_covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJuly 7, 2020

ผู้คนเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น และอเมริกา พากันย้ายถิ่นฐานออกนอกเมืองใหญ่ที่แออัดหลังสถานการณ์โรคโควิด 19 กำลังระบาดหนัก จนหลายบริษัทให้พนักงานทำงานผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจากทางไกลได้ เป็นเหตุให้หลายคนพากันไปซื้อบ้านและที่ดินตามชนบทเพราะได้ทั้งบ้าน และที่ดิน รวมทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการอยู่ในเมือง จนนักประชากรศาสตร์วิเคราะห์ว่าเมื่อย้ายกลับสู่ชนบทแล้วพวกเขาจะไม่คิดกลับมาอยู่ในเมืองอีกเลย

 

หลังการระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศญี่ปุ่นที่ดูเหมือนกว่าจะยังไม่คลี่คลาย ทำให้ล่าสุดสำนักข่าวเอ็นเอชเค ของญี่ปุ่นรายงานว่า ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังมีแนวคิดในการย้ายถิ่นฐานจากเมืองมุ่งสู่ชนบทมากขึ้น โดยส่งเสริมให้มีการทำงานผ่านระบบ “เทเลเวิร์ก” หรือการทำงานผ่านเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้ผู้คนยังสามารถทำงานจากบริษัทเดิมได้ โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่บริษัท จึงสามารถจะทำให้พวกเขาสามารถเลือกที่อยู่อาศัยที่ไกลออกไปจากในเมืองได้ นับเป็นการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และ การทำงานของชาวญี่ปุ่น หลังจากการระบาดของโรคโควิด 19 จนทำให้เกิดวิธีใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต จากก่อนหน้านี้เคยแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ กลายเป็นความต้องการที่จะมีอิสระในการใช้ชีวิตออกนอกเมืองมากขึ้น

 

ย้ายนอกเมือง Covid-19_0

 

จากข้อมูลการโยกย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่นกว่า 74 แห่ง พบว่ามีประชาชนจำนวนกว่า 6,500 คนกำลังมองหาบ้านใหม่ที่เหมาะสมเพื่ออยู่อย่างปลอดภัย และมีอิสระแทนการต้องแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ละต้องเสี่ยงกับโรคระบาดที่มักจะเกิดขึ้นในเมืองสำคัญต่างๆ ด้วย โดยจากการตอบแบบสอบถามของประชาชนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานระบุว่า โรคโควิด 19 เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องการย้ายบ้านใหม่ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็สนับสนุนให้ประชาชนหันไปใช้ชีวิตนอกเมืองมากขึ้น โดยให้รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่สนใจจะย้ายบ้าน เพื่อจัดทำข้อมูลและจัดหาที่ดินที่เหมาะสมให้กับผู้ที่ต้องการที่สามารถซื้อที่ดินเป็นของตัวเองในราคาที่เหมาะสมและยุติธรรม ทำให้พวกเขาสามารถมีที่ดินเป็นของตัวเองแทนการอยู่เช่าบ้านอยู่ในเมือง

 

“การทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือเทเลเวิร์ก ที่หลายบริษัทอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานได้ ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากสนใจการย้ายถิ่นฐานการอยู่อาศัยมากขึ้น” เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นระบุ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ส่งเสริมให้ประชาชนเลือกที่จะออกไปอาศัยอยู่นอกเมืองมากขึ้น แทนการที่จะต้องแย่งกันกินใช้อยู่ในเมืองใหญ่ๆ จนทำให้เกิดความแออัด ส่งผลต่อเรื่องค่าครองชีพของประชาชน รวมไปถึงเรื่องของสุขภาพเพราะในเมืองมีคนมากเกินไป จนทำให้ในหลายเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า หรือนาโกย่า กลายเป็นเมืองที่ติดอันดับที่พักอาศัยคับแคบและมีราคาแพงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ซึ่งการย้ายถิ่นฐานสู่ชนบทมีข้อดีไม่เพียงแต่สำหรับผู้ย้ายถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เพราะจะทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยรัฐบาลส่งเสริมให้ผู้ย้ายถิ่นได้ทดลองทำงานใหม่ๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรม เช่นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรืออื่นๆ ที่พวกเขาสนใจ หรือใช้เวลาว่างจากงานไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงจนทำให้ท้องถิ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกด้วย

 

ย้ายนอกเมือง Covid-19_2

 

ทากาโกะ นิชิมูระ เคยทำงานบัญชีอยู่ในโตเกียว แต่กำลังมองหาบ้านใหม่เพื่อย้ายถิ่นฐานใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้โดย ให้เหตุผลว่า ที่ต้องการย้ายออกจากโตเกียวเพราะเบื่อหน่ายต่อการต้องใช้เวลาเดินทางไปทำงานด้วยเวลานาน และยังรู้สึกว่ายังมีความเสี่ยงสูงกับภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงโรคระบาดอย่างโควิด 19 ยังทำให้บริษัทของเธอพัฒนาระบบการทำงานเทเลเวิร์กได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจย้ายบ้าน แนะนำให้ย้ายไปอยู่ที่เมืองคิตามิ

 

สำหรับบ้านใหม่ของทากาโกะ มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยในบริเวณใกล้เคียงมีสำนักงานดาวเทียมของเมืองคิตามิ ที่เธอจะสามารถเข้าไปใช้งานด้วย โดยเสียค่าบริการในราคาที่เหมาะสม ภายในมีอินเทอร์เน็ตและการประชุมออนไลน์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานทางไกล

 

 

“หากเราสามารถเอาเวลาที่ต้องเครียดระหว่างการเดินทางไปทำงานในเมืองมาใช้ในการทำอย่างอื่น ฉันคิดเราสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” ทากาโกะกล่าว

 

เทรนด์การย้ายถิ่นฐานออกจากนอกเมืองยังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ อีก รวมถึงฟากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 อย่างรุนแรง การที่ผู้คนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นจากการระบาดของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มนึกถึงการย้ายถิ่นฐานออกนอกเมือง โดยเฉพาะผู้ที่เคยเติบโตอยู่ชนบท แต่ต้องเข้ามาทำมาหากินในเมือง เริ่มคิดถึงการกลับไปทำงานที่บ้านเกิด นอกจากจะเป็นการหนีจากโรคระบาดพวกเขายังคิดถึงเรื่องการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุที่ถูกทิ้งไว้ในชนบทอีกด้วย

 

 

ตัวอย่างเช่น จิงกี้ เดมาเรส เดอริเวร่า ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินขององค์กรไม่หากำไรแห่งหนึ่ง ในแมนฮัต ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายกลับเมืองฮัดสันริเวอร์วัลเลย์ บ้านเกิดหลังจากที่ทำงานของเขามีนโยบายใหม่ที่ให้สามารถทำงานระยะไกลอย่างไม่มีกำหนด

 

ภรรยาของจิงกี้ บอกว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะกลับไปบ้านเกิดเพราะแม้ว่าได้รับประโยชน์มากมายจากการใช้ชีวิตในเมือง แต่เมื่อโตขึ้นและผ่านเหตุการณ์โรคระบาดครั้งนี้ทำให้เห็นคุณค่าของการอยู่ใกล้กับครอบครัวและมีที่ดินเป็นของตัวเองเพื่อดำรงชีวิตในบั้นปลายไม่ได้อาศัยอยู่แค่ในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ เท่านั้น

