_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2020

กำลังกลายเป็นประเด็นร้อน หลังกรมศิลปากรประกาศแก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา ในพื้นที่ ต.ลิดล – ต.ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา จากเดิมขนาด 887 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ลดเหลือ 697 ไร่ 75 ตารางวา โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการผ่อนคลายสภาวะขาดแคลนหินอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการก่อสร้าง และลดการก่อความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้สังคมออกมาเรียกร้องคัดค้านประกาศดังกล่าวเนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อแหล่งโบราณคดีเขายะลา ที่มีอายุมากกว่า 3,000 ปี

 

 

 

แหล่งโบราณคดีเขายะลา คือ พื้นที่อะไร และมีความสำคัญอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีคำตอบให้

 

จากฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทยของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า โบราณคดีที่เขายะลาประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 118 ตอนที่ พิเศษ 127ง ประกาศวันที่ 21 ธันวาคม 2544 เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์, ยุคประวัติศาสตร์ อายุกว่า 3,000-2,000 ปีมาแล้ว

เขายะลา เป็นภูเขาหินปูน ทอดตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดยะลา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 80-270 เมตร ยาวประมาณ 2.7 กิโลเมตร สำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา และ หจก.คูน้ำคันดิน สำรวจทางโบราณคดีพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สัมพันธ์กับการพำนักอาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์และภาพเขียนสี

 

 

โดยพบศิลปกรรมบนผนังหินของภาพเขียนสีแดงเป็นภาพมือทาบและภาพสัญลักษณ์ บริเวณเพิงผาด้านทิศตะวันตกของเขายะลา ภาพเขียนสีแดงที่เพิงผาตอแลหรือตอลัง สะท้อนให้เห็นถึงการเขียนแบบคตินิยม (Idealism) หรือภาพสัญลักษณ์ (Symbolism) หรือภาพอรูปลักษณ์ (Non-figures) ซึ่งไม่ทราบถึงความหมายที่ชัดเจน

 

แต่จากการพบเศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน (Earthenware sherd) บนลานหน้าเพิงผา ซึ่งเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับภาพเขียนสีเขายะลา รวมถึงแนวคิดจากการศึกษาเปรียบเทียบภาพเขียนสีเขายะลากับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่เป็นภาพเขียนสีแดงเช่นเดียวกัน โดยมีการศึกษาเชื่อมโยงความสัมพันธ์และน่าจะมีอายุร่วมกับแหล่งศิลปกรรมบนผนังหินสมัยโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จึงสันนิษฐานว่ามีกลุ่มคนขนาดเล็กเข้ามาอาศัยพักพิงชั่วคราวและสร้างสรรค์ภาพเขียนสีที่เขายะลาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 3,000-2,000 ปีมาแล้ว

 

 

ภาพเขียนสีอาจเป็นสัญลักษณ์แทนกลุ่มคนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่บริเวณนี้ และอาจจะรู้จักการใช้ระบบตัวเลขหรือการนับกับระบบปฏิทินหรือการนับวันที่ เห็นได้จากภาพลายขีดเส้นขนานหรือลายบันได เพื่อวัตถุประสงค์บางประการที่ไม่อาจทราบได้แน่ชัด และกลุ่มคนเหล่านี้อาจมีพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับการใช้มือซ้าย และพิธีกรรมอุดมสมบูรณ์ เพื่อการสร้างขวัญกำลังใจสำหรับการผลิตอาหาร

 

นอกจากนี้ยังพบศิลปกรรมบนผนังหินของภาพเขียนสีเป็นภาพคนเป่าไม้ซาง เป็นภาพเดี่ยวบริเวณเพิงผาด้านทิศใต้ของเขายะลา เป็นภาพที่สะท้อนถึงการเขียนแบบธรรมชาติ (Naturalistic) หรือภาพสัจนิยม (Realistic) หรือแบบรูปลักษณ์ (Figure) จากการศึกษาเปรียบเทียบภาพลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับภาพเขียนสีรูปคนเป่าไม้ซางที่แหล่งโบราณคดีถ้ำศิลป์ จ.ยะลา ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร และแหล่งภาพเขียนสีถ้ำทากุต (Tagut Cave) กัวราเบอริง รัฐกลันตัง ประเทศมาเลเซีย

 

ส่วนศิลปกรรมบนผนังหินของภาพเขียนสีดำเป็นภาพกลุ่มคน คนติดอาวุธ โขลงช้าง และช้างติดสัปคับ ที่โพรงถ้ำทางทิศใต้ของเขายะลา จากผลการศึกษาที่ผ่านมาโดยสำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา กรมศิลปากร กำหนดอายุภาพเขียนสีกลุ่มนี้อย่างคร่าวๆ ได้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย และอาจมีการเขียนทับซ้อนอีกครั้งในภายหลังช่วงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น สะท้อนถึงการเขียนแบบธรรมชาติ (Naturalistic) หรือภาพสัจนิยม (Realistic) หรือแบบรูปลักษณ์ (Figure) ทราบถึงเรื่องราวและความหมายของภาพ

 

ภาพเขียนสีแห่งนี้น่าจะเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางหรือการอพยพเคลื่อนย้ายที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกับภาพเขียนสีที่ถ้ำไวกิ้งหรือถ้ำพญานาค เกาะพีพีเล จ.กระบี่ ซึ่งภาพเขียนสีที่เขายะลาประกอบด้วยคนติดอาวุธประเภทหอกและมีด โขลงช้างและช้างติดสัปคับ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ในราชสำนักของไทยจะเห็นได้ว่ามีการใช้ช้างติดสัปคับสำหรับพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นพระคชาธารประเภทหนึ่ง อันหมายถึงช้างทรงของกษัตราธิราช ช้างพระที่นั่งที่มีเครื่องแต่งหลังช้างใช้งาน 3 ลักษณะ คือ

 

พระคชาธารเครื่องมั่น สำหรับใช้ในการสงคราม พระคชาธารพุดตานทอง สำหรับผูกช้างพระที่นั่ง ใช้ในกระบวนอิสริยยศ และพระคชาธารกาญจนฉันท์ สำหรับผูกช้างประดิษฐานพระชัยวัฒน์ ตกแต่งด้วยลวดลายอันประณีต ประดับอาวุธและวัสดุคุณค่าสูง เช่น ทองคำ งา ไม้สัก และผ้า เป็นต้น

