Beauty_-Physiognomy-Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 24, 2020

“จงเชื่อว่าคุณสวยงามตามแบบฉบับของคุณ” ความเชื่อกับความสวยงามเป็นเรื่องที่คู่กันมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์การทำนายโหงวเฮ้งของจีน ตำรานรลักษณ์ของไทย ที่ได้รวบรวมคุณลักษณะที่บ่งบอกถึงดวงชะตา วาสนาและอุปนิสัยของคนนั้นๆ ได้ ทำให้สถาบันเสริมความงามหลายแห่ง ถึงกับมีแพทย์เฉพาะทางที่คอยให้คำปรึกษาปรับปรุงแก้ไขส่วนนี้กันเลยทีเดียว วันนี้กิน อยู่ เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเคล็ดลับการดูโหงวเฮ้งและการแก้ไขที่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำมาฝากกัน

 

 

การดูโหงวเฮ้ง คือการดูลักษณะ “ความสมดุล” บนใบหน้า ซึ่งตามธรรมชาติและลักษณะการใช้ชีวิตของและคนย่อมไม่เหมือนกัน ในอดีตคุณอาจมีดวงตาที่น่าพิสมัย แต่ปัจจุบันอาจมีปัญหาผิวบริเวณเปลือกตาหย่อนคล้อย หรือแม้กระทั่งไฝ ฝ้า ขี้แมลงวันที่อาจปรากฏขึ้นมาตามกาลเวลา ก่อนอื่นมารู้จักศาสตร์ “การดูโหงวเฮ้ง” แบบคล่าวๆกันก่อน

 

  1. หน้าผาก สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ สติปัญญา ชาญฉลาด
  2. คิ้ว สื่อถึงชื่อเสียงเกียรติยศ ตา สื่อถึงความคิดสติปัญญา
  3. จมูก สื่อถึงเครดิตความสัมพันธ์ ฐานะและทรัพย์สิน
  4. ริมฝีปาก สื่อถึง ลักษณะอุปนิสัย
  5. หู สื่อถึงอำนาจบารมี อายุและสุขภาพ

 

ศัลย์ให้สวยเสริมทรัพย์ เสริมเสน่ห์

ปัจจุบันสถานความงามหลายแห่งมีโปรแกรมและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยแก้ไขจุดต่างๆ ให้สวยงามรับกับรูปหน้า ซึ่งส่วนใหญ่นิยม “เสริม เติม แต่ง” ดังนี้

 

1. ดูความสำเร็จให้ดูหน้าผาก เปิดหน้าผากรับทรัพย์

 

ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ หรือ ผ่าตัดใส่ซิลิโคนเสริมหน้าผาก เพราะหน้าผากที่โหนกนูน ถือเป็นลักษณะของผู้ที่เฉลียวฉลาด ชอบเรียนรู้ รวมถึงลักษณะหน้าผากที่กว้าง แสดงถึงความสุภาพ และมักจะได้รับความเมตาช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เสมอ ทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงช่วยดึงดูดทรัพย์สินอีกด้วย

ข้อควรระวัง : ไม่ควรปล่อยให้หน้าผากมีริ้วรอย ฝ้า กระ หรือเป็นหลุม

ทางแก้ไข ควรแก้ไขด้วยโบท็อกซ์หรือเลเซอร์ตามความเหมาะสม

 

 

 

 

2. แก้มและโหนกแก้ม ต้องอิ่มรับกับใบหน้า

 

 

ถึงแม้ว่าใครๆ ต่างก็อยากหน้าเรียวสวยแบบวีเชฟ แต่สำหรับความเชื่อของจีน ต่างบอกว่าโหนกแก้มที่สูงนอกจากจะทำให้ดูอ่อนเยาว์แล้ว ยังสะท้อนถึงความเข็มแข็งภายในจิตใจของคนๆ นั้น

ข้อควรระวัง ลักษณะแก้มที่ตอบ ยังสื่อถึงความวิตกกังวล เป็นคนคิดมากและไม่ค่อยคบหาสมาคมกับใคร

ทางแก้ไข แพทย์หลายท่านจึงแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มเนื้อแก้มให้ดูอุดมสมบูรณ์

 

3. ดูความมั่งคั่งให้ดูที่คาง

 

 

ทางโหงวเฮ้งเชื่อว่าถ้าคางได้รูป กำลังดี ไม่สั้นและหุบ จะช่วยเรียกทรัพย์ได้ และในระยะยาวก็จะไม่ลำบากมีเงินใช้ไม่ขาดมือ คนส่วนใหญ่นิยมเสริมคางให้รับกับจมูก เพื่อลักษณะใบหน้าที่สวยงามมากขึ้นและเพื่อเสริมโหงวเฮ้งที่ดีด้วย

ข้อควรรู้ก่อนเสริมคาง ว่ากันว่าลักษณะโครงสร้างใบหน้าที่สวยงาม ส่วนบนตั้งแต่ไรผมถึงคิ้ว, ส่วนกลางตั้งแต่คิ้วถึงปลายจมูก และส่วนล่างตั้งแต่ปลายจมูกถึงคาง ทั้งสามส่วนควรจะมีสัดส่วนที่เท่ากัน ถ้าใบหน้าส่วนล่างสั้นกว่าอีกสองส่วน ก็จะกลายเป็นคนคางสั้น คางเล็ก เมื่อมองภาพรวมใบหน้าจึงไม่ได้สัดส่วนที่สวยงาม

ปัญหาคางสั้นแก้ไขไม่ยาก สามารถเสริมคาง ให้รูปหน้ายาวขึ้นได้ โดนเสริมคางแบบไร้แผลได้ด้วยวิธีการ ซ่อนแผลในปาก

ทางแก้ไข ใช้แท่งซิลิโคนชนิดเดียวกับที่ใช้ในการเสริมจมูก มีทั้งที่ขึ้นรูปมาเรียบร้อยแล้วจากโรงงาน แพทย์อาจมาทำการตกแต่งอีกเล็กน้อยก่อนเสริมเข้าไป กับชนิดที่แพทย์ต้องเหลาขึ้นรูปเองให้เหมาะกับลักษณะใบหน้าของแต่ละคน

 

4. จมูกบอกนิสัย อำนาจ วาสนา

 

 

ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของใบหน้า เพราะช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับใบหน้าได้เป็นอย่างดี ลักษณะของจมูก บ่งบอกถึงอุปนิสัย ความคิด จิตใจ ทรัพย์ อำนาจวาสนา และสติปัญญา

 

จมูกที่มีลักษณะดี ต้องเป็นสันตรงตลอดแนว ไม่ว่าจมูกจะใหญ่หรือเล็ก ต้องมีเนื้อแน่นอิ่มเต็ม ขนาดของจมูกต้องได้ส่วนกับใบหน้า โดยทางโหงวเฮ้งแล้วจมูกก็จะแบ่งย่อยออกไปหลายทรง แต่คนส่วนใหญ่ นิยมเสริมจมูกเพื่อเสริมเรื่องเงินทอง การเก็บเงิน รวมไปถึงการเสริมในเรื่องของจิตใจให้เป็นคนโอบอ้อมอารี ใจเย็น และมีสติ

 

การทำศัลยกรรมจมูก โดยหลักแล้วจะมี 2 วิธี ได้แก่

1.การเสริมจมูกโดยใช้เนื้อเยื่อตัวเอง

นิยมใช้ในชิ้นส่วนในร่างกายของตัวเอง เพื่อให้ร่างกายมองว่าไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายต้องต่อต้าน เช่น ส่วนของกระดูกอ่อนหลังใบหู กระดูกซี่โครง หรือ ไขมันในร่างกาย

 

2.การเสริมจมูกโดยใช้วัสดุภายนอก

นิยมใช้ ซิลิโคน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีปลอดภัยสูง  นอกจากจะพิจารณาเรื่องวิธีการเสริมจมูกแล้ว ยังจะต้องพิจารณาถึงรูปแบบในการเสริมจมูกที่มีหลายแบบแตกต่างกันอีกด้วย

 

  1. ชั้นตาสวย โหงวเฮ้งดี มีเสน่ห์

 

ลักษณะตาที่ดีตามหลักโหงวเฮ้ง

– ตาสองข้างเท่ากัน สุขสมหวังในเรื่องครอบครัว ความรัก คู่ครอง

– ดวงตากลมโต มักมีเสน่ห์กับเพศตรงข้าม ติดต่อประสานงานกับคนอื่น ๆ ได้ดี

– หางตาเชิดขึ้น มีความมั่นใจในตัวเองสูง ฉลาดปราดเปรื่อง ควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ได้ดี มีความสุขและโชคดี

การทำศัลยกรรมตาสองชั้นนอกจากจะทำให้ดวงตาของคุณมีความสวยงาม สดใส มีเสน่ห์น่ามองแล้ว ยังเพิ่มความมั่นใจในเรื่องโชคชะตาได้อีกด้วย

