_โรคหน้าร้อน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

ในวันที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ สิ่งหนึ่งที่แฝงตัวมากับอากาศร้อน คือ “โรค” ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีช่วงอากาศร้อน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมโรคที่มากับอากาศร้อน รวมถึงวิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อเตรียมตัวสู้โรคได้อย่างถูกต้องไม่ว่าคุณจะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม…

 

ก่อนอื่นคุณต้องรู้จักโรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง และอาการเบื้องต้นเป็นอย่างไร !!!

 

 

  1. โรคอุจจาระร่วง เกิดจากเชื้อต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ที่ตกค้างอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาด สุกๆ ดิบๆ ทำให้ท้องเสีย ส่วนใหญ่ไม่อันตรายร้ายแรง แต่บางรายที่ติดเชื้อรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ เพราะมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมาก
  2. โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อย ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีสารพิษจากเชื้อโรคบางชนิดเข้าไป ส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจถ่ายเหลวเป็นน้ำ ไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าอาการหนักมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม
  3. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง หรืออยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอ
  4. โรคผิวหนัง ได้แก่ เม็ดผดผื่นคัน ป้องกันได้ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรก หรือ น้ำที่ไม่สะอาด
  5. โรคเครียด เป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในหน้าร้อน ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย วิธีคลายเครียดง่ายๆ คือ หนีร้อนไปอยู่ในที่อากาศเย็นสบาย เช่น ห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หางานอดิเรก หรือ นั่งสมาธิ
  6. โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาดทุกปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในปีหนึ่งๆ ไม่น้อย ทั้งที่มีวัคซีนป้องกัน แต่ยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่ดี เมื่อถูกสัตว์อย่างสุนัขและแมวกัด ให้ทำความสะอาดแผลแล้วไปพบแพทย์ทันที

 

หากรู้สาเหตุของโรคที่เกิดขึ้น การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงก็ไม่ใช่เรื่องยาก การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอควรทำติดตัวให้เป็นนิสัย

 

วิธีการป้องกันโรคง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองในช่วงฤดูร้อน หรือไม่ว่าจะเป็นฤดูใดก็ทำตาม คือ

  • เลือกทานอาหารที่สดใหม่ สะอาด ปรุงให้สุกด้วยความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ลดทานอาหารที่เป็นของหมักดอง และล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะอาหารที่ต้องใช้มือเปล่าจับ รวมไปถึงการเลือกทานอาหารจากร้านที่คำนึงถึงเรื่องความสะอาด “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” คือสิ่งที่สำคัญ
  • เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการทานผักและผลไม้เป็นประจำ ซึ่งผักและผลไม้บางชนิด สามารถช่วยปรับสมดุลในร่างกาย พร้อมบรรเทาโรคเบื้องต้นได้ เช่น มะระ ช่วยดับร้อน ถอนพิษไข้ ดอกแค ช่วยรักษาอาการร้อนใน ลดไข้ ลดน้ำมูก แก้ปวดหัว ฟักเขียว ช่วยถอนพิษ ขับความร้อนในร่างกาย ช่วยให้แผลร้อนในยุบตัวเร็ว รากบัว แก้ร้อนใน ลดไข้ บำรุงโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร แตงโม ผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่มาก ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย มะตูม ต้มเป็นน้ำสมุนไพร ช่วยแก้ร้อนใน ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสีย รางจืด สมุนไพรฤทธิ์เย็น ลดอาการแพ้ การอักเสบ ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก ทำเป็นน้ำฉีดพ่นลดความร้อนที่ผิวกาย ผิวหน้า ลดอาการแสบแดงและผิวไหม้จากแสงแดดได้ดี
  • ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งๆ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป พักเหนื่อยเป็นระยะๆ การออกกำลังกายจะทำให้การนอนหลับสบายและหลับนานขึ้น ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่ร้อนจัด และดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับเหงื่อ การปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นผลดีต่อร่างกาย ช่วยให้ไม่อ่อนเพลียได้

 

ผักและผลไม้บางชนิด ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย

 

การดูแลตนเองให้มีสุขภาพดีถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ห่างไกลความเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับไวรัสโควิด-19 โรคติดต่ออันตรายที่สร้างความกังวลให้กับทุกคน และทุกประเทศทั่วโลก การที่คุณมีสุขภาพที่ดีเท่ากับมีเกราะป้องกันตนเองในระดับหนึ่งแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก liekr.com/post_153768.html


2-เศรษฐกิจ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 10, 2020

ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2540 ด้วยนโยบายเปิดเสรีการเงินที่ทำให้นักลงทุนกู้เงินต่างประเทศด้วยอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคารในประเทศ จนเปรียบเปรยกันว่า “ภาวะฟองสบู่” ส่งผลให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เร่งลงทุนจำนวนมาก อสังหาริมทรัพย์ผุดเป็นดอกเห็ด ตลาดหุ้นถูกปั่นราคาให้หวือหวาล่อตานักลงทุน เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่ฟุ่มเฟือย เศรษฐีเทียมจากเงินกู้เต็มไปหมด

 

แต่เมื่อฟองสบู่แตก รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและเข้าสู่กระบวนการของ IMF บ้านเมืองช็อคชั่วขณะ ตกอยู่ในสภาพซึมเศร้า นักธุรกิจหนีหนี้ ก่อสร้างทิ้งงาน ค้าขายลงทุนหยุดชะงัก ตึกร้าง หมู่บ้านจัดสรรร้าง บริษัทล้มละลาย ลอยแพพนักงานจำนวนมาก มองทางไหนก็มีแต่คนตกงาน คนรวยกลายเป็นคนจน เศรษฐีต้องนำทรัพย์สินมาเร่ขายจนเกิด “เปิดท้ายขายของ” ทั่วมุมเมือง

 

หลังวิกฤตดังกล่าว “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ก็ได้ถูกหน่วยงานรัฐน้อมนำมาใช้เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ขณะที่องค์กรธุรกิจน้อยใหญ่ก็นำมาประยุกต์เป็นแนวทางบริหาร ตลอดจนภาคประชาชนก็ปรับใช้กับการดำเนินชีวิต ซึ่งเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันนับหนึ่งใหม่เพื่อคลี่คลายวิกฤตครั้งนั้นไปพร้อมกัน ประเทศไทยก็ค่อยๆ เดินหน้าฝ่าฟันผ่านเสือตัวนั้นไปได้ด้วยดี

 

 

“….ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ก็ทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำสมควรที่จะปฏิบัติ……….”

 

นี่คือหนึ่งในแก่นสำคัญแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทีมงานมองว่าทุกภาคส่วนสามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกวิกฤต ทุกยุคสมัย รวมถึงปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วยก็ดี

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof


COVID19จะหายจริงหรือ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 10, 2020

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังคงสร้างความวิตกกังวลเมื่อมันเริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก แต่เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่ามันจะไม่สามารถทนทานต่อความร้อนได้นานนัก ดังนั้นความหวังว่าหากฤดูกาลที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อนในเวลาอันใกล้นี้ ก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ชะลอการแพร่กระจายลงได้

แต่ความหวังนี้จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นดูเหมือนจะยังไม่มีใครออกมายืนยันได้

 

และด้วยคำถามที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายนี้ ทำให้มีความพยายามในการค้นหาความจริงนี้ ซึ่งข้อมูลที่มีการเผยแพร่ล่าสุดที่มีการเผยแพร่อยู่ทั่วไป กลับพบเพียงว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากทั่วโลก ต่างก็ตอบคำถามไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าอากาศอุ่นจะส่งผลต่อการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เชื้อแพร่กระจาย หรืออาจจะทำให้มันสิ้นสุดการระบาดลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ประสิทธิภาพของตัวไวรัสเอง สภาพอากาศ รวมไปถึงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

 

ดร. เกรกอรี่ เกรย์ จากแผนกโรคติดเชื้อทั่วโลกของสถาบันสุขภาพมหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้จะลดน้อยลงหรือหายไปในช่วงฤดูร้อนหรือไม่ และเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างนั้น แต่ก็มีความหวังว่าช่วงฤดูร้อนอาจทำให้การแพร่เชื้อลดลงเล็กน้อย เพราะโดยปกติแล้วเชื้อไวรัสโคโรนาปกติที่ทำให้เกิดอาการไข้หวัดทั่วไปมักจะจางหายไปในช่วงฤดูร้อนเนื่องจากอาคารมีการไหลเวียนของอากาศมากกว่า ผู้คนก็สัมผัสกับแสงยูวีมากกว่าซึ่งสามารถฆ่าไวรัสได้ ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะมีการชะลอตัวของการแพร่ระบาดประมาณ 10% ถึง 20% แต่ก็ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ดีว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

 

“ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้ ซึ่งมันก็อาจจะหายไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็จะยังมีการแพร่กระจายอยู่ในมุมอื่นๆ ทั่วโลก”

 

ขณะที่เว็บไซต์ของศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสพันธุ์ใหม่นี้ว่า ยังไม่มีใครทราบว่าสภาพอากาศและอุณหภูมิจะส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจายของเชื้อชนิดนี้หรือไม่ และแม้ว่าฤดูร้อนจะทำให้มีโอกาสน้อยที่เกิดอาการป่วยไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่จากเชื้อไวรัสโคโรนา แต่ก็มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ทุกคนจะสามารถเจ็บป่วยด้วยเชื้อโรคนี้ตลอดทั้งปี

 

นอกจากนี้จากการตรวจสอบของนักวิชาการด้านสาธารณสุข โดยทำการศึกษาจากสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตด้วยเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) และโรคเมอร์ส หรือ โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) พบว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ในอดีตไม่ได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่าอุณหภูมิหรือฤดูกาลจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการระบาด โดยพบว่าการระบาดของโรคซาร์สสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม ที่สภาพอากาศยังไม่ชัดเจน ขณะที่โรคเมอร์สไม่ได้แสดงว่าฤดูกาลเกี่ยวข้องกับการระบาด

 

แม้จะพบว่ากลุ่มประเทศที่มีการระบาดใหญ่ที่สุดอยู่ในตำแหน่งเหนือเส้นศูนย์สูตร ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่, เกาหลีใต้, อิตาลี, ญี่ปุ่นและอิหร่าน ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจได้ว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นอาจจะส่งผลต่อการแพร่ระบาดอย่างหนักได้ แต่ในตอนนี้ไวรัสกลับแพร่กระจายไปทั่วทุกทวีปยกเว้นแอนตาร์กติกา ซึ่งรวมถึงประเทศต่างๆ เช่นบราซิล และออสเตรเลียในซีกโลกใต้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลในซีกโลกเหนือ แต่ฤดูกาลที่แตกต่างกันก็อาจจะความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายมากขึ้นในกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ

 

ถึงตอนนี้จะดูว่า COVID-19 มีความรุนแรงของการแพร่ระบาดน้อยลงในช่วงฤดูร้อน แต่มันก็อาจกลับมาและก็กลายเป็นไวรัสตามฤดูกาลในทุกประเทศทั่วโลกไปในที่สุด หากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้


19อย่างไร_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminMarch 10, 2020

ประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนประชากรเยอะเป็นอันดับหนึ่งของโลก เมื่อเผชิญหน้ากับไวรัสที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อย่าง COVID-19 จากจุดเริ่มต้นในเมืองอู่ฮั่นก็เกิดการแพร่กระจายลุกลามอย่างรวดเร็วถึงขั้นวิกฤติ แต่นับจากเดือนมกราคม จำนวนผู้ติดเชื้อ รวมถึงผู้เสียชีวิตจากไวรัส COVID-19 ในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้รัฐบาลจีนทยอยปิดโรงพยาบาลชั่วคราวบางแห่ง และเริ่มเข้าสู่สภาวะ “ควบคุมได้” ซึ่งมีโอกาสที่จะประกาศยกเลิกการปิดเมืองบางแห่งในไม่ช้า

 

จีนรับมือกับไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ?

กินอยู่เป็น 380 องศา จะมาคุณส่องมาตรการของรัฐบาลจีนซึ่งสามารถรับมือ COVID-19 ได้อย่างชะงัดกัน

 

จีนรับมือกับไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

 

ความพยายามควบคุมการแพร่กระจายอย่างหนักของจีน โดยทดสอบการรักษาด้วยวิธีที่หลากหลาย ก่อนนำวิธีที่พบว่าดีที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ทำให้สามารถรับมือกับไวรัส COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางบวกดังเช่นที่ปรากฎ


-ไวรัส_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 9, 2020

“ไวรัสโควิด-19” ไม่ได้เป็นวิกฤตโรคระบาดที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกในบ้านเรา แต่เราเผชิญมาแล้วหลายครั้งและรับมือได้เป็นอย่างดี โดยช่วงปลายปี พ.ศ.2546 ประเทศไทยเริ่มพบการระบาดของไข้หวัดนก (ไวรัส H5N1) ก่อนลุกลามทั่วประเทศกินเวลากว่า 3 ปีมีผู้เสียชีวิต 17 ราย ไก่ตาย 160-200 ล้านตัว คนตื่นกลัวไม่กล้า “กินไก่” รัฐบาลจึงแต่งตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อควบคุมและป้องกันโรคไข้หวัดนก เร่งปฏิบัติงานเชิงวิชาการ ภาคสนาม ตลอดจนกิจกรรมเชิงจิตวิทยากระตุ้นความเชื่อมั่นประชาชน ในที่สุดด้วยความร่วมมือของคนทั้งประเทศก็สามารถตัดตอนห่วงโซ่ไวรัสจากไก่สู่คนจนพ้นวิกฤตและได้รับคำชมเชยจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปการควบคุมโรคในสัตว์ครั้งสำคัญของประเทศด้วย

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2552  ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ A 2009 (ไวรัส H1N1) ระบาดทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตกว่า 200 ราย (สูงกว่าโควิด-19 มาก) ภาครัฐเร่งสกัดด้วยมาตรการตรวจคัดกรองผู้มาจากพื้นที่เสี่ยง จัดหาวัคซีนป้องกันโรคมาฉีดให้ประชาชน รวมถึงรณรงค์ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไอเพื่อลดการแพร่ระบาดที่ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและตระหนักของคนไทยอย่างมากจนสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

 

 

สำหรับไวรัสโควิด–19 ที่กำลังระบาดลุกลามสร้างความอกสั่นขวัญแขวนทั่วโลกรวมถึงไทย ทั้งถูกผสมโรงจาก Fake news ที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้หลายคนวิตกกังวลจนใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ขอแนะนำว่าควรยึดหลักกาลามสูตรให้มั่นอย่าเชื่อแหล่งข่าวใดที่ขาดการกลั่นกรอง หรือ ขาดการพิสูจน์แน่ชัดเพื่อรับมือได้ถูกทาง ทั้งอย่าประมาทควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ เฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าตระหนกจนเกินไป แต่ให้เตรียมการป้องกันด้วยอุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน รวมถึงหมั่นรักษาสุขอนามัยขั้นต้นด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” อย่างเคร่งครัดเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ขอนำข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการรับมือวิกฤตมาฝากกัน

 

“..วิถีชีวิตมนุษย์นั้น จะให้มีแต่ความปรกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรค ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีกเลี่ยงพ้น ข้อสำคัญ อยู่ที่ทุกๆ คนจะต้องเตรียมกาย เตรียมใจและเตรียมการไว้ให้พร้อมทุกเวลา เพื่อเผชิญและแก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนทั้งนั้นด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยความสามัคคีธรรม จึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบา และกลับร้ายให้กลายเป็นดีได้…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2528

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 9, 2020

“การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น ผู้ปกครองระดับธรรมดาใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่”

 

แม้ยังคงไม่อาจยืนยันได้ว่าปรัชญานี้ มาจากปราชญ์ท่านใด บางแหล่งกล่าวว่าเป็นของขงจื๊อ บ้างก็ว่าเป็นของหานเฟยจื่อ ปราชญ์จีนโบราณยุคจ้านกว๋อ บ้างก็ว่าเป็นคำคมของขงเบ้งแห่งสามก๊ก แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่พันกี่ร้อยปีก็ยังตกผลึกให้นักบริหารนำมาปรับใช้ได้เสมอ

 

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ผู้บริหาร หรือ หัวหน้างาน มักพบเจอทำให้ยังไม่สามารถที่จะข้ามขั้นไปสู่ผู้ปกครองระดับกลาง หรือ ระดับสูงได้อย่างเต็มตัวนั่นก็คือ  “งานไม่เดิน สั่งแล้วไม่ทำ ต้องทำเอง” ซึ่งนี่คือประโยคสุดฮิตที่ 90% ของธุรกิจขนาดเล็ก หรือ  หัวหน้างานมือใหม่ยังแก้ไม่ตก

 

สาเหตุอาจเกิดจากศักยภาพทั้งของตัวผู้สั่งงานและผู้รับคำสั่ง อุปนิสัยส่วนตัวของบุคลากรในองค์กรนั้นๆ ที่ไม่พร้อมเปิดรับ หรือ หาช่องทางเลี่ยงบาลีในการปฏิบัติตามคำสั่งด้วยข้ออ้างต่างๆ นานาบ่อยครั้งจนงานไม่คืบหน้านำมาสู่ความรำคาญ จนรู้สึกว่าถ้าลงมือทำเองงานจะคืบหน้าและมีอุปสรรคน้อยกว่า

 

กรณีนี้ หัวหน้างานควรลองเช็คดูก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องมานั่งทำเองอยู่ตลอด โดยอาจต้องพิจารณาจาก 3 มุม นั่นคือ 1. งานอาจมีขอบเขตกว้างที่เกินไป 2. ผ่อนเวลาให้มากเกินไป 3.ให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในสายตาของลูกน้องมากเกินไป พร้อมข้อแนะนำต่อไปนี้

 

  1. ขอบเขตงานชัดเจน ระบุหน้าที่ที่ชัดเจนของบุคคลนั้น ตำแหน่งนั้นๆ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง คาดหวังผลอย่างไรเพื่อเลือกคนที่เหมาะสมกับงาน โดยเฉพาะปัจจุบันที่พนักงานควรปรับตัว เรียนรู้เพิ่มทักษะให้เป็นแบบ Multi skill เพราะหมดยุคหนึ่งคนหนึ่งความรับผิดชอบแล้ว เห็นได้จากหลายองค์กรที่เริ่มมีการปลดพนักงานอายุงานสูงที่ไม่อาจปรับตัวเข้ากับกระบวนการทำงานและเทคโนโลยียุคใหม่จนกลายเป็นข้อจำกัด มากขึ้นเรื่อยๆ
  2. กำหนดเป้าหมายชัดเจน การมอบหมายงานนอกจากดูความสามารถและความเหมาะสมแล้ว ควรจะเลือกคนมีความมุ่งมั่น มีแนวคิดหรือลักษณะการทำงานในทางเดียวกันก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้
  3. วัดผลงานอย่างชัดเจน หาวิธีวัดผลของงานให้ได้ว่าบุคคลนั้นๆ สามารถทำงานถึงเป้าหมายกี่เปอร์เซ็นต์ อาทิ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานที่ได้รับมอบหมาย ประสิทธิภาพชิ้นงาน ซึ่งเกณฑ์อาจมาจากการตกลงร่วมกันในทีม หรือ อาจประยุกต์จากความเร่งด่วนของงาน รวมถึงอาจประเมินร่วมกับ Working Hour เพื่อวัดผลปลายปีด้วยก็ได้

 