 

ส่วนช้างผูกสัปคับสามัญสำหรับขุนนาง มเหสี หรือเจ้าเมืองสำคัญ ตกแต่งด้วยความสวยงามรองจากพระคชาธาร และใช้วัสดุทั่วไป เช่น ไม้ และผ้า จากหลักฐานทางศิลปกรรมและโบราณคดีพบว่ามีการใช้สัปคัปมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 เช่น ประติมากรรมรูปช้างทรงเครื่องพระคชาธารทองคำประดับอัญมณี กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา) เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น สัปคับงาช้างของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในพระที่นั่งพิมุขมณเฑียร,มนเทียร อาคารหมู่วิมานจัดแสดงพระราชยาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ)

 

ภาพโขลงช้างมีลักษณะคล้ายคลึงกับภาพช้างในศิลปกรรมบนผนังหินที่พบในรัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย แต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏการอยู่อาศัยของช้างตามธรรมชาติในพื้นที่บริเวณจังหวัดยะลาและบริเวณใกล้เคียง

 

ภาพคนติดอาวุธสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคนสะพายหอก กลุ่มคนไม่ติดอาวุธ และคนมีดาบสั้นในมือซ้าย การครองอาวุธที่แตกต่างกัน พิจารณาได้ว่าอาจมีการแบ่งตำแหน่งสถานะหรือชั้นยศภายในกลุ่ม ภาพคนถือมีดจะเห็นได้ว่าผู้วาดภาพเจตนาเขียนขนาดให้ใหญ่กว่าคนอื่นๆ จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าอาจจะเป็นผู้ควบคุม ผู้นำ หรือผู้มีอำนาจในหมู่กลุ่มคนติดอาวุธและไม่ติดอาวุธ ส่วนภาพคนติดอาวุธในลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับภาพเขียนสีรูปคนสะพายหอกที่ถ้ำไวกิ้งหรือถ้ำพญานาค เกาะพีพีเล จ.กระบี่

 

 

ผลการศึกษาที่ผ่านมา หลักฐานบางประการที่พบที่เขายะลายังไม่สามารถกำหนดอายุได้ชัดเจน เนื่องจากเป็นการค้นพบจากการสำรวจบนผิวดิน ยังไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดี แต่หลักฐานทางโบราณคดีบางประเภทสามารถกำหนดอายุได้จากการศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งโบราณคดีอื่นที่มีการกำหนดอายุอย่างแน่นอนหรือมีการกำหนดอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ โดยสามารถแบ่งหลักฐานทางโบราณคดีตามอายุสมัยได้ดังนี้

 

นอกจากนี้ยังมี หลักฐานทางโบราณคดีที่ยังกำหนดอายุไม่ได้ ได้แก่ ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ พบในพื้นที่บริเวณหน้าภาพเขียนสีแดงที่เพิงผาตอแล (ตอลัง) ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขายะลา เป็นชิ้นส่วนกะโหลกมนุษย์ ของวัยผู้ใหญ่ 4 ชิ้น และชิ้นส่วนกระดูกเชิงกรานของมนุษย์วัยเด็ก 1 ชิ้น อย่างไรก็ตามยังมีชิ้นส่วนกระดูกอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้

 

ส่วนหลักฐานทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่

 

เศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน (Earthenware sherd) พบจากการสำรวจพื้นที่บริเวณหน้าภาพเขียนสีที่เพิงผาตอแล (ตอลัง) ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขายะลา เป็นส่วนปากและส่วนลำตัวขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนและมือ เนื้อเห็นเม็ดกรวดชัดเจน กดประทับลายเชือกทาบและผิวเรียบเคลือบผิวด้วยน้ำดินและขัดมันผิวนอก สันนิษฐานว่าใช้ในชีวิตประจำวันของคน เช่น การบรรจุหรือการหุงหาอาหารหรือน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค เป็นต้น คาดว่ามีอายุประมาณ 3,020±230 ปีมาแล้ว

 

เครื่องมือหินกะเทาะ (Stone Axe) สำรวจพบในพื้นที่โพรงถ้ำในหุบเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขายะลา ทำจากหินดินดานปนผลึกทราย (Siliceous shale) มีลักษณะเป็นเครื่องมือแกนหิน (Core tool) ทรงค่อนข้างเหลี่ยมมนและยาว กะเทาะสองหน้า เห็นผิวหินเดิมเพียงด้านเดียว ปลายด้านหนึ่งแหลมมนมีการกะเทาะซ่อมเพื่อใช้งานซ้ำ (Re-sharpening) สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องมือใช้ขูดสับ

 

โกลนขวานหินขัด (Pre-Polished Axe) สำรวจพบในโครงถ้ำในหุบเขาด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเขายะลาเช่นเดียวกัน ทำจากหินปูน (Limestone) ทรงสามเหลี่ยม บางด้านโค้งมน ส่วนปลายมีรอยขัดฝนด้านเดียว ซึ่งเป็นลักษณะเตรียมหินก่อนทำเป็นขวานหินขัด เครื่องมือหินลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงโกลนขวานหินที่พบในแหล่งโบราณคดีถ้ำหมอเขียว จ.กระบี่ ซึ่งมีการกำหนดอายุได้ไม่เก่ากว่า 4,000 ปีมาแล้ว หรือในสมัยหินใหม่ตอนต้น (Early Neolithic)

 

ขวานหินขัดไม่มีบ่า ทำจากหินปูน ค้นพบและอยู่ในความครอบครองของชาวบ้านในเขตบ้านยะลา ต.ลิดล อ.เมืองยะลา จ.ยะลา (คูน้ำคันดิน 2549)

 

หลักฐานทางโบราณคดียุคประวัติศาสตร์ ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบ (Glazed Stoneware) พบจากการสำรวจพื้นที่โพรงถ้ำในหุบเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขายะลา เป็นส่วนก้นภาชนะมีฐาน เคลือบใสทั้งด้านนอกและใน ไม่มีลวดลาย ด้านในมีร่องรอยไม่มีเคลือบใสเป็นวงกลม สันนิษฐานว่าเป็นรอยของการวางภาชนะซ้อนในขั้นตอนการเผา จึงทำให้เคลือบหลุดติดไปกับส่วนฐานของภาชนะอีกใบที่วางซ้อนกันอยู่ ด้วยลักษณะของเศษภาชนะดินเผาชิ้นนี้กำหนดอายุในเบื้องต้นได้ว่าเป็นยุคประวัติศาสตร์ แต่ไม่ทราบถึงแหล่งเตาผลิตหรืออายุสมัยที่ชัดเจน

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สํานักข่าว กรมประชาสัมพันธ์, www.timenews2017.net, สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม


-_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2020

 

  • “คาด GDP ปี นี้โต 0.5% ปัจจัยบวกเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในไตรมาส 3 และกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดี ไตรมาส 4
  • “โควิด -19 คือ ปัญหาที่มาจากเหตุทางธรรมชาติไม่ใช่ทางโครงสร้างเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้ง” เพราะฉะนั้นผลกระทบจึงคาดเกิดในระยะสั้น โดยมีสาเหตุที่มาจาก
  1. อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่คาดหายไป  8 ล้านคน คำนวณเป็นเงิน ประมาณ 4 แสนล้านบาท
  2. ส่งออก นำเข้าที่ส่วนหนึ่ง ผลกระทบจากจีนปิดประเทศและกระทบกระบวนผลิตเป็นลูกโซ่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
  3. ในประเทศชะลอการใช้จ่าย และกิจกรรมการตลาดต่าง ๆ ที่เลื่อนหรือยกเลิก
  • “ช่วงนี้อาจสลด แต่เตรียมพร้อมฟื้นตัวไตรมาส 3 และดีวันดีคืนไตรมาส 4

 

ขอขอบคุณที่มาจาก : การแถลงข่าว “โควิด-19…ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 63” โดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2020

 

กลายเป็นความอะเมซิ่งของชาวอเมริกันไปทันที สำหรับหมู่บ้านแห่งหนึ่งริมทะเลสาบอีรี ในเมืองฮัมบูร์ก นิวยอร์ก หลังจากที่ต้องประสบกับคลื่นความหนาวเย็นจัดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสลมแรงพัดพาคลื่นลมเข้าฝั่งทำให้เมื่อกระทบกับความเย็นจัดทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเป็นน้ำแข็งปกคลุมบ้านของประชาชนที่อยู่ริมทะเลสาบ จนทำให้เกิดเป็นรูปร่างแปลกตาไปเกือบทุกแห่งในพื้นที่ จนมีลักษณะคล้ายกับเมืองของภาพยนตร์ชื่อดัง นาเนียร์

 

สำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้กล่าวว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแต่จะเป็นทุกครั้งเมื่อฤดูหนาวมาเยือน บ้านทุกบ้านจะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งซึ่งหนากว่า 3 ฟุต “ผมต้องค่อยๆ ออกออกจากบ้านทางประตูสำรองแล้วก็เอาสิ่วไปตอกน้ำแข็งตรงประตูบ้านหลักให้หลุดออกเพื่อจะได้ใช้ประตูได้” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว และบอกต่อว่า สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือเรื่องของสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ เช่นสายไฟ เสาไฟ หรือต้นไม้จำนวนมากที่ถูกน้ำแข็งปกคลุมจนทำให้พวกมันพังลง และเมื่อน้ำแข็งละลายก็จะกลายเป็นปัญหาหนักสำหรับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านอีกที่จะต้องออกมาเก็บกวาดและซ่อมแซมบ้านเรือนของพวกเขา

 

ภาพข่าวจาก CNN
ภาพข่าวจาก CNN

 

อย่างไรก็ตามความแปลกตาของบ้านที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งเหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจจากผู้คนนอกพื้นที่โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงที่พากันเดินทางมาเพื่อถ่ายรูปอัพ instagram หรือเผยแพร่ลงบนสื่อโซเชียลมีเดียกันคึกคักจนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตือนผ่านสื่อว่าการเข้ามาถ่ายรูปในพื้นที่อาจจะเป็นการรบกวนเจ้าของบ้านต่างๆ ดังนั้นทุกคนจะต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของเจ้าของบ้านด้วย

แต่ความสวยงามแปลกตา ก็ทำให้หลายคนอดใจไม่ได้อยู่ดี ทำให้ที่ผ่านมาภาพของหมู่บ้านนี้จึงถูกเผยแพร่มากมายในโซเชียลมีเดียของชาวอเมริกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 


_สูตรอาหาร_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 4, 2020

เมนูสมุนไพร ชื่นใจคลายร้อน “น้ำหล่อฮั้งก้วย” ร้อนนี้ใครอยากได้เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพใหม่ ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอแนะนำเมนูนี้เลย

 

 

 

ส่วนผสมน้ำหล่อฮั้งก้วย

  • หล่อฮั้งก้วย 2 ผล
  • น้ำ 1.5 ลิตร
  • ดอกเก๊กฮวย 1 กำมือ
  • น้ำตาลทราย
  • ใบเตย

 

วิธีทำ

  1. ล้างผลหล่อฮั้งก้วยให้สะอาด
  2. ทุบหล่อฮั้งก้วยให้แตก คั่วกับใบเตยด้วยไฟอ่อน
  3. ต้มหล่อฮั้งก้วยด้วยไฟอ่อน 30 นาที จากนั้นเติมดอกเก็กฮวย ต้มทิ้งไว้สักครู่
  4. ยกขึ้นกรอง เติมน้ำตาลตามชอบ
  5. ดื่มอุ่น ๆ หรือใส่น้ำแข็งดื่มเย็น ๆ ก็ได้

japan-tissue-covid19_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMarch 4, 2020

หลังเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 ที่กำลังกระจายไปทั่วโลกขณะนี้ ทำให้ผู้คนพากันหวาดกลัวจนกลายเป็นความตื่นตระหนกพากันกักตุนสิ่งของจำเป็นหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องใช้ โดยเกรงว่าจะเกิดการขาดแคลน

 

หน้ากากอนามัย กลายเป็นสินค้าหายากและคลาดแคลนอย่างหนักในหลายประเทศ เพราะถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันสำคัญโดยตรงที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส   แต่สิ่งสินค้าที่กำลังกลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการอย่างสูง กลับไม่ใช่สินค้ากลุ่มอาหาร แต่กลับเป็นกระดาษชำระ ที่ถูกผู้คนกวาดซื้อไปกักตุนจนทำให้ซุปเปอร์มาเก็ตในหลายประเทศมีสินค้าไม่พอขายและยังต้องจำกัดการซื้อเช่นเดียวกับหน้ากากอนามัย

 

เพราะเหตุใดกระดาษชำระจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนแตกตื่นซื้อไปกักตุน ถึงขนาดมีการปล้นจากห้างสรรพสินค้าในบางประเทศ เป็นสิ่งที่กำลังถูกนำมาวิเคราะห์ และตั้งคำถามของนักเศรษฐศาสตร์ในหลายประเทศ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาเหตุการแพนิกซื้อกระดาษชำระของชาวโลกในขณะนี้

 

ก่อนหน้านี้ในฮ่องกง ปรากฏภาพประชาชนรอต่อซื้อกระดาษชำระเป็นแถวยาวมากกว่า 1 กิโลเมตรเพียงเพื่อหวังจะได้ซื้อกระดาษชำระให้ได้สักหนึ่งแพค  โดยกรณีในสังคมออนไลน์ฮ่องกงพากันวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความต้องการกระดาษชำระอย่างมาก มาจากข่าวลือว่าโรงงานหลายแห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ยุติการผลิต และจะทำให้ไม่มีกระดาษชำระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน ออกมาขายอีกเป็นเวลานาน

 

 

 

ในเวลานั้นในหลายประเทศยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกง แต่จนมาถึงปัจจุบันก็กลับปรากฏว่าการแตกตื่นซื้อกระดาษชำระ กลับแพร่หลายไปในหลายประเทศโดยเฉพาะในประเทศที่เริ่มมีการระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นใน สหรัฐอเมริกา  หรือออสเตรเลีย  ที่ผู้คนต่างพากันออกไปซื้อกระดาษชำระกักตุน จนห้างร้านต่างๆ ต้องจำกัดการซื้อเช่นกัน  การขาดแคลนดังกล่าวทำให้ชาวทวิตเตอร์ในออสเตรเลียพากันมาทวิตข้อความเกี่ยวกับการขาดแคลนกระดาษชำระ จนทำให้ข้อความเกี่ยวกับการหาซื้อกระดาษชำระขึ้นเทรนด์แฮชเทกอันดับหนึ่งไปทันที

 

เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันผู้คนยังคงออกไปซื้อกระดาษชำระกักตุนเช่นกัน ภาพในสังคมออนไลน์ และสื่อต่างๆ เผยแพร่ให้เห็นความว่างเปล่าของชั้นวางสินค้ากลุ่มกระดาษชำระ และภาพประกาศสินค้าหมดของผู้ขาย  แม้ว่าจะยังไม่มีการทราบสาเหตุที่แน่ชัดของสาเหตุการแตกตื่น แต่สื่อของญี่ปุ่นได้ออกมาวิเคราะห์ว่าสาเหตุน่าจะมาจากการให้ข่าวปลอมของโลกออนไลน์ ที่มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่ากระดาษชำระนั้นทำจากวัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้กับหน้ากากอนามัย ที่จะสามารถใช้ป้องกันเชื้อโรคได้ และสินค้าที่ขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่นถูกผลิตในประเทศจีน

 

หลังข้อความถูกแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางจากการที่มีผู้แคปหน้าจอออกไปทวิตต่อเนื่อง แต่ต่อมาผู้ใช้บัญชีดังกล่าวได้ลบข้อความรวมถึงบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเองออกไปแล้ว แต่กระนั้นความแตกตื่นเรื่องกระดาษชำระขาดตลาดยังไม่หมด เพราะปัจจุบันกระดาษชำระในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นที่ต้องการ และถูกแย่งซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างร้านต่างๆ เหมือนเดิม เนื่องจากยังคงมีการพูดปากต่อปากออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นเอง เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะมันเคยเกิดภาพผู้คนแย่งซื้อกระดาษชำระ และสินค้าจำเป็นมาแล้ว เมื่อวิกฤตน้ำมันของอิหร่านกระทบกับประเทศเมื่อปี 2516

 

หลังเกิดความแตกตื่นซื้อกระดาษชำระ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชิงพาณิชย์และ กลุ่มธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศต้องออกมาชี้แจงว่า สินค้าจะยังไม่ขาดตลาด  และยังคงมีการผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมีการกักตุนมากไปจึงทำให้ไม่มีสินค้าวางขายได้ทัน  ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบางประเทศถึงกับออกมาระบุว่า หากมีการกักตุนและสะสมไว้เป็นเวลานาน กระดาษเหล่านี้ก็อาจจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเสียเอง แต่กระนั้นดูเหมือนว่าผู้คนก็ยังไม่หยุดตื่นตระหนก

 

แต่สำหรับประเทศไทยดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้คนจะให้ความสำคัญกับหน้ากากอนามัยมากกว่า แต่ก็พบว่าประชาชนเริ่มกักตุนสินค้าหลายอย่างแล้ว ทั้งในกลุ่มของอาหาร และของใช้ต่างๆ รวมถึงกระดาษชำระด้วย  ในส่วนของหน้ากากอนามัยที่ยังขาดแคลนนั้น ล่าสุด มีข่าวว่ารัฐบาลจะเร่งผลิตหน้ากากอนามัยออกมาเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพื่อต่อสู้ป้องกันกับโรคใหม่ที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกในขณะนี้

 

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการเสพข่าวในโลกออนไลน์ส่งผลให้ผู้คนเริ่มมีอาการวิตกกังวลและตื่นกลัวกันไปทั่วโลก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอให้ทุกท่านมีสติ ไม่ “ตระหนก” แต่ต้อง “ตระหนัก” ถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง หมั่นล้างมือบ่อยๆ และไม่นำตนเองเข้าาไปอยู่ในความเสี่ยงที่อาจติดเชื้อได้


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 3, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำความคิดดีๆ ที่เก็บเกี่ยวจากคอลัมน์ของกิเลนประลองเชิง ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ซึ่งหยิบยกเนื้อหาเรื่องเร็วและช้าจากหนังสือเรื่องเล็กๆ ความหมายใหญ่ๆ ของสุริยเทพ ไชยมงคล สำนักพิมพ์อินสไปร์

 

โดยเนื้อหาของเรื่องมีอยู่ว่า ชายหนุ่มจากยุโรปเดินทางมาประเทศแถบตะวันออก เขารู้สึกว่าตนเจอปัญหาความช้าของชีวิตผู้คนในบ้านเมืองนั้น

 

วันหนึ่ง เขาไปซื้อของจากพ่อค้าชรา เขาดูความงุ่มง่ามเงอะงะของพ่อค้าขณะหยิบสินค้าจึงกล่าวถาม   “ชีวิตคนแถวนี้ เชื่องช้ากันอย่างนี้หรือ”  พ่อค้าตอบว่า “ชีวิตคือการเริ่มต้นการเดินทางจากการเกิดไปสู่การตายทำไมเจ้าต้องรีบร้อนไปให้ถึงปลายทางนักเล่า” สิ่งที่ชายหนุ่มซึมซับ ณ ขณะนั้นคือ “นี่คือปรัชญาแบบตะวันออก”

 

ในคอลัมน์ได้กล่าวถึงความต้องการในชีวิตของคนแต่ละช่วงวัย ที่ว่าเหตุที่ “คนวัยหนุ่มสาวชอบความเสี่ยง”  เพราะเวลายังเหลืออีกมากพวกเขาจึงไม่กลัวที่จะเสี่ยงอันตราย  เพราะอันตรายคือประสบการณ์แปลกใหม่

“คนวัยกลางคนชอบเงิน” เพราะเวลาในชีวิตเหลือเพียงครึ่งเดียว ดังนั้นจึงซึมซาบความสำคัญของการมีชีวิตอยู่พวกเขาจึงต้องพึ่งพาเงินทอง

“คนชราชอบความสงบ”  เพราะเวลาเหลืออีกไม่มาก คนชราจึงต้องการความสงบระลึกถึงความทรงจำในอดีต

ดังนั้นถ้าเราเข้าใจที่มาความคิด พฤติกรรมของผู้คนในแต่ละช่วงวัย ก็สามารถใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตทั้งด้านการงาน ครอบครัว

“เรียนจบใหม่ยังเด็กให้ทดลอง เรียนรู้ แสวงหาประสบการณ์ เริ่มกลางคนให้สะสม เก็บออมเพื่อรากฐานที่แข็งแรงและ ช่วงปั้นปลายให้มีความสุขกับชีวิต อยู่แบบไม่ร้อน กินอยู่ให้เป็น”   

 

“คนเราก็แค่ชีวิตหนึ่ง” ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้ง ช่วยให้คนอ่อนแอกลับเป็นคนเข้มแข็ง ความแข็งกระด้างเปลี่ยนเป็นความนอบน้อม จิตใจที่เศร้าซึมเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้น เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความสุขได้

 

บทสรุปของความหมายใหญ่ๆ…บนโลกนี้มีความหลากหลายคนเราต่างมีอาณาจักรของตัวเอง ความกระตือรือร้น หรือ ความเสี่ยงล้วนเป็นสิ่งที่ดี และความสงบก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน

หลักคิดที่ได้จากเรื่องเล่าเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะมีความสุขอยู่ในโลกนี้ได้ ไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนไปกับจีลำดับที่เท่าใดก็ตาม

จากบทความข้างต้น พบว่าสอดคล้องกับข้อเขียน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในคอลัมน์เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ที่นำเสนอความเห็นของคนต่างช่วงวัยจากการตั้งคำถามที่ว่า 1. หากเลือกระหว่างการได้เงิน 9 ล้านกับการมีอายุยืน และสุขภาพดีมากขึ้นอีก 3 ปี และ 2. หากทำงานหาเงินได้เพิ่มอีก 50 ล้านบาท แต่อายุสั้นลงไป 5 ปีจะเลือกอะไร

 

บทสรุปจากคำตอบสะท้อนสิ่งน่าสนใจได้ว่า “ถ้าเป็นคนที่อายุมากจะเลือกอายุยืนมากกว่าเงิน แต่ถ้าเป็นคนวัยทำงานอายุน้อย ก็ยอมเลือกที่จะให้อายุสั้นลงเพื่อทำงานให้ได้เงินเพิ่มขึ้นมากกว่า”

 

คำตอบทั้งสองข้อนี้ ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นการกลั่นกรองเพื่อความสุขบนจุดยืนของตนในช่วงเวลา ประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ต่างกันนั่นเอง ซึ่งวันหนึ่งเมื่อคนวัยทำงานมีอายุเพิ่มขึ้นก็อาจจะเลือกคำตอบเป็นสุขภาพเช่นเดียวกันก็เป็นได้


Alipay-Covid_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 3, 2020

รัฐบาลหลายเมืองในประเทศจีนเตรียมตรวจสอบประวัติความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนทุกคนผ่านทางแอป “อาลีเพย์” (Alipay) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นให้บริการชำระเงินซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยให้ประชาชนเข้าไปกรอกแบบสอบถามว่ามีประวัติความเสี่ยงต่างๆ หรือไม่ จากนั้นแอปจะประเมินความเสี่ยงเป็นสีเขียว, เหลือง, แดง โดยต้องได้สีเขียวจึงจะเดินทางได้อิสระ หากผลเป็นสีอื่นจะถูกสั่งให้กักตัวเอง 7-14 วัน

 

 

สีเขียว                     หมายถึง ผู้ใช้สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ

สีเหลือง                  เป็นการแจ้งคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ที่ยังคงถูกกักกันเป็นเวลา 7 วัน

สีแดง                      ใช้ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด คือ  ดำเนินการกักกัน 14 วันและแนะนำให้ผู้ใช้เช็คอินเป็นประจำผ่านทางแอปแชทอาลีบาบาหรือ DingTalk แอพแชทที่ทำงานที่ดำเนินการโดยอาลีบาบา

 

ทั้งนี้ผลทดสอบอิงจากข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานว่าพวกเขาได้ไปเยือนสถานที่ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสหรือไม่ ขณะนี้เมืองหางโจว มีผู้ลงทะเบียนตอบแบบสอบถามแล้ว 7.25 ล้านคน โดยมีผู้ได้รับรหัสสีแดง 316,000 คน และรหัสสีเหลือง 200,000 คน รวมคนที่ไม่สามารถเดินทางได้กว่า 5 แสนคน  ทั้งนี้ทางการจะให้ประชาชนทำการตรวจสอบผ่านแอปตามจุดสำคัญ เช่น บริเวณทางเข้าอาคาร, และการเข้าระบบขนส่งมวลชน  โดยนอกจากเมืองหางโจว  ก็มีแนวโน้มว่าเมืองอื่นๆ จะนำแนวทางดังกล่าวนี้ไปใช้และอาจจะมีการบังคับใช้ระดับชาติต่อไป

 

จากการสัมภาษณ์ชาวเมืองหางโจว 2 คนรายงานว่าพวกเขาถูกขอให้สแกนรหัส QR Code ก่อนเข้าอาคารอพาร์ตเมนต์ของพวกเขาและถูกขอให้แสดงรหัสก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น

 

ถึงอย่างไรก็ตาม Kaikai Shi ผู้อาศัยในเมืองหางโจวระบุว่าระบบนี้ผิดพลาดง่ายมาก  หากกรอกข้อมูลไม่ครบยังประเมินผลออกมาเป็นสีเขียวได้


Hand-washing-mask_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 2, 2020

ไวรัสโควิดกับภาวะวิกฤติหน้ากากอนามัยขาดแคลน

 

ในภาวะที่คนกำลังสับสนกับข้อมูลของนักวิจัย และคำเตือนผ่านทางโลก Online กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงรวบรวมที่มาและทางเลือก เพื่อให้เราสามารถชั่งน้ำหนัก และเลือกว่า วิธีไหนที่ดีกว่า วิธีไหนเหมาะกับสถานการณ์ และเหมาะกับเงื่อนไขในชีวิตมากกว่า

 

ฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกา  ศาสตราจารย์ อีไล เปเรนเซวิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันโรคติดต่อ และศาสตราจารย์ด้านเวชกรรมและระบาดวิทยาของวิทยาลัยแพทย์มหาวิทยาลัยไอโอวา เรียกร้องไม่ให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัยโดยไม่จำเป็น โดยย้ำว่า การใส่หน้ากากไม่ใช่เพื่อหยุดไม่ให้ไวรัสเข้าปากหรือจมูกของคนใส่ เพราะไวรัสโควิด-19 ติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่ง ไม่ใช่ทางอากาศ หมายความว่าคุณไม่สามารถที่จะสูดมันเข้าไปได้ หน้ากากอนามัยออกแบบมาเพื่อไม่ให้ผู้ใส่ไปทำให้คนอื่นติดโรค

 

ขณะที่จีน มีกฎข้อบังคับทุกคนที่ออกจากบ้านจะต้องใส่หน้ากากอนามัย ไม่เช่นนั้นจะถูกทำโทษตามกฎหมาย ทั้งในหลายประเทศทางฝั่งเอเชียต่างก็รณรงค์ให้ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเองและปกป้องผู้อื่นจนเป็นที่มาของหน้ากากอนามัยขาดแคลน จนขั้นล่าสุด Sharp บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นโดยการสนับสนุนทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเปลี่ยนโรงงานผลิตหน้าจอเป็นโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งคาดจะสามารเริ่มผลิตได้วันละกว่า 1.5 แสนชิ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมและจัดจำหน่ายในช่วงปลายเดือน

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกประเทศ รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทย ย้ำว่า วิธีป้องกันที่ง่ายและดีที่สุด คือ

  1.  ล้างมือให้บ่อยที่สุด
  2. ไม่หยิบจับอาหารเข้าปาก
  3. เลี่ยงละอองจากการไอจามในที่ชุมชน

 

แต่ทั้งนี้ถ้าเรารู้สึกไม่สบายใจ อยากปกป้องตัวเองและผู้อื่นด้วยการใส่หน้ากาก สิ่งทีต้องคำนึงคือ ใส่ให้ถูกด้าน ถูกวิธี และสำหรับผู้ที่ไม่สามารถหาซื้อหน้ากากในยุค”ของหายาก” กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตได้รวบรวมวิธีทำหน้ากากอนามัยใช้เองได้ง่ายๆ  มาฝาก

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thairath.co.th/news/foreign/1784551


Yahoo-Covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 2, 2020

ยาฮู แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดเซคชั่นใหม่บนหน้าจอโฮม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โคโรน่าไวรัส โดยเฉพาะ โดยนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด 19 ที่กำลังกลายเป็นโรคระบาดสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนไปทั่วโลกขณะนี้

บนเซคชั่นเกี่ยวกับโคโรน่าไวรัสของยาฮู ประกอบไปด้วยข้อมูลเชิงวิชาการ ความรู้เกี่ยวกับไวรัสตัวใหม่ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปแล้วมากกว่าสองพันคน โดยเนื้อหาที่นำเสนอส่วนใหญ่เน้นการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงของโรค รวมทั้งข้อมูลทางการแพทย์ สาเหตุการเกิดโรคและการแพร่ระบาดต่างๆ แนวทางป้องกันโรค รวมถึงข้อแนะนำ ทั้งเรื่องการเดินทาง หรือหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาที่ประชาชนชาวอเมริกันสามารถติดต่อเพื่อขอรับบริการหรือ ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับโรคโควิด 19 ด้วย

 

 

นอกจากนี้ยาฮู ยังได้มีการรวบรวมข้อมูลข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ของโรค จากทั่วโลกไว้บนเซคชั่นใหม่นี้ด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันสหรัฐอเมริกา พบผู้ติดเชื้อโรคโควิด19 แล้วจำนวน 76 คน เสียชีวิตแล้ว 1 คน ทำให้ชาวอเมริกันตื่นตัวกับการหาข้อมูลและป้องกันตัวเองจากการระบาดของโรคดังกล่าวมากขึ้น หลังจากจากที่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าโรคจะระบาดไปยังสหรัฐอเมริกาทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจหาข้อมูลของโรคนี้มากนัก  อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ออกมาขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ขณะเดียวกันรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ระบุว่ารัฐบาลกลางได้ประสานงานกับบริษัท 3M ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐมินนิโซต้าเพิ่มการผลิตหน้ากากอนามัยให้ได้มากกว่าเดือนละ 35 ล้านชิ้นด้วย


Content_มะเร็งเซ็งไม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 2, 2020

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนถึงป่วยด้วยโรคมะเร็งกันเยอะ ในข้อเท็จจริงนั้นมะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งเซลล์นั้นๆ จะมีการเจริญเติบโตเป็นก้อนเนื้อ และลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง หรือถ้าในขั้นร้ายแรงคือลุกลามไปทั่วทั้งร่างกาย

ปัจจุบันประเทศไทย มีผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 153.6 ต่อประชากรไทย 100,000 คน ช่วงอายุที่พบเป็นมะเร็งมากคือ เพศชาย 55-75 ปี เพศหญิง 45-65 ปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี สำหรับเพศชาย และ 25 ปี สำหรับเพศหญิง โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 1.3 แสนราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 6 หมื่นราย แนวโน้มที่ผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 3.5% ต่อปี

 

สาเหตุหลักๆ ของการก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั่นคือ ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการพฤติกรรมรับประทานอาหารที่ไม่คำนึงถึงร่างกาย รวมถึงการสูบบุหรี่ การติดเชื้อไวรัส HPV (มะเร็งปากมดลูก) โรคอ้วน สารเคมี ที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันเข้าใกล้มะเร็งมากขึ้น แน่นอนว่าถ้าพูดถึงประเด็นนี้หลายคนอาจมีข้อคัดค้านในใจ แต่เชื่อเถอะว่ามะเร็งไม่ได้ส่งผลต่อเราในระยะสั้น แต่ส่งผลถึงระยะยาวเลยทีเดียว

 

รูปแบบของมะเร็ง เป็นแบบไหนบ้าง ?

จากผลสำรวจ พบว่า มะเร็งในตัวมนุษย์นั้นมีมากกว่า 100 ชนิด โดยเรียกตามอวัยวะที่มีเซลล์มะเร็งอยู่ ซึ่งมะเร็งแต่ละแบบก็จะมีรายละเอียดและความร้ายแรงของโรคแตกต่างกันออกไป ซึ่งมะเร็งที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดีก็จะมีดังนี้

 

  1. มะเร็งเต้านม : เป็นมะเร็งที่มีผู้ป่วยมากเป็นอันดับหนึ่ง และยังระบุสาเหตุแน่ชัดไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากทั้งพันธุกรรม หรือพฤติกรรมของผู้ป่วย คนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะมีก้อนเนื้ออยู่ที่บริเวณทรวงอก สามารถตรวจเช็คขั้นต้นได้ด้วยตัวเอง

 

  1. มะเร็งปากมดลูก : เกิดจากการรับเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดอาการผิดปกติ จนแปรเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง สามารถรักษาให้หายได้ในขั้นต้น แต่หากลุกลามแล้วอาจต้องทำการฉายรังสี หรือเคมีบำบัดเพื่อการรักษา และอาจต้องผ่าตัดนำมดลูกออกหากจำเป็น ถือเป็นมะเร็งที่พบในผู้หญิงมากเป็นอันดับ 2

 

  1. มะเร็งตับ : มะเร็งอันดับหนึ่งที่เกิดในเพศชาย นับว่าเป็นมะเร็งที่มีความอันตรายอย่างมากเนื่องจากตัวมะเร็งจะแทบไม่แสดงอาการเลย ซึ่งสาเหตุของมะเร็งก็สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทย คือการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไหม้เกรียม และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

 

  1. มะเร็งปอด : เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย และพบได้มากในผู้หญิงเช่นกัน ซึ่งสาเหตุหลักคือการสูบบุหรี่หรือรับควันบุหรี่เป็นประจำ สะสมไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะแสดงอาการช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยจะมีอาการไอเป็นเลือด ปวดหัว ชัก ไปจนถึงเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

 

นอกเหนือจากที่กล่าวไปยังมีมะเร็งชนิดอื่นๆ อีก เช่นมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งถุงน้ำดี ดังที่บอกว่ามะเร็งสามารถเป็นได้แทบทุกส่วนของร่างกาย แน่นอนว่าหากเป็นมะเร็งในระยะแรก ๆ เราสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะแตกต่างกันไปตามชนิดมะเร็งนั้น ๆ

 

มะเร็ง รักษาได้ ?!

สำหรับในประเทศไทย การรักษาโรคมะเร็งมีหลายวิธีการผสมผสานกันไปตามชนิดและอาการของโรค ดังนี้

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม ทางแพทย์เจ้าของไข้จะมีการสังเกตว่าคนไข้ตอบสนองต่อการรักษาแบบใดมากกว่ากัน ไม่จำเป็นว่ามะเร็งจะต้องรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดหรือผ่าตัดอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

นอกจากนี้ เคยมีคนใช้วิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยธรรมะมาแล้ว ใช้วิธีการอย่างไร ก็คือการนำเอาการฝึกสมาธิและการเจริญสติมาใช้ประกอบการรักษานั่นเอง อย่าง ดร.เอียน กอว์เลอร์ (Ian Gawler) สัตวแพทย์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกชนิดร้ายแรงเมื่ออายุ 24 ปี พยายามหาวิธีที่จะเอาชีวิตรอดจากมะเร็ง โดยการนำการใช้สมาธิมาบำบัดโรคมะเร็ง พร้อมทั้งหาความรู้จากที่ต่าง ๆ รวมทั้งอ่านหนังสือแนวธรรมชาติบำบัดอย่างมากมาย แล้วนำมาทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งก็ประสบความสำเร็จ หายขาดจากมะเร็ง เมื่ออายุ 38 ปี

 

อีกท่านหนึ่งเคยยกตัวอย่างไว้ในบทความก่อนหน้านี้ นั่นคือนักแสดงอาวุโสของไทย อย่าง คุณเมตตา รุ่งรัตน์  ที่ตอนนี้ลดงานบันเทิงลงมาก เนื่องจากปัญหาสุขภาพมากมาย หนึ่งในนั้นคือโรคมะเร็งนั่นเอง สาเหตุเกิดนั้นก็มาจากการที่สามีสูบบุหรี่จนทำให้ป่วยและเสียชีวิตลงก่อนหน้าในที่สุด ซึ่งเจ้าตัวต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งมากกว่า 10 ชนิด และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น โดยคุณเมตตามองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

 

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ความน่าจะเป็นที่จะหายจาก “มะเร็ง”

ปัจจุบันนี้ ในแวดวงแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายขาดและกลับมามีสุขภาพที่ปกติได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตการอยู่รอดที่ยาวนานเท่ากับบุคคลปกติที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนอง ต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย

 

สำหรับโรคมะเร็งต่าง ๆ ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมป์โฟ ไซติค ลิวคีเมีย , มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอร์ดกิ้น , มะเร็งไตในเด็กชนิด วิมส์ ทูเมอร์ , มะเร็งลูกอัณฑะ , มะเร็งกระดูก ชนิดอ๊อสติโอเจนนิค ซาร์โคม่า , มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว , มะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น Basal cell carcinoma , มะเร็งเต้านม , มะเร็งปอดชนิด Small cell, มะเร็งหลังโพรงจมูก , มะเร็งเนื้อเยื่อชนิด Germ cell

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ป่วยมะเร็งจะกลับมาหายเป็นปกติหรือจะตายจากโลกนี้ไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกัน อาทิ

 

  1. ระยะของโรค : ผู้ป่วยระยะต้นมีโอกาสหายขาดมากกว่ามะเร็งระยะปลาย มะเร็งระยะแพร่กระจายมีโอกาสหายขาดน้อยมาก ซึ่งกรณีนี้มักจะได้การรักษาแบบประคับประคอง Palliative treatment เพื่อลดความเจ็บปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตเท่านั้น

 

  1. อวัยวะต้นเหตุของโรคมะเร็ง : มะเร็งต้นเหตุ (primary cancer) บางตำแหน่งแม้เป็นระยะแรกก็การพยากรณ์โรคไม่ดี เช่น มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งสมอง มะเร็งไต เป็นต้น ในขณะที่มะเร็งบางตำแหน่งมีโอกาสอยู่รอดดีมาก แม้เป็นในระยะปลาย ๆ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งบางชนิดก็มีการพยากรณ์โรคกลางๆ ขึ้นกับระยะตามข้อ 1 เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

 

  1. การผ่าตัดมะเร็งที่มีลักษณะเป็นก้อน (solid tumor) ที่ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้ มักจะดีกว่าก้อนที่ใหญ่โต หรือลุกลามต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะใกล้เคียงทำให้ผ่าตัดไม่ได้ มะเร็งบางชนิดตอบสนองต่อยาเคมีดีมาก มีโอกาสหายสูงมาก เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งอัณฑะ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็ก เป็นต้น มะเร็งบางชนิดผ่าตัดไม่ได้แต่รักษาด้วยการฉายแสงคู่กับยาเคมีได้

 

  1. ลักษณะเซลล์ที่เห็นจากกล้องจุลทรรศน์ : โดยพยาธิแพทย์ (แพทย์ที่ดูผลชิ้นเนื้อทางกล้องจุลทรรศน์) จะเป็นผู้วินิจฉัยความรุนแรงของเซลล์มะเร็งเรียกว่า grading ซึ่งแพทย์มะเร็งวิทยาทั้งหมดอายุกรรมเคมีและหมอฉายแสง รวมถึงหมอผ่าตัดจะได้วางแผนร่วมกันในการรักษา ผู้ป่วยรายดังกล่าว เช่น มะเร็งเต้านม ระยะที่ 1 แต่เกรดของมะเร็งไม่เหมือนกัน ก็มีความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน มะเร็งต่อมลูกหมาก ดูเกรดตาม gleason score ก็เป็นตัวบอกการให้การรักษาเสริมด้วยฮอร์โมนบำบัด

 

  1. อายุของผู้ป่วย : โรคบางโรคเป็นในคนอายุน้อยไม่ดี เช่น มะเร็งเต้านม ในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี มีโอกาสมีโรคกำเริบสูงกว่าผู้ป่วยระยะเดียวกันที่อายุมากเป็นต้น มะเร็งบางชนิดเป็นในอายุมากไม่ดี เช่น มะเร็งสมอง ยิ่งอายุมากกว่า 60 ยิ่งแย่ เป็นต้น

 

  1. สภาพร่างกายผู้ป่วย : ผู้ป่วยเดินมาหาหมอ กับนอนมา แม้เป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน ระยะเดียวกัน และเกรดเดียวกัน ก็ทำให้แพทย์รักษาต่างกัน แพทย์จะต้องดูว่าผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้หรือไม่ และต้องทำความเข้าใจด้วยว่าแผนการรักษานั้นจะเป็นไปเพื่อให้หายขาด (curative care) หรือประคับประคอง (palliative care)

 

  1. สถานพยาบาลและแพทย์ที่ให้การรักษา : อาจจะปฏิเสธได้อย่างยิ่งเลยว่า โรงพยาบาลบางแห่งมีความเชี่ยวชาญ มีเครื่องไม้เครื่องมือมีประสบการณ์มากกวาอีกสถาบัน ซึ่งปกติผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าแพทย์ท่านใด โรงพยาบาลอะไรเชี่ยวชาญเรื่องอะไร สำหรับประชาชนทั่วไป ข้อมูลเชิงลึก หรือ “วงใน” แบบนี้คงหายาก ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูจากสถิติว่าสถาบันนั้นรักษาโรคแบบนี้กี่คน เป็นต้น

 

  1. ยารักษามะเร็ง : มะเร็งบางชนิดมียาดี ๆ มากมาย เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก สาเหตุที่มียาดี ๆ มากเป็นเพราะโรคมะเร็งเหล่านี้เป็นโรคที่พบบ่อย ผู้คนเป็นกันมาก ทำให้มีงานวิจัยออกมามาก ตรงกันข้ามมะเร็งบางชนิดพบได้ไม่บ่อย เช่น มะเร็งสมอง มะเร็งต่อมน้ำลาย มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน

 

สุดท้ายแล้ว หลายคนอาจจะยังหวาดกลัวกับโรคมะเร็ง เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา หากอยู่ในขั้นร้ายแรงก็อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีสิทธิประกันสุขภาพหรือประกันสังคมก็อาจครอบคลุมไม่ทั่วถึง แต่ถ้าคุณเริ่มที่จะรักษาสุขภาพกายสุขภาพจิตให้ดี โรคมะเร็งก็อาจจะไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หากรู้จักป้องกันและรักษาตั้งแต่ต้น โรคร้ายนี้ก็จะไม่เข้าใกล้ตัวเราอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต