_Bubble_Traval_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 12, 2020

ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์เตรียมเปิดการท่องเที่ยวแบบจับคู่ประเทศ ในชื่อ “Tran-Tasman Travel Bubble” แก้ปัญหาเศรษฐกิจภาคท่องเที่ยวซบเซา เน้นการเดินทางระยะยาวของนักท่องเที่ยวคุณภาพ มีการจับจ่ายสูง ทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะอยู่นาน เดินทางน้อย เล็งเปิดเพิ่มสิทธิพิเศษสำหรับนักธุรกิจเพื่อเจรจาการค้า ขณะหลายประเทศเริ่มนำแนวคิดไปทำตามรวมทั้งไทย

 

หลังการระบาดของโรคโควิด 19 ผ่านจุดวิกฤติของหลายๆ ประเทศไปแล้ว ทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบที่เคร่งครัด โดยเฉพาะการเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปิดประเทศเพื่อต้อนรับการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพราะถือว่าเป็นรายได้หลักของหลายๆ ประเทศที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน

 

สำหรับการท่องเที่ยวหลังโรคระบาดได้เกิดรูปแบบใหม่ของการท่องเที่ยวกำลังพูดถึงมากในขณะนี้คือ การท่องเที่ยวแบบ “Travel Bubble” หรือการจับคู่การท่องเที่ยวระหว่างประเทศโดยจะเป็นการเจรจารูปแบบแลกเปลี่ยนการรับนักท่องเที่ยวระหว่างกันระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มั่นใจว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว แต่ยังคงอยู่ในกฎระเบียบที่นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน โดยปัจจุบันเริ่มมีการทำงานจับคู่เจรจากันแล้วในบางประเทศ เช่น เช่น จีน กับ สิงคโปร์บางเมือง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์บางเมือง

 

Sunset at nugget point, new zealand south island Free Photo

 

ทราเวลบับเบิล “Travel Bubble” ถือเป็นรูปแบบใหม่ ที่เพิ่งถูกนำมาในช่วงหลังเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 โดยแนวคิดการท่องเที่ยวแบบนี้ประเทศที่จับคู่ท่องเที่ยวกันเป็นอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานการป้องกันโรคอย่างชัดเจน คู่แรก และถือเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ คือ คู่ “นิวซีแลนด์” และ “ออสเตรเลีย” ซึ่งทั้งคู่ใช้ชื่อว่าใช้ชื่อว่า “Tran-Tasman Travel Bubble” เปิดให้มีการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยเริ่มต้นเป็นการจำกัดเมืองที่จะท่องเที่ยว โดยคู่ประเทศทั้งสองตกลงยินยอมให้มีการเดินทางระหว่างกันโดยไม่ต้องให้มีการกักตัว แต่ยังคงมีมาตรการตรวจเข้มข้นที่สนามบินของแต่ละประเทศ โดยอาจจะเริ่มอนุญาตให้มีการเดินทางไปมาในบางเมืองก่อน

 

ทั้งนี้จะมีการตกลงกันระหว่างรัฐบาลของแต่ละประเทศในการให้สิทธิพิเศษของการเดินทางเข้าออกระหว่างกันได้โดยไม่ต้องมีการกักตัว 14 วัน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มข้น เช่น การตรวจเช็คสุขภาพทั้งจากประเทศต้นทางและปลายทางว่าผู้ที่เดินทางมานั้นปลอดจากโรคโควิด-19 จริง

 

แม้ว่าจะยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่จะดำเนินการการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อย่างชัดเจนนักว่าจะเริ่มได้เมื่อไหร่ แต่ทั้งสองประเทศก็ได้ร่วมมือการศึกษาและทำแผนการร่วมกันมานานแล้ว โดยเน้นการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลาย มีการเตรียมการเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาจากข้อกังวลต่างๆ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ส่วนใหญ่สนับสนุนแผนนี้ และคาดว่าอย่างเร็วที่สุดจะมีการดำเนินการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวกันได้ในเดือนกรกฎาคมนี้ หรืออย่างช้าคือ กันยายนปีนี้ เนื่องจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นับว่าเป็นมีรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างกันเป็นจำนวนมาก และต่างก็เป็นตลาดใหญ่ของการท่องเที่ยวระหว่างกัน ในโดยปี 2562 ชาวออสเตรเลีย 1.5 ล้านคนใช้วันหยุดในนิวซีแลนด์ซึ่งคิดเป็น 40% ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทาง ในขณะที่ออสเตรเลียเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมานานสำหรับชาวนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นตลาดแหล่งใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศสำหรับผู้มาเยือน (ตามหลังจีน) โดยมีชาวนิวซีแลนด์ 1.4 ล้านคนเดินทางไปท่องเที่ยวในออสเตรเลียในปี 2562 เช่นกัน

 

 

Fantastic composition with hand placing hearts on map Free Photo

 

จากข้อตกลงในรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่นี้ ทั้งสองประเทศยังมีความเห็นตรงกันว่า ไม่เพียงที่จะทำให้การท่องเที่ยวไม่หยุดชะงักลงเท่านั้น แต่กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ยังจะช่วยให้เกิดการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพและมีถือเป็นการเริ่มต้นรูปแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วย เพราะในการเดินทางแต่ละครั้งนักท่องเที่ยวจะต้องเตรียมตัวอย่างดี ทั้งเรื่องของเอกสารการเดินทางต่างๆ ที่จะต้องมีการรับรองความปลอดภัยตามข้อกำหนด,แผนการเดินทางที่ส่วนใหญ่ผู้ที่ต้องการจะเดินทางจริงๆ ส่วนใหญ่ต้องการใช้ระยะเวลาท่องเที่ยวเป็นเวลานาน มีการจับจ่ายใช้สอยในลักษณะของนักท่องเที่ยวคุณภาพ และยังช่วยเรื่องการลดภาระให้กับสิ่งแวดล้อมเพราะจะไม่มีการเดินทางไปมาในระยะสั้นๆ มากนัก เมื่ออยู่เที่ยวชมก็จะท่องเที่ยวยาวนานไปเลย ทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมาทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 

นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังคิดต่อยอดรูปแบบการเดินทางใหม่แบบใหม่นี้ไปยังเรื่องของธุรกิจด้วย โดยมองไปถึงเรื่องทางการค้า โดยจะใช้รูปแบบนี้มาใช้ในการค้าขายระหว่างประเทศ โดยเรียกแนวคิดเช่นนี้ว่า “Trade Bubble” โดยจะเริ่มให้มีการดำเนินการในกลุ่มประเทศที่มีการซื้อขายทางเศรษฐกิจที่สำคัญในพื้นที่ที่กว้างออกไป เช่น แคนาดา สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ โดยจะอนุญาตให้กลุ่มนักธุรกิจเดินทางเพื่อเจรจาธุรกิจ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดตอนของซัพพลาย เชน


_การพัฒนาตัวเอง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 11, 2020

กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิตวันนี้มาแชร์แง่คิดดี ๆ ของ เอ็ดดี้ พิทยากร ลีลาภัทร์ นักเขียน นักคิดเจ้าของแฟนเพจ “ธนาคารความสุข” ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการมีชีวิตแบบคิดบวก ด้วยความสุขจากภายในอย่างเข้าใจง่าย และเตรียมพบกับโปรเจคดีๆ ระหว่าง “กินอยู่เป็น” X “ธนาคารแห่งความสุข” เร็วๆ นี้

Q: “สวัสดีค่ะพี่เอ็ด รบกวนขอความกระจ่างจากพี่หน่อยนะคะ

 

ความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ กับการพัฒนาตัวเอง มันขัดแย้งกันไหมคะ ถ้าเรารู้ว่าความสามารถเราไปได้ไกลกว่านี้มากถ้าพยายาม แต่เราพอใจที่จะอยู่ตรงนี้ มันจะดูโง่และขี้เกียจไปไหมคะ”

 

A: มันก็แล้วแต่ว่าเราจะมองมันจากมุมมองของใครครับ
ถ้านักเศรษฐศาสตร์ อาจจะรู้สึกเป็นความสูญเปล่าในศักยภาพที่มี แต่นักปรัชญาอาจจะบอกว่า มันเป็นเสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิต

โดยส่วนตัว พี่ถือหลักทางสายกลางแบบพุทธ คือขยันและไม่ขี้เกียจ มีโอกาสมีความสามารถแล้วต้องทำครับ

แต่ทำด้วยวิริยะความเพียรแล้ว ค่อยสันโดษในผล คือจะได้ผลมากน้อย ไม่เป็นไร เราพอใจที่ได้ทำเต็มที่ ทำเสร็จแล้ว

 

ถ้ามีโอกาสแล้วไม่ทำ ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาในอนาคต
ไม่ใช่มานั่งโทษ นั่งด่าตัวเองว่าโง่ทีหลัง มันไม่เกิดประโยชน์อะไร

 

วันนี้พี่ก็เพิ่งทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ @aston_ed บอกว่า
ถ้ามีความฝันอะไรให้รีบทำตั้งแต่อายุยังน้อย

 

เพราะการที่เราอายุยังน้อย
แปลว่าเรามีเวลาและโอกาสจะทำผิดพลาดได้อีกหลายหน

และการที่เราเรียนรู้จากความผิดพลาดมากเท่าไหร่
แปลว่าเรายิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น

อีกอย่าง สิ่งที่น่าเสียใจกว่าการทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ เจ๊ง ขาดทุน คือการไม่ได้ทำอะไรเลย

 

 

บางทีมนุษย์เรา ก็น่าสงสารแบบนี้ครับ รู้จักแต่ทางสุดโต่ง
แต่ไม่รู้จักทางสายกลาง

 

ไปเรียนเอานะครับ www.dhamma.com ไว้มีเวลา มีกำลังทรัพย์อยากมาเรียนกับพี่ ก็ค่อยมา www.facebook.com/HBclassroom/

ส่วนอันนี้สรุปมาให้แล้วแบบเข้าใจง่ายด้วยภาษาโลกๆ ตอนนี้มีสี่คอร์สให้เลือกแล้ว
https://www.skilllane.com/instructors/eddie

ถ้าสนใจติดต่อให้ผมไปบรรยายเรื่องทัศนคติในการทำงานและใช้ชีวิต การพิชิตความเครียด ปรับสมดุลให้พนักงานในองค์กร
ติดต่อได้ทางอีเมล aston27@gmail.com ครับ

 

ข้อคิดดี ๆ จากธนาคารแห่งความสุขยังมีอีกเพียบ ติดตามต่อได้ที่ happinessbank.online และแฟนเพจธนาคารความสุข

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 11, 2020

หนุ่ม จีน-เกาหลี- ญี่ปุ่น ทุ่มเสริมหล่อ หลังเจอปัญหา “หัวล้าน” เร็วกว่าวัย

นักข่าวซีเอ็นเอ็นเขียนบทความชี้ ชายชาวเอเชียตะวันออกกำลังประสบปัญหา “ศีรษะล้าน” ตั้งแต่อายุน้อย โดยสมาคมส่งเสริมสุขภาพและการศึกษาของจีนรายงานว่า จากการสำรวจชายชาวจีนจำนวน 50,000 คน พบว่า ในชายในช่วงวัยตั้งแต่ 30 ปี ประสบปัญหาศีรษะล้านเร็วกว่ากลุ่มอื่น ในขณะที่ผลการสำรวจโดยมหาวิทยาลัยชิงหัว Tsinghua ในกรุงปักกิ่ง ก็ได้ผลคล้ายกันว่ามีนักศึกษากว่า 60% มีประสบการณ์ผมร่วงบางลง

 

การแก้ปัญหาด้วยการปลูกผมในประเทศจีนจึงกลายเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต แต่ก็มีราคาสูงในประเทศจีน นอกจากนี้ ธุรกิจแชมพูเพื่อผมดกดำยังเติบโตขึ้นมาก โดยพบว่ามีการขายสินค้าประเภทนี้จำนวนมาก และมีรายงานว่าลูกค้ากว่า 70% ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงเป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 40 ปี

 

 

จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่าอาการผมร่วง และศีรษะล้านของชายชาวเอเชีย ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์อย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด การอดนอนเป็นเวลานาน หรือการสูบบุหรี่ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วง โดยเฉพาะการอาศัยในประเทศจีนที่มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีหลังนี้ ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายทำให้ชายชาวจีนประสบปัญหาผมร่วงในอายุน้อยมากขึ้น

 

 

ดังนั้นกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอแนะนำวิธี ลดเลี่ยงหัวล้านก่อนวัย ใน 6 พฤติกรรม

 

1.กินอาหารที่มีประโยชน์

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อเส้นผม ดังนั้น หมั่นกินเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว ให้มากๆ เพื่อที่เส้นผมจะได้แข็งแรง และอย่าละเลย เกลือแร่ วิตามิน ไขมันดี

2.อย่าสระผมบ่อยเกินไป ความถี่ที่พอเหมาะคือวันเว้นวัน ยกเว้นถ้าเหงื่อออกมาก ก็สระเลย

3.เลี่ยงมัดผม อย่ามัดผมแน่นจนเกินไป

4.เลี่ยงสารเคมีและความร้อน จะทำให้ผมอ่อนแอ แต่ผลิตภัณฑ์บำรุงผมยังจำเป็นอยู่ เพราะจะช่วยบำรุงผมให้ผมสวยและแข็งแรงขึ้นเยอะ

5.ไม่เครียด ความเครียด ส่งผลกับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ผมขาดหลุดร่วงได้มากขึ้น

6.เลิกบุหรี่ ผลวิจัยออกมาแล้วว่าสารในบุหรี่จะไปรบกวนการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมไม่เพียงพอ จนเกิดปัญหาผมร่วงและหัวล้านมากกว่าคนปกติ

 

รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมปรับเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมซะตั้งแต่ต้นเหตุ นอกจากทำให้ผมแข็งแรง สุขภาพดีแล้ว ยังดีต่อสุขภาพร่างกายด้วยในระยะยาว

 

ขอบคุณภาพจาก : nos.nl


-ซึมเศร้า-กินไรดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 10, 2020

บางคนอยู่ในอารมณ์ “เซ็ง” “เบื่อๆ” และเฮ้อ ทำไมมันซึมๆ หงอย ๆ เหตุการณ์บางอย่างรอบตัว ทำให้เราเกิดอาการเครียด หรือ นั่นอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน

 

ซึ่งวิธีการแก้ของหลายคนคือ ต้องหาอะไรใส่ปาก ไม่ว่าจะขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก คุกกี้ ไอศกรีม เพราะรสชาติหวาน มัน เค็ม เหล่านี้กระตุ้นฮอร์โมนความรู้สึกดี

 

 

