-3D-อายะและแม่มด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 5, 2020

สตูดิโอจิบลิเปิดตัวอนิเมะ 3D เรื่องใหม่ “อายะและแม่มด”
ดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนอังกฤษชื่อดัง Earwig And The Witch

Studio Ghibli บริษัทอนิเมชั่นชื่อดังของญี่ปุ่น เตรียมเปิดตัวภาพยนตร์อนิเมะ 3D เรื่องแรก ชื่อ “อายะและแม่มด” (Aya and the Witch) ดัดแปลงจาก วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังของอังกฤษ เรื่อง “Earwig And The Witch เขียนโดย Diana Wynne Jones เจ้าของผลงานเรื่อง ‘Howl’s Moving Castle’ ที่สตูดิโอจิบลิเคยนำมาผลิตเป็นภาพยนตร์อนิเมะจนเป็นที่นิยมอย่างมากมาแล้วเมื่อปี 2004

 

ฮายาโอะ มิยาซากิ และ โกโระ มิยาซากิ (ลูกชาย)

 

สำหรับ “อายะและแม่มด” จะเป็นภาพยนตร์อนิเมะเรื่องแรกของจิบลิที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยผลิตออกมาในรูปแบบ 3D สามมิติ ที่มีชีวิตชีวามากขึ้นกำกับและดูแลการผลิตโดยโกโระ มิยาซากิ ลูกชายของฮายาโอะ มิยาซากินักวาดภาพเคลื่อนไหวผู้สร้างภาพยนตร์ผู้เขียนบทและนักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตูดิโอ จิบลิ ซึ่งเป็นผู้วางแผนงานการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ทั้งหมด

 

“อายะและแม่มด” เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงกำพร้า “อายะ” (ชื่อของตัวละครถูกดัดแปลงให้เป็นเวอร์ชันญี่ปุ่น) ที่จู่ ๆ ก็ถูกแม่มดชั่วร้ายพาตัวจากบ้านเด็กกำพร้าไปยังบ้านใหม่ที่แสนแปลกประหลาด ต่อมาอายะค้นพบว่าเธอมีความสามารถเวทมนตร์ของเธอเองและต้องใช้ความเฉลียวฉลาดของเธอเพื่อเอาชนะ และมีชีวิตรอดจากแม่บุญธรรมที่ชั่วร้าย

 

แม้ว่าการทำงานของสตูดิโอจิบลิในการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องใหม่นี้จะอยู่ในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด 19 ที่อาจจะส่งผลต่อตารางการทำงานต่างๆ แต่โทชิโอะ ซูซูกิ หนึ่งในทีมงาน บอกว่า แม้ว่าทุกคนจะมีความกังวลในช่วงแรก แต่ทุกคนต่างได้รับแรงบันดาลใจจาก “อายะ” ตัวละครเอกจากการ์ตูนเรื่องนี้ จากการที่เธอต้องพยายามเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ดังนั้นทุกคนจึงพยายามที่จะคิด ตั้งสติ และหาทางออกในเรื่องต่างๆ เหมือนกับ อายะ ที่เธอสามารถเอาชนะทุกอย่างได้ด้วยความคิด และความเฉลียวฉลาดจนสามารถเอาชีวิตรอดได้ในทุกช่วงเวลา และ เมื่อคิดอย่างนั้นทุกคนก็รู้สึกโล่งใจ จนสามารถที่จะผลิตผลงานออกมาได้สำเร็จ

 

 

แม้ว่า NHK ยังไม่ได้ประกาศวันออกอากาศที่แน่นอนสำหรับภาพยนตร์การ์ตูน 3 มิติเรื่องใหม่ของสตูดิโอจิบลิ แต่คาดว่า “อายะและแม่มด” จะเปิดตัวในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2563 ถึงมีนาคม 2564 หรือในช่วงฤดูหนาวของปีนี้ ซึ่งนอกจาก “อายะและแม่มด” แล้วฮายาโอะ มิชาซากิ ยังคงเดินหน้าผลิตผลงานใหม่ ‘ How Do You Live? ‘ แม้จะมีอุปสรรคจากสถานการณ์โรคระบาดก็ตาม


colorfood_Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวล้วนมีผลต่อความคิด ความรู้สึก ไปจนถึงปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของ “สี” เวลามองเห็นสีแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ นั่นเพราะสีไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อที่อยู่เหนือสมอง ชื่อว่า “ต่อมไพเนียล” ที่เกี่ยวกับการรับรู้ การมองเห็น ส่งผลต่อฮอร์โมนด้านจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกในเชิงจิตวิทยา หรือแม้แต่ความอยากอาหารในชีวิตประจำวัน

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้าช่างน่าทาน กระตุ้นให้น้ำลายสอ มองแล้วรู้สึกน่าทาน ทั้งที่ไม่ได้หิวเลยสักนิดนั่นหมายความว่าสมองของคุณกำลังถูกครอบงำและดึงดูดด้วยสีสันที่เย้ายวนชวนให้ทานชนิดที่ว่าต่อให้อ้วนก็ยอม

 

 

5 สีกระตุ้นความอยากอาหาร

สีแดง โดยธรรมชาติของสีแดงเวลาที่เห็นจะรู้สึกถึงความร้อน มีพลัง กระตุ้นให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความหิวก็ด้วย เพราะเหตุนี้บรรดาแบรนด์อาหารชั้นนำจึงใช้พลังแห่งสีแดงมาเป็นองค์ประกอบ ชวนให้อยากกิน อยากเดินเข้าร้านซื้อมันซะเดี๋ยวนี้เลย

สีเหลือง สีแห่งความรู้สึกร่าเริงสดใส สนุกสนาน เห็นเมื่อไรก็สัมผัสได้ถึงความสุข และเมื่อมีความสุขเราก็จะกินได้มากขึ้น เรียกง่ายๆว่า แฮปปี้กับการกินนั่นเอง

