Cover_1-5.jpg

kinyupen_adminApril 25, 2020

ในวันที่เราต้องกักตัว อยู่บ้าน ลดเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด19 หลายร้านต้องปิดตัวชั่วคราว หรือใช้ช่องทางขายออนไลน์แทน รวมทั้งขนมโตเกียวหน้าโรงเรียนที่หายากแล้ว ยิ่งหายากเข้าไปอีก แต่คุณรู้ไหม ขนมโตเกียวทำง่ายกว่าที่คิด ใช้แค่กระทะกับส้อม ไม่ต้องร่อนแป้ง ไม่ต้องมีเครื่องปั่น ไม่ต้องใช้ตะกร้อมือ กักตัวอยู่บ้านแบบนี้มาทำเมนูโปรดแก้เซ็งกันดีกว่า

 

 

อุปกรณ์

วัตถุดิบทำแป้งแพนเค้ก

  1. แป้งเค้กอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง
  2. เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
  3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  4. เกลือ 1 หยิบมือ
  5. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  6. นมสด ครึ่งกล่อง (ประมาณ120 มล.)

วัตถุดิบทำไส้

  1. หมูสับ 100 กรัม
  2. เนย/น้ำมันพืช
  3. พริกไทย
  4. ผงปรุงรส
  5. ซอสหอยนางรม
  6. ซีอิ๊วขาว
  7. ซอสปรุงรส
  8. ไข่ไก่ 1 ฟอง

 

วิธีทำ

  1. เตรียมไส้หมูสับก่อน ด้วยการผัดหมูสับกับผงปรุงรส พริกไทย และซอสซีอิ๊วต่างๆ ตามชอบ ระวังเค็มเกินไป เพราะตอนวางบนแป้งต้องเหยาะแม้กกี้ด้วย ผัดไฟกลาง แล้วพักไว้
  2. ตีไข่ไก่พักไว้ สำหรับทาบนแป้ง (ใช้แทนไข่นกกระทา)
  3. มาถึงขั้นตอนทำแป้ง ผสมไข่ไก่ น้ำตาลทราย กับนมสดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมแป้งเค้ก เบกกิ้งโซดา และเกลือ ผสมให้เข้ากัน
  4. ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อน (ใช้กระทะเทปล่อน) ทาเนยบางๆ ถ้าใช้น้ำมันให้ใส่นิดเดียวและใช้ทิชชู่เกลี่ยให้ทั่ว
  5. หยอดแป้งโตเกียวเป็นวงรี เกลี่ยด้วยช้อนก็ได้
  6. เมื่อแป้งเริ่มสุก ทาไข่ไก่ที่ตีไว้แล้วให้ทั่วบนแป้ง
  7. เมื่อไข่เริ่มสุกก็ใส่ไส้หมูสับที่ทำไว้ลงไป เหยาะแม้กกี้โรยพริกไทยดำ แล้วม้วนขนม จัดเสิร์ฟได้เลย

 

 

เท่านี้ก็ได้ทานขนมโตเกียวร้อนๆ แล้ว ถ่ายรูปลงโซเชียลก็เก๋ไปอีก อยากกินก็ได้กินสมใจ ปลอดภัยจากมือเราเอง สามารถประยุกต์เป็นไส้หวาน ไส้กรอก ปูอัด หมูยอได้ตามใจชอบ

 

เกร็ดน่ารู้  : ที่มาของขนมโตเกียวที่ไม่มีที่โตเกียว!

ขนมโตเกียว ที่ชื่อเดียวกับเมืองหลวงของญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วมีจุดเริ่มต้นที่ “กรุงเทพ” เพราะขนมชนิดนี้ห้างไทยไดมารู ที่เป็นห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นตั้งอยู่บนถนนราชดำริ (ปัจจุบันคือ ห้างบิ๊กซี ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์) ได้นำ ขนมโดรายากิ  มาดัดแปลงแล้วตั้งชื่อว่าขนมโตเกียว เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นญี่ปุ่น โดยขายครั้งแรกในช่วงปี พศ. 2510

 

 


Cover_3.jpg

kinyupen_adminApril 24, 2020

ในช่วงที่ไม่ต้องเตร็ดเตร่เพราะ Work Form Home หรือในช่วงที่โรงเรียนเลื่อนเปิดเทอม มหาวิทยาลัยเรียนออนไลน์ เอาเวลามาหาความรู้ในโลกกว้างดีกว่าดูข่าวบันเทิง หรือจิตตกกับตัวเลขโควิด 19 ทั่วโลก

 

เพราะเวลาที่เหลือเป็นช่วงที่เราสามารถพัฒนาขจัดจุดอ่อนโดยเฉพาะตอนนี้ที่กสทช.ก็ให้ใช้ เน็ตฟรี 10 GB กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอเสนอเว็บไซต์ออนไลน์ที่เหล่าคนทำงาน นักศึกษา นักเรียนจะเข้าไปพอกพูนเพิ่มความรู้ได้เหมาะกับช่วงวัย หรือถ้ายากเกินไปก็ลดวัยไปฟื้นความรู้ รวมถึงบรรดาพ่อแม่ก็สามารถให้ลูกท่องเน็ตแบบได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเสียเงินเพราะเว็บเหล่านี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

เว็บไซต์แรกที่แนะนำคือ Khan Academy เพราะให้ความรู้เชิงวิชาการมีทั้งหลักสูตรในและนอกห้องเรียน อีกทั้งยังมีใบรับรองประเมินผลการเรียน เนื่องจากผู้ก่อตั้งเชื่อว่าในอนาคตเราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาค่อนชีวิตในการเรียนวิชาทั่วไปแต่เลือกสิ่งที่เหมาะและที่ใช่เพื่อฝึกในเชิงลึก

 

  • เหมาะกับ : อายุตั้งแต่ 2-18 ปี แต่ก็เหมาะกับผู้สนใจทั่วไปที่ต้องการเพิ่มความรู้รอบตัวเพราะมีหลักสูตรอาชีพและนอกห้องเรียนที่หลากหลาย อย่าง NASA, พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่, California Academy of Sciences
  • จุดเด่น : มีทั้งวิชาในและนอกห้องเรียนร่วมกับสถาบันต่างๆ และการติดตามประเมินผลครูผู้สอน และผู้ปกครอง
  • รูปแบบ : จำแนกรายวิชาให้เลือกลงทะเบียน ใช้สื่อวิดีโอที่มีคำบรรยาย มีตารางสรุปข้อมูล ทั้งยังมีห้องสนทนากรณีต้องการซักถามเพิ่มเติม ทั้งมีการศึกษานอกห้องเรียนที่ร่วมกับสถาบันต่างๆ
  • วิชา : คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ เศรษฐศาสตร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้นฯ

เว็บไซต์ https://www.khanacademy.org/

 

เว็บไซต์นอกห้องเรียนที่ขึ้นชื่อและเหมาะสำหรับทุกคนอีกเช่นเดียวกันคือ National Geographic โดยจะแยกออกเป็น 2 เว็บ คือ National Geographic for Kid กับ National Geographic Learning หากในส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการเรียนแต่ก็มีตัวอย่างให้ดูฟรี หรือทดลองใช้ โดยเว็บของ National Geograhphic จะมีความน่าสนใจเพราะเป็นแหล่งรวมเนื้อหาสาระของโลกกว้างในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีจุดเริ่มต้นจากการทำนิตยสารและรายการโทรทัศน์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2431

 