A.A. Newton นักเขียนอิสระด้านอาหารซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ Medium (อีวาน วิลเลียมส์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์เป็นเจ้าของ) แนะนำว่าเวลาที่รู้สึกแย่หรือหดหู่ การกินอะไรที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือมีประโยชน์ มากกว่าพวกขนมขบเคี้ยวดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่ต้องฝืน

 

แต่สิ่งที่ A.A. Newton แนะนำ คือ เราควรปรับจูนความคิดใหม่ อย่าหาข้ออ้างให้ตัวเองในการเลือกกิน อย่าบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอกในเมื่อมันแย่แล้วทุกอย่างคงไม่ดีขึ้น หากให้เปลี่ยนเป็นสร้างความรู้สึกปรับความคิด กินของที่มีประโยชน์ทำให้เกิดเป็นวงจรใหม่ ซึ่งเธอกล่าวว่าวิธีการนี้จะทำให้ลดอาการหดหู่และมีสุขภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากในทางโภชนาการสารหลายอย่างในผัก ผลไม้ หรือธัญพืช จะส่งผลดีต่อความรู้สึกเครียด หดหู่ และดีต่อการทำงานของสมอง

 

เมื่อใดที่เครียดแล้วกิน หดหู่แล้วกิน A.A. Newton ได้แนะนำวิธีโดยที่ กินอยู่เป็น ขอเรียกว่า” สูตรกินแก้เซ็ง”

 

จัดทำกล่อง “กินแก้เซ็ง” แนะนำให้ใส่ธัญพืช พวกถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น วอลนัท อัลมอนด์ หรือผักผลไม้ สำหรับมื้อว่าง และส่วนมื้อหลัก หรือมื้อย่อย อาจเลือกใช้สูตรอาหารของเมดิเตอร์เรเนียน ไดเอท ที่จะเน้นผัก ผลไม้ และปลา ให้ไม่มีเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือปรุงแต่งแต่น้อย

 

 

ต่อไปนี้ถ้าเมื่อไรที่เครียด เซ็งแล้วกิน  “หยุดหยิบหวาน มัน เค็ม” เปลี่ยนเป็น “สูตรกินแก้เซ็ง” น่าจะทำให้ลดอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากแก้ไม่ได้คงต้องทำตามใจบ้างเอาแบบทางสายกลาง

 

just the most comforting [thing],” she says. “I think that’s something really important for people who struggle with depression and feeding themselves to think about: What is the thing that is so delicious and makes you feel happy that you almost have no choice but to feed yourself.”

 

ในความรู้สึกของคนที่หดหู่ คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี คือการได้กินอะไรที่อร่อยจะทำให้รู้สึกดี ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้สึกไม่มีทางเลือกนอกจาก กิน และกิน

 

ภาพประกอบ

– Instagram : bos.kitchen

– whatsgabycooking.com

– life-in-the-lofthouse.com

– copiousbags.com

– thehealth-guru.tumblr.com


-สุพรรณบุรี-1_Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 9, 2020

สุพรรณบุรี เป็น 1 ในจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อยไปกว่าอยุธยา โดยเฉพาะเรื่องราวที่สัมพันธ์กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับเหตุการณ์สำคัญตอนทำยุทธหัตถี แต่ไม่ว่าข้อสรุปว่าเป็นลานยุทธหัตถี หรือเป็นเพียงพื้นที่เส้นทางเดินทัพ หากประวัติศาสตร์ก็ยังมีเค้าร่าง มีความสำคัญในแต่ละสถานที่ กิน-อยู่- เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตชวนไปดูวัดลาดสิงห์ ที่เป็นสถานที่อิงประวัติศาสตร์และเรื่องราวของพระองค์ท่าน โดยวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างอำเภอดอนเจดีย์และอำเภอศรีประจันต์

 

ก่อนที่จะมาวัดแห่งนี้หากท่านเดินทางจากกรุงเทพ หรือเดินทางเข้าสุพรรณบุรี  กิน-อยู่ -เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตอยากเชิญชวนให้ทุกท่านเริ่มต้นที่พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ เพื่อซึมซับ หรือปูพื้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ก่อนมาวัดลาดสิงห์

 

เพราะพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ที่ตั้งอยู่ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จะมีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารออกศึก และองค์เจดีย์ยุทธหัตถี ว่ากันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่า เมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2135 ซงเจดีย์แห่งนี้ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2456 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และในปี พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่เป็นเจดีย์แบบทรงลังกาครอบพระเจดีย์องค์เดิมไว้

ภายในองค์เจดีย์ได้มีห้องแสดงประวัติศาสตร์ ทั้งภาพแสงสีเสียง  และหุ่นจำลองการยกทัพของพม่าและไทย หลายร้อยตัว ถัดจากเจดีย์ไปประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา ปัจจุบันมีผู้นิยมไปสักการบูชาอยู่เสมอ

 

จากพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์  มายังวัดลาดสิงห์จะใช้เวลาไม่นานเพราะมีระยะห่างประมาณ 10 กิโลเมตรโดยวัดแห่งนี้  ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านสระ ริมถนนเลียบคลองชลประทาน ที่แยกจากทางหลวงหมายเลข 3038 ประมาณ 7 กิโลเมตรระหว่างอำเภอดอนเจดีย์และอำเภอศรีประจันต์ เมื่อเข้ามาในบริเวณวัดก่อนถึงทางเข้าโบสถ์จะมีอนุสาวรีย์ 3 พระองค์ คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา

 

มีคำเล่าสืบทอดกันมาและจารึกเป็นแผ่นโลหะในโบสถ์ว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2009  สมัยกรุงศรีอยุธยาต่อมาปีพ.ศ.   ​2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงบูรณปฏิสังขรณ์และยกฐานะเป็นพระอารามหลวง หลังจากที่ประสบชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีและทรงทราบข่าวว่า พระสุพรรณกัลยาที่เป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองพม่าถูกประหารชีวิตเป็นการล้างแค้นที่พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าว

 

นอกจากนี้ยังมีการเล่าขานกันว่า เดิมวัดนี้ชื่อ “วัดราชสิงห์”หมายถึงสิงห์ของพระราชา ต่อมาเพี้ยนเป็นลาดสิงห์ และบริเวณวัดยังเคยเป็นที่พักของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีบ่อน้ำรายรอบและหลักฐานที่ชี้ชัดคือหมู่บ้านลาวที่อยู่ด้านตะวันตกของวัดเพราะในการเดินทัพจะมีพนักงานกองเสบียงติดตามมาและส่วนมากเป็นชาวเวียงจันทน์

 

ลักษณะอาคารโบสถ์ที่น่าสนใจคือคงความประวัติศาสตร์ด้วยโครงสร้างภายในที่จะเห็นเป็นอิฐเปลือย มีพระประธานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร (มารวิชัย) เกตุบัวตูม หน้าตักกว้างประมาณ 6ศอก ชาวบ้าน เรียกหลวงพ่อดำ (ตามพระนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : พระองค์ดำ) มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทอง คือพระพักตร์เหลี่ยม  พระขนงต่อกันคล้ายปีกกา พระโอษฐ์หนา พระนลาฏกว้าง มีขอบไรศก พระเม็ดศกเล็ก รัศมีรูปดอกบัวตูม ประทับขัดสมาธิราบ (เห็นฝ่าพระบาทหงายขึ้นเพียงข้างเดียว) พระหัตถ์แสดงปางมารวิชัย ครองจีวรเฉียง ชายจีวร เป็นแผ่นใหญ่ปลายตัดตรง

 

สิ่งที่น่าสนใจคือบทสวดบูชาหลวงพ่อดำ จะใช้บทหัวใจพาหุงมหากา  “พา มา นา อู กา สะ นะ ทุ“ ซึ่งเป็นบทสวดที่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วให้สมเด็จพระนเรศวรสวดอยู่ประจำก่อนออกรบ สำหรับผู้ตั้งใจขอความช่วยเหลือจากหลวงพ่อดำ เล่าขานกันและมีแจ้งไว้ในโบสถ์คือ ให้ถวายด้วยขนมจีน 1หาบ  หรือไข่ต้มอย่างน้อย 50 ฟอง (มีหาบเปล่าวางไว้ในโบสถ์) นอกจากนี้ผู้ไปกราบขอพรยังนิยมถวายน้ำดื่ม เพราะเชื่อกันว่าถวายเป็นเสบียงให้กับทหารที่ออกทัพในสมัยอยุธยา

 

 

ทั้งหมดคือเรื่องเล่าขาน คือความเชื่อหากที่สำคัญคือประวัติศาสตร์ความเป็นมาให้ได้ย้อนรำลึก

 

 

 

 


-ไอเดียเด็ก-9-ขวบ-_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 9, 2020

โควิด 19 เปิดประตูความฝันเด็กน้อยเคนยาวัย 9 ขวบ หลังมีไอเดียสร้างเครื่องล้างมือแบบไม่ต้องใช้มือสัมผัส จนได้รับรางวัลจากประธานาธิบดี นับเป็นชาวเคนยาที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้ และยังจะได้ทุนการศึกษาเรียนต่อในชั้นประถมและมัธยมฟรีจากผู้ว่าฯ ของเมืองเพื่อต่อยอดความฝันที่อยากเป็นวิศวกรในอนาคต

 

ด.ช.สตีเว่น วามุโกตะ (Stephen Wamukota) เด็กชายวัย 9 ขวบจากเมือง Bungoma ทางตะวันตกของเคนยานับเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในประเทศเคนยาที่ได้รับรางวัลจากนายอูฮูโร เคนยัตตา (Uhuru Kenyatta) ประธานาธิบดีของประเทศเคนยา หลังจากที่เขาสามารถคิดค้นสร้างเครื่องล้างมือกึ่งอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้มือสัมผัสกับพื้นผิวของก๊อกน้ำ ซึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งปัจจุบันเคนยามีผู้ติดเชื้อแล้ว 2,000 ราย

 

 

พ่อของสตีเว่น กล่าวว่า ลูกชายเริ่มมีแนวคิดสร้างเครื่องนี้หลังจากที่ได้ดูวิธีการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อจากโรคโควิด 19 ที่มีการเผยแพร่ในโทรทัศน์ท้องถิ่น โดยหนึ่งในวิธีป้องกันก็คือการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ โดยประธานาธิบดีเคนยาเป็นผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้ชาวเคนยาล้างมือบ่อยๆ ทำให้สตีเว่น อยากจะสร้างเครื่องที่ช่วยให้การล้างมือง่ายขึ้น

 

สตีเว่นรวบรวมไม้ ตะปู และถังเก็บน้ำขนาดเล็กเพื่อมาสร้างเครื่องล้างมือตามที่เขาคิด กลายเป็นเครื่องล้างมือที่มีคันเหยียบสองอัน เพื่อบังคับให้ปล่อยสบู่และน้ำออกมา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถกดคันเหยียบโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสกับพื้นผิวซึ่งจะช่วยลดความเป็นไปได้ที่จะติดเชื้อโคโรนาไวรัส

 

“สตีเว่น เรียนรู้วิธีการทำเครื่องนี้จากโรงเรียนที่สอนให้เด็กๆ ใช้สิ่งของที่มาอยู่มาสร้างของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สตีเว่นสนใจมาก” พ่อของเด็กชายวัย 9 ขวบที่ตอนนี้มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศเคนย่ากล่าว

 

 

หลังจากที่ได้รับรางวัลจากประธานาธิบดีแล้ว สตีเว่น ยังจะได้รับทุนการศึกษาจากผู้ว่าของเมืองที่เขาอาศัยอยู่เพื่อการศึกษาระดับประถมและมัธยม แต่ตอนนี้เรื่องของรายละเอียดทุนการศึกษายังคงไม่มีการมอบอย่างเป็นทางการเนื่องจากโรงเรียนเคนยายังไม่เปิดเรียนจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ของโรคโควิด 19 และครอบครัวกำลังรอให้โรงเรียนเปิดเพื่อติดตามเรื่องทุนการศึกษาของสตีเว่นเพื่อให้เขาได้เรียนหนังสือและทำตามความฝันของเด็กชายที่บอกว่าอยากจะเป็นวิศวกร ซึ่งการสร้างเครื่องล้างมือครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประตูให้กับลูกชายที่อาจจะเติบโตเป็นวิศวกรที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศเคนยาในอนาคต


_ใส่แล้วเย็น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 9, 2020

ศึกหน้ากากอนามัยระอุ ญี่ปุ่นออกแบบหน้ากากเย็นแข่งกันขายโยเน็กซ์เก๋ ใช้ไซเลนทอลผสมผ้า ระบุช่วยระบายอากาศ และซับเหงื่อได้ดี,มิตซูโน่ ผลิตจากผ้าพิเศษสำหรับนักกีฬา,ยูนิโคล่ ใช้ผ้าจากชุดชั้นในตัดเย็บ ขณะร้านเสื้อญี่ปุ่นออกแบบหน้ากากลดความเย็นด้วยการแช่ช่องฟรีซก่อนนำมาสวมใส่ เย็นยาวนานถึง 2 ชม.

 

หลังจากการระบาดของโรคโควิด 19 หน้ากากอนามัยกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ล่าสุดหลายบริษัทจากหลายอุตสาหกรรมกำลังเร่งพัฒนาหน้ากากอนามัย ในหลากหลายรูปแบบที่นอกจากจะตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจแฟชั่นที่เกิดขึ้นใหม่ในขณะนี้อีกด้วย

 

ทั้งนี้จากการที่ทางการแพทย์ได้ออกมายืนยันแล้วว่าหน้ากากอนามัยชนิดผ้าสามารถที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ ทำให้บริษัทด้านแฟชั่น การกีฬา หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต่างคิดค้นรูปแบบที่แตกต่างกันไปเพื่อสร้างความโดดเด่นในหน้ากากผ้าของตนที่จะผลิตออกสู่ตลาด เช่น กลุ่มบริษัทด้านการกีฬาในประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มคิดค้นนวัตกรรมการออกแบบหน้ากากผ้าอนามัย โดยคำนึงสุขภาพและรายละเอียดที่จะคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้สวมใส่ เช่นเกี่ยวกับการออกแบบเสื้อผ้า หรือรองเท้าเพื่อสุขภาพราคาแพงกันเลยทีเดียว

 

 

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ในแต่ละช่วงฤดูอาจจะมีผลต่อการใช้หน้ากากอนามัยแบบผ้า โดยในฤดูร้อนในประเทศร้อนชื้น การใช้หน้ากากอนามัยอาจจะทำให้ผู้สวมใส่หายใจลำบาก และขาดน้ำมากขึ้นได้ ทำให้บริษัทต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งบริษัทที่ไม่เคยผลิตหน้าหน้ากากอนามัยเลยอย่าง บริษัทมิตซูโน่ บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาชั้นนำของโลก เริ่มออกแบบการผลิตหน้ากากผ้า ที่ผลิตด้วยวัสดุผ้ายืดนุ่ม ที่ใช้ในการผลิตชุดว่ายน้ำ และชุดกีฬาประเภทลู่ และลาน เนื่องจากผ้าชนิดนี้จะสามารถซักล้างซ้ำได้หลายครั้ง มีเนื้อผ้าที่นุ่ม ระบายอากาศได้ดี แห้งเร็ว และยังช่วยลดความเครียดให้ผู้สวมใส่อีกด้วย

 

หลังการนำออกวางขายออนไลน์ ในราคาชิ้นละ 935 เยน หรือราว 300 บาท ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะมียอดสั่งซื้อสูงสุดถึง 20,000 ชิ้นในวันแรกเลยทีเดียว

 

ขณะที่บริษัท โยเน็กซ์ผู้ผลิตไม้แบดมินตันเทนนิสและอุปกรณ์กีฬาอื่น ๆ เลือกที่จะผลิตหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าที่โยเน็กซ์ ระบุว่า เป็นผ้าสุดยอดแห่งความเย็น เพราะเป็นผ้าที่ผสมไซเลนทอลลงไปในเนื้อผ้า ก่อนที่จะนำมาผลิตเป็นหน้ากากอนามัย โดยจะเริ่มขายครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมนี้

ก่อนหน้านี้โยเน็กซ์ ใช้ไซลิทอลซึ่งดูดซับความร้อนและซับเหงื่อได้อย่างดี ได้ถูกนำมาใช้ในเครื่องแต่งกายกีฬาของโยเน็กซ์เพื่อผลิตชุดกีฬาให้กับทีมแบดมินตันแห่งชาติญี่ปุ่นและนักเทนนิสมืออาชีพชื่อดังจำนวนมากมาแล้ว

 

 

“ในขณะที่ผู้คนใช้เวลาสวมหน้ากากป้องกันเชื้อไวรัส เราหวังว่าเทคโนโลยีของเราจะช่วยให้ผู้สวมใส่หน้ากากของเราใช้รู้สึกเย็นสบายในช่วงที่อากาศร้อนแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี” ผู้จัดการด้านการตลาดของโยเน็กซ์ระบุ โดยสำหรับหน้ากากผ้าผสมไซเลนทอลของโยเน็กซ์ จะเปิดขายในราคา 840 เยน หรือราว 250 – 280 บาท

 

ขณะที่ยูนิโคล่ บริษัทเสื้อผ้าชั้นนำของญี่ปุ่น ได้ตกเป็นข่าวก่อนหน้านี้ว่าวางแผนที่จะเริ่มขายหน้ากากซึ่งมีวัสดุที่ระบายอากาศได้ดีและแห้งเร็วที่ยูนิโคล่ใช้ผลิตชุดชั้นใน AIRism ซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมของยูนิโคล่ แต่ยังไม่ได้ระบุวันออกจำหน่ายที่แน่นอน

 

นอกจากนี้ บริษัทเสื้อผ้าท้องถิ่นของญี่ปุ่น ใจ จ.ยามากาตะ ก็ได้ตกเป็นข่าวดังเมื่อผลิตหน้ากากอนามัยที่สามารถใส่เจลทำความเย็นลงไปได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการความเย็นในช่วงอากาศร้อนของญี่ปุ่นที่มักจะมีอากาศร้อนชื้น อึดอัด และบางครั้งมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่

 

 

สำหรับหน้ากากของร้านเสื้อแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีช่องสองช่องสำหรับใส่ เจลทำความเย็น ซึ่งจะทำให้ผู้สวมใส่เย็นลงได้หนึ่งถึงสองชั่วโมง และล่าสุดได้มีการออกแบบหน้ากากชนิดใหม่ ที่สะดวกและสวยงามกว่าคือผู้ใช้สามารถนำหน้ากากแช่ในช่องแช่แข็งก่อนออกนำมาใช้ โดยเปิดขายในชิ้นละ 1,300 เยน หรือราว 450 บาท ผู้ซื้อสามารถหาซื้อได้ตามช่องทางออนไลน์

 

เรียกได้ว่าตลาดหน้ากากผ้าป้องกันไวรัสสไตล์ “New Normol” ของชาวญี่ปุ่นที่มักจะมีไอเดียแปลกและแตกต่างก่อนคนอื่นอยู่เสมอ กำลังเริ่มร้อนระอุตามฤดูกาลที่กำลังจะเปลี่ยนไปและเชื่อว่าจะยังมีนวัตกรรมหน้ากากอนามัยใหม่ๆ ออกมาให้ชาวโลกได้ตื่นเต้นอีกอย่างแน่นอน


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 8, 2020

ฤดูฝนมาถึงเต็มตัวแล้วนะครับ การเตรียมความพร้อมรถยนต์รับหน้าฝนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถามว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอะไรมั้ย ไม่เลย สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพราะการใช้รถใช้ถนน จำต้องปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทั้งรูปแบบการขับขี่ และตัวรถเองที่จะต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

เริ่มกันที่ “ระบบไฟ” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก

โดยเฉพาะในช่วงที่ทัศนวิสัยการขับขี่ลดลงจากการที่ฝนตก ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบดูให้แน่ใจว่าพร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นไฟส่องสว่าง ไฟเลี้ยว ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟถอยหลัง รวมไปถึงไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร

 

ภาพจาก : www.confused.com

 

ผมอยากแนะนำวิธีการง่าย ๆ ในการตรวจเช็คเบื้องต้นพวกนี้ โดยเฉพาะเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาใครให้มาดูหรือมาตรวจเช็คให้เราได้

โดยขณะที่เราจอดรถในลานจอด “เมื่อสตาร์ทรถแล้วก่อนออกรถให้ลองเหยียบเบรก และมองไปที่กำแพงข้างหลังว่าไฟเบรกสว่างหรือไม่” ให้ลองทำแบบนี้กับสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ยิ่งถ้าทำในลานจอดรถที่มืดๆ เราจะเห็นชัดเจนครับ  

 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในขณะขับรถยามที่ฝนตกคือ การเปิดไฟหน้า (ไฟใหญ่ไม่ใช่ไฟหรี่) เมื่อฝนตกทุกครั้ง หรือ แม้แต่ช่วงที่ครึ้มฟ้า ครึ้มฝน โพล้เพล้ หรือเรียกว่าช่วงที่ทัศนวิสัยต่ำกว่าปกติ ก็ควรเปิดเช่นกัน หลายคนไม่นิยมเปิดไฟเมื่อฝนตกตอนกลางวัน เพราะเข้าใจว่าไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากตนเองยังมองเห็นเส้นทางได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงไฟ หรือลองเปิดแล้วก็ไม่เห็นความแตกต่างอะไร

 

แต่ความจริงแล้ว เป้าหมายของการเปิดไฟนั้น ไม่ใช่ให้เราเห็นทาง แต่เพื่อให้รถคันอื่นเห็นเรา เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ

 

ถึงตรงนี้ให้ลองสังเกตดูว่าช่วงที่ฝนตก เรามองเห็นรถคันอื่น ๆ บนท้องถนนได้ชัดเจนหรือไม่ ไม่ว่าจะมองตรงไปด้านหน้า หรือมองผ่านกระจกมองข้างทั้ง 2 ด้าน มองผ่านกระจกมองหลังในห้องโดยสาร และสังเกตว่าระหว่างรถคันที่เปิดไฟกับรถคันที่ไม่เปิด เราเห็นคันไหนชัดเจนกว่ากัน นั่นคือคำตอบว่าทำไมถึงต้องเปิดไฟเมื่อฝนตก

 


ถัดมาเป็นเรื่องของ “ที่ปัดน้ำฝน” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเช่นกัน

เพราะใบปัดน้ำฝนส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่รถยนต์ ให้ตรวจสอบดูว่ายางปัดน้ำฝนยังมีคุณภาพดี ตรวจสอบก้านปัดว่าสปริงมีแรงกดเพียงพอหรือไม่ ถ้าหากว่าไม่พร้อมใช้งาน ก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ และก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมด เช่น ถ้าเป็นแค่ใบปัดชำรุด ก็เปลี่ยนเฉพาะใบปัด เพื่อความประหยัด

 

ภาพจาก : https://masii.co.th

 

สำหรับใบปัดน้ำฝน บางทีอาจทำงานได้ 80-90% ที่เหลือ 10% ที่ทำงานไม่ดีพอ คือ เมื่อปัดแล้วเป็นเส้น ๆ เป็นริ้ว ๆ อยู่บ้าง ซึ่งผู้ขับก็อาจจะมองผ่านเห็นเส้นทางด้านหน้าได้ชัด แต่แนะนำว่าควรจะเปลี่ยน เพราะริ้วรอยที่เกิดจากการปัด จะรบกวนสมาธิในการขับขี่ได้โดยเฉพาะหากต้องขับทางไกล จะเริ่มรู้สึกเกะกะสายตา ทำให้ลดความเพลิดเพลินในการขับขี่ รวมถึงสมาธิได้

 


 

พูดถึงใบปัดน้ำฝนก็ต้องพูดถึง “น้ำฉีดกระจก” 

ซึ่งต้องตรวจสอบว่ายังฉีดได้ดี และทิศทางของน้ำเข้าเป้า คือลงบริเวณกระจกบังลมหน้า หากไม่ตรงก็ควรปรับแต่งทิศทางเสียใหม่ ยกเว้นรถรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่นที่ออกแบบให้น้ำฉีดกระจกออกจากใบปัดกระจกโดยตรง

 

ภาพจาก : www.sanook.com

 

น้ำฉีดกระจก ก็ควรจะตรวจสอบเป็นประจำ เพราะช่วงหน้าฝนต้องใช้บ่อย เนื่องจากเมื่อฝนตกพรำ ๆ หรือหยุดตก ฝุ่นต่าง ๆ จะกลายเป็นโคลนบนพื้นผิวถนน และพร้อมจะกระเด็นขึ้นมา ดังนั้นก็จำเป็นจะต้องใช้น้ำฉีดล้างทำความสะอาด

 

สิ่งสำคัญของน้ำฉีดกระจกควรมีน้ำยาทำความสะอาดผสมอยู่ด้วย เพราะบางครั้งสิ่งที่มาพร้อมฝุ่นโคลน คือ คราบน้ำมัน หรือ ไขมันต่างๆ รวมถึงแม้แต่ช่วงที่ไม่มีฝน พวกคราบแมลงต่างๆ ก็มีไขมัน ซึ่งทำความสะอาดยากด้วยน้ำเปล่า

 

แต่หากไม่ต้องการเปลืองค่าใช้จ่ายกับน้ำยา จะเอาสิ่งที่มีอยู่ในบ้านมาใช้ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน หรือ แชมพู แต่การผสมอย่าใช้การเติมเข้าไปในถังเก็บน้ำโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันได้ วิธีการคือ หาขวดมาสักใบ ใส่น้ำยาล้างจาน หรือแชมพูลงไปผสมกับน้ำ จากนั้นเขย่าให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงค่อยเติมลงไปในถัง ก็เป็นอันเรียบร้อย 

 


 

อีกชิ้นส่วนที่มีความสำคัญมากกับเรื่องความปลอดภัยก็คือ “ยาง” 

ซึ่งหน้าฝนเช่นนี้ ต้องใส่ใจให้มาก ๆ ให้แน่ใจว่ายางนั้นมีความพร้อมต่อการใช้งาน ยางรถยนต์นั้นมีอายุการใช้งาน ซึ่งอาจยืดหยุ่นได้บ้าง แต่สิ่งที่ไม่สามารถยืดหยุ่นได้คือ สภาพของยาง หากไม่สมบูรณ์ต้องเปลี่ยนใหม่เท่านั้น

 

ภาพจาก : www.daysoftheyear.com

 

 

เรื่องของสภาพยางที่เราจะต้องตรวจสอบกันทั่วไปก็เช่น ร่องรอย บวม แตก รั่ว ซึม ซึ่งจะต้องหมั่นสังเกตเป็นประจำ วิธีการที่ทำได้เองที่บ้านคือ เดินดูรอบ ๆ รถ จากนั้นก้มลงไปดูยางด้านใน โดยอาจใช้ไฟฉายช่วย และขยับรถเดินหน้าหรือถอยหลังเล็กน้อยสักสองสามครั้ง เพื่อให้ยางเปลี่ยนตำแหน่ง จะได้เห็นสภาพด้านในในครบรอบวง

 

หากพบว่ายางรั่ว ถูกวัสดุทิ่มตำ หากไม่ใหญ่เกินไป และเกิดขึ้นที่บริเวณหน้ายาง ก็สามารถปะ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ถ้าเกิดที่แก้มยาง ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะแก้มยางเป็นจุดเปราะบางที่สุด และยังต้องรับน้ำหนักอีกด้วย 

 

ส่วนกรณีเป็นรอยบาด หากยาว และลึกถึงชั้นโครงยาง ก็ควรต้องเปลี่ยนเส้นใหม่ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่หน้ายางหรือแก้มยาง เช่นเดียวกับ อาการบวม ก็ต้องเปลี่ยนใหม่เช่นกัน เพราะแสดงว่าโครงสร้างบริเวณนั้นอ่อนแอ เสี่ยงต่อการระเบิดในการใช้งาน หรือ แม้แต่ช่วงการเติมลมเสียด้วยซ้ำ

 

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญกับการใช้งานหน้าฝนมาก คือ ดอกยาง กับ ร่องยาง ดอกยางต้องมีความสูงเพียงพอ ร่องยางต้องลึกเพียงพอ ซึ่งจริงๆ แล้ว 2 อย่างนี้มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงถ้าดอกยางเตี้ยลง ร่องยางก็ตื้นขึ้นนั่นเอง

 

ดอกยางทำหน้าที่ยึดเกาะถนน ส่วนร่องยางมีหน้าที่รีดน้ำออกจากยาง เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนน  

ยางทุกเส้น ผู้ผลิตจะออกแบบให้มีสะพานยางเพื่อใช้เป็นจุดสังเกตว่าดอกยางสึกมากจนร่องยางตื้นเกินไปหรือยัง ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่ดอกยางสึกลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีความสูงเท่ากับสะพานยาง นั่นหมายถึงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนยางแล้ว เพราะความลึกของร่องยางน้อยเกินที่จะสามารถรีดน้ำได้อย่างปลอดภัย

 

วิธีหาว่าสะพานยางอยู่ตรงไหน ก็คือ มองหาเนื้อยางที่ขวางอยู่ในร่องดอกยาง หรือง่ายกว่านั้นให้ดูที่บริเวณแก้มยาง ผู้ผลิตจะทำสัญลักษณ์เอาไว้เป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลมชี้ไปทางดอกยาง ซึ่งหากมองตามไป ก็จะเจอสะพานยางได้โดยง่าย

 

นอกจากยางแล้ว การเติมลมยางที่เหมาะสมก็มีความสำคัญเช่นกันครับ อย่าลืมเช็คลมยาง อย่างน้อยทุกสองสัปดาห์

ทั้งหมดเป็นวิธีง่ายๆ สำหรับการตรวจเช็ครถก่อนหน้าฝน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องฤดูฝนก็ได้นะครับ ไม่ว่าจะฤดูไหน เมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ทั้งคนและรถต้องพร้อมควบคู่กัน เรื่องของการขับขี่รถยนต์มีอีกมากมาย แต่นี่คือเบื้องต้นที่เรานำมาบอกกล่าวกัน คุณผู้อ่านหรือแฟนเพจ “กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต” อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับรถยนต์ inbox หรือ comment มาได้นะครับ 

 

ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านใช้รถหน้าฝนด้วยความปลอดภัยนะครับ

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 8, 2020

“ทำไมไม่พูดดีๆ”

หลายท่านอาจเคยตั้งคำถามกับตัวเราเอง หรือ คนรอบข้างที่รู้จักว่า ทำไมเราหรือเขาจึงทำดีพูดดีมีไมตรีกับคนไกลตัวที่ไม่สนิทได้ง่ายๆ แต่คนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหายที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอด ทำไมเราหรือเขาจึงแสดงกิริยา หรือ พูดจาก้าวร้าว ไม่ให้เกียรติ ไม่รักษาน้ำใจ เสมือนที่รองรับอารมณ์อยู่บ่อยๆ

เหตุใดเรา หรือ เขาจึงเป็นเช่นนั้น?

 

เชิงจิตวิทยาพฤติกรรมก้าวร้าวต่อคนใกล้ตัวนี้อาจมาจากหลายปัจจัย

  1. อิทธิพล “การเลี้ยงดูในอดีต” อาจเกิดจากการเคยถูกพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือ ผู้อุปการะ แสดงความก้าวร้าวโหดร้ายใส่ ไม่ว่าทางคำพูด พฤติกรรม กิริยาที่ไม่เหมาะสม จนกลายเป็นปมผูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกและรอเวลาระเบิดออกมาเมื่อมีโอกาส
  2. จิตใต้สำนึก “รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย” อาจเกิดจากที่บุคคลนั้นๆ เก็บตะกอนขุ่นมัวทางความรู้สึกเอาไว้ในจิตใต้สำนึกมาก จนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีคนรัก ดังนั้นจึงแสดงพฤติกรรม คำพูดที่ไม่ให้เกียรติ เหยียบย่ำคนใกล้ตัวให้รู้สึกว่าต่ำต้อยลงไปด้วยจะได้รู้สึกว่ามีพวกต่ำต้อยพอๆ กันอยู่ใกล้ชิดกัน
  3. คนใกล้ตัว “ของตาย” วิธีคิดเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่า คนใกล้ตัวต้องยอมรับได้ทุกอย่างไม่ว่าจะทำกับเขาอย่างไร ส่งผลต่อจิตใต้สำนึกให้ “ขาด” ความเกรงใจ หรือ ความให้เกียรติต่อกัน ซึ่งผู้ที่แสดงวิธีคิดที่ขาดความเกรงใจ หรือ ไม่ให้เกียรติบุคคลอื่นออกมาบ่อยๆ นั่นแสดงถึงความต่ำต้อยทางความรู้สึกด้านดีต่อเพื่อนมนุษย์และตนเอง
  4. ทำดีพูดดีกับคนใกล้ตัว “อาย” เช่น สามีบางคนอาจอายที่จะแสดงความรักกับภรรยา หรือ ลูกชายอาจอายที่จะกอดพ่อ หรือ แม่ ทั้งนี้สาเหตุของความอายเกิดจากการขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าลงมือทำสิ่งดีๆ พูดจาดีๆ เพราะคิดว่าขัดกับจริตของตัวเอง อันนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากถูกบ่มเพาะเลี้ยงดูในอดีตจึงปกปิดตัวเองด้วยการอาย แล้วปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคุ้นชินแบบเดิมต่อไป

 

 

ทั้งนี้การที่บุคคลใดแสดงอาการก้าวร้าว หรือ ระบายอารมณ์กับคนใกล้ตัว ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชื่อดังชาวออสเตรีย เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า

“เกิดจากความคับข้องภายในใจและความขัดแย้งภายในตัวเอง เพราะต้องแสดงออกโดยข่มความรู้สึกบางอย่างเอาไว้จนกลายเป็นภัยคุกคามที่ทำให้จิตใจไม่มั่นคงและเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นจึงต้องพยายามหาวิธีระบายความเครียดในใจออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองจมอยู่กับความรู้สึกนั้น เมื่อใดก็ตามที่ไม่สามารถระบายความโกรธไปยังต้นเหตุได้ ก็จะมองหาเป้าหมายใหม่ที่มั่นใจมากพอว่าถ้าเปลี่ยนมาระบายอารมณ์เสียใส่แล้ว ตัวเองจะไม่ได้รับความเดือดร้อนมากเท่าไหร่ ซึ่งเป้าหมายนั้นเป็นไปได้ทั้งคน สัตว์ และสิ่งของ”

 

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ “คนใกล้ชิด” จึงมักถูกการมองเป็นที่รองรับอารมณ์ และด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่ทุกคนล้วนต้องเผชิญการแก่งแย่งแข่งขันก็ยิ่งทำให้เราพบเห็นคนลักษณะนี้เพิ่มขึ้น บุคคลใดที่แสดงพฤติกรรม หรือ กิริยาเช่นนี้ออกมาโดยไม่รู้จักปรับปรุง เมื่อปล่อยไว้นานไปนอกจากสัมพันธภาพกับคนใกล้ตัวจะแย่ลงไปเรื่อยๆ แล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีกด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

 

ดังนั้น หันมาดูแลรักษาน้ำใจคนใกล้ตัวที่ดีต่อเราให้มากขึ้นกันดีกว่า อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์ดีๆ กับคนกลุ่มนี้ต้องเสียไป อย่าให้เหมือนสำนวน “ใกล้เกลือกินด่าง” ที่เปรียบเปรย ผู้ที่อยู่ใกล้สิ่งที่ดีมีคุณค่า แต่มองไม่เห็นคุณค่านั้นกลับไปหลงชื่นชมกับสิ่งที่ไร้ค่าด้อยราคา มองข้ามของดีที่อยู่ใกล้ตัวไปแบบน่าเสียดาย


_ไม่มีความสุขเลย_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 7, 2020

กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิตวันนี้มาแชร์แง่คิดดี ๆ ของ เอ็ดดี้ พิทยากร ลีลาภัทร์ นักเขียน นักคิดเจ้าของแฟนเพจ “ธนาคารความสุข” ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการมีชีวิตแบบคิดบวก ด้วยความสุขจากภายในอย่างเข้าใจง่าย

 

Q: “ทำไมไม่มีความสุขเลย ชีวิตมีปัญหาภาระเยอะ….ใจหนึ่งอยากล่าฝันเรียนต่อ ต้องหาทุนค่ะไม่มีเงิน แต่ใจหนึ่งยังห่วงแม่ที่แก่แล้ว

 

ปัญหาเรื่องงานอีกที่แก้ไม่ตก…ทุกวันไม่อยากไปทำงานเพราะกลัวหน้ากากที่เขาสวมใส่กัน เคยใช้วิธีวางเฉยแล้วก็ไม่วายมีปัญหาวิ่งมาหาจนได้…

 

เรื่องที่บ้านแม่ก็ติดพนัน แก่มากตาไม่เห็นเลข ไปเล่นมาก็เสียตังค์ พอไม่มีเงินก็มาบ่น ด่า พูดเรื่องบุญคุณ เงินก็ให้ใช้อาทิตย์ละพันยังไม่พอ….บ้านก็กำลังสร้างให้อยู่สบายๆ แกยังไม่พอ บอกว่าเราไม่ให้เงินไม่ดูแล

ทุกวันนี้ทำงานเหนื่อยมากเลิกงานประจำทำงานพิเศษอีกแต่เงินก็ไม่พอทั้งๆ ที่ตัวเองประหยัดแต่ก็หมดไปกับแม่พี่น้อง…ทำงานไม่มีวันหยุด เหนื่อยล้ามาก ท้อแท้และหมดพลังมากเลย กลับบ้านมาไม่อยากทำไรเลยค่ะ

นอนไม่ค่อยหลับคิดตลอดเวลา ทำให้เครียดง่าย บางวันต้องกินยาช่วย….มีทางแนะนำไหมคะ สวดมนต์ก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว ยังกำจัดความเครียดไม่ได้”

 


 

A: ที่อ่านมา พี่เห็นด้วยส่วนหนึ่งว่า ชีวิตเรามีปัญหา
แต่พี่ไม่เห็นด้วยถ้าเราจะบอกว่า ปัญหาเหล่านั้นทำให้เราทุกข์

คือมีปัญหา หรือไม่มีปัญหา อันนั้นเรื่องนึงนะ
แต่จะมีความสุข หรือมีความทุกข์ มันก็อีกเรื่องนึง

เพราะปัญหากับความทุกข์ มันคนละส่วนกัน
อย่างภาระทางการเงิน คนอื่นเขาก็มีเยอะแยะ
พี่ก็มี ยังมีหนี้กับธนาคารหลายล้าน ถ้าจะเรียกว่ามีปัญหา พี่ก็มีไม่แพ้เราหรอก
แต่พี่เข้าใจและยอมรับได้ไง ว่า ถ้าเราทุนน้อย
จะมีบ้าน มีรถ ก็ต้องยอมเป็นหนี้

 

 

พี่เคยคิดนะ สมมติตกงานมา ไม่มีรายได้ บ้านถูกยึด จะทำไง
ก็คิดได้ว่า อ่อ.. เราก็ไปหางานใหม่ทำ ได้เงินน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร
บ้านนี่ ถ้ากรรมเก่ามาให้ผล ก็ให้เขายึดไป เราก็ไปหาเช่าบ้านเล็กๆเอา

แต่ถ้ายอมรับไม่ได้ว่าปัญหาเกิดแล้ว แล้วไปนั่งคร่ำครวญอยากจะให้มันไม่เกิด
นั่นต่างหากที่ทำให้ทุกข์

 

คือคนเรานะ ถ้าจะสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองทุกข์ มันมีวิธีเยอะแยะเลย
ถ้าจะทำให้ตัวเองสุข อย่างแรกที่ทำได้ง่ายๆ คืออย่าไปสร้างเงื่อนไขยุ่งยากให้ชีวิต

 

อย่าไปตั้งเกณฑ์ว่าต้องรวย ต้องดัง ต้องเด่น ต้องปริญญาโท เอก
แม่ต้องดีระดับแม่ดีเด่นแห่งชาติ
พี่น้องต้องสรรเสริญเชิดชู เราถึงจะมีความสุข
เพราะทันทีที่ตั้งเงื่อนไขเสร็จ ทุกข์ก็นั่งรอเราแล้ว

พี่จบแค่ปริญญาตรีนะ ปัญหาพี่ก็มี แต่พี่ก็มีความสุขสบายใจตามสมควร
พอจะมาแบ่งปันให้พวกเราได้

 

พี่ถึงพูดเสมอนะ ว่าโลกนี้ ไม่มีทางเป็นได้ ดีได้อย่างใจเราทุกเรื่องหรอก
อย่างทุกคนบอกว่า อยากให้โลกมีสันติสุข ทุกคนรักกัน
อันนั้นเพ้อฝันมาก เพราะในโลกนี้มีคนตีกัน อิจฉากัน เบียดเบียนทำร้ายกัน ฆ่ากันทุกวันแหละ

 

เมื่อมีปัญหาแล้ว ก็ไปแก้ปัญหานะ ถ้าแก้ได้ก็ดีไป
ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ต้องวางใจดีๆ ว่ามันไม่ใช่ว่า ทุกปัญหาจะแก้ได้ทันที เดี๋ยวนี้
บางอย่างมันต้องใช้เวลา บางอย่าง มันต้องใช้ปัญญา เพราะเวลาก็แก้ไม่ได้

เพราะบางอย่าง นานแค่ไหน ก็แก้ไม่ได้
อย่างหมาสุดที่รักตาย แมวสุดโปรดเท่งทึงไป แก้ไม่ได้หรอก
แต่ใช้ปัญญาได้นะ ว่า สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับเป็นธรรมดา

อย่างเรื่องใส่หน้ากากในที่ทำงาน ก็คิดเสียว่า เราทำงานที่ต้องใส่หน้ากาก
เช่นนักแสดงเล่นโขน ก็ต้องใส่หัวโขน ก็เล่นไปตามบทให้เป็น

 

อยู่กับโลกให้เป็น อย่าปฏิเสธโลก แต่ให้เข้าใจโลก และอย่าโดนโลกกลืนไป
ใส่หน้ากากอยู่ ก็รู้ว่าใส่ ถ้ายังรู้ตัว เราจะไม่ยึดหน้ากากนั้นเป็นเราไปด้วย
เหมือนคนรับบททศกัณฑ์ ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นยักษ์ในชีวิตจริงนอกเวที

 

ส่วนเรื่องแม่ บางทีก็ต้องแจกแจงแบ่งปันให้แม่รู้ว่า เรามีรายได้เท่าไหร่
ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องผ่อนบ้านเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ ให้แม่เท่าไหร่
แม่จะได้ทราบข้อเท็จจริง ว่าเราไม่ได้ทอดทิ้ง

 

ค่อยๆตั้งสติ แล้วแก้ในส่วนที่เราทำได้
อะไรแก้ไม่ได้ ก็ยอมรับไปก่อนนะ ว่าเราแก้ไม่ได้หรอก แต่ถึงเวลานอนละ
อย่าแบกเอาปัญหาไปนอนกอดบนเตียงก็พอ

 

แถมอันนี้ให้ ไปเรียนแทนปริญญาโทไปก่อน www.dhamma.com

ไว้มีเวลา มีกำลังทรัพย์อยากมาเรียนกับพี่ ก็ค่อยมา www.facebook.com/HBclassroom/

ส่วนอันนี้สรุปมาให้แล้วแบบเข้าใจง่ายด้วยภาษาโลกๆ ตอนนี้มีสี่คอร์สให้เลือกแล้ว
https://www.skilllane.com/instructors/eddie

ถ้าสนใจติดต่อให้ผมไปบรรยายเรื่องทัศนคติในการทำงานและใช้ชีวิต การพิชิตความเครียด ปรับสมดุลให้พนักงานในองค์กร
ติดต่อได้ทางอีเมล aston27@gmail.com ครับ

 

ข้อคิดดี ๆ จากธนาคารแห่งความสุขยังมีอีกเพียบ ติดตามต่อได้ที่ happinessbank.online และแฟนเพจธนาคารความสุข

เตรียมพบกับโปรเจคดีๆ ระหว่าง “กินอยู่เป็น” X “ธนาคารแห่งความสุข” ที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตแบบคิดบวกให้คุณเร็วๆ นี้