เช่น หากคุณมีปัญหาหางตาตก ก็สามารถแก้ไขด้วยการทำตาสองชั้นปลายหางหงส์ เพื่อเป็นการเปิดหางตาและทำให้ปลายหางตาเชิดมากขึ้น รวมไปถึงการทำตาสองชั้นเพื่อแก้ไขชั้นตาไม่เท่ากัน ตาตี่เล็ก ตาชั้นเดียว ซึ่งมีทั้งวิธีการกรีดยาวและการเย็บ 3 จุด เพื่อให้ได้ชั้นตาที่สวยงาม ดวงตาแลดูกลมโตยิ่งขึ้น

ข้อควรระวัง การทำศัลยกรรมตาสองชั้นก็ต้องเลือกทำPhysiognomyกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลลัพธ์ที่ดี สวยมั่นใจอย่างปลอดภัย


_ทำดีไม่ต้องรอ_วัดปราสาทนนท์_cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 24, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนพบปะกลุ่มคนที่เริ่มจากความตั้งใจ “ทำดี” โดยไม่ต้องมีเกริ่นนำ แต่ทำเลย ซึ่งสาเหตุที่มาเรื่องนี้เริ่มจากเห็นใน pantip ที่มีเข้ามาถามความคิดว่า อยากเป็นจิตอาสา ทำยังไง อยากทำความสะอาดห้องน้ำต้องเริ่มอย่างไร และคาดว่ามีอีกหลายคนอยากเข้าไปช่วย จะเริ่มจากตรงไหน

 

นี่อาจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราหมดข้อสงสัย และเริ่มได้โดยไม่ต้องเกริ่นนำ ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าพี่ๆ จิตอาสากลุ่มที่เรานำมาเสนอนี้ แต่ละคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างมาเจอกันโดยบังเอิญ แต่ก็ร่วมแรงร่วมใจบูรณะหอพระไตรปิฎก ณ วัดปราสาท นนทบุรี จนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างที่เราเห็น

 

 

สำหรับหอพระไตรปิฎก แห่งนี้ถูกสร้างเมื่อประมาณ 30 – 40 ปี แต่ด้วยผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จึงทรุดโทรม โดยเคยมีผู้รับเหมาจะมาบูรณะหากด้วยงบประมาณที่สูงจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ กระทั่ง “น้าสงคราม” หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของชาวจิตอาสากลุ่มนี้มาเจอ จึงเริ่มลงมือบูรณะด้วยตัวคนเดียว ก่อนได้รับความร่วมมือจากสมาชิกแต่ละท่านและคืบหน้ามาจนปัจจุบัน

 

สิ่งที่เป็นของดั้งเดิม คือ บันไดธรรมาสน์ และองค์พระประธานที่คาดว่าอยู่คู่กับวัดพร้อมฐานพระมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีฯ ส่วนพระพุทธรูปที่ทำด้วยหินสีเขียวและโต๊ะหมู่บูชา คือ สิ่งที่น้าสงครามนำมาถวายวัด

 

 

นอกจากนี้ภายในหอยังมีภาพและคำสวดบูชาพระสุนทรีวาณี ผู้คอยดูแลคำสอนพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก รวมถึงภาพถ่ายหลวงปู่สนธิ์ ธมฺมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทแห่งนี้ด้วย

องค์พระประธานที่ตั้งอยู่ในอุโบสถนั้น ทางกรมศิลปากรสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุกว่า 400 ปี และด้วยลักษณะทำให้คาดกันว่าผู้ที่สร้างต้องเป็นพระมหากษัตริย์แน่นอน

 

 

เรื่องราววัดแห่งนี้น่าสนใจมากกว่าความลี้ลับ โดยเฉพาะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมที่ปลูกสร้างโดยพระเจ้าปราสาททอง หลานของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

 

 

 

 


Kinyupen-GenXY-Stopshop.jpg

kinyupen_adminJune 23, 2020

วัยทำงานของคนไทย ปัจจุบันจะมีอยู่ 3 เจน คือ Gen X Gen Y และ Gen Z ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 23 – 55 ปี  โดยหนี้ก้อนโตแต่ละกลุ่มจะสัมพันธ์กับความต้องการและพฤติกรรมของช่วงอายุ คือ หนี้ที่อยู่อาศัยจะเป็นของ Gen X และ Gen Y ส่วนหนี้รถยนต์ หรือ สินเชื่อประเภทเช่าซื้อจะเป็นกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะ เนื่องจาก 2 กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เริ่มค้าขายออนไลน์ ทำให้เป็นหนี้ในสินเชื่อหลายประเภท ทั้งสินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด และจากข้อมูลเครดิตบูโรล่าสุด ระบุว่า Gen Z มีหนี้กระจุกตัวในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์

 

Gen Y-Gen Z หนี้ควรหยุดสร้าง วางแผนออมบ้าง ถ้าอยากรวย
Gen Y-Gen Z หนี้ควรหยุดสร้าง วางแผนออมบ้าง ถ้าอยากรวย

 

การเป็นหนี้ของกลุ่มคนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้ง Gen Y และ Gen Z ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรม ค่านิยมในการใช้ชีวิต ที่ต้องการทั้งความสนุกสนาน ความมีอิสระในการดำเนินชีวิต แต่ขาดความเข้าใจ หรือความใส่ใจด้านบริหารจัดการเงินโดยเฉพาะวินัยด้านการออมประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในเมืองจะค่อนข้างสูงจึงส่งผลให้เกิดหนี้และเอาเงินอนาคตมาใช้

 

ดังนั้นสิ่งที่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ต้องทำแต่วันนี้ด้วยเทคนิคพื้นๆ แต่ต้องมีวินัย คือ

 

Credit : www.jobstreet.com.sg

 

  1. ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายทุกวันและทบทวนดูทุกสิ้นเดือน ว่าใช้เงินในส่วนใดมากสุด อาจแปลกใจก็ได้ว่าส่วนใหญ่หมดไปกับกาแฟและชาไข่มุก หรือ shopping online ที่สุดท้ายไม่ได้ใช้
  2. สร้างวินัยการออมและลงทุนเพื่ออนาคต โดยเลือกรูปแบบการออมที่คิดว่าเหมาะกับสถานการณ์และแผนในอนาคตของตนเอง ซึ่งมีหลักที่สำคัญ 3 ประการ

2.1 วางแผนและประเมินผลตอบแทน / ความเสี่ยง

ไม่ยากอย่างที่กังวล..เพราะมีตัวช่วยสำหรับวางแผนและประเมินผลตอบแทน ที่จัดทำเป็นแบบสอบถามในonline สำหรับผู้ต้องการวางแผนการลงทุนอาจดูในเว็บตลาดหลักทรัพย์ หรือ บลจ.ของธนาคารต่างๆ ว่าเราจะรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด เช่น รักษาเงินต้นทั้งหมด หรือ ขาดทุนได้บ้าง ทั้งกำหนดว่าต้องการผลตอบแทนเท่าใดต่อปี  ทั้งนี้ความเสี่ยงกับผลตอบแทนจะผกผันกันเสมอโดยเกณฑ์ในการเลือกอาจเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

 

2.2 คัดเลือกและจัดสรรสัดส่วนการลงทุน

เงินที่จะออมในระยะยาวจัดสรรได้หลายวิธี ทั้งประกันเงินออม ประกันบำนาญ ซึ่งจะได้เงินคืนในระยะยาวแบบเป็นก้อนหรือแบบรายเดือน และยังมีการลงทุนในรูปแบบซื้อผ่านกองทุนที่มีหลากประเภท ลงทุนในหุ้นกู้ ลงทุนในตลาดหุ้น หรือล่าสุดลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือ ลงทุนซื้อกองทุนที่ให้ผลตอบแทนลดหย่อนภาษีอย่าง SSF ที่มาแทน LTF โดยมีระยะเวลา 7 ปี  และกองทุน RMF ที่จะมีเงื่อนไขมากกว่าคือขายคืนได้ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปี (ควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม)

หากวิธีการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนมีหลักการง่ายๆ ที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนำคือ การคุมความเสี่ยงและผลตอบแทนให้ตอบโจทย์การลงทุน ควรจะมีการกำหนด Risk Management เช่น ไม่ลงทุนในตราสารใดเกิน 30% หรือ ไม่ควรลงทุนในอุตสาหกรรมเดียวกันมากกว่า 40% เช่น ไม่ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้า หรือ หุ้นด้านพลังงานหลายๆ รายแต่ให้กระจายในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

 

2.3 ติดตามผลลงทุนต่อเนื่อง

หลายคนมักจะลงทุนในกองทุน หรือ หุ้น แล้วปล่อยไว้รอเก็บเกี่ยว หากสิ่งหนึ่งที่ควรระวังและใส่ใจคือการติดตามผล วิธีการง่ายๆ หากลงทุนในกองทุน หรือ หุ้นประเภทใด สิ่งที่ควรดู คือข่าวจากสื่อต่างๆ ที่มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน นโยบายของภาครัฐที่จะทำให้เราประเมินแนวโน้มได้ หรือ ใบสรุปผลตอบแทนที่แต่ละกองทุนจะส่งมาให้รายไตรมาส อย่างน้อยเพื่อรู้ อย่างดีก็ย้ายปรับเปลี่ยนได้ทัน เช่นหากลงทุนในกลุ่มหุ้นบริษัทการบิน และในช่วงโควิดที่คนหยุดเดินทางอาจต้องขายออกชั่วคราวเพื่อไม่ตกใจกับราคาหุ้นที่จะร่วงลง แต่สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นก็มีเครื่องมือติดตามผลในสื่อออนไลน์ที่สามารถเลือกโปรแกรมได้ตามชอบ

 

Credit : www.theedvantage.org

 

  1. มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน

เหตุการณ์ไม่คาดคิดมักเกิดเสมอ ดังนั้นไม่ให้การลงทุนเพื่ออนาคตต้องชะงัก หรือ ลดมูลค่าเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว จังหวะที่ต้องการถอนออกอาจไม่ใช่ช่วงราคาดี จึงควรกันเงินส่วนหนึ่งให้เป็นการออมเผื่อฉุกเฉิน ในส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ก้อนใหญ่ทีเดียวหากทยอยสะสม เช่น เงินฝากประจำรายเดือนระยะสั้น หรือ สลากออมสินที่หลัง 3เดือนสามารถขายได้โดยไม่ถูกหักเงินต้น หรือ เก็บเงินได้ระยะหนึ่งซื้อทองแท่งหากต้องการขายก็จะทำได้ทันที (แนะนำเฉพาะผู้ที่สามารถจัดเก็บในที่ปลอดภัย)

ทั้งหมดนี้ คือ การวางแผนเพื่อออมและจัดเก็บหากในส่วนของการใช้จ่าย สิ่งที่พึงระวังคืออย่าใช้บัตรเครดิตโดยหลงไปกับโปรโมชั่น 0% เพราะวันที่รูด กับวันที่จ่ายสถานการณ์อาจไม่เหมือนกัน

 

กิน อยู่ เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงขอให้ทุกคนมีสุขภาพการเงินที่ดีทั้งจ่ายทั้งออม และมีแผนการเงินที่ยืดหยุ่นในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน


Kinyupen-Prison-Break-2000s.jpg

kinyupen_adminJune 22, 2020

ย้อนดูการวางแผนแหกคุก จากสติปัญญานักโทษยุคหลังปี 2000 ตั้­งแต่สุดยอดมหาเศรษฐีเจ้าพ่อยาเสพติด เอลชาโป แห่งเม็กซิโก ทุ่มเงินสร้างสุดยอดการเจาะอุโมงค์ใต้ดินสุดไฮเทค ไปจนถึงวิธีพื้นๆ แบบปลอมตัวเป็นสาว หรือแปลกสุดกับการใช้วิธีดัดตัวลอดช่องลูกกรงส่งอาหารของปรมาจารย์โยคะจากเกาหลี

 

 

ในช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมามีคดีแหกคุก ในรูปแบบแปลกๆ เกิดขึ้นจนเป็นข่าวฮือฮามาแล้วหลายคดี และเหล่านี้คือวิธีการแหกคุกที่หลายคนยังจำได้ดี เพราะนอกจากจะทำให้เห็นถึงวิธีการแปลกประหลาดในการหลบหนีแล้ว ยังทำให้เห็นความพยายามของที่ต้องการทำทุกอย่างเพื่อ “อิสรภาพ” ของมนุษย์นั่นเอง

 

 

เอล ชาโป เจ้าพ่อยาเสพติด กับการแหกคุกบันลือโลก

 

 

คดีแหกคุกที่โด่งดังมากที่สุดในยุค ปี 2544 -2558  ต้องยกให้คดีของ  โจอาควิน เอล ชาโป กุซแมน (Joaquin El Chapo Guzman) เจ้าพ่อค้ายาเสพติดชาวเม็กซิกันซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม ‘El Chapo’ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากตั้งแต่ปี  2523 และก้าวขึ้นมาเป็นพ่อค้ายาเสพติดที่ทางการสหรัฐฯ ต้องการตัวมากที่สุด เขาปฏิบัติการแหกคุกสำเร็จถึงสองครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่คุก อัลติพลาโน่ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อัลคาทราซ” ของเม็กซิโก ซึ่งเป็นคุกที่มีความไฮเทคทันสมัย และเป็นหนึ่งในคุกที่ดีที่สุดในเม็กซิโก

 

เพราะความร่ำรวยของเอลชาโป ทำให้เขาสามารถวางแผนการหลบหนีได้อย่าแนบเนียน และซับซ้อนชนิดช็อคโลก โดยเฉพาะครั้งล่าสุด จากการว่าจ้างวิศวกรหัวกะทิ ออกแบบเส้นทางการหลบหนีด้วยการเจาะอุโมงค์ใต้ดินเป็นระยะทางกว่า 1 ไมล์ หรือราว 1.6 กิโลเมตร จากบริเวณภายนอกสู่พื้นที่ภายในห้องอาบน้ำในคุก ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ไม่มีกล้องวงจรปิด

 

ภายในอุโมงค์ติดตั้งระบบไฟฟ้า,ระบบดูดอากาศเพื่อให้หายใจได้ระหว่างหลบหนี และยังมีมอเตอร์ไซค์รางสำหรับนำตัวเขาออกจากคุกได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า  ว่ากันว่าเอล ชาโป ใช้เงินไปกว่า 5 ล้านดอลลาร์สำหรับการเจาะอุโมงค์นี้ ยังไม่นับเงินที่ต้องจ่ายเป็นสินบนให้กับเจ้าหน้าที่เรือนจำของเม็กซิโกด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าพ่ออัลชาโป ได้ใช้ชีวิตอยู่นอกคุกได้เพียง 6 เดือน ก่อนที่จะถูกนาวิกโยธินสหรัฐฯ จับตัวได้ และเขาได้ถูกศาลกลางสหรัฐตัดสินจำคุกตลอดชีวิตอีกครั้งเมื่อปี 2559

 

แหกคุกด้วยโยคะที่แทกู เกาหลีใต้

 

 

ในประเทศเกาหลีใต้ มีการแหกคุกที่กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อนายซอย กาบ บก ผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นทรัพย์ ชาวเกาหลีใต้ ปรมาจารย์ด้านโยคะ  ได้ใช้วิชาที่เขาฝึกฝนมากว่า 23 ปี  แหกคุกจากห้องขังในสถานีตำรวจเมืองแทกู หลังถูกคุมขังนาน 5 วัน  โดยชโลมร่างกายท่อนบนด้วยน้ำมันนวดตัวที่นำติดตัวมา  แล้วค่อยๆ ดัดตัวเองเพื่อมุดออกจากช่องส่งอาหารที่ประตูห้องขัง ซึ่งมีความสูงเพียง 15 ซม. กว้างเพียง 45 ซม. ได้สำเร็จภายในแค่ 34 วินาที  ก่อนที่จะใช้วิชาโยคะมุดหนีห้องขังออกไป ซอยยังไม่ลืมที่จัดฉากที่นอนภายในห้องขังของเขา เหมือนกับว่าตัวเขาเองยังนอนอยู่อีกด้วย

แต่เหมือนกับทุกคน เขาถูกจับหลับจากหนีออกไปลอยนวลเล่นโยคะอยู่ข้างนอกเพียง 6 วัน  และถูกส่งตัวกลับเข้าห้องขังที่ตำรวจไม่ยอมให้มีช่องที่เขาจะสามารถดัดตัวเล็ดลอดออกไปได้อีกต่อไป

 

ปลอมเป็นลูกสาวหนีคุก

 

 

ปลายปี 2562  เคลาวิโน ดา ซิลวา วัย 42 นักโทษคดียาเสพติดของบราซิล พยายามที่จะหลบหนีจากเรือนจำความปลอดภัยสูงเกรินซิโน ในเขตตะวันตกของนครริโอเดอจาเนโร  โดยอาศัยวิธีอำพรางเป็นลูกสาวของตัวเอง  โดยใช้หน้ากากซิลิโคนใบหน้าหญิงสาว สวมชุดชั้นในยัดหน้าอกปลอม และเสื้อยืดสีชมพู สวมกางเกงยีนส์รัดติ้ว และวิกผมยาว เพื่อที่จะตบตาเจ้าหน้าที่ว่าเขาคือหญิงสาวสุดเซ็กซี่ที่เข้ามาเยี่ยมนักโทษ  โดยในเวลานั้น มีผู้หญิงเข้ามาเยี่ยมนักโทษ 7 คน รวมถึงลูกสาวของเขาที่ยอมถอดเสื้อผ้าให้พ่อใส่ ส่วนตัวเธอซ่อนตัวในห้องขังแทนพ่อ

 

แต่แผนการของดา ซิลวา ก็ไปไม่รอดเมื่อเขาแสดงพิรุธจนทำให้เจ้าหน้าที่จับได้ และต้องถูกส่งกลับเข้าห้องขังไปอีกครั้ง แต่ไม่มีรายงานว่าเหล่าบรรดาหญิงสาวที่เข้าไปช่วยเขาถูกลงโทษอย่างไร อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุ ดา ซิลวา ก็ได้ผูกคอตายภายในห้องขังหลังจากนั้นไม่นาน

 

ส่งโปสการ์ดเยาะเย้ยเรือนจำหลังหนีสำเร็จ

 

 

ต้นปีนี้ เว็บไซต์ นสพ. The Independent ของอังกฤษ เสนอข่าว ระบุว่า อูอาลิด เซ็กกากิ (Oualid Sekkaki) นักโทษที่ถูกจับกุมข้อหาครอบครองยาอี 25,000 เม็ด เมื่อปี 2560 และพยายามแหกคุกหลายครั้ง หลายวิธี เช่น ก่อเหตุชิงเฮลิคอปเตอร์เพื่อหลบหนีจากเรือนจำในเมืองบรูกส์ กระทั่งประสบความสำเร็จจากการแหกคุกเมื่อ เดือน ธ.ค. 2562 ด้วยการปีนข้ามกำแพงไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ และหลบหนีจากเรือนจำเมืองแอนต์เวิร์ป

 

รายงานข่าวระบุว่า หลังจากหลบหนีจากคุกได้ไม่กี่เดือน เรือนจำเมืองแอนต์เวิร์ป ก็ได้รับโปสการ์ดที่ถูกส่งกลับมาที่เรือนจำพร้อมระบุว่า “สวัสดีจากประเทศไทย (Greetings from Thailand)” โดยผู้คุมคนหนึ่งกล่าวว่า จดหมายนี้ถูกส่งถึงคณะผู้บริหารเรือนจำ 3 คน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นของจริงเพราะถูกส่งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนพร้อมประทับตราถึงเรือนจำที่ผู้ต้องขังรายนี้ถูกจำคุก แต่ไม่ยืนยันว่า อูอาลิด เซ็กกากิ อยู่ในประเทศไทยจริงหรือไม่ และจนถึงปัจจุบันก็ไม่มีรายงานความคืบหน้าว่าเขาอยู่ที่ไหน และถูกจับแล้วหรือยัง

 

 อัลคาทราช (Alcatraz)” สุดยอดตำนานแห่งการแหกคุก

 

 

สำหรับการแหกคุกระดับตำนาน ต้องยกให้การแหกคุก “อัลคาทราช (Alcatraz)” สถานที่คุมนักโทษที่มีโทษร้ายแรงของอเมริกา เมื่อ ปี ค.ศ.1962 นักโทษ 3 คนได้วางแผนแหกคุก ด้วยวิธีปีนขึ้นไปตามช่องระบายอากาศ แล้วกะเทาะฝาครอบออก หลบหนีออกไปทางหลังคาคุก โดยแผนพวกเขาเริ่มต้นด้วยการขุดผนังด้วยอุปกรณ์ที่ค่อยๆ สะสมตามจะหาได้ เช่น ช้อนโลหะในโรงอาหาร จากนั้นก็ขุดฝาผนังทุกคืนด้วยช้อนและเหรียญ อุปกรณ์โลหะขนาดเล็กอื่นๆ ที่มี ซึ่งไม่ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่พวกเขาก็มุ่งมั่นขุดต่อไป

 

และเพื่อป้องกันสายตาผู้คุมได้มีการสร้างฉากกั้นขึ้นมาหลอกตาเสมือนเป็นฝาผนังจริง ที่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น  ระหว่างการขุดก็ให้เพื่อนนักโทษเล่นดนตรีในห้องขัง เพื่อให้เสียงดนตรีกลบเสียงขุดฝาผนัง จนถึงเวลาดับไฟเข้านอน

 

 

นอกจากนี้ นักโทษทั้งสามคนยังลักลอบนำสบู่และกระดาษชำระมาปั้นเป็นศีรษะและใบหน้าตนเองขนาดเท่าจริงพร้อมทั้งทาสีเสมือนจริง และแอบเก็บเศษผมจากร้านตัดผมนักโทษมาติดบนศีรษะหุ่นปั้น ให้เห็นทรงผมคล้ายจริงเพื่อใช้ในยามค่ำคืน ด้วยการนำผ้าห่มมาห่มจากส่วนคอลงไป หลอกตาผู้คุมที่ออกตรวจภายใต้แสงสลัวว่านักโทษกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง

 

กระทั่งเวลาผ่านไป 8 เดือน ทั้งสามคนก็สามารถออกไปทางช่องทางที่ขุดไว้สู่หลังคาเรือนจำได้สำเร็จ แล้วข้ามสู่ฝั่งที่ห่างออกไป 2 กิโลเมตร ด้วยการนำเสื้อกันฝนของเพื่อนนักโทษกว่า 50 คนมาเป่าลมด้วยหีบเพลงอันเล็กๆ ทำเป็นแพ มุ่งสู่อิสรภาพบนฝั่งซานฟรานซิสโกได้สำเร็จ

 

ปัจจุบันเรือนจำแห่งนี้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไป ในขณะที่เรื่องราวของนักโทษทั้งสามคนยังถูกนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างซีรีย์ และภาพยนตร์ แอคชั่นเกี่ยวกับ การแหกคุก หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น ซีรีย์ยอดนิยมอย่าง Prison Break หรือภาพยนตร์ฮอลิวู้ด “The Rock”  ที่ใช้ “อัลคาทราช (Alcatraz)” เป็นสถานที่หลักของเหตุการณ์ในเรื่องอีกด้วย

 


Kinyupen-yoga-Greeck-Orthodox.jpg

kinyupen_adminJune 22, 2020

เมื่อต้นเดือนหากใครเห็นข่าวใน BBC  ที่พาดหัวประเด็น ผู้แทนโบสถ์ของคริสตจักรในกรีกแนะนำให้ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ เลี่ยงการเล่นโยคะทั้งนี้การออกมาของผู้แทนโบสถ์แห่งคริสต์จักรของกรีกอาจเป็นเพราะ 90% ของชาวกรีกนับถือนิกายออร์ทอดอกซ์​  โดยการให้เลี่ยงดังกล่าวคาดเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าพื้นฐานของโยคะหลายท่าไม่เหมาะกับความเชื่อและความศรัทธาของชาวคริสต์อย่างเช่นท่าสุนัขก้ม (downward dog) หรือท่าไหว้พระอาทิตย์ อีกทั้งโยคะถือเป็นการปฏิบัติส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาก็เป็นวันโยคะสากล

 

 

กิน- อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงชวนไปย้อนดูที่มาและหลักการของโยคะเพื่อเป็นเกร็ดความรู้ถึงที่มาที่ไปของประเด็นดังกล่าว  โยคะมาจากศัพท์ของคำว่า “ยุชิร” หรือ “ยุช” ซึ่งแปลว่า เทียมแอก ผูกมัด ประกอบ หรือรวมกัน ตามความหมายของศัพท์ โยคะจึงหมายถึงการเพ่งเล็งหรือการทำสมาธิเพื่อให้จิตสู่ความหลุดพ้น ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอินเดียสมัยโบราณกว่าหลาย 1,000 ปี โยคะมีอยู่ด้วยกันหลายสำนักซึ่งวิธีและเป้าหมายจะต่างกันไปโดยบรรดาฤาษีหรือโยคีต่างฝึกเพราะเชื่อว่าคนเราจะมีจิตใจที่แข็งแรงและสมบูรณ์จะต้องร่างกายสมบูรณ์และแข็งแรงเป็นพื้นฐาน

 

หากจุดเริ่มต้นเกิดจาก 2,500 ปีที่แล้วปัตญชลี มหาโยคีชาวฮินดูผู้มีประสบการณ์ในเรื่องสมาธิได้ปรับปรุงโยคะขั้นพื้นฐาน และเขียนโศลกที่ถือเป็นพระสูตรแห่งโยคะ เรียกว่า โยคะสุตรา จึงส่งผลให้โยคะเป็นที่แพร่ หลาย

 

timesofindia.indiatimes.com

 

ผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายจะถูกเรียกว่า โยคิน หรือ โยคี ส่วนผู้หญิงเรียก โยคินี ผู้สอนเรียกว่า คุรุ (ครู) เมื่อโยคะแพร่หลายสู่ยุโรปโดยใช้เป็นหนึ่งในวิธีออกกำลังกายนั้นส่วนใหญ่จะดัดแปลงจากหฐะ โยคะ (Hatha Yoga) ซึ่งเน้นการหายใจและความยืดหยุ่นของร่างกาย โดยการฝึกท่าโยคะจะเรียกว่าอาสนะ (Asanas)

ที่หมายถึงการอาศัยหรือนั่งในท่าใดท่าหนึ่ง

 

ด้วยที่มาของโยคะที่เชื่อมโยงกับศาสนาฮินดู ที่กำหนดว่าพราหมณ์จะบำเพ็ญตบะด้วยการปฏิบัติโยคะ และท่าโยคะ ที่เชื่อมโยงกับการนับถือธรรมชาติและมีเทพเป็นสัญญะ อย่างเช่นโยคะในอาสนะของสุริยะนมัสการ ซึ่งก็เป็นท่าไหว้พระอาทิตย์ หรือบางอาสนะจะเหมือนกับท่าก้มกราบ ซึ่งขัดกับบางหลักศาสนาที่กราบได้เพียงพระเจ้าของศาสนานั้นๆ เท่านั้น ทั้งมีการเปล่งเสียงโอม ที่มาจากการขานพระนาม 3 มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ (อุ:พระวิษณุ อะ:พระศิวะ และมะ:พระพรหม)  โยคะบางอาสนะ หรือการโอมจึงอาจเป็นอุปสรรค

 

 

อย่างไรก็ตามการฝึกโยคะจะเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังทำให้เลือด และสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม การฝึกโยคะจะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมทั้งต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น ท่าของการฝึกโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และสอดคล้องกับการหายใจเป็นการรวมกาย และจิตร่วมกัน การฝึกท่าโยคะจะเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพจิต และสุขภาพกายดีขึ้น

 

แต่ก็ยังมีวิธีออกกำลังหรือการยืดหยุ่นหลายอย่างให้เราเลือกตามความเชื่อ ความชอบ ได้แบบไม่จำกัด กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอ Cheer Up ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง

 

 


-Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 18, 2020

น้ำหนักที่เพิ่มเป็นสิ่งกวนใจโดยเฉพาะวัย 40 up ถึงขั้นมีคำกล่าว แค่หายใจก็อ้วนแล้ว วันนี้กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้ค้นหาและนำส่วนหนึ่งจากบทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ มาถ่ายทอดเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจและหาเหตุหยุดอ้วนอย่างถูกหลัก

 

ภาพจาก : Brian Harris/Rex Features

 

อันตรายของโรคอ้วนนอกจากเสื้อผ้าที่ต้องซื้อใหม่ หากรวมถึงโรคภัยไข้เจ็บ การอักเสบเรื้อรัง แก่เกินวัย รวมถึงโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิต จนสุดที่มะเร็ง แต่เดิมเรามักเชื่อว่าออกกำลังกาย และลดอาหารจะเป็นตัวทำให้น้ำหนักลดอย่างมีนัยสำคัญ โดยสูตรออกกำลังลดอ้วนแบบคร่าวๆ คือเดินเร็ววันละ 1 ชั่วโมงจะส่งผลให้น้ำหนักลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 5 สัปดาห์ หรือถ้าเปลี่ยนเป็นวิ่ง ที่ความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนลดอาหาร คือเน้น 2 มื้อหลักต่อวันเว้นขนมจุบจิบ

 

ภาพจาก : https://corporissanum.com

 

หากช่วงหลายปีมานี้มีการวิจัยพบว่านอนน้อยส่งผลต่อน้ำหนัก คือถ้านอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงในแต่ละคืนจะมีโอกาสน้ำหนักเพิ่ม 4.5 – 7 กิโลกรัม เพราะโดยเฉลี่ยคนวัยหนุ่มสาวควรนอน 7-9 ชั่วโมง วัยกลางคนขึ้นไปอยู่ที่ 8 ชั่วโมง

 

ทั้งนี้บทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อได้อ้างอิงจากหนังสือของ Dr.Matthew Walker “Why We Sleep ว่าการนอนน้อยกว่าระดับที่จะเป็น ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่อยู่ในกระเพาะอาหารที่เรียกว่า Ghrelin เพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าท้องว่างและหิว  หากนอนน้อยฮอร์โมนตัวนี้จะเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองว่าไม่อิ่มต้องกินต่อไป ทั้งยังกระตุ้นให้เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่สูง นี่จึงเป็นที่มาของ อ้วนเพราะนอนน้อย

 

ภาพจาก : www.hindustantimes.com

 

แต่การนอนย่อมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อน้ำหนักโดยมีนักวิจัยด้านสุขภาพระบุว่าเหตุของอ้วนมาจากพฤติกรรมกิน อยู่ หลับนอน  8 ประการ

  1. นอนน้อย
  2. เครียด
  3. อาหารแปรรูป
  4. ขาดสารอาหาร
  5. ปริมาณจุลินทรีย์ดีในลำไส้
  6. มลภาวะสิ่งแวดล้อม
  7. ไทรอยด์
  8. ไม่ออกกำลังกาย

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจว่าออกกำลังประเภทใดจะช่วยลดตัวชี้วัดเสี่ยงโรคอ้วน นั้น พบว่า วิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำให้ประโยชน์สูงสุด รวมถึงการการเล่นโยคะ การปีนเขา เดิน หรือเต้นรำโดยเฉพาะจังหวะ Waltz และ Foxtrot


_ฝันร้าย_สร้างเองได้_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 18, 2020

ช่วงที่รอบตัวมีแต่เรื่องร้าย ทั้งการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่ายุติและลามกระทบต่อเศรษฐกิจปากท้องที่โดนกันถ้วนหน้าไม่ว่าเจ้าของธุรกิจ มนุษย์เงินเดือน พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งหลายคนเก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดวิตกจนนำไปสู่ฝันร้ายที่กระทบต่อทั้งสุขภาพกายใจ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปรู้จักกับต้นเหตุที่มาที่ไป รวมถึงวิธีพาตัวเองให้หลุดพ้นจากฝันร้ายกัน

 

ฝันร้าย (nightmare) เป็นสภาวะของร่างกายที่มีการปรากฏภาพและเรื่องราวซับซ้อนกระทบแง่ลบต่อจิตใจ โดยผู้ฝันอาจสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่รับรู้และจำได้เมื่อตื่นขึ้น ขณะเดียวกันก็นำไปสู่การหลับต่อได้ยากขึ้น

 

ภาพจาก : www.fatherly.com

 

อาการฝันร้ายมักเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement: REM) ซึ่งวงจรร่างกายหยุดทำงาน ยกเว้นหัวใจ กะบังลม กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อเรียบ มักเกิดภาวะดังกล่าวตอนใกล้เช้า เนื่องจากช่วงหลับฝันที่เป็นระยะนอนหลับที่สมองตื่นตัวและประมวลความจำ หรือ เรียนรู้ข้อมูลใหม่ ทำให้สิ่งที่สมองประมวลออกมานั้นปรากฏภาพเหมือนจริงและส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกเมื่อนอนหลับฝัน

 

ฝันร้ายของแต่ละคนมีรูปแบบแตกต่างกันตามประสบการณ์ชีวิตและจิตใต้สำนึก หากรูปแบบฝันร้ายที่คนส่วนใหญ่พบเจอจะเป็นลักษณะการวิ่งหนีสัตว์ร้าย คนร้าย อสุรกาย หรือ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงการตกจากที่สูงแบบเฉียบพลัน ส่วนผู้ที่เคยประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกทำร้ายก็อาจฝันถึงเหตุการณ์แบบนั้นอยู่บ่อยๆ

 

สาเหตุหลักของฝันร้าย

1.ผลกระทบทางจิต มีความวิตกกังวล เครียด ประสบเหตุสะเทือนขวัญ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตบางประเภท เช่น โรคซึมเศร้า

2.ความผิดปกติของร่างกาย มีอาการป่วยบางประเภท เช่น หยุดหายใจขณะหลับ นอนหลับยาก กลัวการนอนหลับ รวมถึงการรับประทานอาหารก่อนนอน อาทิ อาหารที่ร่างกายแพ้ หรือ ย่อยยาก ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองตื่นตัวมากกว่าเดิม

3.พฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา หรือ สารเสพติด ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือ หยุดดื่มแบบหักดิบ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือ เลิกสูบกะทันหัน ฯลฯ

 

ภาพจาก : www.e-counseling.com

 