  • เหมาะกับ :เด็กวัยประถม หรือมัธยมต้น ที่สนใจและชอบเรื่องเกี่ยวกับสัตว์และธรรมชาติ ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่ที่สนใจพัฒนาภาษาอังกฤษควรเลือกเข้า National Geographic Learning ซึ่งจะมีให้เลือกทั้งภาษาอังกฤษทั่วไปและเพื่อธุรกิจ
  • จุดเด่น : ทุกวิชาคือเรื่องราวที่เสมือนเปิดโลกกว้างสำหรับผู้เรียนไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด หรือเรียนวิชาใด เช่นการนำ Tedtalk มาสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่เพียงได้ทักษะ แต่ยังได้ความคิด หรือการสอนให้เด็กรู้จักธรรมชาติจากสถานที่จริงอย่างต้นไม้รูปทรงแปลกในสวนสัตว์ทำให้ทุกคลาสไม่จำเจ และสนุก
  • รูปแบบ : มีวิดีโอ เนื้อหาบทความ และเกม ให้ทดสอบ หากในส่วนของ Learning จะเป็นวิดีโอการสอนแบบสด ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม หรือให้ศึกษาด้วยตนเองโดยมีการบ้านและแบบทดสอบ ติดตามความก้าวหน้า
  • วิชา : ธรรมชาติ. วิทยาศาสตร์ อวกาศ ประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะและดนตรี การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นต้น

 

เว็บไซต์
https://kids.nationalgeographic.com/
https://ngl.cengage.com/

 

BBC Learning English ส่วนหนึ่งของ British Broadcasting Corporation World Service ที่ก่อตั้งมาเกือบ 100 ปี โดยBBC Learning English ได้เปิดสอนภาษาอังกฤษแก่ผู้ชมทั่วโลกตั้งแต่ปีพ.ศ.2488 ซึ่งเว็บนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเรียนและพัฒนาภาษาอังกฤษ ชนิดที่เรียกว่า ดีงามไม่ต้องไปเข้าคลาสเสียเงิน เนื่องจากในเว็บจะมีให้เลือกที่เหมาะกับระดับความรู้ของแต่ละบุคคล ถ้าเทียบแบบระบบการเรียนของไทยก็มีตั้งแต่ประถมต้นถึง มัธยมปลาย (Lower Intermediate – Upper Intermediate) และขั้นสูงเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัย (Toward Advance)

 

  • จุดเด่น : เหมาะสำหรับผู้สนใจพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเอง โดยมีสื่อการเรียนที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ระดับจนถึงคนทำงาน
  • เหมาะกับ : เด็กประถมปลาย ถึงมหาวิทยาลัย และผู้ที่ต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศหรือเพิ่มศักยภาพด้านภาษาอังกฤษ
  • รูปแบบ : วิดีโอ เพลง บทความจากข่าว เหตุการณ์ปัจจุบัน แบบทดสอบเสริมทักษะทั้งฟัง พูด อ่านและเขียนโดยเฉพาะการสอนหลักไวยากรณ์
  • วิชา : ภาษาอังกฤษที่ครบทุกทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน และการออกเสียงที่ตรงกับเจ้าของภาษา

 

เว็บไซต์ https://www.bbc.co.uk/learningenglish

 

 

 

 

 

 


4-changing-behaviors-covid19-cover-1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

“เมื่อไหร่โควิดจะจบสักที ต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานเท่าใด” คงเป็นคำถามคาใจของหลายท่าน หลังเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 มาแล้วเกือบสองเดือน แต่วันนี้ก็ยังคงไม่มีใครที่จะสามารถตอบได้ว่าจุดสิ้นสุด หรือ จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต เชื่อว่าวิถีชีวิตจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลายพฤติกรรมอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

1.ตื่นตัว ใส่ใจ “สุขอนามัยพื้นฐาน”

เดิมเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน อาทิ การปิดปากเมื่อไอจาม การรักษาความสะอาดร่างกาย รวมถึงการห้ามล้วงแคะ แกะ เกา ขยี้ตา หยิบจับสิ่งของ หรือ อาหารต่างๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด การทานอาหารปรุงสุกสะอาด ล้วนมีอยู่ในตำราเรียนอยู่แล้ว แต่หลายคนมักมองข้าม ไม่ตระหนักจริงจัง มักมีวลีที่ติดปากว่า “เชื้อโรคเกาะไม่ทัน”

แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ ผู้คนระมัดระวังในการดำเนินกิจวัตรประจำวันมากขึ้น อาทิ ล้างมือก่อนและหลัง ทานอาหาร ขึ้นลงรถโดยสาร เข้าห้องน้ำ ตลอดจนการหยิบจับสิ่งของ ธนบัตร  ตลอดจนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับโลหะ ราวบันได ที่จับบนรถสาธารณะและปุ่มลิฟท์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงปิดป้องเมื่อไอจามในที่สาธารณะกันมากขึ้น

 

2. “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” ของคู่กายต่อจากสมาร์ทโฟน

ก่อนหน้านี้ สมาร์ทโฟน เปรียบได้ดั่งอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ แต่จากนี้ไป “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” จะเข้ามามีบทบาทและกลายมาเป็นของที่ต้องมีของทุกคนไม่แพ้กัน

เพราะปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญการสวมใส่หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ข้างนอกและในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านตลอด รวมถึงหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอล์ ในแทบทุกการสัมผัส ซึ่งเมื่อก่อนการทำสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่าแปลก แต่จากนี้ไปความเชื่อดังกล่าวได้ถูกทลายไปหมดเรียบร้อยแล้ว และ “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพกติดตัวไปตลอดทุกที่

 

3.รู้จำ ย้ำคิด ใช้ชีวิต “Social Distancing”

Social Distancing เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบตัว ด้วยการสร้างระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยสาธารณสุขเชื่อว่าหากผู้คน 80% ในสังคมให้ร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเปลี่ยนชะงักเส้นทางการแพร่เชื้อลดลงไปได้ ข้อดีของ Social Distancing ก็คือ ช่วยลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ จากตัวเราไปให้ผู้อื่น และ ลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เราอีกทางเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันสังคมตอบรับและให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

 

ดังจะเห็นได้จากการประชุม งานบุญ งานศพที่มีการจัดเก้าอี้ หรือ สถานที่ที่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ไม่เว้นแม้แต่รถเมล์ รถโดยสารที่มีการกำหนดเว้นพื้นที่นั่ง ที่ยืนเพื่อลดการเบียดเสียด หรือ การกำหนดจุดรอคิวในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ขณะที่การทานอาหาร หรือ สังสรรค์ร่วมกับเพื่อน หรือ ครอบครัว ก็มีการเว้นพื้นที่มากขึ้น รวมถึงแยกอุปกรณ์จาน ชาม แก้วน้ำส่วนตัวชัดเจน และหลายบริษัทก็เปิดทางเลือกในการ work From Home เพื่อเว้นระยะห่างกันมากขึ้น

 

ล่าสุดการทำบุญช่วงสงกรานต์ก็รณรงค์ในเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด โดย การทำแม้แรกจะค่อนข้างขัดกับพฤติกรรมคนไทย แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งผู้คนเริ่มคุ้นชิน และเห็นผลดีด้านสุขอนามัยและระเบียบวินัยชัดมากขึ้น และแม้ในอนาคตโรคระบาดจะคลี่คลายไป แต่การที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับมาตรการสาธารณสุขที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดเช่น ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การรักษาความสะอาด การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องคำนึงถึงระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทำให้เชื่อได้ว่าวิถีชีวิตเช่นนี้ยังจะอยู่คู่กับเราต่อไปอีกนาน

 

4.“วางแผนชีวิต” ต้องคิดใหม่

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เหล่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เพราะหลายคนตกงานไม่ทันตั้งตัว หลายคนถูกพักงานลดเงินเดือน รวมถึงศิลปิน ฟรีแลนซ์ แม้กระทั่ง Influencer online และ Youtuber ที่เคยบูมมากก็ถูก Cancel งานยาวแบบไม่มีกำหนด

 

คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าไวรัสตัวเล็กๆ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ปากท้องคนทั้งประเทศมากขนาดนี้ โดยกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักฟันธงกันแล้วว่าครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 มาก ขณะที่ ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้าง ประเมินตัวเลขคนตกงาน ว่าอาจสูงถึง 6.5 ล้านคน

 

บทเรียนครั้งนี้ คาดจะส่งผลให้หลายคนที่มีไลฟ์สไตล์ใช้เงินซื้อความสุขความสบาย เช็คอินกิน ดื่ม เที่ยว ช็อปปิ้งแบบไม่ยั้ง อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยแบบสิ้นเชิง  โดยจะหันกลับมาใส่ใจ “ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เน้นการประหยัดอดออม” มากขึ้น ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นลง การผ่อนสินค้า การสร้างหนี้ระยะยาวที่ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จะถูกคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ยังคงมีงานทำอยู่เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเสี่ยงถูกหางเลขจากวิกฤตเมื่อใด

 

“การออมเงินเพื่ออนาคตกลายเป็นสิ่งจำเป็น” อย่างน้อยๆ ถ้ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน การระบาดยืดเยื้อ เศรษฐกิจทรุดหนักเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็ยังพอมีสำรอง ส่วนผู้ที่เคยพึ่งพาอยู่กับระบบธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ก็จะกลับมาสำรวจหันมาพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น “เริ่มมองหาอาชีพสำรอง หรือ สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม” เพราะอย่างน้อยก็ยังทำให้ชีวิตมีแพลน A แพลน B อาจเริ่มจากการนำงานอดิเรก หรือ สิ่งที่ถนัดเข้ามาประยุกต์

 

ขณะเดียวกัน หลายครอบครัวที่เคยตั้งความหวังว่าเข้ามาขายแรงงานแสวงหาโอกาสสร้างตัวในเมืองใหญ่ จากวิกฤตนี้ก็อาจทำให้ต้องหันกลับมามองหาทรัพยากร มองความเป็นอยู่ที่พอเพียงในบ้านเกิดกันมากขึ้นเช่นกัน

 

นับจากนี้ ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่จากนี้วิถีชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

ปัจจุบันนานาประเทศทุ่มเทให้ความสำคัญกับการพัฒนาคิดค้นวิธีกำราบไวรัสโควิด-19 อย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะฟากยุโรปและอเมริกาที่ถูกคุกคามหนักขึ้น และยังไม่มีใครทราบได้ว่าวิกฤตนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมความคืบหน้าในการหาทางออกของทั่วโลกมาฝากกัน ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไปว่าวิธีใดที่เป็นฮีโร่พามนุษยชาติฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ในท้ายที่สุด

 

วัคซีนจิ๊กซอว์สำคัญ

“แนวโน้มเริ่มดี แต่ยังต้องรอเวลา”

วัคซีน คือ จิ๊กซอว์สำคัญที่เชื่อว่าจะกำราบไวรัสโควิด-19 ได้อยู่หมัดที่สุด ซึ่งหลายชาติไม่ว่า จีน สหรัฐฯ อิสราเอล ออสเตรเลีย อังกฤษ ล้วนอยู่ระหว่างเร่งพัฒนา อย่างไรก็ตามแม้นักวิจัยสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จแต่คาดการณ์กันว่าคงต้องรอถึงกลางปี 2564 ถึงนำมาใช้ได้จริง สอดคล้องกับความเห็นของศาสตราจารย์แอนเนลีส ไวล์เดอร์-สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนและอนามัยในกรุงลอนดอน ประเมินว่าวัคซีนไม่น่าพร้อมใช้งานก่อน 18 เดือนจากนี้ โดยเป็นสมมติฐานที่ตั้งบนโจทย์ว่าระหว่างการพัฒนาต้องไม่เกิดความผิดพลาดใดเกิดขึ้นเลย

 

ทั้งนี้หากวัคซีนโควิด-19 สามารถนำมาใช้ได้จริงภายในปีหน้า นี่จะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการพัฒนาวัคซีนที่เร็วสุดเท่าที่มนุษยชาติเคยทำมาจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานถึง 10-15 ปี หรือ แม้แต่กระบวนการพัฒนาแบบ fast track ก็ยังต้องใช้เวลา 5-10 ปีเลยทีเดียว

 

เหตุผลสำคัญที่การพัฒนาวัคซีนต้องใช้ระยะเวลานาน นั่นเป็นเพราะการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิก (Clinical trials) ที่เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนขออนุมัติการใช้ยา ซึ่งกินเวลานานหลายเดือน หรือ วัคซีนบางชนิดใช้เวลานานถึงสิบปี โดยจะแบ่งเป็น 3 เฟส ประกอบด้วย

  • Phase 1 เริ่มจากทดลองในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนไม่กี่สิบคน เพื่อทดสอบประสิทธิผลวัคซีน
  • Phase 2 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายร้อยคน โดยมักใช้สถานที่ที่กำลังระบาดในการทดลองเพื่อวัดประสิทธิภาพวัคซีน
  • Phase 3 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายพันคน

 

นอกจากนี้ในกระบวนการทดลองยังมีโอกาสเกิดความผิดพลาด ผลข้างเคียงที่อาจส่งผลให้เกิดความล้มเหลว รวมถึงนักวิจัยต้องกำจัดความเสี่ยงของวัคซีนที่อาจไปทำให้เชื้อเพิ่มความรุนแรงให้หมดไปด้วย ดังนั้นการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถข้ามหรือรีบร้อนได้

 

ล่าสุดโลกเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563 ศาสตราจารย์ซาร่า กิลเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ทีมงานกำลังวิจัยอยู่คาดสามารถนำมาใช้ได้จริงภายในกันยายน 2563 นี้

 

ขณะที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563 ว่าขณะนี้มีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้วถึง 70 รายการทั่วโลก โดยมีการทดลองในมนุษย์แล้ว 3 รายการ ได้แก่

  1. วัคซีนจากบริษัท CanSino Biologics ของฮ่องกงซึ่งพัฒนาร่วมกับสถาบันโอเทคโนโลยีแห่งปักกิ่ง
  2. วัคซีนจากบริษัท Moderna ของสหรัฐฯ
  3. วัคซีนของบริษัท Inovio Pharmaceuticals ของสหรัฐฯ

โดยวัคซีนที่มาไกลที่สุดคือวัคซีนทดลองของ CanSino Biologics ซึ่งอยู่ในเฟสสอง

 

นี่ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ที่เราคงต้องรอจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป และโจทย์ใหญ่ที่จะตามมาคือ “ปริมาณการผลิตวัคซีน” ว่าจะทำอย่างไรให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ของทั่วโลกที่มีจำนวนมากในเวลาสั้นที่สุด รวมถึง “การแบ่งสรรปันส่วนวัคซีน” ที่ประชากรโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ดังเคยมีตัวอย่างมาแล้วในช่วงไข้หวัดนก H1N1 ระบาดเมื่อปี 2552 โดยวัคซีนถูกประเทศร่ำรวยกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศยากจนแทบเข้าไม่ถึง หรือ กว่าจะเข้าถึงก็ล่าช้ามาก

 

กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่  (Herd immunity)

“แนวคิดดี แต่ยากเชิงปฏิบัติ”

Herd immunity หรือ Community Immunity หมายถึง สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรมีภูมิคุ้มกันจำนวนมากพอ (ทั้งจากที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือ ได้รับวัคซีนป้องกันโรค) จนเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายผ่านไปยังคนอื่นๆ ต่อได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า Herd immunity คือ ผลทางอ้อมของการป้องกันโรคจากวัคซีนที่ช่วยปกป้องคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ด้วยกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันมากพอที่เรียกกันว่า “ภูมิคุ้มกันหมู่” ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการให้วัคซีนกับประชากรทั่วโลกเป็นต้นมา

 

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ เซอร์แพทริก วัลแลนซ์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษ เสนอแก่รัฐบาลในการรับมือโควิด-19 ช่วงแรก หัวใจสำคัญ คือ ยืดเวลาอัตราการระบาดออกไปให้นานที่สุด โดยปล่อยให้ประชากรประมาณ 60% ของประเทศติดเชื้อเสียก่อน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในกลุ่มคนที่หายป่วยแล้ว ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะช่วยป้องกันกลุ่มคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากไวรัสได้โดยอัตโนมัติ และอาจจะหยุดการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้จะช่วยป้องกันการระบาดซ้ำของโรคในภายหลังด้วย

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ก็ถูกคัดค้าน เพราะมองว่าเสี่ยงเกินไปในสถานการณ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันอาจทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงแพทย์พยาบาลที่มีอยู่ในระบบไม่เพียงพอ และคาดกันว่าคงไม่มีประเทศใดในโลกสามารถรองรับได้ ดังนั้นเราจึงเห็นหลายประเทศใช้วิธี “ยืดเวลา” เพื่อรอความหวังนั่นคือ

1. รอวัคซีนที่มากระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

2. หวัง (เล็กๆ) ให้ไวรัสกลายพันธุ์ง่ายต่อการควบคุมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ท้ายสุดแล้ว กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ก็ออกมาแถลงว่าวิธีนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการแต่อย่างใด เป็นเพียงผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อสิ้นสุดการระบาดเท่านั้น และน่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาดนั่นเอง

 

อย่างไรก็ตามระหว่างที่โลกยังรอความหวังอยู่นั้น การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ที่หลายประเทศรวมถึงไทยนำมาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อชะลอไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มสูงจนเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขประเทศจะรับมือได้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทุกคนจะช่วยกันได้ในขณะนี้ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

 

ที่มาแหล่งข้อมูล

  • bloomberg
  • Hfocus
  • Blockdit หมอเม๊ามอย
  • BEATING COVID-19 เอาชนะโรคร้ายด้วยความเข้าใจโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

 

 


Cover_4.jpg

zebertoothApril 12, 2020

เมื่อสงกรานต์นี้ต้องเจอวิกฤติโควิด-19 ทำให้จำเป็นต้อง #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ควรทำอย่างไรถ้าคิดถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงแต่ไม่สามารถไปหากันได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอรวบรวมแอปพลิเคชัน และเทคนิคเด็ดๆ ช่วยลดช่องว่างระหว่างเรากับคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง ให้หายคิดถึงมาฝากกัน

 

1.Line Group call/VDO call

แอพฯ ยอดนิยมของคนไทย ที่ใช้กันแทบทุกคน ไม่เพียงแค่ส่งรูป ส่งข้อความและโทรฟรีเท่านั้น แต่ยังเปิดกล้องโทรคุยพร้อมกันสูงสุดได้ถึง 200 คน ซึ่งปัจจุบันแต่ละครอบครัวก็มักมีการสร้าง Line Group ไว้แล้ว จึงน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหมาะกับการรวมญาติ

วิธีโทรกลุ่มง่ายนิดเดียว เพียงกดไอคอนโทรศัพท์บริเวณมุมขวาบนของหน้าจอไลน์กลุ่มที่ต้องการคุย และแตะรูปไอคอนโทรศัพท์ เลือกได้ทั้งโทร และวิดีโอคอล ซึ่งเป็นการโทรคุยด้วยเสียงพร้อมกันทางอินเทอร์เน็ต ยิ่งใช้ Wifi ก็ยิ่งประหยัดค่าโทรไปอีก

 

2.Messenger

Facebook เพิ่มฟีเจอร์วิดีโอคอลแบบกลุ่มให้กับ Facebook Messenger รองรับพร้อมกันสูงสุดถึง 50 คน โดยเริ่มวิดีโอคอลด้วยการแตะปุ่มวิดีโอมุมบนขวาในหน้าแชทกลุ่ม

วิดีโอคอลแบบกลุ่มของ Facebook Messenger นั้น ถ้ามีผู้ใช้พร้อมกันไม่เกิน 4 คน จะแสดงวิดีโอเต็มหน้าจอ แต่ถ้า 5-6 คนขึ้นไปจะแสดงวิดีโอจากผู้ใช้ 1 คนเป็นขนาดใหญ่ ที่เหลือจะเป็น gallery ด้านล่าง แต่ถ้าเกิดว่าผู้ใช้ที่กลุ่มใหญ่กว่านั้น จะแสดงวิดีโอจาก 6 คนแรกเท่านั้น (ที่เหลือจะฟังได้พูดได้ แต่ไม่แสดงวิดีโอ)

 

3.Skype

รองรับการพูดคุยพร้อมกันสูงสุด 50 คน เช่นเดียวกับ Facebook Messenger เหมาะสำหรับคุยข้ามประเทศ ด้วยการโทรต่างประเทศสุดประหยัด โทรคุยสนทนาแบบเห็นหน้ากับเพื่อนใน facebook ของคุณ ผ่าน skype ได้ด้วย รวมถึงสามารถค้นหาข้อมูลจากบริการอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับ skype อยู่ได้แล้วส่งเข้าไปในแชทได้ในทันที สะดวก ไม่ต้องเพิ่มเพื่อนให้ยุ่งยาก

 

4.Discord

แพล็ตฟอร์มที่ขึ้นชื่อเรื่องการพูดคุยกันระหว่างเกมเมอร์แบบครบวงจร แต่สามารถประยุกต์ใช้ทำกิจกรรมออนไลน์ได้มากมายเป็นหมู่คณะ นอกเหนือการเป็นแชท และโทรฟรีแล้ว Discord ยังสามารถวิดีโอคอล แชร์หน้าจอ และสตรีมได้ด้วย

สำหรับใครที่เล่นเกมกับพี่น้อง แต่อยากพูดคุยไปด้วยเสมือนนั่งข้างๆ ก็เล่นเกมพร้อมกับ Group call ได้ไม่มีสะดุด หรือ ใครที่อยากดูหนังพร้อมคนในครอบครัวเสมือนอยู่บ้านจริงๆ ก็สามารถประยุกต์ใช้ฟีเจอร์สตรีมไว้ดูหนังออนไลน์พร้อมกันได้อีกด้วย ภาพ เสียง มาครบ รับรู้อารมณ์ผู้ชมได้ทันที

 

แนะนำ

วิธีร่วมกิจกรรมสนุกผ่านออนไลน์

 

1.WeSing แข่งร้องคาราโอเกะ

สงกรานต์นี้ต้องสร้างความสนุก ชวนพ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอา มาร้องคาราโอเกะด้วยกัน เพลงเยอะ เลือกได้หมดไม่ว่าจะร้องเดี่ยว ร้องคู่ ร้องเป็นหมู่คณะ สร้างบรรยากาศที่ดีต่อครอบครัว บ้านไหนรักเสียงเพลงต้องลอง

 

2.เล่นเกมออนไลน์ด้วยกัน

การเล่นเกมด้วยกันเป็นการเชื่อมสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง ช่วยลดช่องว่างระหว่างกันและกัน ยิ่งเล่นด้วยกันมากๆ จะยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น ไปสู่การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดหรือการให้คำปรึกษากันได้ง่ายเวลามีปัญหากัน

 

3.ล้ำยิ่งกว่า ด้วยการไหว้บรรพบุรุษผ่านสมาร์ททีวี

ไหว้บรรพบุรุษผ่านสมาร์ททีวี
ขอบคุณภาพจาก Twitter @Gap_sk125

 

 

ในยุคที่มีเทคโนโลยีให้เลือกหลากหลาย ถึงคราวจำเป็นก็ต้องหยิบเอาสิ่งที่เอื้อประโยชน์กับเรามากที่สุดมาใช้ ทั้งเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยลดอุปสรรคจากข้อจำกัดในช่วงวิกฤตินี้ได้มาก ต่อให้ตัวไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน แต่สำคัญที่สุดคือการใช้เวลาร่วมกันนั้นคือความทรงจำที่มีค่าสำหรับทุกคนในครอบครัว


_Cover_1.jpg

zebertoothApril 11, 2020

เมื่อพูดถึงวันสงกรานต์สิ่งแรกที่คนมักนึกถึง คือ วันหยุดยาว เล่นสาดน้ำคลายร้อน กิจกรรมรื่นเริงต่างๆ แต่ช่วงนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เพราะคนไทยต้องปรับมาใช้ชีวิต Social Distancing หรือ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” ควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งรัฐบาลก็ได้ออกประกาศเคอร์ฟิว และยกเลิกวันหยุดในวันที่ 13-15 เมษายน 2563 เรียบร้อยแล้ว

 

ดังนั้นช่วงนี้ที่ทุกคนจำเป็นต้องอยู่กับบ้าน งดเดินทาง มีกิจกรรมอะไรบ้างที่พอจะทำแก้เหงาในช่วงสงกรานต์ติดโควิด-19 เช่นนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมานำเสนอกัน

 

1. ทำบุญตักบาตร

การเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยการทำบุญตักบาตรถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เสริมสิริมงคล แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้แทบทุกวัดงดจัดกิจกรรมทั้งสรงน้ำพระสงฆ์ ขนทรายเข้าวัด รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อลดการรวมตัวของผู้คนหมู่มาก แต่บางวัดยังพอเปิดให้ทำบุญใส่บาตร หรือ ถวายสังฆทานตามปกติ แต่ขณะทำบุญก็อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย ใส่ผ้าปิดปาก หมั่นล้างมือ และยึดกฎ Social Distancing หรือ การอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตรให้มั่นล่ะ

 

2. สรงน้ำพระพุทธรูปในบ้าน

สรงน้ำพระ คือ การทำความสะอาดพระพุทธรูป หิ้งพระ รูปภาพและสิ่งของต่างๆ รวมไปถึงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชา หรือ หิ้งพระ ให้สะอาด เสริมสิริมงคล เป็นกิจกรรมที่ควรทำร่วมกันของคนครอบครัว อุปกรณ์สรงน้ำพระ อาทิ ผ้าหรือฟองน้ำสะอาด โต๊ะที่จะวางพระพุทธรูปชั่วคราว ถังใส่น้ำสำหรับเช็ดทำความสะอาดทั่วไป เครื่องหอมต่างๆ น้ำอบ พวงมาลัย และขันใส่น้ำสำหรับสรงน้ำพระ แต่ทุกคนในบ้านต้องยึดกฎ Social Distancing ให้มั่นเหมือนกันด้วยนะ

 

ขั้นตอนสรงน้ำพระ

  • อัญเชิญพระพุทธรูปภายในบ้านทั้งหมดมาทำความสะอาด ด้วยการขอขมา คือ ตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วย
    “ระตะนัตตะเย ปะมาเทนะ ทะวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต”
    “กายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 ที่ข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งในพระรัตนตรัย ด้วยความตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ขอพระรัตนตรัยได้โปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
  • ทำความสะอาด ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ ต้องทำอย่างระมัดระวัง
  • สรงน้ำพระ เริ่มขั้นตอนด้วยการอัญเชิญพระพุทธรูปที่ทำความสะอาดแล้วไปวางไว้ที่ถาดรองบนโต๊ะชั่วคราว จากนั้นให้ปรุงเครื่องหอม ดอกไม้ น้ำอบกับน้ำสะอาด เพื่อใช้สำหรับสรงน้ำพระ โดยให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วท่องว่า
    “อิมินา สิญฺจะเนเนวะ โรโค โสโก อุปัททะโว นิพพันตุ สัพพะโส เอเต สุขี โหนตุ นิรันตะรัง”
    “เดชะ ข้าสรงน้ำ พระชุ่มฉ่ำตลอดกาล ทุกข์โศกโรคภัยพาล อันตรธาน เป็นสุข เทอญ” ก่อนจะอธิษฐานขอพรต่างๆ หลังจากที่สรงน้ำพระพุทธรูปแล้วเสร็จก็อัญเชิญกลับเข้าหิ้ง หรือ โต๊ะหมู่บูชา

ข้อมูลอ้างอิงจาก https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1541715

 

3. รดน้ำดำหัวออนไลน์

วันสงกรานต์เป็นโอกาสที่ดีในการรวมญาติ หลายครอบครัวที่แยกย้ายกันไปทำงานจะกลับมาพบปะกันอีกครั้ง บ้านที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ หลังจากสรงน้ำพระพุทธรูปเสร็จแล้ว ก็จะมารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในบ้าน ปู่ย่า ตายาย แสดงความเคารพและขอพร

แต่ปีนี้เมื่อสถานการณ์ไม่เหมือนเดิม หลายคนไม่สามารถเดินทางข้ามพื้นที่กลับมาบ้านได้ ดังนั้นอาจปรับโหมดความคิดถึงห่วงใยญาติผู้ใหญ่จากวิธีรดน้ำดำหัวแบบเดิม มาเป็นวิธีโทรหา หรือ VDO Call เพื่อขอพร ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ แค่นั้นก็สามารถส่งต่อความสุขความห่วงใยแบบตัวห่างไกล แต่ใจไม่ห่างกันได้แล้ว

 

4. ไลฟ์ปาร์ตี้ออนไลน์

เมื่อต้องใช้ชีวิตแบบ Social Distancing ไหนจะมีประกาศเคอร์ฟิว รวมถึงการประกาศงดกิจกรรมสงกรานต์ทั่วประเทศแต่ใช่ว่าความสนุกสนานของเทศกาลจะหายไป เพราะแม้การนั่งสังสรรค์ร่วมกันเป็นไปได้ยาก แต่เทคโนโลยีก็ช่วยให้คุณสร้างความสนุกร่วมกันได้ง่ายขึ้นผ่านทาง Line กลุ่มของครอบครัว กลุ่มเพื่อน นัดกินดื่ม พูดคุย สังสรรค์เฮฮาแบบสดๆ VDO Call ก็ได้

ถ้าใครเหงามากหน่วยก็ Live ผ่าน Facebook กันไปเลย หรือ เลือกเข้าไป Join กับ Live Concert Live Party ของศิลปิน ดีเจ สถานบันเทิงต่างๆ ที่เริ่มเห็นกันมากขึ้นก็สนุกไม่แพ้กัน  (อ่านประกอบ : อยู่บ้านก็เที่ยวผับได้เพราะมีเทคโนโลยี…สนุกแบบไม่เสี่ยงติดโควิด 19)

 

เทศกาลสงกรานต์เป็นประเพณีที่ดีงามของคนไทย เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แม้ในยามวิกฤติโรคระบาดก็ตาม การรักษาขนบธรรมเนียมยังทำได้เช่นเดิม แค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามสถานการณ์เท่านั้นเอง ซึ่งเราเชื่อว่าบางกิจกรรมญาติผู้ใหญ่ของทุกท่านก็พร้อมที่จะเปิดรับและสนุกไปกับเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้ด้วยเช่นกัน สวัสดีวันสงกรานต์… เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


google-art-culture_Cover_3.jpg

zebertoothApril 10, 2020

เพราะแผนเดินทางเที่ยวเปิดโลก เปิดประสบการณ์ช่วงหยุดสงกรานต์สลายไปกับโควิด 19 กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงหาทางออกเยียวยาความรู้สึกด้วยการชวนท่องโลกผ่าน Google Arts& Culture ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ สถานที่ทางประวัติศาสตร์และศาสนา พิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก รวมถึงหอศิลปะให้เลือกตามความชอบและสนใจ

 

การเข้าชมผ่านแพลทฟอร์มของ Google Arts& Culture นี้เหมาะสำหรับผู้สนใจเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยสามารถเลือกกลุ่มที่สนใจ เช่นสัญลักษณ์ของเมืองสำคัญอย่าง หอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส สนามกีฬาโคลอสเซียม ประเทศอิตาลี กลุ่มประวัติศาสตร์ พระราชวังที่สำคัญในยุโรป พระราชวังทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศาสนา เช่นพุทธคยา พุทธสถานที่สำคัญ ประเทศอินเดีย หรือสถาปัตยกรรมบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย วิธีการเข้าชมในส่วนนี้ให้เลือกไปที่ Street view ทั้งนี้อาจใช้การค้นหา ซึ่งสามารถระบุสถานที่ได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษตามความถนัด

 

 

Google Arts& Culture จะมีทั้งภาพและเสียงให้เลือก โดยสิ่งที่เป็นไฮไลท์คือ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์และแกลลอรีชั้นนำของโลกอย่าง The MET, บริติช มิวเซียม, พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ , MoMA, Uffizi Galler, อะโครโปลิส แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์อย่าง พิพิธภัณฑ์แวนโกะห์, Rijksmuseum, Georgia O’Keeffe Museum กระทั่ง ถ้ำ Chauvet Cave ที่มีภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 36,000 ปี

 

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์มี 4 หัวข้อให้เลือกชม คือ 1 นิทรรศการ 2 ประเภทคอลเลคชั่น 3 ชิ้นผลงานที่จัดแสดง และ 4 ชมสถานที่ ซึ่งเป็นฟังก์ชัน Virtual tour ที่จะให้ความรู้สึกราวกับเดินชมพิพิธภัณฑ์ (การเลือกส่วนนี้ควรมีแอปพลิเคชันVirtual ในมือถือ หรือโน๊ตบุ๊ค) ซึ่งในบางสถานที่จะมีไกด์บรรยาย

 

พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน อย่างถ้าเป็น The MET สายแฟชั่นต้องไม่พลาดนิทรรศการแบรนด์แฟชั่นที่จัดแสดงชุดที่เป็นจุดเด่น ไม่ว่าจะเป็น Coco Chanel, Christian Dior หรือ Comme des Garcons

 

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจในอีกหลายประเทศให้เลือกชมอย่างพิพิธภัณฑ์ The Munch ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีภาพเขียนของ Edvard Munch ศิลปินชาวนอร์เวย์ ที่มีผลงานลือชื่อคือ ภาพสีน้ำมัน The Scream

 

แต่เพื่อให้ชีวิตเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น Google Arts& Culture ก็มีตัวช่วยสำหรับการเข้าชมตามความสนใจ เช่น10 พิพิธภัณฑ์ที่โดดเด่นของโลก หรือ 10 สถานที่บนถนนในกรุงลอนดอน และมีการแยกหมวด สารคดีด้านงานศิลปวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ อย่างการทำผ้าส่าหรี การตัดเย็บและสวมกิโมโน หมวดแฟชั่น หมวดกีฬา หรือหมวดการแสดงให้เลือกตามความสนใจ

 

นอกจากนี้ Google Arts & Culture ก็มีกิจกรรมให้เลือกเล่น เช่นเกม quiz เพื่อดึงดูดเข้าสู่สาระ หรือ กิจกรรม Guess Who This Is ที่นำรายละเอียดบางส่วนของภาพจิตรกรรมมาให้ทายว่าเป็นของจิตรกรท่านใดฯ

 

รู้อย่างนี้แล้ว จะมัวนั่งเซ็งทำไม หาความรู้ สนุกกับการท่องโลก ชิมลางก่อนโลกเปิด


WFH_โอกาสทองลดอ้วน_Cover_1.jpg

zebertoothApril 8, 2020

เพราะงานวิจัยระบุว่าลดน้ำหนักได้ผลมากสุดคือต้องปรับวิธีกิน การกินส่งผลต่อน้ำหนัก 70-80% ขณะที่การออกกำลังกายส่งผล 20-30% วันนี้เราจึงเห็นสูตรกินลดอ้วนทั้งโลว์คาร์บ คีโต ไอเอฟ โดยสูตรไหนจะดีสุดต้องดูจากพฤติกรรมความชอบและร่างกายของแต่ละคน หรืออาจใช้วิธีผสมอย่าง คีโต+วีแกน หรือ IF + โลว์คาร์บ

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงสรุปหลักการของแต่ละสูตรเผื่อผู้ที่ Work From Home จะใช้เป็นโอกาสทองสร้างหุ่นสวย สุขภาพดี

 

ที่มาของแต่ละสูตรกินลดอ้วน พัฒนาจากกลไกการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงานของร่างกายซึ่งทั้งหมดมี 3 ส่วน

  1. เปลี่ยนแป้งและน้ำตาล เป็นไกลโคเจนสะสมในกล้ามเนื้อและตับ
  2. ไขมัน ส่วนนี้จะสะสมในเซลล์ทั่วร่างกายโดยเก็บเยอะสุดที่พุง ก้น ต้นคอ และเต้านม ซึ่งในส่วนแป้งและน้ำตาลหากเรากินเยอะเกิน ร่างกายจะเอาที่มีมากเกินไปเก็บรวมกับไขมันการเผาผลาญร่างกายจะใช้จากส่วนที่ 1 คือไกลโคเจนก่อน แต่ถ้าเรากินแป้งและน้ำตาลน้อย หรือออกกำลังกายประจำจนไกลโคเจนในส่วนที่ 1 หมด ร่างกายก็จะดึงไขมันที่อยู่ในส่วนที่ 2 ออกมาใช้เป็นพลังงาน นี่จึงเป็นที่มาสูตรลดอ้วนทั้งแบบโลว์คาร์บ คือลดแป้งและน้ำตาล และสูตร คีโต ที่บีบให้ร่างกายดึงไขมันมาเป็นพลังงาน
  3. โปรตีน ที่จะสะสมพลังงานในกล้ามเนื้อและร่างกายจะเอามาใช้ในภาวะฉุกเฉินหลังใช้พลังงานในส่วน 1และ 2 หมดแล้ว กรณีนี้จะพบจากเคสผู้ที่ออกกำลังกายมากเกินไป หรืออดอาหารประมาณ 7 วัน

 

 

หลักการของแต่ละสูตรลดอ้วน จะมีดังนี้

 

1.โลว์คาร์บ เน้นพืช ผัก และเนื้อสัตว์ งดแป้ง น้ำตาลรวมถึงงดผักที่มีแป้งเยอะอย่างมันเทศ ฟักทอง และผลไม้รสหวาน ทั้งนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่กินต่อมื้อให้น้อยกว่า 50 กรัม

เหมาะกับ : หนุ่มสาวที่ต้องออกงานสังคม หรือทำงานไม่เป็นเวลา

เกร็ดน่ารู้ : สูตรนี้ไม่เคร่งครัดเรื่องมื้ออาหาร ที่สำคัญเลี่ยงขนมและน้ำหวาน

 

2.คีโต งดแป้ง น้ำตาล กินไขมันดีทั้งไขมันจากพืช และสัตว์ อย่างเนย ชีส กินของทอดได้ กินมันอย่างกากหมูได้โดยให้มีสัดส่วนกินไขมัน 70% โปรตีน 25% และ คาร์บ 5% หากต้องเว้นน้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ รวมถึงอาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก หมูยอ

เหมาะกับ : หนุ่มสาวที่มุ่งมั่นลดน้ำหนักจริงจัง

เกร็ดน่ารู้ : สูตรนี้จะดียิ่งขึ้นเมื่อคู่กับการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ หรือเดินเร็วอย่างน้อย 30 นาที

 

3.ไอเอฟ ลดน้ำหนักแบบจำกัดช่วงเวลาการกิน แยกเป็นหลายสูตรย่อย หากที่นิยมคือกิน 8 ชั่วโมง และอด 16 ชั่วโมง ซึ่งช่วงอดร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมออกมาใช้ วิธีนี้ควรใช้คู่กับการกินแบบโลว์คาร์บคู่กับกินไขมันดีจากพืช เช่น น้ำมันมะกอก ถั่ว งา และอะโวคาโด

เหมาะกับ : หนุ่มสาวที่ทำงานเป็นเวลา หรือมีเวลาว่างแน่นอน

เกร็ดน่ารู้ : ควรใช้สูตรนี้คู่การออกกำลังแบบเวตเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสร้างมวลกล้ามเนื้อ

 

4.วีแกน จากวัตถุประสงค์เริ่มต้นที่ไม่ใช่เพื่อลดความอ้วน หากด้วยผลพวงทำให้ วีแกนเป็นอีกสูตรที่คนใช้ลดน้ำหนัก โดยวีแกน จะกินแต่พืชเป็นหลัก ไม่กินอะไรที่มาจากสัตว์แม้กระทั่งนม ไข่ ปลา

 

ปัจจุบันสูตรลดอ้วน มีการนำมาประยุกต์แบบผสมผสาน เช่นสูตรคีโต +วีแกน คือกินคาร์โบไฮเดรตให้น้อย กินพืชที่ให้ไขมันสูงแทนไขมันสัตว์ เช่นอะโวคาโด ทุเรียน ถั่ว น้ำมันมะกอก บางสูตรก็แนะนำ คีโต+ไอเอฟ หากจะเลือกแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เมื่อรู้ที่มาของสูตรแล้วก็ปรับตามที่ชอบได้เลย แต่ทั้งนี้การเลือกสูตรใดต้องให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการออกกำลังกาย รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอ

 


-โควิด19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

ทรัมป์ยอมรับอีก 2 สัปดาห์ถึงจุดพีคอันเจ็บปวดของชาวอเมริกันหากโควิด 19 ยังแพร่หนัก ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยเชื่อถึงจุดพีคสัปดาห์นี้ ล่าสุด นายกฯ ประกาศเคอร์ฟิวแล้ว

 

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมากล่าวถึงปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าหากไม่มีมาตรการใดเลย สหรัฐฯ จะมียอดผู้เสียชีวิตสูงเป็นล้านราย โดยเขากล่าวยอมรับว่าหลังจากนี้ไปอีกสองสัปดาห์สหรัฐฯ อาจจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการระบาดของโรค COVID-19 อย่างน่าเป็นห่วง

 

ขณะนี้ สหรัฐฯ มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค COVID-19 เกิน 4,000 คนแล้ว และการคาดการณ์ล่าสุดระบุอาจจะมีผู้เสียชีวิตได้มากถึง 200,000 คน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารว่า ชาวอเมริกันจะต้องเตรียมพร้อมกับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะพยายามออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกว่าโรค COVID-19 เป็นไข้หวัดชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและแสดงความห่วงใยต่อการระบาดของโรคมากขึ้น โดยระบุว่า จากการคาดการณ์ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าการระบาดของโรคจะทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 100,000 ถึง 200,000 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นจำนวนการเสียชีวิตที่มากกว่าในประเทศจีน

 

เจ้าหน้าที่ด้านโรคระบาดของสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า จำนวนตัวเลขดังกล่าว เป็นการคำนวณจากการปฏิบัติตัวของประชาชนที่บางส่วนไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการระงับการแพร่ระบาด โดยพบว่าหากเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ จะมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรค COVID-19 จำนวน 2,214 คนในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยขอร้องให้ประชาชนชาวอเมริกันร่วมมือกันในการป้องกันการระบาดเพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อหลายสำนักทั่วโลก ที่ออกมาระบุว่าโรคโควิด 19 เป็นแค่เพียงไข้หวัดชนิดหนึ่ง และเขาก็ไม่ได้สร้างความตระหนักให้กับชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับการป้องกันการระบาดจนทำให้เกิดการแพร่ระบาดจนมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และถึงแม้ในขณะนี้ทรัมป์จะออกมายอมรับว่าชาวอเมริกันอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดอย่างหนักในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีการประกาศมาตรการที่เข้มข้นเพื่อป้องกันการระบาดแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีการเตรียมประกาศไม่ให้สายการบินในประเทศทำการบินไปยังพื้นที่ระบาด

 

ในขณะที่สหรัฐฯ เตรียมรับมือกับจุดพีคสูงสุด แต่สำหรับสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อในระดับไม่ต่ำกว่า 100 คนทุกวัน โดยล่าสุด ณ วันที่ 2 เม.ย.63 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 104 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 1,875 ราย เสียชีวิตรายใหม่เพิ่ม 3 ราย รวมผู้เสียชีวิตรวม 15 ราย และรักษาหายแล้ว 505 ราย

 

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก สธ. และโฆษก ศบค. จำนวนคนติดเชื้อในไทยยังคงไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งถือว่าเป็นยอดที่สุงและยังไม่ลดลง ดังนั้นประชาชนควรเคร่งครัดกับการปฏิบัติตามหลักป้องกันการระบาดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ยอดผู้ติดเชื้อในไทยพุ่งสูงขึ้นแตะยอด 1,000 กว่าคน ซึ่งรัฐบาลหวังว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้ชะลอยอดผู้ป่วยให้ไม่ถึง 3,500 คนในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.

 

สำหรับจังหวัดที่พบผู้ป่วยจำนวนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กทม. 850 ราย รองลงมาคือ นนทบุรี 104 ราย, สมุทรปราการ 72 ราย, ภูเก็ต 71 ราย, ชลบุรี 47 ราย และยะลา 35 ราย ทั้งนี้โฆษก ศบค. ระบุว่า จากการประเมินผู้ป่วยใน กทม. พบว่ามีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้แวดล้อมได้ 1 ต่อ 3 คน จึงถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก

 

กระทั่งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลทั่วไปออกจากเคหสถานทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึงเวลา 4.00 น. ของวันถัดมาโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. เป็นต้นไป โดยจะอนุญาตเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยหวังที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อหลังที่ยอดสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 100 คนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก CNN


food-covid_Cover_1.jpg

zebertoothApril 1, 2020

หลังทยอยประกาศปิดพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 เหลือเพียงซุปเปอร์มาเก็ต ตลาดสด ร้านอาหารขายเฉพาะที่ซื้อกลับบ้าน ก่อเกิดความกังวลของเราๆ กันมากว่า ถ้าจะต้องกักตัวอยู่กับบ้านนั้น เราจะกินอะไร ต้องซื้ออะไรมาตุนไว้กันบ้าง

 

ของบางอย่างมีระยะเวลาการเก็บรักษา เก็บนานไปก็ใช่ว่าจะดี แม้ยังสามารถทานได้ แต่อาจเป็นอันตราย หรือเสียคุณค่าทางอาหาร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแนะนำว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ควรซื้อมาเก็บ และเก็บด้วยวิธีไหนถึงจะอยู่ได้นานที่สุด ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าบรรดาตัวย่อต่างๆ บนสินค้ามีความหมายว่าอย่างไร

 

– MFG/MFD หมายถึง วันที่ผลิต จะได้รู้ว่าของที่ซื้อมาผลิตไว้ตั้งแต่เมื่อไร ทำไว้นานหรือยัง

– EXP/EXD หมายถึง วันหมดอายุ หลังจากวันนั้นแล้วอาหารจะเน่าเสีย หรือบูด ห้ามรับประทาน ควรนำไปทิ้ง

– BB/BBE หมายถึง ควรบริโภคก่อน อาหารจะมีรสชาติดี คงคุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน หลังจากนั้นรสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง ยังบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย แต่อาจไม่ได้ประโยชน์

 

อาหารแบบไหน กินแล้วดี เก็บได้นาน

 

  1. อาหารประเภทโปรตีน

    เสริมสร้างระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ และเป็นแหล่งอาหารที่สร้างพลังงาน เช่น

 

ไข่ไก่ โปรตีนชั้นดี ในราคาแสนถูก เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3 – 5 สัปดาห์ แต่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง

เนื้อสัตว์ อาทิ เนื้อหมู / เนื้อไก่ / เนื้อวัว สามารถเก็บได้ 3 – 5 วัน ในตู้เย็น และ 4 – 12 เดือนในตู้แช่แข็ง

นม แหล่งแคลเซียมบำรุงกระดูก

  • นมพาสเจอร์ไรส์ ต้องเก็บในตู้เย็นทันทีที่ซื้อมา และควรดื่มให้หมดในครั้งเดียว สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 10 นับจากวันที่ผลิต
  • นมสเตอริไรส์ (นมกระป๋อง) เก็บไว้ได้นาน 12 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ต้องไม่โดนแดด
  • นมยูเอชที (UHT) เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่โดนแดด และไม่วางไว้ซ้อนกัน จะเก็บได้นานถึง 6 เดือน ส่วน
  • นมเปรี้ยว ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและปิดฝาให้สนิท เก็บได้นานถึง 3 สัปดาห์หรือ 21 วัน นมเปรี้ยว (UHT) สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 8 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น

อาหารทะเล แหล่งโปรตีนและโอเมก้า 3 ซื้อเก็บไว้ทานได้แต่ไม่ใช่ทุกวัน เพราะมีคอเลสเตอรอลและไขมันสูง การเก็บรักษาอาหารทะเลหากเป็นตู้เย็นปกติเก็บได้ 2 – 5 วัน แต่ถ้าเป็นตู้แช่แข็งอยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน เลยทีเดียว

 

  1. ผักและผลไม้

    แม้จะเก็บไว้ได้ไม่นาน แต่ก็ควรจะทานบ้างเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์

 

  • ผักที่เน่าเสียง่าย เก็บได้ 5 – 7 วัน เช่น หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ เห็ด ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ชะอม ถั่วงอก ถั่วฝักยาว วิธีการเก็บผักคือ ห่อกระดาษทิชชูให้รอบ นำไปใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้แน่นอย่าให้มีลมเข้าไปได้ แค่นี้ก็ยืดอายุผักได้นานขึ้น
  • ผักที่มีลักษณะเป็นหัวหรือมีเปลือกหนา เช่น กะหล่ำ หัวไชเท้า แครอท ฟัก ฟักทอง เผือก มันฝรั่ง เก็บได้ทั้งแบบแช่ตู้เย็นและไม่แช่ตู้เย็น เก็บได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ – 1 เดือน ผลไม้พวก แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น สัปปะรด ก็เช่นกัน

 

  1. อาหารแห้ง ทำง่าย ทานง่าย เก็บได้นาน แต่ถ้าซื้อไว้นาน โดยลืมดูว่าผลิตมาตั้งแต่เมื่อไร ก็มีผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน

 

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรรับประทานภายใน 4 – 6 เดือนนับจากวันที่ผลิต ถ้าเก็บในตู้เย็นอาจเก็บได้นานถึง 8-12 เดือน แต่หากเก็บไว้ในที่ที่โดนแดดส่อง อายุอาจสั้นเพียง 2 เดือน
  • ปลากระป๋อง เก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี เพราะผ่านกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์มาแล้ว หากเปิดแล้วทานไม่หมด อย่าเอากระป๋องเข้าตู้เย็น เพราะจะยิ่งเร่งให้เกิดสนิม ปนเปื้อนอาหาร ควรเทใส่ภาชนะอื่นและปิดฝาไว้ใส่ตู้เย็น แต่ก็ไม่ควรเก็บนาน เพราะถึงแม้จะใส่ในตู้เย็นก็อาจจะเสียได้

แต่เพื่อสุขภาพที่ดี หลีกเลี่ยงโซเดียมบ้างเป็นบางมื้อ ซื้อพวกเส้นหมี่ วุ้นเส้น ปลาแห้ง ปลากรอบ หมูแผ่น มาเก็บไว้ด้วยก็น่าจะดีกว่า

 

  1. น้ำ

    แม้น้ำที่บรรจุขวดจะระบุวันหมดอายุ แต่น้ำไม่ได้หมดอายุ ภาชนะที่บรรจุน้ำต่างหากที่หมดอายุ ขวดน้ำดื่มไม่ควรเก็บไว้ในช่องแช่แข็งหรือที่ร้อนๆ เพราะพลาสติกจะเสื่อมคุณภาพและปล่อยสารพิษปนเปื้อน หากเป็นขวดน้ำที่เปิดใช้แล้วไม่ควรใช้ซ้ำเกิน 1 อาทิตย์ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้

 

การเตรียมพร้อมไว้เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำอย่างมีสติและรอบคอบ ตื่นตัวได้ แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะถ้าคุณซื้อทุกอย่างมากักตุนไว้โดยไม่คิด แทนที่จะมีประโยชน์กลับจะเป็นโทษกับร่างกายได้ ทั้งยังเป็นการตัดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้มีอาหารสำรองไว้ในเวลาฉุกเฉินด้วย