3 วิธีไขลาน เมื่อสั่งการแล้วงานไม่เดิน

 

จากแนวทางเสนอแนะ 3 ข้อข้างต้น จะช่วยให้หัวหน้างานมองภาพองค์รวมของาน รวมถึงประสิทธิภาพของตัวหัวหน้างานเอง หรือ ลูกน้องในทีมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นำมาสู่การวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า งานไม่เดินเพราะอะไร อาทิ เกิดจากวิธีการสั่งงานที่ยังไม่สามารถดึงศักยภาพทีมงานออกมาเต็มที่ เกิดจากทัศนคติ หรือ ความรับผิดชอบส่วนบุคคลนั้นๆ หรือไม่ ต้องแก้อย่างไร ต้องหาคนเพิ่ม หาคนแทนหรือไม่

 

ทั้งนี้เพื่อนำมาสู่การแก้ปัญหา “งานไม่เดิน สั่งแล้วไม่ทำ เดี๋ยวทำเอง”ได้ตรงจุด จะได้ผลักดันตัวเองและองค์กรให้เดินหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

 

ที่มาข้อมูลอ้างอิง

ejobmag.com


_กินอยู่เป็น_cover-1.jpg

kinyupen_adminMarch 8, 2020

“…ใจเอ๋ยใจ หายใจยาว ใจดีสู้เสือ ขอจงมีความสุขความเจริญ…”

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระราชทานเป็นพรปีใหม่ พ.ศ.2541 มาทบทวนในช่วงที่รอบตัวยังคงปกคลุมด้วยข่าวร้ายเพื่อสร้างกำลังใจให้พวกเรา “ใจดีสู้เสือ” ฝ่าวิกฤตร่วมกันอีกครั้ง

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

 

นับจากต้นปี 2563 เป็นต้นมา ปัญหาอุปสรรคนานา ล้วนถาโถมมาไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่ฝุ่น PM 2.5 ยังไม่ทันจางก็ต่อด้วยไวรัสโควิด–19 ขณะที่พยากรณ์เศรษฐกิจก็แสนหดหู่ดูน่าสิ้นหวัง บริษัทปิดตัว เลิกจ้างรายวัน ความเห็นต่างการเมืองที่เหมือนรอวันปะทุ ภัยแล้งก็กำลังตามมา แต่ทุกวิกฤตล้วนมีทางออกเป็นธรรมดาและบ้านเมืองเราก็เคยผ่านวิกฤตมาแล้วหลายครั้งด้วย “สติ – กำลังใจที่ดี” จึงขอแนะนำว่า “ไม่ควรวิตกจริตกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกินไปจนชีวิตขาดความสุข” อยากให้ทุกท่านลองวางสมาร์ทโฟน งดโซเชียลมีเดียสักพัก ลดทอนการเสพข่าวร้ายที่เป็นเสมือน “เสือร้าย” บั่นทอนจิตใจแล้วนั่งพักหายใจยาวๆ หาทางรับมืออย่างมีสติกันดีกว่า

 

ดังนั้นตลอดสัปดาห์นี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอซีรี่ย์ “ใจดีสู้เสือ” ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางพิชิต “เสือร้าย” หรือ ปัญหา 4 ประการที่ทุกคนกำลังเผชิญร่วมกัน ประกอบด้วย “เศรษฐกิจ – โรคระบาด – ความเห็นต่างทางความคิด – ภัยแล้ง” ผ่านการเรียนรู้จากอดีตที่เราสามารถผ่านพ้นมาได้ดีในหลายเหตุการณ์ ผสานการน้อมนำพระราชดำรัสและแนวปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อันเป็นเสมือนพรประเสริฐที่พระองค์ท่านพระราชทานเป็นของขวัญแก่ประชาชนมาปรับใช้ ซึ่งยังคงสามารถนำมาปรับใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดีไม่มีตกยุคสมัยแต่อย่างใด

 

ทีมงานหวังว่าซีรี่ย์ทั้ง 4 ตอนที่จัดทำขึ้นนี้คงช่วยสร้างประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ในด้านการช่วยลดความตระหนก วิตกกังวล หรือ กระตุกมุมคิดพลิกลบเป็นบวก เพิ่มกำลังใจในการใช้ชีวิตร่วมกับข่าวสารและเหตุการณ์รอบตัวที่เผชิญอยู่ได้อย่างมีสติต่อไป พบกันตอนแรกวันพรุ่งนี้ 07.30 น.


_Cover_1-.jpg

kinyupen_adminMarch 6, 2020

หากไม่เกิดเหตุการณ์การระบาดของโรคโควิด19 ขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ “สวนป่าหนังสือนากาโนชิม่า”  หรือ “Nakanoshima children’s book forest” ห้องสมุดสุดน่ารัก ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อสร้างนิสัยการอ่านให้กับเด็กๆ  ชาวญี่ปุ่นก็จะเปิดให้บริการให้เด็กๆ ได้เข้าอ่านหนังสือจำนวนมากในอาคารที่ถูกออกแบบราวสวนสนุกแห่งนี้ไปแล้ว

 

ตามกำหนดการแล้วห้องสมุด “สวนป่าหนังสือนากาโนะชิมะ­”  ซึ่งตั้งอยู่ในโอซาก้า จะเริ่มเปิดให้บริการฟรีสำหรับเด็กๆ และผู้ปกครองในวันที่ 1 มีนาคม 2563 นี้เป็นต้นไป แต่กำหนดการต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด19  โดยทางห้องสมุดแจ้งกับเด็กๆ และผู้ปกครองที่ต้องการเข้าเยี่ยมชมว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็จะมีการเปิดให้บริการอย่างแน่นอน

 

สำหรับอาคารห้องสมุดแห่งใหม่ของเมืองโอซาก้าแห่งนี้  ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดย ทาดาโอะ อันโดะ สถาปนิก ชาวญี่ปุ่น ที่ตั้งใจบริจาคให้กับเด็ก ๆ ทุกวัยได้เข้าเยี่ยมชม โดยไม่เก็บค่าเช้าชม แต่ผู้ที่สนใจจะเข้ามาใช้บริการจะต้องสำรองล่วงหน้า

 

สำหรับหนังสือที่ให้บริการในห้องสมุดแห่งนี้จะเป็นการรวบรวมหนังสือสำหรับเด็กทุกรูปแบบจำนวนมาก มันจะไม่ได้มีแค่เพียงหนังสือที่มีรูปภาพ แต่รวมไปถึงหนังสือความรู้  ตำราทำอาหาร หนังสือศิลปะ และยังรวมถึงหนังสือสำหรับเด็กในภาษาอื่นๆ อีกด้วย โดยเหล่าทัพหนังสือจะถูกเก็บไว้ตามกำแพงของอาคารที่ผู้ออกแบบต้องการให้เด็กๆ สนุกกับการได้ปีนป่าย ค้นหาหนังสือที่พวกเขาต้องการเพราะนั่นจะทำให้รู้สึกเหมือนผจญภัยและออกไปค้นโลกใหม่ที่อยู่ในหนังสือ โดยเด็กๆ จะสามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้หากมันอยู่ในจุดที่เข้าถึงยากเกินไป

 

แม้ว่าวันนี้ห้องสมุดจะยังไม่เปิดให้บริการได้อย่างเต็มที่ แต่เหล่าบรรดาผู้ปกครองก็หวังว่าเหตุการณ์การระบาดของโควิด19 จะเบาบางลง และเด็กๆ จะได้เข้าไปอ่านหนังสือในอาคารห้องสมุดแห่งใหม่นี้ได้ในเร็วๆ นี้

 

ประเทศไทยเรามีห้องสมุดสำหรับเด็ก ที่ห้องสมุดกรุงเทพ สวนลุมพินี  เป็นโซนที่เปิดขึ้นสำหรับเด็กตกแต่งในแนวคิดของเต่าทองแสนสนุก การตกแต่งภายในถูกออกแบบคล้ายสวนสนุกเล็กๆ หนังสือเกือบทั้งหมดถูกจัดสรรไว้รอบบริเวณอัฒจันทร์ที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่นั่งอ่านหนังสือ และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงของเด็ก ๆ ให้สามารถปีนป่ายขึ้นไปหยิบหนังสือเช่นเดียวกัน

 

ในส่วนของญี่ปุ่นอาจจะเป็นห้องสมุดใหม่ แต่สำหรับห้องสมุดของไทยเรามีเปิดให้บริการมานานแล้วและยังคงเปิดให้บริการอยู่ ผู้ปกครองสามารถพาเด็กไปเยี่ยมชมได้ที่สวนลุมพินี นอกจากจะได้อ่านหนังสือแล้วยังได้พักผ่อนสบายๆ ร่วมกันในบรรยากาศสีเขียวกลางกรุงเทพอีกด้วย

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Yu Yamada


Content_10ปี-เงินเฟ้อ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 6, 2020

“ภาวะเงินเฟ้อ” เป็นภาวะที่ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาดูกันดีกว่าว่าสินค้าหรือบริการอะไรบ้างที่ปรับราคาแพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตรวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ กันสักนิดนึง เชื่อว่าเมื่อก่อนใครหลายๆ คน ที่ชอบจับจ่ายใช้สอยคงจะคุ้นชินกับสินค้าประจำและราคาที่จะคุ้นชินและจำได้อยู่แล้ว แต่มาในปัจจุบันนี้สินค้าบางอย่างยังมีอยู่ แต่ไม่ใช่ราคาเดิมที่เคยซื้อเหมือนเช่นเมื่อก่อน ด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ราคาสินค้ากลายเป็นว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นซะอย่างงั้น ลักษณะแบบนี้เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาวะเงินเฟ้อ นั่นเอง

 

ภาวะเงินเฟ้อคืออะไร?

 

ภาวะเงินเฟ้อ เป็นภาวะเศรษฐกิจที่ระดับราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ เมื่อก่อนเงิน 20 บาท เราสามารถทานบะหมี่ได้ 1 ชาม แต่ปัจจุบันเงิน 20 บาท ไม่สามารถซื้อบะหมี่แบบที่เคยรับประทานได้แล้วนั่นเอง แล้วในอนาคตราคาอาจจะปรับสูงขึ้นกว่าเดิมอีกก็เป็นไปได้ สรุปก็คือ สินค้ามันราคาแพงขึ้นจากหลายๆ ปัจจัยของเศรษฐกิจส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าต้องปรับตัวสูงขึ้น และก็เป็นผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นเช่นเดียวกัน

 

ภาวะเงินเฟ้อเกิดจากสาเหตุอะไร?

 

สาเหตุของภาวะเงินเฟ้อมีด้วยกัน 3 อย่าง คือ เงินเฟ้อที่เกิดทางด้านอุปสงค์ เงินเฟ้อที่เกิดทางด้านอุปทาน และ เงินเฟ้อที่เกิดจากการที่รัฐบาลพิมพ์เงินเพิ่มจำนวนมาก

 

  1. Demand-Pull Inflation เงินเฟ้อที่เกิดทางด้านอุปสงค์ : เกิดจากความต้องการที่มีมากกว่าปริมาณสินค้าและบริการที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดในสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตค่อนข้างร้อนแรง คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่การผลิตสินค้าโดยรวมจะตามทัน เมื่อความต้องการมีมากกว่าสินค้า ราคาของสินค้าก็เพิ่มขึ้น

 

  1. Cost-Push Inflation เงินเฟ้อที่เกิดทางด้านอุปทาน : เกิดจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตาม โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อต้นทุนการผลิต คือ น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ยางพารา รวมไปถึงการเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้น เมื่อราคาน้ำมัน ยางพารา และค่าจ้างเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องผลักภาระให้ผู้บริโภคด้วยการปรับราคาสินค้าจึงมีผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

 

  1. Printing Money Inflation เงินเฟ้อที่เกิดจากการที่รัฐบาลพิมพ์เงินเพิ่มจำนวนมาก : ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินในระบบ เห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาช่วงปี 1980 รัฐบาลเห็นว่าประชาชนไม่มีเงินจึงพิมพ์เงินเพิ่ม ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation ) คนมีเงินมากขึ้นแต่ซื้อของไม่ได้เพราะราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือไม่มีสินค้าขาย หรือในอีกแง่หนึ่ง คือ มูลค่าเงินด้อยค่าลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง

 

 

คราวนี้หากเราย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มาดูกันว่าสินค้าหรือบริการอะไรบ้างที่ปรับราคาแพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตรวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

 

  1. ราคาทอง: ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ประมาณปี พ.ศ. 2548 ราคาทองตอนนั้นอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10,000 บาท (อ้างอิงจาก : https://positioningmag.com/26713) แต่พอเข้าช่วงกลางเดือนของปี พ.ศ. 2549 กลายเป็นว่าราคาทองกลับแตะขึ้นมาที่หลักหมื่นเสียแล้ว จนปี พ.ศ. 2552 ราคาทองแตะขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 14,000 – 17,000 บาท ทั้งรับซื้อและขายออก กระทั่งมาถึงปัจจุบัน (ก.พ. 2563) ราคาทองทั้งซื้อและขายพุ่งสูงอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท เรียกได้ว่าราคาปรับเกินครึ่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ (อ้างอิงจาก : https://www.goldtraders.or.th/UpdatePriceList.aspx)

 

  1. ราคาน้ำมัน : ราคาน้ำมันใน 10 ปีที่แล้ว อย่างน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 16 – 17 บาท/ลิตร กระทั่งปัจจุบัน (ก.พ. 2563) ราคาน้ำมันปรับขึ้นอีกประมาณ 10 บาท ทำให้ราคาน้ำมัน ณ ตอนนี้อยู่ที่ลิตรละประมาณ 32 – 34 บาท

 

  1. รายได้ขั้นต่ำ (ต่อวัน) : ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เงินค่าจ้างรายวันอยู่ที่ประมาณ 200 บาทเท่านั้นเอง แต่พอเข้ายุคปัจจุบันหลากหลายรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของค่าครองชีพ โดยมีนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จนตอนนี้อยู่ประมาณ 335 บาท/วัน (ก.พ. 2563)

 

  1. ราคาค่าโดยสาร : เมื่อปี พ.ศ. 2546 ค่ารถเมล์ ขสมก. เริ่มต้นขั้นต่ำที่ 3.50 บาทตลอดสาย (กรณีเป็นรถร้อน) ส่วนรถยูโรทู ก็เริ่มต้นที่ 10 – 18 บาท ตามระยะทาง จนกระทั่ง 1 ก.พ. 2567 ค่ารถเมล์ ขสมก. เริ่มปรับราคาขึ้นเป็น 4 บาท (อ้างอิงจาก : https://bit.ly/2Nx4vBI ) แต่ในปัจจุบัน ค่ารถเมล์กลับกระโดดพุ่งขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว อย่างตอนนี้ค่ารถโดยสาร ขสมก. (รถร้อน) อยู่ที่ 8 บาทตลอดสาย ส่วนรถยูโรทูราคาขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 13 – 25 บาทแล้ว

 

  1. ตั๋วชมภาพยนตร์ : เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ค่าตั๋วชมภาพยนตร์ที่นั่งปกติอยู่ที่ 120 บาท (ภาพยนตร์เข้าใหม่อยู่ที่ 140 บาท) แต่พอมาในปัจจุบัน ค่าตั๋วชมภาพยนตร์ที่นั่งปกติอยู่ที่มูลค่า 190 – 260 บาทเสียแล้ว (ถ้าเป็นที่นั่งแบบพิเศษราคาจะปรับตัวสูงขึ้นกว่านี้)

 

  1. ราคาอาหาร : เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ราคาอาหาร เช่น อาหารตามสั่งหรือข้าวราดแกง เริ่มต้นที่ 20 – 30 บาทโดยประมาณ แต่ใจปัจจุบัน ราคาอาหารตามร้านต่างๆ เริ่มสตาร์ทขั้นต่ำอยู่ที่ 30 – 45 บาท บางร้าน เช่น ในห้างสรรพสินค้า หรือ ศูนย์อาหารในห้างฯ เริ่มต้นที่ 40 บาทขึ้นไปจนถึงหลักร้อยด้วย

 

จะเห็นได้ว่า ราคาสินค้าและบริการเมื่อทศวรรษที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับยุคปัจจุบันจากภาวะของเงินเฟ้อ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้มีเพียงสินค้าหรือบริการแค่ 5 อย่างตามที่เกริ่นไปข้างต้นเท่านั้น ยังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายจากภาวะเงินเฟ้อดังกล่าว แล้วเราจะต้องแก้ปัญหาอย่างไรดี ?

 

เราลองย้อนกลับมาดูว่าทุกวันนี้เรามีเงินเก็บติดตัวเอาไว้แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีเราคงต้องเริ่มเก็บเงินได้แล้ว ไม่มีคำว่าสายเกินไป เก็บก่อนรวยก่อนนั้นคือเรื่องจริง แต่ถ้าเก็บก่อนแล้วยิ่งมีความรู้ในการจัดการสินทรัพย์ รวยเร็วยิ่งกว่าแน่นอน ฉะนั้น หากมีการบริหารจัดการเงินและการวางแผนที่ดี ก็จะช่วยป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ อย่ามัวแต่โทษว่าเงินเฟ้อทำให้สินค้าแพงขึ้นเราเลยไม่มีเงินเก็บ ทุกวันนี้เรากลัวเงินไม่พอใช้ หรือเรากลัวเงินไม่พอเก็บกันแน่ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Content_แก่ไม่มีไรดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2020

ผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักคิดว่า แก่แล้วไม่มีอะไรดี กินอยู่เป็นขอชวนมาเพิ่มพลังบวก นำความคิดดีๆ  จากบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ มาฝากเป็นแง่คิดดีๆ กัน

10 พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามอายุ

 

 

  1. รักตัวเองมากขึ้น จากที่เคยรักและแคร์คนรอบตัวมากกว่า
  2. ไม่ต่อราคาพ่อค้าแม่ค้าที่ขายผักขายผลไม้ เพราะคิดว่าอาจช่วยให้เขามีเงินเก็บหรือมีใช้จ่ายมากขึ้นขณะที่ตัวเองก็ไม่กระทบ
  3. ให้ทิปคนขับแท็กซี่เล็กน้อย ไม่รอเงินทอนเพราะเขาหาเลี้ยงชีพลำบากกว่า
  4. ทำให้คนสูงอายุมีความสุข โดยไม่ขัด หรือบอกว่าเป็นเรื่องวนซ้ำสำหรับเรื่องราวที่เป็นความทรงจำหรือการรำลึกอดีต
  5. หยุดแก้ไขความไม่สมบูรณ์แบบของคนรอบข้าง แม้จะเป็นความตั้งใจดี เพราะอาจทำให้คนเสียความรู้สึก
  6. มองผู้อื่นด้วยมุมบวกและชื่นชมมากกว่าตำหนิ เพราะจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีและเป็นผลดีกับเรา
  7. ผมจะไม่กังวลกับจุดเปื้อนบนเสื้อหรือข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของคนอื่น เพราะจิตใจสำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
  8. อยู่ห่างๆ คนที่ดูถูก หรือไม่เห็นคุณค่าในตัวเราเพราะใจจะได้ไม่ขุ่นมัว
  9. ไม่ยึดความคิดของตัวเองจนทำลายมิตรภาพ เพราะการอยู่คนเดียวไม่ได้มีความสุขเสมอไป
  10. ให้ถือว่าทุกวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อจะทำทุกวันให้เป็นวันที่ดีและไม่เสียดายหากเกิดอะไรขึ้น