Pasta-Alla-Puttanesca_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 5, 2020

Pasta จานนี้มี ชื่อว่า Alla Puttanesca

นอกจากจะทำง่าย รสชาติเผ็ดร้อนลืมไม่ลงแล้ว ยังมีประวัติที่น่าสนใจ เมนูนี้ว่ากันว่าเกิดในซ่อง เหล่าคุณผู้หญิงบานฉ่ำ (Puttanes แปลว่าหญิงที่มีอาชีพเก่าแก่ที่สุดในโลก) ในเมือง Naples อิตาลี ปรุงรับประทานหลังเลิกงานหรือระหว่างรอลูกค้า เครื่องปรุงไม่มีอะไรมาก เหมือนเป็นสูตรล้างครัว

 

 

ส่วนผสม

  • เส้นพาสต้า
  • น้ำมันมะกอก
  • เคเปอร์
  • มะกอก
  • มะเขือเทศ
  • กระเทียม
  • พริก
  • แอนโชวี่

 

วิธีทำ

สับส่วนผสมแล้วผัดให้เข้ากัน ตามด้วยมะเขือเทศ ผัดให้เข้ากันจนซอสเดือด ค่อยลดไฟลงใส่เส้นพาสต้าลงผัดต่อซัก 1-2 นาที ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

ใส่มั่วๆ รวมกันออกมาแซ่บถูกใจเหลือหลาย เพราะเหมือนผัดกะเพราบ้านเรา ทำได้เร็วพอๆ กับต้มมาม่าทรงเครื่อง กินแซ่บเหงื่อกาฬแตกถูกใจผู้หญิงยี่หุบอย่างเราเป็นยิ่งนัก

 

ขอบคุณสูตรและภาพประกอบจาก Facebook : Putti Thompson


-3D-อายะและแม่มด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 5, 2020

สตูดิโอจิบลิเปิดตัวอนิเมะ 3D เรื่องใหม่ “อายะและแม่มด”
ดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนอังกฤษชื่อดัง Earwig And The Witch

Studio Ghibli บริษัทอนิเมชั่นชื่อดังของญี่ปุ่น เตรียมเปิดตัวภาพยนตร์อนิเมะ 3D เรื่องแรก ชื่อ “อายะและแม่มด” (Aya and the Witch) ดัดแปลงจาก วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังของอังกฤษ เรื่อง “Earwig And The Witch เขียนโดย Diana Wynne Jones เจ้าของผลงานเรื่อง ‘Howl’s Moving Castle’ ที่สตูดิโอจิบลิเคยนำมาผลิตเป็นภาพยนตร์อนิเมะจนเป็นที่นิยมอย่างมากมาแล้วเมื่อปี 2004

 

ฮายาโอะ มิยาซากิ และ โกโระ มิยาซากิ (ลูกชาย)

 

สำหรับ “อายะและแม่มด” จะเป็นภาพยนตร์อนิเมะเรื่องแรกของจิบลิที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยผลิตออกมาในรูปแบบ 3D สามมิติ ที่มีชีวิตชีวามากขึ้นกำกับและดูแลการผลิตโดยโกโระ มิยาซากิ ลูกชายของฮายาโอะ มิยาซากินักวาดภาพเคลื่อนไหวผู้สร้างภาพยนตร์ผู้เขียนบทและนักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตูดิโอ จิบลิ ซึ่งเป็นผู้วางแผนงานการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ทั้งหมด

 

“อายะและแม่มด” เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงกำพร้า “อายะ” (ชื่อของตัวละครถูกดัดแปลงให้เป็นเวอร์ชันญี่ปุ่น) ที่จู่ ๆ ก็ถูกแม่มดชั่วร้ายพาตัวจากบ้านเด็กกำพร้าไปยังบ้านใหม่ที่แสนแปลกประหลาด ต่อมาอายะค้นพบว่าเธอมีความสามารถเวทมนตร์ของเธอเองและต้องใช้ความเฉลียวฉลาดของเธอเพื่อเอาชนะ และมีชีวิตรอดจากแม่บุญธรรมที่ชั่วร้าย

 

แม้ว่าการทำงานของสตูดิโอจิบลิในการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องใหม่นี้จะอยู่ในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด 19 ที่อาจจะส่งผลต่อตารางการทำงานต่างๆ แต่โทชิโอะ ซูซูกิ หนึ่งในทีมงาน บอกว่า แม้ว่าทุกคนจะมีความกังวลในช่วงแรก แต่ทุกคนต่างได้รับแรงบันดาลใจจาก “อายะ” ตัวละครเอกจากการ์ตูนเรื่องนี้ จากการที่เธอต้องพยายามเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ดังนั้นทุกคนจึงพยายามที่จะคิด ตั้งสติ และหาทางออกในเรื่องต่างๆ เหมือนกับ อายะ ที่เธอสามารถเอาชนะทุกอย่างได้ด้วยความคิด และความเฉลียวฉลาดจนสามารถเอาชีวิตรอดได้ในทุกช่วงเวลา และ เมื่อคิดอย่างนั้นทุกคนก็รู้สึกโล่งใจ จนสามารถที่จะผลิตผลงานออกมาได้สำเร็จ

 

 

แม้ว่า NHK ยังไม่ได้ประกาศวันออกอากาศที่แน่นอนสำหรับภาพยนตร์การ์ตูน 3 มิติเรื่องใหม่ของสตูดิโอจิบลิ แต่คาดว่า “อายะและแม่มด” จะเปิดตัวในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2563 ถึงมีนาคม 2564 หรือในช่วงฤดูหนาวของปีนี้ ซึ่งนอกจาก “อายะและแม่มด” แล้วฮายาโอะ มิชาซากิ ยังคงเดินหน้าผลิตผลงานใหม่ ‘ How Do You Live? ‘ แม้จะมีอุปสรรคจากสถานการณ์โรคระบาดก็ตาม


colorfood_Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวล้วนมีผลต่อความคิด ความรู้สึก ไปจนถึงปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของ “สี” เวลามองเห็นสีแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ นั่นเพราะสีไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อที่อยู่เหนือสมอง ชื่อว่า “ต่อมไพเนียล” ที่เกี่ยวกับการรับรู้ การมองเห็น ส่งผลต่อฮอร์โมนด้านจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกในเชิงจิตวิทยา หรือแม้แต่ความอยากอาหารในชีวิตประจำวัน

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้าช่างน่าทาน กระตุ้นให้น้ำลายสอ มองแล้วรู้สึกน่าทาน ทั้งที่ไม่ได้หิวเลยสักนิดนั่นหมายความว่าสมองของคุณกำลังถูกครอบงำและดึงดูดด้วยสีสันที่เย้ายวนชวนให้ทานชนิดที่ว่าต่อให้อ้วนก็ยอม

 

 

5 สีกระตุ้นความอยากอาหาร

สีแดง โดยธรรมชาติของสีแดงเวลาที่เห็นจะรู้สึกถึงความร้อน มีพลัง กระตุ้นให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความหิวก็ด้วย เพราะเหตุนี้บรรดาแบรนด์อาหารชั้นนำจึงใช้พลังแห่งสีแดงมาเป็นองค์ประกอบ ชวนให้อยากกิน อยากเดินเข้าร้านซื้อมันซะเดี๋ยวนี้เลย

สีเหลือง สีแห่งความรู้สึกร่าเริงสดใส สนุกสนาน เห็นเมื่อไรก็สัมผัสได้ถึงความสุข และเมื่อมีความสุขเราก็จะกินได้มากขึ้น เรียกง่ายๆว่า แฮปปี้กับการกินนั่นเอง

สีส้ม เหมาะกับความรู้สึกอบอุ่น สดชื่น กระฉับกระเฉง ส่งผลมุมบวกให้รู้สึกว่าอาหารอร่อย มีประโยชน์ ต้องกินนะ เพิ่มความอยากอาหารเข้าไปอีก

สีเขียว สายเฮลตี้ต้องมา ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีสีเขียว ความอยากจะมีมากกว่าปกติเพราะรู้ว่าดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบทานผักจะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย ไม่อยากกินเลย แต่ควรกินบ้าง ถ้าไม่อยากขาดสารอาหาร

สีขาว สื่อถึงความบริสุทธ์ อ่อนโยน เวลาทานอาหารที่มีสีขาวทำให้รู้สึกปลอดภัยว่าอาหารนั้นไม่เป็นโทษต่อร่างกาย จนบางทีลืมนึกถึงเจ้าแคลลอรี่ตัวร้ายที่แฝงอยู่ในอาหารนั้นไปเลย มารู้ตัวอีกทีก็หมดจานไปซะแล้ว

 

 

3 สี เผาผลาญน้ำหนัก

รู้กันหรือไม่ว่าสีบางสีเห็นแล้วความอยากถึงขั้นติดลบเลยก็มี อิทธิพลของสีกลุ่มนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เหมาะสำหรับคนที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ขอแนะนำเลย

สีม่วง ช่วยลดความอยากอาหารได้ เพราะในธรรมชาติแล้วพืชผักสีม่วงมีให้เห็นตามท้องตลาดน้อยมาก ดังนั้นอาหารสีเข้มๆ อย่างสีม่วงมันทำให้รู้สึกว่าปลอม สกปรก หรือมีพิษ

สีน้ำเงิน หรือ ฟ้า ให้ความรู้สึกถึงความปลอดโปร่ง โล่งสบาย ผ่อนคลาย เมื่อสมองมีความรู้สึกดังกล่าวความอยากอาหารก็จะลดลง ใครที่อยากลดน้ำหนักลองหาอาหารสีนี้มาทาน แต่ถ้ามันยากเกินไปลองเปลี่ยนจานที่ใช้มาเป็นจานสีน้ำเงินหรือฟ้าแทนก็ช่วยได้ ลองดูสักอาทิตย์เผื่อจะผอม

สีดำ หรือ เทา ด้วยความรู้สึกหม่นหมอง น่ากลัว คล้ายมีเรื่องเศร้า มองยังไงก็ไม่มีความสุข ความรู้สึกไม่อยากใดๆ เกิดขึ้นทันที ช่วยลดความรู้สึกอยากกินอาหารได้มาก เช่น สปาร์เก็ตตี้เส้นดำ ครั้งแรกที่บางคนเห็นอาจคิดในใจว่ากินได้จริงหรือ

 

นอกจากสีจะมีอิทธิพลทางความเชื่อ การแต่งตัว การตกแต่งบ้านแล้ว สียังมีผลกับเรื่องปากท้องอีกด้วย การเลือกทานอาหารนอกจากมองเรื่องสีสันที่ชวนให้ทานแล้ว ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และสารอาหารที่จะได้รับด้วย บางอย่างสีอาจไม่สวย แต่ถ้าทานแล้วดีก็ต้องทานบ้าง บางมื้อก็ยังดี


_เดินมาราธอน_หัวใจแกร่ง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

เด็กชายพิการชาวอังกฤษ เดินมาราธอนด้วยวอล์คเกอร์ หวังระดมทุนช่วยเหลือ รพ.เด็กและโรงเรียนเพื่อเด็กพิการทางสมอง หลังได้แรงบันดาลใจจากกัปตันทอม มัวร์ อดีตทหารผ่านศึกวัย 100 ปีที่เดินระดมทุนเพื่อการกุศลไปก่อนหน้านี้

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หากคุณมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ เช่นเดียวกับเด็กชายวัย 9 ขวบคนนี้ โทเบีย สเวลเลอร์ เด็กชายผู้พิการทางสมองและร่างกายยังพิการเดินไม่ได้ แต่กลับมีหัวใจที่แข็งแกร่ง เมื่อเขาต้องการจะทำภารกิจอันยิ่งใหญ่และแสนท้าทาย ด้วยการเดินมาราธอนบนเครื่องช่วยเดิน หรือวอร์คเกอร์ของเขา เป็นระยะทาง 26.2 ไมล์ หรือประมาณ 42 กิโลเมตร เพื่อระดมทุนหาเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์เพื่อการกุศลให้กับเด็กพิการเช่นเดียวกับเขา

 

Photo by Joe Giddens/PA Images via Getty Images

 

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า โทเบียส เวลเลอร์ เด็กชายวัย 9 ขวบ สามารถบรรลุความตั้งใจของเขาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการเดินจนครบระยะทาง 26.2 ไมล์หรือ ประมาณ 42 กิโลเมตร ในเขตเชฟฟีลด์ ทางตอนเหนือของอังกฤษ ท่ามกลางกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนบ้าน และผู้คนที่มีความปรารถนาดีมาร่วมชื่นชมแสดงความดีใจกับความสำเร็จของเด็กชายที่สามารถทำตามความตั้งใจได้สำเร็จ

 

อาการป่วยของโทเบียส  คือกลุ่มของเด็กสมองพิการเป็นกลุ่มของความผิดปกติทางระบบประสาทที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเดิน ทำให้เขาไม่สามารถยืนหรือเดินลำพังได้แต่ต้องการการช่วยเหลือจากคนอื่น หรือเครื่องช่วยเดินหรือยึดเกาะเป็นหลัก แต่หลังจากที่เด็กชายได้ชมคลิปของกัปตันทอม มัวร์ทหารผ่านศึก ชาวอังกฤษที่ฉลองวันเกิดอายุครบ 100 ปี ด้วยการเดินรอบสวนสาธารณะ ระดมทุนเพื่อกุศลรณรงค์เกี่ยวกับบริการด้านสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะทำตามบ้างโดยเริ่มคิดว่าจะเริ่มทำภารกิจรณรงค์นี้ตั้งแต่วันเกิดในปีนี้ของเขา

โทเบียสได้เริ่มเดินด้วยวอร์คเกอร์ ที่สวนสาธารณะใกล้บ้านของเขาเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร (0.6 ไมล์) เมื่อเดือนที่แล้วแต่ต้องหยุดกิจกรรมการเดินออกไปเมื่อรัฐบาลอังกฤษได้ออกกฎล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่บ้านจากการระบาดของโรคโควิด 19 กระทั่งมีประกาศผ่อนคลายกฎเขาจึงได้ออกมาปฏิบัติตามความตั้งใจอีกครั้ง

 

“หลังจากที่ผมเห็นกัปตันทอมทำภารกิจการกุศลสำเร็จ ผมก็คิดว่าทำไมผมไม่ลองทำบ้าง ก็เลยลองใช้วอร์คเกอร์เพื่อพยายามวิ่งมาราธอนโดยเดินขึ้นและลงถนนทุกวัน” โทเบียสบอกถึงแรงบันดาลใจของเขาพร้อมกับระบุว่า มันคือ”ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่”สำหรับเขามากทีเดียว

 

ในช่วงเริ่มต้นของการปลดล็อคโทเบียสสามารถเดินได้สูงสุด 50 เมตร (164 ฟุต) ต่อวัน แต่เมื่อเขาเริ่มเข้าใกล้ระยะทางที่ตั้งใจเอาไว้ เขาก็สามารถที่จะเดินได้ถึง 750 เมตร (ครึ่งไมล์) ต่อวัน จนถึงวันที่ครบกำหนดระยะทางที่ตั้งใจ โทเบียสได้รับเสียงปรบมือให้กำลังใจและแสดงความยินดีจากทุกคนที่รอลุ้นเชียร์อยู่อย่างล้มหลาม ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมากๆ

 

Photo by Joe Giddens/PA Images via Getty Images

 

“ไม่อยากจะเชื่อเลยผมจะวิ่งมาราธอนเสร็จแล้วมันยอดเยี่ยมมาก เสียงปรบมือ และกำลังใจมันทำให้ผมแข็งแรงขึ้นทุกวันมันเป็นความรู้สึกที่ดีครับ” เด็กชายกล่าวหลังทำภารกิจสำเร็จ

 

แม่ของโทเบียสบอกว่า ทุกคนรู้สึกดีใจมากที่ลูกชายสามารถทำภารกิจการเดินมาราธอนสำเร็จไปได้ด้วยดี เขาทำได้ดีมากเขาพยายามอย่างหนักตลอดทาง เขาทำให้ครอบครัวรู้สึกภูมิใจ ถือว่าเป็นสิ่งที่ใหญ่มากสำหรับเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

 

จนถึงตอนนี้โทเบียสได้สามารถระดมทุนได้กว่า 81,600 ปอนด์ ($ 100,700) สูงกว่าเป้าหมายของเขาที่ตั้งไว้แต่แรกคือ 30,000 ปอนด์ โดยเงินที่ได้นี้จะถูกนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็ก Sheffield และ Paces School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอาการทางระบบประสาทที่โทเบียสเรียนอยู่ด้วย

 

เรื่องราวของโทเบียส จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคหากคุณตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง…ขอเพียงมีความมุ่งมั่น และไม่ย่อท้อความสำเร็จย่อมมาถึงได้ในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน


9โรค_หน้าฝน_cover_web.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนรักษาสุขภาพจาก9 โรค และ 4 ภัยสุขภาพที่มาพร้อมหน้าฝนได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ,ปอดอักเสบ,อุจจาระร่วง, อาหารเป็นพิษ,อหิวาตกโรค,ไข้เลือดออก,ไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุนกุนยา,เลปโตสไปโรซิสหรือฉี่หนู ,โรคมือ เท้า ปากและ 5.ภัยสุขภาพ ได้แก่ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัด และอันตรายจากการกินเห็ดพิษ

 

ในช่วงที่ประเทศไทยกับกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งในแต่ละปีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมักทำให้เกิดโรคระบาดประจำฤดูที่อาจจะส่งผลให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดกรมควบคุมโรค ออกประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง การป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย  โดยระบุว่าโรที่มีแนวโน้มจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฤดูฝน แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ได้แก่

 

 

1.โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ

  • โรคไข้หวัดใหญ่ พบได้ทุกกลุ่มอายุ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • โรคปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พบผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอายุ ติดต่อทางการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรือไอจามรดกัน

ซึ่งทั้งสองโรคสามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อต้องคลุกคลีกับผู้อื่น

 

2.โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ

  • โรคอุจจาระร่วง เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน
  • โรคอาหารเป็นพิษ มักพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน โดยทั่วไปมีอาการเล็กน้อยไม่รุนแรง มักจะหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง
  • โรคอหิวาตกโรค ติดต่อโดยการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีภาวะขาดน้ำรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้

สำหรับการป้องกันกลุ่มโรคทางเดินอาหารและน้ำ คือ ล้างมือ ให้สะอาดทั้งก่อนและหลังการประกอบอาหาร รับประทานอาหาร หรือหลังจากการเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่มีฝาปิดสนิท รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ หากต้องการรับประทานอาหารค้างมื้อ ควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง และไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม

 

3.โรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้แก่

  • โรคไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก มีจุดแดงที่ผิวหนัง หากอาการรุนแรงจะเกิดภาวะช็อกได้
  • โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา มียุงลายสวน และยุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค พบได้ทุกกลุ่มอายุ อาการจะคล้ายกับโรคไข้เลือดออก แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีอาการช็อก

ทั้งสองโรคสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่ให้ถูกยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

 

4.โรคติดต่อที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงฤดูฝน ได้แก่

  • โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยในผู้มีอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำอยู่เป็นประจำ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น ตาแดง และปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง การป้องกันคือ หลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องลุยน้ำย่ำโคลนเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมทุกครั้ง เช่น สวมรองเท้าบูทยาว ถุงมือยาว
  • โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก จากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย ผื่น ตุ่มน้ำใส หรืออุจจาระของผู้ป่วย อาการผู้ป่วยคือ จะมีแผลหรือตุ่มในช่องปาก กระพุ้งแก้ม มีผื่นแดงหรือตุ่มบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่แขน ขา หรือก้น

ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง และหายเองได้ สำหรับการป้องกัน ผู้ปกครองและครูควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของบุตรหลาน และคุณครูผู้ดูแลเด็กควรตรวจคัดกรองโรคในเด็กทุกคน หากพบว่ามีอาการสงสัยป่วย ให้แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติทันที รีบพาไปพบแพทย์ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี

 

5. ภัยสุขภาพ ได้แก่

  • การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ ผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ให้ตระหนักถึงอันตรายจากการจมน้ำ ให้ความรู้แก่เด็กในการเอาตัวรอด และวิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำอย่างถูกวิธี ชุมชนควรมีป้ายเตือน ทำเครื่องป้องกัน ทำรั้วล้อมรอบแหล่งน้ำ
  • การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ให้หลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้
  • อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัด ควรจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้ หากถูกงูพิษกัด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที และจำลักษณะชนิดของงูที่กัด เพื่อการให้เซรุ่มพิษงูได้ถูกต้องและรวดเร็ว
  • อันตรายจากการกินเห็ดพิษ หากไม่มั่นใจว่าเป็นเห็ดพิษหรือเห็ดที่รับประทานได้ ไม่ควรนำมารับประทาน หรืออาจเลือกรับประทานเห็ดที่มาจากการเพาะขยายพันธุ์ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เป็นต้น

 

ดังนั้นประชาชนควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยที่กำลังจะมาพร้อมกับฤดูฝนในปีนี้


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 3, 2020

สำนักข่าวต่างประเทศได้ออกสำรวจเปรียบเทียบสถานที่ชื่อดังต่างๆ ที่เคยร้างผู้คนไปในช่วงการระบาด กลับสถานการณ์หลังการผ่อนคลายกฎที่เคร่งครัด ซึ่งปรากฏภาพผู้คนที่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับก่อนหน้านี้มากขึ้น โดยสถานที่สำคัญที่ถูกนำมาเผยแพร่ รวมถึงตลาดนัดรถไฟรัชดา ประเทศไทย ที่เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติด้วย และนี่คือภาพเปรียบเทียบที่ถูกแชร์ไปจำนวนมากในสื่อออนไลน์ต่างๆ ขณะนี้

บนถนนในโอเชียนซิตี้แมริแลนด์ในสหรัฐอเมริกา ที่เคยร้างผู้คนเมื่อช่วงการระบาดรุนแรง แต่หลังจากที่มีประกาศคลายล็อกผู้คนก็เริ่มออกมาเดินเล่นกันบนถนนจนแออัด เหมือนราวกับว่าไม่ได้กลัวต่อการระบาดของโรคแต่อย่างใด

 

 

เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ชายหาดบอร์นมัธ ในสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในโลก ก็แทบจะไม่มีผู้คน แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ชายฝั่งเดียวกันกลับนั้นเต็มไปด้วยผู้ที่พากันมาดูพระอาทิตย์ตกกันจำนวนมาก

 

อิตาลีเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 33,000 คน ภาพถ่ายสองภาพนี้ถูกถ่าย ที่ร้าน Piazza Vittorio Veneto ของ Turin เปรียบเทียบระหว่างวันที่ 10 มีนาคมหนึ่งวันหลังจากมีการบังคับให้ปิดประเทศและภาพล่าสุดในวันที่ 23 พฤษภาคมเมื่อร้านอาหารบาร์คาเฟ่และช่างทำผมสามารถเปิดใหม่ได้แม้ว่ารัฐบาลอิตาลีจะยังประกาศให้ประชาชนคงมาตรการระยะห่างทางสังคมอยู่เช่นเดิมก็ตาม

 

 

ในประเทศกรีซ โบสถ์ของชาวคริสต์ ถูกบังคับให้หยุดการให้บริการหลังจากที่ประเทศประกาศมาตรการล็อกดาวน์ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ไม่มีใครสามารถไปทำพิธีที่โบสถ์ได้ แต่ภาพล่าสุดในวันที่ 17 เมษายน โบสถ์ให้บริการอีกครั้งโดยที่นั่งถูกจัดให้มีระยะห่างกันในระหว่างการเข้าร่วมพิธี  ครั้งแรกหลังจากมาตรการผ่อนคลายลง

 


 

ในประเทศเวียดนามมีผู้ป่วยเพียง 327 ราย แต่ในช่วงของการระบาดถนนหลายแห่งที่เคยมีผู้คนหนาแน่นก็กลับร้างผู้คน ไม่มีการจราจรที่คับคั่ง ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม แสดงให้เห็นคนขับสามล้อในกรุงฮานอยที่ต้องออกมารอผู้โดยสารที่แทบจะไม่มีเลย เปรียบเทียบกับภาพถ่ายการจราจรในกรุงฮานอยเมื่อวันที่ วันที่ 25 พฤษภาคม ที่เต็มไปด้วยรถราในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

 

สำหรับประเทศไทยตลาดนัดรถไฟรัชดาฯในกรุงเทพ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มักจะเต็มไปด้วยผู้คนที่แออัดอยู่เสมอ แต่เมื่อรัฐบาลประกาศพระราชกำหนดฉุกเฉิน หลายสถานที่จึงถูกสั่งปิด รวมถึงที่นี่ด้วย ภาพถ่ายเมื่อปลายเดือนมีนาคม หลังการประกาศกฎหมายเคอร์ฟิว ทำให้ตลาดที่เคยคึกคักกลายเป็นลานร้าง ไร้ผู้คน เปรียบเทียบกับภาพล่าสุดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ตลาดได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ท่ามกลางมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาด ในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่รัฐบาลยังคงขอให้ประชาชนยังคงปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยทางสุขภาพเพื่อไม่เกิดการระบาดในรอบสอง ต่อไป

 

 

ปิดท้ายที่กรุงมิลาน ใน อิตาลี ย่านสำคัญอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II เปรียบเทียบภาพเมื่อวันที่ 8 มีนาคมหลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในตอนเหนือของประเทศ กับภาพถ่ายเมื่อวันที่ วันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่อนคลายการล็อกดาวน์ พบว่ามีผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตปกติกันมากขึ้น แม้ว่าจะยังคงต้องเข้มงวดกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อความปลอดภัยไม่ให้เกิดการระบาดในรอบสองขึ้นมาอีกครั้ง


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 2, 2020

ผักผลไม้ปลอดสารพิษเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงเพราะมีผลต่อสุขภาพและร่างกายของผู้คนมากขึ้นทุกวันอันดูได้จากสถิติของโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการรับประทานสารเคมีสะสมหรือปนเปื้อน เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน หรือโรคผิวหนัง อีกประการที่สำคัญคือค่ารักษาพยาบาลที่แพงลิบลิ่วดังนั้นผู้คนในปัจจุบันจึงเลือกที่จะดูแลสุขภาพแต่ต้นทาง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่สุขอนามัยก็เป็น 1 ในหัวใจสำคัญ

 

แต่แม้คนจะให้ความสำคัญเลือกซื้อหรือเน้นผักผลไม้ปลอดสารพิษ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าอยู่ในประเภทเกษตรอินทรีย์แต่สถิติผู้ป่วยจากสารเคมีโดยเฉพาะกลุ่มปราบศัตรูพืชก็ยังสูงอันดูได้จากสถิติสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ชี้ว่ารอบ 6 เดือนมีผู้ป่วยจากสารเคมีปราบศัตรูพืชมากกว่า 3,000 ราย (1 ต.ค. 2561 – 17 ก.ค. 2562)

 

ด้วยอันตรายสะสมทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงสั่งห้ามผลิตนำเข้า ส่งออก และครอบครองสารเคมีทางการเกษตรเพื่อกำจัดศัตรูพืช 5 รายการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา คือ 1.คลอร์ไพริฟอส 2.คลอร์ไพริฟอส-เมทิล 3.พาราควอต 4.พาราควอตไดคลอไรด์ 5.พาราควอตไดคลอไรด์ บิส เมทิลซัลเฟต

 

 

วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนคุณทำความรู้จักกับ พาราควอตและเหตุผลที่ทำไมเราควรรู้ที่มาของการต้อง “แบน” สารดังกล่าว

 

พาราควอต เป็นชื่อของยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้ในพืชไร่ ด้วยเป็นยาเผาไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

แต่การฆ่าหญ้าแบบนี้ทำให้เกิดการตกค้างของพาราควอตต่อพืชผัก การศึกษาของนักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ในเดือน ธ.ค.2560 ตรวจพบสารพาราควอตในผักที่ปลูกในท้องถิ่นทุกตัวอย่าง ได้แก่ พริกแดง กะเพรา คะน้า ชะอม

โดยการตรวจสารตกค้างของผัก ผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างค้าปลีกของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบสารพาราควอตในผักผลไม้ในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่างจาก 76 ตัวอย่าง

 

2 อันตราย ของพาราควอต

 

1. สุขภาพแย่

โดยทั่วไปผู้ได้รับพิษจากยาฆ่าแมลงจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว แสบตา น้ำตาไหล มองไม่ชัด รวมถึงอาจได้รับผลกระทบต่อระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้อกระตุก อ่อนเปลี้ย หายใจลำบาก และอาจถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของสารเคมีและปริมาณที่ได้รับ แต่พาราควอตส่งผลหนักกว่านั้น.. การประเมินของนักวิจัยพบว่า ในหญิงตั้งครรภ์พาราควอตในร่างกายแม่ถูกส่งต่อถึงลูกในท้องเพราะตรวจพบพาราควอตในขี้เทาของทารกแรกเกิด

นอกจากนี้ งานวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์พิสูจน์แล้วว่า พาราควอตสามารถเข้าสู่สมองส่วนกลางของสัตว์ทดลองได้ รวมถึงงานวิจัยทางระบาดวิทยาในต่างประเทศชี้ว่า พาราควอตเพิ่มโอกาสการเป็นพาร์กินสันถึงมากกว่าร้อยละ 47

ทั้งนี้ผู้ที่รับยาฆ่าแมลงทั้งโดยตรง โดยอ้อม หรือ ไม่รู้ตัว จะสะสมสารพิษจนนำไปสู่โรคร้ายในระยะยาว เช่น โรคทางระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ กล้ามเนื้อ หัวใจ และมะเร็ง

 

2.ระบบนิเวศเสียหาย

ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในน้ำและดิน เป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรัง ทั้งการลดลงของพืชคลุมดินบางชนิดและสัตว์ที่มีประโยชน์ รวมถึงปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตในบริเวณใกล้เคียง เช่น นก ไส้เดือน ปลา ผึ้ง ขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของสารเคมี และความสามารถในการตกค้าง เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัติอันตรายของสารพาราควอตที่ล้างไม่ออก ต้มไม่หาย เพราะมีจุดเดือดที่ 300 องศาเซลเซียส จึงทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ มีโอกาสรับพาราควอตเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานพืชผักผลไม้

อาจถึงเวลาแล้วที่ผู้ใช้ยากำจัดศัตรูพืชต้องหันมาใช้สารอื่นทดแทนในแบบธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว สำหรับผู้บริโภคการหลีกเลี่ยงสารปนเปื้อนอาจเป็นไปได้ยาก แต่เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพชีวิต ก่อนจะบริโภคผักหรือผลไม้ทุกครั้ง ควรล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธีก็ช่วยลดปริมาณสารเคมีลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

 

 

ทางเลือก ลดเสี่ยงยาฆ่าแมลงในผัก

  • 80-95% เบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนโต๊ะ ต่อน้ำอุ่น 10 ลิตร แช่ไว้ 15 นาที ค่อยล้างด้วยน้ำสะอาด
  • 54-63% เด็ดผักเป็นใบ ๆ แช่ในน้ำนาน 15 นาที จากนั้นเปิดน้ำไหลผ่านและคลี่ใบผักถูไปมา 2 นาที
  • 35-43% ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด
  • 29-38% แช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 5 % ในอัตราส่วนน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด

..เบียดออฟฟิศซินโดรม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 2, 2020

อาการปวดเมื่อยจากออฟฟิศซินโดรม ไม่ว่าจะคอ บ่าไหล่ หลัง หรือ เอว กลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บขาประจำที่มนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะวัย 30+ มักประสบพบเจอ…

 

นอกจากการนั่งจดจ่อทำงานในท่าเดิมนานๆ แล้ว “ความเครียด” ก็ถือเป็นสาเหตุสำคัญไม่แพ้กัน เพราะความเครียด เมื่อเราสะสมมากๆ จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของร่างกายจิตใจ อาทิ ปวดหัว ปวดเมื่อย นอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน อาหารไม่ย่อย ปล่อยไว้นานอาจกระทบเป็นลูกโซ่ถึงปัญหาโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคไมเกรน โรคหัวใจ ความดันโลหิต หรือ โรคซีมเศร้า

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเทคนิคดีๆ เกี่ยวกับการดูแลกายใจให้พ้นความเครียด และอาการปวดเมื่อยที่เสมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ของ นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ มาฝากกัน

 

เทคนิคที่คุณหมอแนะนำ คือ “เกร็งและคลายกล้ามเนื้อแต่ละส่วน” ซึ่งอยู่ภายใต้กลไกควบคุมสั่งการของสมอง โดยอาศัยหลักการว่าเมื่อกล้ามเนื้อผ่อนคลายจะส่งผลให้อารมณ์จิตใจให้ผ่อนคลายไปด้วย ซึ่งเป็นวิธีการที่เราสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  1. เลือกหาที่สงบ นั่งในท่าสบาย คลายเสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ให้รัดแน่นเกิน
  2. หลับตาทำใจให้ว่าง สมาธิจดจ่ออยู่ที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่เราจะฝึก
  3. เกร็งกล้ามเนื้อแต่ละส่วนค้างไว้ 3-5 วินาที จากนั้นคลายออก 10-15 วินาที
  4. เริ่มเกร็งซ้ำใหม่แล้วคลายออก ทำแบบนี้วนไป เพื่อผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือด ตามขั้นตอนต่อไปนี้

 

 

  • มือและแขน : ทำทีละข้างเริ่มจากข้างขวา เหยียดแขนออกแล้วกำมือ เกร็งแขนแล้วคลายออกและทำซ้ำ แล้วสลับมาข้างซ้ายด้วยวิธีเดียวกัน
  • หน้าผาก : เลิกคิ้วสูงแล้วคลาย และขมวดคิ้วแล้วคลาย
  • แก้ม ตา จมูก : หลับตาแล้วย่นจมูกจากนั้นให้คลาย
  • ขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก : กัดฟันแล้วใช้ลิ้นดันเพดานปากจากนั้นคลาย และเม้มปากให้แน่นแล้วคลาย
  • คอ : ก้มหน้าให้คางจรดคอแล้วคลาย จากนั้นเงยหน้าจนสุดแล้วคลาย
  • อก ไหล่และหลัง : สูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้สักครู่แล้วค่อยๆ ผ่อนออก และยกไหล่ทั้ง 2 ข้างให้สูงแล้วคลาย
  • หน้าท้องและก้น : แขม่วท้องให้สุดแล้วคลาย จากนั้นขมิบที่ก้นแล้วคลาย
  • เท้าและขา : เริ่มจากข้างขวา เหยียดขาออกและงอนิ้วเท้าทั้งหมดแล้วคลาย จากนั้นให้กระดกปลายเท้าขึ้นและคลาย เปลี่ยนมาข้างซ้ายด้วยวิธีการเดียวกัน

 

ควรทำกี่ครั้ง?

ควรฝึกทำจุดละ 8-12 ครั้ง เพื่อให้เกิดความชำนาญ ใช้เวลารวมประมาณ 20-30 นาที อาจฝึกในช่วงเช้าหรือ ก่อนนอน แต่ควรฝึกให้สม่ำเสมอทุกวัน เมื่อเกิดความคุ้นเคยแล้วอาจทำเฉพาะส่วนที่ปวดเมื่อยก็ได้

 

ผลของการฝึกวิธีนี้จะส่งผลดี 3 ด้าน คือ

1.ทางกาย กล้ามเนื้อต่างๆ จะผ่อนคลาย ทำให้สบายตัว คลายปวดเมื่อย

2.จิตใจจะรู้สึกปลอดโปร่ง คลายความกังวล ลดความคิดฟุ้งซ่าน

3.ทำให้มีสมาธิมากกว่าเดิม เนื่องจากขณะที่ฝึกจิตใจของเราจะจดจ่ออยู่กับการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสมองดีขึ้นด้วย

 

ถ้าใครทำแล้วได้ผลดียังไง อย่าลืมเอามาแชร์กันบ้างนะ


4-วิธีเก็บเงินให้โสดแบบสวยๆ-แต่รวยตอนแก่_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

สังคมปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ครองตัวเป็นโสดเพิ่มมากขึ้น บ้างให้เหตุผลว่าชื่นชอบการใช้ชีวิตอิสระตัวคนเดียว บ้างก็ให้เหตุผลว่ายังหาเนื้อคู่ไม่เจอ ที่เคยเจอก็ยังไม่ถูกใจ บ้างก็อาจเข็ดกับการมีคู่เพราะเคยพบความผิดหวังมาก่อน ฉะนั้นถ้าคนไหนเตรียมใจล่วงหน้าไว้แล้วว่า ชีวิตนี้ (อาจจะ) ไม่มีคู่แน่นอน สิ่งที่ต้องคิดอันดับแรก คือ วิธีวางแผนการเงิน ว่าต้องทำยังไงถึงจะมีกินมีใช้ เลี้ยงดูตัวเองยามแก่แบบสบายๆ ไม่ต้องลำบากพึ่งพาหรือ หยิบยืมใคร

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำ 4 วิธีเก็บเงินสำหรับคนโสด มาฝากกัน…

 

เก็บเงินคนโสด_เก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่

 

1.อย่าคิดติดหนี้ ถ้ามีให้รีบเคลียร์

ลองลิสต์ภาระหนี้สินของตัวเองออกมา แล้วจัดลำดับความสำคัญ เช่น หนี้ที่ดอกเบี้ยสูงให้รีบจัดการปลดหนี้ก่อน ทยอยจัดการหนี้สินจะเลือกแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือถ้ามีเงินก้อนจะเคลียร์ที่เดียวให้จบๆ ไปก็ได้ และไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม ไม่เช่นนั้นชีวิตคุณจะ Move On เป็นวงกลมแน่นอน

อ่าน 4 ไอเดียปลดหนี้ และ 6 พฤติกรรมการใช้เงินแบบยอดแย่

 

2.วางแผนก่อนเกษียณ

คุณอาจคิดว่าอยู่คนเดียวน่าจะชิลล์เพราะใช้จ่ายเงินน้อยกว่าคนมีครอบครัว แต่ความคิดนั้นอาจผิดมหันต์ เพราะแค่วางแผนอยู่บ้านพักคนชรายังต้องมีเงินก้อนใหญ่ไว้จ่ายเขาเป็นหลักแสน หลักล้าน ซึ่งฟังดูไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

แล้วต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ?

ลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ ว่า หลังเกษียณอยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่โดยที่ไม่ต้องทำงานเพิ่ม แล้วลองคำนวณดู เช่น นาย ก. อายุ 35 ปี ตั้งเป้าว่าจะครองโสดตลอดชีวิตและเมื่อถึงช่วงอายุ 60-80 ปี อยากมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท หรือ ตกปีละ 240,000 บาท ถ้าคิดเป็นยอดรวมตลอด 20 ปีก็จะเป็นเงิน 4,800,000 บาท

 

ถ้าเริ่มต้น ณ ปัจจุบัน นาย ก. ยังเหลือเวลาหาเงินอีก 25 ปี ดังนั้นแต่ละปีต้องมีเงินเหลือเก็บจากการใช้จ่ายทั่วไปให้ได้ประมาณปีละ 192.000 บาท (ไม่รวมอัตราเงินเฟ้อ) นาย ก. ถึงจะเก็บได้ 4,800,000 บาทตามเป้า แต่ถ้านาย ก. มองว่ายากเกินไปก็ให้ปรับวิธีคิดใหม่ อาทิ เกษียณตัวเองให้ช้าลงมีเวลาหาเงินเก็บเงินมากขึ้น หรือ ลดจำนวนเงินที่จะใช้หลังเกษียณลง

 

อย่างไรก็ตามเงินหลังเกษียณของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีเท่ากัน การคิดคำนวณต้องขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หรือ ความต้องการของแต่ละคนเป็นหลัก

 

3.คิดเสียว่า เงินก็เหมือนเค้ก ดังนั้นควรตัดแบ่งเป็น 4 ส่วน

สิ้นเดือนเงินเข้าบัญชี อย่าพึ่งดีใจออกไปปาร์ตี้ รีบจัดสรรแบ่งเงินออกเป็นสัดส่วนเพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจน วางแผนง่ายและเป็นการสร้างวินัยการออม แต่ก็สามารถใช้ชีวิตแบบมีความสุขไปได้อย่างสมดุลพร้อมกัน

  • ตัด 10% เป็นเงินออม เมื่อเงินเดือนเข้าให้ตัดใจหักเงินส่วนนี้เข้าบัญชีทันที เพราะถ้าใช้ก่อน รอให้เหลือแล้วค่อยเก็บ คุณคงใช้เงินเพลินจนหมดก่อนออมแน่นอน ดังนั้นแนะนำให้เปิดบัญชีฝากประจำแยกจากบัญชีเงินที่ใช้จ่ายเพื่อให้เป็นสัดส่วน ไม่ปนกัน
  • จำกัดงบรายจ่ายไม่เกิน 40% ของรายรับ เดือนๆ หนึ่ง เรรู้อยู่แล้วว่ามีค่าใช้จ่ายเงิน Fix cost อาทิ ค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าข้าว ค่ากาแฟ ค่าขนมจุกจิก ค่าเดินทาง ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ประมาณกี่บาท ซึ่งควรนำมาคำนวณเพื่อวางแผนใช้ให้พอดีเฉพาะที่จำเป็น
  • หัก 30% ลงทุนเงินอนาคต อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นถึง 3% การฝากเงินไว้เฉยๆ ที่ได้ดอกเบี้ยไม่ถึง 1% ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการเก็บเงินระยะยาว ควรลงทุนให้เงินงอกเงยขึ้น เช่น ซื้อกองทุน สลากออมทรัพย์, หุ้นหรือการสะสมทองคำ เลือกที่ชอบ ลงทุนแต่พอดี ตามความเสี่ยงที่รับได้ ควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนการลงทุน
  • ตั้งงบพิเศษ 20% เพื่อซื้อความสุข โสดทั้งทีต้องมีความสุข เมื่อแบ่งสรรเงินส่วนที่จำเป็นเรียบร้อยตามแผนแล้วก็ถึงเวลาหาความสุขเติมเอ็นโดรฟินให้กับตัวเองบ้าง เช่น การเดินทางท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้ หรือ ทานอาหารมื้อพิเศษที่อยากทาน แต่ก็ไม่ถึงกับว่าต้องไปมีเหมือนคนอื่นซะทุกอย่าง เพราะความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน เติมความสุขแล้วก็อย่าลืมกลับมาทำงานเก็บเงินต่อนะ

 

4.ทำประกัน

ร่างกาย คือ ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา เพราะทุกสิ่งที่งอกเงยขึ้นมาล้วนเกิดจากตัวเราทั้งสิ้น ฉะนั้นถ้า อยู่มาวันหนึ่งเงินที่คุณเก็บมาทั้งชีวิตต้องหมดกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หรือ อุบัติเหตุ เช่น เคยเกิดกรณีไฟไหม้โรงงานจนทำให้เจ้าของสิ้นเนื้อประดาตัวภายในเวลาเพียง 30 นาที แบบนี้คงไม่โอเคเท่าไร ชีวิตหลังเกษียณที่วางไว้อาจสลายลงในพริบตา ดังนั้นในข้อนี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่ประกันชีวิต แต่รวมไปถึงประกันทรัพย์สินประเภทต่างๆ ที่คุณมีอยู่ด้วย

 

วันนี้โลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว เงินไม่ใช่ความสุขทุกอย่างของชีวิต แต่เกือบทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตมีความสุขก็มาจากเงิน ดังนั้นการวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนัก ซึ่งแนวทางที่นำเสนอมานี้ก็สามารถปรับใช้ได้กับคนทุกสถานะไม่เพียงแค่คนโสด แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมี “วินัย” เพราะถ้าคุณวางแผนการเงินได้ดีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้ไม่ยาก และบั้นปลายชีวิตก็จะมีความสุขได้ตามแบบที่ใจคุณต้องการ


5-นาที_แบบจำลองความตาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

คุณเคยรู้หรือไม่ว่าอะไรคือ “ตะกอน” ที่ตกค้างอยู่ในใจคุณ?

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายท่านคงได้เห็นการแชร์บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโปรเจคเชิงจิตวิทยาที่ชื่อ “DEADLINE ALWAYS EXISTS แบบจำลองความตาย เพื่อเข้าใจการมีชีวิตอยู่ผ่านความตาย” ผ่านสายตากันบ้าง หรือ บางท่านอาจได้เข้าไปเล่นมาและก็มีการแสดงความเห็นในมุมที่ต่างกันไป บางคนรู้สึกเครียด ตระหนก วิตก รู้สึกดาวน์ หรือ บางคนก็บอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย

 

 

สำหรับชิ้นงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Senior Project โครงการออกแบบเรขศิลป์โครงการออกแบบเรขศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยแบบจำลองนี้จะชวนคุณใช้เวลาเงียบๆ ประมาณ 5 นาทีเพื่อพูดคุยกับตัวเอง เกี่ยวกับการทำความเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ผ่านความตาย และด้วยแบบจำลองนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับความตายอยู่ ทางคณะผู้จัดทำจึงมีคำเตือนว่า “ผู้มีอาการซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้าควรเลี่ยง”

 

เมื่อเข้าไปเล่นแล้วเห็นอะไร ?

 

ด้วยชุดคำถาม กราฟิก รวมถึงเสียงเพลงประกอบ จากที่ได้เข้าไปทดลองเล่นตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทางที่กลั่นบทสรุปออกมาเป็นดอกไม้ที่เหมาะกับเรานั้น นี่คือสิ่งที่มองเห็น….

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยเราได้มีเวลาอยู่กับตัวเองแบบนิ่งๆ มากขึ้น ได้มีโอกาสทบทวนเรื่องราวชีวิตที่เราผ่านมา

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยให้ค้นเจอ “ตะกอน” ที่ตกค้างภายในใจ ไม่ว่าจะเป็น “ความรู้สึกผิดที่เราอาจไม่เคยกล่าวขอโทษต่อการกระทำ หรือ ผู้ที่ถูกเรากระทำ” “คำพูด ความรู้สึก หรือ การกระทำที่เราแสนเสียดาย เพราะไม่อาจมีโอกาสทำให้คนคนนั้นอีกแล้ว” ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อน หรือ อาจคิดว่าแข็งแกร่งพอที่จะก้าวผ่านมันได้ แต่สุดท้ายเมื่อทำแบบจำลองนี้ ก็ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นสิ่งติดค้างในใจเรามาตลอด

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยดึงสติได้ว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ชีวิตต้องการ ความสุขของชีวิตคืออะไร ทุกวันนี้เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่หรือไม่ เวลาที่ผ่านมาเราใช้มันไปอย่างไร

 

5 นาทีที่เสียไป ช่วยกระตุกให้เห็นตัวเองว่า จริงแล้วเราเป็นคนที่รู้จักปล่อยวาง หรือ ยึดติด ชีวิตเรายังจมอยู่กับอดีต หรือ พยายามมองหาอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองที่ปรากฏนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งแต่ละท่านก็อาจมีมุมมองที่ต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิต สิ่งแวดล้อม วิจารณญาณ หรือ Mindset ส่วนบุคคลของท่านนั้นๆ และแบบทดสอบนี้ “ผู้มีอาการซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้าควรเลี่ยง” อย่างที่ผู้จัดทำระบุ

แต่ท่านใดเล่นแล้วได้ดอกไม้ชนิดใด จะลองเอามาแชร์กันดูบ้างก็ยินดี