kinyupen_ปกเนื้อหา.jpg

kinyupen_adminSeptember 30, 2019

พะโล้เมนูขวัญใจของใครหลายคนรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ด้วยกลิ่นหอมที่ชวนรับประทานและรสชาติอร่อยถูกปาก ทั้งยังมีวิธีทำที่ไม่ซับซ้อน สามารถทำเก็บไว้ทานได้หลายมื้อ  ยิ่งเคี่ยวบ่อยรสชาติยิ่งอร่อยเพิ่มขึ้น

 

โดยปกติแล้วพะโล้จะมีเครื่องเทศจีนเป็นตัวชูโรงหลัก สร้างกลิ่นหอม แถมด้วยเนื้อหมู ไข่ เต้าหู้ ผสมผสานเกิดเป็นความอร่อยที่ลงตัวแต่เพื่อให้เข้ากับเทศกาลกินเจ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเมนู พะโล้เจ จากวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราชที่ไปช้อปกันมาจากคราวที่แล้ว พร้อมแล้วไปเข้าครัวกันเลย…

 

ส่วนผสมหลักแบบเจๆ คือ เต้าหู้ เห็ดหอม หมี่กึงแบบไส้หมู น้ำมันพืชเจ ซอสหอยนางรมแบบเจ เกลือป่น  น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เครื่องเทศ และพริกไทย

 

กรรมวิธีสำคัญ…เคล็ดไม่ลับฉบับคนทำครัว มีขั้นตอน ดังนี้ คือ “ทอดเต้าหู -ผัดเห็ดหอม-เคี่ยวซีอิ๊ว-จัดแจงส่วนผสม-ยกเสิร์ฟ”

 

1.ทอดเต้าหู้: นำเต้าหู้ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปทอดในกระทะตั้งไฟระดับปานกลาง เต้าหู้จะสุกง่าย ถ้าทอดทิ้งไว้นาน ระวังไหม้ ให้สังเกตว่าถ้าเต้าหู้มีสีเหลืองทองต้องยกขึ้นกระทะทันที

 

2.ผัดเห็ดหอม: นำเห็ดหอมที่แช่น้ำแล้วมาผัดใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดจนได้กลิ่นของเห็ดหอมแตะจมูก

 

3.เคี่ยวซีอิ๊วดำ: นำน้ำตาลทรายแดงกับน้ำตาลปี๊บเคี่ยวไฟระดับอ่อน ๆ เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ก็จะได้ซีอิ๊วสูตรใหม่ ไร้กลิ่นเหม็นคาว

4.จัดแจงส่วนผสม: เติมน้ำแช่เห็ดหอมในหม้อ นำส่วนผสมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหมี่กึง เต้าหู้ ลงหม้อ ตั้งไฟระดับกลาง พอเดือดให้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป คนทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามใจชอบ พร้อมยกเสิร์ฟ เสร็จไปหนึ่งมื้อแบบง่าย ๆ สไตล์คนกินเจ

 

เทศกาลเจปีนี้ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเมนูที่ตามปกติปรุงรสด้วยเนื้อสัตว์ ให้ไร้เนื้อสัตว์ได้ ด้วยการหาวัตถุดิบเจ ที่ปัจจุบันนี้มีให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย สำหรับวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็นขอให้ทุกท่านอิ่มบุญ ไปกับอาหารเจ

 

ดูขั้นตอนการทำเพิ่มเติมได้ที่่ :

 

 


_เยาวราช-ปกเนื้อหา.jpg

kinyupen_adminSeptember 29, 2019

ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ หลายบ้านคงเตรียมวางแผนทำอาหารเจไว้รับประทานกันแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวก คนกินเจ พาไปช้อปวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราช แหล่งขายอาหารเจเก่าแก่ของเมืองไทยกันสักหน่อย โดยวัตถุดิบที่คัดสรรมานี้ ทุกท่านสามารถนำไปประกอบเมนูเจได้เองแบบง่าย ๆ ทำให้เทศกาลกินเจปีนี้ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป งั้นเราขอพาคุณเริ่มต้นเดินทางสู่วิถีคนกินเจกันเลย Let’s go!

วิธีประกอบอาหารเจปัจจุบันนั้น มีทั้งเมนูต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง ยำ เฉกเช่น เมนูปกติทั่วไป ต่างกันที่วัตถุดิบที่ต้องไม่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เท่ากัน ซึ่งเราจะพาไปดูวิธีเลือกสรรวัตถุดิบที่มักเป็นพระเอก นางเอกประจำเทศกาลนี้กัน

 

เคล็ดคัดสรรวัตถุดิบ

เริ่มต้นด้วย “เห็ดหอม” นางเอกประจำเทศกาล โดยมีบทบาทเป็นส่วนประกอบพื้นฐานทำได้แทบทุกเมนู ไม่ว่า จะต้ม ตุ๋น ผัด หรือนึ่ง เพราะเห็ดหอมจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้อาหารเจ ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ

เคล็ดไม่ลับ เห็ดหอมที่ดีต้องมีดอกหนา ลายกระจายทั่วดอก ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าเป็นเห็ดที่สด รสชาติดี

 

ต่อมาคือเจ้าพระเอกอย่าง “เต้าหู้” ที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้เห็ดหอมซึ่งมักปรากฏอยู่ในทุกจานสำคัญของอาหารเจ โดยส่วนผสมหลักของเต้าหู้มาจากถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อสัตว์บางประเภทถึงสองเท่า มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งชนิดอ่อน ชนิดแข็ง ตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ควรเลือกเต้าหู้ที่นำมาขายใหม่ๆ โดยสังเกตจากความขาวนวล มีกลิ่นหอม ไร้เมือก ไร้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว รูปทรงไม่บิดเบี้ยว และบรรจุในภาชนะสะอาด

 

ถ้ายังไม่รู้จะเลือกร้านไหน ทีมงานขอแนะนำร้านเจ้าประจำของแอดมินที่เปิดมาหลายสิบปี ตั้งอยู่ซอยด้านข้างวัดมังกร ไฮไลท์เด็ด คือ “เต้าหู้ซีอิ๊วดำ” ซึ่งเป็นเต้าหู้อ่อนที่ต้มกับซีอิ๊วดำ น้ำตาลทรายแดง และเครื่องเทศต่าง ๆ จนเนื้อเต้าหู้มีความหอม หวาน กลมกล่อม สามารถนำไปรับประทานกับเมนูต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

