-7-วัน_Cover_1.jpg

zebertoothApril 7, 2020

เป็นกันมั้ย? ทำงานอยู่บ้าน ไม่มีสมาธิ งานไม่เดิน หันไปซ้ายก็ตู้เย็น หันไปขวาก็เตียงนอน ขี้เกียจสุดๆ ทำงานได้สักพักก็อยากลุกไปล้างจาน ไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานเลย…วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มาบอกเคล็ด (ไม่) ลับ ที่จะช่วยเพิ่มสมาธิให้กับการ Work At Home ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามวันเกิดของคุณกัน

 

 

            วันอาทิตย์

ไอเท็มเสริมสมาธิ : โคมไฟ ตะเกียง แก้วน้ำ หรือ กระจก

คนเกิดวันอาทิตย์เป็นคนที่ฉลาด แตมักขาดความรอบคอบ แนะนำให้หากวางกระจกหรือดวงไฟ ซึ่งเป็นตัวแทนของดาวอาทิตย์ไว้บนโต๊ะ จะช่วยเสริมสมาธิ ทำให้คนที่เกิดวันอาทิตย์นั่งติดที่ มีสติในการทำงานมากขึ้น

 

 

 

            วันจันทร์

ไอเท็มเสริมสมาธิ : ของกินเล่นหรือขนม น้ำ

คนเกิดวันจันทร์เป็นคนที่ชอบทำงานหลายอย่างและคิดหลายๆ เรื่องไปในเวลาเดียวกัน จึงเสียสมาธิได้ง่าย การวางขนม หรือ น้ำไว้ใกล้ตัว จะช่วยทำงานอยู่กับที่ ลดการเดินไปมา เมื่อของกินพร้อม กระเพาะอิ่มก็พร้อมทำงานได้

 

 

            วันอังคาร

ไอเท็มเสริมสมาธิ : ภาพวิว สถานที่ที่อยากไป หรือเงิน

คนเกิดวันอังคารเป็นคนที่ รักอิสระ ไม่ชอบถูกบังคับ แต่ถ้าอยากทำก็สู้งานเต็มที่ การวางภาพวิวหรือเงินไว้บนโต๊ะ ช่วยให้คนวันอังคารมีไฟ มีจุดมุ่งหมายในการทำงานเสร็จเร็วขึ้น เพื่อที่จะได้ไปทำในสิ่งรักต่อไป

 

 

            วันพุธ

ไอเท็มเสริมสมาธิ : หูฟัง อุปกรณ์การสื่อสาร โทรศัพท์ ต้นไม้เล็กๆ เช่น ต้นกระบองเพชร

คนเกิดวันพุธเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานได้รวดเร็ว ทั้งยังละเอียดรอบคอบ การวางหูฟังไว้บนโต๊ะทำงาน จะเพื่อช่วยเสริมในเรื่องของการเจรจาติดต่อสื่อสารให้ราบรื่น  ส่วนต้นไม้สีเขียวจะช่วยลดความตึงเครียดและความกดดันจากการทำงาน

 

            วันพฤหัสบดี

ไอเท็มเสริมสมาธิ : หนังสือ เครื่องปั้นดินเผา หรือวัตถุมงคล

คนเกิดวันพฤหัสบดีเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ อดทนและมีความพยายาม มีเหตุมีผลอยู่เสมอ เพื่อเสริมสมาธิให้มากขึ้น ควรมี หนังสือ หรือ เครื่องราง จะช่วยเสริมให้มีพลังในการทำงาน ช่วยความคิด การอ่าน และการตัดสินใจดียิ่งขึ้น

 

        

 

วันศุกร์

ไอเท็มเสริมสมาธิ : เครื่องประดับ แจกันดอกไม้ เทียนหอม เครื่องหอม

คนเกิดวันศุกร์เป็นคนที่มีเสน่ห์และไหวพริบดี ช่างพูดช่างเจรจา กลิ่นหอมจะช่วยดึงสมาธิ ดังนั้นควรจัดโต๊ะทำงานให้มี ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม หรือเครื่องประดับวางไว้ เพื่อช่วยดึงสมาธิ โฟกัสกับงานได้ดียิ่งขึ้น

 

 

            วันเสาร์

ไอเท็มเสริมสมาธิ : แร่โลหะ หรือ นาฬิกา

คนเกิดวันเสาร์เป็นคนเด็ดขาด มีความรับผิดชอบต่องาน ชอบงานที่เป็นระบบและเก็บความรู้สึกเก่ง ควรมีพวก แร่ อะไรที่เป็นโลหะวางไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อช่วยให้มีสมาธิ สามารถจดจ่ออยู่กับงานและทำให้งานสำเร็จ รวมถึงนาฬิกาจะช่วยให้งานเสร็จทันเวลาและยังช่วยเตือนไม่ให้หักโหมจนเกินไป

 

 

 


bankthai-help-Cover_1.jpg

zebertoothApril 7, 2020

กลุ่มธนาคารรัฐ

 

ธนาคารออมสิน (GSB)

  • พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยอัตโนมัติ 3 เดือน

เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2563ให้กับกลุ่มลูกค้าต่อไปนี้

  1. ลูกค้าเงินกู้ทุกรายที่มีสถานะชำระปกติมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563
  2. ลูกค้าสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเคหะที่มีเงินต้นคงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท
  3. สินเชื่อ SMEs ที่มีเงินต้นคงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาท
  • ลูกค้าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ของยอดเงินที่เรียกเก็บถึงปี 2564 จากนั้นปี 2565 ผ่อนชำระขั้นต่ำอัตรา 8% และปี 2566 ผ่อนชำระขั้นต่ำอัตรา 10% ของยอดเงินที่เรียกเก็บ

 

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GH Bank)

  • พักชำระเงินต้นระยะเวลา 3 เดือน และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน สำหรับลูกค้าที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท (ไม่จำกัดกรอบวงเงินสินเชื่อ) มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ในสถานะกฎหมาย สามารถลงทะเบียนได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563
  • พักชำระเงินต้นระยะเวลา 1 ปี และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน (ไม่จำกัดกรอบวงเงิน สินเชื่อ) เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังสามารถแจ้งความประสงค์ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระเพิ่มได้นานสูงสุดอีก 10 ปี ซึ่งจะทำให้เงินงวดรายเดือนของลูกค้าลดลงอีกด้วย สามารถลงทะเบียนได้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563
  • พักชำระเงินต้นระยะเวลา 6 เดือน พร้อมลดดอกเบี้ยเหลือ 3.90% ต่อปี และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน กรอบวงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท

 

กรุงไทย (KTB)

  • พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยนาน 3 เดือน ให้ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจที่มีสถานะชำระปกติ ทั้งลูกค้าสินเชื่อบุคคล ได้แก่ สินเชื่อ Smart Money และสินเชื่ออเนกประสงค์ 5 Plus และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมทั้งสินเชื่อธุรกิจ ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ยสามารถยื่นความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563
  • พักชำระเงินต้น 12 เดือนให้กับลูกค้ารายย่อย ขยายระยะเวลาชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อ Trade Finance ออกไปอีก 6 เดือน สำหรับลูกค้าธุรกิจที่มีรายได้ลดลง
  • สินเชื่อกรุงไทยต้านภัยโควิด-19 ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2% ต่อปี คงที่ 2 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม (บสย. ค้ำประกัน 4 ปี) ทำธุรกรรมโอน รับ จ่าย ไม่คิดค่าธรรมเนียมนาน 1 ปีกับลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อาทิ ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว โรงแรม รถเช่า ร้านขายของฝาก ของที่ระลึก

 

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)

  • พักชำระเงินหนี้เงินต้นเป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นต้นไป คงเหลือชำระเฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนเท่านั้น โดยให้สิทธิ์แก่ลูกค้าเงินกู้ทุกรายที่มีสถานะชำระปกติจนถึงที่มีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563 ซึ่งลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติทันที
  • ลดอัตราดอกเบี้ยลง 1% เป็นเวลา 1 ปี สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ประกอบด้วยธุรกิจโรงแรม ธุรกิจห้องพัก ธุรกิจสปา ธุรกิจร้านอาหาร/ภัตตาคาร ธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ และบริการขนส่งนักท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบทางตรงใน 22 จังหวัดหลักตามข้อมูลจาก ททท.

 

 

กลุ่มธนาคารเอกชน

 

ธนาคารกสิกรไทย (KBank)

  • ลูกค้าบัตรเครดิต ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ถึงปี 2564 ปรับเป็น 8% ในปี 2565 และ 10% ในปี 2666 มีผลกับลูกค้าโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องติดต่อมายังธนาคารแต่อย่างใด
  • ลูกค้าบัตรเครดิตและบัตรเงินด่วน XPress Cash พักชำระเงินต้นจ่ายแต่ดอกเบี้ย จนถึงเดือนธันวาคม 2563
  • สินเชื่อบ้าน พักชำระเงินต้นจ่ายแต่ดอกเบี้ย หรือ ลดยอดผ่อนต่องวด 50% ระยะเวลาสูงสุด 12 เดือน
  • สินเชื่อรถยนต์ K Leasing พักชำระเงินต้น และดอกเบี้ยได้ 3 รอบบัญชี
  • สินเชื่อธุรกิจ K SME พักชำระเงินต้นจ่ายแต่ดอกเบี้ยระยะเวลา 1 ปี และขอวงเงินสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง มี 2 ทางเลือกได้แก่
  1. โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ในช่วง 2 ปีแรกรับอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2% และจ่ายแต่ดอกเบี้ย
  2. โครงการ SME สร้างไทย (บสย. เป็นผู้ค้ำประกัน) วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืนสูงสุด 7 ปี

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

  • ลูกค้าบัตรเครดิต ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ถึงปี 2564 ปรับเป็น 8% ในปี 2565 และ 10% ในปี 2666
  • ลูกค้าบัตรเครดิตและและสินเชื่อหมุนเวียน Speedy Cash พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 เดือน
  • สินเชื่อบุคคล Speedy Loan พักชำระเงินต้น ระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน
  • สินเชื่อบ้าน พักชำระเงินต้น ระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน
  • สินเชื่อรถยนต์ พักชำระค่างวด 6 เดือน
  • สินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย ยอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาท พักชำระเงินต้นสูงสุด 6 เดือน และสามารถขอสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราดอกเบี้ย 2% นาน 2 ปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท

หมายเหตุ อยู่ระหว่างเตรียมออกแคมเปญ “ดีจัง แบ่งชำระ รายเดือน” (Call for ดีจัง) ดอกเบี้ยพิเศษ 12% ต่อปี ระยะเวลา 48 เดือน ผ่านแอปพลิเคชั่น “SCB EASY” (ข้อมูล ณ 6 เมษายน 2563)

 

ธนาคารกรุงเทพ (BBL)

  • ลูกหนี้บัตรเครดิต ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำอยู่ที่ 5% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี มีผลตั้งแต่รอบบิลวันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นต้นไป
  • กลุ่มลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง สามารถขอรับความช่วยเหลือปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษเป็นคงเหลือที่ 12% โดยต้องเป็นผู้ที่มีอาชีพหรือทำงานในธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว สายการบิน และอาชีพในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง หรือ ลูกค้าที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท/เดือน
  • กลุ่มลูกค้าสินเชื่อ พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยดังนี้
  1. สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทเงินกู้ (Installment Loan) ลงทะเบียนขอรับการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้เป็นระยะเวลา 3 เดือน แจ้งความประสงค์เป็นรายบุคคลมายังช่องทางของธนาคาร
  2. สินเชื่อที่อยู่อาศัย วงเงินขณะอนุมัติไม่เกิน 3 ล้านบาท ลงทะเบียนขอรับการพักชำระเงินต้น (จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย) ได้เป็นระยะเวลา 3 เดือน
  3. สินเชื่อธุรกิจ SME วงเงินขณะอนุมัติไม่เกิน 20 ล้านบาท สามารถขอพักชำระเงินต้น (จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย) ได้เป็นระยะเวลา 3 เดือน

 

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri)

  • พักชำระหนี้เงินต้น หรือ ปรับลดจำนวนเงินผ่อนชำระค่างวด สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน พักชำระหนี้เงินผ่อนชำระค่างวด สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน ในกลุ่มลูกค้าสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งไม่เป็นสินเชื่อค้างชำระเกิน 90 วัน ไม่เคยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือ ไม่เป็นสินเชื่อที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563
  • ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือตามผลกระทบที่ลูกค้าได้รับแล้วแต่กรณี
  • กรุงศรีออโต้ พักชำระค่างวดสำหรับรถจักรยานยนต์สูงสุด 5 เดือน / สำหรับรถยนต์สูงสุด 6 เดือน และปรับลดจำนวนเงินผ่อนชำระค่างวดลง
    • สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตในเครือกรุงศรีคอนซูมเมอร์ ลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำต่อเดือน
      ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลจากเดิม 5% เหลือ 3% (เฉพาะสินเชื่อแบบชำระขั้นต่ำ) ตามรอบบัญชีตั้งแต่ 18 มีนาคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564
    • ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตจากเดิม 10% เหลือ 5% ตามรอบบัญชีตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564

 

ธนาคารทหารไทย (TMB) และธนชาต (Thanachart)

  • ลูกค้าบัตรเครดิต ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ถึงปี 2564 ปรับเป็น 8% ในปี 2565 และ 10% ในปี 2666
    มีผลกับลูกค้าโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องติดต่อมายังธนาคารแต่อย่างใด ส่วนบัตรกดเงินสดเหลือ 3%
  • สินเชื่อบ้านและสินเชื่อบุคคล พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน
  • สินเชื่อรถยนต์ ธนชาต Drive พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 เดือน
  • สินเชื่อเอสเอ็มอี เงินกู้ระยะยาวพักเงินต้น 6 เดือน ลดอัตราดอกเบี้ย O/D 1.5% ระยะเวลา 3 เดือน และพักชำระค่าธรรมเนียมประกัน บสย. 12 เดือน
  • ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
    • เงินกู้ระยะยาว พักชำระเงินต้นและขยายเวลาผ่อนชำระสูงสุด 6 เดือน
    • เงินกู้ระยะสั้น ขยายเวลาชำระเงินต้น 3 เดือน และเพิ่มวงเงินสินเชื่อ

 

“อ้างอิงข้อมูลจากการประกาศของธนาคารต่างๆ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563”

 

หมายเหตุ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม ณ วันที่ 6 เมษายน 2563 (ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ)

  • แหล่งข่าววงการสถาบันการเงินเปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) และบัตรเครดิตเพิ่มเติม ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เป็นรายกรณี เบื้องต้นคาดว่าสินเชื่อพีโลน หรือบัตรกดเงินสด จะลดดอกเบี้ยลงจาก 28% เหลือ 22% บัตรเครดิต จาก 18% เหลือ 12% หากต้องรอประกาศเป็นทางการจาก ธปท. ภายในเดือน เม.ย.นี้
  • กระทรวงการคลัง สั่งการให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ทำ “โครงการสินเชื่อฉุกเฉิน” เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม อาทิ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า คนขับรถโดยสาร แท็กซี่ สามล้อ มัคคุเทศก์ อัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อเดือน วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 10,000 บาท เป็นเวลา 2 ปี ปลอดชำระเงินกู้ 6 เดือนแรก ไม่ต้องใช้หลักประกัน เพียงแต่ผู้กู้ที่มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป มีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน ประกอบอาชีพอิสระรายได้เดือนละไม่เกิน 30,000 บาท
  • นอกจากนี้ ธนาคารออมสิน มี “โครงการสินเชื่อพิเศษ” สำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบวงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 50,000 บาท อดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน ให้ผ่อนชำระคืนนานถึง 3 ปี การค้ำประกันสามารถใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ โดยเปิดให้เริ่มลงทะเบียนแจ้งความจำนงใช้บริการตั้งแต่ 15 เม.ย. 2563 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ gsb.or.th ขณะที่ ธ.ก.ส.จะเปิดรับลงทะเบียน 15 เม.ย.นี้เช่นกัน ผ่านทาง LINE “BAAC Family” ทั้ง 2 ธนาคารจะให้บริการสินเชื่อดังกล่าวถึง 30 ธ.ค. 2563

 

 


Cover_1-1.jpg

zebertoothApril 6, 2020

ปัจจุบัน ข่าวธุรกิจต่างๆ ทยอยประกาศปิดกิจการ หรือ สั่งพักงาน ลดเงินเดือน เลย์ออฟพนักงานเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศมีให้เห็นกันรายวันและยังคงมีแนวโน้มที่คาดจะลามไปเรื่อย เพราะวิกฤติครั้งนี้กระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงซึ่งดูแล้วยังไม่มีวี่แววจะดีขึ้นในเร็ววัน ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายก็คงวิตกไปตามกันว่าจะมีโอกาสโดนหางเลขจากวิกฤตินี้หรือไม่ เพราะตอนนี้องค์กรธุรกิจรายใหญ่ ขนาดกลาง จนถึงเอสเอ็มอีแทบทุกรายล้วนต่างอยู่ระหว่างประเมินความเสี่ยงกันแทบจะวันต่อวัน

 

ในวันที่อะไรก็ยังไม่แน่ไม่นอนแบบนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม “หลักการเตรียมความพร้อมที่จำเป็นก่อนถูกเลย์ออฟ” สำหรับผู้มีความเสี่ยงมานำเสนอ ซึ่งหากเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ก็น่าจะดีเพื่อให้เรามีทางเลือกและรับมือได้ทัน แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงหวังว่าทุกท่านจะก้าวผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยกันและขอให้โชคดีจากการเลย์ออฟทุกท่าน

 

  1. สำรองเงินให้พอใช้ 3-6 เดือน

หลักสำคัญคือ พิจารณาจำนวนเงินเก็บที่มีอยู่ว่าเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในครอบครัว อาทิ ค่ากินอยู่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ได้กี่เดือน โดยขั้นต่ำสุดควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือน เผื่อได้มีเวลาตั้งหลักอาชีพใหม่ หรือ มองหาวิธีสร้างรายได้เสริม

สำหรับผู้ที่มีเงินเก็บเพียงพออยู่ อาจลองตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบางส่วนแล้วนำไปออมเพิ่มเติม ผ่านบัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีฝากประจำสำรองไว้เผื่อช่วยได้อีกทางหนึ่ง หรือ อีกช่องทางที่น่าสนใจคือการนำไปลงทุนในบัญชีกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำดูก็เป็นทางเลือกที่ดี ส่วนผู้ที่ยังไม่มีเงินเก็บ หรือ ยังมีน้อยอยู่ อาจต้องเริ่มมองหาวิธีสร้างความมั่นคงทางการเงินส่วนนี้เพิ่มเติมโดยเร็ว เพราะวิกฤตินี้ไม่รู้ว่าจะลากยาวไปถึงเมื่อใด

 

  1. อย่าเพิ่งก่อหนี้ใหม่ในช่วงนี้

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วไม่ควรมีภาระผ่อนหนี้เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน เช่น รายได้เดือนละ 20,000 บาท ไม่ควรผ่อนหนี้เกิน 8,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นหากใครมีหนี้อยู่เกือบเต็มอัตราแล้ว ควรประคองตัวไม่สร้างหนี้ใหม่ โดยเฉพาะหนี้เกี่ยวกับสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่ช่วยสร้างรายได้โดยเด็ดขาด ลองมองหามาตรการเยียวยาของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ทยอยออกมา เพื่อดูว่าสามารถเข้าไปใช้สิทธิ์ในการผ่อนผันอย่างไรได้บ้าง หากได้เราสิทธิ์ลดหย่อน หรือ ผ่อนผันหนี้ ก็อาจนำเงินส่วนที่เหลือจากการลดหย่อน หรือ ผ่อนผันที่เคยต้องจ่ายทุกเดือน มาเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินตามข้อ 1 ไว้ก่อนก็ได้

 

ล่าสุดธนาคารต่างๆ ประกาศมาตรการเยียวยาลูกหนี้ อ่านต่อ ที่นี่

 

  1. พึ่งตัวช่วยที่มีอยู่

กรณีที่โชคร้ายต้องถูกเลย์ออฟอย่างเลี่ยงไม่ได้ ให้รีบขึ้นทะเบียนคนว่างงานกับสำนักงานจัดหางานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิ์ในเบื้องต้น และปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม โดยไม่ต้องรอหนังสือรับรองการออกจากงาน ซึ่งสิทธิต่างๆ ที่พึงได้ประกอบด้วย

 

A “เงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน” จะจ่ายให้กรณีที่ ถูกเลิกจ้างโดยที่ไม่ได้มีความผิด หรือ ไม่ได้สมัครใจลาออก โดยแต่ละคนจะได้รับในอัตราที่ต่างกันไปตามอายุงาน

 

 

หมายเหตุ กรณีเลิกจ้างนี้ นายจ้างจะต้องแจ้งเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบอย่างน้อย 30 วัน มิเช่นนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายให้ลูกจ้างอีก 1 เดือน เป็น “ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า” หรือ ที่มักเรียกกันว่า “ค่าตกใจ” 

 

​​B “เงินชดเชยการว่างงานจากประกันสังคม” ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน จะได้รับเงินทดแทนเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ในอัตราร้อยละ 50% ของเงินเดือนที่ได้รับปัจจุบัน ส่วนผู้ตกงานที่มีเงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไปจะได้รับเงินชดเชยเดือนละ 7,500 บาทเท่ากันทุกราย เพราะประกันสังคมคำนวณจากฐานเงินเดือนสูงสุดที่ 15,000 บาท

 

หมายเหตุ กรณีลูกจ้างยินยอมเซ็นใบลาออกเอง ถือเป็นการลาออกโดยสมัครใจจะได้รับเงินชดเชย 30% ของเงินเดือน โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท (หรือ สูงสุด 4,500 บาท) เป็นเวลา 3 เดือน


Beautiful-mask-Kinyupen-Cover-1.jpg

zebertoothApril 6, 2020

ในช่วงที่โควิด 19 กำลังระบาด หากเลี่ยงออกไปข้างนอกไม่ได้ สิ่งสำคัญก็คือ แมสก์ หรือ หน้ากากอนามัย ที่ทุกวันนี้เป็น rare item แค่พกไว้ก็อุ่นใจ แต่ถ้าต้องใส่ แล้วเครื่องสำอางที่แต่งมาจะทำอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตช่วยหาทางออกได้

 

 

  1. น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้

น้อยในที่นี้คือ พื้นผิวหน้า เพราะด้วยขนาดของแมสก์ก็ปาไปครึ่งหน้าแล้ว ถ้าหากเรายังลงไพร์เมอร์แน่น รองพื้นหนาอีก นอกจากจะทำให้อุดตันด้วยความอบ และอึดอัดจากการเสียดสีแล้ว ยังหลุดลอกอยู่ดี ดังนั้นแนะนำว่า ทาได้ แต่อย่ามากเน้นธรรมชาติ ปกปิดแค่ที่ต้องเปิดให้โลกรู้ หรือถ้าต้องเปิดหน้าที่หลังก็ทาคอนซีลเลอร์ในจุดที่จำเป็น แล้วลงแป้งแบบทูเวย์เพื่อให้ผิวหน้าดูเนียนโดยไม่ต้องใช้รองพื้น

  1. แก้มน้องนาง นั้น “สุขภาพดี” กว่าใคร

จริงๆแล้ว เทรนด์นี้ผ่านไปก็ได้ แต่สำหรับสาวๆ ที่ต้องการปัดแก้มให้รู้สึกมีสีสัน ก็สามารถปัดแก้มสูงแบบ “เทรนด์ปัดแก้มใต้ตาตามสาวญี่ปุ่น หรือ “Igari” (อิ-กา-ริ)” ซึ่งลุคนี้จะช่วยทำให้หน้าดูเด็ก และดูมีเลือดฝาด อ่อนเยาว์ไปอีก แต่ระวังอย่าพลั้งมือปัดแรงไปจะดูเหมือนใต้ตาช้ำขึ้นมา

  1. ดวงตา เป็นหน้าต่างของหัวใจ

ถึงแม้ว่า บริเวณตาจะเป็นส่วนที่คนเดินผ่านไปมาโฟกัสมากที่สุด แต่หากแต่งเยอะจนเกินไป ทั้งอากาศที่ร้อนและฝุ่นละอองในอากาศอาจมาติดบริเวณขนตาหากเราขยี้ก็จะแย่กันไปใหญ่ ดังนั้นหากคุณต้องการแต่งตา ให้ต้องตาจริงๆ แนะนำให้กรีดอายไลเนอร์บางๆ และดัดขนตาเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว

  1. คิ้ว คือมงกุฎ ของใบหน้า

ในยุคที่สาวๆ ต้องมีคิ้ว ก็สามารถเขียนหรือปัดได้ ตามแต่สมควร โดยอย่าลืมว่า ทุกอย่างตอนนี้เป็นธรรมชาติมาก ดังนั้นคิ้วของเรา ก็ควรจะเป็นธรรมชาติเช่นกัน เลือกใช้ที่เขียนคิ้วแบบแป้ง แล้วปัดคิ้วให้เรียงเส้นสักหน่อยก็พอดีแล้ว

  1. ริมฝีปาก ใต้หน้ากาก

ถึงแม้ว่าบริเวณปาก จะถูกปกปิดด้วยแมสก์แต่อย่างไร ก็ควรทาลิปกลอสเพื่อปกป้องความชุ่มชื้นและหากต้องถอดออกก็ยังให้ความรู้สึกปากอวบอิ่มมีชีวิตชีวา หรือถ้าหากคุณมีปัญหาริมฝีปากคล้ำ และจำเป็นจริงๆ ก็ควรเลือกใช้ลิปสติก ชนิดเนื้อแมตส์ที่ติดอยู่ทนนาน

 

และถึงแม้นี่จะเป็นส่วนหนึ่งทีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้อัพเดตเทรนด์ในโลกออนไลน์มาก็ตาม เรายังมี ข้อแนะนำจากทวิตเตอร์ของคุณหมอธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (@thidakarn) มาฝากอีกด้วย

ใส่ #หน้ากากอนามัย แต่เราจะไม่หยุดสวย

– สำหรับคนหน้าแห้ง ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์มากขึ้น ลดการแห้งระคายเคืองจากเสียดสี

– เว้นรองพื้นบริเวณใส่หน้ากาก ลดการอุดตัน

– ควรทากันแดดทั่วหน้า หน้ากากอนามัยไม่ได้กันยูวี

– แม้ไม่ทาลิปสติก แต่ควรทาลิปมันผสมกันแดดปกป้องริมฝีปาก


Vegetable-thaifood-Cover_1.jpg

zebertoothApril 3, 2020

“จับฉ่าย” เป็นชื่อที่มาจากภาษาจีน “จับ” แปลว่า 10 “ฉ่าย” แปลว่าผัก หากแปลแบบตรงตัวคือ ผัก 10 อย่าง เมื่อรวมเป็นชื่ออาหาร “ต้มจับฉ่าย” ก็จะหมายถึงการนำผักหลายๆอย่างมาผสมกัน แต่ความจริงแล้วไม่ต้องครบ 10 อย่างก็ได้ ทำเท่าที่มี

ต้มจับฉ่าย เป็นหนึ่งในหลายเมนูที่เหมาะกับสถานการณ์โควิด-19 ระบาดของบ้านเราในช่วงนี้เป็นอย่างมาก เพราะทุกบ้านต่างพากันกักตุนอาหารทั้งของสด – ของแห้ง จนลืมไปว่ามันมีวันหมดอายุ เน่าเสียได้ การแปรรูปอาหารถือว่าเป็นการยืดอายุอาหารให้เก็บไว้ได้นานขึ้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนเข้าครัวทำต้มจับฉ่ายขานรับมาตรการ Lock Down ถึงจะออกนอกบ้านไม่ได้แต่เราก็มีอาหารกิน…

แม่ครัวใช้กับหม้อเบอร์ 24 สำหรับครอบครัวใหญ่… มาดูกันว่าจับฉ่ายหนึ่งหม้อมีอะไรบ้าง

 

 

วัตถุดิบ

  1. กระดูกหมู 500 กรัม
  2. กระดูกสันหลังหมู (เล้ง) 2 – 3 ชิ้น สำหรับต้มน้ำซุป
  3. ผักโขม 500 กรัม
  4. คะน้า 500 กรัม
  5. กวางตุ้ง 500 กรัม
  6. กะหล่ำปลี 1 หัว (เลือกน้ำหนักประมาณ 200 กรัม)
  7. หัวไชเท้า 1 หัว (เลือกน้ำหนักประมาณ 200 กรัม)
  8. ผักขึ้นฉ่าย 4 ต้น
  9. กระเทียม 4 – 5 กลีบ

เครื่องปรุงรส

  1. ซีอิ๊วขาว
  2. ซอสปรุงรส เห็ดหอม
  3. พริกไทย
  4. น้ำตาลปี๊บ หรือ ซีอิ๊วดำหวาน

ขั้นตอนวิธีทำแสนง่าย

– นำผักทั้งหมดมาล้างด้วยน้ำที่ผสมสารส้ม แล้วแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นด้วยล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง

– หั่นผักเป็นท่อน ขนาดพอประมาณ ไม่ต้องเล็กมาก เวลาต้มจะได้ไม่เละ

– แยกผักโขมออกนำไปลวกกับน้ำร้อนใส่เกลือและน้ำมันเล็กน้อย เมื่อลวกเสร็จให้น็อคน้ำเย็นเพื่อให้ผักยังคงมีสีเขียวสวย

– ตั้งกระทะทุบกระเทียมลงไปเจียวให้มีกลิ่นหอม นำผักทั้งหมดลงไปผัด ประมาณ 10 นาที พอให้สะดุ้งไฟ การนำผักไปผัดก่อนทำให้ผักไม่เละเวลาที่เรานำไปต้ม และช่วยเพิ่มกลิ่นหอม

– ตั้งหม้อน้ำซุปใส่น้ำประมาณ 1 – 2 ลิตร กะให้น้ำท่วมผัก ใส่กระดูกหมู และกระดูกเล้งที่ล้างสะอาดแล้วลงไปต้ม

– ระหว่างรอน้ำซุปเดือดให้คอยช้อนฟองออก ไม่งั้นน้ำซุปจะขุ่น

– เมื่อน้ำเดือดให้ใส่ผักที่ผัดแล้วลงไป ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว พริกไทย ชิมรสตามชอบ หรืออาจเพิ่มน้ำตาลเพื่อตัดรส แล้วต้มต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง ให้สีออกน้ำตาลเข้มเล็กน้อย เป็นอันเสร็จปิดไฟได้

เคล็ดลับความอร่อยต้องบอกต่อ

1.การใช้กระดูกสันหลังหมู (เล้ง) ลงไปต้มด้วยจะเพิ่มรสชาติหวานหอมให้กับน้ำซุป

2.รสชาติของต้มจับฉ่ายจะเค็มนำ บางบ้านจะใส่น้ำตาลหรือซีอิ๊วดำหวานเพื่อตัดรสให้หวานเล็กน้อย

หากใส่น้ำตาลแนะนำเป็นน้ำตาลปี๊บดีกว่าน้ำตาลทราย เพราะรสชาติจะหวานหอมมากกว่า

3.ต้มจับฉ่ายจะอร่อยมากขึ้น หากเก็บไว้ค้างคืน ถ้าต้มวันนี้พรุ่งนี้ค่อยกิน อร่อยสุด

4.ทำง่าย เก็บได้นานเป็นสัปดาห์ แบ่งใส่กล่องแล้วแช่ตู้เย็นไว้ เวลาทานก็นำออกมาอุ่น

เมนูที่ง่ายแสนง่าย ทำครั้งเดียวกินได้นาน อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการจากผักต่างๆ ด้วย ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางออกไปจับจ่ายใช้สอย การทำอาหารเก็บไว้ทานถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด ถือเป็นโอกาสปรับเมนูอาหารให้มีโภชนาการที่ดีเพื่อแข็งแรงสู้โรคได้อีกด้วย

 


cloud-clubbing-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 3, 2020

หลังจากรัฐบาลสิงคโปร์ตัดสินใจประกาศสั่งปิดสถานบันเทิง ผับและ ไนต์คลับ ทั่วประเทศเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด -19 เมื่อพบว่ายอดผู้ติดเชื้อของสิงคโปร์เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 คน ทำให้สิงคโปร์ซึ่งเคยเป็นเมืองแห่งความคักคักกลับเงียบเหงาลงไปทันที และที่สำคัญส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ด้วย

 

และด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนพยายามคิดวิธีการและนวัตกรรมโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีดีเจกลุ่มหนึ่งในไนต์คลับแห่งหนึ่ง ได้เริ่มคิดวิธีการเพื่อให้เกิดรายได้ขึ้นในช่วงที่ธุรกิจถูกสั่งห้ามไม่ให้เปิดบริการ โดยวิธีที่ใช้ได้ง่ายที่สุดก็คือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อระหว่างพวกเขา และลูกค้าที่ถูกสั่งห้ามให้ออกนอกบ้านเช่นกัน

 

4kr

Photo by Catherine LAI / AFP

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟาร่า ฟาร์ส ดีเจจากไนต์คลับชื่อ Zouk ในสิงคโปร์ ใช้วิธีเปิดเพลงอยู่หน้ากล้องวิดีโอ โดยตั้งชื่อการไลฟ์สดว่า ปาร์ตี้ ‘cloud-clubbing’  โดยหลังการเปิดโชว์ของเธอก็มีผู้เข้ามาร่วมชมจำนวนมาก

 

ภาพที่ปรากฏและออนไลน์ไปยังผู้ชม แสดงให้เห็นแสงแฟลชกระพริบไปทั่วฟลอร์เต้นรำที่ว่างเปล่าใกล้ โดยมีภาพดีเจกำลังสตรีมดนตรีสดอิเล็กทรอนิกส์เพลงที่ได้รับความนิยมของสิงคโปร์ แม้จะไม่มีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก และไร้เสียงเชียร์แต่บรรยากาศก็ดู สนุกสนานจากลีลาการเปิดเพลงของดีเจ และเสียงกระตุ้นให้ทุกคนสนุกสนานตลอดเวลาที่ชมการแสดงของเธอผ่านไลฟ์สด ซึ่งถือเป็นอีกตัวอย่างวิธีการเอาตัวรอดของธุรกิจบันเทิงที่จะต้องถูกระงับไปอย่างสิ้นเชิงในระหว่างที่ไวรัสโคโรนากำลังสร้างความเสียหายให้กับทุกธุรกิจในขณะนี้

 

Photo by Catherine LAI / AFP

 

หลังจากที่ไนต์คลับ Zouk ได้จัดงานปาร์ตี้ “คลาวด์คลับ” สตรีมการแสดงสดโดยใช้ดีเจ ที่เคยทำงานอยู่จำนวนหกคนผ่านทางแอพพลิเคชั่นก็ทำให้การแสดงของพวกเขากลายเป็นที่นิยมขึ้นมาทันที มีนักเที่ยวที่ต้องถูกกักกันอยู่ที่บ้านเข้ามากร่วมปาร์ตี้ออนไลน์กันอย่างสนุกสนานหลายร้อยคน

 

Dhanish Nair ดีเจของ Zouk อีกคนหนึ่งบอกว่า ยอมรับว่าตอนแรกๆ รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อยเพราะเหมือนกับต้องเล่นอยู่คนเดียว ไม่มีใครเลย เพราะตอนที่เปิดเพลงแล้วมีคนเต้นอยู่บนฟลอร์เต้นรำเต็มไปหมดมันจะทำให้รู้สึกได้ถึงพลังงานของพวกเขากลับมาให้เราได้ทำงานและส่งพลังงานพวกนั้นกลับไปให้เขา แต่การเปิดเพลงอยู่คนเดียวก็อาจจะต้องอาศัยจินตนาการมากขึ้น แต่พอเริ่มปรับตัวได้เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แปลกอะไร เพราะว่าจะมีผู้เข้าชมแสงความคิดเห็น หรือส่งไอคอนความรู้สึกต่างๆ ขึ้นมาบนจอคอมพิวเตอร์นั่นหมายถึงการได้รับการตอบรับมาจากผู้คนที่ร่วมชมพวกเขาแล้ว

“ดังนั้นผมจะเล่นทุกเพลงที่พวกเขาขอมาผ่านหน้าจอการไลฟ์สดนั้น มันก็สนุกไปอีกแบบ” เขากล่าว

 

Photo by Catherine LAI / AFP

 

การแสดงแบบนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแสดงโชว์ฟรี เพราะผู้ชมสามารถใช้แอพพลิเคชั่น Bigo Live Sterem Club แสดงความคิดเห็นหรือ ส่งของขวัญเสมือนจริงให้กับดีเจ เช่นระฆังและเกล็ดหิมะที่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ในภายหลังได้อีกด้วย นั่นคือหากพวกเขาเปิดเพลงหรือแสดงได้ถูกใจผู้ชมก็จะทำให้มีรายได้เข้ามาเช่นกัน ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางไนท์คลับได้ร่วมมือกับบริษัทผลิต อุปกรณ์เกมและแอพสตรีมมิ่งแอพสตรีมมิ่ง เพื่อดึงดูดผู้ชมทั้งหมด 200,000 ครั้งสำหรับการไลฟ์สดสามชั่วโมง ซึ่งก็พบว่ามีคนเข้ามาดูสูงสุดถึง 5,600 คนต่อหนึ่งครั้งการแสดงทีเดียว

 

วิธีการเช่นเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นแล้วที่ประเทศจีน เมื่อครั้งที่ไวรัสโคโรนาเข้าโจมตีจีนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กระทั่งถึงจุดสูงสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และธุรกิจทุกอย่างทุกสั่งให้หยุด ทำให้ดีเจและสถานบันเทิงยามค่ำคืนเริ่มการแสดงสดของพวกเขาด้วยวิธีนี้เช่นกัน  โดยมีสถานบันเทิงในย่านเมืองใหญ่ อย่าง เซี่ยงไฮ้และปักกิ่งเป็นหัวหอกในการใช้วิธีนี้ และยังให้ผู้คนที่เข้าร่วมสามารถส่งกระแสเงินสดแบบสดๆบนแอพพลิเคชั่นน Douyin  หรือ  TikTok ของจีนซึ่งช่วยให้แฟน ๆ สามารถซื้อของขวัญที่สามารถแลกเป็นเงินสดได้  โดยสื่อจีนรายงานว่า หนึ่งในสามของไนท์คลับในปักกิ่งสามารถดึงดูดผู้ชมมากกว่าล้านคนและสร้างรายได้เกือบสองล้านหยวน (280,000 ดอลลาร์สหรัฐ) จากแฟน ๆ ของพวกเขาในการถ่ายทอดสดห้าชั่วโมง

 

Photo by Catherine LAI / AFP

 

โมเดลนี้ยังถูกนำไปใช้ใน ไนต์คลับที่ถูกปิดและดีเจที่ติดอยู่ที่บ้าน ในนิวยอร์กด้วย โดยเหล่าดีเจได้จัดงานเต้นรำเสมือนจริงขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า “ The Dance Cartel” ได้เริ่มจัดงานปาร์ตี้“ Social Disdance”  หรือ คืนเต้นรำด้วยกันแบบห่างๆโดยจัดขึ้นสามครั้งต่อสัปดาห์ โดยใช้เครื่องมือแอพพลิเคชั่นซูมวิดีโอ โดยทุกคนแต่งตัวกันสวยงามราวกับออกไปเที่ยวจริงๆ และยังมีการประดับไฟแสงสีที่ดูเหมือนอยู่ในไนต์คลับจริงๆ อีกด้วย  ซึ่งการจัดปาร์ตี้แบบนี้ ผู้ที่ถูกใจก็จะมีการการสนับสนุนให้บริจาคเงินให้กับดีเจและเจ้าภาพจัดงานเพิ่อให้มีรายได้ระหว่างที่ต้องหยุดอยู่บ้านอีกด้วย

 


-โควิด19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

ทรัมป์ยอมรับอีก 2 สัปดาห์ถึงจุดพีคอันเจ็บปวดของชาวอเมริกันหากโควิด 19 ยังแพร่หนัก ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยเชื่อถึงจุดพีคสัปดาห์นี้ ล่าสุด นายกฯ ประกาศเคอร์ฟิวแล้ว

 

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมากล่าวถึงปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าหากไม่มีมาตรการใดเลย สหรัฐฯ จะมียอดผู้เสียชีวิตสูงเป็นล้านราย โดยเขากล่าวยอมรับว่าหลังจากนี้ไปอีกสองสัปดาห์สหรัฐฯ อาจจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการระบาดของโรค COVID-19 อย่างน่าเป็นห่วง

 

ขณะนี้ สหรัฐฯ มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค COVID-19 เกิน 4,000 คนแล้ว และการคาดการณ์ล่าสุดระบุอาจจะมีผู้เสียชีวิตได้มากถึง 200,000 คน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารว่า ชาวอเมริกันจะต้องเตรียมพร้อมกับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะพยายามออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกว่าโรค COVID-19 เป็นไข้หวัดชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและแสดงความห่วงใยต่อการระบาดของโรคมากขึ้น โดยระบุว่า จากการคาดการณ์ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าการระบาดของโรคจะทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 100,000 ถึง 200,000 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นจำนวนการเสียชีวิตที่มากกว่าในประเทศจีน

 

เจ้าหน้าที่ด้านโรคระบาดของสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า จำนวนตัวเลขดังกล่าว เป็นการคำนวณจากการปฏิบัติตัวของประชาชนที่บางส่วนไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการระงับการแพร่ระบาด โดยพบว่าหากเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ จะมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรค COVID-19 จำนวน 2,214 คนในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยขอร้องให้ประชาชนชาวอเมริกันร่วมมือกันในการป้องกันการระบาดเพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อหลายสำนักทั่วโลก ที่ออกมาระบุว่าโรคโควิด 19 เป็นแค่เพียงไข้หวัดชนิดหนึ่ง และเขาก็ไม่ได้สร้างความตระหนักให้กับชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับการป้องกันการระบาดจนทำให้เกิดการแพร่ระบาดจนมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และถึงแม้ในขณะนี้ทรัมป์จะออกมายอมรับว่าชาวอเมริกันอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดอย่างหนักในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีการประกาศมาตรการที่เข้มข้นเพื่อป้องกันการระบาดแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีการเตรียมประกาศไม่ให้สายการบินในประเทศทำการบินไปยังพื้นที่ระบาด

 

ในขณะที่สหรัฐฯ เตรียมรับมือกับจุดพีคสูงสุด แต่สำหรับสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อในระดับไม่ต่ำกว่า 100 คนทุกวัน โดยล่าสุด ณ วันที่ 2 เม.ย.63 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 104 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 1,875 ราย เสียชีวิตรายใหม่เพิ่ม 3 ราย รวมผู้เสียชีวิตรวม 15 ราย และรักษาหายแล้ว 505 ราย

 

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก สธ. และโฆษก ศบค. จำนวนคนติดเชื้อในไทยยังคงไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งถือว่าเป็นยอดที่สุงและยังไม่ลดลง ดังนั้นประชาชนควรเคร่งครัดกับการปฏิบัติตามหลักป้องกันการระบาดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ยอดผู้ติดเชื้อในไทยพุ่งสูงขึ้นแตะยอด 1,000 กว่าคน ซึ่งรัฐบาลหวังว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้ชะลอยอดผู้ป่วยให้ไม่ถึง 3,500 คนในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.

 

สำหรับจังหวัดที่พบผู้ป่วยจำนวนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กทม. 850 ราย รองลงมาคือ นนทบุรี 104 ราย, สมุทรปราการ 72 ราย, ภูเก็ต 71 ราย, ชลบุรี 47 ราย และยะลา 35 ราย ทั้งนี้โฆษก ศบค. ระบุว่า จากการประเมินผู้ป่วยใน กทม. พบว่ามีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้แวดล้อมได้ 1 ต่อ 3 คน จึงถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก

 

กระทั่งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลทั่วไปออกจากเคหสถานทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึงเวลา 4.00 น. ของวันถัดมาโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. เป็นต้นไป โดยจะอนุญาตเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยหวังที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อหลังที่ยอดสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 100 คนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก CNN


BillGate-covid-fakenews-Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

เมื่อสัปดาห์ก่อน เดอะซัน หนังสือพิมพ์ของอังกฤษ และเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลกต่างแชร์บทความ ข้อคิดเตือนใจจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด 19 ของ บิล เกตส์ เจ้าพ่อวงการธุรกิจคอมพิวเตอร์มหาเศรษฐีผู้ใจบุญ หากต่อมาบทความดังกล่าวได้ถูกยกออกเพราะเป็นเฟคนิวส์  แต่ทีมงานกิน อยู่ เป็น เห็นว่าข้อคิดดังกล่าวก็กระตุกต่อมคิดให้เราเข้าใจถึงเหตุ และความเป็นไปบางอย่างในการดำเนินชีวิต จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

 

หากทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ข้อคิด อยากชวนผู้อ่านย้อนดูความคิด บิล เกตส์ ในช่วงที่ผ่านมา

 

ปี 2560 งานประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม บิล เกตส์ กล่าวว่าโลกมีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติการณ์โรคระบาดโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมและโรคร้ายจะกระจายอย่างรวดเร็วทั้งสร้างความตื่นตระหนกตกใจกลัว ณ เวลานั้นบิล เกตส์ บอกว่าโลกยังพอมีเวลาให้เตรียมการเพื่อหาทางรับมือกับหายนะใหม่โดยเฉพาะการคิดหาวัคซีนป้องกันโรคระบาด สายพันธุ์ใหม่

 

หากถอยไปปี 2559 บิล เกตส์ ได้ให้ความเห็นในเวที Ted Talk ว่าแม้โลกจะยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาได้ แต่ครั้งต่อไปจะไม่โชคดีเพราะอาจมีไวรัสตัวใหม่ที่สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วโดยที่ผู้ติดเชื้อรู้สึกปกติ  ใช้ชีวิตปกติ เดินทางไปไหนต่อไหน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกโจมตีอวัยวะต่าง ๆไปแล้ว  และล่าสุดห้วงขณะนี้ บิล เกตส์ ให้ความเห็นว่า “เราควรแยกตัวเพื่อชะลอการระบาด”

 

 

ส่วนเฟคนิวส์ ข้อคิด บทเรียนโควิด 19  ให้ข้อคิดเตือนใจอย่างไรบ้างนั้น  สรุปใจความหลัก ดังนี้

  1. ทุกคนถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่เว้นอาชีพ ฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้น
  2. พรมแดนที่สร้างขึ้นกลายเป็นสิ่งไร้ค่าและ ทุกคนล้วนมีความเชื่อมโยง ดูจากผลกระทบที่เป็นโมเมนตัม
  3. สิ่งมีค่าที่ทุกคนละเลย คือ สุขภาพ
  4. สิ่งสำคัญควรทำ คือช่วยเหลือแบ่งปัน เพราะชีวิตนี้สั้นนั้น
  5. อาหาร น้ำ และยารักษาโรค คือสิ่งที่เราต้องการแท้จริง ไม่ใช่วัตถุนิยมและสิ่งฟุ่มเฟือย
  6. หันกลับมาสร้างความแข็งแกร่งในครอบครัว เพราะการใช้ชีวิตกับครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ
  7. ดูแลปกป้อง และทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น คืองานที่แท้จริง
  8. ทุกคนต้องควบคุม “ตัวกู ของกู”
  9. ในยามยากพลังในการเลือกอยู่ในมือทุกคนว่าจะช่วยเหลือ แบ่งปัน หรือเห็นแก่ตัว
  10. ทุกคนสามารถจะเป็นคนที่อดทน “เข้าใจว่าจะผ่านไป” หรือตื่นตระหนก “มองเป็นจุดจบโลก”
  11. นี่คือห้วงเวลาให้ตรึกตรองเรียนรู้ เข้าใจว่าอะไรคือข้อผิดพลาด ที่อาจเป็นทั้งจุดจบและจุดเริ่มต้น
  12. โลกของเราป่วย ดูจากการหายไปของป่า และความเร็วที่กระดาษชำระหายไปจากชั้น
  13. วงจรชีวิตยังหมุนไป ตอนนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวงจร ควรเตือนใจว่ายังมีฟ้าหลังฝน
  14. โควิด 19 อาจเป็นหายนะและตัวแก้ปัญหา ที่เตือนสิ่งที่เราหลงลืมไป

food-covid_Cover_1.jpg

zebertoothApril 1, 2020

หลังทยอยประกาศปิดพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 เหลือเพียงซุปเปอร์มาเก็ต ตลาดสด ร้านอาหารขายเฉพาะที่ซื้อกลับบ้าน ก่อเกิดความกังวลของเราๆ กันมากว่า ถ้าจะต้องกักตัวอยู่กับบ้านนั้น เราจะกินอะไร ต้องซื้ออะไรมาตุนไว้กันบ้าง

 

ของบางอย่างมีระยะเวลาการเก็บรักษา เก็บนานไปก็ใช่ว่าจะดี แม้ยังสามารถทานได้ แต่อาจเป็นอันตราย หรือเสียคุณค่าทางอาหาร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแนะนำว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ควรซื้อมาเก็บ และเก็บด้วยวิธีไหนถึงจะอยู่ได้นานที่สุด ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าบรรดาตัวย่อต่างๆ บนสินค้ามีความหมายว่าอย่างไร

 

– MFG/MFD หมายถึง วันที่ผลิต จะได้รู้ว่าของที่ซื้อมาผลิตไว้ตั้งแต่เมื่อไร ทำไว้นานหรือยัง

– EXP/EXD หมายถึง วันหมดอายุ หลังจากวันนั้นแล้วอาหารจะเน่าเสีย หรือบูด ห้ามรับประทาน ควรนำไปทิ้ง

– BB/BBE หมายถึง ควรบริโภคก่อน อาหารจะมีรสชาติดี คงคุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน หลังจากนั้นรสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง ยังบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย แต่อาจไม่ได้ประโยชน์

 

อาหารแบบไหน กินแล้วดี เก็บได้นาน

 

  1. อาหารประเภทโปรตีน

    เสริมสร้างระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ และเป็นแหล่งอาหารที่สร้างพลังงาน เช่น

 

– ไข่ไก่ โปรตีนชั้นดี ในราคาแสนถูก เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3 – 5 สัปดาห์ แต่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง

– เนื้อสัตว์ อาทิ เนื้อหมู / เนื้อไก่ / เนื้อวัว สามารถเก็บได้ 3 – 5 วัน ในตู้เย็น และ 4 – 12 เดือนในตู้แช่แข็ง

– นม แหล่งแคลเซียมบำรุงกระดูก

  • นมพาสเจอร์ไรส์ ต้องเก็บในตู้เย็นทันทีที่ซื้อมา และควรดื่มให้หมดในครั้งเดียว สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 10 นับจากวันที่ผลิต
  • นมสเตอริไรส์ (นมกระป๋อง) เก็บไว้ได้นาน 12 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ต้องไม่โดนแดด
  • นมยูเอชที (UHT) เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่โดนแดด และไม่วางไว้ซ้อนกัน จะเก็บได้นานถึง 6 เดือน ส่วน
  • นมเปรี้ยว ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและปิดฝาให้สนิท เก็บได้นานถึง 3 สัปดาห์หรือ 21 วัน นมเปรี้ยว (UHT) สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 8 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น

– อาหารทะเล แหล่งโปรตีนและโอเมก้า 3 ซื้อเก็บไว้ทานได้แต่ไม่ใช่ทุกวัน เพราะมีคอเลสเตอรอลและไขมันสูง การเก็บรักษาอาหารทะเลหากเป็นตู้เย็นปกติเก็บได้ 2 – 5 วัน แต่ถ้าเป็นตู้แช่แข็งอยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน เลยทีเดียว

 

  1. ผักและผลไม้

    แม้จะเก็บไว้ได้ไม่นาน แต่ก็ควรจะทานบ้างเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์

 

  • ผักที่เน่าเสียง่าย เก็บได้ 5 – 7 วัน เช่น หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ เห็ด ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ชะอม ถั่วงอก ถั่วฝักยาว วิธีการเก็บผักคือ ห่อกระดาษทิชชูให้รอบ นำไปใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้แน่นอย่าให้มีลมเข้าไปได้ แค่นี้ก็ยืดอายุผักได้นานขึ้น
  • ผักที่มีลักษณะเป็นหัวหรือมีเปลือกหนา เช่น กะหล่ำ หัวไชเท้า แครอท ฟัก ฟักทอง เผือก มันฝรั่ง เก็บได้ทั้งแบบแช่ตู้เย็นและไม่แช่ตู้เย็น เก็บได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ – 1 เดือน ผลไม้พวก แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น สัปปะรด ก็เช่นกัน

 

  1. อาหารแห้ง ทำง่าย ทานง่าย เก็บได้นาน แต่ถ้าซื้อไว้นาน โดยลืมดูว่าผลิตมาตั้งแต่เมื่อไร ก็มีผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน

 

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรรับประทานภายใน 4 – 6 เดือนนับจากวันที่ผลิต ถ้าเก็บในตู้เย็นอาจเก็บได้นานถึง 8-12 เดือน แต่หากเก็บไว้ในที่ที่โดนแดดส่อง อายุอาจสั้นเพียง 2 เดือน
  • ปลากระป๋อง เก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี เพราะผ่านกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์มาแล้ว หากเปิดแล้วทานไม่หมด อย่าเอากระป๋องเข้าตู้เย็น เพราะจะยิ่งเร่งให้เกิดสนิม ปนเปื้อนอาหาร ควรเทใส่ภาชนะอื่นและปิดฝาไว้ใส่ตู้เย็น แต่ก็ไม่ควรเก็บนาน เพราะถึงแม้จะใส่ในตู้เย็นก็อาจจะเสียได้

แต่เพื่อสุขภาพที่ดี หลีกเลี่ยงโซเดียมบ้างเป็นบางมื้อ ซื้อพวกเส้นหมี่ วุ้นเส้น ปลาแห้ง ปลากรอบ หมูแผ่น มาเก็บไว้ด้วยก็น่าจะดีกว่า

 

  1. น้ำ

    แม้น้ำที่บรรจุขวดจะระบุวันหมดอายุ แต่น้ำไม่ได้หมดอายุ ภาชนะที่บรรจุน้ำต่างหากที่หมดอายุ ขวดน้ำดื่มไม่ควรเก็บไว้ในช่องแช่แข็งหรือที่ร้อนๆ เพราะพลาสติกจะเสื่อมคุณภาพและปล่อยสารพิษปนเปื้อน หากเป็นขวดน้ำที่เปิดใช้แล้วไม่ควรใช้ซ้ำเกิน 1 อาทิตย์ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้

 

การเตรียมพร้อมไว้เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำอย่างมีสติและรอบคอบ ตื่นตัวได้ แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะถ้าคุณซื้อทุกอย่างมากักตุนไว้โดยไม่คิด แทนที่จะมีประโยชน์กลับจะเป็นโทษกับร่างกายได้ ทั้งยังเป็นการตัดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้มีอาหารสำรองไว้ในเวลาฉุกเฉินด้วย

 


Orangutans-Befriend-Otters-in-Belgium-Zoo-Cover_1.jpg

zebertoothApril 1, 2020

ในช่วงที่ต้องเผชิญด้วยสภาวะวิกฤติทั้งจากโรคระบาด เศรษฐกิจ ปากท้องแบบนี้ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านมาชมภาพน่ารักๆ เพื่อสร้างรอยยิ้มเล็กบรรเทาความเครียดกันดีกว่า

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า สวนสัตว์ในเบลเยียมได้แบ่งปันภาพถ่ายที่น่าทึ่งของมิตรภาพที่แสนสวยงามระหว่างครอบครัวของลิงอุรังอุตังและตัวนาก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสวนสัตว์เดียวกัน

 

ภาพจาก : CNN travel

 

สำหรับภาพดังกล่าว เผยแพร่โดยเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์แพรี่ ดาอิซา (Pairi Daiza) ในประเทศเบลเยียม ซึ่งการถ่ายภาพนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตของสัตว์ป่าต่างๆ ที่ต้องออกจากป่ามาอยู่ในสวนสัตว์เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษา

 

โฆษกสวนสัตว์กล่าวว่าพวกเขา สัตว์เหล่านี้ต้องได้รับการดูแลและให้ความสุขด้านสุขภาพจิต รวมทั้งความบันเทิงต่างๆ เพื่อการรักษาสุขภาพจิตของพวกมันให้อยู่ในสภาพที่ดีหลังจากที่ต้องมาอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง โดยการสร้างความสัมพันธ์นี้ ครอบครัวนากตัวเล็กจากเอเชีย จะถูกเลี้ยงอยู่ในร่องน้ำเล็กๆ ที่ไหลผ่านกรงซึ่งใช้เป็นบ้านของครอบครัวอุรังอุตัง ซึ่งมีพ่ออายุ 24 ปี ชื่อ อุจิอาน แม่ชื่อ ซารี  อายุ 15 ปี และลิงอุรังอุตังลูกชายชื่อเบเรนี่ อายุ 3 ขวบ

 

 

“นากสนุกกับการเล่นน้ำ และได้อยู่กับกลุ่มครอบครัวลิงอุรังอุตัง พวกมันได้สนุกกับการเล่นขนของเพื่อนบ้านอุรังอุตัง โดยครอบครัวอุรังอุตังก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด แต่กลับชอบและดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างสัตว์สองชนิดนี้” โฆษกสวนสัตว์กล่าวและว่าการทดลองให้สัตว์ได้ใช้ชีวิตร่วมกันประสบความสำเร็จมากเพราะสามารถลดความเครียดของพวกมันลงได้มาก

 

ครอบครัวลิงอุรังอุตังครอบครัวนี้ ได้ถูกส่งมามาถึงสวนสัตว์แห่งนี้ในปี 2560 โดยก่อนหน้านั้นมีลิงอุรังอุตังอีกสองตัวอาศัยอยู่ก่อนแล้ว อุรังอุตังถึงเป็นสัตว์ที่มีดีเอ็นเอของมนุษย์สูงถึง 97% ทำให้สวนสัตว์ต้องทำให้พวกมันรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวและมีที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังต้องสร้างความบันเทิงและฝึกฝนความเฉลียวฉลาดให้ด้วยเกมปริศนาต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาประชากรอุรังอุตังถูกคุกคามจากการปลูกปาล์มน้ำมันในบอร์เนียวและสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของอุรังอุตัง โดยสวนสัตว์แห่งนี้ยังได้ระดมทุนเพื่อร่วมปลูกต้นไม้ 11,000 ต้นในการฟื้นฟูป่าในเกาะบอร์เนียวเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยและอนุรักษ์พันธุ์อุรังอุตังด้วย