kinyupen-ayaaaaaa_a-60-aaaaaac.jpg

kinyupen_adminSeptember 16, 2020

เพราะเป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชน ดังนั้นอายุจึงไม่ใช่อุปสรรค ถ้าคิดจะวิ่ง พร้อมเมื่อไหร่ก็เริ่มได้เลย...ไม่มีคำว่าสาย


_ทำดีไม่ต้องรอ_วัดปราสาทนนท์_cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 24, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนพบปะกลุ่มคนที่เริ่มจากความตั้งใจ “ทำดี” โดยไม่ต้องมีเกริ่นนำ แต่ทำเลย ซึ่งสาเหตุที่มาเรื่องนี้เริ่มจากเห็นใน pantip ที่มีเข้ามาถามความคิดว่า อยากเป็นจิตอาสา ทำยังไง อยากทำความสะอาดห้องน้ำต้องเริ่มอย่างไร และคาดว่ามีอีกหลายคนอยากเข้าไปช่วย จะเริ่มจากตรงไหน

 

นี่อาจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราหมดข้อสงสัย และเริ่มได้โดยไม่ต้องเกริ่นนำ ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าพี่ๆ จิตอาสากลุ่มที่เรานำมาเสนอนี้ แต่ละคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างมาเจอกันโดยบังเอิญ แต่ก็ร่วมแรงร่วมใจบูรณะหอพระไตรปิฎก ณ วัดปราสาท นนทบุรี จนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างที่เราเห็น

 

 

สำหรับหอพระไตรปิฎก แห่งนี้ถูกสร้างเมื่อประมาณ 30 – 40 ปี แต่ด้วยผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จึงทรุดโทรม โดยเคยมีผู้รับเหมาจะมาบูรณะหากด้วยงบประมาณที่สูงจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ กระทั่ง “น้าสงคราม” หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของชาวจิตอาสากลุ่มนี้มาเจอ จึงเริ่มลงมือบูรณะด้วยตัวคนเดียว ก่อนได้รับความร่วมมือจากสมาชิกแต่ละท่านและคืบหน้ามาจนปัจจุบัน

 

สิ่งที่เป็นของดั้งเดิม คือ บันไดธรรมาสน์ และองค์พระประธานที่คาดว่าอยู่คู่กับวัดพร้อมฐานพระมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีฯ ส่วนพระพุทธรูปที่ทำด้วยหินสีเขียวและโต๊ะหมู่บูชา คือ สิ่งที่น้าสงครามนำมาถวายวัด

 

 

นอกจากนี้ภายในหอยังมีภาพและคำสวดบูชาพระสุนทรีวาณี ผู้คอยดูแลคำสอนพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก รวมถึงภาพถ่ายหลวงปู่สนธิ์ ธมฺมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทแห่งนี้ด้วย

องค์พระประธานที่ตั้งอยู่ในอุโบสถนั้น ทางกรมศิลปากรสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุกว่า 400 ปี และด้วยลักษณะทำให้คาดกันว่าผู้ที่สร้างต้องเป็นพระมหากษัตริย์แน่นอน

 

 

เรื่องราววัดแห่งนี้น่าสนใจมากกว่าความลี้ลับ โดยเฉพาะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมที่ปลูกสร้างโดยพระเจ้าปราสาททอง หลานของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

 

 

 

 


Content_ตัดหลอดพลังที่ยั่งยืน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 25, 2020

  • “หมอนหลอดพลาสติก ช่วยยืดระยะเวลาพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยจาก 2 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมงครึ่ง” เพราะมีคุณสมบัติที่ดีในการคืนรูป มีช่องว่างระบายอากาศ รองรับสรีระผู้ป่วยได้ดี
  • “หมอน 1 ใบ ใช้หลอดประมาณ 2,000 หลอด” หรือ ปริมาณ 5 ถ้วยตวง น้ำหนักเฉลี่ย 948 กรัม
  • “หลอดที่เหมาะจะทำหมอน คือ หลอดกาแฟมาตรฐาน” ส่วนหลอดที่เล็กเกินไป อาทิ หลอดนม หลอดยาคูลท์ หรือ ใหญ่เกินไป เช่น หลอดชานมไข่มุก จะตกคุณสมบัติ เพราะไม่ยืดหยุ่นทำให้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย รวมถึงหลอดย่อยสลายได้ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน
  • โครงการต่ออายุหลอดจะนำ “หลอดตกคุณสมบัติไปทำเชื้อเพลิงจากขยะ” ต่อไป

 

เริ่มกล่าวกันมากขึ้นว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยมีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 65 ปีเพิ่มสูงเป็น 17% ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ โรคภัยไข้เจ็บที่ตัวผู้สูงอายุและคนรอบตัวต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแล โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงก็คือ “กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง” อาทิ ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ – อัมพาต ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา ค่าใช้จ่าย รวมถึงอุปกรณ์ดูแลที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อป้องกันปัญหา “แผลกดทับ” ที่อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ ภาวะขาดอาหารรุนแรง การติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินหายใจและในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

 

“หมอนหลอดจากพลาสติกใช้แล้ว” กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ ที่ถูกนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและได้รับการยืนยันว่าสามารถใช้งานได้จริง อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า “หมอนหลอดดีกับผู้ป่วยที่ต้องนอนในโรงพยาบาลจริง เพราะนอกจากจะมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศเหมาะกับผู้ป่วยที่นอนติดเตียงเป็นเวลานานไม่ให้เป็นแผลกดทับแล้ว ยังช่วยลดปัญหาเรื่องไรฝุ่น ภูมิแพ้ให้กวนใจเหมือนหมอนที่ทำจากนุ่นหรือฝ้ายทั่วไป”

 

ขณะที่ มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็ระบุข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า “จากที่ได้วิจัยในเบื้องต้นร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าหมอนหลอดพลาสติกสามารถยืดระยะเวลาในการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย ช่วยลดภาระงานให้แก่พยาบาล จากสองชั่วโมง เป็นสองชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากหลอดมีคุณสมบัติที่ดีในการคืนรูป มีช่องว่างระบายอากาศ สามารถรองรับสรีระผู้ป่วยได้ดี”

 

ฮีโร่จากซีโร่เวสท์…พลังบวกที่ใครก็มีส่วนร่วมได้

ปัจจุบันมีองค์กร หน่วยงาน หรือ กลุ่มจิตอาสาหลายกลุ่มที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการประดิษฐ์หมอนหลอดเพื่อผู้ป่วยติดเตียง หนึ่งในนั้นคือ โครงการ “ต่ออายุหลอด” ของมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เริ่มดำเนินตั้งแต่ปี 2562 โดยรับบริจาคหลอดพลาสติกใช้แล้วจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ บริษัท ห้างร้านทั่วไป ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ (ปิดรับชั่วคราวเนื่องจากมีพื้นที่ในการจัดเก็บหลอดที่ไม่เพียงพอ) เพื่อนำมาล้างและตากแดดให้แห้ง ก่อนเปิดกิจกรรมจิตอาสาตัดหลอดขนาด 1 เซนติเมตร และนำมาล้างอีกครั้งเพื่อประกอบเป็นหมอนสำหรับส่งมอบ

 

โดยปัจจุบันมีการส่งมอบ “หมอนหลอด” ทั่วประเทศรวมแล้วกว่า 147 ใบ อาทิ บ้านคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรี โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลมาบตาพุด แม่ล้าน หน่วยนาวิกโยธินชลบุรี โรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบลแขมหนู จันทบุรี รวมถึงโรงพยาบาลแม่ลาวและกลุ่มมิตรภาพบำบัด จ.เชียงราย โรงพยาบาลสงฆ์ กทม. ฯลฯ ทั้งหมดนี้ช่วยลดปัญหาขยะหลอดพลาสติกเกือบ 200,000 หลอด

 

ปี 2563 นี้ โครงการฯ ยังคง “เปิดรับจิตอาสาจำนวนมาก เพื่อเข้ามาช่วยกันตัดหลอด ล้างหลอด เพื่อเข้าสู่กระบวนการทำหมอนหลอด” โดยจะจัดกิจกรรมขึ้นทุกเดือน ณ บริเวณโถงอาคาร 1 ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต

ทั้งนี้ครั้งต่อไปจัดขึ้น วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.30 – 16.30 น. ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน หรือ โทร. 02 537 2000 ต่อ 14376 /02 537 3308-10

 

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังระบุว่ายินดีและพร้อมขยายองค์ความรู้และขั้นตอนการทำหมอนหลอดให้กับท้องถิ่น เทศบาล ชุมชน ประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ร่วมเป็นเครือข่ายสานต่อโครงการนี้ไปด้วยกันอีกด้วย


..KBank-แนะนำลงทุน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 12, 2020

ในวันที่เศรษฐกิจซึมยาว ถูกซ้ำเติมจากค่าเงินและโรคระบาด ดอกเบี้ยเงินฝากก็ต่ำ ขณะที่กองทุน ตราสารหนี้ หุ้นก็มีอยู่มากจนเลือกไม่ถูก ดังนั้นถ้าต้องการทำให้เงินเก็บ เงินลงทุนที่มีอยู่งอกเงย ควรทำอย่างไร

 

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำคำแนะนำดีๆ จาก KBank เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก และ กลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะสมในช่วงนี้มาฝากกัน ซึ่งแม้เป็นคำแนะนำสำหรับกลุ่ม Private Banking (ลูกค้าที่มีสินทรัพย์ – เงินฝากในธนาคารสูง) แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์นำไปปรับใช้ได้ไม่มากก็น้อย เพราะคำแนะนำนี้มาจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอย่าง KBank Private Banking (กสิกรไทยไพรเวทแบงค์กิ้ง) ที่ให้บริการไพรเวทแบงค์บริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าไทยและต่างประเทศ

 

 

ที่มา : งานสัมมนา KBank PRIVATE BANKING ANNUAL ECONOMIC OUTLOOK


Content_พี่เด๋อ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 16, 2020

เมื่อคนเราเกิดอาการฟินมากกับกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่ง เคยไหมที่จะถามตัวเองว่า..แล้วจุดหมายสิ้นสุดที่ตรงไหนอาการแบบนี้ จะเห็นได้ชัดในหมู่นักวิ่งที่มักเขยิบเป้าหมายจากนักวิ่งสมัครเล่นระยะ 5 กิโลเมตรไต่ขึ้นไปสู่ 10 กิโลเมตร  ฮาล์ฟมาราธอน( 21 กิโลเมตร)  จนถึง ฟูลมาราธอน (42 กิโลเมตร) และจากรายการในบ้านก็สู่รายการนอกบ้านขยับไกลออกไป

 

นักวิ่งแทบทุกคนจะบอกว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะความรู้สึกที่ได้คือ การพิสูจน์การเอาชนะตัวเอง เอาชนะทั้งร่างกายและ จิตใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด

 

วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน หนึ่งตัวอย่างผู้ที่มีจุดเริ่มต้นจากการวิ่งระยะสั้นเพื่อสุขภาพ ก่อนผันสู่ผู้พิชิตเส้นทางหฤโหดของเอเวอเรสต์มาราธอน และกำลังจะก้าวสู่เส้นทางที่ยากขึ้นอีกระดับ คือการปีนธารน้ำแข็งที่ความสูงกว่า 4,000 เมตรบนเทือกเขาแห่งเนปาล

 

จุดเริ่มในการวิ่งของพิพัฒน์ คือวิ่งระยะสั้นเพื่อรักษาสุขภาพ หากเมื่อสุขภาพเข้าที่ เป้าหมายก็เขยิบตามความรู้สึกที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ไต่สู่ฮาล์ฟมาราธอน  มาราธอนทั้งในและต่างประเทศจากนั้นขยับสู่การวิ่งเทรล ที่เป็นการวิ่งแบบผจญภัยบนพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็น ป่า  ภูเขา หรือ ทุ่งหญ้า แล้วแต่ภูมิประเทศของรายการที่จัดงาน นั่นคือที่มาของวิ่งรายการเอเวอเรสต์มาราธอน ระยะทาง 42 กิโลมตร ที่ความสูง 5,300 เมตร ไม่รวมการเดิน Trekking ระยะทาง 60 กิโลเมตร และอย่างที่พิพัฒน์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจคือ

 

อ่านประกอบ : เปิดบันทึก “คนไทยผู้พิชิต Everest Marathon 2019” บอกเล่าเส้นทาง อารมณ์ ความรู้สึกผ่านภาพถ่าย 

 

ทุกเส้นทางมีเรื่องราวมากมายรอให้พบเจอ นั่นคือความสนุกที่เกิดขึ้น จึงเป็นแรงบันดาลใจในการมองหาสนามใหม่ๆ เส้นทางใหม่ๆ เพื่อพาตัวเองออกไปวิ่งพิชิตความท้าทายที่รออยู่เสมอ พยายามหาโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ให้กับตนเอง โดยแต่ละครั้งจะวางแผนซ้อมอย่างเป็นระบบ กำหนดเป้าหมายการซ้อมแต่ละวันที่ชัดเจน

 

วันนี้พิพัฒน์ จึงวางแผนอีกก้าวของความท้าทายใหม่ คือการปีนธารน้ำแข็ง โดยเริ่มจากเข้าคอร์สปีนธารน้ำแข็งกับ The Khumbu Climbing Center สถาบันสอนเทคนิคการปีนเขาที่มีชื่อเสียงของเนปาล ก่อตั้งโดยนักปีนเขาสองสามีภรรยาชื่อดังคือ Alex Lowe และ Jennifer ร่วมกับ Conrad Anker  แบรนด์พรีเซนเตอร์ The North Face

 

ทั้งสามคนร่วมกับ Pemba Sharwa ทายาทตระกูลนักปีนเขาชื่อดังชาวเฌอปา (หลานปู่ของ Tenzing Norgay ผู้พิชิตเอเวอเรสต์ร่วมกับเซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่) ซึ่งก่อตั้งสถาบันนี้เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของเนปาล และมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

 

นอกจากคนท้องถิ่นแล้วสถาบันนี้ยังเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปสามารถลงเรียนได้ด้วย โดยระยะเวลาเรียนมีตั้งแต่ 2 – 4 สัปดาห์ ขึ้นกับหลักสูตร ที่มีตั้งแต่คอร์สการปีนเขาทั่วไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคอร์สอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 2,000 ดอลล่าร์ (ไม่รวมค่าเดินทางและที่พัก)

 

การเรียนปีนเขาแบบ Indoor หรือ Rock climbing ปกติ สามารถเรียนได้ตลอดปี  แต่สำหรับหลักสูตรปีนธารน้ำแข็งช่วงเวลาที่เหมาะสมสุดคือช่วงเดือนมกราคม เพราะอากาศบนเขาที่เนปาลจะหนาวมากจนธารน้ำตกที่ไหลมากลายเป็นน้ำแข็ง เรียนที่ระดับความสูงประมาณ 4,000 กว่าเมตร จากระดับความสูงจริงกว่า 7,000 เมตร ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม www.alexlowe.org/projects/kcc

 

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างนักวิ่งผู้ก้าวข้ามขีดจำกัด และสร้างความท้าทายกว้างออกไป เพราะเชื่อว่าความอยากทำสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆเป็นปกติวิสัยของมนุษย์