-ซึมเศร้า-กินไรดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 10, 2020

บางคนอยู่ในอารมณ์ “เซ็ง” “เบื่อๆ” และเฮ้อ ทำไมมันซึมๆ หงอย ๆ เหตุการณ์บางอย่างรอบตัว ทำให้เราเกิดอาการเครียด หรือ นั่นอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน

 

ซึ่งวิธีการแก้ของหลายคนคือ ต้องหาอะไรใส่ปาก ไม่ว่าจะขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก คุกกี้ ไอศกรีม เพราะรสชาติหวาน มัน เค็ม เหล่านี้กระตุ้นฮอร์โมนความรู้สึกดี

 

 

A.A. Newton นักเขียนอิสระด้านอาหารซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ Medium (อีวาน วิลเลียมส์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์เป็นเจ้าของ) แนะนำว่าเวลาที่รู้สึกแย่หรือหดหู่ การกินอะไรที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือมีประโยชน์ มากกว่าพวกขนมขบเคี้ยวดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่ต้องฝืน

 

แต่สิ่งที่ A.A. Newton แนะนำ คือ เราควรปรับจูนความคิดใหม่ อย่าหาข้ออ้างให้ตัวเองในการเลือกกิน อย่าบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอกในเมื่อมันแย่แล้วทุกอย่างคงไม่ดีขึ้น หากให้เปลี่ยนเป็นสร้างความรู้สึกปรับความคิด กินของที่มีประโยชน์ทำให้เกิดเป็นวงจรใหม่ ซึ่งเธอกล่าวว่าวิธีการนี้จะทำให้ลดอาการหดหู่และมีสุขภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากในทางโภชนาการสารหลายอย่างในผัก ผลไม้ หรือธัญพืช จะส่งผลดีต่อความรู้สึกเครียด หดหู่ และดีต่อการทำงานของสมอง

 

เมื่อใดที่เครียดแล้วกิน หดหู่แล้วกิน A.A. Newton ได้แนะนำวิธีโดยที่ กินอยู่เป็น ขอเรียกว่า” สูตรกินแก้เซ็ง”

 

จัดทำกล่อง “กินแก้เซ็ง” แนะนำให้ใส่ธัญพืช พวกถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น วอลนัท อัลมอนด์ หรือผักผลไม้ สำหรับมื้อว่าง และส่วนมื้อหลัก หรือมื้อย่อย อาจเลือกใช้สูตรอาหารของเมดิเตอร์เรเนียน ไดเอท ที่จะเน้นผัก ผลไม้ และปลา ให้ไม่มีเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือปรุงแต่งแต่น้อย

 

 

ต่อไปนี้ถ้าเมื่อไรที่เครียด เซ็งแล้วกิน  “หยุดหยิบหวาน มัน เค็ม” เปลี่ยนเป็น “สูตรกินแก้เซ็ง” น่าจะทำให้ลดอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากแก้ไม่ได้คงต้องทำตามใจบ้างเอาแบบทางสายกลาง

 

just the most comforting [thing],” she says. “I think that’s something really important for people who struggle with depression and feeding themselves to think about: What is the thing that is so delicious and makes you feel happy that you almost have no choice but to feed yourself.”

 

ในความรู้สึกของคนที่หดหู่ คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี คือการได้กินอะไรที่อร่อยจะทำให้รู้สึกดี ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้สึกไม่มีทางเลือกนอกจาก กิน และกิน

 

ภาพประกอบ

– Instagram : bos.kitchen

– whatsgabycooking.com

– life-in-the-lofthouse.com

– copiousbags.com

– thehealth-guru.tumblr.com


-สุพรรณบุรี-1_Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 9, 2020

สุพรรณบุรี เป็น 1 ในจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อยไปกว่าอยุธยา โดยเฉพาะเรื่องราวที่สัมพันธ์กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับเหตุการณ์สำคัญตอนทำยุทธหัตถี แต่ไม่ว่าข้อสรุปว่าเป็นลานยุทธหัตถี หรือเป็นเพียงพื้นที่เส้นทางเดินทัพ หากประวัติศาสตร์ก็ยังมีเค้าร่าง มีความสำคัญในแต่ละสถานที่ กิน-อยู่- เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตชวนไปดูวัดลาดสิงห์ ที่เป็นสถานที่อิงประวัติศาสตร์และเรื่องราวของพระองค์ท่าน โดยวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างอำเภอดอนเจดีย์และอำเภอศรีประจันต์

 

ก่อนที่จะมาวัดแห่งนี้หากท่านเดินทางจากกรุงเทพ หรือเดินทางเข้าสุพรรณบุรี  กิน-อยู่ -เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตอยากเชิญชวนให้ทุกท่านเริ่มต้นที่พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ เพื่อซึมซับ หรือปูพื้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ก่อนมาวัดลาดสิงห์

 

เพราะพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ที่ตั้งอยู่ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จะมีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารออกศึก และองค์เจดีย์ยุทธหัตถี ว่ากันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่า เมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2135 ซงเจดีย์แห่งนี้ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2456 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และในปี พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่เป็นเจดีย์แบบทรงลังกาครอบพระเจดีย์องค์เดิมไว้

ภายในองค์เจดีย์ได้มีห้องแสดงประวัติศาสตร์ ทั้งภาพแสงสีเสียง  และหุ่นจำลองการยกทัพของพม่าและไทย หลายร้อยตัว ถัดจากเจดีย์ไปประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา ปัจจุบันมีผู้นิยมไปสักการบูชาอยู่เสมอ

 

จากพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์  มายังวัดลาดสิงห์จะใช้เวลาไม่นานเพราะมีระยะห่างประมาณ 10 กิโลเมตรโดยวัดแห่งนี้  ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านสระ ริมถนนเลียบคลองชลประทาน ที่แยกจากทางหลวงหมายเลข 3038 ประมาณ 7 กิโลเมตรระหว่างอำเภอดอนเจดีย์และอำเภอศรีประจันต์ เมื่อเข้ามาในบริเวณวัดก่อนถึงทางเข้าโบสถ์จะมีอนุสาวรีย์ 3 พระองค์ คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา

 

มีคำเล่าสืบทอดกันมาและจารึกเป็นแผ่นโลหะในโบสถ์ว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2009  สมัยกรุงศรีอยุธยาต่อมาปีพ.ศ.   ​2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงบูรณปฏิสังขรณ์และยกฐานะเป็นพระอารามหลวง หลังจากที่ประสบชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีและทรงทราบข่าวว่า พระสุพรรณกัลยาที่เป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองพม่าถูกประหารชีวิตเป็นการล้างแค้นที่พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าว

 

นอกจากนี้ยังมีการเล่าขานกันว่า เดิมวัดนี้ชื่อ “วัดราชสิงห์”หมายถึงสิงห์ของพระราชา ต่อมาเพี้ยนเป็นลาดสิงห์ และบริเวณวัดยังเคยเป็นที่พักของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีบ่อน้ำรายรอบและหลักฐานที่ชี้ชัดคือหมู่บ้านลาวที่อยู่ด้านตะวันตกของวัดเพราะในการเดินทัพจะมีพนักงานกองเสบียงติดตามมาและส่วนมากเป็นชาวเวียงจันทน์

 

ลักษณะอาคารโบสถ์ที่น่าสนใจคือคงความประวัติศาสตร์ด้วยโครงสร้างภายในที่จะเห็นเป็นอิฐเปลือย มีพระประธานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร (มารวิชัย) เกตุบัวตูม หน้าตักกว้างประมาณ 6ศอก ชาวบ้าน เรียกหลวงพ่อดำ (ตามพระนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : พระองค์ดำ) มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทอง คือพระพักตร์เหลี่ยม  พระขนงต่อกันคล้ายปีกกา พระโอษฐ์หนา พระนลาฏกว้าง มีขอบไรศก พระเม็ดศกเล็ก รัศมีรูปดอกบัวตูม ประทับขัดสมาธิราบ (เห็นฝ่าพระบาทหงายขึ้นเพียงข้างเดียว) พระหัตถ์แสดงปางมารวิชัย ครองจีวรเฉียง ชายจีวร เป็นแผ่นใหญ่ปลายตัดตรง

 

สิ่งที่น่าสนใจคือบทสวดบูชาหลวงพ่อดำ จะใช้บทหัวใจพาหุงมหากา  “พา มา นา อู กา สะ นะ ทุ“ ซึ่งเป็นบทสวดที่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วให้สมเด็จพระนเรศวรสวดอยู่ประจำก่อนออกรบ สำหรับผู้ตั้งใจขอความช่วยเหลือจากหลวงพ่อดำ เล่าขานกันและมีแจ้งไว้ในโบสถ์คือ ให้ถวายด้วยขนมจีน 1หาบ  หรือไข่ต้มอย่างน้อย 50 ฟอง (มีหาบเปล่าวางไว้ในโบสถ์) นอกจากนี้ผู้ไปกราบขอพรยังนิยมถวายน้ำดื่ม เพราะเชื่อกันว่าถวายเป็นเสบียงให้กับทหารที่ออกทัพในสมัยอยุธยา

 

 

ทั้งหมดคือเรื่องเล่าขาน คือความเชื่อหากที่สำคัญคือประวัติศาสตร์ความเป็นมาให้ได้ย้อนรำลึก

 

 

 

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 8, 2020

ฤดูฝนมาถึงเต็มตัวแล้วนะครับ การเตรียมความพร้อมรถยนต์รับหน้าฝนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถามว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอะไรมั้ย ไม่เลย สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพราะการใช้รถใช้ถนน จำต้องปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทั้งรูปแบบการขับขี่ และตัวรถเองที่จะต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

เริ่มกันที่ “ระบบไฟ” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก

โดยเฉพาะในช่วงที่ทัศนวิสัยการขับขี่ลดลงจากการที่ฝนตก ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบดูให้แน่ใจว่าพร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นไฟส่องสว่าง ไฟเลี้ยว ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟถอยหลัง รวมไปถึงไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร

 

ภาพจาก : www.confused.com

 

ผมอยากแนะนำวิธีการง่าย ๆ ในการตรวจเช็คเบื้องต้นพวกนี้ โดยเฉพาะเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาใครให้มาดูหรือมาตรวจเช็คให้เราได้

โดยขณะที่เราจอดรถในลานจอด “เมื่อสตาร์ทรถแล้วก่อนออกรถให้ลองเหยียบเบรก และมองไปที่กำแพงข้างหลังว่าไฟเบรกสว่างหรือไม่” ให้ลองทำแบบนี้กับสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ยิ่งถ้าทำในลานจอดรถที่มืดๆ เราจะเห็นชัดเจนครับ  

 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในขณะขับรถยามที่ฝนตกคือ การเปิดไฟหน้า (ไฟใหญ่ไม่ใช่ไฟหรี่) เมื่อฝนตกทุกครั้ง หรือ แม้แต่ช่วงที่ครึ้มฟ้า ครึ้มฝน โพล้เพล้ หรือเรียกว่าช่วงที่ทัศนวิสัยต่ำกว่าปกติ ก็ควรเปิดเช่นกัน หลายคนไม่นิยมเปิดไฟเมื่อฝนตกตอนกลางวัน เพราะเข้าใจว่าไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากตนเองยังมองเห็นเส้นทางได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงไฟ หรือลองเปิดแล้วก็ไม่เห็นความแตกต่างอะไร

 

แต่ความจริงแล้ว เป้าหมายของการเปิดไฟนั้น ไม่ใช่ให้เราเห็นทาง แต่เพื่อให้รถคันอื่นเห็นเรา เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ

 

ถึงตรงนี้ให้ลองสังเกตดูว่าช่วงที่ฝนตก เรามองเห็นรถคันอื่น ๆ บนท้องถนนได้ชัดเจนหรือไม่ ไม่ว่าจะมองตรงไปด้านหน้า หรือมองผ่านกระจกมองข้างทั้ง 2 ด้าน มองผ่านกระจกมองหลังในห้องโดยสาร และสังเกตว่าระหว่างรถคันที่เปิดไฟกับรถคันที่ไม่เปิด เราเห็นคันไหนชัดเจนกว่ากัน นั่นคือคำตอบว่าทำไมถึงต้องเปิดไฟเมื่อฝนตก

 


ถัดมาเป็นเรื่องของ “ที่ปัดน้ำฝน” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเช่นกัน

เพราะใบปัดน้ำฝนส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่รถยนต์ ให้ตรวจสอบดูว่ายางปัดน้ำฝนยังมีคุณภาพดี ตรวจสอบก้านปัดว่าสปริงมีแรงกดเพียงพอหรือไม่ ถ้าหากว่าไม่พร้อมใช้งาน ก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ และก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมด เช่น ถ้าเป็นแค่ใบปัดชำรุด ก็เปลี่ยนเฉพาะใบปัด เพื่อความประหยัด

 

ภาพจาก : https://masii.co.th

 

สำหรับใบปัดน้ำฝน บางทีอาจทำงานได้ 80-90% ที่เหลือ 10% ที่ทำงานไม่ดีพอ คือ เมื่อปัดแล้วเป็นเส้น ๆ เป็นริ้ว ๆ อยู่บ้าง ซึ่งผู้ขับก็อาจจะมองผ่านเห็นเส้นทางด้านหน้าได้ชัด แต่แนะนำว่าควรจะเปลี่ยน เพราะริ้วรอยที่เกิดจากการปัด จะรบกวนสมาธิในการขับขี่ได้โดยเฉพาะหากต้องขับทางไกล จะเริ่มรู้สึกเกะกะสายตา ทำให้ลดความเพลิดเพลินในการขับขี่ รวมถึงสมาธิได้

 


 

พูดถึงใบปัดน้ำฝนก็ต้องพูดถึง “น้ำฉีดกระจก” 

ซึ่งต้องตรวจสอบว่ายังฉีดได้ดี และทิศทางของน้ำเข้าเป้า คือลงบริเวณกระจกบังลมหน้า หากไม่ตรงก็ควรปรับแต่งทิศทางเสียใหม่ ยกเว้นรถรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่นที่ออกแบบให้น้ำฉีดกระจกออกจากใบปัดกระจกโดยตรง

 

ภาพจาก : www.sanook.com

 

น้ำฉีดกระจก ก็ควรจะตรวจสอบเป็นประจำ เพราะช่วงหน้าฝนต้องใช้บ่อย เนื่องจากเมื่อฝนตกพรำ ๆ หรือหยุดตก ฝุ่นต่าง ๆ จะกลายเป็นโคลนบนพื้นผิวถนน และพร้อมจะกระเด็นขึ้นมา ดังนั้นก็จำเป็นจะต้องใช้น้ำฉีดล้างทำความสะอาด

 

สิ่งสำคัญของน้ำฉีดกระจกควรมีน้ำยาทำความสะอาดผสมอยู่ด้วย เพราะบางครั้งสิ่งที่มาพร้อมฝุ่นโคลน คือ คราบน้ำมัน หรือ ไขมันต่างๆ รวมถึงแม้แต่ช่วงที่ไม่มีฝน พวกคราบแมลงต่างๆ ก็มีไขมัน ซึ่งทำความสะอาดยากด้วยน้ำเปล่า

 

แต่หากไม่ต้องการเปลืองค่าใช้จ่ายกับน้ำยา จะเอาสิ่งที่มีอยู่ในบ้านมาใช้ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน หรือ แชมพู แต่การผสมอย่าใช้การเติมเข้าไปในถังเก็บน้ำโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันได้ วิธีการคือ หาขวดมาสักใบ ใส่น้ำยาล้างจาน หรือแชมพูลงไปผสมกับน้ำ จากนั้นเขย่าให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงค่อยเติมลงไปในถัง ก็เป็นอันเรียบร้อย 

 


 

อีกชิ้นส่วนที่มีความสำคัญมากกับเรื่องความปลอดภัยก็คือ “ยาง” 

ซึ่งหน้าฝนเช่นนี้ ต้องใส่ใจให้มาก ๆ ให้แน่ใจว่ายางนั้นมีความพร้อมต่อการใช้งาน ยางรถยนต์นั้นมีอายุการใช้งาน ซึ่งอาจยืดหยุ่นได้บ้าง แต่สิ่งที่ไม่สามารถยืดหยุ่นได้คือ สภาพของยาง หากไม่สมบูรณ์ต้องเปลี่ยนใหม่เท่านั้น

 

ภาพจาก : www.daysoftheyear.com

 

 

เรื่องของสภาพยางที่เราจะต้องตรวจสอบกันทั่วไปก็เช่น ร่องรอย บวม แตก รั่ว ซึม ซึ่งจะต้องหมั่นสังเกตเป็นประจำ วิธีการที่ทำได้เองที่บ้านคือ เดินดูรอบ ๆ รถ จากนั้นก้มลงไปดูยางด้านใน โดยอาจใช้ไฟฉายช่วย และขยับรถเดินหน้าหรือถอยหลังเล็กน้อยสักสองสามครั้ง เพื่อให้ยางเปลี่ยนตำแหน่ง จะได้เห็นสภาพด้านในในครบรอบวง

 

หากพบว่ายางรั่ว ถูกวัสดุทิ่มตำ หากไม่ใหญ่เกินไป และเกิดขึ้นที่บริเวณหน้ายาง ก็สามารถปะ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ถ้าเกิดที่แก้มยาง ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะแก้มยางเป็นจุดเปราะบางที่สุด และยังต้องรับน้ำหนักอีกด้วย 

 

ส่วนกรณีเป็นรอยบาด หากยาว และลึกถึงชั้นโครงยาง ก็ควรต้องเปลี่ยนเส้นใหม่ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่หน้ายางหรือแก้มยาง เช่นเดียวกับ อาการบวม ก็ต้องเปลี่ยนใหม่เช่นกัน เพราะแสดงว่าโครงสร้างบริเวณนั้นอ่อนแอ เสี่ยงต่อการระเบิดในการใช้งาน หรือ แม้แต่ช่วงการเติมลมเสียด้วยซ้ำ

 

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญกับการใช้งานหน้าฝนมาก คือ ดอกยาง กับ ร่องยาง ดอกยางต้องมีความสูงเพียงพอ ร่องยางต้องลึกเพียงพอ ซึ่งจริงๆ แล้ว 2 อย่างนี้มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงถ้าดอกยางเตี้ยลง ร่องยางก็ตื้นขึ้นนั่นเอง

 

ดอกยางทำหน้าที่ยึดเกาะถนน ส่วนร่องยางมีหน้าที่รีดน้ำออกจากยาง เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนน  

ยางทุกเส้น ผู้ผลิตจะออกแบบให้มีสะพานยางเพื่อใช้เป็นจุดสังเกตว่าดอกยางสึกมากจนร่องยางตื้นเกินไปหรือยัง ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่ดอกยางสึกลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีความสูงเท่ากับสะพานยาง นั่นหมายถึงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนยางแล้ว เพราะความลึกของร่องยางน้อยเกินที่จะสามารถรีดน้ำได้อย่างปลอดภัย

 

วิธีหาว่าสะพานยางอยู่ตรงไหน ก็คือ มองหาเนื้อยางที่ขวางอยู่ในร่องดอกยาง หรือง่ายกว่านั้นให้ดูที่บริเวณแก้มยาง ผู้ผลิตจะทำสัญลักษณ์เอาไว้เป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลมชี้ไปทางดอกยาง ซึ่งหากมองตามไป ก็จะเจอสะพานยางได้โดยง่าย

 

นอกจากยางแล้ว การเติมลมยางที่เหมาะสมก็มีความสำคัญเช่นกันครับ อย่าลืมเช็คลมยาง อย่างน้อยทุกสองสัปดาห์

ทั้งหมดเป็นวิธีง่ายๆ สำหรับการตรวจเช็ครถก่อนหน้าฝน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องฤดูฝนก็ได้นะครับ ไม่ว่าจะฤดูไหน เมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ทั้งคนและรถต้องพร้อมควบคู่กัน เรื่องของการขับขี่รถยนต์มีอีกมากมาย แต่นี่คือเบื้องต้นที่เรานำมาบอกกล่าวกัน คุณผู้อ่านหรือแฟนเพจ “กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต” อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับรถยนต์ inbox หรือ comment มาได้นะครับ 

 

ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านใช้รถหน้าฝนด้วยความปลอดภัยนะครับ

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 8, 2020

“ทำไมไม่พูดดีๆ”

หลายท่านอาจเคยตั้งคำถามกับตัวเราเอง หรือ คนรอบข้างที่รู้จักว่า ทำไมเราหรือเขาจึงทำดีพูดดีมีไมตรีกับคนไกลตัวที่ไม่สนิทได้ง่ายๆ แต่คนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหายที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอด ทำไมเราหรือเขาจึงแสดงกิริยา หรือ พูดจาก้าวร้าว ไม่ให้เกียรติ ไม่รักษาน้ำใจ เสมือนที่รองรับอารมณ์อยู่บ่อยๆ

เหตุใดเรา หรือ เขาจึงเป็นเช่นนั้น?