ผลของฝันร้ายทำให้ร่างกายประสบภาวะวิตกกังวล ระทึก โศกเศร้า หรือ หวาดกลัวอย่างรุนแรง จนอาจส่งผลให้ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต หรือ เข้าสังคม โดยฝันร้ายจะมีความถี่เพิ่มขึ้นเมื่อบุคคลนั้นเริ่มมีความผิดปกติกับการดำเนินชีวิตในสังคม และหากเกิดขึ้นบ่อยมากๆ ก็อาจบ่งชี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาวะปัญหาสุขภาพจิต อาทิ ภาวะวิตกกังวล เครียด หรือได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างรุนแรง ส่งผลต่อภาวะสุขภาพจิตและจิตเวชตามมาในอนาคตได้

 

ดังนั้นถ้าไม่อยากฝันร้าย ให้เสพข่าวสารแต่พอดีและมีสติโดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่เก็บมาคิด หรือ วิตกเกินไป พยายามหากิจกรรมผ่อนคลายลดความเครียด หาเวลาออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในช่วงนี้

 

ภาพจาก : https://bettersleep.org

 

เคล็ดลับนอนหลับฝันดีจาก National Sleep Foundation

  1. กำหนดตารางเวลาเข้านอน – ตื่น ให้เป็นช่วงเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อรีเซ็ตรอบการนอนหลับเพื่อให้ตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
  2. ออกกำลังกายวันละ 20-30 นาที จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ควรเว้นระยะ 5-6 ชั่วโมง หรือ อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  3. หลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน แอลกอฮอล์ อาทิ กาแฟ ช็อคโกแลต ยาลดความอ้วน น้ำอัดลม ชาสมุนไพร และยาแก้ปวด
  4. หากิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน อาทิ อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
  5. นอนบริเวณที่แดดส่องถึงเมื่อตื่น เพราะแสงแดดตอนเช้าจะช่วยรีเซ็ตนาฬิกาชีวิตของเราทุกวัน โดยเฉพาะถ้าใครที่มีปัญหานอนหลับยากนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับแนะนำให้รับแสงแดดเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกเช้า
  6. อย่านอนแช่บนเตียง หากนอนไม่หลับอย่าพยายามนอนแช่บนเตียง ให้ไปหาอย่างอื่นทำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงจนกว่าจะรู้สึกเหนื่อย หรือ อ่อนล้า เพราะความวิตกที่ว่าพยายามนอนแล้วแต่ยังไม่สามารถหลับได้เสียที อาจนำไปสู่อาการนอนไม่หลับติดตัวไปได้
  7. ควบคุมอุณหภูมิห้องนอน เน้นที่เรารู้สึกสบาย เพราะถ้าร้อน หรือ เย็นเกินไป อาจขัดขวางการนอนหลับ
  8. พบแพทย์ หากปัญหาการนอนไม่หลับเริ่มรุนแรงจนรบกวนการดำเนินชีวิตปกติ และกระทบต่อการประกอบอาชีพ

 


Slim_ดูดไขมัน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 17, 2020

**ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “การดูดไขมัน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก” ควรพิจารณาร่างกาย ผิวพรรณความยืนหยุ่นของคุณ และคาดหวังผลลัพธ์บนพื้นฐานความจริงและความเป็นไปได้

 

สำหรับหลายคนที่มีปัญหา “รากฐานมั่นคง ต้นขาใหญ่” ไม่ว่าจะด้วยกรรมพันธุ์ หรือ ไขมันที่สะสมจากมื้อหนัก มื้อเบา ย่อมต้องเคยหาวิธีการลดไขมันจากหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ เช่น การเลือกรับประทานอาหาร, ออกกำลังกายกระชับสัดส่วน หรือการแก้ที่ปลายเหตุอย่างการดูดไขมัน แน่นอนว่าทางที่ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะ “การดูดไขมัน” มีความเสี่ยงด้วยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผิวหนังไม่เรียบเนียน, กล้ามเนื้อขาไม่ได้สัดส่วนที่สวยงาม หรือการติดเชื้อ

 

ซึ่งในปัจจุบันโรงพยาบาลชั้นนำและคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามชั้นนำต่างออกโปรโมชั่นเอาใจคนหุ่นเชฟบ๊ะอย่างเราๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจ “ดูดไขมัน” ไม่ว่าจะเป็นจุดเด่น ข้อควรระวัง ความเสี่ยง การเลือกประเภทวิธีการดูดไขมันที่เหมาะกับแต่ละคน และการดูแลตัวเอง มาให้ได้พิจารณากัน

 

 

“สวยทางลัด”

หลายคนน่าจะเคยได้ยิน อันตรายจากการดูดไขมัน ในอดีตมาอย่างหนาหู ทั้งการเสียเลือดในปริมาณมาก รอบแผลขนาดใหญ่ หรือการโยโย่ที่ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย แต่เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมโปรแกรมดูดไขมัน ถึงยังเป็นโปรแกรมยอดนิยมที่สถาบันเสริมความงามทุกแห่งต่างต้องมี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น และวิวัฒนาการด้านการศัลยกรรมความงามก็เพิ่มมากขึ้น ระยะเวลาผ่านไปก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ชำนาญมากขึ้นเช่นกัน มาดูกันว่า ในปัจจุบันการดูดไขมันมีกี่ประเภท และแบบไหนที่เหมาะกับคุณ

การดูดไขมันแบ่งออกเป็น 5 วิธี ดังนี้

 

  1. Vaser

วิธีการ คือ ต้องฉีดน้ำเกลือชนิดพิเศษและยาชาเข้าไปในจุดที่ต้องการสลายไขมัน และใช้เครื่อง VASER ซึ่งจะมีหัวขนาดเล็กประมาณ 2-3 มม.เข้าไปและปล่อยคลื่นเสียง (Ultrasound) ทำให้ไขมันที่เป็นก้อนสลายตัวกลายเป็นของเหลว หลังจากนั้นจึงดูดไขมันหลังเสร็จแพทย์จะเย็บปิด 1 เข็ม ซึ่งแทบมองไม่เห็นเลย โดยกลับบ้านได้ทันที

จุดเด่น

  • เซลล์ผิวหนังได้รับการกระทบกระเทือนน้อย ลดการเกิดรอยฟกช้ำ
  • จะใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการดูดไขมันแบบเดิม แผลหลังจากดูดไขมันหายเร็ว
  • ใช้ได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก ใต้คาง หรือแม้กระทั่งโหนกบริเวณหลังต้นคอ
  • ดูดไขมันด้วยวิธีนี้เหมาะกับคนที่มีไขมันที่กำจัดได้ยาก เช่น คนที่ออกกำลังกายเท่าไหร่ไขมันก็ไม่ยุบ
  • การดูดไขมันในกลุ่มของคนที่อายุยังน้อยจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่า

ข้อควรระวัง

  • อาจมีน้ำคั่งหลังดูดไขมันได้ โดยแพทย์สามารถเจาะออกในภายหลังได้

การดูแลตัวเอง

  • ควรงดออกกำลังกายประมาณ 1 เดือน และให้กลับมาออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อในบริเวณที่ดูดไขมันออกไปนั้น มีความแข็งแรงขึ้น
  • ใช้ผ้ายืดรัดบริเวณที่ดูดไขมันแล้ว เพื่อช่วยลดอาการบวมและกระชับกล้ามเนื้อ

 

 

  1. Bodytite

วิธีนี้ถูกพัฒนาหลังจาก Vaser ประมาณ 7 ปี โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radio frequency: RF) เป็นการดูดไขมันด้วยพลังงานความร้อน เพื่อช่วยสลายไขมันให้มีโมเลกุลที่เล็กลง และสามารถดูดออกมาได้ง่าย

จุดเด่น

  • เหมาะกับคนที่มีไขมันส่วนเกินในปริมาณมาก
  • คนที่ปัญหาด้านสรีระไม่สมส่วน
  • ช่วยสลายไขมันพร้อมกับการกระชับผิวหนัง
  • ลดการเสียเลือดได้มากกว่า เพราะมีการ Coagulation ที่ช่วยห้ามเลือดไปได้ขณะดูดไขมัน
  • ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นขนาดใหญ่
  • ไม่ก่อให้เกิดพังผืดรัดตัว และไม่จำเป็นต้องทำซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • สลายไขมันตรงบริเวณที่เป็นพังผืดหนาได้ไม่ค่อยดี

การดูแลตัวเอง

  • ไม่ควรโดนน้ำจนกว่าแผลจะปิดสนิท
  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. Water Jet หรือ Body Jet

วิธีการ คือ เข้าไปแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อผิวหนัง ทำให้เซลล์ไขมัน คงสภาพสมบูรณ์และนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้อีก