 

ลำดับต่อมา คือ “หมี่กึง” วัตถุดิบประเภทเส้นทำจากแป้งข้าวเหนียวและข้าวสาลี ให้พลังงานคาร์โบไฮเดรตสูง รูปร่างมีหลายแบบ ในที่นี้ขอเลือกหมี่กึงที่มีลักษณะก้อนแป้งม้วนคล้ายโรตี

เคล็ดไม่ลับ หมี่กึงมักอยู่ในรูปอาหารสดเสมอ ไม่นิยมอบแห้ง เพราะทำให้รสสัมผัสเปลี่ยน

 

ที่ขาดไม่ได้ คือ “ดอกไม้จีน” หนึ่งในสมุนไพรจีนที่นำไปปรุงอาหารได้หลายเมนู ทั้งต้มและผัด ควรเลือกซื้อดอกสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อน

เคล็ดไม่ลับ ถ้าซื้อแบบสดต้องดึงดอกออกก่อน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ท้องเสีย ทั้งไม่ควรเลือกดอกไม้จีนสีซีด เพราะอาจมีสารปนเปื้อนจำพวกสารฟอกขาว

 

สินค้าดีจากร้านดัง

เมื่อมาเยาวราช ร้านไม่ควรพลาด คือ “กาน่าฉ่าย” ร้านเว้งยู่กี่ ซอยเล่งบ่วยเอี๊ยะ (เจริญกรุง16) ร้านเก่าแก่คู่เยาวราชมาเกือบ 30 ปี ซึ่งจะแสดงวิธีทำสดๆ และนอกจากกาน่าฉ่ายแล้ว ภายในร้านยังมีอาหารเจอีกหลากหลาย เช่น ใบปอ พุทราจีน เก๋ากี้ ขาเห็ดเจ ปลาอินทรีย์เค็มเจ

อีกร้านที่ไม่ควรพลาด คือ “เกี่ยมฉ่าย” หรือ ผักกาดดองเจ อันขึ้นชื่อจากร้านเจ๊แดง เยาวราชซอย 6 นอกจากเกี่ยมฉ่ายแล้ว ยังมีน้ำพริกเจ รสชาติต่างๆ ให้เลือกอีกด้วย

รวมถึง “ง่วนสูน” ร้านพริกไทยตรามือ เจ้าเก่าแก่แห่งเยาวราช ที่ขึ้นชื่อด้วยคุณภาพของเม็ดพริกไทยที่บดให้เห็นกันสดๆ และมีเครื่องเทศให้เลือกอีกหลากประเภท

 

เทศกาลกินเจปีนี้ กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลกินเจ


-cover_content_7วันหยุด.jpg

kinyupen_adminSeptember 28, 2019

 

วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นเวลาที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะได้พักผ่อน เติมพลังให้กับร่างกายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายท่านอาจจะรู้สึกเบื่อกับการจราจรอันแสนติดขัดของบ้านเราจึงเลือกที่จะพักอยู่บ้านมากกว่า ดังนั้นวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 7 กิจกรรมง่ายๆ สำหรับนำไปในเวลาว่างวันหยุดกัน

1.หากิจกรรมกลุ่มร่วมกับครอบครัวและคนรัก

การรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยถึงเรื่องราวพบเจอมาในแต่ละวัน ถือเป็นวิธีช่วยคุณผ่อนคลายความเครียดจากปัญหาที่เผชิญมาทั้งสัปดาห์ หรือจะแถมด้วยกิจกรรมพิเศษอื่นๆ เช่น ออกกำลังกาย โยคะ หรือ ใช้เสียงเพลงบำบัดจิตใจ เติมความสุขร่วมกันก็คงจะดี

2.Big Cleaning Day เปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้น่าอยู่

หลังจากวุ่นวายมาทั้งอาทิตย์ จนแทบไม่มีเวลาหันมาทำความสะอาดบ้าน รู้ตัวอีกทีบ้านถูกกองทัพฝุ่นและคราบต่างๆ ยึดไปแล้ว วันหยุดจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้จัดการเอาความสกปรกเหล่านั้นออกไป หรือ จัดระเบียบในสวนให้สวยงามมีระเบียบ เท่านี้ก็มีความสุขแถมยังได้สุขภาวะที่ดีของบ้านกลับมา

3.จัดระเบียบตู้เสื้อผ้า แบ่งบางส่วนไปบริจาค

เมื่อมีเวลาว่างการรื้อตู้เสื้อผ้ามาจัดระเบียบใหม่ก็น่าสนใจ โดยจัดแบ่งเสื้อผ้าตามหมวดหมู่ ตามสี ตามประเภทก็ตามที่สะดวกกันเลย หรือ ถ้าบางท่านที่มีเสื้อผ้าเหลือใช้ก็สามารถนำไปบริจาคให้ผู้ขาดแคลนตามมูลนิธิต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิบ้านนกขมิ้น  มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีหญิง ฯลฯ ข้อนี้นอกจากได้จัดระเบียบแล้ว ยังได้ทำบุญอีกด้วย

4.ปล่อยเวลาไปกับหนังสือเล่มโปรด  

เชื่อว่ามีหลายท่านที่รักการอ่านหนังสือ ดังนั้นการหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาสักเล่ม หามุมดีๆ แล้วปล่อยเวลาไปกับมันในช่วงวันหยุดก็เป็นอีกหนึ่งความสุขและการผ่อนคลายง่ายๆ อีกทั้งการอ่านหนังสือยังช่วยเรื่องการฝึกสมาธิได้อีกทางหนึ่งด้วย

5.ดูแลสัตว์เลี้ยง หรือ เล่นโยคะ

การดูแล หรือ เล่นกับสัตว์เลี้ยงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างความสุขทางใจง่ายๆ ทั้งเจ้าของ และ สัตว์เลี้ยงเอง แต่ถ้าใครไม่ได้มีสัตว์เลี้ยง วิธีออกกำลังกายง่ายๆ ในที่พัก เช่น โยคะ หรือ ไทชิ จากคลิปแบบฝึกบนยูทูป ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

6.เซ็ทอัพจัดระเบียบความงามด้วยตนเอง

วันหยุดถือเป็นโอกาสดี ที่จะทำให้คุณได้มีเวลาจูนอัพความสวยตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งเลือกได้หลายวิธี ไม่ว่าจะ ขัดผิว พอกหน้า หมักผม มาสก์หน้า หรือ อาจเสริมบุคลิกภาพ ด้วยการจัดแต่งทรงผมเปลี่ยนลุค เติมความสวย เปรี้ยว เฉี่ยวที่จะช่วยทำให้คุณดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

 7.จัดการความคิดเคลียร์สมอง เตรียมพร้อมรับวันทำงาน

การทบทวนตนเอง เคลียร์สมองพร้อมต้นใช้ชีวิตสู่วันถัดไป อาจเริ่มต้นด้วยการนั่งสมาธิ เขียนวางแผนชีวิตต่อเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน ตั้งเป้าหมายในชีวิต ถึงสิ่งที่คุณอยากทำต่อไปในอนาคต หรือซัทดาวน์จากโลกโซเชียลเพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนออกไปสู้กับภาระหน้าที่ที่จะมาถึงในวันต่อไป


-cover_content_RMF-เริ่มเร็วยิ่งดี.jpg

kinyupen_adminSeptember 27, 2019

 

  • RMF เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน หรือ ฟรีแลนซ์ ที่ไม่มีหลังพิงฝาเวลาเกษียณ
  • จากสถิติพบว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทน RMF ใกล้เคียงกับ กบข. และ สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
  • RMF ลงทุนขั้นต่ำปีละ 5,000 บาท หรือ 3% ของรายได้ ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี ติดต่อกัน) ถอนมาใช้ได้เมื่ออายุ 55 ปี

ปัจจุบันจะมีมนุษย์เงินเดือนบางกลุ่ม รวมถึงฟรีแลนซ์ที่ไม่มีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทคอยซัพพอร์ตยามเกษียณ จึงจำเป็นต้องมองหาเงินเก็บไว้รองรับเมื่อถึงเวลา กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกชั้นดีที่ควรศึกษา แม้หลายคนอาจมองว่ามีข้อจำกัดตรงที่ต้องลงทุนเป็นระยะเวลานานกว่าจะนำมาใช้ได้ ซึ่งน่าสนใจอย่างไรนั้น วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำมาฝากกัน

 

เหมือนปลูกไม้ผลต้องใช้เวลา แต่ออกผลให้กินแน่นอน

RMF เกิดจากภาครัฐต้องการสนับสนุน ให้มนุษย์เงินเดือนที่เสียภาษี มีแหล่งเงินออมหลังวัยเกษียณ ภายใต้ข้อแม้ว่าต้องลงทุนขั้นต่ำปีละ 5,000 บาท ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี จนถึงอายุ 55 ปีจึงสามารถเบิกเงินก้อนที่ลงทุนมาใช้ได้ ซึ่งยอดเงินลงทุนแต่ละปีนำไปลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี) โดยลงทุนปีไหน ก็ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ปีนั้น

ผู้สนใจสามารถเลือกกองทุน RMF ได้ตามความสนใจผ่านสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งจะนำเงินของคุณไปบริหารจัดการให้ผลิดอกออกผลงอกเงยเป็นผลกำไรกลับมา มีทั้งแบบ RMF ตราสารหนี้, RMF ตราสารทุน, RMF แบบผสม, RMF ที่ลงทุนในต่างประเทศ เป็นต้น โดยแต่ละกองทุนจะมีความเสี่ยงในระดับที่ต่างกันออกไป เพราะผันตามการเติบโตของหุ้นและตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่าจะสามารถแบกรับความเสี่ยงได้เพียงใด

เฉลี่ยผลตอบแทนปลายทางสูงกว่าเงินฝาก

 

 

ที่มา อันดับกองทุนรวมเด่นประจำสัปดาห์ จาก Wealthmagik ประจำวันที่ 23 กันยายน 2562

 

แม้การลงทุนในกองทุน RMF จะมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ และปัจจัยการเงินโลก หากเมื่อย้อนดูสถิติภาพรวม ก็พบว่าในระยะยาว RMF มีผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากประจำ โดยจากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนกองทุนรวม RMF ย้อนหลัง 3 ปี (ตามภาพ) พบว่า อยู่ระหว่าง 3.39 % – 5.84 % ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยผลตอบแทนกองทุนบำเหน็จข้าราชการ (กบข.) ซึ่งอยู่ที่ 5-7% ขณะที่ค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ 0.1250% – 0.5000% เท่านั้น

เพื่อเป็นการเปรียบเทียบภาพให้ชัดขึ้น สมมติฐานว่าคุณมีเงินเก็บ 5,000 บาท ถ้าเลือกฝากประจำ คุณจะได้ดอกเบี้ย เพียงแค่ 25 บาท (5,000*0.5000) แต่ถ้านำเงินไปไว้ในกองทุน RMF คุณจะได้เงินถึง 292 บาท (5,000*5.84%) โดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย

 

ยิ่งเร็ว ยิ่งมั่นคง เริ่มง่ายๆ เพียงเดือนละ 500 บาท

การที่ต้องลงเงินขั้นต่ำ 5,000 บาททุกปีจนถึงอายุ 55 ปี อาจทำให้หลายคน โดยเฉพาะกลุ่มเริ่มทำงานอาจมองว่านี่คือข้อจำกัด แต่หากปรับมุมมองว่าถ้าลองตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพียงเดือนละ 500 บาท สิบเดือนก็ได้ 5,000 บาท และทำแบบนี้ทุกๆ เดือน ทุกๆ ปี เท่ากับว่าคุณกำลังเริ่มสร้างฐานเงินเก็บไว้สำรองเลี้ยงชีพก้อนใหญ่ในอนาคต

เพราะยิ่งคุณลงทุนในกองทุน RMF นานเท่าไรค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปเท่านั้น สมมติว่าถ้าเริ่มลงทุนตอนอายุ 30 ปี ปีละ 5,000 บาทต่อเนื่องจนครบ 55 ปี คุณจะมีเงินต้นในกองทุน RMF 125,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมผลตอบแทน และลองคิดดูว่ายิ่งคุณเริ่มเร็วขึ้น หรือ เพิ่มจำนวนเงินมากขึ้น คุณก็จะยิ่งมีเงินออมไว้ใช้ในวัยเกษียณมากขึ้นนั่นเอง

การจะลงทุนใน RMF หรือ ไม่นั้น ผู้ลงทุนอาจต้องพิจารณาปัจจัยประกอบรอบด้าน เพราะแต่ละบุคคลก็อาจเหมาะกับรูปแบบการออมที่ต่างกันไป  อย่างไรก็ตาม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ยังสนับสนุนให้ชาวมนุษย์เงินเดือนเริ่มวางแผนเงินออมที่เหมาะสมกับตน เพราะเราเชื่อว่า มีเงินออมไว้ยังไงก็อุ่นใจกว่าในบั้นปลาย ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลมากมายในปัจจุบัน

หมายเหตุ

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของคณะผู้เขียน ซึ่งการลงทุนมีความเสี่ยงดังนั้นผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน

 


-cover_content_ซึมเศร้า.jpg

kinyupen_adminSeptember 26, 2019

แทบไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบัน สถานการณ์ฆ่าตัวตายของคนไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,137 คน หรือเฉลี่ย 11-12 คนต่อวัน ถือเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยกลุ่มที่ฆ่าตัวตายสูงสุด คือ วัยแรงงาน ช่วงอายุ 25-59 ปี รองลงมาคือวัยสูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และวัยเด็ก อายุ 10-24 ปี ตามลำดับ โดยปัจจัยต้นเหตุสำคัญ กรมสุขภาพจิต ระบุว่า อันดับหนึ่ง เกิดจากปัญหาด้านความสัมพันธ์ ทั้งความน้อยใจ ถูกดุด่าตำหนิ การทะเลาะกับคนใกล้ชิด ซึ่งสูงถึง 48.7%  รองมาคือ ความรัก หึงหวง 22.9% และต้องการคนใส่ใจดูแล 8.36%

ขณะที่ปัจจัยจากการดื่มสุราและยาเสพติด พบว่า ปัญหาการดื่มสุรา 19.6% มีอาการมึนเมาระหว่างทำร้ายตนเอง 6% ส่วนปัญหาด้านการเจ็บป่วยทางจิต พบภาวะโรคจิต 7.45% โรคซึมเศร้า 6.54% และมีประวัติการทำร้ายตนเองซ้ำ 12% นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตยังกังวลต่อการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของสื่อมวลชนว่าอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบด้วย

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยซึมเศร้าโรคที่ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในสังคม มีอัตราเสี่ยงระดับที่น่าเป็นห่วง อีกทั้งระยะหลังคนดังทั่วโลกที่ป่วยโรคนี้ก็มีการฆ่าตัวตายถี่ยิ่งขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักเสี่ยงต่อการคิดฆ่าตัวตายนั้น กรมสุขภาพจิต ระบุว่า ทฤษฎีหนึ่งที่สามารถนำมาอธิบายถึงการฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ดี คือ แนวคิดของทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของการฆ่าตัวตาย โดย แวน โอเดน และคณะ ซึ่งเชื่อว่ามีปัจจัยเกี่ยวข้อง 3 ประการ

  1. ความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
  2. คิดว่าตนเองเป็นภาระ
  3. พลังหรือความสามารถที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งจะทำให้กลัวความตายน้อยลง ทนต่อการบาดเจ็บของร่างกายได้มากขึ้น ซึ่งส่งให้เกิดผลตามมา คือ พยายามฆ่าตัวตายจนเกือบถึงตาย และถึงแก่ความตาย

คนจะฆ่าตัวตายสังเกต – ป้องกันอย่างไร

ข้อสังเกตของคนที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย คือ  มีอาการเศร้า เบื่อ เซ็ง แยกตัว คิดวนเวียน นอนไม่หลับ มองโลกในแง่ลบ หรือ โพสต์ข้อความเชิงสั่งเสีย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หมดหวังในชีวิต ซึ่งเป็นอาการบ่งบอกของโรคซึมเศร้าและเป็นสัญญาณเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ซึ่งถ้าพบให้รีบเข้าไปพูดคุยรับฟัง ตามหลัก 3 ส. คือ

  1. สอดส่องมองหา ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือ เริ่มส่งสัญญาณเตือนในการฆ่าตัวตาย
  2. ใส่ใจรับฟังด้วยความเข้าใจ ชวนพูดคุย ให้ระบายความรู้สึก ไม่ตำหนิหรือวิจารณ์ โดยการรับฟังอย่างใส่ใจนั้นเป็นวิธีการที่สำคัญมีประสิทธิภาพมาก
  3. ส่งต่อเชื่อมโยงเช่น การแนะนำให้โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทรปรึกษาสะมาริตันส์ 02-713-6793 เวลา 12.00-22.00 น. รวมถึงแอพพลิเคชั่นสบายใจ (Sabaijai)แนะนำให้ไปพบบุคลากรสาธารณสุขหรือช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน

ดังนั้นถ้าใครพบว่าบุคคลรอบข้างมีความเสี่ยง หรือ มีอาการลักษณะนี้ ควรเข้าไปดูแลอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันเหตุอันไม่คาดฝันที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะยังไงการป้องกันแต่ต้นเหตุนั้นย่อมดีกว่าแก้ที่ปลายเหตุแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากกรมสุขภาพจิตมา ณ ที่นี้

                                 ///////////////////////////////////////////////////////////////////////////


-cover_content_7-ปัจจัยเสี่ยง.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2019

ท่ามกลางกระแสสังคมในยุคดิจิตอลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์ตลอด 24 ชั่วโมง จนเป็นที่มาการตื่นตัวของภาคธุรกิจเกี่ยวกับกระแสดิจิตอลดิสรัปชั่น ว่าต้องเปลี่ยนแปลง ปรับบทบาท หรือ เตรียมคนอย่างไรเพื่อให้องค์กรอยู่รอด ซึ่งท้ายสุด แรงงาน หรือ มนุษย์เงินเดือนฟันเฟืองของภาคธุรกิจ คงหนีไม่พ้นการต้องปรับตัวควบคู่ไปกับองค์กร ดังนั้นเพื่อเตรียมตัวให้เท่าทันต่อกระแสดังกล่าว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำมุมมอง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เกี่ยวกับ 7 ความท้าทายยุคดิจิตอล จากการงานสัมมนาดีๆ ของฐานเศรษฐกิจ มาฝากกัน

1.Career Migration เทคโนโลยีจะทำให้บางอาชีพนั้นหายไป คนมีโอกาสจะตกงานมากขึ้น

2.Jobless Growth ในอนาคตเมื่อ ดาต้า และ เอไอ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหโตมากขึ้น นั่นจะทำให้การจ้างงานมนุษย์ลดลง หรือ อาจไม่มีการจ้างงานเลย

3.Skill Divide แรงงานยุคดิจิตอลแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่มีทักษะดิจิตอลจะเป็นกลุ่มที่เอาตัวรอดได้ และกลุ่มขาดทักษะดิจิตอลซึ่งปัจจุบันยังถือเป็นกลุ่มใหญ่จะอยู่ยากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างมากเกินไป

4.Competing for Talents มหาวิทยาลัยไทยจะลำบากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยต่างชาติจะเข้ามาขอทุนเพื่อแย่งตัวเด็กเก่งๆ ออกไปมากขึ้น

5.Multistage Life วิถีชีวิต รูปแบบการใช้ชีวิตของคนจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะชีวิตไม่ใช้แค่เรียน ทำงาน เกษียณ แบบเดิมแล้ว

6.Intellectual Capital Investment เข้าสู่สังคมสูงวัย คนมีอายุยืนขึ้น ดังนั้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็น

7.Career of the Future การเตรียมพร้อมเรื่องคน และระดมสมองเพื่อหาทิศทางขับเคลื่อนประเทศเป็นเรื่องสำคัญ

จากมุมมองข้างต้น จะเห็นได้ว่านี่คือความท้าทายสำคัญที่กำลังถาโถมเข้ามาไม่สามารถเลี่ยงได้ ซึ่งการจะผ่านความท้าทายเหล่านี้โดยเฉพาะในกลุ่ม แรงงาน หรือ มนุษย์เงินเดือน เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคดิจิตัลได้นั้น “ทัศนคติ” คือ สิ่งสำคัญ เพราะหากพร้อมที่จะเปิดรับองค์ความรู้ ทักษะ หรือ สิ่งใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มอยู่เสมอ ไม่ทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้ว ก็จะทำให้สามารถทรานฟอร์ม หรือ อัพเกรดตัวเองผ่านความท้าทายเหล่านี้ไปได้ เพราะเทคโนโลยี หรือ ดิจิตอล ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้แค่เพียงเปิดใจ

ขอบคุณที่มาข้อมูล : งานสัมมนา “พลิกวิกฤติสร้างเศรษฐกิจไทย : Do or Die” โดยฐานเศรษฐกิจ


-cover_content_กินเจนวราตรี.jpg

kinyupen_adminSeptember 24, 2019

ทราบไหมว่า ทุกปีในช่วงขึ้น 1 ค่ำ – ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน จะมีสองเทศกาลสำคัญเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน คือ ประเพณีถือศีลกินผัก หรือ ที่เราคุ้นชินกันว่า “เทศกาลกินเจ” ของคนเชื้อสายจีน และ “เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของคนเชื้อสายพราหมณ์-ฮินดู สองสิ่งนี้มีความคล้ายคลึงกัน อย่างน่าสนใจ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปไขข้อสงสัยนี้กัน

 

กินเจ = รักษาศีล อุโบสถ

ต้นกำเนิด เทศกาลกินเจ หรือ ประเพณีถือศีลกินผัก มีที่มาอ้างถึงในหลายตำนาน ซึ่งทั้งหมดล้วนอิงกับความเชื่อของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนานิกายมหายานในจีนทั้งสิ้น หากเมื่อพิจารณาจากหลายตำนานหลายความเชื่อ ทั้งที่ระบุว่าทำเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ทำเพื่อรำลึกถึงนักรบที่สละชีพเพื่อชาติ หรือ ทำเพื่อผู้มีพระคุณ ด้วยเชื่อว่าเหล่าทวยเทพจะอำนวยพรให้ผู้ที่ปฏิบัติ เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

ส่วนการเผยแผ่เทศกาลกินเจ เข้ามายังบ้านเรานั้น นอกจากมากับความเชื่อ ของชาวจีนโพ้นทะเลอพยพแล้ว บางตำรายังระบุว่า เกิดจากกลุ่มลูกครึ่งมลายู – จีนทางภาคใต้ของไทยที่เรียกว่า “บาบ๋า-ย่าหยา” (หรือ ชาวเปอรานากันในมาเลเซีย) ซึ่งส่วนใหญ่พำนักอาศัย อยู่แถบภูเก็ต ตรัง ปัตตานี สงขลา นราธิวาส เป็นผู้นำเข้ามา โดยนอกจากไทยแล้ว ประเพณียังแพร่หลายอยู่ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย

ทั้งนี้ ด้วยคำว่า “เจ” ภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายาน มีความหมายเดียวกับคำว่า “อุโบสถ” ซึ่งในทางมหายานนั้น การถือศีลอุโบสถของชาวมหายาน ก็คือการไม่กินเนื้อสัตว์ หรือ ทานมังสวิรัต ดังนั้นเมื่อมารวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ จึงกลายเป็นการถือศีลกินเจ

 

ดูเซร่า เฉลิมฉลอง 9 วัน 9 คืนแด่องค์พระแม่อุมาเทวี

“เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขก จัดขึ้นช่วงเดียวกับเทศกาลกินเจ โดยสานุศิษย์ผู้ศรัทธา จะลดเว้นการทานเนื้อสัตว์  9 วัน 9 คืน ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นการบูชาองค์พระแม่มหาทุรคา ซึ่งเป็นปางหนึ่งของ พระแม่อุมาเทวี ที่ทรงต่อสู้กับมหิงสาสูร 9 วัน 9 คืนก่อนสามารถเอาชนะอสูรร้ายได้ในวันที่ 10 จึงจัดพิธีแห่เพื่อเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และรอรับความเป็นสิริมงคลจากองค์เทพ อันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมายาวนาน

 

สองความเชื่อบนแก่นเดียวกัน

ทั้งสองเทศกาล แม้จะต่างที่มา ต่างความเชื่อ ต่างเชื้อชาติ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ

  1. จัดช่วงเวลาเดียวกัน เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 7 ตุลาคม ขณะที่เทศกาลนวราตรี ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 8 ตุลาคม
  2. มีขบวนแห่และการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เทศกาลกินเจจะมี “พิธีแห่พระ” และมี “ม้าทรง” อัญเชิญเหล่าทวยเทพมาประทับแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อาทิ นำเหล็กแหลมเสียบแทงร่างกาย มีประเพณีวิ่งลุยไฟ ปีนบันไดมีด เช่นเดียวกับเทศกาลนวราตรีที่จะมีขบวนแห่คนทรงและองค์เทพกว่า 8 ขบวน เช่น ขบวนคนทรงองค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ขบวนรถแห่องค์พระพิฆเนศวร รวมทั้งเหล่าคนทรงที่มาทรมานกาย อาทิ นำเหล็กแหลมมาทิ่มแทง เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ที่ได้รับจากองค์เทพ
  3. งดเนื้อสัตว์เพื่อชำระล้างกายใจ ผู้เข้าร่วมต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อลดการเบียดเบียน ชำระกายใจ
  4. เชื่อในการบูชาเพื่อแสดงความกตัญญูแก่องค์เทพผู้มีพระคุณ

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแก่นหลักแท้จริงทั้งสองเทศกาล คือ การบำเพ็ญศีลภาวนา รักษาความบริสุทธิ์ของจิต ละเว้นบาป อบายมุข กิเลส ซึ่งนั่นก็ตรงกับหัวใจของทุกศาสนาบนโลกที่ล้วนมุ่งให้คนทำดี ลดเบียดเบียน และ มีเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกนั่นเอง

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////


Content_แกงเลียง_coverwebsite.jpg

kinyupen_adminSeptember 20, 2019
  • ทราบหรือไม่ แกงเลียงสมัยโบราณ คือ แกงน้ำใสไม่ใช่น้ำขุ่นแบบปัจจุบัน
  • นิยามแกงเลียง ของหมอบรัดเลย์ คือ “แกงที่นำปลาย่าง กะปิ เกลือ หัวหอม, ตำละลายน้ำเป็นน้ำแกง, แล้วตั้งไฟให้ร้อนใส่ผักตามชอบใจ”
  • คำว่า “เลียง” บางพื้นที่ของไทยในอดีต หมายถึง“อาหารอะไรก็ตามที่ต้องโขลกกับครก”  จึงมีผู้สันนิษฐานว่า แกงเลียง และ ก๋วยเตี๋ยวเลียง ที่มาของชื่อซึ่งพ้องเสียงกัน จึงอาจมาจากกรรมวิธีนั่นคือนำสมุนไพรมาโขลกทำน้ำแกงเหมือนกัน

 

เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เดี๋ยวหนาว หลายท่านมักเลี่ยงไม่พ้นกับอาการป่วยไข้หวัด คัดจมูก ซึ่ง 3 วิธีง่ายๆ ที่จะหลีกไกลจากไข้หวัดก็คือ  การออกกำลังกาย สวมเสื้อผ้าที่อบอุ่น รวมถึงเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเมนูที่ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต หยิบยกมาฝากในสัปดาห์นี้ ก็คือ “แกงเลียง”  ซึ่งมีเรื่องราวน่าสนใจ วิธีทำแสนง่ายแต่หลากหลายสรรพคุณ เหมาะสำหรับทานต้านหวัดในช่วงนี้เป็นอย่างยิ่ง พร้อมแล้วไปเข้าครัวด้วยกันเลย…

 

รู้จักแกงเลียงก่อนเข้าครัว

แกงเลียงถือเป็นแกงพื้นบ้านที่อยู่คู่ครัวคนไทยมายาวนาน โดยข้อมูลที่อ้างอิงได้พบว่าแกงเลียงปรากฏอยู่ในหนังสือ อักขราภิธานศรับท์ (พ.ศ. 2416) ของ หมอบรัดเลย์ ซึ่งอธิบายความหมายของแกงชนิดนี้ ว่า เป็นแกงน้ำใส มีน้ำมาก เครื่องน้อย เน้นผักเป็นหลัก โดยชาวบ้านจะนำปลาย่าง กะปิ เกลือ หัวหอม, ตำละลายน้ำเป็นน้ำแกง, แล้วตั้งไฟให้ร้อนใส่ผักตามชอบใจ

เห็นได้ว่าต่างจากแกงเลียงปัจจุบันที่มีลักษณะเป็นแกงน้ำขุ่น เหมือนเช่นที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายแกงเลียงไว้ว่า “แกงชนิดหนึ่ง ใส่ผักต่าง ๆ เช่น ตำลึง บวบ น้ำเต้า หัวปลี ยอดฟักทอง ปรุงด้วยหัวหอม พริกไทย กะปิ ตำกับกุ้งแห้งหรือปลาย่าง บางทีก็มีกระชายด้วย ใส่ใบแมงลักให้มีกลิ่นหอม”

ส่วนการที่เปลี่ยนจากน้ำใสเป็นน้ำขุ่น ก็มาจากวัตถุดิบและส่วนผสมที่เปลี่ยนแปลง สันนิษฐานว่าเกิดจากวิวัฒนาการการกินที่เปลี่ยนไปของคนไทยนั่นเอง

 

เคล็ดลับอร่อยง่ายจ่ายไม่แพง

กรรมวิธีสำคัญของแกงเลียง แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ “เตรียมน้ำแกง – จัดแจงส่วนผสม – ยกลงใส่ถ้วย”

  1. เตรียมน้ำแกง : นำกุ้งแห้ง พริกไทย หอมแดง กระชาย และกะปิ มาโขลกให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำมาละลายในน้ำทีละน้อยให้เป็นเนื้อเดียว จากนั้นเติมน้ำซุปหรือน้ำสะอาด ปรุงรสตามใจชอบ ขึ้นตั้งไฟจนเดือด

เคล็ดลับ การนำ “กะปิห่อใบตอง” และนำไปย่างไฟอ่อนๆ จะช่วยให้แกงเลียงมีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น