 

เชิงจิตวิทยาพฤติกรรมก้าวร้าวต่อคนใกล้ตัวนี้อาจมาจากหลายปัจจัย

  1. อิทธิพล “การเลี้ยงดูในอดีต” อาจเกิดจากการเคยถูกพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือ ผู้อุปการะ แสดงความก้าวร้าวโหดร้ายใส่ ไม่ว่าทางคำพูด พฤติกรรม กิริยาที่ไม่เหมาะสม จนกลายเป็นปมผูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกและรอเวลาระเบิดออกมาเมื่อมีโอกาส
  2. จิตใต้สำนึก “รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย” อาจเกิดจากที่บุคคลนั้นๆ เก็บตะกอนขุ่นมัวทางความรู้สึกเอาไว้ในจิตใต้สำนึกมาก จนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีคนรัก ดังนั้นจึงแสดงพฤติกรรม คำพูดที่ไม่ให้เกียรติ เหยียบย่ำคนใกล้ตัวให้รู้สึกว่าต่ำต้อยลงไปด้วยจะได้รู้สึกว่ามีพวกต่ำต้อยพอๆ กันอยู่ใกล้ชิดกัน
  3. คนใกล้ตัว “ของตาย” วิธีคิดเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่า คนใกล้ตัวต้องยอมรับได้ทุกอย่างไม่ว่าจะทำกับเขาอย่างไร ส่งผลต่อจิตใต้สำนึกให้ “ขาด” ความเกรงใจ หรือ ความให้เกียรติต่อกัน ซึ่งผู้ที่แสดงวิธีคิดที่ขาดความเกรงใจ หรือ ไม่ให้เกียรติบุคคลอื่นออกมาบ่อยๆ นั่นแสดงถึงความต่ำต้อยทางความรู้สึกด้านดีต่อเพื่อนมนุษย์และตนเอง
  4. ทำดีพูดดีกับคนใกล้ตัว “อาย” เช่น สามีบางคนอาจอายที่จะแสดงความรักกับภรรยา หรือ ลูกชายอาจอายที่จะกอดพ่อ หรือ แม่ ทั้งนี้สาเหตุของความอายเกิดจากการขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าลงมือทำสิ่งดีๆ พูดจาดีๆ เพราะคิดว่าขัดกับจริตของตัวเอง อันนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากถูกบ่มเพาะเลี้ยงดูในอดีตจึงปกปิดตัวเองด้วยการอาย แล้วปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคุ้นชินแบบเดิมต่อไป

 

 

ทั้งนี้การที่บุคคลใดแสดงอาการก้าวร้าว หรือ ระบายอารมณ์กับคนใกล้ตัว ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชื่อดังชาวออสเตรีย เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า

“เกิดจากความคับข้องภายในใจและความขัดแย้งภายในตัวเอง เพราะต้องแสดงออกโดยข่มความรู้สึกบางอย่างเอาไว้จนกลายเป็นภัยคุกคามที่ทำให้จิตใจไม่มั่นคงและเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นจึงต้องพยายามหาวิธีระบายความเครียดในใจออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองจมอยู่กับความรู้สึกนั้น เมื่อใดก็ตามที่ไม่สามารถระบายความโกรธไปยังต้นเหตุได้ ก็จะมองหาเป้าหมายใหม่ที่มั่นใจมากพอว่าถ้าเปลี่ยนมาระบายอารมณ์เสียใส่แล้ว ตัวเองจะไม่ได้รับความเดือดร้อนมากเท่าไหร่ ซึ่งเป้าหมายนั้นเป็นไปได้ทั้งคน สัตว์ และสิ่งของ”

 

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ “คนใกล้ชิด” จึงมักถูกการมองเป็นที่รองรับอารมณ์ และด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่ทุกคนล้วนต้องเผชิญการแก่งแย่งแข่งขันก็ยิ่งทำให้เราพบเห็นคนลักษณะนี้เพิ่มขึ้น บุคคลใดที่แสดงพฤติกรรม หรือ กิริยาเช่นนี้ออกมาโดยไม่รู้จักปรับปรุง เมื่อปล่อยไว้นานไปนอกจากสัมพันธภาพกับคนใกล้ตัวจะแย่ลงไปเรื่อยๆ แล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีกด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

 