สีส้ม เหมาะกับความรู้สึกอบอุ่น สดชื่น กระฉับกระเฉง ส่งผลมุมบวกให้รู้สึกว่าอาหารอร่อย มีประโยชน์ ต้องกินนะ เพิ่มความอยากอาหารเข้าไปอีก

สีเขียว สายเฮลตี้ต้องมา ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีสีเขียว ความอยากจะมีมากกว่าปกติเพราะรู้ว่าดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบทานผักจะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย ไม่อยากกินเลย แต่ควรกินบ้าง ถ้าไม่อยากขาดสารอาหาร

สีขาว สื่อถึงความบริสุทธ์ อ่อนโยน เวลาทานอาหารที่มีสีขาวทำให้รู้สึกปลอดภัยว่าอาหารนั้นไม่เป็นโทษต่อร่างกาย จนบางทีลืมนึกถึงเจ้าแคลลอรี่ตัวร้ายที่แฝงอยู่ในอาหารนั้นไปเลย มารู้ตัวอีกทีก็หมดจานไปซะแล้ว

 

 

3 สี เผาผลาญน้ำหนัก

รู้กันหรือไม่ว่าสีบางสีเห็นแล้วความอยากถึงขั้นติดลบเลยก็มี อิทธิพลของสีกลุ่มนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เหมาะสำหรับคนที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ขอแนะนำเลย

สีม่วง ช่วยลดความอยากอาหารได้ เพราะในธรรมชาติแล้วพืชผักสีม่วงมีให้เห็นตามท้องตลาดน้อยมาก ดังนั้นอาหารสีเข้มๆ อย่างสีม่วงมันทำให้รู้สึกว่าปลอม สกปรก หรือมีพิษ

สีน้ำเงิน หรือ ฟ้า ให้ความรู้สึกถึงความปลอดโปร่ง โล่งสบาย ผ่อนคลาย เมื่อสมองมีความรู้สึกดังกล่าวความอยากอาหารก็จะลดลง ใครที่อยากลดน้ำหนักลองหาอาหารสีนี้มาทาน แต่ถ้ามันยากเกินไปลองเปลี่ยนจานที่ใช้มาเป็นจานสีน้ำเงินหรือฟ้าแทนก็ช่วยได้ ลองดูสักอาทิตย์เผื่อจะผอม

สีดำ หรือ เทา ด้วยความรู้สึกหม่นหมอง น่ากลัว คล้ายมีเรื่องเศร้า มองยังไงก็ไม่มีความสุข ความรู้สึกไม่อยากใดๆ เกิดขึ้นทันที ช่วยลดความรู้สึกอยากกินอาหารได้มาก เช่น สปาร์เก็ตตี้เส้นดำ ครั้งแรกที่บางคนเห็นอาจคิดในใจว่ากินได้จริงหรือ

 

นอกจากสีจะมีอิทธิพลทางความเชื่อ การแต่งตัว การตกแต่งบ้านแล้ว สียังมีผลกับเรื่องปากท้องอีกด้วย การเลือกทานอาหารนอกจากมองเรื่องสีสันที่ชวนให้ทานแล้ว ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และสารอาหารที่จะได้รับด้วย บางอย่างสีอาจไม่สวย แต่ถ้าทานแล้วดีก็ต้องทานบ้าง บางมื้อก็ยังดี


4-วิธีเก็บเงินให้โสดแบบสวยๆ-แต่รวยตอนแก่_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

สังคมปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ครองตัวเป็นโสดเพิ่มมากขึ้น บ้างให้เหตุผลว่าชื่นชอบการใช้ชีวิตอิสระตัวคนเดียว บ้างก็ให้เหตุผลว่ายังหาเนื้อคู่ไม่เจอ ที่เคยเจอก็ยังไม่ถูกใจ บ้างก็อาจเข็ดกับการมีคู่เพราะเคยพบความผิดหวังมาก่อน ฉะนั้นถ้าคนไหนเตรียมใจล่วงหน้าไว้แล้วว่า ชีวิตนี้ (อาจจะ) ไม่มีคู่แน่นอน สิ่งที่ต้องคิดอันดับแรก คือ วิธีวางแผนการเงิน ว่าต้องทำยังไงถึงจะมีกินมีใช้ เลี้ยงดูตัวเองยามแก่แบบสบายๆ ไม่ต้องลำบากพึ่งพาหรือ หยิบยืมใคร

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำ 4 วิธีเก็บเงินสำหรับคนโสด มาฝากกัน…

 

เก็บเงินคนโสด_เก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่

 

1.อย่าคิดติดหนี้ ถ้ามีให้รีบเคลียร์

ลองลิสต์ภาระหนี้สินของตัวเองออกมา แล้วจัดลำดับความสำคัญ เช่น หนี้ที่ดอกเบี้ยสูงให้รีบจัดการปลดหนี้ก่อน ทยอยจัดการหนี้สินจะเลือกแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือถ้ามีเงินก้อนจะเคลียร์ที่เดียวให้จบๆ ไปก็ได้ และไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม ไม่เช่นนั้นชีวิตคุณจะ Move On เป็นวงกลมแน่นอน

อ่าน 4 ไอเดียปลดหนี้ และ 6 พฤติกรรมการใช้เงินแบบยอดแย่

 

2.วางแผนก่อนเกษียณ

คุณอาจคิดว่าอยู่คนเดียวน่าจะชิลล์เพราะใช้จ่ายเงินน้อยกว่าคนมีครอบครัว แต่ความคิดนั้นอาจผิดมหันต์ เพราะแค่วางแผนอยู่บ้านพักคนชรายังต้องมีเงินก้อนใหญ่ไว้จ่ายเขาเป็นหลักแสน หลักล้าน ซึ่งฟังดูไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

แล้วต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ?

ลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ ว่า หลังเกษียณอยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่โดยที่ไม่ต้องทำงานเพิ่ม แล้วลองคำนวณดู เช่น นาย ก. อายุ 35 ปี ตั้งเป้าว่าจะครองโสดตลอดชีวิตและเมื่อถึงช่วงอายุ 60-80 ปี อยากมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท หรือ ตกปีละ 240,000 บาท ถ้าคิดเป็นยอดรวมตลอด 20 ปีก็จะเป็นเงิน 4,800,000 บาท

 

ถ้าเริ่มต้น ณ ปัจจุบัน นาย ก. ยังเหลือเวลาหาเงินอีก 25 ปี ดังนั้นแต่ละปีต้องมีเงินเหลือเก็บจากการใช้จ่ายทั่วไปให้ได้ประมาณปีละ 192.000 บาท (ไม่รวมอัตราเงินเฟ้อ) นาย ก. ถึงจะเก็บได้ 4,800,000 บาทตามเป้า แต่ถ้านาย ก. มองว่ายากเกินไปก็ให้ปรับวิธีคิดใหม่ อาทิ เกษียณตัวเองให้ช้าลงมีเวลาหาเงินเก็บเงินมากขึ้น หรือ ลดจำนวนเงินที่จะใช้หลังเกษียณลง

 

อย่างไรก็ตามเงินหลังเกษียณของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีเท่ากัน การคิดคำนวณต้องขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หรือ ความต้องการของแต่ละคนเป็นหลัก

 

3.คิดเสียว่า เงินก็เหมือนเค้ก ดังนั้นควรตัดแบ่งเป็น 4 ส่วน

สิ้นเดือนเงินเข้าบัญชี อย่าพึ่งดีใจออกไปปาร์ตี้ รีบจัดสรรแบ่งเงินออกเป็นสัดส่วนเพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจน วางแผนง่ายและเป็นการสร้างวินัยการออม แต่ก็สามารถใช้ชีวิตแบบมีความสุขไปได้อย่างสมดุลพร้อมกัน

  • ตัด 10% เป็นเงินออม เมื่อเงินเดือนเข้าให้ตัดใจหักเงินส่วนนี้เข้าบัญชีทันที เพราะถ้าใช้ก่อน รอให้เหลือแล้วค่อยเก็บ คุณคงใช้เงินเพลินจนหมดก่อนออมแน่นอน ดังนั้นแนะนำให้เปิดบัญชีฝากประจำแยกจากบัญชีเงินที่ใช้จ่ายเพื่อให้เป็นสัดส่วน ไม่ปนกัน
  • จำกัดงบรายจ่ายไม่เกิน 40% ของรายรับ เดือนๆ หนึ่ง เรารู้อยู่แล้วว่ามีค่าใช้จ่ายเงิน Fix cost อาทิ ค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าข้าว ค่ากาแฟ ค่าขนมจุกจิก ค่าเดินทาง ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ประมาณกี่บาท ซึ่งควรนำมาคำนวณเพื่อวางแผนใช้ให้พอดีเฉพาะที่จำเป็น
  • หัก 30% ลงทุนเงินอนาคต อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นถึง 3% การฝากเงินไว้เฉยๆ ที่ได้ดอกเบี้ยไม่ถึง 1% ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการเก็บเงินระยะยาว ควรลงทุนให้เงินงอกเงยขึ้น เช่น ซื้อกองทุน สลากออมทรัพย์, หุ้นหรือการสะสมทองคำ เลือกที่ชอบ ลงทุนแต่พอดี ตามความเสี่ยงที่รับได้ ควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนการลงทุน
  • ตั้งงบพิเศษ 20% เพื่อซื้อความสุข โสดทั้งทีต้องมีความสุข เมื่อแบ่งสรรเงินส่วนที่จำเป็นเรียบร้อยตามแผนแล้วก็ถึงเวลาหาความสุขเติมเอ็นโดรฟินให้กับตัวเองบ้าง เช่น การเดินทางท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้ หรือ ทานอาหารมื้อพิเศษที่อยากทาน แต่ก็ไม่ถึงกับว่าต้องไปมีเหมือนคนอื่นซะทุกอย่าง เพราะความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน เติมความสุขแล้วก็อย่าลืมกลับมาทำงานเก็บเงินต่อนะ

 

4.ทำประกัน

ร่างกาย คือ ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา เพราะทุกสิ่งที่งอกเงยขึ้นมาล้วนเกิดจากตัวเราทั้งสิ้น ฉะนั้นถ้า อยู่มาวันหนึ่งเงินที่คุณเก็บมาทั้งชีวิตต้องหมดกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หรือ อุบัติเหตุ เช่น เคยเกิดกรณีไฟไหม้โรงงานจนทำให้เจ้าของสิ้นเนื้อประดาตัวภายในเวลาเพียง 30 นาที แบบนี้คงไม่โอเคเท่าไร ชีวิตหลังเกษียณที่วางไว้อาจสลายลงในพริบตา ดังนั้นในข้อนี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่ประกันชีวิต แต่รวมไปถึงประกันทรัพย์สินประเภทต่างๆ ที่คุณมีอยู่ด้วย

 

วันนี้โลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว เงินไม่ใช่ความสุขทุกอย่างของชีวิต แต่เกือบทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตมีความสุขก็มาจากเงิน ดังนั้นการวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนัก ซึ่งแนวทางที่นำเสนอมานี้ก็สามารถปรับใช้ได้กับคนทุกสถานะไม่เพียงแค่คนโสด แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมี “วินัย” เพราะถ้าคุณวางแผนการเงินได้ดีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้ไม่ยาก และบั้นปลายชีวิตก็จะมีความสุขได้ตามแบบที่ใจคุณต้องการ


5-นาที_แบบจำลองความตาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

คุณเคยรู้หรือไม่ว่าอะไรคือ “ตะกอน” ที่ตกค้างอยู่ในใจคุณ?

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายท่านคงได้เห็นการแชร์บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโปรเจคเชิงจิตวิทยาที่ชื่อ “DEADLINE ALWAYS EXISTS แบบจำลองความตาย เพื่อเข้าใจการมีชีวิตอยู่ผ่านความตาย” ผ่านสายตากันบ้าง หรือ บางท่านอาจได้เข้าไปเล่นมาและก็มีการแสดงความเห็นในมุมที่ต่างกันไป บางคนรู้สึกเครียด ตระหนก วิตก รู้สึกดาวน์ หรือ บางคนก็บอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย

 

 

สำหรับชิ้นงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Senior Project โครงการออกแบบเรขศิลป์โครงการออกแบบเรขศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยแบบจำลองนี้จะชวนคุณใช้เวลาเงียบๆ ประมาณ 5 นาทีเพื่อพูดคุยกับตัวเอง เกี่ยวกับการทำความเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ผ่านความตาย และด้วยแบบจำลองนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับความตายอยู่ ทางคณะผู้จัดทำจึงมีคำเตือนว่า “ผู้มีอาการซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้าควรเลี่ยง”

 

เมื่อเข้าไปเล่นแล้วเห็นอะไร ?

 

ด้วยชุดคำถาม กราฟิก รวมถึงเสียงเพลงประกอบ จากที่ได้เข้าไปทดลองเล่นตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทางที่กลั่นบทสรุปออกมาเป็นดอกไม้ที่เหมาะกับเรานั้น นี่คือสิ่งที่มองเห็น….

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยเราได้มีเวลาอยู่กับตัวเองแบบนิ่งๆ มากขึ้น ได้มีโอกาสทบทวนเรื่องราวชีวิตที่เราผ่านมา

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยให้ค้นเจอ “ตะกอน” ที่ตกค้างภายในใจ ไม่ว่าจะเป็น “ความรู้สึกผิดที่เราอาจไม่เคยกล่าวขอโทษต่อการกระทำ หรือ ผู้ที่ถูกเรากระทำ” “คำพูด ความรู้สึก หรือ การกระทำที่เราแสนเสียดาย เพราะไม่อาจมีโอกาสทำให้คนคนนั้นอีกแล้ว” ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อน หรือ อาจคิดว่าแข็งแกร่งพอที่จะก้าวผ่านมันได้ แต่สุดท้ายเมื่อทำแบบจำลองนี้ ก็ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นสิ่งติดค้างในใจเรามาตลอด

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยดึงสติได้ว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ชีวิตต้องการ ความสุขของชีวิตคืออะไร ทุกวันนี้เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่หรือไม่ เวลาที่ผ่านมาเราใช้มันไปอย่างไร

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยกระตุกให้เห็นตัวเองว่า จริงแล้วเราเป็นคนที่รู้จักปล่อยวาง หรือ ยึดติด ชีวิตเรายังจมอยู่กับอดีต หรือ พยายามมองหาอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองที่ปรากฏนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งแต่ละท่านก็อาจมีมุมมองที่ต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิต สิ่งแวดล้อม วิจารณญาณ หรือ Mindset ส่วนบุคคลของท่านนั้นๆ และแบบทดสอบนี้ “ผู้มีอาการซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้าควรเลี่ยง” อย่างที่ผู้จัดทำระบุ

แต่ท่านใดเล่นแล้วได้ดอกไม้ชนิดใด จะลองเอามาแชร์กันดูบ้างก็ยินดี

 

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

ทุกคนต่างมีวันที่แย่เสมือนทั้งวันมีแต่เรื่องห่วยแตก ราวกับว่าวันนั้นตื่นมาลืมตาผิดข้างหรือก้าวเท้าผิดออกจากประตู ถ้าหากวันอย่างนั้นเกิดขึ้นจะทำยังไงเพื่อไม่ให้อารมณ์ระเบิดหรือหดหู่เกินเยียวยา กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอนำ 7 ทางออกที่นิวยอร์กไทม์รวบรวมแนวทางจากนักจิตวิทยาหลายต่อหลายท่าน

 

เริ่มแรกนักจิตวิทยาบอก เมื่อไหร่ที่ปัญหาเล็กๆ ทำให้รู้สึกอกจะระเบิด นั่นกำลังเป็นสัญญาณบอกว่า ผิดปกติ ระบบประสาทของเรากำลังรวนและทำงานหนัก เพราะปกติแล้วเรามักจะไม่ถือสาเป็นอารมณ์กับเรื่องเล็กน้อย นอกเสียจากว่าเรื่องเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแบบสะสม หรือเกิดพร้อมๆ กัน โดยช่วงประสาทแดกนี้นักจิตวิทยาเรียกว่าช่วง “Experiential Blindness”เพราะปกติคนเราจะตัดสินใจจะทำอะไร จะมีสมองเป็นผู้สั่ง หากในรูปการณ์นี้กลับไม่ใช่ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ 7 ทางออกรับมือกับความเครียด ในวันหดหู่. เศร้า เหงา เซ็ง

1. หายใจลึก ให้เต็มปอด
หายใจลึกๆ เต็มปอดเหมือนทำสมาธิ 2 นาที

หยุดอารมณ์ขุ่นมัว โดยหายใจลึกยาวเข้าเต็มปอด อาจดูเป็นเรื่องเก่า รู้อยู่แล้วหากได้รับการยืนยันว่าช่วยได้ นักจิตวิทยาบอกเวลาที่รู้สึกแย่ รู้สึกเลวร้ายให้หายใจเข้าออกลึกๆยาวๆ ให้เต็มปอด 2 นาที เสมือนทำสมาธิจากนั้นค่อยลำดับความคิดว่า เกิดอะไรขึ้น เรากำลังรู้สึกอะไร โดยวิธีนี้ไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องหาที่สงบทำตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าทำแล้วยังไม่ดีขึ้น ยังจมหนักนักจิตวิทยาแนะนำว่า อาจถึงเวลาที่ต้องคุยกับผู้เชี่ยวชาญ

 

2. ขออภัยไว้ก่อน
ถ้าระเบิดอารมณ์ กับ “คน” ไม่ว่าใกล้ ไกล ขอโทษ ก่อนเลย

ในคำแนะนำบอกว่า หลังจาก ขอโทษแล้ว ควรพยายามอธิบายเหตุผลว่าเกิดอะไรขึ้นหากเป็นคนสนิทหรือใกล้ชิด ไม่ว่าจะครอบครัว หรือเพื่อน ควรนั่งคุยกันว่าเรามีบทเรียนครั้งนี้อย่างไร จะแก้ปัญหาเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างไร บอกถึงความต้องการของเราให้อีกฝ่ายรับรู้ ทั้งนี้ประการสำคัญของการพูดคุย อย่าตัดสินว่าใครถูก ใครผิด หากต้องรับฟังแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่าย หรือการสร้างบรรยากาศพูดคุยที่หัวเราะไปด้วยกันก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น

 

3. ออกกำลัง
เปลี่ยนกลไกจิตใจเป็นบวก ด้วยการออกกำลัง 30 นาที

การสวมชุดออกกำลังกาย และออกไปใช้พลังในวันที่รู้สึกแย่ จากผลการวิจัยพบว่าช่วยได้จริง เพราะหลังจากออกกำลังกายไม่กี่ชั่วโมงภาวะอารมณ์เปลี่ยนเป็นบวก ลดความรู้สึกเป็น ลบ

 

4. เอาชนะความท้าทาย
หาเกมฝึกสมอง เปลี่ยนโหมดความคิด
บางทีเราอาจเพียงแค่ต้องการหาเรื่องเบี่ยงความสนใจ ออกจากความหมกมุ่นของอารมณ์โดยเปลี่ยนโหมด ซึ่งกิจกรรมที่นักจิตวิทยาแนะนำคือ ประเภทเกมฝึกสมองประลองปัญญา อย่างพวกเกมปริศนาทายคำ เกมวางแผน เกมจำลองซิมูเลเตอร์ต่าง ๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นและเปลี่ยนโหมดอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

 

5. หาเพื่อน ติดต่อผู้คน
ชีวิตรู้สึกดี ถ้าได้พูดคุยติดต่อ

เพราะคนเราต้องแวดล้อมด้วยผู้คน อยู่รวมเป็นสังคม เราจึงต่างต้องการมีเพื่อนพูดคุย พบปะ องค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ชีวิตรู้สึกดี ทางออกของข้อนี้คือหากรู้สึกแย่ พยายามติดต่อพูดคุยผู้คนเข้าไว้ สะดวกแบบไหนก็ใช้ช่องทางแบบนั้นทั้ง vdo call หรือ chat หรือ โทร หรือหาใครไม่ได้แค่นั่งที่ล๊อบบี้คอนโด แล้วโบกมือทักทายคนก็อาจทำให้ดีขึ้น ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว หรือเซ็งลง

 

6. เลี่ยงต่อยมวย หรือ กรี๊ดดด
ระบายแบบลบ จิตตกกว่าเดิม

การะบายความโกรธแบบแสดงพลังลบ นักจิตวิทยาไม่แนะนำเพราะอาจจะทำให้ทุกอย่างแย่กว่าเดิมไม่ว่าจะโกรธแล้วกรี๊ดออกมา (นึกภาพละครดังหลังข่าว) หรือ ชกกระสอบทรายก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น

 

7. ขอบคุณ สิ่งดีดี
เหรียญมี 2 ด้านให้หมั่นรู้สึกดี ขอบคุณด้านบวก

ในชีวิต เรา หรือในโลกนี้มีทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่หากคำแนะนำคือนึกถึงเรื่องหรือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน หรืออะไรที่ทำให้เรา รู้สึกดี มันจะช่วยกระตุ้นให้เรามีความรู้สึกที่ดี เพราะการนึกถึงสิ่งดีๆ ขอบคุณผู้คนที่ดีต่อเรา จะช่วยสร้างพลังและแรงใจที่ดี สิ่งดีๆ ในชีวิตไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจเป็นรสชาติของกาแฟยามเช้า ในบรรยากาศที่มีเสียงนกร้อง หรือโทร ไลน์ขอบคุณคนรอบตัวที่ทำให้เรารู้สึกดี สิ่งเหล่านี้คือพลังบวกที่จะเติมเข้ามา


Social-jet-lag_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 27, 2020

“Social jet lag” ชื่ออาจไม่คุ้นหูนัก แต่หากพูดถึงแต่คำว่า Jet Lag เพียงอย่างเดียว หลายคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะนั่นคืออาการที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ย้ายจากเวลาหนึ่งไปยังอีกเวลาหนึ่ง ส่งผลให้เวลานอนของเราต่างไปจากปกติ แต่ “Social Jet Lag” หรือที่เรียกว่าอาการเมาเวลาที่เกิดจากการใช้ชีวิตและกิจกรรมสังคมที่ไม่ตรงกับตารางทำงานของนาฬิกาชีวิต (Biological Clock) วงจรระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดผลกระทบอื่นๆ ตามมาทั้งเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ปัญหาสุขภาพกายและ สุขภาพจิต

 

ส่วนใหญ่โรค “Social Jet lag” จะเกิดขึ้นกับวัยทำงานหรือที่เรียกกันว่า “มนุษย์เงินเดือน” ทำให้รู้สึกอ่อนแรง เหนื่อยง่าย ง่วงหรือเพลีย อยากหลับอยู่ตลอดเวลา สาเหตุเกิดจากกิจกรรมหรือภาระหน้าที่ต่างๆ ที่ทำให้ธรรมชาติการนอนผิดแปลกไป ซึ่งปกติร่างกายจะต้องการพักผ่อนประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน แต่บางคนนอนดึก เพราะทำงานไม่เสร็จ ปิดงบไม่ลงตัว ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ หรือ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ใช้เวลาไปกับกิจกรรมทางสังคมต่างๆ เช่น ปาร์ตี้กับแก๊งค์เพื่อนข้ามวันจากเย็นวันเสาร์ถึงเช้าวันอาทิตย์ หรือนอนดูซีรีส์อย่างบ้าคลั่งไม่หยุดจนกว่าจะจบตอน เพราะคิดว่าวันหยุดทั้งทีจะนอนดึกตื่นสายยังก็ได้ นั่นถือเป็นความคิดที่ผิดมาก

 

Top view portrait of woman lying at desk near the laptop Free Photo

 

แบบไหนถึงเรียกว่า Social Jet lag

กินอยู่เป็น 360 องศา แห่งการใช้ชีวิต ชวนมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายมาลองสำรวจตัวเองว่าเข้าข่ายเป็น Social Jet lag แล้วหรือยัง ลักษณะอาการเบื้องต้นที่สังเกตง่ายๆ คือ

  1. รู้สึกร่างกายอ่อนเพลีย – อ่อนล้า ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า อาการเหมือนคนเมาค้าง
  2. หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ง่วงนอนตลอดช่วงบ่าย หาวจนน้ำหูน้ำตาไหลไปหมด
  3. อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดง่าย ความอดทนต่ำลง จนบางครั้งก็อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว
  4. สมองไม่ค่อยแล่น หัวตื้อ คิดอะไรก็ไม่ออก งานที่ต้องทำก็ไม่เข้าหัว เบลอๆ ลอยๆ

 

หากมีอาการตาม 4 ข้อนี้แล้วละก็ เตรียมระวังไว้ เพราะนั่นคือความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคตไม่ว่าจะโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต อ้วน และเครียด โรคติดอันดับทั้งนั้น

 

เคล็ดลับปรับนาฬิกาชีวิตสร้างสมดุลให้ร่างกาย คือ

  • เข้านอนให้ตรงเวลาในทุกๆ คืน หากเป็นคนตื่นยาก ให้ตั้งนาฬิกาปลุก เวลาเดิมทุกวันไม่เว้นเสาร์-อาทิตย์
  • เปิดม่านในห้องนอน รวมถึงภายในบ้าน เพื่อให้แสงสว่างช่วยให้เราตื่นในเวลาที่ควรตื่น
  • หากเมื่อคืนนอนดึก ตื่นเช้าแล้วง่วง อาจนอนพักสายตาระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงบ่ายได้
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนเข้านอนอย่างต่ำ 6 ชั่วโมง
  • หากตอนกลางคืนนอนไม่หลับหลังจากเข้านอน 30 นาที ให้ฟังเพลงเบา ๆ อ่านหนังสือ ก็ช่วยได้

 

ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ไม่แน่นอน คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ต้องทำให้เป็นกิจวัตร แต่เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงควรถนอมรักษาร่างกายไว้ อย่าปล่อยให้การใช้ชีวิตที่ผิดเพี้ยน มาทำร้ายร่างกายได้อีกต่อไป


-โควิด_Cover-1-1.jpg

kinyupen_adminMay 25, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอถ่ายทอดมุมมองพระมงคลกิจโกศล (เทพหิรัณย์ ชวโร) หรือที่บรรดาศิษยานุศิษย์รู้จักกันดีในนาม “หลวงปู่ฤาษีตาไฟ” เจ้าอาวาสวัดเทพหิรัณย์ (หนองทาระภู) จังหวัดชัยนาท ต่อการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นว่าท่านมองเห็นแง่มุมใด มนุษย์ได้อะไรจากสิ่งนี้ในเชิงธรรมะ

 

 

 

 

โลกและธรรมชาติได้ “พักฟื้น”

เมื่่อโควิดเข้ามาธรรมชาติก็ได้ปัดกวาดเช็ดถู ฟื้นฟู อีกอย่างหนึ่งก็ไปช่วยลดโลกร้อนด้วย แทนที่มนุษย์จะเดือดร้อนเร็วขึ้นเรื่อยๆ โลกก็จะได้รับภัยจากธรรมชาติลดลงในช่วง 2-3 เดือน

 

มนุษย์มีเวลา “ทบทวน” ชีวิต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ช่วยให้ผู้คนหันมาทำความดี และหันมาทบทวนค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องครอบครัว ลูก สามี ภรรยา ต่างมีเวลาให้กันมากขึ้น ทำให้ชีวิตครอบครัวอบอุ่น และเราก็มีเวลามานั่งดูตัวเอง ไหนๆ ก็ไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็หันมาทบทวน ว่าจิตเราละเป็นอย่างไร บางทีเราก็จะมาสรุปตัวเราได้ตรงนี้เพราะได้มาทบทวน

 

ถ้าเราไม่เจอโควิด เราก็จะวิ่งทำมาหากินดิ้นรนกันเป็นหนูติดจั่น กินไม่ตรงเวลา นอนไม่ตรงเวลา พักไม่ตรงเวลา และเราทำตรงนั้นกันไปเพื่ออะไร เราได้อะไรกลับคืนมา แล้วที่เป็นอยู่ตรงนี้เราได้อะไร เราได้ทำความดี สวดมนต์ไหว้พระ ได้ปฏิบัติความดี ได้รู้จักชีวิตครอบครัว หันมามองพ่อแม่เป็นอย่างไร คนใกล้ชิด สามีภรรยาเป็นอย่างไร

 

เวลาที่เหลือ ชีวิตที่เหลือ เธอจะได้รู้ตัว ว่าใช้ชีวิตผิดพลาดอย่างไร ที่ผ่านมาไม่มีการเตรียมตัวทั้งตัวเองและครอบครัว พูดไปก็แย้งกันตลอด แต่เมื่อเรามานั่งมอง ก็จะได้รู้ว่า “การไม่รู้ทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ แล้วคนจะละจากทุกข์ได้ไหมละ” เป็นประโยชน์นะ

 

มอง “ทุกข์” ให้เป็นเรื่องปกติ

ที่นั่งกันอยู่ต่างมีปัญหา ทั้งคนว่า คนดูถูก คนนินทา น้อยใจ เสียใจ ทำความดีแต่ทำคุณคนไม่ขึ้น ปิดทองหลังพระ มันมีทั้งนั้น แต่หลายคนเค้าไม่เอามาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต เค้าอยู่ได้ ยืนได้ เดินได้ ดำรงชีวิตเค้าได้หมด ในส่วนของคนที่ทุกข์ให้มองว่าปัญหามันเป็นเรื่องปกติ เหมือนการทำดี การเสียสละ การให้ การช่วยแล้วกลับถูกกระทำ แล้วอยากให้ลองคิดว่า พระพุทธเจ้าท่านโดนอะไรมาบ้าง แล้วเราโดนแค่นี้ เรากลัวอะไร