  1. จัดแจงส่วนผสม : นำผักนานาชนิด อาทิ ฟักทอง บวบ ผักหวาน ใบแมงลัก รวมถึงใบตำลึง น้ำเต้า หรือ เห็ดต่างๆ มาเลือกใส่ตามใจชอบ ต้มให้สุกนุ่มแล้วจึงใส่กุ้งลงไปเป็นอันเสร็จ

เคล็ดลับ กรณีใส่ใบตำลึง ควรสังเกตให้ดีว่าเป็นตัวผู้ หรือ ตัวเมีย โดยใบตำลึงตัวผู้ ไม่ควรนำมารับประทาน เพราะคนที่ธาตุอ่อนจะท้องเสียง่าย วิธีสังเกตง่ายๆ คือ จะมีรอยหยักของใบมากกว่า ตัวเมียซึ่งใบจะค่อนข้างมน

  1. ยกลงใส่ถ้วย : เมื่อแกงสุกได้ที่ ก็ได้เวลานำแกงร้อนๆ ตักใส่ถ้วย จัดเตรียมสำรับ จะซดร้อนๆ ไล่ไข้ หรือ ทานกับข้าวสวยก็ดีนักแล

 

แกงเลียงหนึ่งหม้อสำหรับ 4 คนตามสูตรด้านบนนี้ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อมื้อ ไม่เกิน 150 บาท เท่านั้น ! 

 

อิ่มท้องประโยชน์เยอะ

นอกจากความอร่อย แกงเลียง ยังมีประโยชน์ที่หลากหลายด้านสุขภาพ ทั้งจากสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องแกง ไม่ว่าจะเป็นพริกไทย หอมหัวแดง ที่ช่วยขับเสมหะ ขับน้ำมูกได้ดีเพราะมีรสชาติเผ็ดร้อน ช่วยชะล้างแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อโรคที่มีอยู่ในเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น

ฟักทองและผักหวาน มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ส่วนบวบนั้นมีกากใยอาหารสูง เป็นผักออกฤทธิ์เย็น จึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ทำให้ชุ่มคอ ใบแมงลัก ด้วยกลิ่นของมันสามารถช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะจากการเป็นหวัดได้

 

///////////////////////////////////////////////////////////////////

ขอบคุณที่มาข้อมูล

  • บทความก๋วยเตี๋ยว “เลียง” โดย กฤช เหลือลมัย นิตยสารศิลปวัฒนธรรม
  • เคล็ดลับเมนูสามัญประจำบ้านสูตรแม่บุญสม

Kinyupen_Night-Shopping_Cover-Web.jpg

kinyupen_adminSeptember 19, 2019

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เรื่องช้อปปิ้งเช่นกัน ประโยคสั้นๆ นี้ สะท้อนอะไรหลายอย่างในสังคมปัจจุบัน ถึงเรื่องการซื้อของออนไลน์ หรือช้อปปิ้งออนไลน์ แค่คลิกๆ หน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ก็มีของมาส่งถึงบ้าน สะดวก รวดเร็วทันใจ แถมเงินปลิวหายวับไปกับตา

 

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมาก หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีกันมากขึ้น เจ้าของร้านค้าต่างๆ จึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการเปิดช่องทางขายสินค้าในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น FACEBOOK, INSTAGRAM หรือ LINE@ เพราะเข้าถึงง่ายประหยัดเวลา ได้กลุ่มลูกค้าหลากหลาย

 

เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน เวลาช้อปปิ้งก็เปลี่ยนตามไปด้วย

 

ข้อมูลจากจอห์นลูอิสและพาร์ทเนอร์เครือข่ายห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าปัจจุบันยอดสั่งซื้อสินค้าในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า โตขึ้นถึง 28% จากปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลของ มาร์ติน ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล สถาบันนโยบายการเงินและสุขภาพจิต ที่ว่าบริษัทค้าปลีกส่วนใหญ่ อย่าง อเมซอน, อีซี่เจ็ท, ควิดโค และลาสมินิทดอทคอม จะส่งอีเมลแนะนำสินค้าลดราคาให้กลุ่มลูกค้าช่วงเวลากลางคืน เพราะมองว่าช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเข้าถึงลูกค้ามากสุด เนื่องเป็นช่วงเวลาเดียวที่คนส่วนใหญ่มีเวลาว่างจากกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

 

เมื่อความขี้เกียจสร้างเม็ดเงินมหาศาลบนโลกออนไลน์

สำหรับประเทศไทยมีผลการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมานิยมช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือความขี้เกียจ ไม่อยากรอคิวนาน เสียเวลา ดังนั้นธุรกิจประเภท สินค้าและบริการออนไลน์ จึงได้รับความนิยมอย่างสูงสุด จนเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับการซื้อของบนโลกออนไลน์ เพียงเพราะความสะดวกสบายนี่เอง

จากสถิติของ We Are Social บริษัทเอเจนซี่จากสหราชอาณาจักร และ Hootsuite ผู้ให้บริการการตลาดบนโซเชียลมีเดีย เปิดเผยข้อมูลว่า คนไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ จำนวนมหาศาล ขั้นต่ำหลักร้อยล้านเหรียญ จนถึงพันล้านเหรียญ ในค่าเงิน สหรัฐฯ ลองคำนวณเล่นๆ ดูว่าหากแปลงค่าเม็ดเงินสหรัฐฯ เป็นค่าเงินบาทไทย จำนวนเงินที่คุณหมดไปกับการช้อปปิ้งออนไลน์จะน่าตกใจขนาดไหน !!!