จุดเด่น

  • ไม่ทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำ ผิวไม่เป็นคลื่นหลังจากการดูดไขมัน
  • แผลหายเร็ว ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน
  • เหมาะกับคนที่ต้องการนำไขมันที่สมบูรณ์ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ต่อ
  • สามารถนำไขมันที่ได้ไปสกัดเป็นสเต็มเซลล์ช่วยซ่อมแซมร่างกาย
  • สามารถนำไปเติมไขมันบริเวณใบหน้า ส่วนอื่นๆ และศัลยกรรมเพิ่มขนาดหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง

ข้อควรระวัง

  • อาจมีน้ำหรือไขมันตกค้างได้ โดยแพทย์สามารถเจาะออกในภายหลังได้

การดูแลตัวเอง

  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. Smart Lipo

วิธีการ คือ ยิงเลเซอร์เข้าไปสลายไขมัน (Laser-assisted liposuction : LAL) แล้วจึงดูดไขมันออกมา ถือเป็นการดูดไขมันกึ่งผ่าตัดที่มีแผลขนาดเล็กมาก

จุดเด่น

  • เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง เพราะได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ในบางหลายที่มีไขมันปริมาณน้อยแพทย์อาจพิจารณาไม่ดูดไขมันออกมา แต่จะให้ร่างกายขับออกมาในรูปแบบของเสียแทน
  • เหมาะกับคนที่มีปัญหาไขมันตรงตำแหน่งเล็กๆ

ข้อควรระวัง

–     เหมาะกับ ผู้หญิงและผู้ชายที่ไม่ได้มีน้ำหนักมากจนเกินไป

การดูแลตัวเอง

  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. PAL

PAL (Power Assisted Liposuction) เป็นการดูดไขมันด้วยเครื่องสั่น ที่เรียกว่า Microaire ที่ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์มาตรฐานในการดูดไขมัน การสั่นสะเทือนทำให้รอบของการดูดไขมันถี่ขึ้น และยังช่วยทำให้ดูดมันได้ในปริมาณมากขึ้น

จุดเด่น

  • เหมาะกับบริเวณที่มีความแข็งของพังผืด
  • เป็นวิธีการดูดไขมันที่ได้ดูดได้ในปริมาณมาก และดูดไขมันออกมาได้อย่างรวดเร็ว
  • เหมาะกับผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อนและต้องการดูดซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • ความถี่ในการสั่นสะเทือนมีผลต่างกันในบริเวณที่มีเนื้อเยื่อต่างกัน

 

 

ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ คือ การดูดไขมัน ไม่ใช่ การลดน้ำหนัก และท้ายที่สุดหากคุณกลับมาสร้างเหตุหรือกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ในปริมาณมาก ขาดการออกกำลังกาย และไม่ดูแลตัวเองคุณก็อาจจะกลับมามีไขมันสะสมที่มากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องโทษเทคโนโลยีหรือแพทย์ท่านใดเลย


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 16, 2020

“วางแผนการเงิน เริ่มเร็ว เป็นเร็ว ใครเริ่มก่อน ถึงเส้นชัยก่อน”

 

ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนหลายท่านอาจกำลังฝันถึง “อิสรภาพในการใช้ชีวิต” ที่มั่นคง มีกิน มีใช้ ไปไหนมาไหนได้ตามใจต้องการโดยไม่ต้องรอถึงวันเกษียณ ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นสุขภาพอาจไม่อำนวย แต่ชีวิตจริงจะมีสักกี่คนที่ทำได้ตามใจฝัน….

 

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเคล็ดลับ “วางแผนการเงิน” ของคุณวัลลภ เบญจสัตย์กุล (คุณเอ็ม) อดีตมนุษย์เงินเดือน ผู้มีอิสรภาพในการใช้ชีวิต ท่องเที่ยวทั่วโลกได้ตามใจฝันกว่า 40 ประเทศ ด้วยวัยเพียง 40 ต้นๆ มาฝากกัน

 

 

“ผมเป็นนักลงทุน รักการท่องเที่ยว รักความเป็นอิสระ ชอบพักผ่อน ชอบเตะบอล ชอบใช้เวลากับคนรัก และเอาอกเอาใจคนรัก นั่นคือที่ผมเป็น หลายคนที่ไม่รู้จักสนิทสนมกันมาก่อน หรือ ขาดการติดต่อกันไป อาจจะสงสัยว่าผมทำอะไร ทำไมมีเวลาว่างออกไปเที่ยว ออกไปท่องโลกบ่อยๆ ผมจะเล่าให้ฟัง ว่าทุกครั้งที่เห็นผมไปเที่ยว ผมหาข้อมูลเอง เที่ยวเอง เก็บตังค์เอง จ่ายเอง นักเลงพอ”

 

คุณเอ็ม ขยายความถึงตัวตนของเขาให้ทีมงานได้ฟัง โดยปัจจุบันนอกจากการเป็นนักลงทุนแล้ว ยังประกอบเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน (โบรกเกอร์) แนะนำการวางแผนการเงินทั้งระบบ ตลอดจนประกันต่างๆ ทั้งเงินออม ชีวิต สุขภาพ ท่องเที่ยว ฯลฯ

 

ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งเป็นเร็ว

เส้นทางชีวิตของคุณเอ็ม ค่อนข้างเรียบง่ายมาก เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ก็เริ่มต้นทำงานประจำ เก็บเงิน มุ่งมั่นสร้างฐานะ นอนดึก-ตื่นเช้า เก็บเงิน ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก เก็บเงิน เหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ระหว่างทำงานประจำก็ได้เริ่มศึกษาค้นคว้าและลงทุนในหุ้นเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว

 

 

“ผมวางแผนเกษียณตั้งแต่เริ่มทำงานปีแรก ผมจดบันทึกทุกรายจ่ายแม้แต่เรื่องเล็กๆ เช่น ค่ารถเมล์  หรือ ค่าหมูปิ้ง เพราะคิดว่าการลดรายจ่ายจะทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น”

ต่อมาเมื่อรายได้จากการลงทุนเพิ่มขึ้น เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวมาได้สักระยะหนึ่ง จึงลาออกจากงานประจำที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายในบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง แล้วหันมาใช้เงินทำงานแทนอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ ลงทุนในหุ้น และเป็นตัวแทนอิสระ(โบรกเกอร์) หุ้นและกองทุนเอง เปิดคอร์สสอนหุ้นบ้าง (ตามสะดวก) และยังนำเงินไปลงทุนต่อยอดอีกหลากหลายรูปแบบ

 

กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ใช้ประสบการณ์และการเรียนรู้มากมายผ่านร้อนผ่านหนาวมาสิบกว่าปี ซึ่งหลังลองผิดลองถูกมานาน ทำให้พบว่าหัวใจสำคัญของการลงทุนให้ได้ผลดี คือ ห้ามถอนเงินต้น ใช้แต่ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือ รายได้จากผลผลิตที่ลงทุนไว้เท่านั้น ถ้ามีเหลือก็ฝากทบต้นทบดอกไปอีก และแทนที่จะพยายามลดรายจ่าย ให้หันมาเพิ่มรายได้แทน โดยบางส่วนแบ่งไปลงทุนหุ้นส่วนกิจการห้างร้านเพื่อนฝูงบ้างประปราย สะสมเงินสกุลต่างๆ สะสมทองและอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มมั่งคั่งมั่นคงให้กับชีวิตอยู่เรื่อยๆ

 

ลงหุ้น “เสี่ยงต่ำ” ไว้ก่อน..ไม่มั่นใจให้ “ซ้อมบนกระดาษ”

ด้วยความเป็นคนขี้กังวล ดังนั้นการลงทุนที่นิยมจึงเน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมากจนถึงปานกลาง ส่วนการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจะใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูลจนมั่นใจก่อนจึงเริ่มลงทุน เพื่อไม่ให้ผิดพลาดเหมือนในอดีต

“เราก็ต้องพิจารณาให้ดี ว่าธุรกิจนี้ดีจริง มีคุณภาพจริง เติบโตได้จริง ไม่งั้นลงทุนซี้ซั้วก็ย่อมขาดทุน ตอนถือหุ้น ปตท. ตอนนั้นถ้าเติมน้ำมันรถจะต้องมองหาแต่ปั๊ม ปตท. เท่านั้น เพราะเรามีหุ้นอยู่ ก็ถือว่าเป็นเจ้าของ รู้สึกว่าต้องอุดหนุนกิจการตัวเอง ยิ่งบริษัทกำไรเยอะ ปันผลจะได้กลับมาหาเราเยอะๆ”

 

หุ้นความเสี่ยงต่ำควรประเมินปัจจัยอะไรบ้าง?

ถ้าดูสถิติย้อนหลังจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บอกเราอยู่แล้ว ว่าถ้าลงทุนระยะยาวความเสี่ยงจะต่ำกว่าการลงทุนระยะสั้น แต่ไม่ว่าเราจะลงทุนในหุ้นของบริษัทใดๆ ก็ตามขอให้คำนึงถึงสองปัจจัย โดย ปัจจัยที่หนึ่ง เราควรต้องรู้จักธุรกิจของบริษัทนั้นๆ เป็นอย่างดีเสียว่า บริษัททำเกี่ยวกับอะไร แหล่งรายได้มาจากไหน อะไรเป็นความเสี่ยง และนำข้อมูลมาประเมินกรอบการลงทุน เมื่อเห็นภาพทั้งหมดแล้ว เราจะเห็นทิศทางของธุรกิจนั้นๆในระยะยาว

 

เพื่อนำมาประกอบกับ ปัจจัยที่สอง การศึกษาแนวโน้มเศรษฐกิจพฤติกรรมของผู้บริโภคและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม หลังจากนั้นค่อยไปดูจังหวะในการเข้าลงทุนอีกครั้ง ว่าควรจะซื้อช่วงไหน ถ้าลงทุนยาวๆ เราจะไม่รีบเร่ง รอให้มีข่าวลบ ราคาลงค่อยซื้อก็ไม่สาย

 

TIPs : หากยังไม่มั่นใจในการลงทุนจริง ให้ซ้อมด้วยการ “ทดลองซื้อในกระดาษ” หรือ “แคปหน้าจอตัวที่จะซื้อไว้ก่อน” และดูผลว่ามันเป็นไปตามที่เราคาดหรือไม่ วิธีนี้ทำให้เราสามารถเก็บสถิติก่อนลงทุนจริง ว่าเราวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆได้แม่นยำขนาดไหน

หากหุ้นที่เลือก ราคาปรับขึ้น แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ทำกำไร แต่ที่ได้กลับคืนมาคือ ความมั่นใจ

หากหุ้นที่เลือก ราคาปรับลง เราจะไม่เสียดายและไม่เสียทรัพยากร คือ เงินต้นที่หามาอย่างยากลำบาก อีกทั้งจงดีใจว่านี่คือโอกาสในการฝึกฝนความแม่นยำของเรา และพยายามทบทวนให้ได้ว่ามีปัจจัยอะไรที่เราลืมมอง หรือ ประเมินผิดพลาดไป

 

 

ในช่วงที่ตลาดหุ้น ภาคธุรกิจ ตลอดจนค่าเงินทั่วโลกยังผันผวนและมีความเสี่ยง ถ้าจะมองหาการลงทุน หรือ อยากวางแผนการเงิน ควรเลือกวิธีใด?

 

ปัจจุบันการลงทุนมีหลากหลาย ไม่ว่าตลาดหุ้น ทองคำแท่ง ที่ดิน ค่าเงิน เป็นต้น สิ่งสำคัญช่วงนี้ คือ ความรู้-ความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะลงทุนอย่างมากพอ และถ้าเราเชี่ยวชาญมากพอก็สามารถลงทุนโดยตรงได้เอง แต่ถ้าไม่มีความรู้เพียงพอ เราสามารถนำเงินของเราวางให้กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ช่วยดูแลให้ได้ ผ่านกองทุนรวมต่างๆ ซึ่งมีทั้งกองทุนที่ลงทุนในหุ้น ทองคำ อสังหา น้ำมัน หรือ แบบผสม หลากหลายแล้วแต่ความเสี่ยงที่เรารับได้

 

หรือ ถ้าอยากวางแผนการเงินในภาพรวมก็สามารถติดต่อ นักวางแผนการเงินส่วนบุคคลได้ เพราะ นอกจากจะได้คำแนะนำในเรื่องการลงทุนแล้ว เรายังสามารถปรึกษาไปถึงการวางแผนเกษียณ วางแผนภาษี วางแผนการศึกษาบุตร และอื่นๆได้อีกด้วย

 

คุณเอ็ม ทิ้งท้ายกับทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ว่า

“เพราะได้เริ่มต้นทำอะไรหลายอย่างก่อนจะยืนได้แบบนี้ จึงเข้าใจว่าการเริ่มต้นอะไรมันเหนื่อยแค่ไหน ที่ผ่านมาผมจึงอุดหนุนน้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ และคนรอบตัวอยู่เสมอๆ ไม่ใช่เพราะมีเหลือมากกว่าใคร แต่ผมโชคดีที่วางแผนเร็ว ลงมือเร็ว จึงอยู่ตัวเร็วไม่ลำบาก ซึ่งอยากเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและกำลังสนับสนุนให้ทุกๆ คนที่ทำมาหากิน หากมีอะไรที่อยู่ในหมวดที่ผมถนัดจะให้ช่วยแนะนำก็สอบถามมาได้ ผมยินดีให้คำแนะนำทุกเรื่อง แค่ได้คุยกันก็ยินดีแล้ว ถ้าใครสนใจก็สามารถติดต่อผมได้ที่  Line ID : empattama และ ig : em_emstagram (ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ)”


_การพัฒนาตัวเอง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 11, 2020

กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิตวันนี้มาแชร์แง่คิดดี ๆ ของ เอ็ดดี้ พิทยากร ลีลาภัทร์ นักเขียน นักคิดเจ้าของแฟนเพจ “ธนาคารความสุข” ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการมีชีวิตแบบคิดบวก ด้วยความสุขจากภายในอย่างเข้าใจง่าย และเตรียมพบกับโปรเจคดีๆ ระหว่าง “กินอยู่เป็น” X “ธนาคารแห่งความสุข” เร็วๆ นี้

Q: “สวัสดีค่ะพี่เอ็ด รบกวนขอความกระจ่างจากพี่หน่อยนะคะ

 

ความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ กับการพัฒนาตัวเอง มันขัดแย้งกันไหมคะ ถ้าเรารู้ว่าความสามารถเราไปได้ไกลกว่านี้มากถ้าพยายาม แต่เราพอใจที่จะอยู่ตรงนี้ มันจะดูโง่และขี้เกียจไปไหมคะ”

 

A: มันก็แล้วแต่ว่าเราจะมองมันจากมุมมองของใครครับ
ถ้านักเศรษฐศาสตร์ อาจจะรู้สึกเป็นความสูญเปล่าในศักยภาพที่มี แต่นักปรัชญาอาจจะบอกว่า มันเป็นเสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิต

โดยส่วนตัว พี่ถือหลักทางสายกลางแบบพุทธ คือขยันและไม่ขี้เกียจ มีโอกาสมีความสามารถแล้วต้องทำครับ

แต่ทำด้วยวิริยะความเพียรแล้ว ค่อยสันโดษในผล คือจะได้ผลมากน้อย ไม่เป็นไร เราพอใจที่ได้ทำเต็มที่ ทำเสร็จแล้ว

 

ถ้ามีโอกาสแล้วไม่ทำ ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาในอนาคต
ไม่ใช่มานั่งโทษ นั่งด่าตัวเองว่าโง่ทีหลัง มันไม่เกิดประโยชน์อะไร

 

วันนี้พี่ก็เพิ่งทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ @aston_ed บอกว่า
ถ้ามีความฝันอะไรให้รีบทำตั้งแต่อายุยังน้อย

 

เพราะการที่เราอายุยังน้อย
แปลว่าเรามีเวลาและโอกาสจะทำผิดพลาดได้อีกหลายหน

และการที่เราเรียนรู้จากความผิดพลาดมากเท่าไหร่
แปลว่าเรายิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น

อีกอย่าง สิ่งที่น่าเสียใจกว่าการทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ เจ๊ง ขาดทุน คือการไม่ได้ทำอะไรเลย

 

 

บางทีมนุษย์เรา ก็น่าสงสารแบบนี้ครับ รู้จักแต่ทางสุดโต่ง
แต่ไม่รู้จักทางสายกลาง

 

ไปเรียนเอานะครับ www.dhamma.com ไว้มีเวลา มีกำลังทรัพย์อยากมาเรียนกับพี่ ก็ค่อยมา www.facebook.com/HBclassroom/

ส่วนอันนี้สรุปมาให้แล้วแบบเข้าใจง่ายด้วยภาษาโลกๆ ตอนนี้มีสี่คอร์สให้เลือกแล้ว
https://www.skilllane.com/instructors/eddie

ถ้าสนใจติดต่อให้ผมไปบรรยายเรื่องทัศนคติในการทำงานและใช้ชีวิต การพิชิตความเครียด ปรับสมดุลให้พนักงานในองค์กร
ติดต่อได้ทางอีเมล aston27@gmail.com ครับ

 

ข้อคิดดี ๆ จากธนาคารแห่งความสุขยังมีอีกเพียบ ติดตามต่อได้ที่ happinessbank.online และแฟนเพจธนาคารความสุข