 

ครอบครัวริเวร่า ไม่ใช่ครอบครัวเดียว เพราะมีชาวอเมริกันจำนวนมาก ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ด้วยการย้ายออกจากเมือง เพราะสำหรับบางคนมันเป็นโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับครอบครัว ท่ามกลางความหวาดกลัวด้านสุขภาพกับโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับโลก ซึ่งประโยชน์ของการย้ายออกนอกเมืองยังทำให้สามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น และนั่นคือผลจากสไตล์การทำงานรูปแบบใหม่ในการทำงานระยะไกล

 

 

จากการสำรวจของมูลนิธิครอบครัวไกเซอร์ในเดือนพฤษภาคมพบว่าร้อยละ 34 ของคนทำงานบอกว่าทำงานจากที่บ้าน และผู้คนในเมืองที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโรค ทำให้ผู้คนในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโกและซีแอตเทิลกำลังค้นหาโอกาสในการทำงานจากระยะไกล โดยข้อมูลด้านการจัดหาบ้านของอเมริกาชี้ให้เห็นว่ามีหลายคนกำลังพิจารณา หรือย้ายไปยังเมืองเล็ก ๆ หรือชานเมือง

 

อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์ของนักประชากรศาสตร์ เห็นว่าการเทรนด์การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนเช่นนี้ มีเหตุผลสำคัญที่สุดคือการแพร่ระบาดของโรคทำให้เกิดความกลัวความใกล้ชิด การอาศัยอยู่ในเมืองหมายถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาแน่นซึ่งต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้คน และหากผู้คนสามารถที่จะทำงานทางไกลจากที่ใดก็ได้ การย้ายออกนอกเมืองอย่างถาวรจะเกิดขึ้น และยากที่พวกเขาจะกลับเข้าสู่ชีวิตในเมืองอีกครั้ง เพราะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ และสามารถมีความสุขอยู่กับครอบครัวเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยู่แล้วนั่นเอง


_โควิด19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

องค์การอนามัยโลก,องค์การยูนิเซฟ และ องค์กรด้านอาหารทารกนานาชาติ (International Baby Food Action (IBFAN)) ได้ออกมากล่าวเตือนให้สตรีที่กำลังให้นมกับทารก อย่าเชื่อข้อมูลเท็จจากกลุ่มธุรกิจที่ต้องการขายอาหารทดแทนนมแม่ที่ออกมาระบุว่า การให้นมของแม่ที่ป่วยเป็นโรคโควิด 19 จะส่งผลต่อสุขภาพของทารก ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยองค์กรทั้งสามยืนยันว่านมแม่ยังคงมีประโยชน์อย่างมากต่อทารก เพราะจะช่วยเพิ่มแอนติบอดีที่ช่วยให้ทารกมีสุขภาพที่ดีและปกป้องอาการเจ็บป่วยในวัยเด็กด้วย

 

ทั้งนี้ WHO และ UNICEF ระบุว่า ยังคงที่จะสนับสนุนให้สตรีให้นมลูกต่อไปแม้ว่าแม่จะได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าเป็น โควิด 19 ก็ตาม ในขณะที่นักวิจัยยังคงทำการทดสอบนมแม่จากผู้ที่ได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ทั้งนี้หลักฐานในปัจจุบันบ่งชี้ว่าเชื้อโควิด 19 ไม่น่าจะถูกถ่ายทอดผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และยืนยันว่าประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

 

ดร.ฟรานซิสโก้ บลังก้า ผู้อำนวยการแผนกโภชนาการและความปลอดภัยของอาหาร ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การตลาดเชิงรุกของกลุ่มอาหารเสริมที่ทดแทนนมแม่ของบริษัทผู้ผลิต เป็นอุปสรรคสำคัญต่อสุขภาพของเด็ก ๆ ทั่วโลกในการที่จะได้รับสารอาหารจากนมแม่ ซึ่งหน่วยงานด้านสุขภาพของแต่ละประเทศจะต้องให้ความเชื่อมั่นกับกลุ่มแม่ ๆ ว่า การเลี้ยงดูทารกด้วยนมแม่ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก เพื่อไม่ให้การตลาดเชิงรุกของอุตสาหกรรมอาหารทดแทนนมแม่เข้ามาอิทธิพลจนทำให้แม่ ๆ ยกเลิกการให้นมแม่กับทารกแรกเกิด

 

 

องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟแนะนำว่าเด็กทารกควรได้รับอาหารเป็นนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกและควรเริ่มได้รับอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัยอื่น ๆ รวมกับการให้นมแม่ต่อไปถ้าเป็นไปได้จนถึงอายุ 2 ปีขึ้นไป ทารกที่กินนมแม่อย่างเดียวมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยกว่าทารกที่ไม่ได้กินนมแม่ถึง 14 เท่า

 

อย่างไรก็ตามในวันนี้มีเพียง 41% ของทารกอายุ 0-6 เดือนเท่านั้นที่ได้รับนมแม่ แต่องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟต้องการให้เปอร์เซ็นต์การได้รับนมแม่ของทารกในวัยนี้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2568 แต่การตลาดที่ไม่เหมาะสมของสารทดแทนนมแม่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการปรับปรุงอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด 19 ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากหลายกิจกรรมถูกสั่งให้หยุดทำงาน

การให้บริการด้านสุขภาพที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้นมแม่อย่างถูกวิธี ในหลายประเทศก็ต้องหยุดดำเนินการไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันสำหรับอุตสาหกรรมทดแทนนมแม่ก็ได้เปิดตัวในการเข้าหา และทำการตลาดเชิงรุกเพื่อหาประโยชน์จากวิกฤตและลดความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

 

ล่าสุดองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ เร่งดำเนินการให้มีการออกกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในช่วงของการป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งรัฐบาลและองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ก็ไม่ควรแสวงหาหรือยอมรับการบริจาคนมทดแทนในสถานการณ์ของความกลัวที่จะติดเชื้อ ทำให้เด็กทารกจำนวนมากถูกแยกออกจากแม่ที่ให้นมตั้งแต่แรกเกิด ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมอาหารเด็กกำลังใช้ประโยชน์จากความกลัวของการติดเชื้อส่งเสริมและแจกจ่ายสูตรฟรีและคำแนะนำที่ทำให้เข้าใจผิดโดยอ้างว่าการบริจาคเป็นเรื่องมนุษยธรรมและพวกเขามอบอาหารเหล่านั้นด้วยความห่วงใย

 

ในการเรียกร้องดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด 19 ตรวจพบในนมแม่ของแม่ที่มีการยืนยันหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคนี้ ดังนั้นเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ที่ไวรัสจะส่งผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือโดยการให้นมแม่จากแม่ได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคโควิด 19

 

สำหรับการให้นมแม่ในระหว่างการระบาดองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ให้คำแนะนำว่า ผู้เป็นแม่ควรล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือใช้มือถูที่ทำจากแอลกอฮอล์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสัมผัสทารก,สวมหน้ากากอนามัยในระหว่างสัมผัสกับทารกรวมถึงในขณะที่ให้อาหาร ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวเป็นประจำหลังจากสัมผัสทารก ทั้งนี้แม้ว่าคุณแม่จะไม่มีหน้ากากทางการแพทย์ แต่ก็ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ ตามรายการและให้นมลูกต่อไป

