5-ผักสามัญประจำบ้าน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJuly 3, 2020

โควิดผ่านไป เรากำลังเข้าสู่โหมดชีวิตแบบเดิม กิน ดื่ม เที่ยวได้ตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือเงินในกระเป๋าที่จะต้องระวังและรักษาให้ทุกเม็ดคุ้มค่าและยาวนานขึ้น เผื่อวันหน้าชีวิตจะได้ไม่สะดุด กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต นำวิธีประหยัดและสร้างความเพลิดเพลินคือปลูกผักสามัญประจำบ้าน ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลายเมนูและดูแลแบบง่าย ๆ ชนิดที่ชาวคอนโดฯ หรือชาวหอฯ ก็ปลูกได้ในพื้นที่จำกัด

 

ชนิดของผักสามัญประจำบ้านที่กินอยู่เป็นได้คัดสรรมาแล้ว มีอยู่ 5 ชนิดด้วยกัน คือ กะเพรา โหระพา พริกขี้หนู ผักบุ้ง และผักตำลึง เมนูที่มาจากสิ่งที่ปลูกนี้สามารถทำได้ทั้งต้ม ผัด ทอด เช่น ต้มยำปลากระป๋องใส่ใบกะเพรา ผัดผักบุ้งไฟแดง ผัดกะเพราหมู ไข่เจียวโหระพา และต้มจืดตำลึง

 

ขั้นตอนการปลูกผักอันดับแรกเริ่มจากเตรียมอุปกรณ์ มีกระถาง พลั่วมือ ดิน ปุ๋ย หรือดัดแปลงจากถัง หรือกะละมังเก่า แต่เจาะรูระบายน้ำเสียก่อน

 

กะเพรา
โหระพา

 

กะเพรา และ โหระพา

สมุนไพรที่ควรปลูกคู่ครัว

วิธีปลูก ทำง่ายแค่ชำจากกิ่งที่ซื้อจากตลาด หลังจากเด็ดใบมาประกอบอาหาร ให้เหลือใบยอดสัก 2 – 3 ใบ เลือกกิ่งกลางๆ นำลงไปในกระถาง วางไว้ในที่ร่ม ไม่กี่วัน ก็ฟื้นตัว แล้วค่อยเอาออกมาวางในที่มีแดด หรือจะซื้อเมล็ดเป็นซองมาเพาะในถาดโดยโรยห่างกันหน่อย เมื่อต้นงอกออกมาแข็งแรงดีแล้ว จึงแยกลงกระถาง ถ้าอยากขยายเพิ่มทำเหมือนตอนที่ปลูกครั้งแรกได้เลย เอากิ่งมาชำไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ออกดอกบ้าง เพื่อเก็บเมล็ดมาโรยต่อ เรียกว่าปลูกครั้งเดียวเก็บกินได้ทั้งปี โดยกะเพรา โหระพา เป็นสมุนไพรให้ประโยชน์ ช่วยย่อยอาหาร ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยบำรุงธาตุ กลิ่นของพืชทั้ง 2 ชนิดยังช่วยผ่อนคลาย และลดความรู้สึกวิตกกังวล

 

การดูแล รดน้ำสม่ำเสมอ นานๆ ทีก็เอาปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกมาใส่ สร้างใบเขียว คอยตัดยอดไปใช้บ่อยๆ มีแต่จะงอกงามขึ้น ถ้าไม่ตัดยอด ปล่อยให้ดอกออกมามาก ต้นจะโทรม แกร็น แก่ตาย

 

พริกขี้หนู

 

พริกขี้หนู

พริก พืชสวนครัวอันดับต้นๆ โดยการปลูกพริกบางทีก็ยาก บางทีก็ง่ายเพราะแค่ล้างพริกแล้วเม็ดหล่นลงดินก็ขึ้นได้

วิธีปลูก เพาะจากเมล็ดในซองนำมาหยอดในถาดเพาะ พอขึ้นต้นแข็งแรงดีอาจสูงประมาณ 3 นิ้ว จึงแยกออกมาปลูกในกระถาง แต่ถ้าปลูกลงกระถางเลยให้หยอดสัก 4 – 5 เม็ด เพื่อเลือกต้นที่แข็งแรงและเผื่อบางเม็ดไม่งอกเป็นต้น

 

การดูแล ดน้ำให้ดินชุ่มแต่อย่าแฉะ ระวังอย่าให้มีน้ำขัง วางกระถางให้โดนแดด พรวนดินเพื่อกำจัดวัชพืชบ้าง ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง

 

ผักบุ้ง

 

ผักบุ้ง

เป็นผักที่กินได้บ่อย ปลูกง่าย

วิธีปลูก ซื้อเมล็ดมาหยอดลงหลุม เอาดินกลบบางๆ รดน้ำไม่กี่วันก็จะงอกประมาณ 30 วัน ตัดยอดกินได้ เวลาตัดให้ตัดแต่ยอดคงต้นไว้ เพราะลำต้นที่เหลือจะแตกยอดออกมาให้เก็บได้อีก ดังนั้นถ้าไม่ต้องการเพาะต้นจากเมล็ดซองสามารถซื้อผักบุ้งที่ตลาดโดยเลือกกำที่ยังไม่ตัดราก เอารากมาปักลงดินหมั่นรดน้ำ ก็จะแตกยอดออกมาให้เก็บกินเช่นเดียวกัน

 

การดูแล ผักบุ้งเป็นผักที่ชอบน้ำชอบแดด ต้องรดน้ำมากๆ หรือเอาถาดรองน้ำใส่กระถางไว้ก็ได้ แต่อย่ามากไปรากจะเน่า คอยใส่ปุ๋ยบำรุงใบให้เขียวสดน่ากิน ผักบุ้งมีหลากชนิด ทั้งผักบุ้งไทยปล้องใหญ่กรอบ ผักบุ้งนาสีแดงกินคู่กับส้มตำ และผักบุ้งจีนหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ด้วยคุณประโยชน์ของผักบุ้งที่ช่วยบำรุงสายตา มีวิตามินเอ กินแล้วตาหวาน

 

ตำลึง

 

ผักตำลึง

ผักที่กินง่าย ทำได้หลายเมนู

วิธีปลูก ใช้การชำจากกิ่งที่ซื้อมาจากตลาด หลังจากเด็ดยอดแล้ว เลือกกิ่งที่กึ่งแก่ กึ่งอ่อน มีสีออกน้ำตาล ใบเต็ม หยักเว้าตื้นที่เรียกกันว่า “ตำลึงตัวเมีย” ตัดกิ่งแก่เป็นท่อนให้มี 3 ข้อ โดยตัดบริเวณใต้ข้อยาว 15-20 เซนติเมตร ริดใบออก ปักในกระถางใช้ดินร่วนที่ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ ปักให้ลึกพอประมาณ รดน้ำให้ชุ่มเช้า-เย็น วางกระถางในที่มีแสงแดดรำไร หากปลูกลงดินให้เลือกพื้นที่ที่เหมาะสม หลังจากปลูกไว้ประมาณ 1 เดือน เริ่มแตกยอดให้เก็บกินเมื่อต้องการปลูกเพิ่มใช้ได้ทั้งการชำกิ่งแบบเดิมหรือเก็บผลสุกมาเพาะเมล็ดนำไปปลูกต่อ โดยการเก็บตำลึงข้อพึงระวังคือ “ตำลึงตัวผู้” ที่ใบจะหยักลึกเป็นแฉกชัดเจน ที่จะมีฤทธิ์ระบายและส่งผลกับผู้มีธาตุอ่อนและผู้สูงอายุ

 

การดูแล ช่วงแรกควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยทิ้งให้ต้นเหี่ยว เด็ดมากินบ่อยๆ เพื่อให้แตกยอด

 

 

การปลูกผักไว้กินเองนอกจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยให้มีสุขภาพดี เพราะได้กินผักสด ปลอดจากพิษ เก็บจากต้นลงกระทะเป็นเมนูอาหารสำหรับครอบครัว แค่เริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ และของที่มีอยู่รอบตัว คุณก็จะมีสวนครัวเป็นของตัวเองแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูล

– หนังสือปลูกเอง กินเอง เมนูอร่อยจากสวนครัวคนเมือง

 

 


Kinyupen-Anantara-Spa.jpg

kinyupen_adminJuly 2, 2020

กิน อยู่ เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอนำเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลตัวเองอย่างการมาส์กหน้าและหมักผมจากอนันตราสปา (Anantara) ที่ขึ้นชื่อเรื่องการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสมผสานเข้ากับการปรนนิบัติผิวพรรณ ช่วยดูแล คลายความเครียดความเหนื่อยล้าจากมลภาวะในเมืองกรุง

 

 

Cooling Cucumber & Yoghurt Face Mask

ส่วนผสม

  • แตงกวา ครึ่งลูก
  • โยเกิร์ตธรรมชาติ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา

วิธีการ

  1. ใช้เนื้อแตงกวาที่ขูดเป็นฝอยมาผสมเข้ากับโยเกิร์ต
  2. ทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอทิ้งไว้ 20 นาที
  3. แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

เคล็ดลับ ใช้มาสก์นี้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

เกร็ดน่ารู้

ประโยชน์ของแตงกวาและโยเกิร์ต:  การผสมผสานระหว่างแตงกวาและโยเกิร์ตส่งผลให้ผิวผ่อนคลาย และช่วยลดอุณหภูมิผิว ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติในแตงกวาให้ความชุ่มชื้นนุ่มเนียนและลดอาการบวมคล้ำจากผิวที่ขาดการพักผ่อน โยเกิร์ตจะส่งผลให้ผิวสดชื่นสำหรับผิวที่เหนื่อยล้า  มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้น

 

 

ผมแห้งเพราะอยู่แอร์?

การอยู่ในบ้านและที่ทำงานที่ติดเครื่องปรับอากาศนั้นสามารถทำร้ายผมของคุณได้มากเท่ากับผิวของคุณ หลายคนคงเคยเจอปัญหาผิวแห้งทั้งๆที่เราก็ใช้ชีวิตตามปกติ แท้จริงแล้วที่ผิวและผมของเราเปลี่ยนไปอาจเป็นเพราะกระแสลงที่ปล่อนออกมาของเครื่องปรับอาการที่ทำให้ระดับความชื้นในผิวหนังและเส้นผมลดลง วันนี้เราขอแนะนำการบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมและหนังศรีษะของคุณให้กลับมานุ่มลื่นน่าสัมผัส ด้วยเคล็ดลับจากอนันตราสปา

สูตรหมักผมเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเส้นผมและหนังศรีษะ

ส่วนผสม:

  • โยเกิร์ตธรรมชาติ (1/4 ถ้วย)
  • น้ำมันมะกอก (1/4 ถ้วย)
  • น้ำผึ้ง (1 ช้อนโต๊ะ)
  • น้ำมันลาเวนเดอร์ (15 หยด)

 

วิธีการ

  1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดกับ และใช้เครื่องตีไข่ หรือกวนจนส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
  2. ใช้น้ำอุ่นชำระล้างเส้นผม และเพื่อเปิดเกล็ดผมให้พร้อมสำหรับการบำรุงขั้นต่อไป
  3. ใช้มาสก์ชโลมให้ทั่วศรีษะและเส้นผม หลังจากนั้นทิ้งไว้ 15-20 นาที
  4. ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

เกร็ดน่ารู้ : ประโยชน์ของส่วนผสม

โยเกิร์ต: เพิ่มโปรตีนให้กับผม
น้ำมันมะกอก: เสริมความแข็งแรงให้กับเส้นผม
น้ำผึ้ง: เพิ่มความเงางามและทำให้เส้นผมนุ่มขึ้น
น้ำมันลาเวนเดอร์: ช่วยขจัดรังแค

 

ขอขอบคุณ : Galina Antoniuk, Director of Spa, Anantara The Palm Dubai Resort, UAE


Kinyupen-Flower-Physiognomy.jpg

kinyupen_adminJuly 1, 2020

หลายคนคงรู้สึกสิ่งที่ตามมาหลังชีวิต ธุรกิจ การงาน เริ่มกลับเข้าสู่โหมดวงจรแบบเดิมคือ ความวิตกกังวล ว่าจะ..รอดไหม รายได้เหมือนเดิมไหม กินอยู่เป็น 360 องศา จึงชวนมาสร้างความสดชื่นแบบมู(เตลู) เล็กๆ ระหว่างใช้พลังบวกสร้างความสุข และมีชีวิตที่ปลอดกังวล

 

 

ความสดชื่นแบบสายมู ที่สร้างได้ทั้งในบ้าน ในที่ทำงานคือ ใช้ดอกไม้เพิ่มพลังธาตุ เพราะตามศาสตร์ฮวงจุ้ย ถือว่าดอกไม้ทุกชนิดนำพลังงานด้านบวก เป็นสัญลักษณ์ของความงอกงาม เจริญเติบโตบ่งบอกถึงการมาของความโชคดี ซึ่งมีคำกล่าวตามหลักฮวงจุ้ยว่าหากต้องการความสำเร็จจงอยู่ท่ามกลางดอกไม้

 

ตามศาสตร์ของฮวงจุ้ย คือการสร้างความสมดุลหยินกับหยางและธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ไม้ โลหะ ไฟ  นี่จึงเป็นที่มา ของการใช้ดอกไม้เสริมพลังให้สถานที่นั้น ๆ ซึ่งอาจไม่ได้ครอบคลุมพลังงานทั้งตึกหรือบ้านทั้งหลัง แต่ มีผลต่อการทำงานในบริเวณที่ตั้งนั้นเกิดประสิทธิภาพ  มีสภาพแวดล้อมที่ดีและนำมาซึ่งโชคลาภ ความสุข  ด้วยวิธีนี้จะเหมาะกับโต๊ะทำงาน บู๊ธ หรือร้านค้าขนาดย่อม

 

 

อาจารย์บอย ศรัทธาอาคม ได้แนะนำวิธีดูสีดอกไม้เสริมธาตุ ดังนี้คือ

ดอกไม้สีฟ้า สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ

ดอกสีเขียวแทนธาตุไม้

สีแดงแทนธาตุไฟ

สีเหลือง น้ำตาล แทนธาตุดิน

และ สีขาวแทนธาตุทอง

ซึ่งวิธีจัดดอกไม้เสริมธาตุหลักการแรก คือ

1. ให้มีทั้ง 5 ธาตุในแจกันเดียว

2.กระตุ้นพลังโดยเพิ่มจำนวนดอกไม้ที่มีสีประจำธาตุที่สัมพันธ์กับทิศที่ตั้งมากกว่าดอกไม้สีของธาตุอื่น ๆ เช่นสีดอกไม้ธาตุอื่น 1-2 ดอก แต่สีที่สัมพันธ์กับทิศ 5 – 7 ดอก

3.จัดวางในมุมเฉียงกับประตูหรือทางเข้า

4.เปลี่ยนน้ำและริดก้านใบที่เหี่ยวเฉาสม่ำเสมอ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าการวางตามทิศก็คือการดูแล หากละเลยไม่เปลี่ยนน้ำในแจกัน หรือปล่อยดอกให้เหี่ยวคาก้าน ไม่ริดก้านปล่อยให้มีกลิ่นเน่าก็จะส่งผลให้เกิดพลังงานที่ไม่ดีกลายเป็นผลลบ

 

เคล็ดพิเศษ : กล้วยไม้ถือเป็นราชินีของดอกไม้เพราะมี 5 กลีบตามศาสตร์ฮวงจุ้ย ดอกไม้ 5 กลีบ สื่อถึงธาตุทั้ง 5 ที่ครอบคลุมจักรวาล


Kinyupen-No-debt-but-no-savings-1.jpg

kinyupen_adminJune 29, 2020

พร้อม 3 เทคนิคง่ายๆ สำหรับผู้อยากมีเงินเก็บ

มีใครเป็นบ้าง..ทำงานมาตั้งนานแต่ไม่มีเงินเก็บ บางคนอาจให้เหตุผลว่า “เพราะฉันมีทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ และต้องดูแลครอบครัวน่ะสิ ฉันจึงยังไม่มีเงินเก็บ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าวางแผนให้ดียอมตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบางส่วน ก็อาจเริ่มมีเงินเก็บได้เล็กๆ น้อยๆ ได้ แต่ก็ต่างกรรมต่างวาระดังนั้นกลุ่มนี้จึงขอละไว้ก่อนในฐานที่เข้าใจได้

 

 

แต่กลุ่ม ”ไร้หนี้..แต่ไม่มีเงินเก็บ” นี่สิค่อนข้างน่าเป็นห่วง

เพราะแม้วันนี้จะไร้กังวลเรื่องหนี้สิน ไม่มีภาระใดที่ต้องรับผิดชอบดูแล สามารถกิน เที่ยว ช็อปได้ตามใจ ตามกำลังเงิน แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เป็นพนักงานประจำแต่ต้องตกงานกะทันหัน เป็นฟรีแลนซ์แต่ลูกค้าหดหาย ถูกแคนเซิลงานจากพิษเศรษฐกิจแบบไม่ทันตั้งตัว เหมือนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงโควิด-19 ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การ “ไร้เงินเก็บ” จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านการเงินของตัวคุณใน 3 ส่วน

 

ภาพจาก : www.changemyrate.com

 

ส่วนที่ 1 : ค่าใช้จ่ายรายวัน

นี่คือผลกระทบส่วนแรกที่คุณต้องเผชิญระหว่างหางานใหม่ หรือ มองหาช่องทางตั้งต้นธุรกิจส่วนตัว เพราะคุณต้องควักเงินออกอย่างเดียวสำหรับการกิน ใช้ หรือ เดินทางในแต่ละวัน ช่วงแรกอาจยังไม่กระทบ แต่ถ้าเงินเริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ แล้วยังไม่มีวี่แววจะได้งานเสียทีอาจมีทรุด

ส่วนที่ 2 : เงินสำรองฉุกเฉิน

เงินส่วนนี้เป็นรายจ่ายแห่งอนาคตที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากปัจจัยที่เหนือการควบคุม ทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุของตัวคุณเอง หรือ คนในครอบครัว รถเสีย ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเกิดชำรุด ถ้าเป็นวงเงินเล็กๆ น้อยๆ อาจพอไหว แต่ถ้าต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในคราวเดียวแล้วดันไม่มีเงินสำรองไว้นี่สิ อาจต้องไปกู้ยืมจนเป็นหนี้ตามหลังก็ได้

ส่วนที่ 3 : เงินสำหรับอนาคต

ถ้าไม่มีเงินเก็บคุณจะไม่สามารถวางแผนต่อยอดชีวิตได้เลย ทั้งการลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว หรือ การลงทุนในหุ้น กองทุนต่างๆ ที่จะช่วยสร้างทรัพย์สินให้งอกเงยขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะส่งผลต่อชีวิตหลังเกษียณที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างน้อย 10-20 ปี โดยที่รายจ่ายยังคงต้องมีทั้งการกินใช้ หรือ การรักษาตัวเมื่อเจ็บป่วย

ดังนั้นถ้าวันนี้คุณยังไม่เริ่มออมเงิน ให้เริ่มคิดใหม่ก็ยังทันนะ เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตเป็นของเรา อยากให้เป็นแบบใด…เราสามารถเลือกเส้นทางได้ตามใจ

 

3 เทคนิคง่ายๆ สำหรับผู้อยากมีเงินเก็บ

 

ภาพจาก : Sharon McCutcheon

 

1.“ตั้งคำถาม” ก่อนจ่าย..จำเป็นจริงหรือ

ถ้าทุกวันนี้ ใครยังต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ต้นเดือนเป็นราชา กลางเดือนกินมาม่า และกลายร่างเป็นยาจกทุกปลายเดือนละก็ ลองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นลงบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้อง “งด” ทั้งหมดนะ เพียงแต่คิดก่อนใช้ให้มากขึ้น อาทิ เราจำเป็นต้องออกไปปาร์ตี้สังสรรค์ทุกสัปดาห์หรือไม่ ลดความถี่การกินบุฟเฟต์ลงดีหรือไม่ เสื้อผ้าจำเป็นต้องซื้อใหม่ทุกเดือนหรือเปล่า ของเก่าใส่หมดหรือยัง กาแฟจากวันละ 2 แก้ว เหลือวันละแก้วดีไหม หรือ ลองกาแฟราคาถูกลงมา โปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือที่ใช้อยู่คุ้มหรือไม่

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ถ้าลองจดลงบัญชีจะเห็นได้เลยว่า แต่ละเดือนคุณมีค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นจริงๆ เท่าไหร่ “เงินส่วนนี้แหล่ะ คือ เงินออมก้อนแรกของคุณ”

 

2.“ตั้งเป้า” ต้องมีเงินออมอย่างน้อย 3 – 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน

เผื่อกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อาทิ ตกงาน เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือ ช่วยเหลือครอบครัว

 

3.“ตั้งใจทำ” แบ่งเงินใช้จ่ายและเงินออมออกจากกันให้ชัดเจน

เมื่อเงินเดือนเข้ามาให้ตัดออกไปเป็นเงินออมขั้นต่ำผ่านบัญชีเงินฝากประจำให้ได้อย่างน้อย 500 บาทต่อเดือนก่อนก็ยังดี หัดทำทุกเดือนให้ติดเป็นนิสัย แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวน หรือ รูปแบบเงินออมแต่ละเดือนไปเรื่อยๆ ตามกำลังของเรา

 

ภาพจาก : https://bobatoo.co.uk

 

การออมเงินก็เหมือนการปลูกต้นไม้ เมื่อปลูกแล้วต้องรอเวลากว่าจะเห็นดอกเห็นผล ช่วงแรกที่เริ่มออมอาจยังไม่เห็นอะไรมากมายเพราะยังเป็นเงินก้อนเล็กๆ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ  ก็จะเริ่มเติบโตเป็นเงินก้อนใหญ่ให้เราอิ่มอกอิ่มใจ และสามารถนำมากินดอกกินผลได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งสิ่งที่ยากที่สุดของการออมเงิน คือ “การเริ่มต้นทำจริง” ดังนั้นเมื่อคิดแล้วให้เริ่มทำเลย…

 

 


Kinyupen-Smell.jpg

kinyupen_adminJune 29, 2020

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กลิ่น” มีอิทธิพลต่อความร่างกาย ความรู้สึก ต่อมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นในเชิงบวกหรือเชิงลบ กลิ่น ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆ ส่งต่อสมองของมนุษย์

 

 

จากงานวิจัยระบุชัดเจนว่าสมองของมนุษย์นั้นจะถูกปรับให้เข้ากับกลิ่นต่างๆ  ผู้ใหญ่สามารถแยกแยะกลิ่นที่แตกต่างกัน 10,000 กลิ่น และร่างกายมนุษย์จะสร้างเซลล์ประสาทสำหรับการสัมผัสกลิ่นทุกสองสามสัปดาห์  และกลิ่นยังเชื่อมโยงกับความทรงจำของมนุษย์มากที่สุด นั่นคือ กลิ่นสามารถทำให้คุณจดจำความรู้สึกในระหว่างนั้น รวมไปถึงข้อมูลต่างๆ ในระหว่างที่คุณทำกิจกรรมต่างๆ เชื่อมโยงกับกลิ่น ณ เวลานั้นๆ รวมทั้งความทรงจำที่จะปลุกเร้าความปรารถนา ความสุขหรือแม้แต่ความกลัว อีกด้วย

 

และเพราะ “กลิ่น” มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของมนุษย์นี่เองทำให้ ปัจจุบันมันจึงถูกนำมาใช้ในการตลาดเพื่อการขายสินค้าที่มากขึ้น โดยผลการวิจัยด้านกลิ่น ชี้ชัดว่า “กลิ่นหอม” ช่วยส่งผลให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้นถึง 70% เพราะสามารถกระตุ้นความรู้สึกของผู้รับบริการ ให้มีความรู้สึกถึงคุณภาพของสินค้า และบริการที่มีมากกว่าเดิม ช่วยบำบัดอารมณ์ของผู้ใช้บริการให้ดีขึ้นได้ หลายธุรกิจจึงนำกลิ่นมาใช้ประโยชน์เพื่อการขายสินค้าของตนมากมาย อาทิ

 

  • Dunkin Donut ในเกาหลีใต้ สามารถเพิ่มยอดขายได้สูงถึง 29%  หลังจากใช้กลิ่นหอมของ Vanilla เคล้ากับเสียงเพลง กระตุ้นอารมณ์ของลูกค้าคล้อยตาม และอยากซื้อสินค้า

 

  • Starbucks ใช้ สีเขียวเข้มและการตกแต่งด้วยไม้ เมนูกระดานดำ มีดนตรีเบา ๆ และกลิ่นหอมของกาแฟสดแทรกซึมอยู่ในแต่ละพื้นที่ของร้าน  กลิ่นหอมของกาแฟ และบรรยากาศสบายๆ ส่งผลให้สามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น 30%

  • โรงภาพยนตร์ต่างๆ ใช้กลิ่นของข้าวโพดคั่วโรงภาพยนตร์ (ซึ่งไม่มีรสชาติเหมือนกันที่บ้านเพราะมันหอมกว่ามาก) ร่วมกับบรรยากาศของความสนุก ตื่นเต้นในการชมภาพยนตร์ ติดตั้งไว้ในทุกมุมของอาคาร ถึงแม้บางร้านจะขายพิซซ่า หรืออาหารอื่น ๆ แต่กลับมีกลิ่นของข้าวโพดคั่วอบอวลอยู่ ทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่รู้สึกร่วมกับการอยู่ในโรงหนัง และทำให้เพิ่มความรู้สึกอยากเข้าไปนั่งชมภายในโรงหนังมากขึ้น

  • Lowe’s  ห้างสรรพสินค้าขายของตกแต่งบ้านของอเมริกา ใช้กลิ่น ของไม้ที่ตัดใหม่สร้างบรรยากาศให้กับลูกค้าระหว่างเดินเลือกซื้อสินค้าของใช้ในบ้าน แม้ว่าจะไม่มีไม้ขนาดใหญ่ให้เห็นเลย แต่กลิ่นนั้นกลับมีอยู่ทุกที่ ทำให้กระตุ้นความรู้สึกที่ต้องการจะปรับปรุงบ้านขึ้นมาด้วยวิธี DIY

  • Muji แบรนด์สินค้าข้าวของเครื่องใช้ของญี่ปุ่น  ใช้กลยุทธ์การตลาดด้วยการใช้กลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นที่มีกลิ่นหอม สังเกตได้ว่าทางร้านจะใช้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยปล่อยไว้ตามจุดต่างๆ กลิ่นเหล่านี้สร้างความรู้สึกให้จดจำถึงคุณภาพของสินค้าจากญี่ปุ่น ทำให้ผู้คนอยากที่จะเลือกซื้อสินค้าไม่ว่า จะเป็นเสื้อผ้า,สิ่งทอ, ของใช้ในครัวเรือน, เครื่องเขียนและอื่น ๆ สไตล์ญี่ปุ่นมากขึ้น

  • Cinnabon แบรนด์เบเกอรี่ชื่อดังของ อเมริกา สร้างการตลาดด้วยกลิ่นของอบเชยสด เพื่อเรียกลูกค้า เนื่องจากส่วนใหญ่ที่ตั้งร้านจะอยู่ในสถานีรถไฟต่างๆ รวมไปถึงบริเวณที่ผู้คนพลุกพล่าน รวมไปถึงหน้าโรงเรียนที่มีเด็กๆ ซึ่งปกติจะมีกลิ่นอื่นๆ ปะปน มากมาย แต่เมื่อผู้คนได้กลิ่นหอมของอบเชยที่หอมหวาน เป็นพิเศษก็ทำให้รู้สึกหิวหรืออยากจะซื้อขนมมากขึ้น

  • สายการบินสิงคโปร์กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยใช้ผลการวิจัยพัฒนากลิ่นที่ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าหลังการเดินทาง โดยฉีดลงในผ้าเช็ดตัวร้อน กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้ได้รับนิยมกันมากจนทางสายการบินตั้งชื่อว่า Stefan Floridian Waters และยังใช้กลิ่นที่สงบเงียบเพื่อช่วยลดความวิตกกังวลและปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าในเที่ยวบิน สร้างจุดขายให้กับสายการบินได้อย่างดี

 

นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุด้วยว่า กลิ่นที่ออกแบบตามเพศยังมีความสำคัญเช่นกัน กลิ่น“ ผู้หญิง” ในร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงช่วยสร้างความตั้งใจซื้อในเชิงบวก ทำให้ห้างสรรพสินค้ามักจะใช้กลิ่นที่แตกต่างกันในพื้นที่ต่าง ๆ ของร้านค้าขึ้นอยู่กับการมุ่งเน้นว่าจะขายผลิตภัณฑ์

 

ในส่วนของอาหาร มีการพัฒนากลิ่นสังเคราะห์ใหม่ๆ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร มากมาย ซึ่งนอกจากจะใช้เพื่อความสะดวกในการผลิตอาหารสำเร็จรูป เช่น กลิ่นของผลไม้ต่างๆ, กลิ่นเนื้อสัตว์ต่างๆ  กลิ่นนมเนย เพื่อเพิ่มความต้องการในบริโภคมากขึ้น  และตามความชอบและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือพื้นที่แต่ละประเทศ เช่นการ ผลิตกลิ่นนมฮอกไกโด เพื่อให้ได้กลิ่นนมฮอกไกโดเหมือนซื้ออาหารมาจากเกาะฮอกไกโดจริง หรือ ความชอบของคนไทยในการได้กลิ่นอาหารจากการผัดอาหารจากกระทะ ก็มีการผลิตกลิ่นคั่วกระทะ สำเร็จรูปขึ้นมาใช้ และมันยังถูกนำไปใส่ในอาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ผัดซีอื้วสำเร็จรูปของแบรนด์มินิมาร์ทชื่อดัง อีกด้วย

 

“กลิ่น” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยด้านการตลาดที่สำคัญ หากคุณกำลังทำธุรกิจส่วนตัวที่ต้องการลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ลองนำเทคนิคการใช้กลิ่นกระตุ้นการขายที่เหมาะสมไปใช้ดู เพราะมันอาจจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ขึ้นอย่างน่าตกใจก็เป็นได้


_Ep2_FB_2.jpg

kinyupen_adminJune 29, 2020

ถ้าอยากมีความสุขในชีวิต ต้องตั้งสติแล้วถามตัวเองดีๆ ว่า
เรากำลังต้องการในสิ่งที่มีอยู่จริง หรือ ไม่มีอยู่จริง

ค้นคำตอบได้แล้วที่ Podcast ธนาคารความสุข โดย “เอ็ดดี้” พิทยากร ลีลาภัทร์

 

 

Podcast : ธนาคารความสุข โดย “เอ็ดดี้” พิทยากร ลีลาภัทร์

“สุขทุกข์อยู่ที่ใจ สะสมได้…ด้วยปัญญา”

ติดตามผ่านช่องทาง 

Spotify : EP2 – “มัฏฐกุณฑลี” ว่าด้วยความสำคัญของจิตใจ

Sound Cloud : EP2 – “มัฏฐกุณฑลี” ว่าด้วยความสำคัญของจิตใจ

YouTube : EP2 – “มัฏฐกุณฑลี” ว่าด้วยความสำคัญของจิตใจ

blockdit : EP2 – “มัฏฐกุณฑลี” ว่าด้วยความสำคัญของจิตใจ


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 26, 2020

เมนูอาหารแบบง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ ใช้วัตถุดิบเพียงไม่อีกอย่างก็สามารถทำอาหารจานอร่อยทานกับข้าวสวยร้อนๆ อิ่มท้องแบบคนรักสุขภาพ

 

เต้าหู้ไข่อุดมไปด้วยโปรตีนที่มากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึง 2 เท่า โดยเฉพาะโปรตีน เลซิติน กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงสารอาหารที่สำคัญหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันอิ่มตัว วิตามิน A B และD ธาตุเหล็ก แคลเชียม โอเมก้า 3 โฟลิก และโคลีน ช่วยให้ระบบการทำงานของประสาทและสมองทำงานได้ดีขึ้น มีความจำที่ดี บำรุงสายตาป้องกันโรคเลือด

 

 

รู้ถึงคุณค่าที่คู่ควรแล้ว มาเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำเลยดีกว่า…เริ่มจาก

  1. เต้าหู้ไข่ 3 – 5 หลอด (ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกของครอบครัว)
  2. กระเทียมไทยและกระเทียมจีนโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  3. ผักชีฝรั่งหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
  4. เกลือและพริกไทยป่น ½ ช้อนชา
  5. น้ำตาลทราย

 

ทำง่ายแค่ 3 ขั้นตอน

  1. หั่นเต้าหูไข่กะให้ได้ 6 ท่อนต่อหนึ่งหลอด นำลงไปทอดใช้ไฟอ่อนให้เหลืองทั้ง 2 ด้าน แล้วตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน
  2. นำกระเทียมที่โขลกลงไปผัดให้หอม เติมเกลือ พริกไทย และน้ำตาลตัดรส แล้วใส่ผักชีฝรั่งที่หั่นฝอยลงไปผัดต่อจนหอม
  3. ใส่เต้าหู้ไข่ลงไปคลุกให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ ตักใส่จาน ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ

 

 

เคล็ดลับความอร่อย

  • ใช้กระเทียมไทยมากกว่ากระเทียมจีน 1 เท่าเพื่อความหอมที่มากขึ้น
  • ปัจจุบันมีเกลือผสมพริกไทยขายตามซูเปอร์มาร์เกตเหมาะกับแม่บ้านสมัยใหม่
  • ใช้ผักชีไทยแทนผักชีฝรั่งได้ แต่กลิ่นอาจจะต่างกันแล้วแต่ความชอบ

 

ข้อควรระวัง

ขั้นตอนที่ต้องผัดเต้าหู้ไข่ ระวังเต้าหู้แตก หากใช้กระทะเทปล่อน เวลาผัดให้คว่ำตะหลิวลง หรือใช้ตะหลิวไม้แทน


Kinyupen-วัดปราสาทนน.jpg

kinyupen_adminJune 26, 2020

หากเปิดบันทึกเรื่องราวของวัดปราสาท นนทบุรีส่วนใหญ่จะพบแต่เรื่องอาถรรพ์ลี้ลับ วันนี้ กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงนำแง่มุมเชิงประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมเพื่ออย่างน้อยเวลาเดินทางไปจะมีข้อมูลหรือเกร็ดเรื่องเล่าอีกด้านหนึ่ง

 

 

วัดปราสาท สันนิษฐานกันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหม หรือ เรียกกันว่าองค์ไล (เป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม การสร้างวัดปราสาทที่ผิดธรรมเนียมของวัดสมัยนั้นซึ่งมักจะอยู่ริมน้ำ ทำให้สันนิษฐานว่าสร้างเพื่อเป็นค่ายฝึกทหารและเป็นฐานทัพลับ เพราะจุดที่ตั้งอยู่ระหว่างคุ้มน้ำซ้ายขวาทำให้สามารถสกัดข้าศึกได้ทั้งเหนือและใต้

 

ต่อมาเจ้าพระยากลาโหมได้ทำการชิงราชบัลลังค์จากพระเชษฐาธิราช และสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ สองโอรสของพระเจ้าทรงธรรม และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อปี พ.ศ.2172 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๕ ต้นราชวงศ์ปราสาททอง

 

กำเนิดของพระเจ้าปราสาททองไม่มีความแน่ชัดว่าเป็นราชนิกูลสายใด เพราะจากพงศาวดารกระซิบบ้างกล่าวว่าเป็นโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรฯ บ้างก็ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเจ้าทรงธรรม โดยในโบสถ์ที่วัดปราสาท หากสังเกตกล่องรับบริจาคก็มีระบุว่าท่านเป็นหลานสมเด็จพระนเรศวรฯ

 

แต่อย่างไรก็ตามในช่วงสมัยของพระองค์ตลอด 26 ปีที่ครองราชย์ พระเจ้าปราสาททองได้สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ด้านศาสนสถานหลายแห่ง คือ สร้างวัดไชยวัฒนาราม วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร สร้างพระปรางค์วัดมหาธาตุ และโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์พระอารามกว่าร้อยแห่ง เช่น วัดหน้าพระเมรุฯ

 

 

จุดเด่นน่าสนใจในอุโบสถวัดปราสาท (ชมได้ในคลิป) มีดังนี้

  1. ขอบเส้นขาวรอบอุโบสถ เป็นเส้นเดิมของเขตวัดก่อนขยายพื้นที่ออกไปในปัจจุบัน
  2. อุโบสถเก่าแก่ของวัดปราสาท นั้นเป็นอุโบสถมหาอุตม์ ปิดช่องทึบไม่มีหน้าต่าง มีทางเข้าทางเดียว แต่มีช่องลมด้านหลัง ฐานของอุโบสถแอ่นแบบตกท้องช้าง เจาะรูระบายอากาศที่ฐาน เพราะจะทำให้ระบายความร้อนในหน้าร้อน โดยอุโบสถมหาอุตม์จะถือว่าเป็นแหล่งรวมพลังเหมาะแก่การใช้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะปลุกเสกเครื่องรางของขลัง หรือ ปลงอาบัติ เพราะด้วยที่ไม่มีช่องลม สามารถคุมแสงและเก็บเสียงจึงส่งผลให้พระ หรือ ผู้ทำพิธีมีสมาธิและมีความสงบ
  3. ซุ้มประตูทรงปราสาทประดับลวดลายปูนปั้น
  4. หน้าบรรณของอุโบสถเป็นไม้สักนารายณ์ทรงครุฑ เครื่องบนเป็นไม้สักลวดลายแบบมอญ เพราะเป็นพื้นถิ่นชาวมอญอยู่อาศัย
  5. พระประธานและพระสาวกในอุโบสถเป็นศิลปะแบบอู่ทอง ที่มีจำนวน 25 องค์ (หากนับไม่ครบแนะให้เดินไปด้านหลังโบสถ์และมองลองช่องด้านหลังจะเห็นพระพุทธรูปเพิ่มอีก)
  6. ภาพฝาผนังเรื่องทศชาติชาดกเป็นภาพสีฝุ่นอันเป็นวิธีที่ช่างไทยสมัยก่อนนิยมใช้ โดยจะใช้ผงลักษณะคล้ายแป้ง ซึ่งเวลาระบายจะผสมกาว หรือ ไข่ขาวที่มีคุณสมบัติทึบแสง
  7. ต้นตะเคียน 300 ปี โดยจะมี 2 จุด ถ้าเป็นต้นดั้งเดิมของวัดจะเป็นตะเคียนยืนต้นตาย และต้นที่ขุดได้ในชุมชนละแวกวัด
  8. หอพระไตรปิฎก ที่ปัจจุบันมีทีมจิตอาสาบูรณะ โดยควรเข้าไปกราบพระประธานที่เป็นองค์ดั้งเดิมคู่มากับวัด และชมบันไดธรรมาสน์ สมัยกรุงศรีอยุธยา
  9. กุฏิสงฆ์แบบโบราณที่เป็นอาคาร 2 ชั้น

 

 


_ทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น_Cover_3.jpg

kinyupen_adminJune 25, 2020

ในที่สุด “ทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น” หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สร้างยากสุดในโลกก็ใกล้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างหลังสร้างมานานกว่า 10 ปี ด้วยฝีมือของจีนที่หมายมั่นปั้นมือจะใช้เส้นทางนี้เชื่อมต่อเศรษฐกิจกับภูมิภาคอาเซียน คาดจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2564 เป็นต้นไป ซึ่งนี่อาจเป็นทางเลือกใหม่ของนักท่องเที่ยวที่ทำให้การไปเยือนเวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง หรือ ยูนนานของจีนสะดวกขึ้น

 

 

ทางรถไฟสายนี้เกิดโดยความร่วมมือรัฐบาลจีน – ลาว เริ่มเจรจากันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 ก่อนหาข้อสรุปและประกาศแผนก่อสร้างร่วมกันปี พ.ศ. 2552 โดยเป็นส่วนหนึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง-สิงคโปร์ ตามแผนระเบียงเศรษฐกิจจีนกับอินโดจีน (China Indochina Peninsula Economic Corridor) ที่มีเส้นทางครอบคลุม 5 ประเทศ เริ่มต้นจากคุนหมิงของจีน ผ่านเวียงจันทน์ของลาว มายังหนองคายของไทยและเชื่อมต่อไปภาคใต้ผ่านกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์ รวมระยะทางราว 3,900 กม.

 

เชื่อมต่อเมืองท่องเที่ยวหลัก

 

ความยาวตลอดเส้นทาง 414 กิโลเมตรของทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น มีทั้งหมด 32 สถานี เริ่มจากด่านบ่อหาน เขตปกครองตนเองชนชาติไทลื้อสิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีน เชื่อมต่อกับด่านบ่อเต็น สปป.ลาว จากนั้นวิ่งผ่านแขวงหลวงน้ำทา อุดมไซ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครหลวงเวียงจันทน์ โดยมี 3 สถานีรถไฟหลัก ได้แก่ สถานีหลวงพระบาง วังเวียง ก่อนเข้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์ หลวงน้ำทา – หลวงพระบาง วังเวียง ก่อนสิ้นสุดที่นครหลวงเวียงจันทน์ คิดค่าโดยสารตั้งแต่ต้นสายถึงปลายสายอยู่ที่ประมาณ 480 บาท ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง

 

ตลอดเส้นทางจะเห็นได้ว่าวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยวสำคัญของลาว ทั้งหลวงพระบาง วังเวียง และเวียงจันทน์ ดังนั้นในอนาคตทางรถไฟสายนี้ อาจเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกใหม่ที่ทั้งประหยัดเวลา และ ค่าใช้จ่ายให้กับเหล่านักท่องเที่ยวที่ต้องการเยือนเมืองเหล่านี้ก็เป็นได้ จากเดิมที่วิธีเดินทางสู่เมืองเหล่านี้มีอยู่ค่อนข้างจำกัด

 

 

ก่อสร้างยาก ต้องหลบลูกระเบิด

สำหรับการก่อสร้างต้องเจาะอุโมงค์ 75 แห่ง รวมระยะทางประมาณ 197 กิโลเมตร และสะพานรถไฟ 163 แห่ง รวมระยะทางประมาณ 61 กิโลเมตร โดยเหตุที่ถูกขนานนามว่า “ก่อสร้างยากสุดในโลก” นอกจากอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ที่ยากต่อการเข้าถึง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรน้อยและตั้งอยู่บริเวณที่มีภูเขาหินปูนจำนวนมากและปริมาณน้ำฝนที่สูงในแต่ละปีแล้ว ตลอดการก่อสร้างยังต้องหลบลูกระเบิดตกค้างจากยุคสงครามในอดีตที่ถูกฝังกระจัดกระจายไปทั่วเส้นทาง

 

 

คาดการณ์ว่าการดำเนินงานติดตั้งรางรถไฟให้มาบรรจบกันที่บริเวณชายแดนบ่อหาน มณฑลยูนนาน และ ชายแดนบ่อเต็น  สปป.ลาว ได้ภายในเดือนเมษายน 2564 และสามารถเปิดให้บริการรถไฟตลอดสายได้ภายในสิ้นปี 2564

 

ระยะแรกจะเปิดให้บริการ 18 เที่ยวต่อวัน แบ่งเป็นการขนส่งผู้โดยสาร 4 เที่ยว เที่ยวละ 7 ตู้สามารถขนส่งผู้โดยสารได้ 672 คน อัตราค่าโดยสาร 350 กีบต่อกิโลเมตรต่อคน (ประมาณ 1.2 บาท) ตลอดเส้นทาง 140,000 กีบต่อคน (ประมาณ 480 บาท) ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง และการขนส่งสินค้าจํานวน 14 เที่ยว มีอัตราค่าขนส่งประมาณ 600 กีบ (ประมาณ  2 บาท) ต่อตันต่อกิโลเมตร