Kinyupen-Butterfly-Pang-sida.jpg

kinyupen_adminAugust 21, 2020

หยุดยาวนี้ ไปดูผีเสื้อในป่ากันไหม!!...ชวนดูผีเสื้อมากกว่า 520 สายพันธุ์ที่ อช.ปางสีดา จ.สระแก้ว ที่ถือว่าเป็นผืนป่าใหญ่ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์เชื่อมต่อป่าผืนเดียวกับป่าเขาใหญ่ ดงพญาเย็น มรดกโลกและยังไม่ไกลจากกรุงเทพฯอีกด้วย


.jpg

kinyupen_adminAugust 13, 2020

พาชมหมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ เงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามเกินบรรยาย


Cover_1-2.jpg

zebertoothApril 14, 2020

แม้ว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะทำให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก เกี่ยวกับอันตรายของมันที่สามารถคร่าชีวิตคนไปแล้วจำนวนมากทำให้หน่วยงานสาธารณสุขแต่ละประเทศต้องระดมสมองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และแก้ปัญหาอย่างหนักในขณะนี้ แต่ในอีกมุมมองที่แตกต่างออกไป หลายคนเห็นว่าในเวลานี้อาจจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ผู้คนจะได้หันกลับมามองธรรมชาติรอบตัวและให้ความใส่ใจกับสิ่งที่มนุษย์เคยรุกล้ำทำลายธรรมชาติ และทรัพยากรสำคัญของโลกไปหลายอย่าง

 

ในระหว่างที่ชาวโลกจำนวนมากต้องตกอยู่ในสถานการณ์กักกันตัวเองอยู่ในบ้านหรือพื้นที่จำกัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโลก ทำให้หลายคนได้มีโอกาสได้มองเห็นความสวยงามของธรรมชาติและมุมมองของสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงธรรมชาติของเมืองแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขาที่เคยมองข้ามไป แต่เมื่อไวรัสโคโรนาระบาด เป็นเสมือนการเตือนให้ได้กลับมาพิจารณาความสวยงามธรรมชาติรอบบ้านตัวเอง จนเกิดเป็นกิจกรรมใหม่กับการแชร์ภาพสภาพแวดล้อมที่สวยงามของบ้านเมืองตัวเองจากหน้าต่างที่บ้าน บ้างก็นำเสนอเรื่องราวสุดครีเอทลงบนภาพธรรมชาติที่สดใสหลังมลภาวะลดน้อยลง กลายเป็นอีกมุมมองเชิงบวกอีกมุมหนึ่งที่ได้จากโคโรนาไวรัส ที่เชื่อว่าหลายคนอดจะสนุกสนานเฮฮา ไปกับภาพต่างๆ ที่ถูกแชร์ตามจินตนาการของชาวเน็ต แม้จะยังคงต้องต่อสู้กับโควิด 19 นี้ต่อไปก็ตาม

 

และภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกแชร์ลงบนสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กจากทั่วทุกมุมโลก ที่อาจจะทำให้หลายคนที่ติดอยู่ในบ้านได้ผ่อนคลายขึ้นบ้าง เพราะบางทีเจ้าโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่นี้อาจจะเป็นฮีโร่ของธรรมชาติ ที่เข้ามาช่วยให้มนุษย์หันมาใส่ใจกับธรรมชาติมากขึ้นก็ได้

 

1. เมือมลพิษน้อยลง ตึกเบิร์ด คาลิฟาก็โผล่หน้าออกมาให้ได้เห็นจากหน้าต่างอพาร์ทเม้นเลยทีเดียว

 

2. เมื่อไม่มีมลพิษ ประตูเมืองของเดลลี่ แห่งอินเดียว ก็จัดเจน สดใส สง่าน่าดูชม

 

3. พอไม่มีมลพิษ ก็เห็นหอไอเฟลได้จากประตูบ้านเลยล่ะ ธรรมชาติเยียวยาจริงๆ

 

4. ภาพถ่ายวันนี้จาก sialkot LOC เราได้เห็นภูเขาแคชเมียร์ชัดๆ ในรอบ 30 ปี

 

5. อากาศบริสุทธิ์ เราเลยได้เห็นดวงจันทร์ตอนกลางวันจากระเบียงบ้าน

 

6. เพราะมลพิษน้อยลง เราสามารถมองเห็นโอเปร่าฮอลล์ ได้จาก กาฬมันฑุ เลยทีเดียวล่ะ ธรรมชาติเยียวยามากๆ

 

7. เพราะไม่มีมลพิษ นี่เราสามารถเห็นเทพีเสรีภาพ ได้จากชิมลา อินเดียเลยล่ะ

 

8. เพราะมลพิษน้อยลง ชาวสัตว์ป่าของโลกก็กลับมาที่สวน Debdele ที่เมืองแมนเชสเตอร์ อังกฤษ มันว้าวมาก

 

9. เพราะมลพิษน้อยลงเราสามารถเห็นการทำงานของระบบสุริยะจักรวาลได้จากโลกเลยล่ะ

 

10. เพราะมลพิษน้อยลง เราเลยได้เห็นรอยเท้าของนีล อาร์มสตรอง ที่ฝากไว้บนดวงจันทร์ ได้จากบังกาลอร์ อินเดีย

 

Disclaimer: ภาพทั้งหมดเป็นการแชร์จากชาวเนตทั่วโลก กินอยู่เป็น ไม่ได้มีส่วนในการจัดทำแต่อย่างใด


_Content.jpg

kinyupen_adminOctober 17, 2019

ดอกไม้หลายชนิดที่นำมาปลูกประดับตามบ้านเรือนอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ทราบหรือไม่ว่า…บางชนิดยังสามารถดัดแปลงทำเป็นอาหาร หรือ ขนม รับประทานได้ ทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะดอกไม้แต่ละชนิดมีคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่าไม่ได้สวยแต่รูป กินก็ได้ ประโยชน์ก็มี แบบนี้จะไม่ลองหามาทานได้อย่างไร

กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำเมนูขนมจากดอกไม้ที่ทำง่ายแต่หาทานยาก อย่าง “ขนมดอกโสน” ขนมไทยพื้นบ้านที่หลายคนอาจไม่รู้จัก…

โสน” ชื่อนี้มีที่มา

โสนเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกมักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ริมคลอง หนองน้ำ มีดอกเป็นช่อสีเหลือง พร้อมกลิ่นหอมเฉพาะตัวติดจมูก รสชาติออกหวานเล็กน้อย สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ลวกจิ้มน้ำพริกใส่แกงส้ม ผัดใส่ไข่ หรือไข่เจียวดอกโสน หรือจะเอามาทำเป็นขนมก็ได้เช่นกัน

อีกทั้งดอกโสนยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เมื่อครั้งก่อกรุงศรีอยุธยาตั้งเป็นราชธานีนั้น พระเจ้าอู่ทองได้ปักหลักสร้างเมืองสร้างพระราชวังใหม่ที่ตำบลหนองโสน (ปัจจุบันเรียกว่า บึงพระราม) ณ วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล โทศก จุลศักราช 712 ขณะพระเจ้าอู่ทองได้ทรงก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้นทอดพระเนตรเห็นดอกโสนออกดอกเหลืองอร่าม คล้ายทองคำสะพรั่งตา จึงได้มีพระราชดำรัสตั้งดอกโสนให้เป็นดอกไม้ประจำเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

หวานน้อย แต่สรรพคุณมาก

ดอกโสนให้ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสบำรุงกระดูกบำรุงสมอง มีเหล็กบำรุงเลือด ให้วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินซี และจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ดอกโสนมีสารเควอเซทินไกลโคไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และลดโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งให้น้อยลงหากได้รับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วนั้น ทางแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ด้วยรสจืดเย็นของดอกโสนจะช่วยแก้พิษไข้ได้ ถือว่าเป็นดอกไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย

เล่าถึงที่มาและสรรพคุณของดอกโสนกันพอสมควรแล้ว ชวนมาลงมือทำกันเลยดีกว่า

การเตรียมวัตถุดิบนั้นไม่ใช่เรื่องยาก มีเพียงไม่กี่อย่าง คือ ดอกโสน แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง น้ำมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวที่ขูดแล้ว พอได้วัตถุดิบครบแล้วก็มาสู่ขั้นตอนการทำ

  1. เตรียมดอกโสนนำดอกโสนที่เด็ดแล้วล้างน้ำ ต้องเบามือสักหน่อยระวังช้ำ เสร็จแล้วก็ผึ่งให้สะเด็ดน้ำในภาชนะที่เตรียมไว้
  2. ร่อนแป้ง: ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันให้เข้ากันตามอัตราส่วน ที่เหมาะสมใช้กระชอนร่อนแป้งลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ระหว่างนั้นนำดอกโสนที่ผึ่งไว้จนแห้งไปผสม และค่อยๆ เติมน้ำมะพร้าวเข้าด้วยเพื่อให้แป้งเกาะตัวติดกับดอกโสน
  3. นึ่ง: นึ่งในหวดที่ใช้สำหรับนึ่งข้าวเหนียวประมาณ 10-15 นาที
  4. คลุกน้ำตาล: นำขนมดอกโสนที่นึ่งเสร็จแล้ว มาจัดวางใส่ภาชนะที่สวยงาม เติมน้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง ตามความชอบใจ ปิดท้ายด้วยเนื้อมะพร้าวที่เตรียมไว้ถือเป็นอันเสร็จ

ความอร่อยจากธรรมชาติใกล้ตัว สามารถรังสรรค์ได้ด้วยสองมือเรา นี่แหละวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูล

บทความดอกโสนบ้านนา : นิตยสารหมอชาวบ้าน เขียนโดย รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ


_Content_อาบป่า-1.jpg

kinyupen_adminOctober 12, 2019

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้คงมีหลายคนที่อยากหาแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต มีวิธีพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งเอาใจคนชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มาฝากกัน คือ “การอาบป่า” ให้ธรรมชาติมาช่วยบำบัด

 

หากได้ยินชื่อคำว่าอาบป่า (Forest bathing) หรือ ชินรินโยกุ หลายคนอาจนึกว่าต้องเข้าไปอาบน้ำในป่าหรือเปล่า !!! การอาบป่าในที่นี้ไม่ใช่การอาบน้ำหรือออกกำลังกายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นศาสตร์ที่ให้เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ศาสตร์ของการอาบป่ามีจุดกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกต้นไม้ในปี 2523 ดังนั้นจึงเริ่มมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนป่าไม้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงบำบัดมาจนถึงปัจจุบัน

 

ขั้นตอนของการอาบป่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด อาศัยเพียงให้เราเข้าไปอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัวให้มากที่สุด อาจจะเป็นป่าเขาในต่างจังหวัด หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน ลองปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติ เดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ฟังเสียงรอบตัว ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า มองความสวยงามข้างทาง ปิดเครื่องมือสื่อสาร และนั่งหามุมสงบพักเพื่ออาบแสงแดดแบบชิลๆ

 

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการด้านชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอเมริกัน เอ็ดเวิร์ด โอ วิลสัน อิงตามทฤษฎีไบโอฟิลเลีย ว่า มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และธรรมชาติสามารถหล่อเลี้ยงชีวิต จึงไม่แปลกที่ธรรมชาติจะช่วยให้เราคลายความเครียด มีผลตอบสนองเชิงบวกเมื่อยามเข้าไปสัมผัส

 

ข้อดีของการอาบแสงแดดทำให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีออกมาล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งวิตามินชนิดนี้ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย เพราะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการเดินอาบป่าและอาบแสงแดด คือ ช่วงเวลาประมาณ 6 – 9 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ช่วงเวลาดังกล่าวแดดจะไม่แรงมาก ทำให้ไม่อันตรายต่อผิว แต่หากเลยเวลาดังกล่าวผิวเราอาจจะไหม้และแสงแดดที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

 

สำหรับคนเมืองที่อยากออกไปคลายเครียดและสนใจอาบป่าให้ธรรมชาติบำบัด แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ดังนี้

– ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง สุขาภิบาล 2 โครงการดีๆ ของ ปตท. : ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก BTS อุดมสุข ทาง ปตท. ได้จัดพื้นส่วนนี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ประชาชนเขาไปศึกษาธรรมชาติอย่างจริงจัง

-สวนบางกะเจ้าหรือสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตชุมชน อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

– สวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ย่านประเวศ สามารถเดินทางได้จากหลายเส้นทาง

– สวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ สถานที่แห่งนี้ก็สามารถให้คุณได้เข้าไปพักผ่อนได้

– สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

 

ธรรมชาติสามารถช่วยผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังใจในการดำเนินชีวิต ลองปล่อยตัวให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันดูบ้าง เพื่อเติมพลังงานดี ๆ พร้อมลุยงานต่อในสัปดาห์ถัดไป

 


_ฝนตกแบบนี้-ชวนเที่ยวอุทยานแห่งชาติ-ชุ่มฉ่ำรับหน้าฝน_web.jpg

kinyupen_adminJune 22, 2019

หน้าฝนแบบนี้ หากไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำนักท่องเที่ยวสายเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ไปสัมผัสกับ 4 อุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน เชื่อว่าหลายคนอาจจะเลือกท่องเที่ยวในห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อหลบฝนในช่วงนี้ แต่สำหรับใครที่เป็นสายท่องเที่ยว โดยเฉพาะท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ลุยแดด ลุยฝนแบบไม่ห่วงสวย ห่วงหล่อ ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีธรรมชาติสีเขียวภายในอุทยานแห่งชาติกันดีกว่า

แต่หากไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่อุทยานไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมอุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้

1. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ , ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

2. อุทยานแห่งชาติแม่จริม : อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีเนื้อที่ประมาณ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา ลำธาร และหน้าผาที่สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป สำหรับอุทยานแห่งนี้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เด่น คือ การล่องแก่งลำน้ำว้าโดยใช้แพยาง ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านน้ำปุ๊ อำเภอแม่จริม ถึงบ้านหาดไร่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

3. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ : อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ

4. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม : อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีเนื้อที่ประมาณ 62,437.50 ไร่ หรือ 99.9 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่อยู่ในท้องที่อำเภอเทพสถิต และอำเภอซับใหญ่จังหวัดชัยภูมิ มีสภาพป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสักมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะทุ่งดอกกระเจียว

 

ทั้งหมดนี้เป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน 2562 ที่เอามาแนะนำกัน ใครที่สนใจอยากไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงไหนว่าง ๆ ก็สามารถแวะไปได้ ชวนครอบครัวและเพื่อนฝูงไปเที่ยวกันเยอะ ๆ แล้วออกไปเที่ยวไทยด้วยกัน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 


-เตรียมเป็นประเทศแรกของโลก-ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดด_web.jpg

kinyupen_adminNovember 28, 2018

“ปาเลา” ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่จะแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง

หลายประเทศมีการรณรงค์เรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐฮาวายของสหรัฐฯ ได้ออกประกาศแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2021 ล่าสุด ไม่เพียงแค่รัฐฮาวายเพียงเท่านั้น ที่ปาเลาก็ออกกฏหมายดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลปาเลาผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง สำหรับสารเคมีที่ทำให้ครีมกันแดดเป็นพิษต่อปะการังคือ อ๊อกซีเบนโซน ออคโตครีลีน และพาราเบน เป็นสารประกอบที่มีอยู่ในครีมกันแดดส่วนมาก เนื่องจากปาเลาเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ เป็นประเทศแรกในโลกที่มีการจัดพื้นที่เขตสงวนสำหรับฉลามโดยเฉพาะในปี 2009 มีการห้ามการประมงเพื่อการพาณิชย์ในน่านน้ำของประเทศ และยังให้นักท่องเที่ยวลงสัญญาในหนังสือเดินทางว่าจะเคารพต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งกฎดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป โดยผู้ที่นำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าต้องห้ามจะถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีการตรวจเข้มยึดครีมกันแดดจากนักท่องเที่ยวที่นำเข้ามาในประเทศอีกด้วย

สำหรับประเทศปาเลาตั้งอยู่ในทะเลแปซิปิกตะวันตก ระหว่างออสเตรเลียและญี่ปุ่น นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถานที่ดำน้ำดีที่สุดในโลก โฆษกรัฐบาลปาเลาเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่าสารเคมีในครีมกันแดดนั้นเป็นพิษกับปะการัง แม้จะในปริมาณน้อยก็ตาม และปาเลาต้อนรับนักท่องเที่ยวดำน้ำจำนวนมากทุกวัน ทำให้เกิดความกังวลว่าปริมาณสารเคมีสะสมจะทำให้เกิดความเสียหายกับปะการัง และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต