checklist-type-of-person-in-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณสำรวจพฤติกรรมของตัวคุณเอง ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 เข้าข่ายกลุ่มใด…

 

 

Fear Zone : ตื่นตระหนก กักตุนอาหารและเวชภัณฑ์ ทั้งที่ยังไม่จำเป็น แชร์ข้อมูลทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ ไม่อ่านและทำความเข้าใจกับข้อมูลที่ได้มา รวมทั้งกล่าวต่อว่าผู้อื่น พร่ำบ่นถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ พูดแต่ปัญหาโดยไม่ช่วยคิดหาทางแก้ไข

 

Learning Zone : ตระหนักแต่ไม่ตระหนก เพราะเริ่มเข้าใจสถานการณ์ ตั้งสติ ปรับตัวและทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตรวจสอบและแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ปล่อยวางในสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุม

 

Growth Zone : มองบวกและพร้อมเติบโตไปข้างหน้า เข้าใจในวิกฤต มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยอมรับและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จุดสำคัญ คือ คนกลุ่มนี้ยังมองหาโอกาสในวิกฤต และเห็นแนวทางที่ตนสามารถทำประโยชน์ต่อสาธารณะได้

ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูลจาก Oxford Leadership กรมสุขภาพจิต และ Facebook ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์  Dr. Suvit Maesincee


Sir-Paul-McCartney-LiveConcert-Cover_1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

เซอร์พอล แมคคาร์ทนี่ “สมาชิกวงสีเต่าทอง” จี้จีนเลิกตลาดสดขายสัตว์ป่า

ชี้เป็นต้นตอโควิด 19 เหมือนโยนระเบิดปรมาณูลงมาบนโลก

 

เซอร์พอล แมคคาร์นีย์ สมาชิกวงเดอะบีทเทิล ผู้โด่งดังในอดีต ได้ออกมาเรียกร้องให้จีนยุติการค้าขายสัตว์ป่าในตลาดขายของทั่วไป หลังจากที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเชื้อโรคโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ มีศูนย์กลางจุดเริ่มต้นจากตลาดแห่งหนึ่งในเมืองหูเป่ย มณฑลอู่ฮั่น ในประเทศจีน โดยเขากล่าวว่ามันเหมือนกับการทิ้ง “ระเบิดปรมาณู” ลงมาในโลกนี้

 

 

แม้ว่ายังไม่มีการพิสูจน์อย่างเป็นทางการได้ว่า ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่นจะเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ แต่การค้าสัตว์ป่าในประเทศจีนเพื่อนำมาใช้เป็นอาหารก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเซอร์พอล แมคคาร์นีย์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักอนุรักษ์ และเคลื่อนไหวด้านการต่อต้านการค้าสัตว์ป่ามาตั้งแต่ปี 1970 ได้กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์รายการวิทยุแห่งหนึ่งว่า เขาหวังว่ารัฐบาลจีนจะมีคำสั่งให้ยุติการค้าสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหารของประชาชน พร้อมระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้โดยส่งผ่านมาจากตลาดสดของจีน มันเหมือนกับการปล่อยระเบิดปรมาณูไปในโลก จนทำให้ทุกคนต้องเผชิญชะตากรรมที่ยากลำบากอยู่ในขณะนี้

ที่ผ่านมา ตลาดค้าอาหารสด ได้ถูกชี้ว่า เป็นต้นตอของการระบาดของโรคสำคัญต่างๆ ในอดีตมาแล้วเช่นโรคซาร์ส (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง) และโรคไข้หวัดนก (โรคไข้หวัดนก) โดยอดีตสมาชิกวงสี่เต่าทองระบุว่า เหตุการณ์จะไม่เลวร้ายเช่นนี้หากไม่มีตลาดขายอาหารสดค้าขายสัตว์ป่า และเนื้อสัตว์แบบในประเทศจีน ซึ่งเป็นที่นิยมในประเทศจีนและทั่วเอเชีย โดยชาวตะวันตกเรียกตลาดประเภทนี้ว่า “ตลาดเปียก” เพราะพื้นถนนจะเปียกอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากการล้างผักหรือล้างปลา ซึ่งรวมถึง ไก่หมูปลาและผัก และสัตว์ที่มีชีวิตบางชนิดด้วย

ทั้งนี้เซอร์พอล แมคคาร์ทนี่ ได้ร่วมเล่นคอนเสิร์ต One World: Together At Home เมื่อวันเสาร์ที่ 18 เมษายนจัดโดย Global Citizen และองค์การอนามัยโลก เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ทำงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกที่กำลังพยายามแก้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 อยู่ในขณะนี้

 

The Beatles

Content_Horo_20-26-April_Cover_4.jpg

zebertoothApril 20, 2020

ทำนายดวงชะตา พยากรณ์ระหว่าง 20-26 เมษายน 2563 โดย..พันดาว อดีตคอลัมน์นิสต์ชื่อดัง ในมติชนสุดสัปดาห์ ศาสตร์แห่งโหร และ นิตยสาร seventeen ไขรหัส…ความเร้นลับของตัวเลข ดวงดาว ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคุณ แบบไม่น่าเชื่อ…

 

 

 

ราศีเมษ 22 มี.ค.- 20 เม.ย.

ชาวเมษ ในรอบสัปดาห์นี้ อารมณ์อาจจะแปรปรวนขึ้นๆลงๆ หงุดหงิดง่ายโดยเฉพาะเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ปัญหาความรัก ยังวุ่นวายไม่จบ รักเก่ายังเคลียร์ไม่ลงตัว แต่ของใหม่ก็ดูน่าสนใจไม่น้อย การเรียนแม้จะเป็นการเรียนออนไลน์แต่ ช่วงนี้ต้องขยันให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้น ก็จะย่ำอยู่กับที่ ไปไม่ถึงไหน ช่วงนี้ถึงจะ work from home แต่ก็ต้องระวังอารมณ์กับเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านาย  เพราะทุกคนล้วนมีความเครียดกันทั้งนี้ ทำใจร่มๆเย็นๆไว้กับทุกเรื่อง สุขภาพโดยรวมไม่มีอะไรน่าห่วง ช่วงนี้ รักษาใจตัวเองอย่างเดียวจะรักษาทุกเรื่องได้

 

ราศีพฤษภ 21 เม.ย.-21 พ.ค.

เป็นช่วงแห่งการแสวงบุญอย่างแท้จริงของชาวพฤษภ ในเวลาวิกฤติแบบนี้ การหาที่พึ่งทางใจดูจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับชาวราศีพฤษภ เรื่องรักๆใคร่ ที่ไม่เป็นดังหวัง ดูเหมือนช่วงนี้คุณจะปล่อยวางไปได้เยอะ ส่วนที่ยังมีอยู่ ความสัมพันธ์ก็ดูออกจะสวิงๆ เหวี่ยงๆอยู่บ้าง เพราะความไม่ชัดเจนของใครคนใดคนหนึ่งนี่ละ  มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน จนคุณเองก็ยังงงๆเหมือนกัน การงาน การเรียน ดาวเดินหน้า อะไรที่ตั้งความหวังไว้ มีแนวโน้มสำเร็จสูงมาก สุขภาพช่วงนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ป่วยๆหายๆเป็นระยะๆ หาเวลาพักผ่อนบ้างจะดีมาก

 

ราศีเมถุน 22 พ.ค.-20 มิ.ย.

สำหรับชาวเมถุนแล้ว ช่วงนี้บอกได้เลยว่า เป็นช่วงดวงไม่ดีเท่าไหร่สำหรับคุณ ดาวทุกดวงไม่หยุดนิ่งก็เดินถอยหลังหรือไม่ก็โคจรในมุมอับ คุณต้องระวังทุกเรื่อง  ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน มีเกณฑ์ผิดพลาดสูง เรื่องความรักไม่ต้องพูดถึง ที่มีอยู่ก็พาลจะเลิก ที่ยังไม่มี ถึงมีคนเข้ามาก็ยังไม่ใช่ อาจจะถูกหลอก ต้องระวังให้มาก  สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสุขภาพจิตของคุณ ความเครียดจะบั่นทอนทุกอย่าง คุณต้องอดทนรอให้ดาวชีวิตเปลี่ยนองศา จังหวะชีวิตดีขึ้น ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเอง สุขภาพเป็นเรื่องเดียวที่ไม่น่าห่วงตอนนี้

 

ราศีกรกฎ 21 มิ.ย.- 21 ก.ค.

เป็นช่วงอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวกรกฎ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาและความอึดอัดบางอย่างที่ไม่ได้เกิดจากตัวคุณ แต่เป็นจากสภาพแวดล้อมโดยรวมๆ ความเป็นคนไม่นิ่งและอ่อนไหวของคุณ ทำให้คุณชอบใส่ใจ กับเรื่องการนินทา ว่าร้าย อิจฉาริษยา ทั้งๆที่เป็นปุถุชนวิสัย ถ้าเป็นไปได้ อดทนอีกนิด เพราะดาวการเปลี่ยนแปลงช่วงนี้ยังไม่โดดเด่น อาจได้เปลี่ยนหรือเปลี่ยนได้แต่ก็จะไม่ดีกว่าที่เป็นอยู่เดิม ความรัก งอนกันไปงอนกันมา สุดท้ายก็หนีกันไม่พ้น ส่วนที่ยังโสดสนิท เหมือนๆจะมีใครมาแอบรักอยู่

 

 

ราศีสิงห์ 22 ก.ค.- 20 ส.ค.

ดาวหลายดวงเริ่มโคจรในทางที่ดีขึ้น ที่เคยทุกข์หนักๆก็ดูจะบรรเทาเบาบางลงสำหรับชาวสิงห์ ในรอบสัปดาห์นี้ มีโชคที่คาดไม่ถึง จะได้รับข่าวดีจากคนที่อยู่ไกล หรือเพื่อนเก่าที่จากไปนาน  ดูจะหายใจคล่องขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านๆมา สุขภาพของญาติผู้ใหญ่ยังเป็นเรื่องที่วางใจไม่ได้  การงาน การเรียน ไม่ถึงกับไม่ดี แต่ไม่โดดเด่น ไปได้เรื่อยๆ แบบประคับประคอง ดาวบริวารที่ส่งผลต่อชะตาชีวิตหลายดวงยังหยุดนิ่ง ความรัก ถ้าคบเป็นเพื่อนจะอยู่ได้ยาว แต่เมื่อไหร่ที่เป็นแฟน ดูเหมือนดาวขัดแย้ง ระหองระแหง หรือแม้แต่พลัดพรากมักจะเกิดกับคุณอยู่บ่อยๆ

 

 

ราศีกันย์ 21 ส.ค.-21 ก.ย.

ดาวความขัดแย้งเด่นชัดกว่าดาวดวงอื่นๆโดยเฉพาะ ความขัดแย้งในที่ทำงาน ช่วงนี้ ชาวกันย์ควรสงบปาก สงบคำให้มากๆ ไม่เช่นนั้นปัญหาเล็กจะกลายเป็นปัญหาใหญ่  ดาวการเรียน การงานไม่โดดเด่น แต่เรื่องความรักดูเหมือนจะเดินสวนทาง ดวงความรัก  ที่อึมครึมหาคำตอบไม่ได้มานานจะคลี่คลายภายใต้สถานการณ์โควิด ปัญหาทุกอย่าง ที่มีแฟนอยู่แต่ไม่เคยเข้าใจกัน ถึงเวลาที่จะหันหน้ามาเข้าใจกันมากขึ้น ที่แอบๆไม่เปิดเผย จะมีความชัดเจนขึ้น ส่วนชาวกันย์ที่โสดสนิท ช่วงนี้มีเกณฑ์พบรัก และอาจจะทำให้เรื่องหนักๆเรื่องอื่นๆบรรเทาเบาบางลงได้

 

 

ราศีตุลย์ 22 ก.ย.- 20 ต.ค.

ชาวตุลย์มีเกณฑ์โชคดีหลายอย่าง จะได้รับเงินหรือผลประโยชน์บางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ การงาน มีดาวบางดวงเดินหน้า แบบที่อาจจะบอกได้ว่าคุณจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่ง หรือไม่ก็เปลี่ยนงานไปในที่ๆดีกว่าเดิม เช่นเดียวกับ การเรียน อาจได้ทุนการศึกษา หรือสอบได้คะแนนเป็นลำดับต้นๆ  ความรักเป็นเรื่องเดียวที่เดินตรงข้ามกับเรื่องอื่นๆ คุณอาจจะมีเวลาให้กับตัวเองและคนรักน้อยลงเลยเป็นเหตุให้ระหองระแหงกันได้บ้าง ต้องตั้งสติให้มากๆแบ่งเวลาดีๆ

 

 

ราศีพิจิก 21 ต.ค.- 21 พ.ย.

ดวงการงานพุ่งสุดๆสำหรับชาวพิจิก ในภาวะข้าวยาก หมากแพง โรคระบาด คนอื่นอาจตกงาน แต่คุณกลับต้องทำงานหนักขึ้น บอกเลยว่า เหนื่อยและอาจต้องฝ่าด่านหลายด่าน แต่เมื่อผ่านไปได้ คุณจะรู้เลยว่า นี่คือโอกาสที่ดีอีกครั้งในชีวิตของคุณ ที่ต้องระวังคงเป็นเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยและอุบัติเหตุที่ดูเหมือนระยะนี้ ดาวบางดวงพุ่งรัศมีแรงเข้าใส่ราศีเกิดของคุณ หลีกเลี่ยงการเสี่ยงทั้งหลายทั้งปวงในช่วงนี้ไปก่อน ความรักไม่ถึงกับสดใสซาบซ่า แต่ก็ไม่ได้อาภัพอับโชคอะไรนักหนา ที่มีอยู่แล้วก็ไปเรื่อยๆเหนื่อยๆเซ็งๆ เบื่อๆก็ห่างกันบ้าง ที่โสดก็ไม่ต้องคิดอะไร อยู่ไปก่อนถึงเวลาก็มาเอง

 

 

ราศีธนู 22 พ.ย.- 20 ธ.ค.

มีเรื่องให้วิตกกังวลหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเรียน ที่ดูเหมือนจะมีปัญหาบางอย่างที่แก้ไม่ตก ส่วนเรื่องงานที่สมัครงานไว้ คงต้องรออีกสักพัก ที่ทำอยู่แล้ว แต่เครียดๆ รู้สึกไม่มีความสุข ก็คงต้องอดทน เพราะดวงตอนนี้ อยู่เฉยๆดูว่าจะดีกว่าขยับขยายหรือเปลี่ยนแปลง ดาวแต่ละดวงอยู่ในจุดที่ไม่ให้คุณกับราศีเกิดนัก นิ่งๆไว้ก่อน อย่าใจร้อน เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง เรื่องความรัก ถ้ามีอยู่แล้วเพียงแค่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ต้องการ คุณก็ต้องจัดความต้องการของใจคุณเองให้เข้าใจสิ่งที่เป็นดีกว่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ที่โสดช่วงนี้ ให้เวลากับตัวเองอาจจะมีความสุขมากกว่า

 

 

ราศีมังกร 21 ธ.ค.-21 ม.ค.

ดาวแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วยเด่นชัดกว่าดาวดวงอื่นๆ ระวังสุขภาพให้มากๆ การงาน การเรียน อยู่ในเกณฑ์พอไปได้ ไม่โดดเด่น แต่ไม่ตกต่ำมากนัก ช่วงนี้ชาวมังกรมีดวงจะได้เงินก้อนใหญ่อยู่เหมือนกัน หรืออาจเป็นผลประโยชน์บางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกพอใจ ดาวความรักเดินถอยหลัง มีเรื่องไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด งานนี้อาจต้องเหนื่อยอธิบายหรือขอคำอธิบายให้เคลียร์  ดาวที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบลึกลับยังเดินไม่ปกติ ความรักประเภทซีเคร็ท เลิฟ ของคุณ อาจถูกเปิดเผย เหมือนจะสนุกแต่ไม่สนุก ทางออกคือ ยอมรับความจริงแล้วร้ายจะกลายเป็นดี

 

 

ราศีกุมภ์ 22 ม.ค.-20 ก.พ.

เป็นเดือนของการอิน เลิฟ โลกเป็นสีชมพูทั้งรักเก่ารักใหม่ แม้ว่ารอบๆตัวคุณจะเต็มไปด้วยความเครียดกับสถานการณ์วิกฤติต่างๆ ที่เคยหาดูใจกันมานาน เดือนนี้น่าจะเป็นช่วงของการพูดตรงๆ ตกลงปลงใจ ให้ชัดเจนเสียที การงาน การเรียน ไม่หวือหวา แต่ก็ไม่ทำให้เครียด ช่วงปลายเดือนมีงานบางอย่างที่ทำให้คุณได้แสดงฝีมือ หรือคุณอาจค้นพบความสามารถที่ชอบและใช่ ที่สร้างรายได้ให้คุณ แบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน สุขภาพโดยรวมดี ระวังเรื่องของหายกับอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆในช่วงปลายเดือน

 

 

ราศีมีน 21 ก.พ.- 21 มี.ค.

สำหรับชาวมีนแล้ว ช่วงนี้ ถือเป็นอีกช่วงของความสำเร็จในหลายๆเรื่องทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน รวมทั้งเรื่องความรัก การงานคุณอาจต้องเดินทางไกล แต่จะเป็นผลดีเพราะคุณจะได้รับโอกาสใหม่ๆที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น ความรัก ที่โสดจะพบรักแบบไม่คาดฝัน ส่วนที่มีหวานใจอยู่แล้ว คนรักจะเป็นกำลังใจให้คุณต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ระวังแค่อารมณ์ของคุณ   ที่คอยจะเหวี่ยงวีนบ่อยๆจนเขาทนไม่ได้นั่นละ อีกเรื่องที่ต้องระวังให้มากช่วงนี้ คือสุขภาพของญาติผู้ใหญ่ อาจมีการสูญเสียแบบกะทันหัน

 

 


4-changing-behaviors-covid19-cover-1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

“เมื่อไหร่โควิดจะจบสักที ต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานเท่าใด” คงเป็นคำถามคาใจของหลายท่าน หลังเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 มาแล้วเกือบสองเดือน แต่วันนี้ก็ยังคงไม่มีใครที่จะสามารถตอบได้ว่าจุดสิ้นสุด หรือ จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต เชื่อว่าวิถีชีวิตจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลายพฤติกรรมอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

1.ตื่นตัว ใส่ใจ “สุขอนามัยพื้นฐาน”

เดิมเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน อาทิ การปิดปากเมื่อไอจาม การรักษาความสะอาดร่างกาย รวมถึงการห้ามล้วงแคะ แกะ เกา ขยี้ตา หยิบจับสิ่งของ หรือ อาหารต่างๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด การทานอาหารปรุงสุกสะอาด ล้วนมีอยู่ในตำราเรียนอยู่แล้ว แต่หลายคนมักมองข้าม ไม่ตระหนักจริงจัง มักมีวลีที่ติดปากว่า “เชื้อโรคเกาะไม่ทัน”

แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ ผู้คนระมัดระวังในการดำเนินกิจวัตรประจำวันมากขึ้น อาทิ ล้างมือก่อนและหลัง ทานอาหาร ขึ้นลงรถโดยสาร เข้าห้องน้ำ ตลอดจนการหยิบจับสิ่งของ ธนบัตร  ตลอดจนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับโลหะ ราวบันได ที่จับบนรถสาธารณะและปุ่มลิฟท์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงปิดป้องเมื่อไอจามในที่สาธารณะกันมากขึ้น

 

2. “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” ของคู่กายต่อจากสมาร์ทโฟน

ก่อนหน้านี้ สมาร์ทโฟน เปรียบได้ดั่งอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ แต่จากนี้ไป “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” จะเข้ามามีบทบาทและกลายมาเป็นของที่ต้องมีของทุกคนไม่แพ้กัน

เพราะปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญการสวมใส่หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ข้างนอกและในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านตลอด รวมถึงหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอล์ ในแทบทุกการสัมผัส ซึ่งเมื่อก่อนการทำสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่าแปลก แต่จากนี้ไปความเชื่อดังกล่าวได้ถูกทลายไปหมดเรียบร้อยแล้ว และ “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพกติดตัวไปตลอดทุกที่

 

3.รู้จำ ย้ำคิด ใช้ชีวิต “Social Distancing”

Social Distancing เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบตัว ด้วยการสร้างระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยสาธารณสุขเชื่อว่าหากผู้คน 80% ในสังคมให้ร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเปลี่ยนชะงักเส้นทางการแพร่เชื้อลดลงไปได้ ข้อดีของ Social Distancing ก็คือ ช่วยลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ จากตัวเราไปให้ผู้อื่น และ ลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เราอีกทางเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันสังคมตอบรับและให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

 

ดังจะเห็นได้จากการประชุม งานบุญ งานศพที่มีการจัดเก้าอี้ หรือ สถานที่ที่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ไม่เว้นแม้แต่รถเมล์ รถโดยสารที่มีการกำหนดเว้นพื้นที่นั่ง ที่ยืนเพื่อลดการเบียดเสียด หรือ การกำหนดจุดรอคิวในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ขณะที่การทานอาหาร หรือ สังสรรค์ร่วมกับเพื่อน หรือ ครอบครัว ก็มีการเว้นพื้นที่มากขึ้น รวมถึงแยกอุปกรณ์จาน ชาม แก้วน้ำส่วนตัวชัดเจน และหลายบริษัทก็เปิดทางเลือกในการ work From Home เพื่อเว้นระยะห่างกันมากขึ้น

 

ล่าสุดการทำบุญช่วงสงกรานต์ก็รณรงค์ในเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด โดย การทำแม้แรกจะค่อนข้างขัดกับพฤติกรรมคนไทย แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งผู้คนเริ่มคุ้นชิน และเห็นผลดีด้านสุขอนามัยและระเบียบวินัยชัดมากขึ้น และแม้ในอนาคตโรคระบาดจะคลี่คลายไป แต่การที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับมาตรการสาธารณสุขที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดเช่น ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การรักษาความสะอาด การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องคำนึงถึงระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทำให้เชื่อได้ว่าวิถีชีวิตเช่นนี้ยังจะอยู่คู่กับเราต่อไปอีกนาน

 

4.“วางแผนชีวิต” ต้องคิดใหม่

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เหล่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เพราะหลายคนตกงานไม่ทันตั้งตัว หลายคนถูกพักงานลดเงินเดือน รวมถึงศิลปิน ฟรีแลนซ์ แม้กระทั่ง Influencer online และ Youtuber ที่เคยบูมมากก็ถูก Cancel งานยาวแบบไม่มีกำหนด

 

คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าไวรัสตัวเล็กๆ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ปากท้องคนทั้งประเทศมากขนาดนี้ โดยกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักฟันธงกันแล้วว่าครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 มาก ขณะที่ ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้าง ประเมินตัวเลขคนตกงาน ว่าอาจสูงถึง 6.5 ล้านคน

 

บทเรียนครั้งนี้ คาดจะส่งผลให้หลายคนที่มีไลฟ์สไตล์ใช้เงินซื้อความสุขความสบาย เช็คอินกิน ดื่ม เที่ยว ช็อปปิ้งแบบไม่ยั้ง อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยแบบสิ้นเชิง  โดยจะหันกลับมาใส่ใจ “ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เน้นการประหยัดอดออม” มากขึ้น ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นลง การผ่อนสินค้า การสร้างหนี้ระยะยาวที่ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จะถูกคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ยังคงมีงานทำอยู่เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเสี่ยงถูกหางเลขจากวิกฤตเมื่อใด

 

“การออมเงินเพื่ออนาคตกลายเป็นสิ่งจำเป็น” อย่างน้อยๆ ถ้ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน การระบาดยืดเยื้อ เศรษฐกิจทรุดหนักเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็ยังพอมีสำรอง ส่วนผู้ที่เคยพึ่งพาอยู่กับระบบธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ก็จะกลับมาสำรวจหันมาพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น “เริ่มมองหาอาชีพสำรอง หรือ สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม” เพราะอย่างน้อยก็ยังทำให้ชีวิตมีแพลน A แพลน B อาจเริ่มจากการนำงานอดิเรก หรือ สิ่งที่ถนัดเข้ามาประยุกต์

 

ขณะเดียวกัน หลายครอบครัวที่เคยตั้งความหวังว่าเข้ามาขายแรงงานแสวงหาโอกาสสร้างตัวในเมืองใหญ่ จากวิกฤตนี้ก็อาจทำให้ต้องหันกลับมามองหาทรัพยากร มองความเป็นอยู่ที่พอเพียงในบ้านเกิดกันมากขึ้นเช่นกัน

 

นับจากนี้ ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่จากนี้วิถีชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


1ปี_Cover_1.jpg

zebertoothApril 17, 2020

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “บิล เกตส์” ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ และมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์  วิเคราะห์สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ อาจยาวไปถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้าหรือราวเดือนก.ย. 2564 เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมช่วยหยุดโรคไม่ได้ 100% จนกว่าจะมีวัคซีนรักษาโรค

 

“วัคซีนจำเป็นอย่างยิ่ง  อะไรๆ จะยังไม่เป็นปกติอย่างแท้จริงจนกว่าจะมีวัคซีน และการเปิดเมืองจะทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้ำจะยังอยู่จนกว่า เราจะระดมฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง การเว้นระยะห่างทางสังคมจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ โดยวิธีการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงให้อยู่ในระดับที่สามารถติดตามกลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อได้ทั้งหมด เพื่อนำตัวทุกคนมากักกันโรค

 

นอกจากนี้เกตส์ยังฉายถึงภาพในอีก  6-12 เดือนข้างหน้าว่า “ควรจะใช้โมเดลประเทศจีนเป็นตัวอย่าง ขณะที่กำลังเปิดให้คนกลับไปทำงาน แต่ยังต้องสวมหน้ากากอนามัยและตรวจไข้อยู่ และยังไม่มีการจัดอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อซ้ำเป็นวงกว้าง ส่วนมาตรการ “เปิดเมือง” แบบอนุญาตจับกลุ่มได้เฉพาะกลุ่มสามารถเป็นไปได้  อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมที่มีการชุมนุมชนขนาดใหญ่  ยังไม่ควรจัดขึ้นจนกว่าจะมีการปูพรมฉีดวัคซีนเสร็จสิ้น

 

ขอบคุณภาพจาก geekwire


WFH-Online-sale-income-Cover_1.jpg

zebertoothApril 17, 2020

ในช่วงภาวะที่ทุกคนต้องอยู่กับบ้าน อาจจะเป็นช่วงที่ดูน่าเบื่อสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้ คือ การพูดคุยกับเพื่อนๆ ตามสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ แต่ในช่วงที่บางคนไม่มีรายได้จากการไปทำงาน และกำลังเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น รู้หรือไม่ว่า เทคโนโลยีในมือของคุณก็สามารถทำรายได้เล็กๆ น้อยได้เหมือนกัน

 

การหารายได้เล็กๆ น้อยๆ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องไปเป็นแม่ค้า พ่อค้าออนไลน์มืออาชีพ ต้องมีหน้าร้านออนไลน์แบบกลุ่มมืออาชีพทั่วไป แต่หลายโซเชียลเน็ตเวิร์กที่คุณใช้เป็นประจำ มีช่องทางให้คุณได้ฆ่าเวลาด้วยการหารายได้เล็กๆ น้อยๆ เช่น การขายของส่งต่อสิ่งที่คุณไม่ใช้แล้ว (มีเวลาเลือกสรรมากขึ้นจากสินค้าที่คุณเคยซื้อมาอย่างบ้าคลั่งในช่วงเวลาปกติ แต่ก็ไม่เคยได้ใช้มันเลย), ขายงานฝีมือที่คุณทำได้ เช่น การเย็บหน้ากากอนามัย, ถักโครเชต์ เป็นต้น หรือหากคุณมีฝีมือจากการทำอาหารอยู่บ้างก็อาจจะทำอาหารกล่องราคาไม่แพง, คลีนฟู้ด เพื่อส่งขายให้กลุ่มเพื่อนที่รู้จัก หรือ ผู้คนในพื้นที่ละแวกใกล้เคียง เพื่อการซื้อขายแบบง่ายๆ ได้เช่นกัน

วันนี้เรามี 3 วิธี SNS ง่ายๆ สำหรับการหารายได้พิเศษช่วงพักว่างนี้มาทดลองทำกันดู

  1. การใช้ Facebook เป็นช่องทางปล่อยของและหารายได้ของคุณ เพราะแน่นอนอยู่ว่าเพื่อนในเฟสบุคส์ของคุณ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพื่อนที่รู้จักการมาก่อน และหรือกลุ่มคนที่คุณอาจจะไม่รู้จักในวงกว้าง การเปิดขายสินค้าในเฟสบุ๊คอาจจะดูว่ามีคนทำอยู่เยอะ แต่ก็ไม่เสียหายถ้าคุณจะลอง เพราะในกรณีขายสินค้านี้คุณสามารถเลือกได้ว่าคุณจะให้ขายของให้กับใคร หากไม่เชี่ยวชาญนัก ก็ลองขายให้กับเพื่อนๆ ที่รู้จักไปก่อน หรือหากจะขยายตลาดก็อาจจะขายแบบเปิดเป็นสาธารณะก็ได้ นั่นอยู่ที่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน

แล้วทำได้วิธีไหนบ้าง :  ในเฟสบุ๊คมีช่องทางให้คุณดัดแปลงการขายของได้หลายแบบ เช่น

  • ขายแบบเปิดขายโดยตรงบนหน้าโปรไฟล์ของคุณเลย ใช้ได้ทั้งวิธีการโพสต์รูป และ ไลฟ์สด เลือกวิธีที่คุณสามารถทำได้ โพสต์ขายเหมือนที่ใครๆ ขายกันได้ เพราะช่วงนี้เชื่อว่าทุกคนย่อมเข้าใจสถานการณ์อยู่แล้ว การโพสต์ขายของน่าจะเป็นสิ่งปกติทั่วไป
  • เข้าช่องทางกลุ่มขายสินค้าในรูปแบบต่างๆ โดยการขายแบบนี้ คุณจะต้องกดเข้าไปของร่วมกลุ่มในกลุ่มขายสินค้าที่มีผู้ตั้งขึ้นไว้แล้ว เช่น กลุ่มขายของในหมู่บ้าน,กลุ่มขายของตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ,กลุ่มขายของตามความชอบเฉพาะ เช่น กลุ่มขายของแม่และเด็ก,กลุ่มเสื้อผ้า,กลุ่มเครื่องสำอางค์,กลุ่มขายสินค้ามือสอง การเข้ากลุ่มแบบนี้ สามารถเข้าไปขอกดร่วมกลุ่มได้ในช่องทางร่วมกลุ่มที่เฟสบุ๊คเปิดไว้แล้ว

  • เปิดเพจร้านค้าของคุณเองเลย กรณีนี้คุณอาจจะเปิดหน้าเพจร้านค้าของคุณขึ้นเองเลย โดยจัดเป็นหน้าเพจสินค้าของคุณ แล้วแชร์ให้เพื่อนๆ ทราบ แต่กรณีนี้อาจจะต้องใช้เวลาเพื่อหาคนเข้ามาชมสินค้าและคุณอาจจะต้องขยันในการโพสต์แชร์สินค้าสักหน่อย แต่หากไม่ถนัดแล้วล่ะก็ ใช้วิธีขอเข้ากลุ่มโพสต์ขายในกลุ่มที่มีคนจำนวนมากอยู่แล้วจะดีกว่า

 

 

  1. การโพสต์ขายของในอินสตราแกรม หรือ IG
  • มีจุดเด่น คือ การขายด้วยภาพ ยิ่งภาพที่คุณเลือกใช้น่าดึงดูด ก็จะทำให้ผู้คนสนใจมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้นคือคุณต้องใส่ข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน โดยอาจดูจากคนอื่นที่ขายสินค้าในลักษณะใกล้เคียงกัน ว่ามีวิธีการใส่รายละเอียดอย่างไร ทั้งยังเป็นการสำรวจตลาดไปด้วยในตัว ว่าคุฯควรจะขายในราคาเท่าไหร่ รวมค่าส่งด้วยหรือไม่?
  • โดยคุณสามารถสำรวจตลาดและเปิดตลาดได้ด้วยการค้นหาโดยใส่แท็กได้ ทำให้ขยายกลุ่มเป้าหมายได้กว้างยิ่งขึ้น เช่น #เคสไอโฟน ก็จะมีหลากหลายแบบให้เราได้เลือก

ตัวอย่าง

 

 

แต่ข้อจำกัด คือ ให้รายละเอียดได้น้อย  โดย IG ให้ใส่ข้อมูลหรือข้อความได้เพียง 150 ตัวอักษรเท่านั้นแต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการตัดสินใจซื้อ รวมถึงคุณสามารถโพสต์ภาพได้ผ่านมือถือเท่านั้น โดยคุณสามารถให้ผู้ที่สนใจสินค้าของคุณ Direct Message สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ใส่ Line ID สำหรับติดต่อส่วนตัวได้ รวมทั้งกลุ่มคนอาจจะกว้างไกลเกินไป แต่ถ้าคุณต้องการลูกค้าหน้าใหม่ เราขอแนะนำให้ใช้ IG

 

  1. การโพสต์ขายในไลน์

จุดเด่น  คือ มีเพื่อนๆ ของเราอยู่จำนวนมากสามารถโพสต์ขายบนไทม์ไลน หรือส่งต่อในกลุ่มต่างๆ หรือแชทข้อความได้ โดยเมื่อมีคนสนใจมากขึ้น คุณสามารถตั้งกรุ๊ปไลน์และสร้างอัลบั้มสินค้า รวมถึงถ่ายทอดสด (Live ขายของ) ได้อีกด้วย

ส่วนข้อจำกัด คือ คุณต้องมีเพื่อนจำนวนมาก หรือใช้ช่องทางอื่นๆ เพื่อดึงกลุ่มที่สนใจสินค้าของคุณให้แอดคุณหรือติดตามกลุ่มของคุณไว้

ตัวอย่าง

 

 

  1. การขายในทวิตเตอร์

จุดเด่น คือ การขายสินค้าโดยใช้แท็กที่ผู้คนสนใจ หรือแท็กที่อยู่ในสถานการณ์ขณะนั้น เข้าถึงคนในวงกว้าง และหากสินค้าของคุณเป็นที่ต้องการ ก็จะมีคนที่สนใจช่วยทวิตหรือแชร์ไปอีก เรื่อยๆ

 

 

ข้อควรระวัง คือ ช่องทางนี้มีผู้ใช้ที่กว้างมาก อาจจะไม่เหมาะกับการขายของเฉพาะพื้นที่ และที่สำคัญคือผู้ใช้บางคนไม่ได้ใช้ชื่อนามสกุลจริง จริงควรส่งข้อมูลติดต่อ คุยกันผ่านไลน์หลังจากที่ผู้ซื้อสนใจ


Tik-tokแซงหน้าอาลีบาบา_Cover_1.jpg

zebertoothApril 16, 2020

Tik Tok กลายเป็นแอพยอดนิยม แซงหน้าอาลีบาบา

หลังถูกดาวน์โหลดมากที่สุดในโลก ผู้คนใช้อัดคลิปแก้เครียดโควิด19

 

จากการวิจัยสำรวจข้อมูลของ Sensor Tower ซึ่งหน่วยงานวัดระดับระดับความสำเร็จระดับโลกระบุว่า Tik Tok อาจจะกลายเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จแซงหน้า อาลีบาบาที่เคยได้ชื่อว่ามีผู้คนใช้มากที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะพบว่ามีผู้คนดาวน์โหลดแอพฯ Tik Tok มาใช้กว่า 2 พันล้านครั้ง

 

เพราะสถานการณ์การระบาดของโรค โควิด 19 ที่ทำให้ผู้คนในหลายประเทศถูกสั่งให้อยู่กับบ้านจากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้การใช้สื่อโซเชียลออนไลน์มากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะแอปพลิเคชันบันเทิงที่พบว่ามีจำนวนผู้คนเข้าไปใช้เพิ่มขึ้นจำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

TikTok เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการมีผู้คนกว่าทั่วโลกเข้าไปใช้เพิ่มขึ้นในระหว่างการล็อกดาวน์ทั่วโลก โดยจากข้อมูลพบว่ามีผู้คนเข้าไปดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 1.65 พันล้านครั้งและถือเป็นการดาวน์โหลดที่สูงที่สุดในโลก โดยผู้คนส่วนใหญ่นิยมใช้แอปพลิเคชันนี้เต้น เพื่อบรรเทาความเบื่อหน่ายคลายเครียด รวมไปถึงการบันทึกวิดีโอในรูปแบบต่างๆ เผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์

 

ก่อนหน้านี้บริษัทเจ้าของแอปพลิเคชัน Tik Tok เน้นการให้บริการแอปพลิเคชันสำหรับการโฆษณาในเชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มบริษัทผู้ขายสินค้าต่างๆ ในประเทศจีน แต่ในบรรดาแอปพลิเคชันต่างๆ ของบริษัท Tik Tok กลับกลายเป็นตัวดึงดูดสำคัญในกลุ่มผู้ใช้สังคมออนไลน์ที่นิยมเข้ามาใช้มากที่สุด เพราะผู้ใช้สามารถแชร์คลิปวิดีโอสั้น ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เต้นรำ และกิจกรรมอื่นๆ

จากการวิจัยสำรวจข้อมูลของ Sensor Tower ซึ่งหน่วยงานวัดระดับระดับความสำเร็จระดับโลกระบุว่า Tik Tok อาจจะกลายเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จแซงหน้า อาลีบาบาที่เคยได้ชื่อว่ามีผู้คนใช้มากที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะพบว่ามีผู้คนดาวน์โหลดแอพฯ Tik Tok มาใช้กว่า 2 พันล้านครั้ง โดยบริษัทที่เป็นเจ้าของแอปพลิเคชันนี้ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก SoftBank ลงทุนด้วยมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อสองปีก่อนและด้วยการที่ได้รับความนิยมพุ่งขึ้นอย่างสูงนี้ทำให้บริษัทมูลค่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นสูงกว่าทุนเริ่มต้นอย่างมากหลังจากที่มันได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้จากสการกักกันและการปิดล็อกของหลายเมืองทั่วโลก ทำให้ TikTok กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แม้กระทั่งผู้มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างนักร้องแร็ปเปอร์ชื่อดังของ แคนาดา หันมาใช้ Tik Tok ในการทำคลิปวิดีโอ มีคนเข้ามาดูว่ากว่า 70 ล้านวิวต่อสัปดาห์ หรือแม้กระทั่ง ดาราฮอลลีวูดระดับตำนานอย่าง เจน ฟอนด้า วัย 82 ปี ก็ใช้ Tik Tok ในการเผยแพร่คลิปออกกำลังกายของตัวเอง ทำให้มีผู้ชนจำนวนมากทั่วโลกเช่นกัน

 

tiktok @janefonda

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Tik Tok กลายเป็นแอพฯ ที่ไม่ใช่เกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกโดยมียอดดาวน์โหลดเกือบสองเท่าเมื่อเทียบเป็นรายปี โดยมีสถิติสูงถึง 113 ล้านคลิป ตามข้อมูลของ SensorTower และมีผู้ใช้งาน 800 ล้านคนต่อเดือน

อย่างไรก็ตามจากความนิยมที่พุ่งขึ้นอย่างสูง ทำให้ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มที่จะหันมาให้ความสำคัญเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการเก็บข้อมูลของ TikTok แต่ทางบริษัท ได้ปกป้องตัวเองด้วยการระบุว่าข้อมูลของผู้ใช้จะถูกจัดเก็บไว้ในเครื่องและปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าบางเนื้อหาได้ถูกรัฐบาลจีนเซนเซอร์ไม่ให้มีการเผยแพร่ในกลุ่มสื่อสารออนไลน์ของจีน

สำหรับประเทศไทยแอพ Tik Tok ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างสูงเช่นกัน มีผู้คนใช้มันในการอัดคลิปวีดีโอสั้นๆ โดยเฉพาะล่าสุดกับการโคฟเวอร์เพลงดังในอดีตอย่าง “เจน นุ่น โบว์” กลุ่มนักร้องสาววงซูปเปอร์ วาเลนไทน์ ที่พบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้คนใช้ Tik Tok ทั้งร้องเพลง และบันทึกวิดีโอเต้นคลายเครียดกันอย่างสนุกสนาน หลังจากที่รัฐบาลไทยออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บังคับใช้เพื่อให้ประชาชนใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าการเดินทางไปชุมนุมนอกบ้าน ในระหว่างการแก้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19


_Cover_2.jpg

zebertoothApril 16, 2020
  • มีเรื่องเล่าว่า “หมูกระทะ” มีที่มาจากทหารมองโกลนำเนื้อแกะมาย่างบนหมวกเหล็กเพื่อคลายหิวขณะออกศึก
  • เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ญี่ปุ่นเนื้อแกะล้นตลาดจึงนำมาปิ้งจนนิยมแพร่หลายเรียกเมนูนี้ว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ก่อนที่จะกลายมาเป็นเนื้อย่างแบบยากินิคุที่เรารู้จักกัน
  • คาดว่าหมูกระทะเข้ามาในไทย ราวปี พ.ศ. 2510 โดยขายในภัตตาคาร เรียกว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ส่วนทางอีสานนิยมเรียก “เนื้อย่างเกาหลี” ก่อนปรับสูตรมาเป็นหมูกระทะในปัจจุบัน
  • ช่วง พ.ศ. 2545 – 2549 ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของร้านหมูกระทะ โดยเหล่าดารา นักร้อง ตลก นักกีฬาและคนมีชื่อเสียงมักลงทุนเปิดร้านหมูกระทะจนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเหมือนร้านกาแฟในปัจจุบัน

 

“เพราะอาหารการกินคือความสุขแบบหนึ่งของมนุษย์”

 

เชื่อได้ว่าเวลานี้ “หมูกระทะ” คือหนึ่งในอาหารที่หลายท่านถวิลหาในยุคที่เราต้องใช้ชีวิตแบบ Social Distancing หรือ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” ควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะนอกจากรสชาติและกลิ่นที่หอมโชยยั่วลิ้นแล้ว บรรยากาศการสังสรรค์เฮฮาหน้าเตาหมูกระทะช่วงสงกรานต์ร่วมกับญาติพี่น้องและ เพื่อนก็เป็นอีกปัจจัยที่หลายท่านยังคงคิดถึงเช่นเดียวกัน

 

แต่ทราบไหมว่าหมูกระทะที่กลายมาเป็นเมนูยอดฮิตของคนไทยจริงแล้วมีที่มาจากที่ใด เป็นเมนูไทยแท้หรือไม่ วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมาให้ได้ทราบกัน (อ่านประกอบ : “หมูกระทะ” กับทฤษฎีความพึงพอใจของมนุษย์ )

 

ฟังเขาเล่าว่า..มีต้นกำเนิดจากนักรบมองโกล

จุดเริ่มต้นหมูกระทะไม่มีการบันทึกยืนยันหลักฐานแน่ชัดหากมีเรื่องเล่าหลายที่มา หนึ่งในตำนานน่าสนใจ มีอยู่ว่า ต้นกำเนิดหมูกระทะมาจากทางอาณาจักรจีนทางตอนเหนือในสมัยโบราณ เกิดขึ้นช่วงสงครามของเผ่ามองโกลระหว่างพักรบเหล่าขุนพลท่านข่านเกิดหิวจนตาลาย แม้มีเนื้อแกะติดตัวแต่ก็ไม่มีอุปกรณ์มาทำกิน จึงเอาหมวกเหล็กสำหรับออกรบมาไฟใช้แทนเตาเอาเนื้อแกะมาวาง ก็จะได้เป็นเตาย่างเนื้อแกะแบบพิเศษที่ทำให้เนื้อสุกเร็วและมีความอร่อยจนกลายเป็นที่มาแรกของการทำกระทะเพื่อนำมาทำอาหารปิ้งย่าง อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงเรื่องเล่าไม่ได้มีหลักฐานอ้างอิงใดชัดเจน

 

เนื้อย่างเจงกิสข่านสู่ยากินิคุ

เรื่องของหมูกระทะที่มีบันทึกเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกเกิดขึ้นที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ.2461 สมัยนั้นเกาะแห่งนี้มีการเลี้ยงแกะเป็นจำนวนมากเพื่อเอาหนังไปใช้งาน นั่นทำให้ปริมาณของเนื้อแกะล้นตลาด รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเริ่มส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคเนื้อแกะซึ่งวิธีที่นิยมกันก็คือนำมาย่างไฟนั่นเอง ต่อมาได้มีการบัญญัติศัพท์คำว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ขึ้นมาคาดว่าคิดขึ้นมาโดยนายโทคุโซะ โคมาอิ หนุ่มจากเมืองซัปโปโร่ เกาะฮอกไกโด โดยคาดกันว่าที่เขาตั้งชื่อนี้เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเนื้อย่างสไตล์จีนตอนเหนือนั่นเอง ต่อมาในปี พ.ศ.2479 มีการเปิดร้านเนื้อย่างเจงกิสข่านขึ้นครั้งแรกที่กรุงโตเกียว โดยใช้ชื่อร้านว่า Jingisu-sō ที่แปลว่า ร้านเจงกิส ก่อนที่ร้านแนวนี้จะได้รับความนิยมและเปิดกันมากมายทั่วกรุงโตเกียวในเวลาต่อมา

 

ทั้งนี้เมื่อมีผู้ที่นิยมรับประทานเนื้อแกะปิ้งย่างกันอย่างแพร่หลาย บวกกับญี่ปุ่นมีการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา จากเดิมที่มีเพียงเนื้อแกะก็มีการปรับเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู กลายมาเป็นเนื้อย่างแบบยากินิคุที่เรารู้จักนั่นเอง

 

เกาหลีก็มีนะ

ชาวเกาหลีนั้นมีความเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ถือกำเนิดอาหารปิ้งย่างเช่นกัน เพราะมีรับประทานมาอย่างยาวนาน โดยเมนูนี้ทางเกาหลีจะเรียกว่า “บูโกลกิ” ที่มีความหมายว่าเนื้อแกะย่างเช่นกัน โดยอาหารประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีร้านอาหารสไตล์ปิ้งย่างเกิดขึ้นภายในเกาหลีเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ร้านอาหารเกาหลีที่เสิร์ฟปิ้งย่างยังเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นโดยจะเรียกว่าเป็นเมนูแบบโฮะโรมอนยากิ หรือ เรียกสั้นๆ ว่าอาหารโชซอน

 

แพร่หลายเข้ามาไทยนานกว่า 50 ปี

สำหรับประเทศไทย คาดกันว่าหมูกระทะเริ่มเข้ามาแพร่หลายราวปี พ.ศ.2510 มีการขายในภัตตาคาร เรียกว่า “เนื้อย่างเจงกีสข่าน” ในยุคแรกนั้นจะเน้นเสิร์ฟเป็นชุดๆ มีพนักงานย่างให้บนกระทะที่หน้าตาคล้ายปัจจุบัน โดยใช้เนื้อวัวเป็นหลักมีมันหมูสำหรับย่างให้น้ำมันไหลเคลือบกระทะและมีผักสำหรับย่างด้วย

 

ทั้งนี้ทางภาคอีสาน นิยมเรียกว่า “เนื้อย่างเกาหลี” โดยร้านต้นตำรับของอีสานที่ผู้คนมักกล่าวถึง คือ “หมื่นทิพย์เนื้อย่างเกาหลี” ที่จังหวัดอุบลราชธานี อีกร้านที่เรียกว่าเป็นต้นตำรับและคุ้นหูสำหรับวัยโจ๋ยุค 90 เป็นอย่างดี คือ “ไดโดม่อน” ที่ทำร้านปิ้งย่างแนวใหม่ ในยุคนั้น (ประมาณ พ.ศ.2528 – 2529) เป็นสไตล์บุฟเฟ่ต์ที่เลือกอาหารได้ตามใจชอบจากเมนูที่ทางร้านมี

 

ในเวลาต่อมาร้านประเภทปิ้งย่างเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายขึ้นเรื่อยมีร้านผุดขึ้นมากมาย ซึ่งมักใช้ชื่อว่า “ร้านเนื้อย่างเกาหลี” ส่วนเมนูสำหรับผู้ไม่นิยมทานเนื้อวัวก็ดัดแปลงเป็น หมู ไก่ และอาหารทะเล โดยเฉพาะช่วง พ.ศ. 2545 – 2549 ถือว่าเป็นยุคที่ร้านหมูกระทะเฟื่องฟูมาก กลายเป็นธุรกิจยอดฮิตของเหล่าดารา นักร้อง ตลก นักกีฬาและคนมีชื่อเสียงของไทย ทำให้เรามักพบร้านหมูกระทะทั่วทุกหนแห่งเช่นเดียวกับร้านกาแฟในปัจจุบัน

 

จนถึงทุกวันนี้ “หมูกระทะ” ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามามากขึ้น รวมถึงมีพัฒนาการที่เป็นทางเลือกหลากรูปแบบ อาทิ บุฟเฟ่ต์นานาชาติ ตลอดจนการปรับวัตถุดิบเมนูที่หลากหลายถูกปากคนไทยในแต่ละเทศกาล หรือ ให้บริการแบบเดลิเวอรี่ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน และกลายเป็นอาหารมื้อใหญ่ที่คนไทยต้องมีควบคู่กับการฉลองโอกาสพิเศษ ช่วยสร้างความอร่อย อิ่มอกอิ่มใจ สานสัมพันธ์สร้างความสนุกสนานไปพร้อมกัน

 

ช่วงสงกรานต์นี้ แม้หลายท่านไม่สามารถกลับไปรวมตัวสังสรรค์กับญาติ พี่น้อง เพื่อนๆ ที่บ้านเกิดได้ ก็ลองปรับมาใช้วิธีสังสรรค์ทางวิดีโอคอลบน Line Group แล้วแข่งกันปิ้งหมูกระทะอวดชาวแก๊ง หรือ ญาติดูก็น่าจะช่วยบรรเทาความคิดถึงกันได้ไม่น้อยเลย #เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

 

ขอบคุณข้อมูล

  • Chiangmainews
  • Foodpanda
  • Pantip

Cover_2-1.jpg

zebertoothApril 16, 2020

เพราะการออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนจำนวนมากอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ออกไปจำนวนมาก รัฐบาลในหลายประเทศจึงขอให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในที่สุด

 

แต่การออกมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดก็อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก นานาประเทศคิดค้นมาใช้เพื่อป้องกันการออกนอกบ้านของประชาชน ที่แตกต่างออกไป เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นปัญหากระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนมากเกินไป และเหล่านี้คือมาตรการที่สำนักข่าวบีบีซี ได้รวบรวมมาได้นำเสนอได้อย่างน่าสนใจ

 

ที่ประเทศ ปานามา รัฐบาลออกมาตรการให้ผู้ชายและผู้หญิงออกนอกบ้านคนละเวลากัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป ผู้ชายและผู้หญิงต้องออกนอกบ้านคนละวัน และครั้งละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยวันอาทิตย์ห้ามไม่ให้ใครออกนอกบ้านเลยต้องอยู่แต่บ้านกันทั้งครอบครัว

 

ในขณะที่รัฐบาลประเทศโคลอมเบีย มีข้อกำหนดออกจากบางเมืองของประเทศว่าผู้ที่จะออกนอกบ้านได้จะต้องดูตามเลขบัตรประชาชนตัวสุดท้าย ตัวอย่าง เช่น ชาวเมืองบาร์รันกาเบอร์เมฮา คนที่เลขบัตรประชาชนลงท้ายด้วย 0, 7 และ 4 สามารถออกจากบ้านได้วันจันทร์ ส่วนคนที่เลขบัตรลงท้ายด้วย 1, 8 หรือ 5 ออกจากบ้านได้วันอังคาร ซึ่งจะลดจำนวนผู้คนให้ออกมานอกบ้านได้วิธีหนึ่ง

 

ในประเทศเซอร์เบีย ยกเลิกเวลาอนุญาตให้นำสุนัขออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ที่ก่อนหน้านี้กำหนดให้มีเวลาระหว่าง 2 ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม แต่ก็ยกเลิกไปแล้วแต่มาตรการนี้ดูเหมือนจะถูกต่อต้านจากคนรักสุนัขและสัตวแพทย์ที่ออกมาบอกว่าการไม่ได้นำสุนัขออกไปเดินเล่นอาจจะส่งผลถึง ปัญหาระบบปัสสาวะของน้องหมาเหล่านี้ที่ปกติก็มีปัญหาอยู่อยู่แล้วยิ่งอาการแย่เข้าไปใหญ่ และยิ่งทำให้สุขอนามัยในบ้านผู้เลี้ยงแย่ลง

 

ส่วนที่ประเทศเบลารุส ประธานาธิบดีแนะนำว่าการดื่มวอดก้าและอบซาวน่าจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ โดยประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ไม่เชื่อว่าประเทศต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยบอกว่าเขาไม่เห็นไวรัสลอยไปมาในอากาศเลย แถมตอนที่เขาไปดูฮอกกี้น้ำแข็งว่า คนที่มาดูกีฬาล้วนสุขภาพดีเพราะความเย็นในสนามจะสกัดไม่ให้ไวรัสแพร่ระบาด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่านี่เป็นเรื่องจริง และมนุษย์เราก็ไม่สามารถเห็นไวรัสโคโรนาด้วยตาเปล่าได้ ซึ่งการออกมาแสดงความคิดเห็นแบบนี้ก็ถูกชาวโลกตำหนิไปพอสมควร

 

สำหรับสวีเดน ยังไม่ได้มีมาตรการอะไรที่เข้มงวดนัก โดยพวกเขาหวังว่าประชาชนจะประพฤติตัวเองอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ เพราะชาวสวีเดนมักจะมีความรับผิดชอบของตัวเองเมื่อป่วยจะไม่ออกมาเดินนอกบ้าน ดังนั้นประชาชนที่เดินอยู่ตามท้องถนนจึงถือว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี แต่อย่างไรก็ตามเชื้อโคโรนาอาจจะไม่ได้แสดงอาการแม้ผู้นั้นจะติดเชื้อก็ตามแต่การนำเสนอเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความรับผิดชอบของประชากรสวีเดน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการประกาศห้ามคนมากกว่า 50 คนขึ้นไปชุมนุมแล้ว แต่โรงเรียนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ยังเปิดอยู่ ผับและร้านอาหารก็ยังเปิดให้ลูกค้าเข้าไปกินดื่มได้อยู่ ประชาชนก็ยังสังสรรค์ไปมาหาสู่ตามปกติ แต่ก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับวิธีรับมือนี้ คงต้องรอดูกันว่ามาตรการแบบนี้จะส่งผลดีหรือเสียกันแน่

 

ส่วนที่มาเลเซีย รัฐบาลมาเลเซียต้องออกมาขอโทษหลังจากที่กระทรวงการพัฒนาสตรีและครอบครัวโพสต์รูปการ์ตูนในโลกออนไลน์ แนะนำให้ผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ แต่งหน้าทาปาก และหยุดบ่นสามีในช่วงที่ต้องปิดประเทศบางส่วนเพื่อให้พ่อบ้านอยู่บ้าน แต่ก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาเมื่อ โดนคนในโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนต้องลบโพสต์การรณรงค์นี้ทิ้งไป

 

ส่วนเติร์กเมนิสถาน มีมาตรการรับมือไวรัสโคโรนาที่ดูน่าตกใจกว่าประเทศอื่น เพราะรัฐบาลสั่งให้ห้ามเขียนคำว่า โคโรนาไวรัส ไว้ในเอกสารสาธารณสุข โดยข่าวนี้หลุดรอดออกมาจากเว็บไซต์ข่าวอิสระ เดอะเติร์กเมนิสถาน ครอนนิเคิล (Turkmenistan Chronicle) ซึ่งถูกบล็อกในประเทศ บอกว่ารัฐบาลได้ลบคำว่าไวรัสโคโรนาออกจากแผ่นพับให้ความรู้ด้านสาธารณสุข นักข่าวที่ทำงานให้กับช่องรายการวิทยุอาซาตลิค (Radio Azatlyk) บอกว่า คนที่พูดถึงไวรัสโคโรนา หรือใส่หน้ากากอนามัย อาจโดนจับกุมตัวได้ ทางการเติร์กเมนิสถานบอกว่าไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศแม้ว่าจะอยู่ติดกับอิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาหนักที่สุดประเทศหนึ่ง

 


Cover_1-3.jpg

zebertoothApril 16, 2020

ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่ง “พาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ในปี 2020 ขณะโควิด-19 อาจทำให้นักเดินทางต้องยืนยันสุขภาพก่อนเข้าสู่ประเทศอื่น

 

แม้ว่าในขณะที่สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวของทั่วโลกต้องพังทลายลงจากผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้การเดินทางออกต่างประเทศถูกจำกัดลงมากกว่า 80% โดยส่วนใหญ่การเดินทางเกิดขึ้นเฉพาะการอพยพกลับประเทศเพื่อหนีโรคระบาดเท่านั้น แต่โลกของการท่องเที่ยวถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโรคจนทำให้การเดินทางท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักลง The Henley Passport Index ซึ่งเป็นองค์กรจัดอันดับการทรงอิทธิพลของพาสปอร์ตที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกในการเดินทางของพลเมืองในประเทศนั้นๆ ได้ออกมาประกาศการจัดอันดับ “สุดยอดพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2020” ซึ่งปรากฏว่า พาสปอร์ตของพลเมืองประเทศญี่ปุ่นยังคงครองอันดับหนึ่งในปีนี้ และยังทำลายสถิติการเดินทางไปสู่ประเทศต่างๆ ได้สูงถึง 191 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

 

ในช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวทั่วโลกมีความสุขกับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่โดยเฉลี่ยแล้วมีประเทศที่ไม่ต้องวีซ่ากว่า 107 ประเทศทั่วโลก แต่ในวันนี้กว่า 93% ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ถูกห้ามให้มีการเดินทางเข้าสู่ประเทศอื่น นับเป็นการสูญเสียอิสรภาพในการเดินทางท่องเที่ยวที่หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าจะมีระยะเวลายาวนานไปอีกเท่าไหร่

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่าจากข้อมูลของ The Henley Passport Index ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำของพาสปอร์ต ที่ทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้งใน ปี 2020 โดยมีประเทศสิงคโปร์ ตามมาในอันดับสอง เยอรมนีและเกาหลีใต้ติดอันดับที่สามร่วมกัน ขณะที่ลักเซมเบิร์กและสเปน อิตาลีและฟินแลนด์ ได้ลำดับที่สี่ ในขณะที่พาสปอร์ตของ ออสเตรีย เพิ่งติดอันดับเข้ามาในอันดับที่ 5 ร่วมกับเดนมาร์ก ซึ่งการจัดอันดับนี้จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายวีซ่าของแต่ละประเทศที่ประกาศให้มีผลบังคับใช้

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่จากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความมีอิทธิพลของพาสปอร์ตของบางประเทศ เช่น สเปนหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีการถูกสั่งห้ามพลเมืองของประเทศนี้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พลเมืองสเปนถือว่ามีหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดในโลกชาติหนึ่งโดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม The Henley Passport Index มองว่าการระบาดใหญ่จะไม่ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อดัชนีพาสปอร์ตและสิ่งต่าง ๆ น่าจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้านี้ หรืออาจจะต้องใช้เวลาบ้างแต่ทุกอย่างจะเป็นปกติ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อาจจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบเรื่องของสุขภาพ ระบบดูแลสุขภาพฉุกเฉินต่างๆ ของนักเดินทางที่อาจจะต้องมีมาตรการเพิ่มขึ้นสำหรับการเดินทาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศต่างๆ ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาก่อน นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยในอนาคตความมั่นคงด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าประเทศ

 

สำหรับการจัดอันดับหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดที่ในปี 2020 คือ

  1. ญี่ปุ่น (191 จุดหมายปลายทาง)
  2. สิงคโปร์ (190)
  3. เกาหลีใต้, เยอรมัน (189)
  4. อิตาลีฟินแลนด์สเปนลักเซมเบิร์ก (188)
  5. เดนมาร์ก, ออสเตรีย (187)
  6. สวีเดน, ฝรั่งเศส, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส (186)
  7. สหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักรเบลเยียมนอร์เวย์สวิตเซอร์แลนด์ (185)
  8. สาธารณรัฐเช็ก, กรีซ, มอลตา, นิวซีแลนด์ (184)
  9. แคนาดาออสเตรเลีย (183)
  10. ฮังการี (182)