238-cat-_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2020

เจ้าหน้าที่พิทักษ์สัตว์ของเมืองซัปโปโร บนเกาะฮอกไกโด เข้าช่วยเหลือชีวิตแมว 238 ตัว ที่ถูกสามพ่อแม่ลูกเลี้ยงแบบตามมีตามเกิดภายในบ้านอย่างอดอยาก ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ จนทำให้บางตัวประสบปัญหาสุขภาพ เรื่องแดงขึ้นเพราะไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้านจนถูกฟ้องขับไล่ ชี้เริ่มเลี้ยงแค่ไม่กี่ตัวแต่ไม่ได้ทำหมันจนเพิ่มจำนวนทวีคูณเกินจะรับได้ ก่อนที่จะถูกดำเนินคดีทารุณกรรมสัตว์ตามกฎหมาย

 

แมวนับเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น หลายครอบครัวเลือกที่จะเลี้ยงแมวเป็นสัตว์เลี้ยง และเป็นเพื่อนสำหรับคนโสดบางคนด้วย ทำให้เราสามารถพบเห็นคาเฟ่แมวได้มามายในประเทศญี่ปุ่น

 

อย่างไรก็ตามการเลี้ยงแมวที่แม้จะมีข้อกำหนดมากมายตามกฎหมายของญี่ปุ่น แต่ก็ยังพบว่ายังปัญหาเกิดขึ้นมากมายกับแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นอยู่ดี

 

ล่าสุด เจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นพบว่าแมวจำนวน 238 ตัว ในบ้านหลังหนึ่งที่ จ.ซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ซึ่งเจ้าของแจ้งว่าไม่สามารถที่จะเลี้ยงพวกมันได้อีกต่อไปจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ปัญหานี้เกิดแดงขึ้นมาหลังจากที่เจ้าของบ้านซึ่งเป็นเจ้าของแมวทั้งหมด ค้างค่าเช่าบ้านเป็นเวลานาน

 

 

จากของมูลระบุว่า แมวทั้ง 238 ตัว เป็นของสามีภรรยาวัย 50 กว่าปี ที่อาศัยอยู่กับลูกชายวัย 30 ปี ในย่านคิตะ ในเมืองซัปโปโร และเมื่อสมาชิกของศูนย์ควบคุมสัตว์และองค์กรสวัสดิภาพสัตว์เข้าไปตรวจสอบในบ้านหลังจากได้รับแจ้งก็ต้องตะลึงเมื่อพบแมวจำนวนมาก และยังพบซากกระดูกแมวที่ตายที่กระจัดกระจายไปทั่วพื้นบ้านอีกด้วย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่องค์กรสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวว่า ภายในบ้านพบแมวที่ผอมจนหนังติดกระดูกอยู่รวมกันอย่างน่าเวทนา พวกมันมีกลิ่นเหม็นจนเจ้าหน้าที่หลายคนไม่สามารถที่จะทนกลิ่นได้เลยทีเดียว

 

จากการสอบถามครอบครัวดังกล่าว พวกเขาบอกว่า ไม่ได้รู้สึกว่าแมวมีกลิ่นเหม็นเหมือนที่คนอื่นรู้สึก และไม่เคยนำแมวไปทำหมัน จนกระทั่งพวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เป็นเท่าทวีคูณจนถึงปัจจุบัน และเมื่อทั้งสามคนต้องออกจากบ้านเนื่องจากค้างค่าเช่าจนถูกเจ้าของบ้านยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้ย้ายออก แมวทั้งหมดจึงต้องไปอยู่ในความดูแลของ ศูนย์ควบคุมสัตว์ของเมือง และอีกจำนวนหนึ่งจะถูกส่งไปยังหน่วยงานสวัสดิภาพสัตว์

 

 

ด้านหัวหน้าองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ส่งเสริมการปกป้องแมวจรจัดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ระบุว่าจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีของบ้านหลังนี้ ทำให้แมวหลายตัวสูญเสียการได้ยิน และทั้งสามคนจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนี้เนื่องจากถือได้ว่าเป็นการเพาะพันธุ์แมวโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ของญี่ปุ่น

 

ที่ผ่านมา เกิดคดีเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์เพิ่มมากขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะการทารุณกรรมสัตว์ ทั้งแบบที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ โดยจากข้อมูลพบว่าในปีที่แล้วมีผู้ที่ต้องถูกดำเนินคดีลักษณะนี้สูงถึง 105 คดี ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ในประเทศญี่ปุ่น

 

รับชมคลิปวิดีโอ : 238 cats rescued from house in northern Japan

ขอขอบคุณภาพจาก : NHK


covid-บ้านโดม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

จากการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกรวมถึง ประเทศญี่ปุ่น ที่พบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีจำนวนมาก ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญเมื่อห้องในโรงพยาบาลอาจจะไม่เพียงพอต่อการรับผู้ติดเชื้อเข้ารักษาดูแล ล่าสุดบริษัทด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยชั่วคราวในเครือบริษัท “TCL” ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ และการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มีนำสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาเสนอแนวคิดการนำ “Easy Dome House” หรือบ้านโดมชั่วคราว ที่บริษัทได้ออกแบบและผลิตขึ้นมาก่อนหน้านี้ มาเพื่อใช้เป็นพื้นที่ชั่วคราวสำหรับการรักษาผู้ป่วย แก้ปัญหาการขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาลในขณะนี้

 

สำหรับ “Easy Dome House” มีรูปร่างเป็นลักษณะทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.3 เมตรและสูง 2.6 เมตร ผนังด้านนอกเป็นแผงที่ทำจากโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูงซึ่งมีความทนทานต่อฝนและมีการป้องกันเสียงและความร้อน ส่วนบริเวณภายในได้รับการตกแต่งด้วยเสื่อทาทามิขนาดประมาณสี่ผืนครึ่งและใหญ่พอที่จะรองรับเตียงผู้ป่วยและอุปกรณ์การแพทย์ มีประตูทางเข้าหนึ่งบาน และหน้าต่างสามบานเป็นมาตรฐาน และหากต้องการจะเพิ่มประตูขึ้นอีกก็สามารถทำได้ สามารถติดตั้งในลานจอดรถหรือ พื้นที่ว่างใดก็ได้ ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว และรื้อออกได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และนำออกได้ทันที

 

 

สำหรับสนนราคาของบ้านโดมชั่วคราวนี้ มีราคาต่อหลังอยู่ 780,000 เยน หรือราว 200,000 บาทไทย (ไม่รวมภาษีการบริโภคและค่าธรรมเนียมการจัดส่ง) โดยก่อนหน้านี้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ได้นำออกขายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน .ซึ่งมีจุดประสงค์เริ่มแรกเพื่อที่อยู่อาศัยชั่วคราวในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ แต่ด้วยการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ บริษัทได้รับการติดต่อจากสถาบันการแพทย์ต่างๆ มากขึ้น เพราะบ้านชั่วคราวนี้สามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับแยกตัวผู้ป่วยเพื่อการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้น

 

“บ้านโดมสามารถล้างทำความสะอาดได้อย่างสมบูรณ์ และไม่จำเป็นต้องขออนุญาตในเรื่องการก่อสร้างอาคารจากรัฐบาลท้องถิ่น ดังนั้นหวังว่ามันจะช่วยเรื่องของความยากลำบากในเรื่องการจัดการสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อในขณะนี้ ซึ่งเราต้องการสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น ในการแก้ปัญหาโรคระบาด รวมถึง ปัญหาเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว ก็สามารถใช้บ้านลักษณะนี้ได้เช่นกัน” ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท TCL กล่าว


Cover_2-3.jpg

kinyupen_adminApril 29, 2020

บริษัทญี่ปุ่นหัวใส เย็บผ้ากิโมโนเก่าเป็นหน้ากากอนามัยสำหรับนักสะสม จากหน้ากากผ้าธรรมดากลายเป็นสินค้าส่งออกมูลค่าสูง

 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดมากขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสวนทางกับหลายๆ ประเทศ นอกจากรัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาเข้มงวดกับการออกกฎหมายเพื่อจำกัดการรวมกลุ่มของประชาชนชาวญี่ปุ่นแล้ว ยังพยายามที่จะจัดหาเครื่องป้องกัน โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกครอบครัวอยู่ดี

 

แม้ก่อนหน้านี้ประเทศญี่ปุ่นจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีหน้ากากอนามัยขายมากมายและมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ แต่ปัจจุบันกลับไม่มีขายในท้องตลาดหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ความพยายามที่จะคิดค้นหาหน้ากากอนามัยหลายรูปแบบจึงเกิดขึ้น ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากได้ออกมาคิดค้นและแชร์วิธีการทำหน้ากากอนามัยตั้งแต่วิธีง่ายๆ จากกระดาษอนามัยธรรมดา ไปจนถึงหน้ากากผ้ารูปแบบน่ารักสวยงามเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนดังกล่าว

 

ล่าสุดดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะคิดค้นวิธีการทำหน้ากากอนามัยที่ก้าวไปอีกขั้น เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลนแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าจนสามารถกลายเป็นสินค้าส่งออกที่มีราคาอีกด้วย เมื่อหน้ากากอนามัยเหล่านั้น ทำมาจากผ้ากิโมโนเก่าซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมนั่นเอง

 

Photo: fb.com/iwasakimonojapan

 

โดยปกติแล้วหญิงสาวชาวญี่ปุ่นมักจะมีชุดกิโมโนเป็นของตัวเอง ไว้ใช้ในโอกาสสำคัญตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว และลวดลายของกิโมโนเหล่านั้นล้วนสวยงามและเป็นที่ต้องการของนักสะสม ด้วยลวดลายและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์หลากหลายรูปแบบ และด้วยแนวคิดนี้ จึงทำให้มีบริษัทแฟชั่นร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นกับอิตาลี ได้ออกมาสร้างสรรค์หน้ากากอนามัย จากกิโมโนเก่า ที่ใช้ชื่อว่า I Was a Kimono ซึ่งถือเป็นการให้ชีวิตใหม่แก่กิโมโน ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวคิดที่เริ่มต้นจากความเสียดายกิโมโนโบราณที่ถูกทิ้งร้างไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะจริงๆ แล้วชุดกิโมโนเก่าเหล่านั้นล้วนเป็นการผลิตอย่างประณีต เป็นชุดแฮนด์เมด แต่เมื่อไม่ได้ถูกใช้งานแล้วมันก็มักจะถูกใช้เป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขาดแคลนหน้ากากอนามัย ทำให้ชุดกิโมโนเหล่านี้ได้เกิดใหม่เป็นแมสก์อยู่บนใบหน้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม ที่จำเป็นมากในขณะนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่มันจะเป็นหน้ากากอนามัยที่สามารถใช้ได้นาน และช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกปลอดภัยจากภายนอกแล้ว มันยังเป็นแฟชั่นที่ทันสมัยและล้ำค่า เพราะทำจากชุดกิโมโนเก่าแสนสวย

 

ดีไซเนอร์ของบริษัทนี้ ได้นำผลงานการออกแบบหน้ากากอนามัยที่ทำจากกิโมโนโบราณเหล่านี้ออกมาเผยแพร่ โดยระบุว่า แต่ละหน้ากากกิโมโน ล้วนได้แรงบันดาลใจจากสไตล์วินเทจและเป็นธรรมชาติของชาวญี่ปุ่น เช่น หน้ากากลายเมเปิ้ลใบดอกโบตั๋น และ ลายคลื่นสไตล์ Hakusai

 

ด้านนอกของหน้ากากกิโมโนทำด้วยผ้าไหม แต่ภายในมีผ้าฝ้ายนุ่มๆ ที่ไม่ทำให้ระคายเคืองผิว ซึ่งหน้ากากแต่ละชิ้นถูกขายในราคา 2,100 เยน หรือราว 600 บาท โดยมีให้เลือกสามขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดปกติ และขนาดใหญ่ บริษัทผู้ผลิตระบุว่า ปัจจุบันหน้ากาก I was a Kimono ได้รับคำสั่งซื้อมากมายทั้งจากชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นเอง รวมไปถึงจุดหมายปลายทางระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น เยอรมัน อังกฤษ ไอซ์แลนด์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสิงคโปร์ และที่สำคัญ แม้ตอนนี้มีคนอยากจะสั่งซื้อก็ไม่สามารถซื้อได้ เพราะว่าทางบริษัทได้ขายหน้ากากเหล่านี้หมดไปแล้ว


Cover_1-4.jpg

kinyupen_adminApril 24, 2020
สาวนั่งดริงก์วัย 19 ปีชาวญี่ปุ่น ทำงานเก็บเงินเรียน
หวังกลับไปเป็นผู้ดูแลเด็กที่สถานสงเคราะห์ฯ ที่เคยเติบโต

ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้เป็นเรื่องสัจธรรมของโลก ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนย่อมมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ได้เหมือนกัน เหมือนกับเรื่องราวของเด็กสาววัย 19 ปีชาวญี่ปุ่นคนนี้ เรื่องราวของเธอไม่เพียงที่จะทำให้หลายคนเห็นอกเห็นใจในโชคชะตาที่เลือกไม่ได้ของเธอแล้ว ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกำลังใจให้เธอต่อสู้อุปสรรคเพื่อสร้างฝันให้เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจอีกด้วย

 

ชาวาดะ ชิมามิ คือเด็กสาววัย 19 ปี คนนั้น เธอกลายเป็นประเด็นสนใจขึ้นมาเมื่อรายการทีวี ชื่อ “ขอตามไปที่บ้านได้มั้ย ภาษาญี่ปุ่นคือ 家、ついて行ってイイですか? ซึ่งเป็นรายการชื่อดังของช่อง TV Tokyo นำเสนอเรื่องราวของบุคคลหลากหลายโดยจะขอตามไปถ่ายทำที่บ้าน พร้อมที่จะจ่ายค่าแท็กซี่หรือค่าอาหารให้ และล่าสุดก็ได้พบกับ ชิมามิ ที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่ง เมื่อรายการแจ้งว่าอยากจะขอไปถ่ายทำที่บ้านได้ไหม และจะขอออกค่าแท็กซี่ให้เธอแสดงความดีใจและยินดีให้ทีมงานไปที่บ้าน

 

ผู้ดำเนินรายการได้สอบถามเรื่องราวของเธอระหว่างที่เดินทางไปในรถแท็กซี่ด้วยกัน ก็ทราบว่าชิมามิมีอาชีพเป็นสาวนั่งดริงก์อยู่ในบาร์ ในวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น และอาศัยอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์เพียงคนเดียว

 

เรื่องราวของเด็กสาวดูจะไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เมื่อพูดคุยกันมากขึ้นทีมงานกลับพบว่าชีวิตของเธอกลับแตกต่างจากชีวิตของสาวนั่งดริงก์ทั่วไป

 

 

 

เด็กสาวเล่าว่าที่จริงแล้วเธอเพิ่งออกจากสถานสงเคราะห์เด็กมาได้เพียง 6 เดือนเพื่อที่จะออกมาหางานทำและอยู่ด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากไม่มีความรู้อะไร จึงเลือกที่จะทำงานเป็นสาวบาร์เพราะเห็นว่าเป็นงานที่สามารถหาเงินได้ง่าย ถึงแม้หลายคนจะมองไม่ดีแต่เธอก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เพราะรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียสำหรับเธอที่เป็นเด็กที่เติบโตจากสถานสงเคราะห์ตั้งแต่เด็ก “หนูไม่ได้เป็นเด็กกำพร้า มีพ่อและแม่ แต่ว่าแม่มีอาการทางจิตเลยต้องไปอยู่โรงพยาบาล พ่อก็เลยเครียดและไปเที่ยวผู้หญิงทุกวันจนสุดท้ายก็เลี้ยงหนูไม่ได้ ก็เลยต้องถูกส่งตัวมาที่สถานสงเคราะห์เด็ก แต่ที่นั่นก็มีหลายคนที่มีชีวิตเหมือนกัน” ชิมามิเล่า และยังให้ทีมงานได้เยี่ยมชมและถ่ายทำห้องของเธอ ที่อยู่อย่างเรียบง่ายสไตล์วัยรุ่น อย่างไม่ปิดบัง

 

 

เมื่อทีมงานถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรที่ต้องถูกส่งตัวไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ ชิมามิบอกว่า ไม่ได้รู้สึกอะไร ช่างมัน มันก็สนุกดี เพราะหลังจากนั้นก็โตมาแบบนั้นเลยไม่รู้สึกอะไร พร้อมกันนี้ก็นำรูปถ่ายตอนเด็กๆ มาให้ดู เป็นรูปของเธอกับเพื่อนที่สถานสงเคราะห์ แต่ทีมงานสังเกตเห็นว่าในทุกภาพถ่ายชิมามิ มักซ่อนแขนซ้ายไว้ไม่ให้เห็นในรูป เธอจึงบอกว่า เป็นเพราะตอนเด็กเธอกรีดแขนเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทำให้แขนเป็นรอยกรีดจนถึงตอนนี้และได้โชว์รอยแผลเป็นให้ทีมงานดูด้วย

 

“ตอนเด็กๆ หนูพูดทำร้ายจิตใจเพื่อน จนถูกแกล้งบ่อยก็กรีดข้อมือเพราะอยากให้คนมาปกป้อง และคนที่คอยช่วยเหลือและเข้าใจหนูคือผู้ดูแลที่สถานสงเคราะห์ เขาเปรียบเสมือนแม่ คอยบอกว่าสิ่งไหนดีไม่ดี คอยสอน และคอยให้กำลังใจหนู ถ้าทำผิดก็จะเตือน และพาหนูไปกินข้าว หนูเลยอยากจะเป็นแบบเขาค่ะ”

 

 

เมื่อถามว่าแล้วไม่อยากเรียนหนังสือเหรอ ชิมามิตอบว่า แน่นอนเธออยากเรียนหนังสือต่อ ตอนนี้ก็กำลังพยายามทำงานนั่ง​ดริงก์

 

เพื่อเก็บเงินเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะมีเป้าหมายสำคัญบางอย่าง นั่นคือสอบให้ได้ใบอนุญาตการดูแลเด็ก และสอบราชการให้ได้ไปเป็นผู้ดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์ ให้เป็นได้เหมือนกับผู้ที่เคยดูแลเธอตอนอยู่สถานสงเคราะห์ และอยากใช้ชีวิตเพื่อเด็กๆ เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังมีเงินไม่มากพอจึงยังต้องทำงานเก็บเงินไปก่อน เพราะเธอไม่มีพ่อแม่คอยส่งเสียจึงต้องหาเลี้ยงตัวเองทุกอย่างรวมทั้งหาเงินเพื่อเรียนหนังสือต่อด้วย

 

“ตอนนี้หนูอยากที่จะเรียนหนังสือต่อ และเป็นผู้ดูแลเด็กให้เร็วที่สุด หนูจะทำให้ได้เหมือนกับผู้ที่ดูแลหนู เพราะถ้าไม่มีเขาวันนั้น วันนี้หนูคงตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นหนูรู้ว่าเด็กๆ ที่ไม่สมบูรณ์ต้องการอะไร ความเจ็บปวดและการต้องการความรักเป็นอย่างไร ก็อยากจะปกป้องรอยยิ้มของพวกเขาเอาไว้ค่ะ” ชิมามิกล่าวถึงความตั้งใจ

 

จบการเยี่ยมบ้านในวันนั้นทีมงานอำลาชิมามิ มาพร้อมกับสรุปว่า นี่คืออีกหนึ่งชีวิตของเด็กสาวที่จะใช้ความเจ็บปวดของเธอในอดีตมาเพื่อปกป้องรอยยิ้มของเด็กๆ คนอื่นในอนาคต ..ภาพเพียงภายนอกคงตัดสินความตั้งใจที่อยู่ภายในไม่ได้ เพราะทุกคนล้วนมีชีวิต และต้นทุนที่ต่างกัน และขอให้สาวน้อยชิมามิ ได้ทำฝันของเธอให้เป็นจริงในเร็ววัน …กัมบัตเตะ ซาวาดะ ชิมามิ

 

ที่มา : ญี่ปุ่นเบาเบา @JapaneseBaobao


Cover_1-3.jpg

zebertoothApril 16, 2020

ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่ง “พาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ในปี 2020 ขณะโควิด-19 อาจทำให้นักเดินทางต้องยืนยันสุขภาพก่อนเข้าสู่ประเทศอื่น

 

แม้ว่าในขณะที่สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวของทั่วโลกต้องพังทลายลงจากผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้การเดินทางออกต่างประเทศถูกจำกัดลงมากกว่า 80% โดยส่วนใหญ่การเดินทางเกิดขึ้นเฉพาะการอพยพกลับประเทศเพื่อหนีโรคระบาดเท่านั้น แต่โลกของการท่องเที่ยวถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโรคจนทำให้การเดินทางท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักลง The Henley Passport Index ซึ่งเป็นองค์กรจัดอันดับการทรงอิทธิพลของพาสปอร์ตที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกในการเดินทางของพลเมืองในประเทศนั้นๆ ได้ออกมาประกาศการจัดอันดับ “สุดยอดพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2020” ซึ่งปรากฏว่า พาสปอร์ตของพลเมืองประเทศญี่ปุ่นยังคงครองอันดับหนึ่งในปีนี้ และยังทำลายสถิติการเดินทางไปสู่ประเทศต่างๆ ได้สูงถึง 191 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

 

ในช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวทั่วโลกมีความสุขกับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่โดยเฉลี่ยแล้วมีประเทศที่ไม่ต้องวีซ่ากว่า 107 ประเทศทั่วโลก แต่ในวันนี้กว่า 93% ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ถูกห้ามให้มีการเดินทางเข้าสู่ประเทศอื่น นับเป็นการสูญเสียอิสรภาพในการเดินทางท่องเที่ยวที่หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าจะมีระยะเวลายาวนานไปอีกเท่าไหร่

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่าจากข้อมูลของ The Henley Passport Index ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำของพาสปอร์ต ที่ทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้งใน ปี 2020 โดยมีประเทศสิงคโปร์ ตามมาในอันดับสอง เยอรมนีและเกาหลีใต้ติดอันดับที่สามร่วมกัน ขณะที่ลักเซมเบิร์กและสเปน อิตาลีและฟินแลนด์ ได้ลำดับที่สี่ ในขณะที่พาสปอร์ตของ ออสเตรีย เพิ่งติดอันดับเข้ามาในอันดับที่ 5 ร่วมกับเดนมาร์ก ซึ่งการจัดอันดับนี้จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายวีซ่าของแต่ละประเทศที่ประกาศให้มีผลบังคับใช้

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่จากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความมีอิทธิพลของพาสปอร์ตของบางประเทศ เช่น สเปนหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีการถูกสั่งห้ามพลเมืองของประเทศนี้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พลเมืองสเปนถือว่ามีหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดในโลกชาติหนึ่งโดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม The Henley Passport Index มองว่าการระบาดใหญ่จะไม่ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อดัชนีพาสปอร์ตและสิ่งต่าง ๆ น่าจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้านี้ หรืออาจจะต้องใช้เวลาบ้างแต่ทุกอย่างจะเป็นปกติ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อาจจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบเรื่องของสุขภาพ ระบบดูแลสุขภาพฉุกเฉินต่างๆ ของนักเดินทางที่อาจจะต้องมีมาตรการเพิ่มขึ้นสำหรับการเดินทาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศต่างๆ ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาก่อน นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยในอนาคตความมั่นคงด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าประเทศ

 

สำหรับการจัดอันดับหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดที่ในปี 2020 คือ

  1. ญี่ปุ่น (191 จุดหมายปลายทาง)
  2. สิงคโปร์ (190)
  3. เกาหลีใต้, เยอรมัน (189)
  4. อิตาลีฟินแลนด์สเปนลักเซมเบิร์ก (188)
  5. เดนมาร์ก, ออสเตรีย (187)
  6. สวีเดน, ฝรั่งเศส, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส (186)
  7. สหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักรเบลเยียมนอร์เวย์สวิตเซอร์แลนด์ (185)
  8. สาธารณรัฐเช็ก, กรีซ, มอลตา, นิวซีแลนด์ (184)
  9. แคนาดาออสเตรเลีย (183)
  10. ฮังการี (182)

19_เที่ยวดิ่ง_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

เกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริง?

เกียวโต หนึ่งในเมืองหลักของญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมากที่สุด แต่ละปีสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ญี่ปุ่นมหาศาล หากวันนี้กำลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก  จนสื่อญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่าเกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริงหลังเพิ่งประสบสภาวะ “ฟองสบู่” มาก่อนหน้านี้

 

ด้วยการที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น จึงทำให้ “เกียวโต” มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญหลายแห่ง ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเริ่มนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งต่อมาได้รับความสำเร็จอย่างสูงโดยในปี พ.ศ.2559 ญี่ปุ่นระบุว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน กระตุ้นการใช้จ่ายสะพัดกว่า 8 ล้านล้านเยน ซึ่งรายได้จำนวนมากมาจากเมืองเกียวโตทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ ที่ขายดิบขายดีสร้างความยินดีให้กับชาวเกียวโต แม้ต้องแลกมาด้วยความแออัดวุ่นวาย

 

ในปี 2563 ญี่ปุ่นตั้งความหวังสร้างรายได้จากท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก ด้วยอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพโตเกียวโอลิมปิก2020 ที่จะกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ให้สะพัดไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ล่าสุดเหตุที่โตเกียวโอลิมปิกถูกเลื่อนออกไปอีก 1 ปี จึงดูเหมือนว่าความหวังทุกอย่างกำลังพังสลายโดยสิ้นเชิง เมื่อยอดจองโรงแรม ที่พักและธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด

 

“เกียวโต” ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะรายได้หลักของเมืองล้วนมาจากการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หอพักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวแบบทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดถูกยกเลิกได้รับผลกระทบอย่างหนักไปตามกัน

 

ฟองสบู่ท่องเที่ยวแตก ทุบรายใหญ่ทรุด รายเล็กร่อแร่

 

รายงานสมาคมการท่องเที่ยวเมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ระบุว่าหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงจนน่าตกใจ ยอดจองที่พักถูกยกเลิกแล้วกว่า 70% บางแห่งแทบไม่มียอดจองเหลือเลย นอกจากผลกระทบของโรคระบาดแล้ว นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นยังเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผ่านมามีการลงทุนสร้างโรงแรมที่พักในเกียวโตเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในลักษณะ “ฟองสบู่” ดังนั้นเมื่อมีวิกฤติด่วนธุรกิจเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบมากจน “ฟองสบู่แตก”

 

โรงแรมเกียวโต บริษัทจดทะเบียนเพียงแห่งเดียวของเมือง ประกาศคาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกว่า ผลประกอบการขาดทุนเมื่อเทียบกับรายได้ปีที่แล้ว โดยยอดจองห้องพักของโรงแรมลดลงประมาณ 40% และหลังมีคำสั่งห้ามจัดเลี้ยงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การประชุมและจัดเลี้ยงทั้งจากสโมสรโรตารีและไลออนส์ ตลอดจนองค์กรอื่นๆ ที่เป็นขาจร อันถือเป็นรายได้ประจำได้ถูกยกเลิกเกือบหมดแล้ว โดยโรงแรมเองก็ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมยกเลิกในส่วนนี้

 

สำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กถือว่าเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ดเพื่อรองรับการเติบโตช่วงที่การท่องเที่ยวเกียวโตบูมใหม่ๆ บ้านเรือนหลายแห่งถูกดัดแปลงเป็นโฮสเตล หรือ ห้องพักราคาถูก โดยกลุ่มนี้พบว่าอัตราการเข้าพักลดลง 60% และ 70%

 

กลุ่มที่รับผลกระทบมากที่สุดคือหอพักราคาถูก หรือ โรงแรมขนาดเล็กมาก ที่สร้างเพื่อรองรับกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษาในเกียวโตซึ่งส่วนใหญ่จะมีรายได้หลักจากโรงเรียนต่างๆ เท่านั้น เพราะโดยทั่วไปแล้วโรงแรมกลุ่มนี้จะไม่รับบุคคลทั่วไปนอกจากช่วงสั้นที่ไม่ใช่ช่วงทัศนศึกษาของเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเกิดโรคระบาด โรงเรียนต้องยกเลิกเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ยอดจองของกลุ่มโรงแรมนี้อยู่ในสภาวะ “ยอดขายเป็นศูนย์” และยังไม่สามารถคาดว่าจะขายห้องพักได้อีกเมื่อไหร่

 

สิ่งน่าห่วงอีกอย่าง คือ โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินสำรองที่แข็งแกร่งมากนัก หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนไม่สามารถที่จะนำรายได้เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไปได้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าอนาคตธุรกิจนี้อาจจะถึงจุดจบในที่สุด

 

บทความข้างต้นเห็นได้ว่า สถานการณ์เกียวโตในวันนี้บางเสี้ยวมีความเหมือน หรือ คล้ายคลึงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศแต่ละปีสูงมากจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ กอปรกับการโหมลงทุนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเอสเอ็มอี ดังเห็นได้ว่ามีโฮมสเตย์ผุดขึ้นทุกภาคของประเทศรวมถึงเป็นที่แจ้งเกิดธุรกิจเกี่ยวข้องมากมาย

 

หากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สกัดกั้นการเติบโตของทุกซัพพลายเชนในธุรกิจท่องเที่ยวให้หยุดชะงักและเข้าขั้นวิกฤตไม่แพ้เกียวโต ต้องรอดูว่ามาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการจะสามารถเยียวยาได้มากน้อยเพียงใด ธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้งเมื่อใด คำตอบในวันนี้ยังคงมืดมน คงได้แต่รอจนกว่าวิกฤตไวรัสที่เกิดขึ้นทั่วโลกครั้งนี้จะผ่านพ้นไป ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันในเร็ววัน

 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก headlines.yahoo


Tokyo_Olympics_2021_covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 25, 2020

หลังจากต้องอยู่ในความไม่แน่นอนว่าคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC จะตัดสินใจอย่างไรกับอนาคตของการแข่งขันกีฬาของมนุษยชาติอย่าง โอลิมปิก โตเกียว 2020 เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด19 ล่าสุดหลังการประชุมอย่างเคร่งเครียด ในที่สุด IOC ได้มีประกาศออกมาว่า โอลิมปิกโตเกียว และพาราลิมปิกโตเกียว จำเป็นจะต้องเลื่อนการจัดแข่งขันออกไปเป็นช่วงฤดูร้อนของปีหน้าแทน แต่จะยังคงใช้ชื่อโอลิมปิกโตเกียว2020 และ พาราลิมปิก โตเกียว 2020 เช่นเดิม

 

การประกาศเลื่อนการจัดการแข่งขันของ IOC ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังการพิจารณาแล้วว่าการระบาดของโรคโควิด 19 จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างแน่นอน เพราะนอกจากนักกีฬาจากหลายประเทศเช่น แคนาดา และออสเตรเลียจะออกมาประกาศว่าจะไม่เดินทางมาแข่งขันที่ญี่ปุ่นอย่างแน่นอนเนื่องจากความวิตกเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพ ขณะที่ผลสำรวจของชาวญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่ก็เห็นว่าควรมีการเลื่อนการจัดแข่งขันออกไป เพราะแม้ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายทางการการเงินให้กับญี่ปุ่นแต่ก็ดีกว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตนักกีฬาและผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด

 

ด้านปฏิกิริยาของนักกีฬาจากทั่วโลก ส่วนใหญ่แสดงความผิดหวังที่โอลิมปิกครั้งนี้จะถูกเลื่อนออกไป เพราะนักกีฬาบางคนจะใช้การแข่งขันในครั้งนี้ในการเกษียณตัวเองจากการแข่งขันระดับชาติ ในขณะที่บางคนก็เกรงว่าร่างกายอาจจะไม่อยู่ในสภาพพร้อมแข่งขันในอีก 12 เดือนข้างหน้า แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ญี่ปุ่นเคยต้องผจญกับวิบากกรรมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกมาแล้วหลายครั้ง จนอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นประเทศเดียวในโลกที่ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พวกเขาจะต้องพบกับอุปสรรคที่ไม่สามารถทำให้การจัดโอลิมปิกจัดขึ้นได้ราบรื่นตามกำหนดเวลา

ย้อนอดีตวิบากกรรมของญี่ปุ่นกว่าจะได้จัดโอลิมปิก ที่นี่

 

ขอบคุณภาพจาก : Reuters/Dado Ruvic


Olympics2020_IOCยื้อไม่ไหว_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

 

 

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และยอมรับเป็นครั้งแรกในวันนี้ว่า มีความเป็นไปได้การจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่จะจัดขึ้นกรุงโตเกียว อาจจะต้องเลื่อนออกไป หลังจากที่ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันออกไป จากปัญหาการระบาดของโรคโควิด19 ที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลกในครั้งนี้

 

การออกมาให้สัมภาษณ์สื่อของนายอาเบะ นับเป็นการยอมรับที่อาจจำเป็นจะต้องเลื่อนการจัดการแข่งขันออกไปหลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่าจะยังคงเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในช่วงเวลาเดิมในเดือนกรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ท่ามกลางการระบาดที่ยังคงไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติลง ในขณะที่นานาชาติเรียกร้องให้ตัดสินใจใหม่เนื่องจากการระบาดที่เพิ่มสูงขึ้นและเชื่อว่าจะไม่ยุติลงทันการแข่งขันที่จะจัดขึ้นช่วงกลางปีนี้แน่นอน

 

อย่างไรก็ตามอาเบะกล่าวว่า “การยกเลิกการจัดการแข่งขันไม่ใช่ทางเลือกสำหรับเรา” นั่นหมายความว่าไม่ว่าอย่างไรญี่ปุ่นจะต้องจัดการแข่งขันให้ได้ภายในปีนี้ตามสัญญาและข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ทั้งนี้ไอโอซี จะจัดการประชุมพิเศษในวันอังคารนี้ เพื่อประกาศเกี่ยวกับอนาคตของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว รวมถึง การเลื่อนที่จะมีการตัดสินใจภายในสี่สัปดาห์ แต่เวลานี้เตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว

 

นายอาเบะกล่าวว่า ที่การตัดสินใจของ IOC สอดคล้องกับนโยบายญี่ปุ่นแม้จะเป็นเรื่องยากที่แต่การตัดสินใจโดยเร็วที่สุดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

“เราจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นคณะกรรมการจัดงานโตเกียว และรัฐบาลกรุงโตเกียวเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม” นายอาเบะกล่าว

 

ขอบคุณภาพจาก : USA TODAY และ sport.err.ee


Covid19_ญี่ปุ่น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 17, 2020

ขณะนี้ทางการญี่ปุ่น ยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อ COVID19 แล้วในหลายพื้นที่ ทั้งฮอกไกโด, โตเกียว, ชิบะ, คานางาวะ, ไอจิ, มิเอะ, นารา, วาคายามะ, โอซาก้า, เกียวโต

กระทรวงสาธารณสุขไทย จึงประกาศขอให้คนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่น ตั้งแต่ 1-14 ก.พ. เฝ้าระวังตัวเองเป็นเวลา 14 วัน และพิจารณาเลื่อนการเดินทางหลังจากวันนี้เป็นต้นไป

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 1-14 ก.พ.63 

  • เฝ้าระวังตนเองเป็นพิเศษ 14 วัน หลีกเลี่ยงอยู่ในที่คนหนาแน่น
  • ถ้าป่วยรีบมาพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง อย่าลืมสวมหน้ากาก
  • ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

 

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ผู้ที่เพิ่งกลับจากจีน สิงคโปร์ระยะนี้แล้ว หากไม่สบาย ขอให้รีบไปตรวจคัดกรองเชื้อ ที่สถาบันบำราศนราดูร ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณภาพจาก : livemint.com