 

New Normal แท้จริง “ไม่ใช่สิ่งใหม่”

เหตุการณ์ครั้งนี้มันให้อะไรเยอะนะ โยมก็ศึกษาดู พอมองดูว่าโลกมันกำลังจะปรับ การใส่หน้ากากเนี่ยมันเป็นเรื่องที่เราควรจะต้องทำกันทุกวันอยู่แล้ว ล้างไม้ล้างมือให้สะอาด ไม่จำเป็นว่าจะต้องโควิดหรอก

 

ท้ายสุดนี้ เมื่อพิจารณามุมมองของหลวงปู่แล้วเห็นได้ว่า เหตุการณ์นี้ได้ทำให้สรรพสิ่งทั้งหลาย “มีโอกาสพักฟื้น ทบทวนชีวิต พิจารณาทุกข์เพื่อเรียนรู้เข้าใจให้มากขึ้น และวิกฤตโรคระบาดก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปคู่โลกใบนี้มาโดยตลอด”


1590208625358.jpg

kinyupen_adminMay 23, 2020

“เต้าทึง” ชื่อเรียกขนมหวานชนิดหนึ่งของคนจีน ประกอบด้วย ถั่วเขียว ลูกบัว ลูกเดือย ลูกพลับ วุ้น และแป้ง ต้มกับน้ำตาล คนจีนสมัยก่อนนิยมบริโภคแบบร้อนเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว เพราะเป็นขนมที่รวมเอาธัญพืชต่างๆ ไว้มากมาย อุดมไปด้วยโปรตีน สร้างพลังงานให้กับร่างกาย

ปัจจุบันสามารถเลือกทานได้ทั้งแบบร้อน และแบบเย็น ขึ้นอยู่กับความชอบ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน คุณประโยชน์ก็ไม่ได้หายไป

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแนะนำสูตรเต้าทึง ทำง่าย สดชื่น คลายร้อน แทนการกินน้ำแข็งใส แถมยังอุดมคุณประโยชน์จากธัญพืชหลากหลายชนิดอีกด้วย 

 

 

วัตถุดิบ

  1. ลูกเดือย 250 กรัม 
  2. แปะก๊วย 200 กรัม
  3. ถั่วแดง 100 กรัม 
  4. เม็ดลำไยอบแห้ง  2 ช้อนโต๊ะ
  5. พุทราจีนเชื่อม  100 กรัม 
  6. เม็ดเก๋ากี้ 100 กรัม 
  7. น้ำตาลทรายแดง และ ขาว 500 กรัม 
  8. ใบเตย 3 – 4 ใบ 

วัตถุดิบเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวละครหลัก แต่หากคุณจะเพิ่มพวก เม็ดบัว ถั่วเขียว สาคู วุ้น เฉาก๊วย ก็ได้ตามชอบ  

 

ขั้นตอนการทำ

– ล้างลูกเดือยด้วยน้ำสะอาดที่ผสมเกลือเล็กน้อย 3 – 4 ครั้ง หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก่อนจะแช่ลูกเดือยทิ้งไว้ 3 – 4 ชั่วโมง หรือจะแช่ค้างคืนก็ได้ เพื่อให้เปื่อย ต้มสุกง่าย 

– ต้มแปะก๊วยและถั่วแดงให้สุก พักไว้รอนำมาต้มรวมกัน

– หลังจากแช่ลูกเดือยให้เปื่อยได้ที่ ล้างอีกครั้ง แล้วใส่หม้อต้มให้เดือด คอยช้อนฟองออก

– นำถั่วแดง แปะก๊วย เม็ดลำไยอบแห้ง พุทราจีน ลงไปต้มพร้อมกัน ประมาณ 30 นาที 

– เติมน้ำตาล ชิมรสตามชอบ ใส่ใบเตยและเม็ดเก๋ากี้ลงไป แล้วปิดเตายกหม้อลง

 

หากไม่เติมน้ำตาลลงไปขณะต้ม สามารถใช้น้ำเชื่อมใส่ขณะทานแทนได้ และหากอยากเก็บไว้ทานได้นาน ให้แบ่งใส่กล่องไว้เป็นมื้อๆ แล้วเก็บในช่องฟรีซตู้เย็น อย่าเก็บทั้งหม้อที่ต้ม เพราะอาหารแช่แข็งนั้นเมื่อนำออกมาทาน ควรทานทีเดียวให้หมด ไม่ควรนำส่วนที่เหลือกลับเข้าช่องแข็งซ้ำจะทำให้เสียเร็ว หรือจะดัดแปลงเป็นไอศกรีมแท่งไว้ทานก็ได้ อร่อย ง่าย  คลายร้อน

 


Blue-zone_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2020

คนเรามีชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ปี..แม้ว่าพันธุศาสตร์เป็นหนึ่งในตัวช่วยกำหนดอายุขัยร่างกายเราไว้แล้ว แต่วิถีชีวิตก็เป็นปัจจัยที่ทำให้อายุยืนยาวเช่นกัน วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจะพาคุณไขความลับอายุยืนยาวในแบบฉบับชาว Blue Zone หรือ กลุ่มคนที่มีอายุเกิน 100 ปี ว่าเขาใช้ชีวิต หรือ มีความเป็นอยู่กันอย่างไร

 

Photo credit : cnn health

 

Blue Zone คืออะไร?

แดน บิวท์เนอร์ (Dan Buettner) นักเขียนชาวสหรัฐฯ นิยามคำว่า “Blue Zone” หมายถึง ชุมชนที่ผู้คนมีอัตราการเป็นโรคเรื้อรังต่ำและมีอายุยืนยาวกว่าที่อื่น กล่าวคือมีคนอายุเกิน 100 ปีมากที่สุด ซึ่งแดนได้เลือกชุมชนที่อายุยืนที่สุดในโลก หรือ Blue Zone ไว้ 5 แห่งคือ

 

  1. แคว้นบาราเจีย (อิตาลี): ตั้งอยู่บนเขาสูง มีผู้ชายอายุเกิน 100 ปีมากที่สุด
  2. คาบสมุทรนิโกยา (คอสตาริกา): ชุมชนที่มีอัตราการเสียชีวิตในวัยกลางคนต่ำที่สุด และมีจำนวนผู้ชายอายุเกิน 100 ปีมากเป็นที่สองรองจากบาราเจีย
  3. อิคาเรีย (กรีซ): เกาะในกรีซเป็นชุมชนที่มีอัตราการเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำสุด ทั้งมีอัตราเสียชีวิตในวัยกลางคนต่ำที่สุดด้วย
  4. โลมา ลินดา (USA): ชุมชนผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายเซเวนเดย์แอดเวนตีส ที่กินแต่พืชผัก ตั้งอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผู้คนมีอายุเฉลี่ยมากกว่าชาวอเมริกันทั่วไป 10 ปี
  5. โอกินาว่า (ญี่ปุ่น): มีผู้หญิงอายุยืนมากที่สุดในโลก

 

Photo credit : http://www.bluezoneflanders.com

 

เทคนิคใช้ชีวิตแบบชาว Blue Zone

อาหารการกิน คนในพื้นที่ Blue Zone มักทานอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบ 95% ซึ่งอุดมไปด้วยพืชผักตระกูลถั่ว เมล็ดธัญพืชทั้งหมดนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านอาหารอื่น ๆ ที่กำหนดเขต Blue Zone แต่ละแห่ง เช่น ในอิคาเรียและซาร์ดิเนียมักกินปลา ซึ่งเป็นแหล่งที่ดีของไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง ทั้งนี้ข้อมูลจากการสำรวจของ Blue Zone นั้นเป็นหลักฐานชั้นดีที่บ่งชี้ว่า การกินอาหารพืชเป็นหลักกินเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุด สัมพันธ์กับการมีอายุยืน

 

ทำตามกฎ 80% กินอย่างช้าๆ และหยุดกินเมื่อมีอาหารร้อยละ 80 ของกระเพาะอาหาร ไม่รอให้อาหารเต็มกระเพาะอาหาร สิ่งนี้ป้องกันไม่ให้พวกเขากินแคลอรีมากเกินไปซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักและโรคเรื้อรัง หรือ ถ้าจะตีความให้ง่ายก็คือ ไม่ทานจนอิ่มมากเกินไปนั่นเอง

 

แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย ผู้คนกลุ่มนี้ไม่ได้ออกกำลังกายแบบหักโหม หรือ ต้องไปเข้ายิม แต่การออกกำลังกายถูกผนวกเข้ากับชีวิตประจำวันของพวกเขาอยู่แล้ว โดยเน้นเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือเครื่องทุ่นแรงอะไรมากนัก อาทิ การทำสวน เดิน ปีนบันได ทำอาหาร และทำงานบ้านอื่นๆ ช่วยในด้านสุขภาพ เพิ่มความกระฉับกระเฉง ช่วยยืดอายุได้

 

นอนหลับเพียงพอ นอนหลับตอนกลางคืน  7 ชั่วโมง และนอนไม่เกิน 30 นาทีระหว่างวันอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและการเสียชีวิตได้

 

ดื่มแอลกอฮอล์พอเหมาะ บางคนดื่มไวน์แดงวันละ 1-2 แก้วซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และยังทำให้คุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้นอีกด้วย

 

Photo credit : www.openfit.com

 

ปัจจัยอื่นๆ ที่ช่วยให้อายุยืน

  • ตั้งเป้าหมายในชีวิต แม้อายุเป็นร้อย แต่ต้องมีเป้าหมายว่าวันนี้จะทำอะไร
  • ชุมชนทางศาสนา พบว่า ศาสนามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต อาจเพราะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างสัมพันธ์และอัตราการลดลงของภาวะซึมเศร้า
  • สังคมที่ดี ในโอกินาว่าเรียกเพื่อนร่วมสาบานว่า “โมอาย” มีเกื้อหนุนกันตลอดชีวิตไม่ทิ้งกัน และที่สำคัญเพื่อนฝูงเองก็ส่งผลต่อชีวิตของเรา เช่น หากมีเพื่อนเป็นโรคอ้วนคุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนมากขึ้น โดยอาจเกิดจากพฤติกรรมทางสังคม
  • หลากวัยในครอบครัว จากการศึกษาพบว่าปู่ย่าตายายที่ดูแลลูกหลานมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลดลง

 

ปัจจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น นอกเหนือจากอาหารและการออกกำลังกายจะมีบทบาทสำคัญในการมีอายุยืนยาว วัตถุประสงค์ในชีวิต ครอบครัวและเครือข่ายสังคมเองก็มีอิทธิพลต่อเวลาชีวิตที่คุณจะใช้มัน อย่างไรก็ตามทุกช่วงเวลาชีวิตล้วนมีสิ่งที่ดีที่สุดให้เราได้เรียนรู้ ดังนั้นชีวิตของคุณย่อมมีคุณค่าไม่ว่าคุณจะมีเวลาเหลือน้อยแค่ไหนก็ตาม

 

ที่มา : healthline.com


_ฟาร์มออแกนิก_homestay_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 20, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำ “โฮมสเตย์เสลียงแห้ง 3 เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์” อีกแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจสำหรับผู้ที่ชอบเสพวิถีชุมชน ซึ่งพร้อมไปด้วยทิวทัศน์อันสวยงาม อากาศบริสุทธิ์และยินดีที่จะให้ทุกท่านเดินท่องชมสวนเกษตรเมืองหนาว อาทิ อะโวคาโด องุ่นอินทรีย์ กาแฟอาราบิก้า รวมถึงพรรณพืชพื้นถิ่นหายาก ซึ่งเป็นสวนออแกนิก 100%

 

นอกจากนี้ทางโฮมสเตย์ยังเตรียมเมนูอาหารที่ทำจากผักและผลไม้สดๆ ปลอดสารพิษไว้คอยรับรองนักท่องเที่ยวผู้สนใจอีกด้วย

 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง