดยเฉลี่ย 10% และลดลงราว 25% ในช่วงก่อนนอน ดังนั้น หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง การวิ่งตอนเช้าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ

2. ช่วยลดน้ำหนัก : การออกกำลังกายด้วยการวิ่งในตอนเช้า ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน ส่งเสริมให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นไปในตัว

3. ปลุกความสดชื่นให้ร่างกาย : การวิ่งตอนเช้าทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและตื่นตัว พร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นออกมาด้วย

4. ลดความเครียด : หากใครกำลังมีเรื่องให้เครียด การวิ่งในตอนเช้าช่วยลดความเครียดได้จริง ๆ แถมยังช่วยสร้างอารมณ์ดีให้ตัวเราได้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ช่วยให้ลืมความเครียดไปได้สักระยะหนึ่ง

5. เปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนตื่นเช้า : Dr.James Mojica นักจิตวิทยาบอกไว้ว่า หากสามารถตื่นเช้ามาวิ่งออกกำลังกายเป็นสิ่งแรกของวันได้อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์ จะช่วยให้ระบบร่างกายปรับตัวกับการตื่นเช้าไปได้ จนในที่สุดตัวเราจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการตื่นนอนจากคนนอนขี้เซาให้เป็นคนนอนตื่นเช้าได้ โดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกาปลุกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า การตื่นมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งตอนเช้า ล้วนส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายตื่นตัว สดชื่น มีสมาธิ และลดน้ำหนักแล้ว การตื่นมาวิ่งตอนเช้ายังช่วยแก้อาการเมาค้างให้หายเป็นปลิดทิ้งได้อีกด้วย ใครที่อยากมีสุขภาพดีทั้งกายและใจก็ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาลองวิ่งตอนเช้าดู รับรองเลยว่า สุขภาพกายและใจของคุณต้องแข็งแรงและ Strong! อย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_วิ่งไหนดีที่ไม่ใช่สวนสาธารณะ_web.jpg

kinyupen_adminJune 21, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสถานที่วิ่งออกกำลังกายนอกเหนือจากสวนสาธารณะในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มาฝากเหล่าสาวกคนรักการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ

สำหรับสาวกคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างการวิ่งหรือเดินเพื่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เมื่ออยากวิ่งออกกำลังกาย ก็จะไปวิ่งที่สวนสาธารณะหรือไม่ก็ในฟิตเนส แต่จริง ๆ แล้ว พื้นที่ที่สามารถไปวิ่งออกกำลังกายมีมากมายหลายแห่ง ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในสวนสาธารณะใหญ่ ๆ อย่าง สวนจตุจักร สวนรถไฟ สวนลุมพินี สวนเบญกิตติ ฯลฯ แต่ยังมีพื้นที่ที่ใช้สำหรับวิ่งออกกำลังกายได้อีกด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมสถานที่วิ่งออกกำลังกายนอกเหนือจากสวนสาธารณะในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มาฝากเหล่าสาวกคนรักการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ

1. เลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม)

พื้นที่ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เป็นสถานที่ที่ต้องการแนะนำเป็นพิเศษ เพราะเส้นทางนี้คุณจะวิ่งไปได้เรื่อย ๆ บนเส้นทางจักรยานเล็ก ๆ ที่รองรับผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานและการวิ่งออกกำลังกาย มีเส้นทางให้วิ่งตั้งแต่บริเวณพระราม 9  ประชาอุทิศ  ลาดพร้าว  เกษตร-นวมินทร์ และไปสิ้นสุดที่รามอินทรา รวมระยะทางทั้งสิ้น 14 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อคุณวิ่งไปและวิ่งกลับมาถึงจุดเริ่มต้น (พระราม 9 – รามอินทรา – พระราม 9) จะเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 26 กิโลเมตรเลยทีเดียว ฉะนั้น สะดวกระยะไหนก็วิ่งระยะนั้น อย่าหักโหมจนเกินไป

2. เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์

ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ มีลานวิ่งออกกำลังกาย Sky walk บริเวณชั้น 3 ของห้าง ให้บริการแก่ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย มีระยะทาง 250 เมตร/รอบ เปิดให้บริการตั้งแต่ 06:00-22:00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ มีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการผู้ที่มาใช้บริการ (ต้องนำกุญแจมาเอง) ที่สำคัญ ใช้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

3. ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ มีลานวิ่ง Sky Running อยู่บนชั้น 5 ภายในอาคาร จุดเด่นของที่นี่คือเป็นลานวิ่งแห่งแรกและแห่งเดียวที่เป็นลู่วิ่งในร่มที่มีแอร์ ฉะนั้นแล้วนักวิ่งที่มาวิ่งที่นี่จะไม่ต้องมาเจอกับปัญหาอากาศร้อนหรือฝนตกหนักอีกต่อไป ส่วนระยะทางต่อรอบอยู่ที่ 412 เมตร เทียบเท่าลู่วิ่งมาตรฐาน มีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการผู้ที่มาใช้บริการ (ต้องนำกุญแจมาเอง) นอกจากนี้ ยังมีระบบจับรอบสำหรับเก็บระยะทางด้วยบลูทูธ ที่อาศัยการทำงานของแอปพลิเคชัน Sky Running โชว์ระยะทางวิ่งบนหน้าจอทุกครั้งที่คุณวิ่งผ่านจุด Check Point หมดปัญหาเรื่องสัญญาณ GPS ที่ไม่เสถียร โดย Sky Running แห่งนี้จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 06:00-22:00 น. ที่สำคัญ ใช้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

4. สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ท่ารถไฟ

สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ท่ารถไฟ อยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช ในทุก ๆ วันช่วงเช้าและช่วงเย็น จะมีนักวิ่งมาวิ่งออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีระยะทางประมาณ 400 เมตร/รอบ เปิดพื้นที่ให้เข้ามาบริการทุกวัน

5. อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ม.รามคำแหง หัวหมาก

อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก พื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับให้นักศึกษา พนักงาน และบุคคลทั่วไปเข้ามากราบสักการะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ลานพ่อขุนฯ มีความกว้างประมาณ 130-140 เมตร ในช่วงเย็น ๆ หลัง 17:00 น. เป็นต้นไป จะมีคนเข้ามาวิ่งเป็นจำนวนมาก ทั้งนักวิ่งที่มาวิ่งเพื่อออกกำลังกาย รวมไปถึงกลุ่มนักศึกษาที่มาวิ่งเพื่อแก้บน เป็นต้น นอกจากนี้ มีบริการธูปเทียนเพื่อให้ผู้ที่เดินทางมา ณ ที่แห่งนี้ได้กราบไหว้ ขอพร สักการะพ่อขุนรามฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

6. สนามฟุตบอล มศว ประสานมิตร

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร โดยในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะมีผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในละแวกถนนอโศกมนตรี ใช้เวลาหลังเลิกงานลงมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยมีระยะทางประมาณ 500 เมตร/รอบ

 

สำหรับสถานที่ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชื่นชอบการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ เผื่อไว้กรณีเบื่องการวิ่งในสวนสาธารณะแล้ว ก็ลองปรับเปลี่ยนสถานที่มาวิ่งนอกสวนสาธารณะบ้าง รับรองเลยว่า เสียเหงื่อกับการออกกำลังกายไม่แพ้กับการวิ่งในสวนสาธารณะอย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-1-เดือน-ด้วย-สควอช_web.jpg

kinyupen_adminApril 29, 2019

สาวๆ หลายคนคงจะมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวหรือเรื่องหุ่นที่อาจจะอ้วนหรือมีแขนหรือต้นขาที่ใหญ่กันใช่ไหม แต่ในใจคืออยากมีหุ่นสวยๆ กล้ามเนื้อกระชับสัดส่วนเหมือนผู้หญิงสวยๆ คนอื่นๆ แต่ไม่รู้จะใช้วิธีการอย่างไรดีในการลดน้ำหนัก ลองใช้วิธีการเล่น “สควอช” ดูไหม

บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับคำว่า “สควอช” ว่าเป็นกีฬาอะไร อย่างไร จริงๆ แล้ว “สควอช” เป็นท่าออกกำลังกายประเภทย่อยืดหรือลุกนั่งที่โฟกัสไปที่บริเวณส่วนล่าง สามารถทำได้ง่ายๆ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือสวนสาธารณะหรือแม้กระทั่งในฟิตเนส และกีฬาประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อย่างดัมเบลล์หรือเบาะรองพื้นให้วุ่นวาย

วิธีออกกำลังกายด้วยการ “สควอช” ไม่ยาก เพียงแค่คุณวางเท้าทั้ง 2 ข้างให้กว้างพอดีกับบริเวณหัวไหล่ จากนั้นยืนให้เท้าติดกับพื้น มือทั้ง 2 ข้างยืดไปข้างหน้าขนานกับพื้น ย่อตัวลง ดันสะโพกไปด้านหลัง หลังตรง ทำท่าเหมือนจะนั่งเก้าอี้ เข่าของเราจะต้องเป็นเส้นตรงต่อปลายเท้าตลอดเวลา ตั้งแต่ย่อจนถึงยืนขึ้น จากนั้นให้ดันตัวแรงขึ้นด้วยแรงจากขากลับสู่ท่ายืนนับเป็น 1 ครั้ง ทำเช่นนี้ให้ครบจำนวนครั้งในแต่ละวัน

การเล่น “สควอช” ให้เกิดประสิทธิภาพ มีต้นขาที่สวยงาม ควรจัดเป็นตาราง 1 เดือน ค่อยๆ เพิ่มระดับและจำนวนขึ้น ถามว่าต้องทำทุกวันเลยไหม สามารถหยุดพักได้หรือไม่ จริงๆ คือไม่ควรหักโหมถึงขนาดต้องทำทุกวันแบบไม่มีวันหยุด ควรมีวันหยุดพักผ่อนให้ร่างกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ลองทำตามตารางที่เราจัดมาให้ตามนี้เลย

 

 

การ “สควอช” ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้บั้นท้ายและขาที่สวยงาม หากทำเป็นประจำติดต่อกัน มีวินัย ไม่ขี้เกียจ หมั่นทำบ่อยๆ ให้ได้ตามตารางออกกำลังกาย รับรองเลยว่าคุณจะต้องว้าวกับรูปร่างของคุณแน่นอน


-เทรนด์ใหม่ของคนอยากพบชีวิตใหม่_web.jpg

kinyupen_adminApril 11, 2019

คุณเคยไหม เบื่อชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชีวิตต้องพบเจอสิ่งที่มันเหมือนเดิมๆ ตลอดเลย จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราค้นพบชีวิตใหม่ แล้วถ้าบอกว่า “การวิ่ง” โดยเฉพาะ “การวิ่งมาราธอน” จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ คุณสนใจไหม? 

“If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon.” / “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยไปวิ่งมาราธอน” ข้อความนี้มาจาก Emil Zatopek นักวิ่งระยะไกลเจ้าของฉายา หัวรถจักรชาวเชค เขาเป็นเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันวิ่ง 10,000  เมตร ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1948 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และชื่อของเขาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเขากวาด 3 เหรียญทองรายการวิ่งระยะไกลทั้งหมด (5  กิโลเมตร,  10 กิโลเมตร และมาราธอน) ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ข้อความดังกล่าวได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ตอน 42.195 จากตัวละครที่รับบทโดยนิชคุณ หรเวชกุล ที่พูดไว้กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอยากจะวิ่งเพื่อลืมสิ่งเก่าๆ และได้พบเจอกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น แล้วการวิ่งมาราธอนจะทำให้เราได้พบกับชีวิตใหม่จริงหรือ?

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามเมืองใหญ่ๆ จะมีกิจกรรมงานวิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทุกเช้ามืดของวันเสาร์และวันอาทิตย์ และเกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี จะเห็นว่ามีนักวิ่งหรือกลุ่มคนที่รักการออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วมากขึ้น ทำให้เกิดเทรนด์ Run for new life หรือ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ขึ้นมา งานมาราธอนจึงเป็นอีกหนึ่งสนามสำคัญสำหรับการวิ่งไปสู่ชีวิตใหม่

จะบอกว่า “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่สนามสนามแข่งขันเพื่อต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ช่วงชิงการเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับคนอื่น แต่เป็นการแข่งขันกับจิตใจเราเอง การที่คุณตัดสินใจออกมาวิ่งมาราธอน นั่นหมายความว่าคุณได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองแล้ว ในการที่จะเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็ทำได้ เพียงแค่เรามีเป้าหมาย

 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเราเองในการลงวิ่งมาราธอน คือ SMART อธิบายได้ตั้งนี้

S = Specific : ชัดเจน เฉพาะเจาะจง ว่าเราจะต้องวิ่งด้วย 2 ขาของเราเท่านั้น

M = Measurable : วัดผลได้ ด้วยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

A = Achievable : เอื้อมถึงได้ เพราะมีคนเคยวิ่งมาราธอนสำเร็จมาแล้ว

R = Realistic : อยู่ในโลกแห่งความจริง

T = Time limit : มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ใช้เวลาน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

 

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น อยากลองไปวิ่งมาราธอน แต่ไม่เคยฝึกมาก่อน เอาง่ายๆ แค่คุณคิดว่าคุณจะ “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อไปสู่ชีวิตใหม่ ด้วยการตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่ง ไม่ว่าจะ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งแรกๆ อาจจะเป็นอะไรที่ฝืนใจมากๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้แล้วขั้นหนึ่ง

ระหว่างนั้นที่เราวิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่หัดวิ่งจะต้องรู้สึกเหนื่อย “ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้ว เลิกวิ่งดีกว่า” เป็นเรื่องธรรมดาและปกติอย่างมากที่ความรู้สึกแบบนี้จะแว๊บเข้ามาในหัวของเรา แต่ถ้าคุณเลือกที่จะเอาชนะเป้าหมายด้วยการสู้ต่อ คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้อีกขั้นเช่นกัน และเมื่อเราผ่านจุดนั้นมาได้จริงๆ การวิ่งมาราธอนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และคุณก็จะพบกับชีวิตใหม่แน่นอน

สำหรับคนที่เคยมีโอกาสได้ผ่านสนามวิ่งมาราธอนมาแล้ว ต่างรู้สึกภาคภูมิในการเอาชนะเป้าหมายของตัวเองเมื่อถึงเส้นชัย เพราะชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้พบเจอนั้น คือ การออกมาวิ่งหรือออกกำลังกาย ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ , ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรง , รูปร่างของเราจะค่อยๆ ผอมลงและสมส่วน , ทำให้เรามีวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น , ลดาวะความเครียด และยังเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย

ฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่าการวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ ตราบใดที่ยังคิดว่าไหว ขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง และเมื่อนั้นการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณจริงๆ เพียงแต่ตัวคุณเท่านั้นเองที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง?


-เปิดตัวรองเท้าวิ่งฝังชิป-เทคโนโลยี-HOVR_web.jpg

kinyupen_adminApril 4, 2019

ใครที่เป็นคนที่ชอบออกกำลังกายหรือเป็นสายวิ่ง สิ่งสำคัญของการออกกำลังกายไม่เพียงแค่เสื้อหรือกางเกงเท่านั้น “รองเท้า” รองเท้าก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับนักออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ การได้รองเท้าดีๆ สักครู่นึงนอกจากจะช่วยถะนุถนอมเท้าของเราให้สามารถเดินหรือวิ่งออกกำลังกายได้แล้วนั้น ยังช่วยให้เรามีความสุขกับการออกกำลังกายโดยไม่ต้องเกิดอาการบาดเจ็บอีกด้วย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่สายวิ่งต้องมี

ล่าสุด มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ้านเรา เอาใจคนชอบออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ เพราะ “อันเดอร์ อาร์เมอร์” เปิดตัว “รองเท้าวิ่ง” ที่ไม่ใช่เป็นเพียงรองเท้าสำหรับวิ่งธรรมดาๆ เท่านั้น แต่มีเทคโนโลยีของระบบไมโครชิพฝังอยู่ด้วย รุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2562 ในประเทศไทย ประกอบด้วย รุ่น HOVR Infinite, HOVR Sonic 2, HOVR Guardian, HOVR Phantom SE และ HOVR Velocity 2

รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR มีแนวคิดผสมผสานระหว่างแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ผลิตจากสารประกอบโฟมและเทคโนโลยีฝังชิปการติดตามบนตัวรองเท้า ด้วยไมโครชิปที่ติดตามและส่งข้อมูลโดยตรงสู่แอพพลิเคชั่น MapMyRun เพื่อให้นักวิ่งดูรายละเอียดการวิ่งของตัวเอง เช่น ระยะทาง จำนวนก้าว ระยะของการแบ่งเพื่อการเร่งความเร็ว รวมไปถึงมาตรวัดการเดินที่มีความละเอียดมากขึ้นอย่าง การวัดจังหวะและความยาวของแต่ละก้าว วิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่งรอบด้านได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำประหนึ่มเหมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัว ทำให้นักวิ่งสามารถประเมินสมรรถภาพของตัวเองผ่านประวัติการวิ่ง และวางแผนการวิ่งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR ยังห่อหุ้มด้วยโครงสร้างตาข่าย Energy Web ที่ช่วยคงรูปร่างแผ่นรองกันกระแทกให้เหมาะกับสรีระของฝ่าเท้า เพื่อมอบแกนรับแรงกระแทกและคืนแรงส่งที่มีความแข็งแรง ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการลงแรงวิ่งไม่สม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้าย การเลือกรองเท้าดีๆ สักคู่หนึ่งสำหรับการออกกำลังกายก็สำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งได้รองเท้าดีๆ ที่มีคุณสมบัติมากมายก็ยิ่งดีกับตัวเรามากขึ้น ทั้งเรื่องของสุขภาพ ความนุ่มสบาย และเทคโนโลยีของรองเท้าคู่นี้ยังช่วยวิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่ง เพื่อให้เราวางแผนการวิ่งในอนาคตต่อไปได้

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต