_พระราชวัง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 13, 2020

เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ และการเปิดโลกกว้างก็เสมือนโรงเรียนที่มีวิชาต่างให้เรียนไม่รู้จบ กินอยู่เป็น 360 องศา จึงนำแนวทางท่องเที่ยวแบบใหม่มาเผื่อผู้อ่านทุกท่านจะใช้เป็นทางเลือกในอนาคต หรือในภาวะที่ไม่สามารถออกเดินทางด้วยข้อจำกัดของภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ

 

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมช่วงการระบาดของโควิด 19 ในจีน  เถาเป่า (Taobao) แอพพลิเคชั่นด้านช้อปปิ้ง ออนไลน์ของกลุ่มอาลีบาบา ได้เยียวยาความรู้สึกคนอยากเดินทาง โดยจัดท่องเที่ยว พระราชวังโปตาล ซึ่งเป็นพระราชวังของทิเบตอายุ1300 ปี อันเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมโบราณและที่เก็บรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมกว่า 100,000 ชิ้น โดยมีมัคคุเทศก์จากสำนักการจัดการพระราชวังโปตาลาบอกเล่าประวัติศาสตร์ของสถานที่ พร้อมนำพาเยี่ยมชมเส้นทางเก่าแก่และอธิบายหัตถศิลป์ทางสถาปัตยกรรมและการคุ้มครองวัตถุทางวัฒนธรรมของพระราชวังโบราณ  รวมถึงผลงานจินตกวีนิพนธ์โบราณฉบับดิจิทัลและหลังคาทองคำอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นวัฒนธรรมด้วย

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากสำนักข่าว Xinhua
ขอบคุณภาพจากสำนักข่าว Xinhua

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการพาเที่ยวทางออนไลน์ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง และพบว่ามีผู้เข้าชมราว 920,000 คน ที่ถือว่าเกินครึ่งของจำนวนผู้มาเยือนทั้งหมดในหนึ่งปี

 

ดังนั้นจึงคาดว่าแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบใหม่นี้จะได้รับความนิยมมากขึ้น และอาจพัฒนาไปยิ่งกว่าหากผนึกร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) ที่ปัจจุบันถูกใช้สร้างความบันเทิงด้านเกมส์ กับชมภาพยนตร์

 

การท่องเที่ยวออนไลน์ อาจเหมาะสำหรับผู้ไม่สามารถเดินทางไกล หรือสถานที่ท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม สถานที่ปิดเพราะมีข้อจำกัดทางโครงสร้าง แต่การออกผจญภัยก็ยังคงมีเสน่ห์ และความเย้ายวน เนื่องจากเป็นการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ และทำให้ได้สัมผัสมิติต่าง ๆ ดังคำของเนห์รูที่ว่า ไม่มีคำว่าสิ้นสุดสำหรับการผจญภัยถ้าเพียงเราเปิดตาค้นหาความงาม ด้วยโลกนี้เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความงดงาม

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากสำนักข่าว Xinhua


Tempo-Studioจอฟิสเนสสุดล้ำ-เทรนเนอร์เรียลไทม์_cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 13, 2020

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายแบบดิจิตอลได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้รักสุขภาพทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายที่ฟิสเนส

 

แต่ถ้าไม่อยากออกกำลังกายข้างนอกล่ะ ? ทั้งร้อน ทั้งฝุ่นควัน หรือแม้แต่ไวรัส ครั่นจะฟิตร่างกายเองที่บ้านก็กลัวทำไม่ถูกต้อง และเกิดอันตราย

 

Tempo สตาร์ทอัพเฮลท์เทคเปิดตัว Tempo Studio ฟิตเนสอัจฉริยะพร้อมเทรนเนอร์ส่วนตัว ซึ่งประกอบด้วยจออัจฉริยะขนาด 42 นิ้วและกล้องมองภาพ 3 มิติที่สแกนผู้ใช้ 30 ครั้ง/วินาที เพื่อจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ดัมเบล, ตุ้มน้ำหนัก, เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจและเครื่องมืออื่น ๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะมีเซ็นเซอร์ที่ใช้ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจและจะซิงค์กับจอภาพ พร้อมกับบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เผาผลาญแคลอรี อัตราการเต้นของหัวใจ และอื่น ๆ ซึ่งจะถูกระบบ AI ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของผู้ใช้พร้อมให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์

 

Tempo Studio
ภาพจาก techcrunch.com

 

เนื่องจากอุปกรณ์รวบรวมข้อมูลจากการออกกำลังกายของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ติดตามความคืบหน้าและวัดผลได้ทุกเมื่อ รู้ว่ายกน้ำหนักมากแค่ไหน เผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าไหร่ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถวางแผนการออกกำลังกายระยะยาว และแข็งแรงขึ้นได้

 

นอกเหนือจากการแข่งขันกับตัวเองแล้วข้อมูลนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้งานแข่งขันกับผู้ใช้ Tempo คนอื่น ๆ ได้ด้วยลีดเดอร์บอร์ด สร้างความสนุกและท้าทายได้มากกว่าเดิม

 

สำหรับ ‘Tempo Studio Set’ ราคา 1,995 เหรียญ (ราว 60,000 บาท) และสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคลาสเรียนออกกำลังกายออนไลน์กับเทรนเนอร์แบบสดๆ จะมีค่าบริการรายเดือนเพิ่มเติมที่ 39 เหรียญ (ราว 1,170 บาท)

 


OffPeak_วันค่าไฟถูก_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 13, 2020

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ชอบเปิดแอร์นอน หรือใช้ไฟเฉพาะวันหยุด กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

จะมาแนะนำวิธีใช้ไฟแบบถูกแสนถูก และเหมาะกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่

 

ปกติค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านและกิจการขนาดเล็ก เป็นแบบ Progressive rate (อัตราก้าวหน้า) คือ ยิ่งใช้ไฟฟ้ามากก็ยิ่งเสียค่าไฟฟ้ามาก ทำให้รู้สึกว่าค่าไฟแพงเกินไป แต่หากเรามีไลฟ์สไตล์การใช้ไฟฟ้าน้อยในช่วงกลางวัน (On Peak) แต่ใช้ไฟฟ้ามากในช่วงกลางคืน (Off Peak) หรือใช้ไฟฟ้ามากในวันเสาร์ – อาทิตย์ กฟน. มีอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU ให้เลือก ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากโขทีเดียว

อัตราค่าไฟฟ้า TOU (Time of Use Tariff) คิดค่าไฟฟ้าที่คิดตามช่วงเวลา โดยการไฟฟ้าฯจะแบ่งการคิดค่าไฟฟ้าตามอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้า ดังนี้คือ

 

  • ช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง (On Peak) ระหว่างเวลา 00-22.00 น. ของวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) อัตราค่าไฟฟ้า 5.2674 บาท ต่อหน่วย
  • ช่วงความต้องการไฟฟ้าต่ำ (Off Peak) ระหว่างเวลา 00-09.00 น.ของวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) และช่วงเวลาระหว่าง 00.00-24.00 ของวันเสาร์-อาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ วันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันพืชมงคลและวันหยุดชดเชย) อัตราค่าไฟฟ้า 2.1827 บาท ต่อหน่วย

 

ค่าไฟเลือกได้ตามใจ จ่ายประหยัดคุ้ม แพ็กเกจ TOU ทางเลือกใหม่ จากการไฟฟ้าฯ

 

ถือเป็นการคิดค่าไฟที่เหมาะสำหรับคนทำงาน ที่ไม่มีใครอยู่บ้าน เช้าๆ ออกไปทำงาน ค่อยกลับมาใช้ไฟช่วงดึก ดังนั้น ถ้าจะรีดผ้า เปิดแอร์ หรือทำอะไรที่กินไฟเยอะๆ ควรทำในช่วง Off Peak จะคุ้มสุดๆ

แม้อัตราค่าไฟต่อหน่วยในช่วง Off Peak จะถูกกว่า แต่หากใช้ไฟฟ้าผิดช่วงเวลาจะถูกคิดค่าไฟแพงมาก ทั้งนี้ควรพิจารณาการใช้ชีวิตก่อนตัดสินใจเลือกมิเตอร์ไฟดังกล่าว เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้ไฟฟ้าที่มองหาทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

 

ที่มา : การไฟฟ้านครหลวง www.mea.or.th/profile/110/266


-ภัยแล้ง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

หากพูดถึงภัยแล้งแล้วนั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานแต่ปีนี้ด้วยสภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่ผันผวนกว่าในอดีตทำให้ปีนี้ภัยแล้งมีท่าทีขยายวงกว้างและยืดเยื้อยาวนาน จนอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าในอดีตที่เคยประสบมา

 

แม้กรมชลประทานออกมายืนยันว่าปีนี้ประชาชนจะมีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคจนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้จากสัญญาณขาดแคลนน้ำที่เริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาทั้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่เริ่มแห้งขอด แม่น้ำโขงลดต่ำสุดในรอบ 50 ปีจนเห็นสันดอนทราย ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศก็น้อยกว่าปีก่อนอยู่ประมาณ 12%

 

เหตุเพราะแหล่งน้ำสำคัญของไทยที่มีเพียงแหล่งเดียว คือ “น้ำฝน” เกิดทิ้งช่วงนาน ขณะที่เขื่อนกั้นลำแม่น้ำโขงตั้งแต่จีนลงมาจนถึงลาวปล่อยน้ำลงมาสู่ปลายลำน้ำน้อยลง นอกจากนี้บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูงก็ทำให้น้ำประปาเพื่อการอุปโภค-บริโภคมีปัญหาน้ำเค็มตามมา ขณะที่การอุปโภค – บริโภคของภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้น

 

แม้ขณะนี้ภาครัฐกำลังระดมมาตรการและมองหานโยบายแก้ภัยแล้งในปีนี้อย่างเร่งด่วน หากในความเป็นจริงนั้น การแก้ปัญหาภัยแล้งจะผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงไม่ได้ แต่ต้องแก้แบบบูรณาการที่องค์รวมให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งระดับนโยบายเชิงมหภาคต้องวางสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การพัฒนาแหล่งน้ำและเชื่อมโยงแหล่งกักเก็บน้ำอย่างเหมาะสมทั่วถึง ขณะที่เครือข่ายระดับชุมชนต้องรู้จักวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสม ส่วนระดับบุคคลก็ต้องช่วยกันประหยัดใช้น้ำอย่างรู้ค่า ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชาที่เคยสัมฤทธิ์ผลเชิงประจักษ์มาแล้วมากมายมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ

 

 

หลักการสำคัญมีอยู่ว่า พื้นที่ต้นน้ำต้องอนุรักษ์ฟื้นฟู พื้นที่กลางน้ำต้องจัดการกักเก็บน้ำและพื้นที่ปลายน้ำต้องบำบัดป้องกันโดยดำเนินการมุ่งทำทั้งกระบวนที่เกี่ยวเนื่องทั้งดิน น้ำ ป่า คนที่ต้องสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว สำหรับระดับบุคคลเช่นพวกเราทุกคนนั้นพระองค์ทรงพระราชทานแนวคิดไว้ว่า

 

“หน่วยเล็กๆ อย่างเราก็สามารถรักษาน้ำได้ การรักษาน้ำนั้นทำได้ไม่ยาก นั่นคือ เราควรคิดอยู่เสมอว่า สภาวการณ์ของน้ำตอนนี้อยู่ในภาวะที่กำลังจะขาดแคลน น้ำจึงถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด เราต้องใช้อย่างรู้คุณค่าและประหยัดให้มาก รู้จักการหมุนเวียนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ เช่น น้ำที่เหลือจากการซักล้าง ก็สามารถนำมารดน้ำต้นไม้ได้อีก นอกจากจะเป็นการไม่ทิ้งน้ำให้เปล่าประโยชน์แล้ว ยังเป็นการประหยัดเงินค่าน้ำอีกด้วย”

 

ทั้งหมดนี้เพราะ “น้ำคือชีวิต” คือปัจจัยสำคัญที่คงอยู่คู่คนไทยเสมอมา

 

“…หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพราะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2529 ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐาน

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////


_cover.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

องค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ให้เป็น ระดับ “การระบาดใหญ่ระดับโลก”หรือ Global Pandemic เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังพบว่ามีการแพร่ระบาดไปในทุกทวีปทั่วโลก

 

สำหรับการแบ่งระดับการระบาดของประเทศไทย และ ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก มีรายละเอียดดังนี้

 

 

การแบ่งระดับการระบาดในประเทศไทย

หน่วยงานด้านสาธารณสุขแบ่งระยะของการระบาด ออกเป็น 3 itfy[ ด้วยกัน ซึ่งแต่ละเฟสจะบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป ดังนี้

ระยะที่ 1 ผู้ป่วยติดเชื้อที่พบล้วนเป็นผู้ป่วยนำเข้าจากต่างประเทศ และไม่พบการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ติดเชื้อล้วนเป็นชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศเสี่ยง

ระยะที่ 2  จะพบว่า เริ่มมีคนไทยติดเชื้อในประเทศจากนักท่องเที่ยวหรือคนไทยที่คาดว่าติดเชื้อจากการเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง เช่น กรณีผู้ติดเชื้อชาวไทยที่ทำอาชีพขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังไม่พบการติดต่อในกลุ่มคนในประเทศจากคนในประเทศด้วยกันที่­ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง

ระยะที่ 3 การระบาดในระยะ 3 จะเป็นช่วงที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะพบว่ามีการติดเชื้อระหว่างคนในประเทศด้วยกัน ระหว่างผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศได้แพร่กระจายต่อชุมชนในลัทธิแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อในชุมชนต่างๆ เป็นวงกว้าง

 

 

การแบ่งระดับการระบาดขององค์การอนามัยโลก

แบ่งการระบาดของโรคระบาดทั่วไปคือ

  1. Sporadic หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อยหรือไม่สม่ำเสมอ  3 เชื้อโรคที่เกิดจากอาหาร เช่น เชื้อ Salmonella หรือ Coli มักจะทำให้เกิดการระบาดของโรคประปราย
  2. Cluster หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นในจำนวนที่มากขึ้น แม้ว่าจำนวนหรือสาเหตุที่แท้จริงอาจไม่แน่นอน ตัวอย่างคือ กลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง มักรายงานหลังเกิดภัยพิบัติทางเคมีหรือนิวเคลียร์ ที่ 4
  3. Endemic หมายถึงการมีอยู่อย่างต่อเนื่องและ หรือความชุกของโรคในประชากรทางภูมิศาสตร์
  4. Hyperendemic หมายถึงโรคระดับสูงถาวรเหนือสิ่งอื่นที่เห็นในประชากรอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น เอชไอวีเป็นภาวะเลือดคั่งเกินในส่วนของแอฟริกาในขณะที่ผู้ใหญ่จำนวนมากถึง 1 ใน 5 มีโรค และเป็นโรคประจำถิ่นในสหรัฐอเมริกาโดยประมาณ 1 ใน 300 ติดเชื้อ
  5. Epidemic หมายถึงการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของจำนวนผู้ป่วยโรคที่สูงกว่าที่คาดไว้
  6. Outbreak การแพร่ระบาด มีคำจำกัดความเดียวกับการระบาด แต่มักใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ทางภูมิศาสตร์ที่ จำกัด มากขึ้น
  7. Pandemic หมายถึงโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วหลายประเทศหรือหลายทวีปซึ่งมักส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก

_Cover.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

ความเงียบเหงา และไร้ผู้คนของเมืองท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกอย่าง โรม มิลาน และเวนิส ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังการประกาศปิดประเทศของจูเซปเป้ คอนเต้ นายกรัฐมนตรี ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยสื่อต่างประเทศต่างระบุตรงกันว่าเหตุการณ์เช่นนี้นับเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก

 

ด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม และประวัติศาสตร์อันยาวนานทำให้ ประเทศอิตาลีเคยครองอันดับ 5 ของประเทศที่มีชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก โดยผู้คนส่วนใหญ่เข้าชมประเทศอิตาลีในด้านศิลปะ, อาหาร, ประวัติศาสตร์, แฟชั่น และวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์, ฝั่งทะเลและชายหาดที่สวยงาม, ภูเขา และอนุสาวรีย์โบราณที่ล้ำค่า นอกจากนี้ ประเทศอิตาลียังมีมรดกโลกมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกอีกด้วย  

 

หลังเกิดโรคระบาดโควิด19 กระจายไปทั่วประเทศ จนกระทั่งอิตาลีกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด19 เป็นอันดับ 2 รองจากจีน  และรัฐบาลประกาศปิดประเทศ สภาพบ้านเมืองในพื้นที่ท่องเที่ยวดังๆ จึงเงียบงันลงถนัดตา  ถึงขนาดที่สื่อบางแห่งถึงกับเรียกเมืองที่ไร้ผู้คนของอิตาลีเหล่านี้ว่า “เมืองร้าง” หรือ “เมืองผี” กันเลยทีเดียว

 

สภาพความเงียบงันของอดีตเมืองที่เคยคึกคัก อย่างโรม มิลาน หรือเวนิส  กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากชาวโลก ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์ก บรรยากาศบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด19 จึงถูกเผยแพร่ออกมาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะภาพความแตกต่างระหว่างความคึกคักและความเงียบเหงาของเมืองที่เห็นได้ชัดตอนนี้

 

 

ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์สำนักหนึ่งของอิตาลี ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น ว่า เขาไม่เคยเห็นสภาพของเมืองในลักษณะที่เปรียบเสมือนเมืองร้างแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะกรุงโรมที่เคยมีชื่อเสียงเรื่องของการจราจรที่คับคั่ง แต่ตอนนี้กลับแทบจะไม่มีรถวิ่งบนถนน ในขณะที่สำนักงานหลายแห่งขอให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน โรงเรียนถูกปิดลง และเด็กๆ ก็ต้องอยู่แต่ภายในบ้านเท่านั้น ขณะที่เมืองที่เขาอยู่ เคยเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และมักจะได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษหรือรัสเซียเสมอ แต่ขณะนี้แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวสักคน  แม้กระทั่งเสียงการพูดคุยในภาษาอิตาลีก็แทบจะไม่มี

 

คนขับแท็กซี่ในกรุงโรม ระบุว่า ตอนนี้ทุกอย่างในโรม เหมือนกับได้ตายไปแล้ว งานทุกอย่างเขาถูกยกเลิกหมดตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม บนถนนที่เคยคับคั่งไปด้วยรถยนต์ก็แทบจะไม่มีรถวิ่ง ดังนั้นการใช้เวลาบนถนนในเวลานี้จึงรวดเร็วกว่าเดิมมาก

 

“ตอนนี้หลายครอบครัวไม่มีรายได้ สิ่งที่กังวลมากกว่าการติดเชื้อนั่นคือพวกเขาจะใช้ชีวิตต่ออย่างไรหากไม่มีรายได้”

ขณะที่บัญชีทวิตเตอร์รายหนึ่งเล่าถึงบรรยากาศการใช้ชีวิตในกรุงโรม ในระหว่างที่มีการปิดประเทศว่า เมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนแต่ตอนนี้แทบไม่มีใครเดิน รถรางไม่วิ่ง ขณะที่บนถนนก็มีรถอยู่น้อยมาก ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่น่าเชื่อและเหนือความเป็นจริงมาก

 

บาร์หลายแห่งมีผู้คนนั่งอยู่บางตา และแต่ละคนก็ต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ขณะที่บาริสต้าเองรักษาความห่างระหว่างลูกค้าอยู่ที่ 1 เมตรแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มให้กันเพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดเกินไปนัก ในขณะที่อาหารที่เปิดขายที่เคยเปิดบริการตลอดเวลาตอนนี้ลดเหลือเพียงอาหารเช้า และอาหารกลางวันแบบเบาๆ  โดยการซื้อขายจะทำผ่านหน้าต่างๆ เล็กๆ ของร้านเท่านั้น

 

นอกจากนี้ชาวอิตาลียังพากันแชร์ภาพบรรยากาศต่างๆ ของความแตกตื่นหลังประกาศปิดเมืองของนายกรัฐมนตรีอิตาลี โดยเฉพาะการต่อคิวยาวเพื่อรอซื้อสินค้าจำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังไปยันสหกรณ์เล็กๆ สำหรับผู้สูงอายุเลยทีเดียว และสินค้าส่วนใหญ่ที่พวกเขาซื้อตุนเก็บไว้คือพาสต้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอาหารที่สามารถทำกินง่ายที่สุด

 

เมื่อสำรวจในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่เป็นจุดท่องเที่ยว เช่น น้ำพุเทรวี ที่ปกติจะเต็มไปด้วยเสียงผู้คนจอแจในการมาเยือนที่แห่งนี้ แต่ขณะนี้ไม่มีผู้คนเลย มีแต่เสียงน้ำพุที่ยังคงเปิด และดูเหมือนว่ามันจะมีเสียงดังกว่าปกติในช่วงนี้  ขณะที่ร้านค้าหรูในย่านช้อปปิ้งชื่อดัง บนถนน Via del Corso  ,Piazza del Popolo และ Piazza Venezia ก็ถูกทิ้งร้าง ไม่มีคนเดินช้อปปิ้งเหมือนเคย

 

“ตอนนี้ผู้คนบนถนนที่ไม่เคยยอมแพ้กันเพื่อเบียดเสียดเดินบนถนน แต่วันนี้ทุกคนต่างๆ หยุดให้อีกฝ่ายเดินออกไปในระยะห่าง ในขณะที่ในสถานีรถไฟก็แทบไม่มีคน ทุกคนล้วนใส่หน้ากากอนามัยและแยกตัวออกจากกันในระยะที่จะทำให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัย ส่วนที่ร้านขายยาเองก็มีประกาศปิดว่าไม่มีหน้ากากอนามัยขายอีกแล้ว ทุกอย่างดูเงียบเหงาไปหมด”

 

ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขอิตาลี รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 977 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 168 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมผู้ติดเชื้อในประเทศทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 10,149 คน และยอดสะสมผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 631 นับเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด19 สูงสุดเป็นอันสองรองจากจีนในขณะนี้

 

เรียบเรียงจาก : https://www.bbc.com/news/in-pictures-51815536


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

ในช่วงหลายปีมานี้ เชื่อว่าถ้าเราติดตามข่าวสารด้านรถยนต์จะเห็นการยกเลิกฐานผลิตในประเทศต่างๆ ทั้งผลจากพิษเศรษฐกิจ เทรนด์การเดินทาง และเทคโนโลยีด้านเชื้อเพลิงที่จะมีการปรับเปลี่ยน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตรวบรวมข่าวสาร ความเคลื่อนไหวของวงการรถยนต์ที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปและอเมริกา ซึ่งอาจช่วยให้ผู้มีแผนซื้อรถชะลอการตัดสินใจ หรือมองเห็นว่าอะไรกำลังมาก่อนตัดสินใจใช้เงินก้อนใหญ่

 

 

สิงหาคมปีนี้ “นิสสัน มอเตอร์”  วางแผนเปิดทดลองบริการ Nissan Switch”  ที่เมืองฮิวส์ตัน มลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา  โดยบริการดังกล่าวเป็นระบบสมาชิกที่ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนประเภทรถตามไลฟ์สไตล์ในการใช้งาน เช่นขับเก๋งซีดานในวันทำงาน ขับรถสปอร์ตในวันหยุด และ เป็น SUV ในวันพักผ่อนกับครอบครัว ซึ่งบริการนี้ลูกค้าจะสามารถเลือกใช้รถได้ตามความเหมาะสมของวาระและโอกาส โดยค่าบริการต่อเดือนจะประมาณ 22,000 บาทและราคาสมาชิกจะผันไปกับรุ่นของรถที่ต้องการ เช่นถ้าเป็น LEAF PLUS, Maxima หรือ 370Z   ราคาจะเพิ่มเป็น 28,000 บาทต่อเดือนโดยประมาณ

 

 

ส่วนฟากยุโรป สิ้นเดือนมีนาคมนี้  “ซีตรอง” จะเปิดตัว “รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Ami” ขนาด 2 ที่นั่ง สนนราคาประมาณ 2 แสนบาท เหมาะสำหรับเดินทางในเมืองใหญ่ พร้อมเปิดบริการให้เช่าทั้งแบบรายวันราคาประมาณ 9 บาท/นาที หรือแบบระยะยาว 48 เดือน ค่าบริการ 690  บาท/เดือน ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้จะขับเคลื่อนโดยใช้แบตเตอรี่ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการวิ่ง 70 กม. ชาร์จด้วยไฟบ้าน 220 โวลต์ เป็นเวลา 3 ชม. ความเร็วสูงสุดในการวิ่งอยู่ที่ 45 กม./ชม.

 

 

สำหรับประเทศไทยก่อนหน้านี้ “โตโยต้า”  ได้ประเดิมเปิดตัวธุรกิจรถเช่าร่วมกับ Toyota Leasing Thailand ภายใต้ชื่อ “KINTO” การเช่ารถยนต์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าประเภทบุคคลที่อยากเช่ารถระยะยาว 3 -4 ปี ซึ่งมีความแตกต่างจากระบบการเช่าซื้อในปัจจุบัน ด้วยการบริการออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ต้องมีเงินดาวน์ สะดวกสบายด้วยบริการการบำรุงรักษาดูแลรถยนต์จากศูนย์บริการโตโยต้าตลอดอายุการใช้งาน จ่ายค่าบริการในราคาเดียวตลอดอายุสัญญา ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะตามมาจากการใช้รถ รวมไปถึงราคาขายต่อของรถยนต์ในอนาคต โดยผู้เช่าสามารถเลือกรุ่นรถที่ชอบ และเลือกแพ็คเกจรูปแบบการใช้ได้ตามที่เหมาะสม โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kinto-th.com

ชอบแบบไหน ชอบรุ่นไหน อยากจ่ายแบบไหน อนาคต ผู้บริโภคเลือกได้ ใจเย็นๆ  ของมีเพียบ


-การเมือง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เสือร้ายตัวที่ 3 “ความเห็นต่างทางความคิด” ไม่มีผู้ชนะ ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน

 

ความเห็นต่างทางความคิด โดยเฉพาะด้านการเมืองเป็นเรื่องปกติทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องที่ “ไม่มีใครถูก – ใครผิด” เพราะทุกฝ่ายล้วนอยากให้บ้านเมืองดีขึ้นดั่งภาพตามอุดมคติของตน  หากภาพที่เพ้นท์ขึ้นของแต่ละฝ่ายมักเป็นภาพที่ต่างกันอันเกิดจากสิ่งรอบตัวที่บ่มเพาะปลูกฝังมาของแต่ละคน ซึ่งความเห็นต่างในบ้านเราวันนี้ หากพิเคราะห์แล้วพบได้ว่า “ความต่างของช่วงวัย” เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนกันของแต่ละ Gen ส่งผลให้การเมืองในอุดมคติ มุมมอง ความคาดหวังสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

 

 

มุมที่หนึ่ง เปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น หากพิจารณาการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกอยู่ในคนรุ่น Gen Y (เกิดปี พ.ศ.2523-2543) เป็นส่วนใหญ่ เราจึงเห็นการแสดงออกของคนกลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มคนวัย Gen Z หรือปลาย Gen Y ที่มีอายุราว 18-23 ปีเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นวัยที่กำลังแสวงหาตัวตน แสวงหาความสำเร็จ แสวงหาอนาคต ต้องการสิทธิเสรีภาพที่สมบูรณ์แบ กล้าเสี่ยง รวมถึงมักเปิดรับมุมมองความคิดและวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่างซึ่งคิดว่าจะช่วยให้มีอนาคตที่ดีขึ้น จึงมักเรียกร้องและแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจขัดต่อขนบที่คนอีกกลุ่มไม่คุ้นเคย

 

วิธีคิดของคนกลุ่มนี้ ไม่ได้ถูก หรือ ผิดไปเสียหมด บางมิติเป็นเรื่องดี อาทิ การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเป็นธรรม แต่บางมิติยังขาดการมองผลกระทบที่รอบด้าน อันเป็นเรื่องปกติตามประสบการณ์ชีวิต ซึ่งสิ่งที่กลุ่มนี้แสดงออกมาก็อาจเป็นสิ่งที่คนกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer อาจเคยผ่านและแสดงออกมาก่อนแล้วในอดีต

 

มุมที่สอง สังคมนี้ก็ดีอยู่แล้ว มักเป็นมุมมองของคนกลุ่ม Baby Boomer หรือ Gen X ที่ได้รับอิทธิพลจากบริบททางสังคมอันแตกต่างจากอีกกลุ่มโดยสิ้นเชิง จึงเคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม ให้ความสำคัญต่อหน้าที่พลเมือง ดังนั้นจึงนิยมมองหาความสงบสุขและการขับเคลื่อนสังคมตามระเบียบ ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ตนไม่คุ้นเคย

 

ความขัดแย้งทางความคิดแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่คนในสังคมต้องตั้งสติให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้กงล้อแห่งความรุนแรงในอดีตเวียนกลับเข้ามา ดังนั้นจึงควร “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เปิดใจรับฟังเพื่อนำมุมที่ดีสองฝ่ายมาปรับหาจุดร่วม

 

เพราะผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์อาจมีมุมมองรอบคอบกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ได้เห็นหลายมุมในอดีตที่คนรุ่นใหม่อาจยังไม่เคยเห็น ขณะที่ทัศนคติการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีเสมอไป เพราะอาจมองว่ายังมีอนาคตอีกยาวไกลจึงต้องการแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับตนในอนาคต แต่วันหนึ่งเมื่อช่วงวัยเปลี่ยนไปมุมมองก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นมุมเดียวกับที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันมองอยู่ก็เป็นได้”

 