ดังนั้น หันมาดูแลรักษาน้ำใจคนใกล้ตัวที่ดีต่อเราให้มากขึ้นกันดีกว่า อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์ดีๆ กับคนกลุ่มนี้ต้องเสียไป อย่าให้เหมือนสำนวน “ใกล้เกลือกินด่าง” ที่เปรียบเปรย ผู้ที่อยู่ใกล้สิ่งที่ดีมีคุณค่า แต่มองไม่เห็นคุณค่านั้นกลับไปหลงชื่นชมกับสิ่งที่ไร้ค่าด้อยราคา มองข้ามของดีที่อยู่ใกล้ตัวไปแบบน่าเสียดาย


NewNorm_สวนลุม_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 3, 2020
ถ้า “การเดินทาง” นั้น ยอดเยี่ยมกว่า “การอ่านหนังสือ”
สำหรับนักวิ่งแล้ว การออกมาสวนลุมวันนี้ (3 พค.) น่าจะดีกว่า การจมจ่อมอยู่ในบ้านต่อไป
ครับ..เมื่อคืนผมตั้งใจนอน ตั้งแต่ 3 ทุ่ม เพราะมีนัดกับสวนลุมในเช้าวันนี้ เช้าที่ “หลายคน” สับสน กับเวลาเปิดของ “ปอดใหญ่กรุงเทพ”
ข่าวทีวีบอกเปิด ตี 5 แต่จริงๆ เปิด ตี 5.30 (ปิด 2 ทุ่ม)
นั่นทำให้เช้านี้ รถจึงหนาแน่น ออกันถึง 2 เลนถนน
พอประตูเปิด ผม กระโจนวิ่งไปคนแรก (เหมือนลิงอดอยากกล้วยมานาน) แต่ก็ถูกเบรค !
ด้วยเสียงของพนักงาน
ตรงหน้าห้องน้ำ ใกล้ประตู ต้องเข้าแถว ตรวจวัดอุณหภูมิ..
ผมอยู่คนแรกเลยครับ เจ้าหน้าใช้เครื่องตรวจสีฟ้าขาว ส่องไปที่หน้าผาก
ระหว่างนั้น เจ้าหน้าตะโกน
ใครไม่มี “หน้ากากผ้า” ห้ามเข้า !
บางคนถึงกับเซ็ง เพราะไม่ได้เอามา
พอผ่านด่าน วิ่งไปเรื่อยๆ ก็สังเกตว่า
มีเชือกกั้น หลายพื้นที่ เป็นระยะๆ
แล้วในการวิ่ง รอบที่ 2-3
บางคนไม่ใส่หน้ากาก ก็มีคน วิ่งแซงมาพูดว่า “ช่วยใส่หน้ากากด้วย”
ในเวลา 6.00 น.
ถือว่ามีคนมาเยอะพอสมควร
พอวิ่งเสร็จ เลยอยากบอกท่านที่จะมาดังนี้ครั
1.
ทุกคนต้องมีหน้ากากผ้า ถึงเข้าได้
และ ระหว่างวิ่ง เดิน ต้องสวมใส่หน้ากากทุกครั้ง
2.
เก้าอี้ข้างทาง
นั่งได้แค่ 1 คน เท่านั้น
3.
สวนสนุกเด็ก งด
ปิดเลย
4.
พื้นที่ยืดกล้ามเนื้อ
ปิด ห้ามใช้
เพราะยืนชิดกัน เวลาวางขา
5.
เวลาเปิดปิดใหม่คือ
เปิด
05.30
ปิด 20.00
ผมมีแนวทางที่อาจจะร้อน
แต่เลี่ยงได้ ดีทีเดียว
ในการวิ่งแล้ว ไม่มีคนแออัด หนาแน่น มารายล้อม
ตอนเช้า พยายามไปวิ่ง
ตี 5.30
และยามเย็น ไปเร็วหน่อย
บ่าย 3.30
คนจะยังไม่มาก
มันอาจจะเช้าไป
หรือ อาจจะร้อนอบอ้าว
แต่ต้องเลือก
ว่าวิ่งเยนสบาย
แต่คนเต็มแพค หน้าหลัง
เสี่ยงมาก
เราจะเลือกอะไรดี
สำหรับวาทกรรม
วิ่งห่างกัน 2-5 เมตร
ไม่มีหรอกครับ
อย่าโลกสวย..
นันทขว้าง สิรสุนทร