 

กลุ่มสินค้าหรือบริการที่นิยมซื้อออนไลน์ 5 อันดับ มีดังนี้

1.สินค้าแฟชั่น และความงาม ยอดใช้จ่ายอยู่ที่ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ

2.อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยอดใช้จ่าย 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

3.อาหาร เครื่องใช้ส่วนตัว ยอดใช้จ่าย 571 ล้านเหรียญสหรัฐ

4.เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ยอดใช้จ่าย 660 ล้านเหรียญสหรัฐ

5.ของเล่น DIY และงานอดิเรก ยอดใช้จ่าย 575 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

หากลองสังเกตกันให้ดีจะพบว่าสถิติจากด้านบน ประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่เป็นของใช้ทั่วไป ในชีวิตประจำวัน เริ่มไล่มาตั้งแต่ เรื่องสุขภาพ ความงาม แฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งอาหาร ที่แต่ก่อนต้องซื้อตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ วุ่นวาย กว่าจะหอบหิ้วมาถึงบ้าน แกะใส่ห่อ หรือ ประกอบอาหารด้วยตนเอง พอมีช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามา การซื้อสินค้าตามใจชอบก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนี่คือเรื่องราวที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปันกัน


_ปกแก่อย่างไร.jpg

kinyupen_adminSeptember 18, 2019

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ การใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุข จำต้องอาศัย 4 ปัจจัยขับเคลื่อนไปด้วยกัน ได้แก่ 1.ออกกำลังกาย 2.มีอาหารการกินที่ดี 3.มีเงินเก็บออม 4.มีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว

 

ว่าด้วยการออกกำลังกาย นั่นคือเรื่องของวินัย ที่ทุกคนทำได้ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะที่บ้าน ฟิตเนส สวนใกล้บ้าน แม้กระทั่งทางเดินริมถนน ด้วยการเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกายด้วยท่าบริหารง่าย ๆ ตามคลิปวิดีโอ

 

หากถามเรื่อง การกินอาหารที่ดี เพียงแค่เริ่มปลูกผัก ริมรั้วบ้าน หรือในกระถางเพื่อนำมาประกอบอาหารทานเองคุณก็จะมีอาหารดี ๆ ที่ช่วยเรื่องสุขภาพ ทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

 

แต่สิ่งสำคัญที่เป็นปัญหา ภายใต้เงื่อนไขปัจจัยทั้ง 4 คือด้านการเงินกับความเหงา เพราะปัจจุบัน แต่ละคนมีต้นทุน สะสมเงินออมไม่เท่ากัน บ้างมีมาก บ้างมีน้อย โดยเฉพาะคนอายุเยอะ ช่องทางในการหาเงินจะเริ่มน้อยลง พร้อมเกิดภาวะซึมเศร้า เนื่องจากไม่ได้เข้าสังคม พบปะผู้คน

 

ฉะนั้นต้องเริ่มก่อนว่า คุณจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข และมีเงินเก็บออม วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีวิธีบรรเทาปัญหาดังกล่าว ด้วยไอเดีย อาชีพเสริม เพิ่มรายได้ ขยายความสัมพันธ์ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีรายได้ ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมอีกต่อไป จากตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้

 

ศูนย์ฝึกอาชีพ สร้างงาน เสริมเงิน สานสัมพันธ์

การเข้าอบรมตามศูนย์ฝึกอาชีพ ถือว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผู้สูงอายุ ที่อาจขาดพื้นฐานความรู้งานอดิเรก ประเภท เย็บปัก  ถักร้อย หรือตัดผม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ แถมยังเปิดโอกาสให้พบปะสังคมใหม่ ๆ จากการเข้าอบรม

ในที่นี้ขอแนะนำศูนย์ฝึกอาชีพ กรุงเทพมหานคร ที่มีทั้งหมด 17 แห่งกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เพราะสามารถเข้าเรียนได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น พระโขนง จตุจักร ลาดพร้าว บางกะปิ บางพลัด ทวีวัฒนา ภาษีเจริญฯ  ทุกที่จะมีอาชีพให้เลือกอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ออกแบบ ตัดเย็บเสื้อผ้า ตัดผม เย็บ-ถักกระเป๋า พับดอกไม้ ประดิษฐ์ของชำร่วย ปั้นดอกไม้จากดินไทย ดอกไม้จากถุงน่องฯ โดยเข้าดูรายละเอียดเบื้องต้นได้ที่ http://www.bmatraining.ac.th/

 

แชร์ประสบการณ์ เรื่องราวดีๆ ผ่านงานเขียน

สิ่งนี้อาศัยเพียงประสบการณ์ ความสนใจ หรือความถนัด กลั่นกรองผ่านตัวหนังสือ หรือทำเป็นคลิปวิดีโอจากกล้องมือถือ เพื่อแชร์เรื่องราวบอกเล่าสู่คนรุ่นต่อไป เพราะถ้าทำดี ทำสนุกเข้าถึงผู้คนก็อาจกลายเป็น YouTuber ที่ได้ทั้งเงินและแฟนคลับช่วยให้ชีวิตในแต่ละวันมีเพื่อนต่างวัยเพิ่มขึ้น ในหัวข้อนี้กินอยู่เป็นขอให้เว้นเรื่องทัศนคติทางการเมืองและศาสนา(ฮา)

 

สูงวัย ใจยังฟิต สร้างคุณค่า ด้วยการกลับมาทำงานอีกครั้ง

ปัจจุบันตลาดแรงงานในประเทศไทย เริ่มเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีงานทำมากขึ้น ตามความถนัด เพราะต้องการช่วยลดอัตราว่างงานของผู้สูงอายุ วิธีนี้ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง ช่วยให้มีงานประจำทำ มีรายได้ทุกเดือน ทั้งยังสร้างคุณค่าให้กับตัวคุณเองอีกด้วย

บริษัทที่เปิดรับมีหลายแห่งด้วยกัน เช่น บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส อิเกีย  ซีเอ็ด โฮมโปร แมคโดนัลด์ ได้เปิดรับผู้สูงอายุ เข้ามาทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น พนักงานฝ่ายธุรการ พนักงานรับโทรศัพท์ โดยให้ทำงาน 8 ชั่วโมง และมีวันหยุด 1-2  วัน ต่อสัปดาห์ ตามกฎหมายการจ้างงาน

 

ปลูกผักออร์แกนิค สร้างสุขภาพ สร้างรายได้

ปลูกผักสวนครัวหรือผักออร์แกนิค​ จัดเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม คลายความเหงา สามารถทำได้ง่าย ๆ  ที่บ้าน โดยไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ​ เพียงแค่ลองปลูกผักง่าย ๆ บริเวณริมรั้วบ้าน​ เช่น ผักชี, กะหล่ำปลี ไว้บริโภคเองหรือขายตามช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดป้ายหน้าที่พักใช้การบอกต่อผ่านเพื่อนบ้าน หรือตลาดนัดใกล้บ้าน จนถึงช่องทางออนไลน์​ นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้แล้ว ยังช่วยให้สุขภาพกาย-ใจดีขึ้นอีกด้วย

 

กิจกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หวังว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุ ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุขนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต