วันนี้ที่ “หน้ากาก” ถูกหยิบขึ้นมาให้ความสำคัญเพื่อป้องกันโควิด 19 หากย้อนไปดูในอดีตก็พบว่าหน้ากากถูกพัฒนาและให้ความสำคัญในทุกครั้งที่มีการแพร่ระบาดของโรคที่สามารถติดต่อกันผ่านละอองฝอยจากการไอจาม ซึ่งการคิดค้นครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัย 500 ปีที่ผ่านมาแต่ครั้งที่แพร่หลายและถูกนำมาใช้ป้องกันทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ติดเชื้อหรือคนใกล้ชิดจะอยู่ในช่วง 200 ปีเมื่อจีนเกิดโรคระบาดแมนจูเรีย
ประเด็นที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนขบคิดคือแต่เดิม หน้ากาก เป็น “ของจำเป็น” เมื่อมีโรคระบาด ซึ่งปกติโรคระบาดโดยเฉพาะกลุ่มไข้หวัดใหญ่จะระบาดในระดับท้องถิ่นทุก1-3 ปี ส่วนการระบาดใหญ่ทั่วโลกจะเกิดขึ้นทุก 10 – 40 ปี แต่สภาวะปัจจุบันเมื่อโลกเผชิญปัญหาด้านมลภาวะทั้งหมอกควัน และฝุ่นละอองที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น ผนวกกับผู้คนมีการเดินทางแบบไร้พรมแดน จนล่าสุดการระบาดของโควิด 19 ก็มีความเป็นไปได้ว่า “หน้ากากจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในช่วงโรคระบาด แต่จะกลายเป็น “ของต้องมี”
และมีแนวโน้มจะเป็นเสมือนเครื่องประดับของทุกคนที่วันนี้ต่างต้องมีแว่นกันแดด เพื่อป้องกันรังสียูวี ดังดูได้จากเทรนด์ล่าสุดที่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก Louis Vuitton Chanel Supreme Off white หรือ Prada เป็นต้น หรือดีไซน์เนอร์ไทยต่างออกแบบหน้ากากสุดชิค สุดแนวให้เลือกให้เหมาะ รวมถึงแวดวงทำนายก็เริ่มมีเคล็ดลับเลือกสีหน้ากากถูกโฉลก


ขอขอบคุณภาพจาก : EPA-EFE
อย่างไรก็ตามการเลือกหน้ากาก ไม่ว่าจะสีใด แบบใด สิ่งสำคัญคือสวมใส่ถูกวิธี เปลี่ยนใหม่หรือทำความสะอาดอยู่เสมอ และทิ้งอย่างปลอดภัย
สำหรับเหตุการณ์สำคัญที่หน้ากากมีบทบาทต่อชีวิตผู้คนนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาได้รวบรวมจากที่ต่างๆ มีลำดับสำคัญ ดังนี้


พ.ศ. 2199 กาฬโรคระบาดทั่วยุโรป
อาการ : มี 2 ลักษณะแต่กรณีติดเชื้อในกระแสเลือด จะมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียรุนแรง ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน มีเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย
หน้ากาก : คล้ายจะงอยปากนก คาดเป็นเข็มขัดด้านหลังศรีษะ ในส่วนของดวงตาเป็นช่องกระจก คลุมมาถึงจมูกและปาก ภายในใส่สมุนไพรเครื่องเทศเพื่อกันเชื้อโรค
ผู้สวม : แพทย์
พ.ศ. 2453 โรคระบาดแมนจูเรีย เริ่มจากจีนและขยายสู่ญี่ปุ่น และรัสเซีย
อาการ : คล้ายปอดอักเสบ มีไข้ ไอ มีเสมหะและหอบเหนื่อย
หน้ากาก : ผ้าฝ้ายรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 4 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว จำนวน 2 ชิ้นซ้อนกันคลุมจมูกถึงคางแล้วใช้
ผ้าพันแผลหรือผ้ากอซกว้าง 6 นิ้ว ยาว 3 ฟุต พาดลงบนผ้าฝ้ายแล้วพันรอบคอ
ผู้สวม : แพทย์ ผู้ป่วย ญาติ ผู้ใกล้ชิด สัปเหร่อรวมถึงคนที่เสี่ยงติดเชื้อ


พ.ศ. 2461 – 2463. โรคไข้หวัดสเปน ระบาดทั่วโลก (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1)
อาการ : เป็นไข้ ไอ จาม คลื่นไส้ ปวดเมื่อย และท้องเสีย คล้ายกับอาการของไข้หวัดใหญ่ทั่วไป
หน้ากาก : ผ้า โดยมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมและสายคาดผูกด้านหลังหรือประยุกต์ใช้จากผ้าผืนยาว
ผู้สวม : แพทย์และประชาชนทั่วไป
พ.ศ. 2558 มลพิษในกรุงปักกิ่ง
อาการ : ทางเดินหายใจ ปอด และส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ และสมอง
หน้ากาก : หน้ากากอนามัย และหน้ากากผ้าโดยวัยรุ่นนิยมสีสันสดใส ผู้ชายโทนสีเข้ม โดยช่วงดังกล่าวมี
แบรนด์แฟชั่นระดับโลกได้ออกแบบหน้ากากประกอบชุดในโชว์ของงานแฟชั่นวีค
ผู้สวม : ประชาชนทั่วไป
ขอขอบคุณภาพจาก : mama steps out 1937, designyoutrust.com, US Museum of Health and Medicine, NATIONAL ARCHIVES
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม คำทำนายพระสุบิน (ความฝัน) ของพระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น ในยุคสมัยที่ศาสนาได้เสื่อมลง ซึ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เนื้อความดังกล่าวปรากฏใน อรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย
พระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายพระสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถีไว้ว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี เมื่อศาสนาในพระโคตมพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเสื่อมลง (เชื่อกันว่าอายุพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม ยืนยาวเพียง 5,000 ปี ยุคต่อมาคือ ยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)
หมายเหตุ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธองค์ปัจจุบัน คือ พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่า สิทธัตถะ โคตรมะ
ตามชาตกัฏฐกถา หรือ คัมภีร์ที่รวบรวมคำอธิบายความในพระไตรปิฎก (ซึ่งประกอบด้วยคาถา หรือร้อยแก้วอันเป็นต้นเรื่องของชาดก) อธิบายว่า พระพุทธเจ้าได้ประทานคำทำนายพระสุบิน 16 เรื่อง แต่ละเรื่องพระองค์ได้ประทานคำทำนายถึงยุคเสื่อมซึ่งจะเกิดในอนาคต เอาไว้ดังนี้
ทำนายว่า ภายหน้าจะเกิดทุพภิกขภัย หรือ สภาวะของการขาดแคลนอาหาร ผู้คนขาดโภชนาการ อดอยากและรวมไปถึงโรคระบาดจะตามมา ถึงแม้ฝนจะตั้งเค้า เมฆครึ้มก็กลับหาย เหมือนโคที่ตั้งท่าแต่แล้วกลับไม่ชนกัน
ทำนายว่า มนุษย์ในภายหน้า แม้จะอายุน้อยก็จะมีราคะ คิดสมสู่แต่เด็ก เด็กหญิงจะมีระดูตั้งแต่ยังเยาว์ ตั้งครรภ์เร็วเหมือนต้นกล้าที่ยังไม่ทันโตก็ออกดอกผลแล้ว
ทำนายว่า เมื่อถึงยุคเสื่อม ภายหน้าเด็กจะไม่เคารพเลี้ยงดูผู้ใหญ่ คนชราหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ จึงต้องอ้อนวอนขอให้ลูกหลานเลี้ยงดู เหมือนแม่โคที่ดื่มนมจากลูกโคนั่นเอง
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม ตั้งยศตำแหน่งแก่คนหนุ่มเยาว์ ที่ไม่มีประสบการณ์ แทนที่จะมอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ เมื่อคนขาดประสบการณ์ จึงไม่สามารถทำกิจต่างๆ ให้สำเร็จได้
ทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจจะโง่เขลา แต่งตั้งคนโลเล ไม่มีศีลธรรมเป็นผู้พิพากษา คนพวกนี้จะรับสินบนทั้ง 2 ฝ่าย และตัดสินความตามใจชอบ เหมือนม้า 2 หัวที่กินหญ้าทั้ง 2 ปาก
ทำนายว่า ผู้คนชั้นสูงที่มีชาติตระกูล นามสกุลใหญ่โตจะสิ้นวาสนา หมดอำนาจ ผู้มีอำนาจกลับตั้งยศตำแหน่งแก่คนสกุลต่ำ บรรดาคนมีชาติตระกูลจึงต้องยกบุตรสาวให้แต่งงานคนไม่มีสกุลเพื่อรักษาผลประโยชน์ เหมือนถาดทองที่ยกให้สุนัข
(ฟั่น คือ การพันเชือกให้เป็นเกลียว)
ทำนายว่า ในอนาคตเมื่อถึงยุคเสื่อม ภรรยาจะขี้เมา มักแต่งตัวออกเที่ยวเตร่ ผลาญทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ไปกับชายชู้
ทำนายว่า ภายหน้าเมื่อศาสนาเสื่อม พระราชาทั้งหลายจะตกยาก จึงเกณฑ์ประชาชนให้ปลูกพืชส่งเป็นส่วยเข้าพระคลัง หรือ ผู้มีอำนาจต่างเบียดเบียนขูดรีดภาษี ประชาชนก็ก้มหน้าก้มตาหารายได้ นำไปจ่ายให้กับผู้มีอำนาจให้รวยยิ่งขึ้นไป
ทำนายว่า ในอนาคตที่ผู้มีอำนาจ ไร้เมตตา ขาดศีลธรรม จ้องเบียดเบียนประชาชนให้เดือดร้อน ทำให้ประชาชนต่างย้ายไปอยู่ชนบทชายแดนเหมือนดังขอบสระบัวที่น้ำใส เมืองหลวงว่างเปล่าเหมือนกลางสระที่ขุ่นมัว
ทำนายว่า เมื่ออนาคตผู้คนไม่อยู่ในศีลธรรม ภายหน้าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล ตกไม่ทั่วถึง เพาะปลูกพืชไร่ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างตามแต่พื้นที่
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าอลัชชี หรือ นักบวชที่ไม่มีความละอายจะมีมาก ไม่เพียรสอนตรงตามพระธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ ประชาชนก็ไม่ใส่ใจพระธรรมแท้ หลงชื่นชมวาทศิลป์ และมอบสักการะต่างๆ ให้พวกอลัชชี
ทรงทำนายว่า ภายหน้าถ้อยคำของคนไม่มีสกุลและพระทุศีล (คนที่ไม่มีศีล ไม่ถือศีล หรือไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ) จะเป็นที่เชื่อถือยอมรับในสังคม เหมือนกับน้ำเต้าที่ปกติมีน้ำหนักเบา ที่ผู้คนให้ความสำคัญกลับมีน้ำหนักจนจมน้ำ
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าถ้อยคำของปัญญาชนและพระมีศีล ที่ควรได้รับความเชื่อถือ กลับไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม เหมือนดั่งหินศิลาที่หนักและหนาแต่ลอยน้ำ ดูเบาคล้ายเรือ
ทำนายว่า ภายภาคหน้าภรรยาเด็กๆ จะครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดของสามี สามีถูกดุด่าราวกับคนรับใช้ เหมือนเขียดตัวเล็กที่กลับกินงูเห่าได้
ทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจจะไม่เฉลียวฉลาด คอยอุปถัมภ์คนไม่มีสกุล ผู้มีสกุล หรือชนชั้นสูงต่างพากันไปรับใช้คนไม่มีสกุลเหล่านั้น เพื่อให้อยู่รอด
ทำนายว่า ในยุคที่ศาสนาเสื่อมลง คนไม่มีสกุลและพระทุศีลขึ้นมามีอำนาจ คอยกดขี่ขูดรีดเอาทรัพย์สินจากคนมีสกุลและพระมีศีล เหมือนกับเสือที่ต้องซ่อนตัวจากพวกแกะ
ทั้งนี้เมื่อมองไปยังเหตุการณ์ในอดีต ที่ผ่านมาก็เคยมีเหตุการณ์ที่กล่าวได้ว่าเป็นกลียุคอยู่หลายครั้งด้วยกัน โดยตามสถิติแล้ว โลกเราจะพบการแพร่ระบาดของไวรัสประมาณ 5 ครั้งในรอบ 100 ปี และมี 1 ครั้งในรอบ 100 ปี ที่เป็นเหตุการณ์ระบาดครั้งใหญ่ในรอบประวัติศาสตร์ เช่นในปี พ.ศ.2461 (ค.ศ.1981) นั้นมีคนทั่วโลกประมาณ 60 – 80 ล้านคนที่ต้องเสียชีวิตด้วยไข้หวัดสเปน 1918 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ กินระยะเวลาประมาณ 3 เดือน (ที่มา : https://siamrath.co.th/n/139828)
เชื่อหรือไม่?
มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุการณ์โรคระบาดล้างโลกอันน่าพิศวง นั่นคือ “เมื่อใดก็ตามที่คริสตศักราชลงท้ายด้วยเลข 20 หรือพุทธศักราชลงท้ายด้วยเลข 63 มักเกิดโรคระบาดใหญ่ 1 ครั้ง
พ.ศ.2263 (1720) -กาฬโรค
คร่าชีวิตคนทั่วโลก ฝรั่งเศสหนักสุดโดนหนักเสียชีวิตเป็นแสนคน
พ.ศ.2363 (1820) – อหิวาระบาด
หรือ โรคห่าในไทย ที่มีผู้เสียชีวิตมากจนเผาศพไม่ทัน ต้นกำเนิดของคำว่า แร้งวัดสระเกษ
พ.ศ.2463 (1920) -ไข้หวัดสเปนระบาดทั่วโลก
โรคระบาดที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 100 ล้านคน หรือ คิดเป็น 5%ของประชากรโลก
พ.ศ.2563 (2020) ไวรัสโควิด-19 ระบาด
วิกฤตครั้งใหม่ของโลก ที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติ
“บทความนี้เป็น ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความ”
เกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริง?
เกียวโต หนึ่งในเมืองหลักของญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมากที่สุด แต่ละปีสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ญี่ปุ่นมหาศาล หากวันนี้กำลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก จนสื่อญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่าเกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริงหลังเพิ่งประสบสภาวะ “ฟองสบู่” มาก่อนหน้านี้
ด้วยการที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น จึงทำให้ “เกียวโต” มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญหลายแห่ง ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเริ่มนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งต่อมาได้รับความสำเร็จอย่างสูงโดยในปี พ.ศ.2559 ญี่ปุ่นระบุว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน กระตุ้นการใช้จ่ายสะพัดกว่า 8 ล้านล้านเยน ซึ่งรายได้จำนวนมากมาจากเมืองเกียวโตทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ ที่ขายดิบขายดีสร้างความยินดีให้กับชาวเกียวโต แม้ต้องแลกมาด้วยความแออัดวุ่นวาย
ในปี 2563 ญี่ปุ่นตั้งความหวังสร้างรายได้จากท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก ด้วยอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพโตเกียวโอลิมปิก2020 ที่จะกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ให้สะพัดไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ล่าสุดเหตุที่โตเกียวโอลิมปิกถูกเลื่อนออกไปอีก 1 ปี จึงดูเหมือนว่าความหวังทุกอย่างกำลังพังสลายโดยสิ้นเชิง เมื่อยอดจองโรงแรม ที่พักและธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด
“เกียวโต” ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะรายได้หลักของเมืองล้วนมาจากการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หอพักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวแบบทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดถูกยกเลิกได้รับผลกระทบอย่างหนักไปตามกัน
ฟองสบู่ท่องเที่ยวแตก ทุบรายใหญ่ทรุด รายเล็กร่อแร่
รายงานสมาคมการท่องเที่ยวเมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ระบุว่าหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงจนน่าตกใจ ยอดจองที่พักถูกยกเลิกแล้วกว่า 70% บางแห่งแทบไม่มียอดจองเหลือเลย นอกจากผลกระทบของโรคระบาดแล้ว นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นยังเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผ่านมามีการลงทุนสร้างโรงแรมที่พักในเกียวโตเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในลักษณะ “ฟองสบู่” ดังนั้นเมื่อมีวิกฤติด่วนธุรกิจเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบมากจน “ฟองสบู่แตก”
โรงแรมเกียวโต บริษัทจดทะเบียนเพียงแห่งเดียวของเมือง ประกาศคาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกว่า ผลประกอบการขาดทุนเมื่อเทียบกับรายได้ปีที่แล้ว โดยยอดจองห้องพักของโรงแรมลดลงประมาณ 40% และหลังมีคำสั่งห้ามจัดเลี้ยงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การประชุมและจัดเลี้ยงทั้งจากสโมสรโรตารีและไลออนส์ ตลอดจนองค์กรอื่นๆ ที่เป็นขาจร อันถือเป็นรายได้ประจำได้ถูกยกเลิกเกือบหมดแล้ว โดยโรงแรมเองก็ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมยกเลิกในส่วนนี้
สำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กถือว่าเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ดเพื่อรองรับการเติบโตช่วงที่การท่องเที่ยวเกียวโตบูมใหม่ๆ บ้านเรือนหลายแห่งถูกดัดแปลงเป็นโฮสเตล หรือ ห้องพักราคาถูก โดยกลุ่มนี้พบว่าอัตราการเข้าพักลดลง 60% และ 70%
กลุ่มที่รับผลกระทบมากที่สุดคือหอพักราคาถูก หรือ โรงแรมขนาดเล็กมาก ที่สร้างเพื่อรองรับกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษาในเกียวโตซึ่งส่วนใหญ่จะมีรายได้หลักจากโรงเรียนต่างๆ เท่านั้น เพราะโดยทั่วไปแล้วโรงแรมกลุ่มนี้จะไม่รับบุคคลทั่วไปนอกจากช่วงสั้นที่ไม่ใช่ช่วงทัศนศึกษาของเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเกิดโรคระบาด โรงเรียนต้องยกเลิกเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ยอดจองของกลุ่มโรงแรมนี้อยู่ในสภาวะ “ยอดขายเป็นศูนย์” และยังไม่สามารถคาดว่าจะขายห้องพักได้อีกเมื่อไหร่
สิ่งน่าห่วงอีกอย่าง คือ โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินสำรองที่แข็งแกร่งมากนัก หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนไม่สามารถที่จะนำรายได้เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไปได้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าอนาคตธุรกิจนี้อาจจะถึงจุดจบในที่สุด
บทความข้างต้นเห็นได้ว่า สถานการณ์เกียวโตในวันนี้บางเสี้ยวมีความเหมือน หรือ คล้ายคลึงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศแต่ละปีสูงมากจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ กอปรกับการโหมลงทุนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเอสเอ็มอี ดังเห็นได้ว่ามีโฮมสเตย์ผุดขึ้นทุกภาคของประเทศรวมถึงเป็นที่แจ้งเกิดธุรกิจเกี่ยวข้องมากมาย
หากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สกัดกั้นการเติบโตของทุกซัพพลายเชนในธุรกิจท่องเที่ยวให้หยุดชะงักและเข้าขั้นวิกฤตไม่แพ้เกียวโต ต้องรอดูว่ามาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการจะสามารถเยียวยาได้มากน้อยเพียงใด ธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้งเมื่อใด คำตอบในวันนี้ยังคงมืดมน คงได้แต่รอจนกว่าวิกฤตไวรัสที่เกิดขึ้นทั่วโลกครั้งนี้จะผ่านพ้นไป ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันในเร็ววัน
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก headlines.yahoo
ยังคงเป็นปริศนา และข้อสงสัยไปทั่วโลกว่า ในขณะที่จีนและ เกาหลีใต้ ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางระบาดของโรคโควิด19 อย่างหนัก ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีพรมแดนติดกับสองประเทศนี้มีผู้ติดเชื้อและเกิดการระบาดภายในประเทศบ้างหรือไม่ เพราะแม้ประธานาธิบดีคิม จอง อึน จะออกมาประกาศว่าเกาหลีเหนือไม่มีผู้ติดเชื้อ และยังคงดำเนินการทดลองขีปนาวุธของเขาต่อไป แต่การประกาศของคิมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดี
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก สนใจในประเด็นนี้และนำมาเป็นประเด็นวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ว่า คำพูดของคิม เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน โดยระบุว่า คิมเริ่มปิดชายแดนของเขาในเดือนมกราคมเพื่อหยุดยั้งไวรัส การค้าและการท่องเที่ยวที่ถูกกฎหมายถูกระงับทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของเกาหลีเหนือ กลับแสดงความมั่นใจว่า ในเกาหลีเหนือน่าจะมีการติดเชื้อแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยพลเอกโรเบิร์ต อับรัมส์ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าเกาหลีเหนือ ไม่มีการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางทหารอย่างเห็นได้ชัด โดยกองทัพเกาหลีเหนือหยุดการบินมากกว่า24 วันแล้ว ดังนั้นคาดว่าจะต้องมีอะไรแน่ๆ หรือไม่ก็จะต้องมีการติดเชื้อโควิดภายในประเทศ
บลูมเบิร์ก ยังวิเคราะห์อีกว่า ในประเทศเกาหลีเหนือมีระบบการแพทย์ที่ค่อนข้างแย่ สาเหตุจากการคว่ำบาตรของนานาประเทศ การจำกัดการค้า และ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ จึงเชื่อได้ว่าประชากรชาวเกาหลีเหนือน่าจะต้องประสบกับปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรังหลายโรค ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เสี่ยงต่อการระบาด และนั่นอาจจะกลายเป็นหายนะทางมนุษยธรรมและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก ด้วยความกังวลนี้ทำให้องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ที่เป็นพันธมิตรของเกาหลีเหนือ เช่น รัสเซีย ได้รีบเร่งในเวชภัณฑ์และอื่น ๆ เพื่อเสนอความช่วยเหลือให้กับเกาหลีเหนือแล้ว
แม้ว่าเกาหลีเหนือจะปิดชายแดนกับเกาหลีใต้ ที่มีความยาวกว่า 1,420 กิโลเมตร แต่ฝั่งชายแดนที่ติดกับจีนนั้นกลับพบว่ามีรอยรั่วจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมามีการข้ามแดนไปมาระหว่างพ่อค้าจีน และชาวเกาหลีเหนือเพื่อค้าขายในตลาดมืดมานานหลายปีแล้ว และนั่นอาจเป็นแหล่งนำไวรัสเข้าสู่เกาหลีเหนือ โดยสองจังหวัดใหญ่ที่สุดของจีนที่มีพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือคือ เหลียวหนิงและจี๋หลิน


ข้อมูลของเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ยังเป็นปริศนาของชาวโลก เพราะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ สู่โลกภายนอก แต่สิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามสื่อสารอย่างเป็นทางการออกมาคือ ระบุว่า พวกเขาสามารถป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าประเทศผ่านทางการฆ่าเชื้อโรคจำนวนมาก จากการตรวจสอบผู้คนมากกว่า 5,400 คน ยังไม่พบการติดเชื้อ แต่ข้อมูลนี้ก็ยังคงถูกตั้งของสงสัยจากแพทย์ในเกาหลีใต้โดยระบุว่าการปฏิเสธอย่างแข็งขันของเกาหลีเหนืออาจเป็นการหลอกลวงและซ่อนปัญหาการระบาดที่แท้จริง และยังแสดงความคิดเห็นด้วยว่า การขาดสารอาหารของชาวเกาหลีเหนือก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายเชื้อโรคระบาดออกไปได้ง่ายด้วยเช่นกัน
ในอดีต เกาหลีเหนือได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถกำจัดไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลกออกมาชมเชย ในปี 2561 ในการกำจัดการแพร่ระบาดของโรคหัดได้สำเร็จ ดังนั้นหากเชื้อโคโรนาไวรัส ที่มีผู้คนติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 166,000 คนทั่วโลก จะระบาดในเกาหลีเหนือ เป็นไปได้ว่าคิมอาจจะใช้วิธีการทางเผด็จการของเขาในการกำจัดการแพร่กระจายด้วย การแยกผู้คนที่ติดเชื้อออก และปิดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน โดยนานาชาติเห็นว่า เรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือความกังวลเรื่องเสรีภาพทางสังคม ไม่ได้ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการปัญหาของเกาหลีเหนือ พวกเขาสามารถทำได้อย่างแน่นอน จากประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยพิสูจน์มาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมากองทัพเกาหลีเหนือ ได้ยิงขีปนาวุธระยะสั้นในบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันออกอีก 2 ลูกต่อสัปดาห์ ทำให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต้องออกมาประณามการกระทำนี้ ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามจะแสดงเห็นว่าพวกเขายังคงอยู่กับความตั้งใจเดิมท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัส โดยเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อเรียกร้องของสหประชาชาติ ที่ให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ร่วมมือกันในการต่อสู้กับโรคระบาด เช่นเดียวกับ เกาหลีใต้ ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีนี้รวมถึง ประเด็นเกี่ยวกับการรายงานการติดเชื้อของเกาหลีเหนือเช่นกัน
บลูมเบิร์ก ระบุว่าต่อว่า ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือมักจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในเวลาที่ต้องการบ่อยครั้งนัก แต่ทุกครั้งที่ต่างประเทศให้ความช่วยเหลือ เกาหลีเหนือก็มักจะกำหนดกรอบบริจาค และสื่อสารกับประชาชนในประเทศว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้นเป็นสิ่งของบรรณาการที่ต่างประเทศให้กับผู้นำไม่ใช่เพื่อการกุศล
ล่าสุดรัสเซียส่งมอบชุดทดสอบไวรัสให้กับเปียงยาง ขณะที่สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนระหว่างประเทศเรียกร้องให้มีการยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อให้สามารถโอนเงินเข้าสำนักงานเกาหลีเหนือได้ และเกาหลีใต้ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเกาหลีเหนือเช่นกัน
ด้านองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหาความขัดแย้งได้ โดยวางแผนที่จะส่งอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองไปยังเกาหลีเหนือ แม้แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็เสนอให้ส่งความช่วยเหลือและทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อป้องกันวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกาหลีเหนือด้วย
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดในเกาหลีเหนือได้ทำการยกเว้นด้านมนุษยธรรมเพื่ออนุญาตให้มีอุปกรณ์การแพทย์ ให้กับเกาหลีเหนือ เพราะเห็นว่าหัวใจสำคัญในตอนนี้คือการอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เพื่อให้ประชากร “ได้รับการปกป้อง” จากเชื้อโรคร้ายนี้
สื่อยังวิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนืออาจเผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่คิมเข้ายึดอำนาจในช่วงปลายปี 2554 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า “มันยากที่จะจินตนาการว่าเกาหลีเหนือจะสามารถหลบกระสุน COVID-19 ได้” หลังจากที่เข้าไปประสานงานกับเกาหลีเหนือเพื่อเตรียมการให้การช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา
ขอขอบคุณภาพจาก : Reuter




วันที่ 1-3
วันที่ 4
วันที่ 5
วันที่ 6
วันที่ 7
วันที่ 8
วันที่ 9
ในระยะนี้จำเป็นต้องตรวจเลือดและเอกซเรย์ทรวงอกทันที
ขอบคุณที่มา จาก The ministry of public health (Singapore)
ช่างซ่อมรองเท้าวัย 61 ปีตัดสินใจบริจาคที่ดินมูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท จากเงินที่ทยอยสะสมซื้อมาทั้งชีวิตหวังใช้เป็นที่ทำไร่ทำนาในบั้นปลายชีวิตให้กับรัฐบาลท้องถิ่นเมืองปาจู เพื่อใช้สาธารณประโยชน์ในช่วงประเทศต้องเผชิญปัญหาโควิด19
ปัจจุบันประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 มากที่สุดรองจากจีน และอิตาลี แม้ว่าขณะนี่สถานการณ์จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังคงต้องดูแลประชาชนที่ติดเชื้อไวรัสนี้อย่างต่อเนื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ เศรษฐกิจของประชาชนที่ย่ำแย่ตามมาหลังเกิดวิกฤติโรคระบาดครั้งใหญ่นี้
แต่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เรามักมองเห็นความสวยงามในน้ำใจของผู้คนในทุกที่เสมอ ที่เกาหลีใต้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสื่อเกาหลีใต้รายงานว่านายคิมบยอง – ร็อก ช่างซ่อมรองเท้าวัย 61 ปี ตัดสินใจที่จะบริจาคที่ดินของเขาพื้นที่ราว 33,000 ตารางเมตรที่ใช้เงินสะสมมาทั้งชีวิตซื้อไว้หวังจะไปสร้างบ้านอยู่อาศัยในบั้นปลายของชีวิต ให้กับหน่วยงานท้องถิ่นเมือง พาจู จ.คยองกี นำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมชาติในขณะนี้


คิมบอกว่า เขาซื้อที่ดินบริเวณนี้มาเมื่อ 6 ปีก่อน โดยใช้เงินสะสมจากอาชีพซ่อมรองเท้าร่วมกับภรรยา โดยหวังว่าจะใช้มันเป็นสถานที่ที่อาศัยและทำไร่ไถนาร่วมกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีที่ไปอื่นๆ ในบั้นปลายของชีวิต ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาคิดไว้ตั้งแต่ต้นว่าที่ดินนี้นอกจากจะใช้เพื่อการอยู่อาศัยส่วนตัวแล้ว ก็ยังต้องการที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะนำไปทำอะไร จนกระทั่งเกิดวิกฤติโรคระบาด เขาจึงตัดสินใจที่จะบริจาคที่ดินนี้ให้กับรัฐบาลทันที เพราะถือว่าเป็นเวลาและโอกาสที่ที่ดินบริเวณนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
จากข้อมูลของเมืองพาจู ระบุว่าหากประเมินราคาที่ดินที่ครอบครัวของนายคิมบริจาค จะพบว่าอยู่ที่ราว 500 – 700 ล้านวอน หรือราว 13-18 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่จากเมืองพาจู ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากผลกระทบของโรคโควิด19 ซึ่งภายในเมืองพ#ไวรัสโคโรน่าาจู ก็เช่นกัน ซึ่งถือเป็นช่วงยากลำบาก และรัฐบาลท้องถิ่นของเมือง
“จริงๆ ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่ 2-3 คืน กว่าจะตกลงบริจาคที่ดินนี้ให้กับรัฐบาล แต่ผมคิดว่าอยากจะใช้พลังที่มีอยู่เล็กน้อยนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ เพราะผมเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจช่วงไอเอ็มเอฟมาแล้ว จึงเข้าใจถึงความยากลำบากนั้นดี เมื่อประเทศยากลำบาก ผมก็พร้อมที่จะอุทิศสิ่งที่มีเพื่อช่วยเหลือคนที่ยากลำบากกว่า” คิมระบุ
ด้านภรรยาของคิม บอกว่า ตอนที่สามารถมาบอกว่าจะบริจาคที่ดินเธอรู้สึกตกใจ และเจ็บปวดเหมือนกับว่าแขนถูกหนึ่งถูกตัดออกไป เพราะว่าครอบครัวของเธอก็ไม่ได้ร่ำรวย เป็นเพียงร้านซ่อมรองเท้า และยังมีลูกชายวัย 27 ปีที่พิการทางสมองและดาวน์ซินโดรมต้องเลี้ยงดู ขณะที่ลูกสาวคนโตวัย 34 ปี แยกบ้านออกไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเธอเคารพในการตัดสินใจของสามีที่จะใช้ที่ดินนี้เพื่อสาธารณประโยชน์
สำหรับนายคิมบยอง – ร็อก ปัจจุบันอายุ 61 ปี เขาซ่อมรองเท้าให้กับลูกค้ามาแล้วกว่า 5,000 คู่เป็นเวลา 21 ปี และยังส่งรองเท้าที่ซ่อมแล้วไปให้กับผู้ยากไร้ได้ใช้ด้วย นอกจากรองเท้าแล้วเขายังซ่อมแซมของใช้เก่าๆ เช่น ร่ม เพื่อส่งมอบให้กับผู้คนที่ยากลำบาก นอกจากนี้ยังไปเรียนตัดผมและเป็นอาสาสมัครไปตัดผมให้กับผู้สูงอายุในสถานพยาบาล 4-5 ครั้งต่อเดือน นอกจากนี้ยังร่วมเป็นอาสาสมัครรณรงค์เรื่องการช่วยเหลือสังคมอื่นๆ อีก มากมาย
“เรื่องการทำงานเพื่อสังคม เช่นการรณรงค์บริจาคเงินที่เหลือจากค่าทางด่วน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมแค่อยากทำให้ใครบางคนรู้สึกมีความสุขและขอบคุณสำหรับวันนี้ด้วยเงินเพียงไม่กี่พันวอนที่พวกเขาได้รับ ซึ่งคนบริจาคก็น่าจะมีความสุขไปด้วย”เขากล่าว
คิมยังบอกด้วยว่า เมื่อก่อนนี้ลูกๆ มักจะอายและสงสัยเมื่อเห็นพ่อไปทำงานอาสาสมัครจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะนอกจากอาชีพซ่อมรองเท้า แล้วเขายังออกไปทำกิจกรรมอาสาสมัครอื่นๆ ด้วยความรู้สึกดีที่ผู้คนมีความสุขจากการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของเขา แต่ปัจจุบันลูกๆ กลับภูมิใจที่จะเปิดเผยว่าพ่อของเขาทำงานอะไร และได้ช่วยเหลือผู้คน และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เขาจะได้มอบที่ดินนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าลูกๆ ก็จะภูมิใจในสิ่งที่เขาทำเช่นกัน
ขอขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก : https://news.joins.com/article/23728074
องค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ให้เป็น ระดับ “การระบาดใหญ่ระดับโลก”หรือ Global Pandemic เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังพบว่ามีการแพร่ระบาดไปในทุกทวีปทั่วโลก
สำหรับการแบ่งระดับการระบาดของประเทศไทย และ ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก มีรายละเอียดดังนี้


การแบ่งระดับการระบาดในประเทศไทย
หน่วยงานด้านสาธารณสุขแบ่งระยะของการระบาด ออกเป็น 3 itfy[ ด้วยกัน ซึ่งแต่ละเฟสจะบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป ดังนี้
ระยะที่ 1 ผู้ป่วยติดเชื้อที่พบล้วนเป็นผู้ป่วยนำเข้าจากต่างประเทศ และไม่พบการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ติดเชื้อล้วนเป็นชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศเสี่ยง
ระยะที่ 2 จะพบว่า เริ่มมีคนไทยติดเชื้อในประเทศจากนักท่องเที่ยวหรือคนไทยที่คาดว่าติดเชื้อจากการเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง เช่น กรณีผู้ติดเชื้อชาวไทยที่ทำอาชีพขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังไม่พบการติดต่อในกลุ่มคนในประเทศจากคนในประเทศด้วยกันที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง
ระยะที่ 3 การระบาดในระยะ 3 จะเป็นช่วงที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะพบว่ามีการติดเชื้อระหว่างคนในประเทศด้วยกัน ระหว่างผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศได้แพร่กระจายต่อชุมชนในลัทธิแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อในชุมชนต่างๆ เป็นวงกว้าง


การแบ่งระดับการระบาดขององค์การอนามัยโลก
แบ่งการระบาดของโรคระบาดทั่วไปคือ
ในวันที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ สิ่งหนึ่งที่แฝงตัวมากับอากาศร้อน คือ “โรค” ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีช่วงอากาศร้อน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมโรคที่มากับอากาศร้อน รวมถึงวิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อเตรียมตัวสู้โรคได้อย่างถูกต้องไม่ว่าคุณจะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม…
ก่อนอื่นคุณต้องรู้จักโรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง และอาการเบื้องต้นเป็นอย่างไร !!!


หากรู้สาเหตุของโรคที่เกิดขึ้น การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงก็ไม่ใช่เรื่องยาก การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอควรทำติดตัวให้เป็นนิสัย
วิธีการป้องกันโรคง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองในช่วงฤดูร้อน หรือไม่ว่าจะเป็นฤดูใดก็ทำตาม คือ


การดูแลตนเองให้มีสุขภาพดีถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ห่างไกลความเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับไวรัสโควิด-19 โรคติดต่ออันตรายที่สร้างความกังวลให้กับทุกคน และทุกประเทศทั่วโลก การที่คุณมีสุขภาพที่ดีเท่ากับมีเกราะป้องกันตนเองในระดับหนึ่งแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก liekr.com/post_153768.html