ภาพจาก : irishtimes.com


_โชว์ฟรี_ขอบริจาค_โควิด19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 26, 2020

โปรดิวเซอร์รายการศิลปะของอินโดนีเซียช่อง Dance Dance Network ผ่านยูทูป ช่วยเหลือนักกลุ่มนักเต้นที่ต้องตกงานจากผลกระทบโควิด 19 โดยใช้เป็นเวทีโชว์การแสดงแบบฟรีออนไลน์ เพื่อขอรับเงินบริจาคจากผู้ชมตามความสมัครใจเพื่อต่อชีวิตศิลปิน พร้อมแบ่งส่วนหนึ่งสมทบทุนทีมแพทย์แก้ปัญหาการระบาดของโคโรนาไวรัส

 

 

สำนักข่าวเอพี รายงานข่าวความพยายามของศิลปินชาวอินโดนีเซียที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หลังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดครั้งใหญ่จนทำให้ขาดรายได้ โดยนำเสนอเรื่องราวชายหนุ่มนักเต้น ชาวอินโดนีเซียอย่างชิโก เซทยันโต ที่ต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ หลังงานของเขาถูกยกเลิกทั้งหมด ทั้งๆ ที่ก่อนการระบาดปีนี้อาจจะเป็นปีทองในการสร้างรายได้ เพราะเขามีคิวการแสดงที่จะต้องออกเดินทางไปโชว์ศิลปะการเต้นในแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซียที่ต่างประเทศหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เยอรมนีและเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งทัวร์การแสดงในประเทศอินโดนีเซียเอง ขณะที่ยังมีงานการฝึกสอนให้กับนักเรียนในคลาสศิลปะการเต้นอีกด้วย

 

แต่หลังเกิดการระบาดชิโก ต้องไปกักกันตัวเองอยู่ที่บ้านของภรรยา ซึ่งจากเวลานั้นจนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วโดยไม่ได้ทำอะไรเลย งานทุกอย่างถูกระงับ และแน่นอนปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบต่างๆ ที่ไม่หยุดตามไปทำให้เกิดความเครียดตามมาอย่างช่วยไม่ได้

 

 

อย่างไรก็ตามล่าสุดชิโก ได้รับความช่วยเหลือจากนักออกแบบท่าเต้น 2 คนในจาร์กาตา เมื่อทราบว่าเขากำลังลำบาก แต่ความสามารถและศิลปะการเต้นในรูปแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซียเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเชื่อว่ายังคงได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะให้ชิโก บันทึกลีลาการเต้นของชิโก ที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ลงบนช่องทางเพลตฟอร์มยูทูป พร้อมกับระบุชัดเจนว่าขอบริจาคเพื่อสนับสนุนและต่อชีวิตศิลปะการแสดงการเต้นของอินโดนีเซียนี้ และยังเป็นการช่วยเหลือนักเต้นที่ขาดรายได้ในช่วงนี้ด้วย

 

โยลา ยูเฟน สมาชิกของกลุ่มงานศิลปะจาการ์ตาหนึ่งในผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ชิโก บอกว่า พวกเขาเคยเห็นการเผยแพร่การแสดงศิลปะการเต้นแบบนี้ในระบบออนไลน์ และทุกคนที่ชอบจะเข้ามาดูได้ฟรี มันเป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่รักในเสียงดนตรี และศิลปะการแสดงในรูปแบบนี้ และหากผู้ชมชอบการแสดงพวกเขาก็จะให้คำแนะนำกับนักแสดง ดังนั้นเราจึงเปิดช่องในยูทูปขึ้น โดยใช้ชื่อว่าช่อง Dance Dance Network ของอินโดนีเซีย บนเวทีดิจิทัลนักเต้นสามารถแสดงผลงานของพวกเขา โดยรายการจะเปิดให้ศิลปินสามารถแสดงความสามารถได้อย่างอิสระ และผู้ชมจะสามารถร่วมบริจาคเงินหากชื่นชอบ หรือต้องการสนับสนุนนักแสดงเหล่านี้

 

 

ตั้งแต่มีการระบาด ช่อง Dance Dance Network มีการอัปโหลดคลิปวิดีโอไปแล้วมากกว่า 60 รายการ โดยเป็นการแสดงทั้งจากนักแสดงเดี่ยว หรือ กลุ่มนักเต้นรำต่างๆ ที่ช่องไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีรูปแบบใด ดังนั้นมันจึงมีคลิปวิดีโอที่หลากหลายสำหรับผู้ชม ตั้งแต่ การเต้นรำดั้งเดิมของอินโดนีเซีย ,บัลเลต์ร่วมสมัย การเต้นฮิปฮอป ไปจนถึงคลิปการเต้นออกกำลังกาย

 

สำหรับเงินบริจาคที่ได้รับจากผู้ชมจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยนักแสดงจะได้ส่วนแบ่ง 75% อีก 20% จะถูกแบ่งไปเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาCOVID-19 ในประเทศอินโดนีเซียและส่วนที่เหลือจะเป็นจ่ายค่าใช้จ่ายของโครงการ และแน่นอนชิโก ซึ่งเข้าร่วมโครงการนี้ได้รับเงินจากส่วนแบ่งนี้ด้วยเมื่อเขาได้ทำการบันทึกคลิปการเต้นของตัวเองและอัปโหลดไปยังช่อง Dance Dance Network ทำให้รู้สึกดีใจที่ยังมีพื้นที่สำหรับการแสดงของเขา และซาบซึ้งมากที่ยังคงมีคนสนับสนุนการแสดงของเหล่าศิลปินที่ต้องประสบกับปัญหายากลำบากในระหว่างที่โรคระบาดในขณะนี้

 

 

ที่จริงแล้วความริเริ่มการแสดงดังกล่าว เกิดขึ้นจากแนวคิดของ รัสดี อนินดาจาติ โปรดิวเซอร์รายการทีวีด้านการแสดงของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น อดีตผู้ป่วยโรค COVID-19 จนเป็นที่รู้จักขึ้นมาในฐานะของผู้ป่วยรายที่ 3 ในอินโดนีเซีย และการที่เขามีชีวิตรอดจากโรคนี้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะหาทางทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้างในช่วงของการระบาดใหญ่

 

“เพราะผมโตมาในสังคมของนักเต้นเหล่านี้ จึงมีความคิดว่าจะช่วยเหลืออะไรกับพวกเขาได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือมันจะไม่ใช่เป็นเพียงการช่วยเหลือศิลปินนักเต้นเหล่านี้เท่านั้นแต่ มันยังรวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน” รัสดี กล่าว


_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMay 25, 2020

วงการคอนเสิร์ตในออสเตรเลียปรับรูปแบบการจัดคอนเสิร์ตของนักดนตรี จากในสตูดิโอเป็นที่ลานจอดรถแทน ตามกฎการรักษาระยะห่างทางสังคม ผู้ชมใช้วิธีบีบแตรรถแทนเสียงกรีดร้องหรือการปรบมือ เตรียมเปิดเพิ่มอีกหลายแห่งหลังได้รับความนิยมจากแฟนผู้ขาดเสียงดนตรีสดไม่ได้ ชี้ เป็นการคลายเครียดและปรับตัวสู่การใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มอล ช่วงการระบาดของ COVID-19

 

เมื่อสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ยังไม่คลี่คลาย หลายกิจกรรมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เรียกว่า นิวนอร์มอล เช่นเดียวกับกลุ่มนักร้องนักดนตรี ที่จะต้องคิดค้นรูปแบบการแสดงของพวกเขาเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และเพื่อความปลอดภัยของแฟนๆ โดยล่าสุด นักร้องนักแต่งเพลงชาวออสเตรเลีย อย่าง  คาเซย์ โดโนแวน Casey Donovan ได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตของเธอบนเวทีเป็นครั้งแรกโดยเรียกการแสดงแบบนี้ว่า  Drive-in Entertainment ซึ่งถือเป็นการจัดคอนเสิร์ตในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาหลังการระบาดของโคโรนาไวรัส แต่การแสดงครั้งนี้แตกต่างออกไปเมื่อต้องอยู่บนเวทีเพียงลำพัง ในขณะที่ผู้ชมเองก็ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมด้วยการสนุกอยู่บนรถยนต์ส่วนตัวที่มาจอดรอชมการแสดงอยู่ด้านหน้าเวที

 

ขอขอบคุณภาพจาก AAP

 

โดโนแวนเป็นนักร้องนักดนตรีชื่อดังของออสเตรเลีย หลังจากได้รับรางวัลไอดอลด้านตนตรีของออสเตรเลียเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และยังคงสร้างผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง การเปิดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงสดครั้งแรกหลังการระบาดของโรคโควิด 19  แม้จะมีผู้ชนขับรถมาชมการแสดงเพียง 40 กว่าคัน แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตแนวใหม่ ที่ทุกคนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่จะต้องต่อสู้กับการระบาด แต่มุมความสุขของชีวิตก็ไม่ควรถูกทำให้หายไปด้วยเช่นกัน

 

“ผมไม่ได้ดูดนตรีสดมานาน จนรู้สึกอึดอัด การเข้ามาชมคอนเสิร์ตในลานจอดรถแบบนี้ก็ทำให้ผ่อนคลายและปลอดภัย ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี”แฟนของโดโนแวนที่ขับรถเข้ามาชมคอนเสิร์ตแสดงความรู้สึกเมื่อถูกถามว่าทำไมถึงตัดสินใจมาชมการแสดงของนักร้องดังคนนี้

 

การแสดงคอนเสิร์ตของโดโนแวนครั้งนี้ ผู้ชมจะไม่ได้รับให้ออกจากรถยนต์ได้เพื่อเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม แต่พวกเขาสามารถที่จะเปิดคลื่นเอฟเอฟในวิทยุที่ออกอากาศการแสดงสดนี้เพื่อเพิ่มความชัดเจนของเสียงเพลงที่แสดงอยู่บนเวที หรือรถบางคันก็เปิดกระจกหน้าต่างรถเพื่อชมการแสดง และได้ยินเสียงเพลงที่ชัดขึ้นแม้ว่าในช่วงการแสดงของโดโนแวนจะมีฝนตกลงมาแต่ดูเหมือนว่าแฟนๆ ก็ไม่ยอมหนีไปไหน และหากพอใจกับการแสดง แทนที่จะส่งเสียงกรีดร้อง หรือเสียงปรบมือ พวกเขาก็จะใช้วีการบีบแตรรถแทนการแสดงความรู้สึกนั้น

 

ขอขอบคุณภาพจาก :DRIVE IN ENTERTAINMENT AUSTRALIA

 

การแสดงดนตรีสดแบบ Drive-in Entertainment ในออสเตรเลีย กำลังจะถูกจัดขึ้นในลานจอดรถอีกหลายแห่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าและผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าร่วมได้เนื่องจากข้อจำกัดของรัฐบาลจะผ่อนคลายลงเรื่อยๆ

 

ทั้งนี้นักดนตรีทั่วโลกต้องปรับวิธีการที่พวกเขามีส่วนร่วมกับผู้ชมของพวกเขาเนื่องจากการปิดสถานที่จัดคอนเสิร์ตจำนวนมากโดยมีการแสดงออนไลน์มากมายจากบ้านของพวกเขาในคอนเสิร์ตเสมือนจริง และการแสดงคอนเสิร์ตแบบชมในลานจอดรถก็ดูเหมือนจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักดนตรีในยุคนิวนอร์มอลในขณะนี้

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Ed JONES / AFP

 

ล่าสุดฝั่งเอเชียบ้านเราก็มีคอนเสิร์ตแบบนิวนอร์มอลจัดขึ้นเช่นกัน อย่างที่เมืองโคยาง ประเทศเกาหลี มีการจัดคอนเสิร์ตแบบไดร์ฟทรู (Drive-Thru) โดยสามารถขับรถเข้ามาจอดในลานแล้วชมการแสดงจากภายในรถ และถึงแม้ว่าอรรถรสในการชมคอนเสิร์ตจะลดลงไปบ้าง แต่หลายคนก็พยายามที่จะสนุกไปกับการแสดง


_โควิด19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 18, 2020

ร้านอาหาร 3 ดาวมิชลินสตาร์ในอเมริกา ผุดไอเดีย ใช้หุ่นนั่งเป็นลูกค้าเพื่อสร้างความคึกคัก หลังถูกกฎหมายกำหนดให้เปิดรับลูกค้าได้เพียงครึ่งหนึ่งของความจุเดิมเท่านั้น

 

เพราะปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 ธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดประเภทหนึ่งคือ กลุ่มของร้านอาหารเพราะต้องถูกจำกัดจำนวนผู้คนเข้าไปนั่งรับประทานในร้านอาหารอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันการระบาดที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ล่าสุด ร้านอาหารชื่อดังในระดับมิชลินสตาร์ แห่งหนึ่งใน กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ได้ผุดไอเดียเพื่อแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเงียบเหงาภายในร้านที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่ร้านจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหลังได้รับอนุญาตจากรัฐบาล แต่มีข้อกำหนดว่าจะสามารถเปิดรับลูกค้าภายในร้านได้เพียง 50% เท่านั้น

 

สำหรับไอเดียที่ถูกคิดค้นขึ้นนี้ สร้างความน่าสนใจไม่น้อย เมื่อร้านอาหารชื่อว่า The Inn at Little Washington ร้านอาหารระดับ 3 ดาวของมิชลินสตาร์ ได้ประกาศลงบนอินสตาแกรมของร้านว่า เชิญชวนลูกค้าเข้ามารับประทานอาหารในร้านร่วมกับหุ่นตุ๊กตาสำหรับใส่โชว์เสื้อผ้า ที่จะนั่งร่วมอยู่ในโต๊ะอื่นๆ ภายในร้านด้วย โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้บรรยากาศของร้านไม่ดูเงียบเหงา เพราะมันจะเปรียบเสมือนว่ามีผู้คนอยู่ร่วมด้วยภายในร้านเต็มไปหมด ในขณะที่หลายคนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า บางทีมันก็อาจจะดูน่าขนลุกไปหน่อยถ้าหากต้องเข้าไปนั่งกินอาหารร่วมกับตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิตเหล่านั้น

 

ร้านอาหาร The Inn at Little Washington

 

บนหน้า IG ของร้านที่ได้เผยแพร่ออกมา มีรูปภาพภายในร้านที่มีโต๊ะอาหารที่มีหุ่นขนาดเท่าคนจริงสำหรับโชว์เสื้อผ้าแต่งกายสวยงาม นั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ในห้องโถงของร้านที่สวยงาม พร้อมกับคำอธิบายของโพสต์ “Social Distancing ในสไตล์ของ’INN’ โดยหุ่นแต่ละตัวถูกแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราสง่างาม เป็นแฟชั่นในช่วงทศวรรษที่ 1940 ซึ่งตามรายงานระบุว่าเสื้อผ้าเหล่านี้เป็นชุดที่เคยใช้ในการแสดงละครเวทีชื่อดังด้วย

 

สำหรับแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ทางร้านจะต้องแก้ปัญหาความโหรงเหรงของร้านอาหารชื่อดังแห่งนี้ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ที่กำหนดให้ร้านอาหารสามารถเปิดให้บริการได้เร็วๆ นี้ แต่จะต้องจำกัดจำนวนผู้ที่เข้าไปรับประทานอาหารเพื่อป้องกันการระบาด เจ้าของร้านจึงต้องคิดไอเดีย และเริ่มออกแบบร้านเพื่อให้เข้ากับธุรกิจในยุคใหม่เช่นนี้

 

ร้านอาหาร The Inn at Little Washington

 

โอ คอนแนล เจ้าของร้าน บอกว่า ไอเดียนี้นอกจากจะแก้ปัญหาความเงียบเหงาของร้าน เพราะจะทำให้ร้านดูเหมือนมีผู้คนคึกคักอยู่ตลอดเวลาแล้ว พวกมันจะช่วยเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลตามโต๊ะอาหารต่างๆ และ มันน่าจะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาที่ร้านเราสนุกสนานเพิ่มขึ้นด้วย เพราะพวกเขาสามารถที่จะถ่ายรูปกับหุ่นที่ใส่ชุดสวยงามเพื่อร่วมอวดกันได้ด้วย และเชื่อว่ามันจะสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้าของร้าน

 

ทั้งนี้ธุรกิจร้านอาหารในกรุงวอชิงตันดีซี ได้รับอนุญาตให้เปิดบริหารได้ในวันที่ 15 พฤษภาคม แต่ต้องจำกัดผู้คนได้เพียง 50% ของความจุเดิมที่เคยให้บริการ ก่อนเกิดปัญหาการระบาดของโควิด 19 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก


Zazen-at-home-สอนสมาธิวัดญี่ปุ่น_Cover_2-1.jpg

kinyupen_adminMay 14, 2020

วัดญี่ปุ่นปิ๊งไอเดีย ทำวิดีโอสอนสมาธิแบบเซน พร้อมซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ Zazen at Home ใช้ฉากสวยงามเป็นฉาก ช่วยคนคลายเครียดจากโควิด 19

เพราะปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้หลายประเทศมีข้อกำหนดล็อกดาวน์และการออกนอกบ้าน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเครียด สิ่งหนึ่งที่หลายคนใช้แก้เครียดคือการนั่งสมาธิเพื่อสงบสติอารมณ์และคลายเครียด ทำให้ล่าสุดวัดพุทธนิกายไทโซอินเซนแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีแนวคิดการแบ่งปันเทคนิคการทำสมาธิในนิกายซาเซน ให้กับผู้สนใจสามารถนำไปฝึกที่บ้านได้ โดยการจัดทำเป็นคลิปวิดีโอที่ทำตามได้ง่าย มีนักบวชในนิกายเป็นผู้บรรยายพร้อมซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษด้วย

 

 

ซาเซน เป็นวิธีการทำสมาธิของศาสนาพุทธในนิกายเซน ที่มีแนวคิดจากการเริ่มต้นของธรรมชาติ สู่การดำรงชีวิตจนถึงช่วงเวลาปัจจุบัน โดยในเนื้อหาคลิปวิดีโอแนะนำการทำสมาธิดังกล่าว จะนำเสนอเทคนิคตั้งแต่การเริ่มต้นทำสมาธิในแบบของซาเซน ด้วยที่ง่ายและรวดเร็ว จากการกำหนดท่าทางในการนั่งสมาธิและการกำหนดการหายใจ สิ่งที่โดดเด่นในวิดีโอคลิปของวัดแห่งนี้ ยังอยู่ที่การทำให้ผู้รับชมสามารถผ่อนคลายไปกับฉากที่สงบเงียบของสวนภูมิทัศน์อายุ 500 ปีภายในวัด ภาพต้นซากุระข้างน้ำตกที่ไหลริน กลีบดอกซากุระที่ ร่วงหล่นในสวนหินและทิวทัศน์ที่สวยงาม ซึ่งจะช่วยให้การทำสมาธิดูผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นด้วย

 

 

สำหรับคลิปวิดีโอแต่ละคลิปมีความยาวประมาณ 10 นาที แต่หากต้องการชมซ้ำก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดวนซ้ำนานเท่าต้องการ โดยทางวัดแนะนำให้ใช้วิดีโอด้วยหูฟังเพื่อตัดเสียงรบกวนต่างๆ ออกไปซึ่งจะทำให้ผู้ทำสมาธิสามารถที่จะรู้สึกเหมือนกับได้นั่งสมาธิอยู่ในวัดจริงๆ

 

โดยปกติแล้ววัดในศาสนาพุทธนิกายไทโซ อินเซน จะเปิดให้เข้าชม พร้อมกับสอนวิธีการเขียนตัวอักษรญี่ปุ่นด้วยพู่กัน การนั่งสมาธิ รวมถึงการสอนวิธีดื่มชาแบบต้นฉบับญี่ปุ่นอย่างแท้จริง แต่ปัจจุบันวัดแห่งนี้ต้องหยุดกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมด เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ทางวัดมีแนวคิดการทำคลิปวิดีโอขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้คนได้ผ่อนคลายความเครียดในระหว่างที่ต้องอยู่ที่บ้าน และยังเป็นการเผยแพร่การทำสมาธิแบบซาเซนได้อีกทางหนึ่งด้วย


Back-to-work-Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 8, 2020

ช่วงที่คนส่วนใหญ่ต้อง #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ แบบนี้ ก็อาจจะเหมือนกับการย้อนวัยกลับไปช่วงปิดเทอม ที่แม้จะไม่ได้หยุดอยู่บ้านแบบ 100% แต่การ Work From Home ก็ช่วยให้มีเวลากับตัวเองมากขึ้นหากทำงานเสร็จเร็ว การที่ต้องหยุดอยู่บ้านแบบนี้หลายๆ คนคงถูกใจอย่างแน่นอน แล้วถ้าหากสถานการณ์ดีขึ้นและเราสามารถกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันที่ต้องทำงานแบบ routine ในที่ทำงานละ แน่นอนว่าหลายคนคงมีทั้งความรู้สึกที่ดีที่จะได้กลับไปนั่งโต๊ะทำงานตัวเดิมที่ออฟฟิศ เจอหน้าเพื่อนๆ เม้ามอยด์แบบใกล้ชิด แต่อีกใจก็คงมีความรู้สึกหวงโซนสบายที่บ้านมอบให้กับเราในช่วง work from home ที่ผ่านมา

 

วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุกคนบิดขี้เกียจ…ทำอย่างไรเมื่อต้องเปิดเทอม…เอ๊ะ…กลับสู่โหมดการทำงานปกติกันนะ

  1. ปั้นวินัย ไปให้ถึงเป้าหมาย

คนเราย่อมมีฝัน ฝันน้อยฝันใหญ่เราไม่ว่ากัน เชื่อว่างานที่หลายคนกำลังทำอยู่ก็เป็นอีกก้าวที่จะพาไปถึงฝั่งฝัน เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้ก้าวต่อไปนี้เป็นอย่างไร ถึงแม้เวลาพักผ่อนอาจจะหมดไป แต่ก้าวต่อไปก็สำคัญรีบกลับเข้าสู่สนามฝัน รีบลงมือทำ เพราะถ้าสำเร็จคุณจะได้ใช้เวลาที่เหลือพักผ่อนได้เท่าที่ต้องการ

  1. วางแผนการทำงาน

การทำงานที่ไม่มีกำหนดเวลาตายตัว อาจทำให้คุณเฉื่อยและทำงานช้าลง ลองปรับใหม่..วางแผนวันต่อวัน ว่าวันนี้คุณต้องทำอะไร เวลาไหนถึงเท่าไหร่ ต้องทำอะไรให้สำเร็จในวันนี้ และค่อยๆ วางแผนรายสัปดาห์ ถัดมาเป็นรายเดือน เมื่อคุณเห็นภาพแผนการทำงาน คุณจะมีกำลังใจ ถึงแม้ว่ามันอาจจะดูเยอะไปเสียหมด แต่รับประกันว่าสิ่งที่ทำย่อมส่งผลที่ดีต่อคุณแน่นอน

  1. หาอะไรแปลกใหม่ทำในแต่ละวัน

แน่นอนว่าการทำงานประจำ ย่อมน่าเบื่อเหมือนกับการไปเรียนหนังสือในวัยเยาว์ แต่คุณก็สามารถช่วยให้ตัวเองตื่นเต้น หาอะไรใหม่ให้เราอยากจะตื่นมาทำงานในทุกๆ วันได้นะ เช่น ปกติแล้วคุณจะขับรถไปทำงาน ก็อาจเปลี่ยนเส้นทางที่ใช้ ให้สมองได้เจอสิ่งใหม่ๆ หรือข้างทางที่เปลี่ยนแปลงไป

  1. เปิดหูเปิดตา หาต้นแบบ

คนเราย่อมมี “ไอดอลในการใช้ชีวิต” อาจไม่ใช่คนๆเดียว แต่คุณสามารถ หยิบมุมเล็กๆ ของแต่ละคนมาปรับใช้หรือเป็นแนวคิดให้ชีวิตของคุณได้ เช่น พี่ที่ทำงานที่มักคิดบวกเสมอ น้องที่ห่วงใยและจริงใจกับทุกคน หรือหัวหน้าที่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามา ไม่ใช่เพียงนำมาเป็นแบบอย่างเท่านั้น แต่เมื่อมองคนเหล่านี้หรือคนที่เจอปัญหาและสามารถรับมือจนผ่านมันมาได้ ก็จะทำให้ปัญหาของเราเบาลงอีกเยอะ

  1. ใช้กฎที่ว่า ทำได้และให้รางวัลตัวเอง

ถ้าใช้ทั้งหมดที่เราแนะนำแล้วก็ยังไม่มีแรงฮึด ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ว่าหากเราทำอะไรสำเร็จภายในเวลาที่กำหนด เราจะให้รางวัลกับตัวเอง 1 อย่าง เช่น หากเราทำงานชิ้นนี้สำเร็จ เราจะได้กินช็อกโกแลต 1 ชิ้น หรือของีบสัก 10 นาที ให้รางวัลตัวเองในทุกๆ วัน และขอบคุณตัวเอง ขอบคุณร่างกายและจิตใจของเราด้วยละที่ทำให้งานออกมาดีได้

 

จะว่าไปแล้วการทำงานแบบ Work From Home ก็ถือว่าเป็นบทเรียนใหม่ของประเทศเรา ที่ถ้าหากพูดถึงแง่ดีแล้ว ก็สามารถช่วยลดการจราจรที่หนาแน่น ส่งผลให้มลภาวะดีขึ้น และในหลายคนก็พบว่าเมื่อพวกเขาได้ทำงานในพื้นที่ที่ผ่อนคลายก็ทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้หน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนต่างๆ อาจนำมาปรับใช้ต่อไปได้ เพราะบางครั้งการได้อยู่กับตัวเองก็อาจทำให้เรามีเวลานั่งทบทวนชีวิต ถึงเป้าหมายและความฝันที่อาจเคยเผลอลืมไป และยังเป็นการชาร์จแบตสำหรับคนที่หมดไฟจะไปต่อ แต่อย่างไรเราทุกคนต่างต้องเปิดเทอม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต “ขอให้เทอมนี้ทุกคนมีความสุขในการใช้ชีวิต สำเร็จดั่งที่ตั้งใจได้เกรดสวย มีมิตรภาพที่ดี กินดี อยู่เป็นกันทุกคน”


New-Normal_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminMay 6, 2020

ในวันที่ใครๆ ต่างก็พูดว่าให้เตรียมรับ New Normal หรือ ความปกติรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของเราให้ต่างไปจากอดีต ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “เราควรต้องทำตัวอย่างไร ไม่ทำได้ไหมในเมื่อสถิติผู้ติดเชื้อลดลงเรื่อยๆ จนแทบจะหมดอีกหน่อย New Normal ก็ไม่จำเป็นแล้วสิ”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีคำตอบ และ 10 วิธีปฏิบัติน่าสนใจมาฝากกัน

คำตอบที่ว่านี้มีที่มาจากบทความ โควิด-19 …การเตรียมตัวสู่ “New Normal” = New “Me”… เผยแพร่ทางเว็บไซต์ hfocus.org โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งวันนี้ขออนุญาตหยิบสาระสำคัญมาสรุปความเพื่อส่งต่อประโยชน์ให้ได้ทราบกัน

คุณหมอบอกว่าNew Normal ไม่ใช่แค่คำสวยหรูสำหรับการประกาศเชิญชวน”

เพราะจากสถิติผู้ติดเชื้อโควิด-19 บ่งชี้ให้เห็นว่ายังคงมีเหตุจากการพบปะผู้คนอื่นในสังคม ชุมชน ห้าง หรือ ตลาดที่แออัด ถ้ายังดำเนินชีวิตไปมาหาสู่แบบเมื่อก่อนก็จะเลี่ยงได้ยากมาก และด้วยการที่โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษามาตรฐาน ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ถ้าเป็นต้องรักษาตัวอยู่นานหลายสัปดาห์และมีโอกาสตาย

ดังนั้นถ้าเรารักตัวเรา รักพ่อแม่พี่น้องและคนใกล้ชิด เราควรต้องเปลี่ยนพฤติกรรม แม้จะไม่ชอบ ไม่สะดวกสบาย หรือ ฝืนใจ ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำให้เป็น New “Me”

คุณหมออธิบายต่ออีกว่า การจะเป็น New “Me” ประกอบด้วย 10 ขั้นตอนปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างน้อยอีก 1 ปีถัดจากนี้

  1. ตั้ง Default ของชีวิตว่า “อยู่กับบ้าน” ออกจากบ้านเมื่อยามจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
  2. เช็คอาวุธประจำตัว “ใส่หน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ หรือ สเปรย์แอลกอฮอล์” ก่อนก้าวออกจากบ้าน วางแผนเดินทางให้ชัดเพื่อลดความเสี่ยง หรือ ใช้โทร / วีดิโอคอลแทนจะดีกว่า
  3. ล้างมือเป็นประจำทุกครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงขณะอยู่ข้างนอก อย่าเอามือขยี้ตา ล้วงแคะแกะเกาจมูกปาก
  4. ใช้ขนส่งสาธารณะเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ถ้าต้องให้พยายามเลี่ยงความแออัด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องคอยสังเกตอาการ ประเมินความเสี่ยงของตนเอง เมื่อสงสัยควรรีบไปตรวจ
  5. ใช้บริการมอเตอร์ไซค์ ควรใส่หน้ากากอนามัยเสมอ ถ้าคนขับไม่ใส่หน้ากาก หรือ หมวกกันน็อค ควรบอกให้ใส่ ถ้าไม่ใส่ไม่ควรใช้บริการ ควรนั่งหันข้างไม่นั่งคร่อม หรือ ถ้าจะนั่งคร่อมอาจต้องหันหน้าไปด้านข้าง
  6. อยู่ข้างนอกระแวงคนอื่นไว้เยอะๆ อยู่ห่างให้ได้อย่างน้อย 1-1.5 เมตรเสมอ
  7. “ยืดอก…พกถุง” พกถุงผ้าติดตัว เวลาซื้ออาหาร หรือ ของจิปาถะ ไม่ต้องแชร์ หยิบจับภาชนะกับคนอื่น
  8. อย่าแชร์แก้ว แชร์ขวด แชร์ช้อนส้อมจานชาม หรือ แม้แต่แชร์บุหรี่กับใครก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเราเอง
  9. กลับถึงบ้านอย่าเพิ่งไปกอดหอมทักทายคนรักคนใกล้ชิด ล้างมือก่อนเข้าบ้าน หรือ เข้าบ้านแล้วไปอาบน้ำก่อนดีกว่า
  10. หากรัฐเค้าจะปลดล็อกการใช้ชีวิตในสังคมในรูปแบบใดก็ตาม จะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็แล้วแต่ ขอให้ทุกคนที่พออยู่นิ่งๆ แบบที่ทำกันมาตลอดในเดือนมีนาคมและเมษายน จงอยู่นิ่งๆ กับบ้านต่อไปดีกว่า เพราะทั่วโลกที่ปลดล็อกนั้น เค้าโชว์ให้เราเห็นแล้วว่า มีโอกาสระบาดซ้ำสูงมาก

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.hfocus.org/content/2020/04/19077

 

ขอขอบคุณ hfocus.org

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 4, 2020

#ไม่เหลือที่ให้สักแล้ว

หนุ่มอังกฤษสักรอยบนผิวหนังตัวเองเต็มตัว หลังถูกล็อกดาวน์ เพราะพิษโคโรนา

บันทึกทุกเรื่องราวระหว่างกักตัว พร้อมระบายอารมณ์ “When will it end!

 

เพราะความระบาดของโรคโควิด 19 ในหลายประเทศจนรัฐบาลของแต่ละประเทศต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ ไม่ให้ผู้คนออกจากบ้านเพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่มากขึ้น ทำให้ที่ผ่านมาผู้คนจากทั่วโลกต้องติดอยู่กับบ้าน ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประกอบอาชีพตามปกติได้ บนโซเชียลเน็ตเวิร์กจึงมักปรากฏภาพกิจกรรมแปลกๆ ของผู้คนเพื่อผ่อนคลายจากความเครียดที่ต้องติดอยู่กับบ้านเป็นเวลานาน

 

เช่นเดียวกับ คริส วู้ดเฮดชายชาวอังกฤษคนนี้ ที่มีกิจกรรมที่ดูจะแปลกแตกต่างออกไป เมื่อเขาลงมือสักรอยต่างๆ ลงบนผิวหนังของตัวเองตลอดช่วงเวลาที่ต้องกักตัวอยู่ในอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งย่าน วอลท์แธมสโตว์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน โดยจะใช้เวลาออกแบบรอยสักเพื่อสักลงบนตัวเขาเองทุกวันตั้งแต่ช่วง 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ก่อนที่จะลงมือสักลายที่ออกแบบไว้ด้วยหมึกลงบนผิวหนังของเขาอย่างถาวร

 

คริส เป็นช่างสักลายบนผิวหนังในสตูดิโอแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระบาดของโรค รัฐบาลได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้สตูดิโอที่เขาทำงานอยู่ต้องปิดตัวลง ในขณะที่ภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้แยกตัวออกไปอยู่อีกที่หนึ่ง ทำให้ต้องอยู่คนเดียวภายในอพาร์ทเม้นท์และในช่วงเวลานี้เองเขาจึงตัดสินใจที่สักลวดลายต่างๆ ลงบนผิวหนังของตัวเอง ในช่วงที่ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ นอกจากจะเป็นการฆ่าเวลาไม่ให้เบื่อแล้ว เขายังบอกว่ามันยังเป็นการฝึกฝีมือของเขาเหมือนกับตอนทำงานในช่วงปกติอีกด้วย

 

Instagram : adverse.camber

 

บนร่างกายของคริส ในเวลานี้เต็มไปด้วยรอยสักรูปต่างๆ ตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงฝ่าเท้าเต็มไปด้วยภาพสักรอยต่างๆ ที่มีความหลากหลายจากการออกแบบของเขาในช่วงที่ต้องติดกับอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ว่าจะเป็น รูปคู่ของลูกเต๋าเหนือนิ้วเท้าขวาและแมงป่องที่ต้นขาด้านใน นอกจากนี้สักลายต้นปาล์มที่ล้อมรอบหัวใจแห่งความรัก และรูปตุ๊กตาวูดูที่ลอยอยู่บนต้นเชอร์รี่สุกสว่างอีกด้วย

 

คริสเล่าว่า เขาเริ่มสักลายลงบนตัวเองตั้งแต่อยู่ได้ 18 ปี และเมื่อเติบโตขึ้นมาเขาก็ได้แต่หมกมุ่นอยู่กับวงการเพลงพังก์ของชาวอเมริกันที่ทราบกันดีว่าศิลปินมักจะมีลายสักบนร่างกายจนโด่งดัง ต่อมาก็ได้เริ่มเรียนรู้การสักลายจาก ศิลปินไอคอนด้านการสักลายชื่อดังของอังกฤษซึ่งจะใช้วิธีการวาดลายด้วยที่หมึกสีดำเท่านั้น

 

ในตอนต้นของการล็อกดาวน์จากโรคระบาด คริส มีลายสักบนตัวของเขามากกว่า 1,000 รูป และตอนนี้มันเพิ่มขึ้นมามากกว่า 40 รูปแล้ว และจะยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกจนกว่าสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นและทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ

 

“ตอนที่เมียไม่อยู่ ผมรู้สึกเคว้งคว้างมาก ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง อาหารก็เริ่มหมด การสักรอยบนร่างกายทุกวันทำให้รู้สึกมีสมาธิและสามารถจัดการกับความคิดของตัวเองให้มีทิศทางมากขึ้นว่าจะทำอะไรต่อไปอย่างไร” คริสกล่าวและว่า การสักถือเป็นการรักษาจิตใจของเขาอย่างหนึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤติเช่นนี้ โดยเขายังได้สักข้อความ “When will it end!” หรือ “มันจะจบเมื่อไหร่” ลงบนฝ่าเท้าของเขา รวมถึงรูปภาพที่บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีของโคโรนาไวรัสเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากในขณะนี้ และยังมีรูป คือเสือกระโดด จากสารคดี Netflix “Tiger King” ที่เขาเพิ่งดูจบไปเมื่อเร็วๆ นี้อีกด้วย

 

View this post on Instagram

Self-isolation tattoo no.14

A post shared by Chris Woodhead (@adverse.camber) on

 

คริสบอกว่าใช้เทคนิคการสักที่เรียกว่า “การฝังเข็มด้วยมือ” เป็นการใช้เข็มมือถือ จิ้มหมึกแล้ววาดลายลงบนผิวหนังโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะมันเจ็บปวดน้อยกว่าการสักด้วยวิธีเดิมๆ

 

สิ่งที่คริสต้องคิดต่อไปในตอนนี้ก็คือเขาพยายามจะหาพื้นที่ว่างบนตัวของเขาเพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับการสักภาพที่เกี่ยวข้องกับลูกของเขาที่จะคลอดในเดือนกรกฎาคมนี้ แต่ถ้าหากการล็อกดาวน์ยังคงดำเนินต่อไปมันจึงเป็นเรื่องท้าทายมากว่าเขาจะหาพื้นที่ตรงไหนเพิ่มเติมได้อีกเพราะคริสยังคงมุ่งมั่นสักรอยสักต่างๆ ลงบนตัวเองทุกวัน

 

“แต่ผมคิดว่าการล็อกดาวน์น่าจะไม่เกิน 1 เดือนนี้และบนตัวของผมก็น่าจะมีพื้นที่พอ และหวังว่าทุกอย่างจะจบในเร็วๆ นี้” คริสกล่าวในตอนท้าย


OTOP-Mask_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 4, 2020

เมื่อหน้ากากอนามัยกลายเป็นปัจจัยที่ 5 จำเป็นต้องสวมใส่ตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้านเพื่อป้องกันโควิด-19จะให้ใส่หน้ากากแบบเดิมๆ มันก็จะดูน่าเบื่อเกินไป หลายชุมชนท้องถิ่นหัวใสนำผ้าไทยท้องถิ่นมาผลิตหน้ากากผ้า Handmade ที่สวยงามมีเอกลักษณ์ น่าสะสม ช่วยสร้างรายได้เข้าชุมชน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมตัวอย่างหน้ากากผ้าไทยของดีทั้ง 4 ภาคมาฝากกัน

หน้ากากผ้าลายบ่อสวก น่าน

ผ้าลายบ่อสวก คือ ผ้าทอมือโบราณที่มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนบ้านซาวหลวง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากลายประดับปากไหเครื่องเคลือบโบราณ อายุ 800 ปีที่ขุดค้นพบในบริเวณตำบลบ่อสวกและตำบลนาซาวลาย และวันนี้กลุ่มชุมชนร่วมตัวกันนำผ้าที่ทอกันเกือบทุกบ้าน มาผลิตเป็นหน้ากากอนามัยจากผ้าฝ้ายเนื้อดี เพื่อใช้ป้องกันตัวเองและจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับชุมชน

 

ภาพประกอบ : เฟสบุ๊ค น่าน เน้อเจ้า

 

หน้ากากผ้าย้อมสีธรรมชาติ บุรีรัมย์ และ ชัยภูมิ

ผ้าภูอัคนี หรือ ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ ชุมชนหมู่บ้านเจริญสุขที่ตั้งอยู่ใกล้ “เขาพระอังคาร” 1 ใน 6 ภูเขาไฟเก่าแก่ของบุรีรัมย์ เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำ “ดินภูเขาไฟ” ในหมู่บ้านมาใช้ผสมผสานในการย้อมสีผ้าฝ้าย หรือ ผ้าไหม จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สร้างชื่อ ก่อนถูกนำมาตัดเย็บอย่างประณีตเป็นหน้ากากผ้าที่มีสีและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ ชุมชนหนองบัวแดง ชัยภูมิ ที่มีฝีมือโดดเด่นเรื่องการทำผ้าย้อมสีธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสีจากประดู่ ครั่ง คำแสด คราม ขมิ้น และมะเกลือ สีสันสวยงาม ออกแบบ และตัดเย็บร่วมกับผ้าฝ้ายออร์แกนิกจากฝ้ายที่ปลูกแบบ             ไร้สารเคมีของชุมชนเอง เมื่อนำมาทำหน้ากากอนามัยก็ปลอดภัยต่อผู้ที่สวมใส่ ไม่ระคายเคืองผิวหนัง

 

ภาพประกอบ : เฟสบุ๊ค ผ้าไหม  ผ้าภูอัคนี บ้านเจริญสุข และ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)

 

 

หน้ากากผ้าขาวม้าไทย พระนครศรีอยุธยา

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้าขาวม้าผ้าไทยแปรรูป ตำบลบางพระครู อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแนวคิดนำผ้าขาวม้า หนึ่งในผ้าพื้นถิ่นของคนไทยมาทำหน้ากากอนามัย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยใช้ผ้าขาวม้าที่ผลิตจากผ้าผ้าคอตตอน นุ่ม สบายใส่แล้วไม่ระคายผิว เสริมความหนา และช่องใส่แผนกรอง สวยงามและปลอดภัย

 

ภาพประกอบ : เฟสบุ๊ค ไทยสาคร OTOP ผ้าขาวม้าผ้าไทยแปรรูป

 

หน้ากากผ้าปาเต๊ะ ตรัง

กลุ่มผ้าปาเต๊ะเพ้นท์บ้านสามแยก อ.ปะเหลียน จังหวัดตรัง ร่วมกับกลุ่มศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะและเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่ม อสม. และ กลุ่ม ทสม. นำ “ผ้าปาเต๊ะ” หรือ บาติก ผ้าพื้นเมืองที่มีจุดเด่นด้านความสวยงาม ซึ่งเกิดจากการพิมพ์หรือเขียนลวดลายสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ลงบนผืนผ้า มาดัดแปลงตัดเย็บเป็นหน้ากากอนามัยสำหรับแจกจ่ายให้กับผู้สูงอายุในชุมชนที่ต้องอยู่กับบ้านดูแลตัวเอง ถือเป็นความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ของคนภายในชุมชนสู่ความยั่งยืน

นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับของดีประจำท้องถิ่น ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องในชุมชน ทั้งเป็นการแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจเพื่อที่จะก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันของทุกภาคส่วน

 

ภาพประกอบ : เฟสบุ๊ค กลุ่มผ้าปาเต๊ะเพ้นท์บ้านสามแยก