-การเมือง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เสือร้ายตัวที่ 3 “ความเห็นต่างทางความคิด” ไม่มีผู้ชนะ ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน

 

ความเห็นต่างทางความคิด โดยเฉพาะด้านการเมืองเป็นเรื่องปกติทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องที่ “ไม่มีใครถูก – ใครผิด” เพราะทุกฝ่ายล้วนอยากให้บ้านเมืองดีขึ้นดั่งภาพตามอุดมคติของตน  หากภาพที่เพ้นท์ขึ้นของแต่ละฝ่ายมักเป็นภาพที่ต่างกันอันเกิดจากสิ่งรอบตัวที่บ่มเพาะปลูกฝังมาของแต่ละคน ซึ่งความเห็นต่างในบ้านเราวันนี้ หากพิเคราะห์แล้วพบได้ว่า “ความต่างของช่วงวัย” เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนกันของแต่ละ Gen ส่งผลให้การเมืองในอุดมคติ มุมมอง ความคาดหวังสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

 

 

มุมที่หนึ่ง เปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น หากพิจารณาการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกอยู่ในคนรุ่น Gen Y (เกิดปี พ.ศ.2523-2543) เป็นส่วนใหญ่ เราจึงเห็นการแสดงออกของคนกลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มคนวัย Gen Z หรือปลาย Gen Y ที่มีอายุราว 18-23 ปีเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นวัยที่กำลังแสวงหาตัวตน แสวงหาความสำเร็จ แสวงหาอนาคต ต้องการสิทธิเสรีภาพที่สมบูรณ์แบ กล้าเสี่ยง รวมถึงมักเปิดรับมุมมองความคิดและวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่างซึ่งคิดว่าจะช่วยให้มีอนาคตที่ดีขึ้น จึงมักเรียกร้องและแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจขัดต่อขนบที่คนอีกกลุ่มไม่คุ้นเคย

 

วิธีคิดของคนกลุ่มนี้ ไม่ได้ถูก หรือ ผิดไปเสียหมด บางมิติเป็นเรื่องดี อาทิ การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเป็นธรรม แต่บางมิติยังขาดการมองผลกระทบที่รอบด้าน อันเป็นเรื่องปกติตามประสบการณ์ชีวิต ซึ่งสิ่งที่กลุ่มนี้แสดงออกมาก็อาจเป็นสิ่งที่คนกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer อาจเคยผ่านและแสดงออกมาก่อนแล้วในอดีต

 

มุมที่สอง สังคมนี้ก็ดีอยู่แล้ว มักเป็นมุมมองของคนกลุ่ม Baby Boomer หรือ Gen X ที่ได้รับอิทธิพลจากบริบททางสังคมอันแตกต่างจากอีกกลุ่มโดยสิ้นเชิง จึงเคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม ให้ความสำคัญต่อหน้าที่พลเมือง ดังนั้นจึงนิยมมองหาความสงบสุขและการขับเคลื่อนสังคมตามระเบียบ ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ตนไม่คุ้นเคย

 

ความขัดแย้งทางความคิดแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่คนในสังคมต้องตั้งสติให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้กงล้อแห่งความรุนแรงในอดีตเวียนกลับเข้ามา ดังนั้นจึงควร “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เปิดใจรับฟังเพื่อนำมุมที่ดีสองฝ่ายมาปรับหาจุดร่วม

 

“เพราะผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์อาจมีมุมมองรอบคอบกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ได้เห็นหลายมุมในอดีตที่คนรุ่นใหม่อาจยังไม่เคยเห็น ขณะที่ทัศนคติการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีเสมอไป เพราะอาจมองว่ายังมีอนาคตอีกยาวไกลจึงต้องการแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับตนในอนาคต แต่วันหนึ่งเมื่อช่วงวัยเปลี่ยนไปมุมมองก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นมุมเดียวกับที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันมองอยู่ก็เป็นได้”

 

อย่างไรก็ตาม หากตั้งสติย้อนมองบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ทั่วโลกจะพบว่า มักเริ่มจากจุดปะทุเล็กๆ หรือ  ความขัดแย้งในสภาที่ลุกลามขยายวงสู่ท้องถนนจนบานปลาย นำสู่ความรุนแรง บาดเจ็บ สูญเสียเกินควบคุม ซึ่งทุกเหตุการณ์ขัดแย้งบนโลกใบนี้ ท้ายสุดแล้ว “ไม่เคยมีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะแท้จริง ทุกฝ่ายล้วนเป็นผู้แพ้ทั้งนั้นและผู้แพ้ที่ได้รับผลกระทบมากสุดก็คือประชาชน” นั่นเอง

 

 

“เพราะประเทศของเราไม่ใช่ของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหา เพราะอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือดปฏิบัติการรุนแรงต่อกันมันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไรแล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่จะต้องเอาชนะแล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ผู้นำฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////

 


2-เศรษฐกิจ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 10, 2020

ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2540 ด้วยนโยบายเปิดเสรีการเงินที่ทำให้นักลงทุนกู้เงินต่างประเทศด้วยอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคารในประเทศ จนเปรียบเปรยกันว่า “ภาวะฟองสบู่” ส่งผลให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เร่งลงทุนจำนวนมาก อสังหาริมทรัพย์ผุดเป็นดอกเห็ด ตลาดหุ้นถูกปั่นราคาให้หวือหวาล่อตานักลงทุน เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่ฟุ่มเฟือย เศรษฐีเทียมจากเงินกู้เต็มไปหมด

 

แต่เมื่อฟองสบู่แตก รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและเข้าสู่กระบวนการของ IMF บ้านเมืองช็อคชั่วขณะ ตกอยู่ในสภาพซึมเศร้า นักธุรกิจหนีหนี้ ก่อสร้างทิ้งงาน ค้าขายลงทุนหยุดชะงัก ตึกร้าง หมู่บ้านจัดสรรร้าง บริษัทล้มละลาย ลอยแพพนักงานจำนวนมาก มองทางไหนก็มีแต่คนตกงาน คนรวยกลายเป็นคนจน เศรษฐีต้องนำทรัพย์สินมาเร่ขายจนเกิด “เปิดท้ายขายของ” ทั่วมุมเมือง

 

หลังวิกฤตดังกล่าว “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ก็ได้ถูกหน่วยงานรัฐน้อมนำมาใช้เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ขณะที่องค์กรธุรกิจน้อยใหญ่ก็นำมาประยุกต์เป็นแนวทางบริหาร ตลอดจนภาคประชาชนก็ปรับใช้กับการดำเนินชีวิต ซึ่งเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันนับหนึ่งใหม่เพื่อคลี่คลายวิกฤตครั้งนั้นไปพร้อมกัน ประเทศไทยก็ค่อยๆ เดินหน้าฝ่าฟันผ่านเสือตัวนั้นไปได้ด้วยดี

 

 

“….ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ก็ทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำสมควรที่จะปฏิบัติ……….”

 

นี่คือหนึ่งในแก่นสำคัญแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทีมงานมองว่าทุกภาคส่วนสามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกวิกฤต ทุกยุคสมัย รวมถึงปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วยก็ดี

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof


-ไวรัส_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 9, 2020

“ไวรัสโควิด-19” ไม่ได้เป็นวิกฤตโรคระบาดที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกในบ้านเรา แต่เราเผชิญมาแล้วหลายครั้งและรับมือได้เป็นอย่างดี โดยช่วงปลายปี พ.ศ.2546 ประเทศไทยเริ่มพบการระบาดของไข้หวัดนก (ไวรัส H5N1) ก่อนลุกลามทั่วประเทศกินเวลากว่า 3 ปีมีผู้เสียชีวิต 17 ราย ไก่ตาย 160-200 ล้านตัว คนตื่นกลัวไม่กล้า “กินไก่” รัฐบาลจึงแต่งตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อควบคุมและป้องกันโรคไข้หวัดนก เร่งปฏิบัติงานเชิงวิชาการ ภาคสนาม ตลอดจนกิจกรรมเชิงจิตวิทยากระตุ้นความเชื่อมั่นประชาชน ในที่สุดด้วยความร่วมมือของคนทั้งประเทศก็สามารถตัดตอนห่วงโซ่ไวรัสจากไก่สู่คนจนพ้นวิกฤตและได้รับคำชมเชยจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปการควบคุมโรคในสัตว์ครั้งสำคัญของประเทศด้วย

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2552  ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ A 2009 (ไวรัส H1N1) ระบาดทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตกว่า 200 ราย (สูงกว่าโควิด-19 มาก) ภาครัฐเร่งสกัดด้วยมาตรการตรวจคัดกรองผู้มาจากพื้นที่เสี่ยง จัดหาวัคซีนป้องกันโรคมาฉีดให้ประชาชน รวมถึงรณรงค์ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไอเพื่อลดการแพร่ระบาดที่ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและตระหนักของคนไทยอย่างมากจนสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

 

 

สำหรับไวรัสโควิด–19 ที่กำลังระบาดลุกลามสร้างความอกสั่นขวัญแขวนทั่วโลกรวมถึงไทย ทั้งถูกผสมโรงจาก Fake news ที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้หลายคนวิตกกังวลจนใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ขอแนะนำว่าควรยึดหลักกาลามสูตรให้มั่นอย่าเชื่อแหล่งข่าวใดที่ขาดการกลั่นกรอง หรือ ขาดการพิสูจน์แน่ชัดเพื่อรับมือได้ถูกทาง ทั้งอย่าประมาทควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ เฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าตระหนกจนเกินไป แต่ให้เตรียมการป้องกันด้วยอุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน รวมถึงหมั่นรักษาสุขอนามัยขั้นต้นด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” อย่างเคร่งครัดเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ขอนำข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการรับมือวิกฤตมาฝากกัน

 

“..วิถีชีวิตมนุษย์นั้น จะให้มีแต่ความปรกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรค ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีกเลี่ยงพ้น ข้อสำคัญ อยู่ที่ทุกๆ คนจะต้องเตรียมกาย เตรียมใจและเตรียมการไว้ให้พร้อมทุกเวลา เพื่อเผชิญและแก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนทั้งนั้นด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยความสามัคคีธรรม จึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบา และกลับร้ายให้กลายเป็นดีได้…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2528

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////


-_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2020

 

  • “คาด GDP ปี นี้โต 0.5%” ปัจจัยบวกเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในไตรมาส 3 และกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดี ไตรมาส 4
  • “โควิด -19 คือ ปัญหาที่มาจากเหตุทางธรรมชาติไม่ใช่ทางโครงสร้างเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้ง” เพราะฉะนั้นผลกระทบจึงคาดเกิดในระยะสั้น โดยมีสาเหตุที่มาจาก
  1. อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่คาดหายไป  8 ล้านคน คำนวณเป็นเงิน ประมาณ 4 แสนล้านบาท
  2. ส่งออก นำเข้าที่ส่วนหนึ่ง ผลกระทบจากจีนปิดประเทศและกระทบกระบวนผลิตเป็นลูกโซ่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
  3. ในประเทศชะลอการใช้จ่าย และกิจกรรมการตลาดต่าง ๆ ที่เลื่อนหรือยกเลิก
  • “ช่วงนี้อาจสลด แต่เตรียมพร้อมฟื้นตัวไตรมาส 3” และดีวันดีคืนไตรมาส 4

 

ขอขอบคุณที่มาจาก : การแถลงข่าว “โควิด-19…ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 63” โดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด


japan-tissue-covid19_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMarch 4, 2020

หลังเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 ที่กำลังกระจายไปทั่วโลกขณะนี้ ทำให้ผู้คนพากันหวาดกลัวจนกลายเป็นความตื่นตระหนกพากันกักตุนสิ่งของจำเป็นหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องใช้ โดยเกรงว่าจะเกิดการขาดแคลน

 

หน้ากากอนามัย กลายเป็นสินค้าหายากและคลาดแคลนอย่างหนักในหลายประเทศ เพราะถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันสำคัญโดยตรงที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส   แต่สิ่งสินค้าที่กำลังกลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการอย่างสูง กลับไม่ใช่สินค้ากลุ่มอาหาร แต่กลับเป็นกระดาษชำระ ที่ถูกผู้คนกวาดซื้อไปกักตุนจนทำให้ซุปเปอร์มาเก็ตในหลายประเทศมีสินค้าไม่พอขายและยังต้องจำกัดการซื้อเช่นเดียวกับหน้ากากอนามัย

 

เพราะเหตุใดกระดาษชำระจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนแตกตื่นซื้อไปกักตุน ถึงขนาดมีการปล้นจากห้างสรรพสินค้าในบางประเทศ เป็นสิ่งที่กำลังถูกนำมาวิเคราะห์ และตั้งคำถามของนักเศรษฐศาสตร์ในหลายประเทศ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาเหตุการแพนิกซื้อกระดาษชำระของชาวโลกในขณะนี้

 

ก่อนหน้านี้ในฮ่องกง ปรากฏภาพประชาชนรอต่อซื้อกระดาษชำระเป็นแถวยาวมากกว่า 1 กิโลเมตรเพียงเพื่อหวังจะได้ซื้อกระดาษชำระให้ได้สักหนึ่งแพค  โดยกรณีในสังคมออนไลน์ฮ่องกงพากันวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความต้องการกระดาษชำระอย่างมาก มาจากข่าวลือว่าโรงงานหลายแห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ยุติการผลิต และจะทำให้ไม่มีกระดาษชำระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน ออกมาขายอีกเป็นเวลานาน

 

 

 

ในเวลานั้นในหลายประเทศยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกง แต่จนมาถึงปัจจุบันก็กลับปรากฏว่าการแตกตื่นซื้อกระดาษชำระ กลับแพร่หลายไปในหลายประเทศโดยเฉพาะในประเทศที่เริ่มมีการระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นใน สหรัฐอเมริกา  หรือออสเตรเลีย  ที่ผู้คนต่างพากันออกไปซื้อกระดาษชำระกักตุน จนห้างร้านต่างๆ ต้องจำกัดการซื้อเช่นกัน  การขาดแคลนดังกล่าวทำให้ชาวทวิตเตอร์ในออสเตรเลียพากันมาทวิตข้อความเกี่ยวกับการขาดแคลนกระดาษชำระ จนทำให้ข้อความเกี่ยวกับการหาซื้อกระดาษชำระขึ้นเทรนด์แฮชเทกอันดับหนึ่งไปทันที

 

เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันผู้คนยังคงออกไปซื้อกระดาษชำระกักตุนเช่นกัน ภาพในสังคมออนไลน์ และสื่อต่างๆ เผยแพร่ให้เห็นความว่างเปล่าของชั้นวางสินค้ากลุ่มกระดาษชำระ และภาพประกาศสินค้าหมดของผู้ขาย  แม้ว่าจะยังไม่มีการทราบสาเหตุที่แน่ชัดของสาเหตุการแตกตื่น แต่สื่อของญี่ปุ่นได้ออกมาวิเคราะห์ว่าสาเหตุน่าจะมาจากการให้ข่าวปลอมของโลกออนไลน์ ที่มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่ากระดาษชำระนั้นทำจากวัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้กับหน้ากากอนามัย ที่จะสามารถใช้ป้องกันเชื้อโรคได้ และสินค้าที่ขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่นถูกผลิตในประเทศจีน

 

หลังข้อความถูกแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางจากการที่มีผู้แคปหน้าจอออกไปทวิตต่อเนื่อง แต่ต่อมาผู้ใช้บัญชีดังกล่าวได้ลบข้อความรวมถึงบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเองออกไปแล้ว แต่กระนั้นความแตกตื่นเรื่องกระดาษชำระขาดตลาดยังไม่หมด เพราะปัจจุบันกระดาษชำระในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นที่ต้องการ และถูกแย่งซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างร้านต่างๆ เหมือนเดิม เนื่องจากยังคงมีการพูดปากต่อปากออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นเอง เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะมันเคยเกิดภาพผู้คนแย่งซื้อกระดาษชำระ และสินค้าจำเป็นมาแล้ว เมื่อวิกฤตน้ำมันของอิหร่านกระทบกับประเทศเมื่อปี 2516

 

หลังเกิดความแตกตื่นซื้อกระดาษชำระ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชิงพาณิชย์และ กลุ่มธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศต้องออกมาชี้แจงว่า สินค้าจะยังไม่ขาดตลาด  และยังคงมีการผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมีการกักตุนมากไปจึงทำให้ไม่มีสินค้าวางขายได้ทัน  ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบางประเทศถึงกับออกมาระบุว่า หากมีการกักตุนและสะสมไว้เป็นเวลานาน กระดาษเหล่านี้ก็อาจจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเสียเอง แต่กระนั้นดูเหมือนว่าผู้คนก็ยังไม่หยุดตื่นตระหนก

 

แต่สำหรับประเทศไทยดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้คนจะให้ความสำคัญกับหน้ากากอนามัยมากกว่า แต่ก็พบว่าประชาชนเริ่มกักตุนสินค้าหลายอย่างแล้ว ทั้งในกลุ่มของอาหาร และของใช้ต่างๆ รวมถึงกระดาษชำระด้วย  ในส่วนของหน้ากากอนามัยที่ยังขาดแคลนนั้น ล่าสุด มีข่าวว่ารัฐบาลจะเร่งผลิตหน้ากากอนามัยออกมาเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพื่อต่อสู้ป้องกันกับโรคใหม่ที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกในขณะนี้

 

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการเสพข่าวในโลกออนไลน์ส่งผลให้ผู้คนเริ่มมีอาการวิตกกังวลและตื่นกลัวกันไปทั่วโลก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอให้ทุกท่านมีสติ ไม่ “ตระหนก” แต่ต้อง “ตระหนัก” ถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง หมั่นล้างมือบ่อยๆ และไม่นำตนเองเข้าาไปอยู่ในความเสี่ยงที่อาจติดเชื้อได้


Content_มะเร็งเซ็งไม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 2, 2020

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนถึงป่วยด้วยโรคมะเร็งกันเยอะ ในข้อเท็จจริงนั้นมะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งเซลล์นั้นๆ จะมีการเจริญเติบโตเป็นก้อนเนื้อ และลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง หรือถ้าในขั้นร้ายแรงคือลุกลามไปทั่วทั้งร่างกาย

ปัจจุบันประเทศไทย มีผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 153.6 ต่อประชากรไทย 100,000 คน ช่วงอายุที่พบเป็นมะเร็งมากคือ เพศชาย 55-75 ปี เพศหญิง 45-65 ปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี สำหรับเพศชาย และ 25 ปี สำหรับเพศหญิง โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 1.3 แสนราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 6 หมื่นราย แนวโน้มที่ผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 3.5% ต่อปี

 

สาเหตุหลักๆ ของการก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั่นคือ ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการพฤติกรรมรับประทานอาหารที่ไม่คำนึงถึงร่างกาย รวมถึงการสูบบุหรี่ การติดเชื้อไวรัส HPV (มะเร็งปากมดลูก) โรคอ้วน สารเคมี ที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันเข้าใกล้มะเร็งมากขึ้น แน่นอนว่าถ้าพูดถึงประเด็นนี้หลายคนอาจมีข้อคัดค้านในใจ แต่เชื่อเถอะว่ามะเร็งไม่ได้ส่งผลต่อเราในระยะสั้น แต่ส่งผลถึงระยะยาวเลยทีเดียว

 

รูปแบบของมะเร็ง เป็นแบบไหนบ้าง ?

จากผลสำรวจ พบว่า มะเร็งในตัวมนุษย์นั้นมีมากกว่า 100 ชนิด โดยเรียกตามอวัยวะที่มีเซลล์มะเร็งอยู่ ซึ่งมะเร็งแต่ละแบบก็จะมีรายละเอียดและความร้ายแรงของโรคแตกต่างกันออกไป ซึ่งมะเร็งที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดีก็จะมีดังนี้

 

  1. มะเร็งเต้านม : เป็นมะเร็งที่มีผู้ป่วยมากเป็นอันดับหนึ่ง และยังระบุสาเหตุแน่ชัดไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากทั้งพันธุกรรม หรือพฤติกรรมของผู้ป่วย คนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะมีก้อนเนื้ออยู่ที่บริเวณทรวงอก สามารถตรวจเช็คขั้นต้นได้ด้วยตัวเอง

 

  1. มะเร็งปากมดลูก : เกิดจากการรับเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดอาการผิดปกติ จนแปรเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง สามารถรักษาให้หายได้ในขั้นต้น แต่หากลุกลามแล้วอาจต้องทำการฉายรังสี หรือเคมีบำบัดเพื่อการรักษา และอาจต้องผ่าตัดนำมดลูกออกหากจำเป็น ถือเป็นมะเร็งที่พบในผู้หญิงมากเป็นอันดับ 2

 

  1. มะเร็งตับ : มะเร็งอันดับหนึ่งที่เกิดในเพศชาย นับว่าเป็นมะเร็งที่มีความอันตรายอย่างมากเนื่องจากตัวมะเร็งจะแทบไม่แสดงอาการเลย ซึ่งสาเหตุของมะเร็งก็สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทย คือการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไหม้เกรียม และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

 

  1. มะเร็งปอด : เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย และพบได้มากในผู้หญิงเช่นกัน ซึ่งสาเหตุหลักคือการสูบบุหรี่หรือรับควันบุหรี่เป็นประจำ สะสมไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะแสดงอาการช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยจะมีอาการไอเป็นเลือด ปวดหัว ชัก ไปจนถึงเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

 

นอกเหนือจากที่กล่าวไปยังมีมะเร็งชนิดอื่นๆ อีก เช่นมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งถุงน้ำดี ดังที่บอกว่ามะเร็งสามารถเป็นได้แทบทุกส่วนของร่างกาย แน่นอนว่าหากเป็นมะเร็งในระยะแรก ๆ เราสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะแตกต่างกันไปตามชนิดมะเร็งนั้น ๆ

 

มะเร็ง รักษาได้ ?!

สำหรับในประเทศไทย การรักษาโรคมะเร็งมีหลายวิธีการผสมผสานกันไปตามชนิดและอาการของโรค ดังนี้

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม ทางแพทย์เจ้าของไข้จะมีการสังเกตว่าคนไข้ตอบสนองต่อการรักษาแบบใดมากกว่ากัน ไม่จำเป็นว่ามะเร็งจะต้องรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดหรือผ่าตัดอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

นอกจากนี้ เคยมีคนใช้วิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยธรรมะมาแล้ว ใช้วิธีการอย่างไร ก็คือการนำเอาการฝึกสมาธิและการเจริญสติมาใช้ประกอบการรักษานั่นเอง อย่าง ดร.เอียน กอว์เลอร์ (Ian Gawler) สัตวแพทย์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกชนิดร้ายแรงเมื่ออายุ 24 ปี พยายามหาวิธีที่จะเอาชีวิตรอดจากมะเร็ง โดยการนำการใช้สมาธิมาบำบัดโรคมะเร็ง พร้อมทั้งหาความรู้จากที่ต่าง ๆ รวมทั้งอ่านหนังสือแนวธรรมชาติบำบัดอย่างมากมาย แล้วนำมาทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งก็ประสบความสำเร็จ หายขาดจากมะเร็ง เมื่ออายุ 38 ปี

 

อีกท่านหนึ่งเคยยกตัวอย่างไว้ในบทความก่อนหน้านี้ นั่นคือนักแสดงอาวุโสของไทย อย่าง คุณเมตตา รุ่งรัตน์  ที่ตอนนี้ลดงานบันเทิงลงมาก เนื่องจากปัญหาสุขภาพมากมาย หนึ่งในนั้นคือโรคมะเร็งนั่นเอง สาเหตุเกิดนั้นก็มาจากการที่สามีสูบบุหรี่จนทำให้ป่วยและเสียชีวิตลงก่อนหน้าในที่สุด ซึ่งเจ้าตัวต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งมากกว่า 10 ชนิด และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น โดยคุณเมตตามองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

 

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ความน่าจะเป็นที่จะหายจาก “มะเร็ง”

ปัจจุบันนี้ ในแวดวงแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายขาดและกลับมามีสุขภาพที่ปกติได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตการอยู่รอดที่ยาวนานเท่ากับบุคคลปกติที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนอง ต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย

 

สำหรับโรคมะเร็งต่าง ๆ ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมป์โฟ ไซติค ลิวคีเมีย , มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอร์ดกิ้น , มะเร็งไตในเด็กชนิด วิมส์ ทูเมอร์ , มะเร็งลูกอัณฑะ , มะเร็งกระดูก ชนิดอ๊อสติโอเจนนิค ซาร์โคม่า , มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว , มะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น Basal cell carcinoma , มะเร็งเต้านม , มะเร็งปอดชนิด Small cell, มะเร็งหลังโพรงจมูก , มะเร็งเนื้อเยื่อชนิด Germ cell

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ป่วยมะเร็งจะกลับมาหายเป็นปกติหรือจะตายจากโลกนี้ไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกัน อาทิ

 

  1. ระยะของโรค : ผู้ป่วยระยะต้นมีโอกาสหายขาดมากกว่ามะเร็งระยะปลาย มะเร็งระยะแพร่กระจายมีโอกาสหายขาดน้อยมาก ซึ่งกรณีนี้มักจะได้การรักษาแบบประคับประคอง Palliative treatment เพื่อลดความเจ็บปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตเท่านั้น

 

  1. อวัยวะต้นเหตุของโรคมะเร็ง : มะเร็งต้นเหตุ (primary cancer) บางตำแหน่งแม้เป็นระยะแรกก็การพยากรณ์โรคไม่ดี เช่น มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งสมอง มะเร็งไต เป็นต้น ในขณะที่มะเร็งบางตำแหน่งมีโอกาสอยู่รอดดีมาก แม้เป็นในระยะปลาย ๆ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งบางชนิดก็มีการพยากรณ์โรคกลางๆ ขึ้นกับระยะตามข้อ 1 เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

 

  1. การผ่าตัดมะเร็งที่มีลักษณะเป็นก้อน (solid tumor) ที่ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้ มักจะดีกว่าก้อนที่ใหญ่โต หรือลุกลามต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะใกล้เคียงทำให้ผ่าตัดไม่ได้ มะเร็งบางชนิดตอบสนองต่อยาเคมีดีมาก มีโอกาสหายสูงมาก เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งอัณฑะ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็ก เป็นต้น มะเร็งบางชนิดผ่าตัดไม่ได้แต่รักษาด้วยการฉายแสงคู่กับยาเคมีได้

 

  1. ลักษณะเซลล์ที่เห็นจากกล้องจุลทรรศน์ : โดยพยาธิแพทย์ (แพทย์ที่ดูผลชิ้นเนื้อทางกล้องจุลทรรศน์) จะเป็นผู้วินิจฉัยความรุนแรงของเซลล์มะเร็งเรียกว่า grading ซึ่งแพทย์มะเร็งวิทยาทั้งหมดอายุกรรมเคมีและหมอฉายแสง รวมถึงหมอผ่าตัดจะได้วางแผนร่วมกันในการรักษา ผู้ป่วยรายดังกล่าว เช่น มะเร็งเต้านม ระยะที่ 1 แต่เกรดของมะเร็งไม่เหมือนกัน ก็มีความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน มะเร็งต่อมลูกหมาก ดูเกรดตาม gleason score ก็เป็นตัวบอกการให้การรักษาเสริมด้วยฮอร์โมนบำบัด

 

  1. อายุของผู้ป่วย : โรคบางโรคเป็นในคนอายุน้อยไม่ดี เช่น มะเร็งเต้านม ในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี มีโอกาสมีโรคกำเริบสูงกว่าผู้ป่วยระยะเดียวกันที่อายุมากเป็นต้น มะเร็งบางชนิดเป็นในอายุมากไม่ดี เช่น มะเร็งสมอง ยิ่งอายุมากกว่า 60 ยิ่งแย่ เป็นต้น

 

  1. สภาพร่างกายผู้ป่วย : ผู้ป่วยเดินมาหาหมอ กับนอนมา แม้เป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน ระยะเดียวกัน และเกรดเดียวกัน ก็ทำให้แพทย์รักษาต่างกัน แพทย์จะต้องดูว่าผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้หรือไม่ และต้องทำความเข้าใจด้วยว่าแผนการรักษานั้นจะเป็นไปเพื่อให้หายขาด (curative care) หรือประคับประคอง (palliative care)

 

  1. สถานพยาบาลและแพทย์ที่ให้การรักษา : อาจจะปฏิเสธได้อย่างยิ่งเลยว่า โรงพยาบาลบางแห่งมีความเชี่ยวชาญ มีเครื่องไม้เครื่องมือมีประสบการณ์มากกวาอีกสถาบัน ซึ่งปกติผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าแพทย์ท่านใด โรงพยาบาลอะไรเชี่ยวชาญเรื่องอะไร สำหรับประชาชนทั่วไป ข้อมูลเชิงลึก หรือ “วงใน” แบบนี้คงหายาก ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูจากสถิติว่าสถาบันนั้นรักษาโรคแบบนี้กี่คน เป็นต้น

 

  1. ยารักษามะเร็ง : มะเร็งบางชนิดมียาดี ๆ มากมาย เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก สาเหตุที่มียาดี ๆ มากเป็นเพราะโรคมะเร็งเหล่านี้เป็นโรคที่พบบ่อย ผู้คนเป็นกันมาก ทำให้มีงานวิจัยออกมามาก ตรงกันข้ามมะเร็งบางชนิดพบได้ไม่บ่อย เช่น มะเร็งสมอง มะเร็งต่อมน้ำลาย มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน

 

สุดท้ายแล้ว หลายคนอาจจะยังหวาดกลัวกับโรคมะเร็ง เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา หากอยู่ในขั้นร้ายแรงก็อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีสิทธิประกันสุขภาพหรือประกันสังคมก็อาจครอบคลุมไม่ทั่วถึง แต่ถ้าคุณเริ่มที่จะรักษาสุขภาพกายสุขภาพจิตให้ดี โรคมะเร็งก็อาจจะไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หากรู้จักป้องกันและรักษาตั้งแต่ต้น โรคร้ายนี้ก็จะไม่เข้าใกล้ตัวเราอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Content_Horo_march_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 1, 2020

กินอยู่เป็น x Horoscope บอกเล่า ดวงชะตา 12 ราศี ประจำเดือนมีนาคม 2563 โดย อาจารย์จ๊ะ วรรณอนงค์ ผู้เชี่ยวชาญการพยากรณ์จาก 2 ศาสตร์ระหว่างการโคจรของดวงดาวกับไพ่ยิปซี ท่านใดที่สนใจเช็คดวงชะตาแบบเอ็กซ์คลูซีฟสามารถติดต่อได้ที่ 081-838-9816

 

ชะตาแต่ละราศีจะเป็นอย่างไร #ราศีใดในช่วงนี้มีออร่าจับสับรางไม่ทัน และ#ราศีใดทำอะไรก็ผิดติดๆขัดๆ

 

 

ราศี ธนู และ มังกร 

บทสวดบูชาดาวพฤหัส

ตั้งนะโม 3 จบ

ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง

เยนะ สังวิหิตารักขัง มะหาสัตตัง วะเนจะรา

จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง

พรัหมะมันตันติ อักขาตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ

คาถาบูชาดาวพฤหัส

ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ (สวด 19 จบ)

 //////////////////////////////////////

 

ราศีเมษ

คนราศีเมษสมองไม่ค่อยโล่ง มีความกังวลอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความสุข นอนหลับก็หลับไม่เต็มที่ เนื่องจากมฤตยูยังกุมลัคนาของคนราศีเมษอยู่ ซึ่งอยู่อีกนาน แต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรร้ายแรง เพื่อนฝูง สังคม ไม่ค่อยดี ไปไหนก็ไม่ค่อยมีคนอยากต้อนรับ ไม่มีคนใส่ใจ  ช่วงนี้ชาวราศีเมษดวงตกให้ไปถือศีลดีกว่า แต่การงานจะดี และหลังจากวันที่ 22 มีนาคม เป็นต้นไป จะมีเครดิตมากขึ้น ไปไหนมาไหนก็มีคนช่วยเหลืออุปถัมภ์ สุขภาพก็จะดีขึ้น

 

  • การเงิน เรื่องเงินให้ประหยัดเพราะการเงินฝืดเคืองมาก มักมีเรื่องต้องจ่าย มีแต่คนมารบกวน ถ้ามีหุ้นส่วนลงทุนร่วมกันก็จะมีความขัดแย้งกับหุ้นส่วน เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ขัดแย้งกันเพราะว่ามีผลขาดทุน เงินไม่มีจึงทะเลาะกัน 
  • การงาน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 13 มีนาคม การงานจะดีขึ้นเรื่อยๆ ติดต่อเจรจาได้ คนให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์ ฉะนั้นให้รีบจัดการซะตั้งแต่วันนี้ ติดต่ออะไรไว้ก็รีบทำ จะมีความสำเร็จในเรื่องการงาน ให้อดทนไป
  • ความรัก ไม่ค่อยดี มีแต่เรื่องบาดหมางกัน ไม่มีความเข้าใจกัน
  • สุขภาพ ความเครียด กังวล ฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์

 

สีไม่ดี ฟ้า น้ำเงิน

สีดี      เขียว

คำเตือนของคนราศีเมษ คือ ใช้เงินให้ระวัง อย่าสร้างหนี้ อย่าสร้างภาระใหญ่ๆ หลีกเลี่ยงเรื่องที่จะก่อให้เกิดทุกข์ ให้อดทนสักพักจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ  

              

ราหูค้นทรัพย์

 

ราศีพฤษภ

ช่วงนี้จะเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก คือ อาจมีการสะสมวัตถุมงคล จะไปทางด้านสิ่งลี้ลับ ด้วยเกตุเป็นเรื่องของอารมณ์ด้วยพอกุมลัคน์ก็จะทำให้อารมณ์แปรปรวน เหวี่ยงและฉุนเฉียวง่าย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดวงตก

 

  • การเงิน อยู่ในเกณฑ์ “ราหูค้นทรัพย์” ใช้เงินเก่ง มีรายจ่ายสูง มีเงินไม่ได้มีเรื่องจ่าย คือมีเรื่องจ่ายไร้สาระ ถ้าไม่จ่ายเองก็มีคนอื่นมารบกวน ไม่ให้ยุ่งเรื่องชาวบ้าน เรื่องชาวบ้านคือเรื่องเข้ามายืมเงินรวมอยู่ในนั้นด้วย ตอนนี้ห้ามค้ำประกัน อย่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน เพราะว่าตัวเองดวงตกอยู่ 
  • การงาน ถ้าทำงานเป็นลูกจ้างก็ต้องมีสติ ตั้งใจทำงาน อาจถูกตำหนิติเตียนได้ ให้ระมัดระวังการทำงานจะมีข้อผิดพลาดสูง ระวังจะไปขัดใจกับเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย ถ้าทำงานด้านการเงินต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เงินจะหาย จะคิดเงินผิดพลาด
  • ความรัก  ยังโอเคอยู่ คนรักช่วยเหลืออุปถัมภ์  แต่หลังจากวันที่ 22 มีนาคม จะมีความห่างเหินกัน หรือแตกแยก มีทะเลาะขัดแย้งกันได้ เมื่อดูจากภาพรวมแล้วตอนนี้นิสัยคนราศีพฤษภไม่ค่อยดี อารมณ์เหวี่ยง หาเรื่องเขาไปทั่วหมด โดยเฉพาะแฟน 
  • สุขภาพ ไม่ค่อยดี 

 

สีไม่ดี ดำ

สีดี    เหลือง

แม้ดวงจะตก แต่หลังจากวันที่ 22 มีนาคม จะมีเครดิตมากขึ้น มีพาวเวอร์ ผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยเหลือได้

 

 *ราหูค้นทรัพย์  : กล่าวคือ มีเรื่องให้ต้องเสียทรัพย์สินเงินทอง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์  

วิธีการแก้เคล็ดคือ : ให้ใช้จ่ายไปกับการกุศล ปันเงินไปบริจาคหรือทำบุญ ก็จะบรรเทาการเสียทรัพย์ในรูปแบบอื่นได้

 

ราศีเมถุน

สมองไม่โล่ง ความจำก็ไม่ค่อยดี เลอะเลือนหน่อย เนื่องจากราหูทับ ทำอะไรกับใครก็ไม่ขึ้น ทำคุณคนไม่ขึ้น ราหูทับ อยู่ตรงไหนก็อยู่ไม่ติด อยู่บ้านก็ไม่ติด ดูรุ่มร้อนอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นคนที่เป็นลักษณะนี้ต้องแก้เคล็ด เปลี่ยนที่นอน เปลี่ยนทิศการนอนบ่อยๆ (ยกเว้นทิศตะวันตก) ไม่ย้ายห้องนอนก็ย้ายทิศ 2 อาทิตย์ย้ายทีนึงก็ได้  สร้างบรรยากาศให้ตัวเองเพื่อลดความเครียด ตกแต่งห้องใหม่

ราหูรบกวนทำให้ความไม่เป็นตัวของตัวเองสูง ต้องฝึกความอดทนเพราะเป็นคนขี้โมโห นั่งสมาธิ ฝึกจิต หมั่นสวดมนต์ ความเครียดจะน้อยลง

 

  • การเงิน ไปได้เรื่อยๆ ไม่ลำบาก 
  • การงาน การทำงานในลักษณะเป็นหุ้นส่วนยังไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ คนที่ร่วมทำงานกับเรา เขามีอย่างอื่นต้องไปทำ เราต้องแสดงฝีมือคนเดียว มีความเครียด เตรียมตัวบินเดี่ยว บินเดี่ยวจะสำเร็จถ้าไม่ใช้อารมณ์มาก หลังวันที่ 14 มีนาคมงานก็จะเยอะขึ้น ถือว่าดีเพราะมีผลงาน
  • ความรัก  เริ่มห่างเหิน คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องประมาณช่วงเวลาหนึ่ง ทุกสิ่งอย่างมันเกิดจากตัวเอง ต้องกลับมาดูตัวเอง 
  • สุขภาพ ไม่ค่อยดี มีความเครียด เส้นตึง ต้องไปนวดบ่อยๆ ราหูทับ หลับยังเครียด หลับกล้ามเนื้อยังทำงานอยู่ สมองหลับแต่กล้ามเนื้อยังเกร็งอยู่ ฉะนั้นต้องไปผ่อนคลาย ไปแช่น้ำอุ่นบ้าง ไปคลายกล้ามเนื้อ ลงทุนนิดหนึ่งได้ผลสูง

 

สีไม่ดี ดำ

สีดี    แดง

แค่ปรับตัวเองก็ชนะราหูได้ อย่าคิดว่าตัวเองถูกเสมอไป ข้อแนะนำของคนราศีนี้ คือ ต้องลดตัวตนลง ลดทิฐิ ยอมรับความผิดพลาดของตน จากตำแหน่งที่ว่าจะขึ้นพอถึงเวลาก็ไม่ได้ขึ้น เพราะราหูรบกวน

 

ราศีกรกฏ

มีความหงุดหงิดใจอยู่บ้าง จากวันที่ 13 มีนาคมไป ให้ระมัดระวังเรื่องคำพูดจะก่อให้เกิดศัตรูได้ 

 

  • การเงิน หลังจากวันที่ 14 มีนาไปการเงินที่ย่ำแย่จะดีขึ้น เงินค้างเก่าๆ จะได้คืน ใครยืมเงินไปก็จะมาใช้คืน การเงินก็จะดีขึ้น เครดิตดีขึ้น การลงทุน หุ้นส่วนอะไรก็เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ 2 มีนา เพราะดาวเสาร์ขยับขึ้นไปเรือนหุ้นส่วน การลงทุนดี 
  • การงาน ระมัดระวังจะเกิดความล่าช้าไม่ทันตามกำหนดเวลา ยืดยาด มีอุปสรรค ให้เผื่อเวลาไว้ จะไปรับปากใครก็บวกๆ เวลาไว้ด้วย บวกข้อผิดพลาดแก้ไขไว้นิดนึง เมื่อแก้ไขแล้วก็ดี ไม่มีอะไร
  • ความรัก  เนื้อหอม ถ้ายังไม่มีแฟนก็มีคนมาให้เลือก 3 – 4 คน คนมีคู่แฟนก็รักมากขึ้น คนรักก็ดีมากขึ้น
  • สุขภาพ  ปวดหัว ตัวร้อน มีเรื่องมึนหัว ปวดหัว เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ค่อยพอเท่าไหร่ ต้องดื่มน้ำเยอะๆ คนราศีนี้ช่วงนี้ขาดน้ำ

 

สีไม่ดี ดำ ฟ้า น้ำเงิน

สีดี    ส้ม ม่วง

 

 

ราศีสิงห์

คนราศีสิงห์เดือนนี้จะดี เนื่องจากจันทร์เพ็ญจะมาแล้ว ความเพ็ญจะตามมา ทำอะไรก็มีความสำเร็จ แต่คนราศีมีนจันทร์ดับเดือนนี้ ฉะนั้นเดือนมีนาคมจะมีเจ็บ ป่วย ให้ระวังเรื่องสุขภาพ เกี่ยวกับข้อเท้า ระวังจะมีแต่เรื่องเสียเงิน

ระวังเรื่องของสุขภาพเกี่ยวกับพวกร้อนใน ขา เข่า เจ็บด้วย อย่าไปอยู่ที่ร้อนๆ ให้อยู่ในห้องแอร์ไปช่วงนี้ หรือไม่ก็อยู่ใต้ต้นไม้ ให้มันร่มเย็น เสาร์ อาทิตย์ มีวันหยุดก็ให้ไปพักผ่อนที่ร่มๆ อย่าไปอยู่ที่ร้อนเดี๋ยวขี้โมโหอีก แต่หลังจากวันที่ 14 มีนา ก็ไปอยู่เรือนมรณะอีกก็ไม่ค่อยดี ระวังการมีเรื่องมีราวด้วยด้านอารมณ์

 

  • การเงิน มีลาภเล็กๆ น้อยๆ หนี้สินจะลดน้อยลง การลงทุนยังไม่ต้อง ชะลอไว้ก่อน  เดี๋ยวเดือนหน้าค่อยพูด เดือนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร อยู่นิ่งๆ ไปก่อน
  • การงาน การงานดี ตอนนี้เน้นไหว้เจ้าเรื่องงาน มีอุปสรรคอะไรก็ไปขอ ไหว้เจ้า จะมีความสำเร็จ ไหว้เจ้าที่ที่บ้านด้วย ที่ทำงานด้วย
  • ความรัก ก็จะได้ลาภจากคู่ แฟนดีทนอารมณ์ได้ แฟนให้กำลังใจได้
  • สุขภาพ ระวังเรื่องสุขภาพ ร้อนใน กินน้ำเยอะๆ แล้วก็ใจร้อนด้วย

 

สีไม่ดี แดง

สีดี    ดำ

 

 

ราศีกันย์

หลังจากวันที่ 13 มีนาคม เป็นต้นไป ดาวพุธอยู่เรือนอริ ก่อศัตรูอยู่ จะมีศัตรู คู่แข่ง พูดไม่ค่อยเข้าหูคน 

 

  • การเงิน   มีการใช้เงินเกินตัว ทำให้เงินฝืดได้ การเงินมีติดลบ ฉะนั้นระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายเงินในเดือนนี้ การเสี่ยงโชคไม่ดี
  • การงาน ให้ระมัดระวังเรื่องคำพูดในเรื่องการงาน ฉะนั้นไม่ต้องพูด เน้นทำงานเยอะๆ แต่ถ้ามีบริวารก็ให้พวกลูกน้องออกหน้าไปก่อน ลูกน้องจะดวงดีกว่า ตอนนี้ตัวเองออกหน้าไม่ค่อยดี งานจะมีอุปสรรคต้องแก้ไขอยู่เรื่อย งานจะมีข้อผิดพลาดได้ หากมีความขัดแย้งกับเจ้านาย ให้สงบปาก สงบคำ อย่าเกี่ยงงาน เขาใช้อะไรก็ทำไปก่อน ไม่ได้ค่อยว่ากันทีหลัง
  • ความรัก  ความรักยังโอเคอยู่ แฟนดีช่วยอุปถัมภ์ มีเหตุมีผลดี สามารถรับฟังเรื่องราวของตนได้ดี พึ่งได้                  
  • สุขภาพ ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ 

 

สีไม่ดี แดง

สีดี    ส้ม เบจ ครีม

 

 

ราศีตุลย์

ในภาพรวม ดาวประจำราศี คือ ดาวศุกร์ ตอนนี้ดาวศุกร์เป็น “ประ” หรือ ส่งผลให้ดาวเสื่อมผล หมายถึง ผลที่ดวงได้รับจะผันแปรหรือเกิดอุปสรรค ไม่ราบรื่น ล่าช้า ซึ่งขณะนี้ดาวศุกร์เป็นประอยู่ เท่ากับว่าดาวของราศี “ไม่มีกำลัง” ต้องระวังเรื่องสุขภาพไปจนถึงวันที่ 29 มีนา เพราะดาวศุกร์ อยู่จนถึงวันที่ 29 มีนา เดือนนี้ทั้งเดือนก็ให้ดูแลเรื่องสุขภาพ 

  • การเงิน  พอไปได้ การเงินก็จะดีขึ้นหลังวันที่ 22 มีนาแล้ว ขอเตือนว่าอย่าไปยุ่งกับญาติ กับคนใกล้ชิดมาก ปัญหาไม่มีจบสิ้น แล้วเราก็ไปเครียดเรื่องของคนอื่น ตัวเราเองก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วช่วงนี้ช่วงนี้ไม่มีโชค เรือนลาภไม่สวย เดี๋ยวอาทิตย์ก็จะขึ้นไปอาทิตย์ เงินดีเฉยๆ ลาภ เสี่ยงโชคไม่ดี เพราะเดี๋ยวดาวพฤหัสฯ เสาร์ ขึ้นไป ก็จะมีทรัพย์สินเพิ่มได้ ซื้อบ้าน ซื้อที่ได้ แต่ต้อง 22 มีนาไปแล้ว
  • การทำงานที่มีหุ้นส่วน ไม่ดีนัก ช่วงนี้ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ดี เสียเปรียบ มีเรื่องให้ปวดหัวเกี่ยวกับญาติ พี่น้อง อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องญาติ พี่น้องมากจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะเรื่องเงินเป็นเรื่องหลัก พี่น้องจะทำให้ปวดหัว ทางที่ดีอยู่ห่างๆ กันสักพักดีแล้ว เนื่องจากกลุ่มดาว 3 ดวง มันจะย้ายไปอยู่เรือนญาติของราศีตุลย์ ดาว 3 ดวง คือ อังคาร พฤหัสฯ เสาร์ ในเดือนนี้ย้ายไปก็เริ่มจะปวดหัวเรื่องญาติ
  • การงาน  ก็ไปได้เรื่อยๆ แต่ว่าอย่างที่เกริ่นไปด้วยสุขภาพของเราไม่ค่อยดี เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ค่อยพอ มีอาการปวดบริเวณ คอ บ่า ไหล่ ออฟฟิศซินโดรม ทำให้คิดอ่านอะไรไม่ค่อยปลอดโปร่งเท่าที่ควร หรืออาจจะหยุดงานบ่อย ทำ 2 วัน หยุด 3 วัน กำลังวังชาไม่ค่อยดี งานก็จะเนือยๆ ไปนิดนึง ผลงานก็จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สำหรับเดือนนี้ ให้ออกกำลังกาย ยืดเส้น ฝึกโยคะก็จะดีต่อสุขภาพ
  • ความรัก  ดีขึ้น เนื่องจาก ชาวราศีตุลย์จะเป็นฝ่ายยอม คือเรียกว่าเป็นฝ่ายยอม ไม่ต่อล้อต่อเถียง ก็ดีแล้วทำให้ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง แต่ก็อย่ายอมมากจนดูไม่มีคุณค่า

สีไม่ดี น้ำเงิน ฟ้า

สีดี    ม่วง

เกร็ดความรู้โหราศาสตร์ไทย : ดาวประ หรือ ปรเกษตร คือ ดาวพระเคราะห์ที่เป็นข้าศึกตรงข้ามกับเกษตร เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ประ จะอยู่ในราศีตรงข้ามกับเกษตร ถือว่าไม่ดี มีกำลังอ่อนให้ผลตรงข้ามกับเกษตร ขาดความสามารถ ไม่เอาการเอางาน อาภัพ 

 

 

ราศีพิจิก

ดาวประจำราศี คือ ดาวอังคาร ดาวอังคารวันที่ 22 มีนาก็จะย้ายไปอยู่ราศีมังกร ซึ่งเป็นราศีของการสังคม เพื่อนฝูง ก็จะได้พบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น เข้าสังคมมากขึ้น ก็เป็นผลดีกับเรื่องของการงาน

 

  • การเงิน  ดี แต่อย่าไปให้ใครยืมเงิน เดี๋ยวจะปวดหัว เครียด มีลาภนิดหน่อย มีน้อยไม่มากเท่าไหร่ ไม่ถึงกับขี้เหร่ หุ้นส่วนก็คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องพักหนึ่งต้องเลย 29 มีนาแล้วค่อยคุยกัน
  • การงาน  จะดีขึ้นเรื่อยๆ ทำงานดี ผลงานดี มีชื่อเสียง การติดต่อเจรจาดี
  • ความรัก  ไม่ดี เพราะดาวศุกร์เป็นประ และอยู่ในเรือนความรักของราศีพิจิกในตอนนี้ส่งผลให้คนรักคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องช่วงนี้ มีความห่างเหินกัน เนื่องจากดาวความรัก คือ ดาวศุกร์ เป็นอริ ความรักกว่าจะดีต้องหลังวันที่ 29  มีนา ไปแล้ว เดือนหน้าความรักถึงจะดี เกตุก็ยังอยู่เรือนความรักด้วย ตอนนี้คนรักก็ไม่ค่อยว่า รู้สึกเบื่อๆ เราเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องทำตัวให้น่ารักขึ้น เพราะคนราศีพิจิกเป็นคนที่คนเข้าใจยาก ด้วยความที่โลกส่วนตัวสูง คนที่จะเข้าใจ ต้องมีจิตวิทยาสูง ต้องเป็นคนที่ใจเย็นจริงๆ ช่างสังเกต ซึ่งหายาก ราศีนี้ส่วนใหญ่ภาพรวมดี ยกเว้นเรื่องคู่ครองความรัก
  • สุขภาพ  มีเรื่องของความเครียดเท่านั้น เรื่องอื่นยังไม่น่ากังวล

 

สีไม่ดี แดง

สีดี    เขียว

 

ราศีธนู

ดาวกำลังจะย้าย 3 ดวง คือ อังคาร พฤหัสฯ เสาร์ ย้ายไปอยู่เรือนการเงินทั้งหมด การเงินก็จะดีขึ้น แต่ที่จะส่งผลร้ายก็คือเรื่องของความรัก คนรัก หุ้นส่วน เพราะราหูยังอยู่ยังไม่มีความชัดเจนแน่นอน เนื่องจากราหูอยู่ตรงนี้ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ

 

  • การเงิน จากนี้ไปชาวราศีธนูก็จะควบคุมเรื่องเงินได้ หนี้สินเบาบางลง มีคนช่วยเหลืออุปถัมภ์ เงินเริ่มจะมีเหลือเข้าระบบแล้ว ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ มันจะขึ้นๆ ลงๆ แต่การขึ้นๆ ลงๆ ของมันก็ยังเป็นผลดีของราศีนี้ คือ เรื่องเงินไม่สะดุด ไม่ได้ส่งผลร้าย โชคลาภไม่มี ไม่ต้องเสี่ยง ดาวกำลังอ่อนซื้ออะไรก็ขาดทุน เพราะไปถูกตัวที่ซื้อน้อยที่สุด ไม่ซื้อดีกว่าเสียสมองเสียเวลาในการลุ้น
  • การงาน  ดีขึ้นมากจากอดีต มีผลงานดี การติดต่อเจรจา เรื่องการเงินการทองมีความสำเร็จ ได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เจ้านายรักมากขึ้น เพราะการงาน คือ ดาวพุธ มันอยู่ในตำแหน่งเงินแล้วอีกสักพักก็จะขยับขึ้นไป ผลงานก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ
  • ความรัก ความคิดของคนรักไม่ค่อยมั่นคงกับเราเท่าไหร่นัก ความเข้าใจกันก็น้อย ราหูอยู่เรือนคู่ต่างคนต่างหวาดระแวงกัน ไม่เชื่อใจกัน หากยังไม่ได้แต่งงานก็พยายามเผื่อใจไว้ เปิดใจให้คนอื่นเข้ามาบ้าง เราจะได้ไม่ทุกข์มาก ฉะนั้นเรื่องความรักก็ควรจะปล่อยให้มันไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป อย่าเพิ่งไปคิดไกล เพราะคิดไกลแล้วมันจะเครียด เพราะมันเป็นไปได้ยากอยู่ สมมติถ้ายังมีคู่อยู่ก็มีอันจะต้องระหองระแหงกันอยู่เรื่อย ก็ให้ประคับประคองไป คนโสดก็ไม่ค่อยดี ใครมาชอบตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยชัดเจนจริงใจเท่าไหร่ 
  • สุขภาพ  เนื่องจากราหูเล็ง ฉะนั้นโรคก็จะมีอยู่เรื่อย อากาศเปลี่ยนก็ป่วย อย่าไปอยู่ในอุณหภูมิร้อนและแปรเป็นหนาวทันที ราหูชอบการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นการโยกย้ายบ้าน ที่อยู่ก็เหมาะกับคนที่ถูกราหูทับ และ เล็ง มีแพลนที่จะย้าย เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย อยู่ไม่ค่อยนิ่ง ฉะนั้นอย่าหาทรัพย์สินอะไรมาเพิ่มในช่วงนี้ เรายังไม่นิ่ง ด้านจิตใจด้วย

 

สีไม่ดี ดำ

สีดี    ได้ทุกสี ยกเว้นสีดำ ปังๆ ก็สีม่วง

 

ราศีมังกร 

หลังวันที่ 2 มีนาจะดีมาก เนื่องจากดาวใหญ่ขึ้นมาอยู่ราศีมังกร 2 ดาวเลย ดาวเสาร์เข้าตำแหน่งเกษตร ดาวพฤหัสฯ ก็ตามมาช่วยเสริมดาวเสาร์ได้ ฉะนั้นก็จะมีความมั่นคง การลงทุนดี โชคลาภก็มีด้วย แต่ต้องหลังวันที่ 22 มีนา ให้ดาวอังคารขึ้นมา ดาวอังคารเป็นดาวแห่งลาภของราศีมังกร จะย้ายขึ้นมาก็ 22 มีนา ฉะนั้น 22 มีนาแล้วถึงมีลาภ ภาพรวมคนราศีมังกรเริ่มจะโดดเด่น เดือนนี้ให้คะแนนคนราศีมังกรไป

 

  • การเงิน มีทรัพย์สินเพิ่ม จะเริ่มรวย ถ้ายังตั้งตัวไม่ได้ก็จะเริ่มตั้งตัวได้ ที่มีอยู่แล้วก็จะมีเพิ่มขึ้น ถ้ายังไม่มีก็จะเริ่มมี
    โชคลาภก็มีตั้งแต่วันที่ 22 มีนาเป็นต้นไป เพราะดาวโชคลาภกำลังมา ขึ้นมาทับลัคน์ราศีมังกร
  • การงาน  เป็นดาวศุกร์ เนือยๆ อยู่ จะขี้เกียจทำงานอยู่ช่วงเดือนนี้ แต่สักพักก็จะขยันแล้ว ตอนนี้เริ่มมีพลัง พลังงานเริ่มดี ขี้เกียจแต่งานดี ทำแบบชิลๆ
  • ความรัก  ดี ช่วยเหลือกัน เห็นอกเห็นใจกัน แฟนคนราศีมังกรจะให้เกียรติ เพราะยังมีเครดิตอยู่ตอนนี้
  • สุขภาพ  ขา เข่า อย่าให้น้ำหนักตัวเยอะ พอจะเริ่มสบายน้ำหนักตัวก็จะเพิ่ม ก็ให้ดูแลสุขภาพด้วย มีเงินแล้วจะไม่ได้ใช้ หาให้หมอหมด

 

สีไม่ดี เทา

สีดี    ชมพู เป็นลาภ

 

 

ราศีกุมภ์

เนื่องจากตอนนี้ดาวอาทิตย์อยู่ราศีกุมภ์จนถึงวันที่ 13 มีนา อาทิตย์อยู่ก็มีความร้อน ขี้หงุดหงิด จะมีเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับร้อนใน มีไข้ เป็นไข้หวัดได้ มีเรื่องสายตา ตาเจ็บ ตาพร่ามัว ต้องไปเช็คด้วย

 

  • การเงิน หลังจากวันที่ 14 มีนาไปแล้วก็จะดีขึ้น ตอนนี้การเงินยังไม่ค่อยดีเนื่องจากดาวเสาร์ ดาวพฤหัสฯ มันอยู่เรือนลาภของราศีกุมภ์ แต่สักพักขยับมาเป็นวินาศก็ไม่ถึงกับขี้เหร่ แต่จากนี้ไปก็ไม่ควรจะไปค้ำประกันใคร มีโชคลาภช่วงครึ่งเดือนแรก 1 – 15 มีนา พอได้อยู่
  • การงาน  ดี การติดต่อทางไกลดี ถ้าทำงานด้านต่างประเทศก็จะดีมาก งานเยอะ หากมีลูกน้องก็ต้องเข้มงวดเรื่องบริวารสักหน่อย ลูกน้องจะทำงานล่าช้าและขี้เกียจ
  • ความรัก  ดาวอาทิตย์มาทับ คือ เราก็จะเกรงใจแฟน ไม่ทะเลาะกัน ออกแนวเกรงใจ เกรงกลัวเขา แต่แฟนดี ทนอารมณ์ชาวราศีกุมภ์ได้
  • สุขภาพ ร้อนใน มีไข้ เป็นไข้หวัดได้ มีเรื่องสายตา ตาเจ็บ ตาพร่ามัว ต้องไปเช็คด้วย

 

สีไม่ดี แดง

สีดี    ดำ

 

ราศีมีน     

เดี๋ยวหลังวันที่ 14 มีนาดาวอาทิตย์จะไปทับคนราศีมีน ก็จะมีความหงุดหงิดตั้งแต่วันที่ 14 มีนา ใจร้อน ป่วย มีไข้ สายตาแพ้แสง แพ้แดด ร้อนใน ดาวอาทิตย์มาจากเรือนอริ คือ เป็นเรื่องของความเจ็บป่วย หลังวันที่ 14 มีนาให้ดูแลเรื่องสุขภาพหน่อย

 

  • การเงิน  มฤตยูศุกร์อยู่เรือนการเงิน มีเรื่องเสียเงินเกี่ยวกับการปรับปรุงที่อยู่อาศัย บ้าน รถ ยังใช้จ่ายเรื่องของการซ่อมแซมอยู่ จนกว่าจะสิ้น 29 มีนา เงินยังเก็บไม่ค่อยอยู่เท่าไหร่ แต่เดี๋ยวการเงินก็จะเริ่มนิ่ง หมายถึงว่าจะมีเงินเข้า 22 มีนาเป็นต้นไป ดาวอังคารขยับ เงินมาอยู่เรือนลาภ ขยับขึ้นมา มีลาภได้จากงาน เสี่ยงโชคก็ได้ 
  • การงาน ดี การงานมีผู้ใหญ่ช่วยเหลืออุปถัมภ์ จะติดต่ออะไร รีบทำงานอะไรให้เสร็จก่อนวันที่ 17 มีนา เพราะจะมีลาภผลเกี่ยวกับเรื่องการงาน งานดี จะมีงานเข้ามาเรื่อยๆ ถึงมันขึ้นไปมันก็ไปขึ้นเรือนลาภ ขึ้นๆ ลงๆ กับเรือนงาน เรือนลาภอยู่ ถือว่าให้คุณเรื่องงาน คนราศีมีนการงานโอเคเลย มีคนช่วยเหลืออุปถัมภ์ ขอร้องประสานงานกับใครก็จะได้รับการยอมรับดี มีการปรับปรุงเรื่องบ้าน ที่อยู่อาศัยอยู่เรื่อย เพราะราหูยังอยู่ภพ 4  ปรับปรุงเรื่อยๆ
  • ความรัก  หลังจากวันที่ 13 มีนา ดาวพุธเป็นวินาศลัคน์อยู่ ความรักหลังจากวันที่ 13 มีนาไป ความรักจะเนือยๆ ไม่ค่อยได้คุยกันมาก คุยกันมากความคิดเห็นจะไม่ค่อยตรงกัน เนื่องจากดาวพุธ คือ ดาวเรื่องคู่เข้าสู่ตำแหน่งวินาศกับลัคนา หรือไม่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน มี 2 กรณี ยุ่งกันทั้งคู่ ไม่ค่อยได้คุย ไม่ค่อยได้เจอกัน ไม่มีเวลาคุยกัน หรือว่าคุยกันคนละภาษา คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง
  • สุขภาพ ใจร้อน ป่วย มีไข้ สายตาแพ้แสง แพ้แดด ร้อนในการเดินทางไกลๆ ก็ไม่ค่อยดี จะป่วย
    จันทร์ดับในราศีมีนด้วย ฉะนั้นเรื่องเจ็บป่วยเลย การแก้เคล็ด คือ ต้องไปตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ป้องกันไว้ก่อน

 

สีไม่ดี ฟ้า น้ำเงิน

สีดี    ม่วง เป็นลาภ

 

           


_สูตรอาหาร_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 26, 2020

เปิดตำราเมนูเส้นทำง่าย “ก๋วยจั๊บญวน” สูตรอร่อยฟิน เหมือนกินที่เวียดนาม สำหรับผู้ที่อยากหาเมนูใหม่ที่ทำไม่ยาก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอแนะนำเมนูนี้มาฝากกัน

 

 

ส่วนผสม เมนูก๋วยจั๊บญวน

  • เส้นก๋วยจั๊บญวน
  • กระเทียมกากหมูเจียว
  • หอมแดงเจียว
  • หมูสับ
  • หมูยอ
  • ถั่วงอก
  • ผักกาดหอม
  • ต้นหอม, ผักชีซอย
  • กระดูกหมู
  • หัวไชเท้า
  • แครอท
  • ซีอิ๊วขาว
  • เกลือ
  • พริกไทย

น้ำจิ้ม

  • พริกแห้ง
  • เกลือ
  • น้ำตาล
  • กระเทียม
  • น้ำส้มสายชู

 

วิธีทำ : น้ำซุป

  1. ตั้งหม้อใส่กระดูกหมู ต้มน้ำจนเดือดใส่หัวไชเท้า แครอท
  2. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ พริกไทย
  3. คอยช้อนฟองออกตอนต้มกระดูกหมู เพื่อให้น้ำซุปใส

วิธีทำ : น้ำจิ้ม

  1. ตำพริกแดงกับเกลือให้เข้ากัน
  2. ผสมพริกที่ตำไว้กับกระเทียม น้ำตาล น้ำส้มสายชู คนให้เข้ากัน

 

วิธีทำก๋วยจั๊บญวน

  1. รวนหมูสับ ลวกหมูยอพักไว้
  2. ลวกเส้นก๋วยจั๊บญวน (หากเป็นเส้นแห้งให้แช่น้ำ 20 นาทีก่อนลวก เส้นสดไม่ต้องแช่)
  3. ตักใส่ชาม ใส่หมูสับ หมูยอ ผักกาดหอม ถั่วงอกตามชอบ ใส่น้ำซุปปิดท้าย
  4. จัดจาน โรยหน้าด้วยกากหมูเจียว หอมแดงเจียว ต้นหอมและผักชี ปรุงรสพร้อมทาน

-พี่น้องเจอกัน-50ปี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 24, 2020

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวน่าประทับใจเมื่อคุณยายสองพี่น้องชาวกัมพูชาวัย 101 และ 98 ปี ซึ่งเคยพลัดพรากจากกันเกือบ 50  ปี  แล้วจากเหตุการณ์สังหารในสมัยเขมรแดงได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากน้องสาวเชื่อว่าครอบครัวถูกฆ่าตายหมด จึงไปเก็บขยะเลี้ยงชีพในเมืองหลวงพนมเปญแต่ยังมีน้ำใจช่วยเหลือเด็กยากจน กระทั่งเอ็นจีโอด้านเด็กทราบข่าวช่วยติดตามหาพี่น้องที่หลงเหลืออยู่จนเจอ น่าเศร้าญาติพี่น้อง 13 คนตายหมด ยายทั้งสองต้องเสียสามีเหมือนกันใช้ชีวิตเป็นหม้ายจนถึงปัจจุบัน

 

ภาพของยายบุน เซน หญิงชราวัย 98 ปี กำลังโอบกอดพี่สาวอายุ 101 ปีที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งกำปงจาม ด้วยความดีใจหลังจากไม่ได้พบกันเป็นเวลา 47 ปี  กลายเป็นภาพที่ถูกแชร์ออกไปในสังคมออนไลน์ของกัมพูชาหลังตกเป็นข่าวในสื่อ ระหว่างที่ทั้ง 2 ได้มาพบกันอีกครั้งจากการช่วยเหลือขององค์กรการกุศลหนึ่งในประเทศกัมพูชา

 

จากข้อมูลระบุว่าทั้งคู่พลัดพรากและไม่มีโอกาสได้เจอกันตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งตอนนั้นยายบุน เซนต้องหนีออกจากหมู่บ้านไปในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างสาธารณรัฐกัมพูชาที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯและ เขมรแดงที่ได้รับการหนุนหลังจากจีน โดยในช่วงที่ต้องออกจากหมู่บ้านไปสามีของยายบุน เซนก็ถูกเขมรแดงฆ่าตายและเธอเองก็ไม่เคยกลับมาที่หมู่บ้านนี้อีกเลยเพราะเชื่อว่าญาติๆ ของเธอคงจะถูกเขมรแดงสังหารเสียชีวิตหมดแล้วเช่นกัน

 

หลังสามีเสียชีวิตยายบุน เซนต้องออกไปใช้ชีวิตลำพังอยู่ในชาญกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาโดยยึดอาชีพเก็บขยะขายเพื่อเลี้ยงชีพและลูกๆ ของเธอ

ด้านยายบุน เจีย พี่สาวอายุ 101 ปีของยายบุน เซน ซึ่งเห็นสามีถูกเขมรแดงฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาจนทำให้กลายเป็นหม้ายต้องเลี้ยงลูก 12 คนมาตามลำพังยังคงใช้ชีวิตในกำปงจามต่อไปโดยไม่คิดว่าน้องสาวจะยังมีชีวิตอยู่

ยายบุน เจียผู้เป็นพี่บอกกับนักข่าวว่า “ฉันมีญาติพี่น้อง 13 คนถูกฆ่าตายหมด และฉันก็คิดว่าบุญเซนก็ถูกฆ่าตายเหมือนกันเพราะมันนานมากแล้วที่ไม่มีข่าวคราวและเจอกันเลย พวกญาติๆ เคยพูดถึงบุญเซนแต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง”

 

การกลับมาพบกันของทั้งคู่ในวันนี้เกิดจากการทำงานของกองทุนเด็กกัมพูชาซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ทำงานเพื่อให้การศึกษาแก่เด็กที่ยากจน และครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือเนื่องจากเป็นประชาชนที่ยากจนที่สุดของประเทศ และครอบครัวของยายบุญเซนก็เป็นหนึ่งในนั้น กระทั้งต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ทราบว่ายายบุน เซน ต้องสูญเสียครอบครัวและไม่เคยทราบข้อมูลของญาติพี่น้องอีกเลย ก็ได้มีความพยามสืบค้นหาข้อมูลครอบครัวของยายบุญเซนและทราบว่าพี่น้องของเธอยังมีส่วนหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในกำปงจาม กระทั่งสามารถนำทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหลัง และยายบุน เซน ยังมีโอกาสได้จับมือกับน้องชายวัย 92 ปีของเธอด้วย

 

“การได้กอดพี่สาวมีความหมายมาก น้องชายก็ได้จับมือฉันเป็นครั้งแรกมันทำให้ฉันร้องไห้ออกมา” ยายบุน เซนกล่าวถึงความรู้สึก โดยหลังการพบกัน ทั้งคู่ยังมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันและยังได้เดินทางไปเยี่ยมกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาด้วยกันอีกด้วย

 

ในระหว่างปี พ.ศ.2518-2522 กลุ่มเขมรแดงสังหารผู้คนมากถึงสองล้านคนในช่วงสี่ปีที่พวกเขาปกครองกัมพูชา ทำให้ชาวกัมพูชาต้องสูญเสียคนที่รักในครอบครัว และต้องพลัดพรากจะบ้านเกิดเมืองนอนไปจำนวนมาก ในปี พ.ศ.2561 นายพอล พต ผู้นำเขมรแดงเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายขณะถูกกักบริเวณในบ้านในปีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 นอกจากนี้ยัง มีผู้นำเขมรแดงอีกสองคนถูกตัดสินว่ามีความผิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตด้วย

 

ขอขอบคุณภาพจาก : CCF


63-ปี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 24, 2020

สื่ออเมริกัน เผยเรื่องราวน่าประทับใจ เมื่อโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในรัฐโอไฮโอพบกระเป๋าเงินสีแดง ที่มีสภาพซีดจางตกอยู่ด้านหลังตู้เก็บของของโรงเรียน โดยหลังจากตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นกระเป๋าสตางค์ที่ถูกทำตกตั้งแต่ในช่วงเริ่มการก่อตั้งของโรงเรียนแห่งนี้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีทีเดียว

 

ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน เล่าถึงที่มาของกระเป๋าเงินดังกล่าวว่าผู้ดูแลโรงเรียนพบกระเป๋าใบนี้เมื่อเดือน พฤษภาคมปีที่แล้วตกอยู่ในซอกตู้เก็บของของโรงเรียนตอนที่กำลังจะถอดตู้ออกมาซ่อม จากนั้นจึงนำมันไปให้กับฝ่ายธุรการของโรงเรียนก่อนที่ผู้บริหารของโรงเรียนจะให้เปิดกระเป๋าดังกล่าวออก ทำให้พบเอกสารที่อยู่ในกระเป๋าใบนั้น ประกอบด้วย ภาพถ่าย,บัตรห้องสมุดและบัตรสมาชิกของ YMCA ซึ่งทั้งหมดระบุว่าเป็นของหญิงสาวที่ชื่อว่า แพทตี้ รัมโฟล่า (Patti Rumfola) ซึ่งทำหายไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนไฮสคูล ที่โรงเรียนฮูเวอร์ ไฮสคูล ซึ่งเริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี พ.ศ. 2499 หรือเมื่อ 64 ปีที่แล้วและยังเปิดสอนจนถึงปัจจุบัน

 

 

หลังจากที่พบว่ากระเป๋าเป็นของใครแล้ว โรงเรียนได้ติดต่อกับสมาคมศิษย์เก่าด้วยความหวังว่าจะคืนกระเป๋าให้กับเจ้าของที่ถูกต้อง โดยจากการค้นข้อมูลของสมาคมก็พบว่าแพทตี้สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ.2503 และเมื่อสืบค้นข้อมูลลึกลงไปอีกก็พบข่าวร้ายว่าเธอได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2556 เมื่ออายุ 71 ปี ที่บ้านเกิดของเธอใน รัฐเพนซิลวาเนีย โดยมีข้อมูลว่าแพทตี้มีครอบครัวและลูกๆ  5 คน ทำงานเป็นอาจารย์ในรัฐแมรี่แลนด์จนกระทั่งเกษียณอายุ และยังเป็นนักออกแบบเครื่องแต่งกายและช่างเย็บผ้าให้กับโรงละครรวมทั้งยังก่อตั้งสมาคมศิลปะการละครและชมรมสตรีหญิงในเมืองแห่งหนึ่งอีกด้วยขณะที่หนึ่งในเพื่อนสนิทของแพทตี้ เล่าว่าเธอไม่เคยพูดถึงเรื่องการทำกระเป๋าใบนี้หายให้ฟังเลย และยังบอกว่าแพทตี้เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่น่ารักที่สุดเท่าที่เคยรู้จัก

 

โรงเรียนฮูเวอร์ ไฮสคูลได้โพสต์ข้อความลงบนหน้าเฟซบุคส์ของโรงเรียนโดยระบุว่า ทางโรงเรียนและลูกๆ ของแพทตี้ได้ร่วมกันเปิดกระเป๋าเงินใบสีแดงของเธอ พร้อมมอบคืนมันให้กับครอบครัว พร้อมกับเผยแพร่ภาพสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าที่มีทั้งรูปภาพ เอกสารต่างๆ และเหรียญโบราณอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่สเตฟานี ลูกสาวคนหนึ่งของแพทตี้ได้เขียนข้อความขอบคุณไปยังโรงเรียน โดยแสดงความขอบคุณโดยระบุว่า

 

“ฉันไม่รู้จะขอบคุณโรงเรียนอย่างไรดีและเชื่อว่าแม่ต้องตื่นเต้นมากถ้าเห็นสิ่งของที่ได้กลับคืนมาทั้งหมดนี้ เพราะมันเป็นเรื่องยากที่เจอสิ่งที่เคยถูกทำหายไปในอดีต และมันคงจะทำให้แม่ได้ระลึกถึงวันเก่าๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของชีวิตของแม่”

และเรื่องราวกระเป๋าเงินแพทตี้ก็กลายเป็นเรื่องประทับใจที่ชาวอเมริกันได้พากันแชร์เรื่องราวออกไปจำนวนมากโดยส่วนใหญ่เข้ามาแสดงความยินดีกับแพทตี้ และลูกๆ ของเธอที่ได้รับกระเป๋าเงินคืนถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้วถึง 63 ปีก็ตาม