อย่างไรก็ตาม หากตั้งสติย้อนมองบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ทั่วโลกจะพบว่า มักเริ่มจากจุดปะทุเล็กๆ หรือ  ความขัดแย้งในสภาที่ลุกลามขยายวงสู่ท้องถนนจนบานปลาย นำสู่ความรุนแรง บาดเจ็บ สูญเสียเกินควบคุม ซึ่งทุกเหตุการณ์ขัดแย้งบนโลกใบนี้ ท้ายสุดแล้ว “ไม่เคยมีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะแท้จริง ทุกฝ่ายล้วนเป็นผู้แพ้ทั้งนั้นและผู้แพ้ที่ได้รับผลกระทบมากสุดก็คือประชาชน” นั่นเอง

 

 

“เพราะประเทศของเราไม่ใช่ของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหา เพราะอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือดปฏิบัติการรุนแรงต่อกันมันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไรแล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่จะต้องเอาชนะแล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ผู้นำฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////

 


_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เช็คด่วน!! ดอกเบี้ยจากค่าประกันมิเตอร์ กฟน.กฟภ. จ่ายแล้วผ่านบิลค่าไฟเดือน ก.พ.

พร้อมเปิดรายละเอียดการขอคืนค่าประกันมิเตอร์ฯ ตามนโยบายลุงตู่

 

หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนโยบายของกระทรวงการคลังในการแจกเงินสนับสนุนค่าครองชีพให้กับประชาชนที่มี่รายได้น้อย ด้วยการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร รวมถึงผู้มีอาชีพอิสระ รายละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งระบุว่าเป็นหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด 19

 

ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง จะยังไม่มีการจ่ายเงิน 1,000 บาท ตามที่ได้มีการเสนอก่อนหน้านี้  โดยจะกลับไปดูว่าสามารถช่วยเหลือประชาชนในด้านใดบ้าง เช่น การคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าที่ทุกบ้านจะได้ทั้งหมด รวมถึงมาตรการลดผลกระทบอื่น ๆ ด้วย

 

สำหรับมาตรการดังกล่าว เป็นขอเสนอของกระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพนักงาน หรือ กบง. อนุมัติ 4 มาตรการ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 45,000 ล้านบาท  ไปก่อนหน้านี้  ได้แก่

 

  1. คืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทครัวเรือน และกิจการขนาดเล็ก จำนวน 5 ล้านราย วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ไปกำหนดวิธีการคืนเงินอีกครั้งว่าจะออกมาในรูปแบบใด ทั้งการหักเป็นค่าไฟฟ้า หรือคืนเงินสด ซึ่งจะเริ่มทยอยคืนได้ในรอบบิลเดือนมีนาคมนี้
  2. ลดค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน (เม.ย.- พ.ค.) ซึ่งปัจจุบันค่าไฟเฉลี่ยที่ 64 บาทต่อหน่วย ลดลงเหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย โดยใช้วงเงินราว 10,000 ล้านบาท หรือราว 23.2 สตางค์ต่อหน่วย
  3. กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านที่อยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก และโรงแรม สามารถขยายเวลาชำระค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นเวลา 6 เดือน โดยคาดว่าช่วงดังกล่าวจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงน้อยอยู่ หลังได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 จนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในกลุ่มนี้
  4. ใช้เงินจากกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า วงเงิน 4,000 ล้านบาท นำมาสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น ขุดบ่อบาดาล แก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นต้น

 

ทั้งนี้ในส่วนของมาตรการที่ 1 ในการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ครม. มีมติเห็นชอบแล้ว (เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 มี.ค. 63) ข้อเสนอของกระทรวงพลังงานมาตรการนี้ ถือเป็นเงินที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะได้รับเงินคืนโดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้เท่านั้น ทำให้มีการสอบถามถึงรายละเอียดการคืนเงินดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

 

 

ต่อที่ 1 : เช็คด่วน !!! ดอกเบี้ยจากค่าประกันมิเตอร์จ่ายแล้วผ่านบิลค่าไฟเดือน ก.พ.

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ กบง. มีมติสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคด้านพลังงาน โดยให้การไฟฟ้าฯ คืนดอกผลจากจากเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าด้วย โดยจะมีการจ่ายคืนผลประโยชน์จากเงินประกันการใช้ไฟฟ้า หรือเงินมัดจำมิเตอร์ไฟฟ้า โดยให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จ่ายคืนผลประโยชน์หรือดอกผลที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

 

สำหรับเงินค่ามิเตอร์ไฟฟ้านี้ ในส่วนของการไฟฟ้าทั้งนครหลวง และการไฟฟ้าภูมิภาค จะเรียกว่า “เงินประกันการใช้ไฟฟ้า”เป็นเงินที่ผู้ขอใช้ไฟฟ้าจะต้องจ่ายเมื่อเริ่มต้นขอใช้ไฟฟ้าตามขนาดที่ขอใช้ โดยเงินส่วนนี้การไฟฟ้าฯ จะเก็บไว้เพื่อเป็นประกัน  เนื่องจากการให้บริการไฟฟ้า เป็นการให้บริการก่อนเรียกเก็บค่าไฟฟ้า เพื่อเป็นการประกันกรณีที่ไม่มีการจ่ายค่าไฟ ก็จะมีการยึดเงินประกันการใช้ไฟฟ้าของผู้ที่ไม่จ่ายเงินส่วนดังกล่าวกลับเข้ารัฐ โดยเงินจำนวนนี้จะได้คืนเมื่อมีการทำเรื่องยกเลิกใช้ไฟฟ้า และจะมีการจ่ายคืนผลประโยชน์หรือดอกผลที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าซึ่งจ่ายไว้ตั้งแต่เริ่มขอใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย  โดยได้เริ่มจ่ายคืนให้กับประชาชนโดยทั่วไปตั้งแต่เดือน ก.พ.63 ตามรายละเอียดดังนี้

 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง ที่นำเงินสดมาเป็นหลักประกันการใช้ไฟฟ้า จ่ายคืนในรูปของดอกเบี้ยปีละ 1 ครั้ง ตามอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยท้ังปีของธนาคารกรุงไทย ต้ังแต่ปี 2556 เป็นต้นมา
  2. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก จ่ายคืนในรูปของดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยทั้งปีของธนาคารกรุงไทยคืนทุก 5 ปี เนื่องจากดอกผลเงิน ประกันเป็นจำนวนเงินน้อย โดยจะเริ่มจ่ายในปี 2563

 

โดย กฟน. จะพิจารณาดำเนินการคืนดอกผลสะสม 5 ปี โดยจะคืนเงินดังกล่าวในรูปแบบการหักลดกับค่าไฟฟ้า ในบิลค่าไฟฟ้ารอบเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมามีข้อกำหนด ดังนี้

 

  1. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดมากกว่าดอกผลที่จะได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลมาหักออกจากยอดค่าไฟฟ้า ทำให้คงเหลือยอดที่ต้องชำระลดลง
  2. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดน้อยกว่าดอกผลที่ได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลหักลดค่าไฟฟ้า และจะแสดงยอดเงินดอกผลที่ยังเหลืออยู่เป็นเงินล่วงหน้า เพื่อใช้หักลดยอดค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป หรือผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอรับเงินส่วนที่เหลือคืนที่ได้ทุกที่ทำการไฟฟ้านครหลวงเขต
  3. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดชำระเท่ากับดอกผลที่ได้รับ กฟน. จะนำเงินดอกผลหักลดค่าไฟฟ้าทั้งหมด และแสดงค่าไฟฟ้าที่ต้องชำระเป็นเงินจำนวน 0 บาท
  4. กรณีเงินค่าไฟฟ้าที่แสดงในบิลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดชำระ 0 บาท (ไม่มีการค้างชำระ) ดอกผลที่ได้รับจะแสดงให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเห็นบนใบแจ้งค่าไฟฟ้า ซึ่ง กฟน. จะนำยอดเงินดังกล่าวไปหักลดค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป หรือผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอรับเงินดังกล่าวคืนได้ทุกที่ทำการไฟฟ้านครหลวงเขต

 

ทั้งนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าได้ถูกดำเนินการผ่านบิลค่าไฟเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว

 

ต่อที่ 2 : เตรียมขอคืนค่าประกันมิเตอร์ (การใช้ไฟฟ้า) ได้เดือน มี.ค.นี้

 

ผู้ที่จะได้รับเงินคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า มีจำนวนประมาณ 21.5 ล้านราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยอัตราค่าธรรมเนียมเงินประกันคืนเมื่อยกเลิกใช้ไฟฟ้า มีรายละเอียดเบื้องต้นคือ

  • มิเตอร์ขนาด 5(15) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 300 บาท (บ้านพักขนาดเล็ก ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มาก)
  • มิเตอร์ขนาด 15(45) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 2,000 บาท (เป็นขนาดมิเตอร์ที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้)
  • มิเตอร์ขนาด 30(100) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท (บ้านพักขนาดใหญ่ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด) มิเตอร์ขนาด 15(45) เฟส 3 เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 6,000 บาท (ประชาชนไม่นิยมใช้ จะมีประชาชนส่วนน้อยที่ได้รับอัตราเงินจำนวนนี้)

 

ขั้นตอนการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า

 

  1. เริ่มทยอยคืนได้ในรอบบิล “สิ้นเดือนมีนาคม 2563”
  2. สามารถดำเนินการขอคืนเงินกับหน่วยงานที่ยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า แบ่งเป็น
    – กฟน. ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ
    – กฟภ. ให้บริการในทุกจังหวัดของประเทศไทย ยกเว้น 3 จังหวัดในข้อ 1
  1. ผู้ที่ได้รับเงินจะเป็นผู้ที่ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ยกเว้นในกรณีที่ผู้ขอเสียชีวิตแล้ว สามารถให้ผู้อื่นรับแทนได้

 

ขอบคุณภาพจาก Facebook  : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA


_Cover_1-.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เพราะความงามเป็นเรื่องที่หยุดไม่ได้ แต่การดูแลความงามของผู้คน (โดยเฉพาะผู้หญิง) จากแต่ละมุมโลกก็มีความเชื่อและรูปแบบที่ต่างกัน โดยเฉพาะวิธีการรักษาความงามของชาวเอเชีย ล้วนเป็นวิธีที่น่าทึ่ง จะว่าแปลกก็ไม่เชิง เพราะหากพิจารณาในรายละเอียดลงไปแล้ววิธีการเหล่านี้กลับมีต้นตอมาจากแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ด้วยเหมือนกัน และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวตะวันตกเห็นว่าเป็นวิธีดูแลสุขภาพความงามของชาวเอเชียที่แสนจะแปลก แต่ก็มีหลายคนอยากลองทำอยู่บ้างเช่นกัน

 

7 วิธีรักษาความงามสุดแปลกของชาวเอเชียที่ฝรั่งยังทึ่ง
7 วิธีรักษาความงามสุดแปลกของชาวเอเชียที่ฝรั่งยังทึ่ง

 

  1. การทาขี้นกบนใบหน้า

 

การรักษาความงามด้วย “ขี้นก” (Bird Poop) สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในอดีตเกอิชาจะใช้ขี้นกเป็นเครื่องมือในการดูแลความงามของพวกเธอมาตั้งแต่โบราณ และวิธีการนี้ก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสปาของชาวญี่ปุ่นทั่วโลก จริงๆ แล้ว ส่วนประกอบหลักของมันคือสิ่งที่เรียกว่า uguisu no fun (鶯の糞) หรือ “อุจจาระนกไนติงเกล” ซึ่งชาวญี่ปุ่นนำมาผสมในเครื่องสำอาง เพราะเชื่อว่ามันมีคุณสมบัติในการรักษาผิวและรักษาความชุ่มชื้นโดยลดการสูญเสียน้ำจากผิวหนังชั้นนอก นอกจากนี้มันยังช่วยให้เผิวขาวและรักษาสมดุลสีผิวรวมทั้งรักษาผิวที่ได้รับผลกระทบจากรอยดำเช่นในกรณีที่เกิดสิวหรือความเสียหายจากแสงแดดอีกด้วย

 

  1. อาบน้ำสปาเบียร์

 

ที่โรงเรียน Star World Hotel ในกรุงปักกิ่ง มีสปาหรูแห่งหนึ่งที่จะทำให้คุณสามารถนั่งแช่ในอ่างเบียร์ที่มีส่วนผสมต่างๆ เช่น ยีสต์มอลต์และฮ็อพเป็นเวลา 20 นาที ในอ่างจะเต็มไปด้วยฟองเบียร์นุ่มๆ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเบียร์มีค่า pH ที่ต่ำ ดังนั้น จึงสามารถช่วยบำรุงผิวให้เรียบเนียน กระชับรูขุมขน แถมยังมีวิตามินและสารอาหารต่างๆ จากยีสต์ ที่ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ซึ่งในสปาหรูแห่งนี้จะยังมีบริการนวดและขัดผิวให้หลังจากที่เสร็จจากแช่ถังเบียร์อีกด้วย

 

  1. นวดงู

 

ที่กรุงจาการ์ต้า มีสปาที่เปิดให้บริการนวดด้วยงู โดยเจ้าของสปาบอกว่าคุณสมบัติของการให้งูนวดให้นั้นจะช่วยลดความเครียด และบรรเทาความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ดังนั้นจึงคุ้มค่าต่อการจ่ายเงินเข้าไปนวดเลยทีเดียว แต่ที่จริงแล้ว ต้นกำเนิดของการนวดงูนั้นไม่ได้มีกำเนิดจากความคิดของชาวเอเชีย แต่เจ้าของสปางูในประเทศอินโดนีเซีย ได้รับคำแนะนำจากชาวอิสราเอลมาอีกทีหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณอยากผ่อนคลายความเครียด และมีความกล้าหาญก็สามารถโทรนัดเพื่อเข้าไปให้เหล่าบรรดางูตัวใหญ่ นวดบำบัดให้ได้เลย

 

  1. มีดนวด

 

ที่กรุงไทเป ไต้หวัน ก็มีสปาที่มีรูปแบบการให้บริการไม่เหมือนใครเช่นกัน เพราะที่นั่นมีการใช้มีดใหญ่น้อยมาเป็นเครื่องมือในการนวดผ่อนคลายให้คุณ หากมองเผินๆ อาจจะเข้าใจว่าเป็นการนำอุตสาหกรรมยุคสมัยใหม่มาใช้ดัดแปลงเรื่องสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วมีข้อมูลว่าการบำบัดแบบนี้มีอายุมากกว่า 2,000 ปีมาแล้วในประเทศจีน ซึ่งเป็นวิธีที่นักบวชชาวจีนใช้เป็นทางเลือกในการรักษาอาการเครียด และเรียกคืนความสมดุลระหว่างจิตใจร่างกายและจิตวิญญาณ แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีวีการนวดแบบนี้ในจีนแล้ว แต่ในไต้หวันยังมีอยู่ และยังได้รับความนิยมอย่างมากในไทเปซะด้วย

 

  1. หอยทากบนใบหน้า

 

ย้อนกลับมาที่กรุงโตเกียวอีก แต่สปานี้คือการใช้หอยทากมาเดินไต่บนใบหน้าแบบตัวเป็นๆ เพราะเป็นที่ทราบกันแล้วว่าเมือกที่ผลิตโดยหอยทากมีโปรตีนสารต้านอนุมูลอิสระและกรดไฮยาลูโรนิกทำให้เป็นอาหารผิวได้อย่างดี (แม้ว่าจะเป็นอาหารแปลกๆ ก็ตาม) ถ้าหากไปใช้บริการนี้ คุณก็ไม่ต้องทำอะไรเลย สิ่งที่ต้องทำคือพยายามไม่ดิ้นรนแต่ปล่อยให้หอยทากเดินไปตาม ใบหน้าของอย่างอิสระแล้วแต่ใจของพวกมัน และการนำหอยทากพวกนี้มาใช้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการไปเก็บมาจากริมถนนทั่วไปเพราะพวกมันเป็นหอยทากที่ถูกเลี้ยงขึ้นด้วยอาหาร พืชผักออแกนิก และยังต้องรักษาอุณหภูมิที่อยู่อาศัยไว้ที่ไม่เกิน 20 องศาเซลเซียสอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหอยทากพรีเมี่ยมที่จะทำให้ผิวคุณสวยงาม สะอาดนุ่มนิ่มตามราคาที่ต้องจ่ายกันเลยทีเดียว

 

  1. นวดไฟ

 

การรักษาแบบจีนโบราณอีกอย่างหนึ่งคือการใช้ไฟมาร่วมนวดผ่อนคลาย การนวดแบบนี้มีให้บริการที่สปาทั่วประเทศจีนการรักษาแบบนี้มีความเชื่อว่า มันเป็นการใช้เวลาในมิติทางจิตวิญญาณเนื่องจากผู้ที่จะเข้ามานวดส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายที่จะฟื้นฟูสมดุลของร่างกายมนุษย์ ฟังดูเหมือนน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วก่อนจะนวดด้วยไฟ ผู้นวดจะถูกห่อหุ้มด้วยผ้าพลาสติกและผ้าเช็ดตัว ดังนั้นมันจะไม่ทำให้ผิวไหม้เกรียมแน่นอน

 

  1. การขัดผิวด้วยปลา

 

สปาแบบนี้มีอยู่มากมาย รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย หรือที่เรียกว่าการทำสปาเท้า ด้วยการจุ่มเท้าลงในอ่างน้ำที่ปลาตัวเล็กๆ กินได้บนผิวที่ตายของออก มันอาจเป็นการรักษาความงามที่ “ปกติ” ที่สุดในทั้งหมดที่กล่าวมา และบริการแบบนี้ใครๆ หลายคนก็เคยไปใช้บริการมาแล้ว รวมถึงเซเลบ ดาราดัง อย่าง เจสสิก้า ซิมป์สันนักร้องชาวอเมริกันก็เคยไปลองจุ่มเท้าให้ปลาแทะเท้าที่ญี่ปุ่นมาแล้วเช่นกัน

 

ขอบคุณที่มา

scmp.com/magazines/style/luxury/article/3051769/four-seasons-hoi-anantara-chiang-mai-resort-5-luxury