_ฝันไม่ต้องไกลแต่ขอให้ไปให้ถึง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 18, 2020

เพราะคนเราย่อมมีฝันที่แปลกประหลาดลึกในใจกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ชายชาวญี่ปุ่นคนนี้จะพยายามทำความฝันของเขาให้เป็นจริง ด้วยการใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงในการปรุงอาหารเป็นข้าวแกงกะหรี่ปริมาณมหาศาลเพื่อใส่ลงในอ่างอาบน้ำภายในบ้านก่อนที่จะถ่ายรูปและอัปโหลดลงบนทวิตเตอร์จนได้รับความสนใจจากชาวเน็ตยุ่น พากันรีทวิตและแชร์กันไปสังคมออนไลน์เป็นไวรัลในข้ามคืนเพราะชื่นชมในความมุ่งมั่น และความพยายาม ที่ตั้งใจทำแม้เป็นความฝันเล็กๆ ที่อาจจะมีคนดูถูก เรียกได้ว่าการลงทุนกว่า 5,000 เยน หรือราว 15,000 บาทครั้งนี้ทำให้เขาฟินสุดๆ ไปเลยทีเดียว

 

ภาพจาก Twitter @tsutomaru
ภาพจาก Twitter @tsutomaru

 

ภาพถ่ายดังกล่าวถูกอัปโหลดขึ้นภายใต้บัญชี Twitter @tsutomaru มันเป็นภาพถ่ายอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยข้าวแกงกะหรี่ อาหารที่ชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบ โดยภาพมีความโดดเด่น จากความละเอียดอ่อนในการตกแต่งและจัดวางอย่างสวยงาม การใส่ข้าวและแกงลงในอ่างอาบน้ำถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีความเลอะเทอะอะไรเลย แถมแกงกะหรี่ยังมองเห็นเนื้อวัว และแครอท ที่ถูกใส่ไว้อย่างครบถ้วน ในขณะที่ด้านหนึ่งของอ่างอาบน้ำยังมีมันฝรั่งทอด และ ผักดองและซอสถั่วเหลืองไว้ด้านข้าง นอกจากนี้เขายังเขียนข้อความด้วยว่า “ได้โปรดกินนี่สิ”

 

หลายคนอาจจะคิดว่าเขาสร้างอาหารในอ่างอาบน้ำขึ้นมาแบบลวกๆ อยากคิดก็ทำขึ้นมาเลยแบบบ้าคลั่ง แต่มันไม่ใช่เลย เพราะโครงการนี้ได้ถูกวางแผนไว้นานแล้ว และมีการจัดเตรียมทุกอย่างมาอย่างดี โดยใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงในการปรุงอาหารและจัดการกับ “อ่างอาบน้ำ” ทุกอย่าง รวมใช้เงินไปทั้งสิ้นประมาณ 5,000 เยน (ประมาณ 15,000 บาท) นอกจากนี้เขายังระบุในภาพว่า ภาพถ่ายดังกล่าวถ่ายเมื่อสิบปี ตอนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเมนต์แห่งนี้ใหม่ๆ ดังนั้นอ่างอาบน้ำจึงยังสะอาดอยู่ แต่ก่อนจะใส่ข้าวลงไปเขาก็ทำความสะอาดมันก่อนด้วย

 

“ความฝันของผมคืออยากจะเห็นอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น และรู้สึกอยากเห็นมากขึ้นเรื่องและมันจะไม่ทำให้ความรู้สึกที่ดีขึ้นเลยถ้าผมไม่สามารถทำความฝันให้สำเร็จได้” ดังนั้นเขาจึงเริ่มทำความฝันจากแผนที่วางไว้ทั้งหมดโดยเริ่มใช้กระดาษฟอยล์ลงไปบนอ่างอาบน้ำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้อ่างอาบน้ำเปรอะเปื้อนจากสีของแกงกะหรี่ และยังใช้แผ่นพลาสติกคลุมพื้นห้องน้ำทั้งหมดอีกด้วย เรียกได้ว่าป้องกันการเลอะเทอะไว้อย่างดี และหลังจากถ่ายรูปเสร็จก็กินข้าวนั้นกับเพื่อนผู้ชายอีก 3 คน

 

ภาพความฝันของชายคนนี้ ได้ถูกชาวเน็ตแชร์ไปมากกว่า 47,900 รีทวีตและ 189,400 ไลค์ @toadamemogura โดยส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า มันเป็นความพยายามที่น่าทึ่ง และชื่นชมในความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้สำเร็จแม้จะเป็นเพียงสิ่งที่บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะแท้จริงแล้วความฝันของแต่ละคนมีระดับที่แตกต่างกัน ความฝันเล็กๆ ก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้หากเทียบกับความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการจะเดินทางไปถึง

 

“คุณเป็นคนงี่เง่า (ชมนะ) ขอบคุณมาก ในอนาคตฉันอยากจะเป็นคนโง่ที่มีความมุ่งมั่นแบบคุณต่อไป” ชาวเน็ตรายหนึ่งคอมเมนต์ในทวิตเตอร์ของเขา

 

ขอบคุณภาพจาก Twitter @tsutomaru


Covid19-northkorea_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 17, 2020

ยังคงเป็นปริศนา และข้อสงสัยไปทั่วโลกว่า ในขณะที่จีนและ เกาหลีใต้ ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางระบาดของโรคโควิด19 อย่างหนัก ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีพรมแดนติดกับสองประเทศนี้มีผู้ติดเชื้อและเกิดการระบาดภายในประเทศบ้างหรือไม่ เพราะแม้ประธานาธิบดีคิม จอง อึน จะออกมาประกาศว่าเกาหลีเหนือไม่มีผู้ติดเชื้อ และยังคงดำเนินการทดลองขีปนาวุธของเขาต่อไป แต่การประกาศของคิมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดี

 

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก สนใจในประเด็นนี้และนำมาเป็นประเด็นวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ว่า คำพูดของคิม เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน โดยระบุว่า คิมเริ่มปิดชายแดนของเขาในเดือนมกราคมเพื่อหยุดยั้งไวรัส การค้าและการท่องเที่ยวที่ถูกกฎหมายถูกระงับทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของเกาหลีเหนือ กลับแสดงความมั่นใจว่า ในเกาหลีเหนือน่าจะมีการติดเชื้อแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยพลเอกโรเบิร์ต อับรัมส์ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าเกาหลีเหนือ ไม่มีการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางทหารอย่างเห็นได้ชัด โดยกองทัพเกาหลีเหนือหยุดการบินมากกว่า24 วันแล้ว ดังนั้นคาดว่าจะต้องมีอะไรแน่ๆ หรือไม่ก็จะต้องมีการติดเชื้อโควิดภายในประเทศ

 

บลูมเบิร์ก ยังวิเคราะห์อีกว่า ในประเทศเกาหลีเหนือมีระบบการแพทย์ที่ค่อนข้างแย่ สาเหตุจากการคว่ำบาตรของนานาประเทศ การจำกัดการค้า และ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ จึงเชื่อได้ว่าประชากรชาวเกาหลีเหนือน่าจะต้องประสบกับปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรังหลายโรค ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เสี่ยงต่อการระบาด และนั่นอาจจะกลายเป็นหายนะทางมนุษยธรรมและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก ด้วยความกังวลนี้ทำให้องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ที่เป็นพันธมิตรของเกาหลีเหนือ เช่น รัสเซีย ได้รีบเร่งในเวชภัณฑ์และอื่น ๆ เพื่อเสนอความช่วยเหลือให้กับเกาหลีเหนือแล้ว

 

แม้ว่าเกาหลีเหนือจะปิดชายแดนกับเกาหลีใต้ ที่มีความยาวกว่า 1,420 กิโลเมตร แต่ฝั่งชายแดนที่ติดกับจีนนั้นกลับพบว่ามีรอยรั่วจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมามีการข้ามแดนไปมาระหว่างพ่อค้าจีน และชาวเกาหลีเหนือเพื่อค้าขายในตลาดมืดมานานหลายปีแล้ว และนั่นอาจเป็นแหล่งนำไวรัสเข้าสู่เกาหลีเหนือ โดยสองจังหวัดใหญ่ที่สุดของจีนที่มีพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือคือ เหลียวหนิงและจี๋หลิน

 

 

ข้อมูลของเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ยังเป็นปริศนาของชาวโลก เพราะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ สู่โลกภายนอก แต่สิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามสื่อสารอย่างเป็นทางการออกมาคือ ระบุว่า พวกเขาสามารถป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าประเทศผ่านทางการฆ่าเชื้อโรคจำนวนมาก จากการตรวจสอบผู้คนมากกว่า 5,400 คน ยังไม่พบการติดเชื้อ แต่ข้อมูลนี้ก็ยังคงถูกตั้งของสงสัยจากแพทย์ในเกาหลีใต้โดยระบุว่าการปฏิเสธอย่างแข็งขันของเกาหลีเหนืออาจเป็นการหลอกลวงและซ่อนปัญหาการระบาดที่แท้จริง และยังแสดงความคิดเห็นด้วยว่า การขาดสารอาหารของชาวเกาหลีเหนือก็อาจจะทำให้การแพร่กระจายเชื้อโรคระบาดออกไปได้ง่ายด้วยเช่นกัน

 

ในอดีต เกาหลีเหนือได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถกำจัดไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลกออกมาชมเชย ในปี 2561 ในการกำจัดการแพร่ระบาดของโรคหัดได้สำเร็จ ดังนั้นหากเชื้อโคโรนาไวรัส ที่มีผู้คนติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 166,000 คนทั่วโลก จะระบาดในเกาหลีเหนือ เป็นไปได้ว่าคิมอาจจะใช้วิธีการทางเผด็จการของเขาในการกำจัดการแพร่กระจายด้วย การแยกผู้คนที่ติดเชื้อออก และปิดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน โดยนานาชาติเห็นว่า เรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือความกังวลเรื่องเสรีภาพทางสังคม ไม่ได้ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการปัญหาของเกาหลีเหนือ พวกเขาสามารถทำได้อย่างแน่นอน จากประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยพิสูจน์มาแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมากองทัพเกาหลีเหนือ ได้ยิงขีปนาวุธระยะสั้นในบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันออกอีก 2 ลูกต่อสัปดาห์ ทำให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต้องออกมาประณามการกระทำนี้ ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือพยายามจะแสดงเห็นว่าพวกเขายังคงอยู่กับความตั้งใจเดิมท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัส โดยเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อเรียกร้องของสหประชาชาติ ที่ให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ร่วมมือกันในการต่อสู้กับโรคระบาด เช่นเดียวกับ เกาหลีใต้ ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีนี้รวมถึง ประเด็นเกี่ยวกับการรายงานการติดเชื้อของเกาหลีเหนือเช่นกัน

 

บลูมเบิร์ก ระบุว่าต่อว่า ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือมักจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในเวลาที่ต้องการบ่อยครั้งนัก แต่ทุกครั้งที่ต่างประเทศให้ความช่วยเหลือ เกาหลีเหนือก็มักจะกำหนดกรอบบริจาค และสื่อสารกับประชาชนในประเทศว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้นเป็นสิ่งของบรรณาการที่ต่างประเทศให้กับผู้นำไม่ใช่เพื่อการกุศล

 

ล่าสุดรัสเซียส่งมอบชุดทดสอบไวรัสให้กับเปียงยาง ขณะที่สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนระหว่างประเทศเรียกร้องให้มีการยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อให้สามารถโอนเงินเข้าสำนักงานเกาหลีเหนือได้ และเกาหลีใต้ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเกาหลีเหนือเช่นกัน

 

ด้านองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหาความขัดแย้งได้ โดยวางแผนที่จะส่งอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองไปยังเกาหลีเหนือ แม้แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็เสนอให้ส่งความช่วยเหลือและทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อป้องกันวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกาหลีเหนือด้วย

 

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดในเกาหลีเหนือได้ทำการยกเว้นด้านมนุษยธรรมเพื่ออนุญาตให้มีอุปกรณ์การแพทย์ ให้กับเกาหลีเหนือ เพราะเห็นว่าหัวใจสำคัญในตอนนี้คือการอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เพื่อให้ประชากร “ได้รับการปกป้อง” จากเชื้อโรคร้ายนี้

 

สื่อยังวิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนืออาจเผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่คิมเข้ายึดอำนาจในช่วงปลายปี 2554 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า “มันยากที่จะจินตนาการว่าเกาหลีเหนือจะสามารถหลบกระสุน COVID-19 ได้” หลังจากที่เข้าไปประสานงานกับเกาหลีเหนือเพื่อเตรียมการให้การช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Reuter


_ออกกำลังกาย_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 17, 2020

5 วิธี เลิกขี้เกียจ “ออกกำลังกาย”

หลายคนอยากมีสุขภาพดี รูปร่างดี และก็ทราบด้วยว่า เรื่องแบบนี้ทำได้ง่ายเพียง “ออกกำลังกาย” มีหลายวิธี ไม่ว่าจะ เดิน วิ่ง ปั่น แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่มต้นได้เสียที วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำ 5 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยพิชิตความขี้เกียจ “ออกกำลังกาย” มาฝากกัน

 

5 วิธี เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย

 

  1. กำหนดเวลาบังคับตัวเอง อาจขีดไว้ในปฏิทิน หรือ ตั้งเตือนบนสมาร์ทโฟน หรือ Gadget ต่างๆ กำหนดเวลาให้มั่นเหมาะว่า ต้องออกกำลังสัปดาห์ละกี่วัน ช่วงใดบ้าง ตามสะดวก โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน เช่น จะออกวิ่งทุกเช้า จันทร์ พุธ ศุกร์ เวลา 30 น. วันละ 30 นาที
  2. ตั้งเป้าทีละขั้นจากเรื่องง่ายๆ อาทิ ต้องเดินให้ได้วันละอย่างน้อย 10,000 ก้าว ต้องกลับมาใส่เสื้อตัวโปรด/กางเกงตัวโปรดนี้ให้ได้ภายในเวลา 1 เดือน ต้องลดน้ำหนักให้ได้ 3 กิโลกรัม เพื่ออวดเพื่อนในงานเลี้ยงรุ่นเดือนหน้า ก่อนขยับขยาย หรือ ปรับสู่เป้าที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ใจต้องการ
  3. หาแรงจูงใจจากสิ่งรอบตัว บางคนอาจใช้วิธีลงทุนซื้อเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬาดีๆ หรือ Gadget ต่างๆ อาทิ Fit bit สายรัดข้อมูลดิจิตอล ฯลฯ ที่มีให้เลือกมากมาย บางคนก็ใช้แพคเกจฟิตเนสที่ซื้อไว้ คอยกระตุ้นว่าเมื่อลงทุนไปกับอุปกรณ์/แพคเกจเหล่านี้แล้ว ต้องเริ่มมาออกกำลังกายได้แล้วนะไม่งั้นไม่คุ้ม บางคนอาจใช้วิธีแข่งขันกับเพื่อน เช่น ในเวลา 15 วันใครจะสามารถเดิน – วิ่งได้ระยะทางมากกว่ากัน หรือ ลดน้ำหนักได้มากกว่ากัน แลกกับรางวัลจูงใจขำขันกันในหมู่เพื่อนฝูง
  4. แทคทีมไม่ฉายเดี่ยว ทำให้การออกกำลังกายมีอรรถรสมากขึ้น ไม่น่าเบื่อเกินไป เพราะจะมีคนคอยพูดคุย แลกเปลี่ยน ชวนกันเดิน ชวนกันวิ่ง ชวนกันปั่นไปตลอดเส้นทาง หรือ การรวมตัวกันไปเล่นกีฬา ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
  5. วัดผลเป็นระยะให้ชื่นใจ อาทิ รอบเอวลดลงไหม น้ำหนักเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เซลลูไลท์ที่มีอยู่ลดลง รูปร่าง กล้ามเนื้อกระชับขึ้นหรือไม่

 

ทีมงานหวังว่าเทคนิคเหล่านี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังหาแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายได้ไม่มากก็น้อย…….ด้วยรัก และ ปรารถนาให้คุณสุขภาพดี


COVID19_วันต่อวัน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 17, 2020

โลกออนไลน์ร่วมแชร์ ลำดับสัญญาณของ COVID-19

จากกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ (Ministry of Health – MOH)

 

รู้ทันอาการของ COVID-19 จาก MOH

รู้ทันอาการของ COVID-19 จาก MOH

 

วันที่ 1-3

  1. อาการคล้ายหวัด
  2. อาการเจ็บคอเล็กน้อย
  3. ไม่มีไข้ ไม่เหนื่อย ยังคงกินอาหารและดื่มตามปกติ

 

วันที่ 4

  1. เจ็บคอเล็กน้อย ร่างกายรู้สึกเหมือนเมาเหล้า
  2. เสียงเริ่มเปลี่ยน
  3. อุณหภูมิของร่างกายประมาณ 36.5 °
  4. เริ่มมีอาการที่กินลำบากนิดๆ
  5. ปวดหัวเล็กน้อย
  6. ท้องเสียอย่างอ่อนๆ

 

วันที่ 5

  1. มีอาการเจ็บคอและเสียงเปลี่ยน
  2. อุณหภูมิของร่างกายประมาณ 36.5 ° – 36.7 °
  3. ร่างกายอ่อนแอและรู้สึกปวดข้อต่อ

 

วันที่ 6

  1. เริ่มมีไข้เล็กน้อยที่มีอุณหภูมิประมาณ 37 °
  2. มีอาการไอแห้ง
  3. มีอาการเจ็บคอขณะกินอาหาร กลืนอาหาร หรือ พูดคุย
  4. อ่อนเพลียมากและคลื่นไส้
  5. หายใจลำบากเป็นครั้งคราว
  6. มีอาการปวดนิ้ว
  7. ท้องร่วง และ อาเจียน

 

วันที่ 7

  1. มีไข้สูงขึ้นเป็น 37.4 ° – 37.8 °
  2. อาการไออย่างต่อเนื่องและมีเสมหะ
  3. ปวดตัวและปวดหัว
  4. อาการท้องร่วงแย่ลง
  5. มีอาการอาเจียน

 

วันที่ 8

  1. ไข้ประมาณ 38 °หรือสูงกว่า 38 °
  2. หายใจลำบาก ทุกครั้งที่หายใจ รู้สึกแน่นหน้าอก
  3. อาการไออย่างต่อเนื่อง
  4. ปวดหัว ข้อต่อเริ่มใช้งานไม่ได้อ่อนแอ และปวดก้น

 

วันที่ 9

  1. อาการยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะแย่ที่สุด
  2. อาการไข้แย่ลง
  3. อาการไอแย่ลง
  4. การหายใจลำบากติดขัด และต้องใช้แรงมากในการหายใจ

ในระยะนี้จำเป็นต้องตรวจเลือดและเอกซเรย์ทรวงอกทันที

 

ขอบคุณที่มา จาก The ministry of public health (Singapore)


2_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

บ่อยครั้งที่คนเรามักซื้อ “ของมันต้องมี” มากกว่า “ของที่ต้องใช้” ทำให้หลายครั้งข้าวของมากมายกระจัดกระจายกันไปตามมุมห้อง ยิ่งเจองานลด แลก แจก แถม ยิ่งวนลูปตามวิถี #สายช้อบไม่ใช้ นานไปจะเคลียร์พื้นที่ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ข้อเสนอทางออกให้ของมือ 2 ที่อยากมีเจ้าของใหม่กัน

 

  1. #ส่งต่อ หาเจ้าของใหม่ผ่านแอพช้อปปิ้ง

แต่ก่อนที่จะหาเจ้าของที่ใช่ อย่าลืมเช็คตลาดปล่อยของ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมายอาทิ Application : Shopee ที่สามารถ Live สด ให้ผู้ซื้อเห็นของจริงและผู้ค้าสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหนีหาย ไลน์ไม่ตอบเพราะแอปพลิเคชันเหล่านี้จะมีการโอนเข้าบัญชีกลางก่อน นอกจากนี้ก็ยังมีเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Kaidee.com, Facebook Marketplace, Pantipmarket.com

 

  1. #ฝากขาย ใน Instagram หรือ Twitter ของมือ 2 สภาพนางฟ้า

ทั้งใน Instagram และ Twitter ต่างก็เป็นช่องทางที่ผู้คนให้ความสนใจและใช้กันเยอะมาก ซึ่งทั้ง 2 แอปพลิเคชันนี้ ก็มีความพิเศษที่สามารถนำมาเป็นช่องทางปล่อยของมือ 2 ได้ ดังนี้

  • Instagram มีจุดเด่นที่ภาพ : หากมั่นใจว่าฝีมือถ่ายภาพของเราดี และของที่มีก็ใช้ได้ ก็จัดฉาก กดถ่ายและลงขายได้เลย หรือถ้าใครที่คิดว่ามีผู้ติดตามน้อย ก็สามารถฝากร้านที่มีผู้ติดตามเยอะๆ และมีสินค้าที่ใกล้เคียงกับของเรา *ทั้งนี้ก็จะมีทั้งร้านที่คิดค่าฝากขายด้วย แต่ถ้าไม่จำเป็นจะต้องรีบปล่อยของ ก็สามารถเลือกใช้ #ฝากขาย หรือ ใช้แฮท็ก เพื่อเพิ่มโอกาสสินค้าของคุณได้มากขึ้น ซึ่งวิธีการนี้ก็เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะคนส่วนใหญ่จะใช้วิธีการตามหาสินค้าที่ชอบจากแฮท็กที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น ตลอดจนสายมูเครื่องราง
  • Twitter มีจุดเด่นที่ความเร็ว, การบอกต่อ

 

  1. #เปิดบิด (ประมูล) CF no CC

วิธีการนี้ส่วนใหญ่ใช้กับของมือ 2 ประเภทสินค้าไอที โทรศัพท์มือถือ หรือของแบรนด์เนม ซึ่งคุณอาจจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อนหรือผู้ติดตามในเฟสบุ๊คเยอะหน่อย หรือใช้วิธการแชร์ไปยังกลุ่มต่างๆเพื่อดึงดูดคนที่สนใจเข้ามามากขึ้น โดยวิธีการก็เหมือนการประมูลทั่วไปคือ

  • ตั้งเวลาการประมูล เมื่อถึงเวลาที่กำหนดปิดประมูลคนที่เสนอราคาสูงที่สุดก็จะได้ของไป
  • ใช้การ Live Facebook โดยวิธีการนี้ ต้องมั่นใจว่าคุณมีผู้ติดตามที่เหนียวแน่นและมีกำลังซื้อพอควร เพราะเป็นการประมูลที่เน้นปล่อยของเร็ว แต่ก็ต้องมั่นใจว่าคนที่บิดเข้ามา จะ CF (Confirm) และไม่ CC (Cancle)

 

4. #สนุกช้อป สนุกปัน

หลายคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องเงิน ก็มีอีกทางเลือกที่น่าสนใจคือการ “บริจาค” ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายสถานที่ “รับ”บริจาค ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าเพียงอย่างเดียวที่สามารถบริจาค แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่รับบริจาค เช่น หนังสือ เฟอร์นิเจอร์มือ 2, รองเท้า, กระเป๋า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อุปกรณ์กีฬา, เครื่องประดับ ฯลฯ แต่สิ่งสำคัญ คือ ก่อนบริจาคทุกครั้งก็ควรดูให้มั่นใจว่าคนที่ได้ไปจะยินดีรับหรือไม่ เช่น ซักเสื้อผ้าให้สะอาดก่อนส่งไปบริจาค, เช็ดทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

 

หากคุณต้องการที่จะขายก็ควรคำนึงถึง 4 จ.

  1. ใจเขาใจเรา : คิดราคาตามสภาพการใช้งาน หรือ สภาพความเป็นจริง
  2. ชัดเจน : อธิบายรายละเอียดก่อนขาย เช่น วิธีการจัดส่ง, ตำหนิของสินค้า
  3. จริงใจ : ไม่โกหก หรือ อ้างคุณสมบัติเกินความเป็นจริง เพราะอาจทำให้มีปัญหาในภายหลังได้
  4. จ่ายจริง : ต้องมั่นใจก่อนว่าผู้ซื้อ โอนเงินหรือชำระเงินแล้วจริงๆ เพราะมีหลายกรณีที่มีการปลอมแปลงสลิป โดยเปลี่ยนตัวเลขยอดโอนชำระและเลขบัญชี เพราะฉะนั้นเช็คก่อนส่ง

19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020
ไข 9 ข้อสงสัยที่คนไทยควรรู้จาก COVID-19

 

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในขณะที่ทำให้หลายคนกำลังตื่นตระหนก เพราะไม่มีข้อมูลการรับมือที่ชัดเจน ทำให้ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาตอบคำถามจากข้อสงสัยจากประชาชน ดังนี้

 

9 คำถามฮิต COVID-19
9 คำถามฮิต COVID-19

 

  1. เดินสวนกับผู้ป่วย COVID-19 ติดโรคไหม ?

ไม่ติดโรค เพราะโรคนี้ติดทางฝอยละออง ถ้าไม่ได้ไอ หรือจามออกมา โอกาสติดจะน้อยมาก แต่ถ้าพูดคุยกันในระยะ 1 เมตร แล้วผู้ป่วยพูดเสียงดัง โอกาสที่ฝอยละอองจะมาถึงเรามีความเป็นไปได้ ดังนั้น อยากให้รักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร

ในจีน แม้แต่การยืนเข้าคิวต้องกำหนดระยะห่างเพื่อลดการแพร่กระจาย

 

  1. จับของที่ส่งมาจากต่างประเทศกลุ่มเสี่ยง จะติดเชื้อ COVID-19 ?

ไม่ติดโรค อย่างไรก็ตามต้องหมั่นล้างมือ

 

  1. ต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาไหม ?

ปกติหน้ากากอนามัย จะให้คนป่วยใส่เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ส่วนกรณีคนปกติ ถ้าไปในที่ชุมชนหรือมีคนหมู่มากรถไฟฟ้า รถเมล์ การใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน ก็มีเหตุผล

 

  1. ปัจจุบันมียาและวัคซีนสำหรับ COVID-19 ?

เริ่มมีข้อมูลออกมาแล้วว่าจะมียาต้านไวรัส และยาลดการติดเชื้อ ส่วนวัคซีนป้องกันต้องใช้เวลา ให้อดใจรอก่อน

 

  1. ผู้สูงอายุมีโอกาสติดเชื้อ COVID-19 มากกว่าคนทั่วไป ?

มีสิทธิ์ติดโรคนี้เท่ากันทุกวัย แต่ความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกัน (เช่น โรคประจำตัวมาก ความรุนแรงมากกว่า หรืออายุมากกว่า ความรุนแรงมากกว่า)

 

  1. ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในระยะฟักตัวสามารถแพร่เชื้อได้ ?

โดยมาตรฐานทั่วไปผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจะต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน 14 วัน แต่ขณะนี้มีข้อมูลออกมาว่า ผู้ป่วยในระยะฟักตัวระยะท้าย ๆ อาจจะติดโรคไปยังผู้อื่นได้

แต่ถ้าผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ โอกาสที่จะไอจาม หรือมีฝอยละอองออกมา ก็เกิดขึ้นได้น้อยกว่าผู้มีอาการ

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มเสี่ยงที่มาจากแหล่งระบาดของโรค ควรเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดในการใส่หน้ากากอนามัย และควรกำหนดระยะห่างของบุคคลและคนในบ้าน ไม่ไปคลุกคลีหรือไปสัมผัส หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน

 

  1. COVID-19 หายแล้วเป็นอีกได้ ?

ในทางทฤษฎีไวรัสวิทยา เมื่อหายดีควรมีภูมิต้านทานเพื่อไม่ให้เป็นโรคอีก แต่ต้องศึกษากันต่อไปว่าไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมหรือไม่ (ตอนนี้ยังไม่มีเห็น)

เช่น ไข้หวัดใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมทุกปี ทำให้เป็นแล้วเป็นอีกได้

 

  1. COVID-19 ติดจากคนสู่สัตว์และสัตว์สู่คน ?

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐาน ว่าสัตว์เลี้ยงติดโรค COVID-19 หรือเป็นพาหะโรคหรือตัวแพร่กระจายโรค แม้ว่าจะมีรายงานพบเชื้อสุนัขที่ฮ่องกง แต่ก็เป็นการพบตัวเดียว ซึ่งการพบนั้นปริมาณไวรัสค่อนข้างต่ำ แล้วต้องหาหลักฐานต่อไปว่า สุนัขตัวนั้นติดเชื้อหรือเป็นการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสเข้าสู่สุนัข

 

  1. COVID-19 ทนอากาศไทยไม่ได้ ?

โดยทั่วไปไวรัสจะทนความร้อนได้ไม่ดี หรือพูดง่ายๆ ว่า จะตายง่ายในสภาวะอากาศร้อนมากกว่าอากาศชื้นหรือเย็น ก็โชคดีของประเทศไทยที่โรคติดต่อทางเดินหายใจในบ้านเราจะพบน้อยในดูร้อน แล้วจะเริ่มพบมากในฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นตันไป

 

นพ.ยง ภู่วรวรรณ  นับว่าเป็นแพทย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแพทย์ด้านไวรัสวิทยาในระดับต้นของประเทศไทย สำหรับผู้ที่อยากรู้จักหมอยงมากยิ่งขึ้น สามารถติดตามอ่านได้ ที่นี่

 

ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


19-โรงพยาบาลบางขุนเทียน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

จากการแถลงข่าวล่าสุดของรัฐบาล ระบุว่าขณะนี้จะยังไม่ยกระดับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เป็นระดับ 3 อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หากมีการยกระดับเข้าสู่ระยะที่ 3 กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว ในส่วนของโรงพยาบาลเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ป่วย นั่นคือ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยหมดแล้ว โดยหากมีความจำเป็นต้องรองรับผู้ป่วย โดยมีบ้านเป็นหลัง มีอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เปิดใช้ แต่จะมีที่เปิดในบางส่วนเฉพาะห้องฉุกเฉิน ส่วนแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลรักษา ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว

 

สำหรับโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็น โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ขนาดพื้นที่ 35 ไร่ บนถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิ.ย.59 เพื่อเป็นโรงพยาบาลด้านเวชศาสตร์สำหรับผู้สูงอายุ และสถานพักฟื้นสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

 

 

แบ่งการก่อสร้างอาคารออกเป็น 6 ส่วน ประกอบด้วย

1.อาคารโรงพยาบาลและศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอาคารสูง 5 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

2.อาคารหอพักผู้ป่วย เป็นอาคารกลางน้ำสูง 7 ชั้น

3.อาคารสถานพักฟื้นผู้สูงอายุ เป็นอาคารชั้นเดียว ประกอบด้วย บ้านพัก 8 หลัง และอาคารอเนกประสงค์ 2 หลัง

4.อาคารหอพักบุคลากรและอาคารบริการงานระบบ เป็นอาคารทรงสามเหลี่ยมสูง 7 ชั้น รวมดาดฟ้า และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

5.อาคารสถานีซ่อมบำรุง

6. งานถนนและผังบริเวณ

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เปิดให้บริการในส่วนของแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. นอกจากนี้ยังมีคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกผู้สูงอายุ คลินิกทันตกรรม คลินิกเบาหวาน คลินิกวัณโรค คลินิกศัลยกรรมกระดูก คลินิกฝังเข็ม ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนครอบคลุมพื้นที่เขตบางขุนเทียนและพื้นที่ใกล้เคียง

 

โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ยุทธศาสตร์ “มหานครปลอดภัย” ที่มีเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยขั้นวิกฤติ เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ ขนาด 300 เตียง และ เป็นศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ 103,805 ตารางเมตร

 

ขอขอบคุณภาพจาก : บ้านและสวน


100ปี_Cover_1-.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตรถยนต์รถจักรยานยนต์และรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ของญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีในเดือนนี้ โดยปัจจุบันซูซูกิ นับเป็นผู้ผลิตยานพาหนะที่ใหญ่เป็นอันดับสามในญี่ปุ่น

 

ซูซูกิ มอเตอร์ ก่อตั้งโดยนายมิชิโอะ ซูซูกิ เมื่อวันที่  15 มีนาคม พ.ศ.2463 (ค.ศ.1920) โดยเริ่มต้นจากโรงงานทอผ้าเล็กๆ ของหมู่บ้านชายทะเล ในเมืองฮามามัตสุ  ก่อนที่บริษัทจะเจริญเติบโตเรื่อยมาเป็นลำดับ และขยายตัวเป็นกลุ่ม บริษัท จกภายในญี่ปุ่นเอง และก้าวไปสู่ระดับโลก โดยปัจจุบันบริษัทซูซูกิ มอเตอร์ มีโรงงานผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์  35 แห่งใน 23 ประเทศ ทั้งยังมีเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย 133 แห่งใน 192 ประเทศ

 

การเติบโตของซูซูกินับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าสนใจ เพราะพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ แต่เริ่มจากการเปิดเป็นโรงงานทอผ้า ก่อนที่จะเปลี่ยนธุรกิจมาเป็นการผลิตรถยนต์หลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

รถยนต์ที่มิชิโอะ ซูซูกิ ออกแบบและผลิตขึ้นมาเป็นคันแรกโดยใช้เวลาสร้างต้นแบบอยู่สองปี คือ รถยนต์ขนาดเล็ก แบบสี่จังหวะ สี่สูบ ขนาด 13 แรงม้า แต่กลับปรากฎว่ารถยนต์ที่เสร็จสมบูรณ์เหล่านี้ไม่เคยเข้าสู่การผลิตเนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศระบุว่าสินค้ารถยนต์ส่วนบุคคล เป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” เนื่องจากขณะนั้นญี่ปุ่นอยู่ในช่วงแพ้สงครามและต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขนาดนั้นประชาชนส่วนใหญ่ยังอดอยากและต้องประหยัด

 

อย่างไรก็ตามมิชิโอะ ซูซูกิ ยังคงยืนยันที่จะผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์หลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถของซูซูกิที่ผลิตออกมามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามยุคสมัยและกลายเป็นที่จดจำไปทั่วโลกตลอด 100 ปีที่ดำเนินธุรกิจมา

 

“เราจะยังคงเผชิญกับความท้าทายของการผลิตเพื่อมอบผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นที่จะทำให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน, สนุก และ มีเซอร์ไพรส์ให้กับ ลูกค้าทั่วโลกมากขึ้น” ซูซูกิระบุในประกาศของบริษัทในการเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งบริษัทในปี้นี้

 

แม้ว่ายอดขายรถยนต์ของซูซูกิ จะตามหลัง โตโยต้า มิตซูบิชิและนิสสัน  แต่แบรนด์ซูซูกิยังคงติดหนึ่งในรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก โดยในปัจจุบันรถยนต์ ซูซูกิ รุ่นจิมนี่ กลายเป็นหนึ่งในรถรุ่นใหม่ของซูซูกิที่มีผู้คนรอคอยการออกขายในตลาดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 

ขอขอบคุณที่มา :  สำนักข่าวรอยเตอร์

 


_ช่างซ่อมรองเท้าบริจาคที่ดิน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

ช่างซ่อมรองเท้าวัย 61 ปีตัดสินใจบริจาคที่ดินมูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท จากเงินที่ทยอยสะสมซื้อมาทั้งชีวิตหวังใช้เป็นที่ทำไร่ทำนาในบั้นปลายชีวิตให้กับรัฐบาลท้องถิ่นเมืองปาจู เพื่อใช้สาธารณประโยชน์ในช่วงประเทศต้องเผชิญปัญหาโควิด19

 

ปัจจุบันประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด19  มากที่สุดรองจากจีน และอิตาลี แม้ว่าขณะนี่สถานการณ์จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังคงต้องดูแลประชาชนที่ติดเชื้อไวรัสนี้อย่างต่อเนื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ เศรษฐกิจของประชาชนที่ย่ำแย่ตามมาหลังเกิดวิกฤติโรคระบาดครั้งใหญ่นี้

 

แต่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เรามักมองเห็นความสวยงามในน้ำใจของผู้คนในทุกที่เสมอ ที่เกาหลีใต้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสื่อเกาหลีใต้รายงานว่านายคิมบยอง – ร็อก ช่างซ่อมรองเท้าวัย 61 ปี ตัดสินใจที่จะบริจาคที่ดินของเขาพื้นที่ราว 33,000 ตารางเมตรที่ใช้เงินสะสมมาทั้งชีวิตซื้อไว้หวังจะไปสร้างบ้านอยู่อาศัยในบั้นปลายของชีวิต ให้กับหน่วยงานท้องถิ่นเมือง พาจู จ.คยองกี นำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด19  ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมชาติในขณะนี้

 

 

คิมบอกว่า  เขาซื้อที่ดินบริเวณนี้มาเมื่อ 6 ปีก่อน โดยใช้เงินสะสมจากอาชีพซ่อมรองเท้าร่วมกับภรรยา  โดยหวังว่าจะใช้มันเป็นสถานที่ที่อาศัยและทำไร่ไถนาร่วมกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีที่ไปอื่นๆ ในบั้นปลายของชีวิต ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาคิดไว้ตั้งแต่ต้นว่าที่ดินนี้นอกจากจะใช้เพื่อการอยู่อาศัยส่วนตัวแล้ว ก็ยังต้องการที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะนำไปทำอะไร จนกระทั่งเกิดวิกฤติโรคระบาด เขาจึงตัดสินใจที่จะบริจาคที่ดินนี้ให้กับรัฐบาลทันที เพราะถือว่าเป็นเวลาและโอกาสที่ที่ดินบริเวณนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

 

จากข้อมูลของเมืองพาจู  ระบุว่าหากประเมินราคาที่ดินที่ครอบครัวของนายคิมบริจาค จะพบว่าอยู่ที่ราว 500 – 700 ล้านวอน หรือราว 13-18 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่จากเมืองพาจู ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากผลกระทบของโรคโควิด19 ซึ่งภายในเมืองพ#ไวรัสโคโรน่าาจู ก็เช่นกัน ซึ่งถือเป็นช่วงยากลำบาก และรัฐบาลท้องถิ่นของเมือง

 

“จริงๆ ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่ 2-3 คืน กว่าจะตกลงบริจาคที่ดินนี้ให้กับรัฐบาล แต่ผมคิดว่าอยากจะใช้พลังที่มีอยู่เล็กน้อยนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ เพราะผมเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจช่วงไอเอ็มเอฟมาแล้ว จึงเข้าใจถึงความยากลำบากนั้นดี เมื่อประเทศยากลำบาก ผมก็พร้อมที่จะอุทิศสิ่งที่มีเพื่อช่วยเหลือคนที่ยากลำบากกว่า” คิมระบุ

 

ด้านภรรยาของคิม บอกว่า ตอนที่สามารถมาบอกว่าจะบริจาคที่ดินเธอรู้สึกตกใจ และเจ็บปวดเหมือนกับว่าแขนถูกหนึ่งถูกตัดออกไป เพราะว่าครอบครัวของเธอก็ไม่ได้ร่ำรวย เป็นเพียงร้านซ่อมรองเท้า และยังมีลูกชายวัย 27 ปีที่พิการทางสมองและดาวน์ซินโดรมต้องเลี้ยงดู ขณะที่ลูกสาวคนโตวัย 34 ปี แยกบ้านออกไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเธอเคารพในการตัดสินใจของสามีที่จะใช้ที่ดินนี้เพื่อสาธารณประโยชน์

 

สำหรับนายคิมบยอง – ร็อก ปัจจุบันอายุ 61 ปี เขาซ่อมรองเท้าให้กับลูกค้ามาแล้วกว่า 5,000 คู่เป็นเวลา 21 ปี และยังส่งรองเท้าที่ซ่อมแล้วไปให้กับผู้ยากไร้ได้ใช้ด้วย นอกจากรองเท้าแล้วเขายังซ่อมแซมของใช้เก่าๆ เช่น ร่ม เพื่อส่งมอบให้กับผู้คนที่ยากลำบาก  นอกจากนี้ยังไปเรียนตัดผมและเป็นอาสาสมัครไปตัดผมให้กับผู้สูงอายุในสถานพยาบาล 4-5 ครั้งต่อเดือน นอกจากนี้ยังร่วมเป็นอาสาสมัครรณรงค์เรื่องการช่วยเหลือสังคมอื่นๆ อีก มากมาย

 

“เรื่องการทำงานเพื่อสังคม เช่นการรณรงค์บริจาคเงินที่เหลือจากค่าทางด่วน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  ผมแค่อยากทำให้ใครบางคนรู้สึกมีความสุขและขอบคุณสำหรับวันนี้ด้วยเงินเพียงไม่กี่พันวอนที่พวกเขาได้รับ ซึ่งคนบริจาคก็น่าจะมีความสุขไปด้วย”เขากล่าว

 

คิมยังบอกด้วยว่า เมื่อก่อนนี้ลูกๆ มักจะอายและสงสัยเมื่อเห็นพ่อไปทำงานอาสาสมัครจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน  เพราะนอกจากอาชีพซ่อมรองเท้า แล้วเขายังออกไปทำกิจกรรมอาสาสมัครอื่นๆ ด้วยความรู้สึกดีที่ผู้คนมีความสุขจากการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของเขา  แต่ปัจจุบันลูกๆ กลับภูมิใจที่จะเปิดเผยว่าพ่อของเขาทำงานอะไร และได้ช่วยเหลือผู้คน และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เขาจะได้มอบที่ดินนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าลูกๆ ก็จะภูมิใจในสิ่งที่เขาทำเช่นกัน

 

ขอขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก : https://news.joins.com/article/23728074

 


last-letter_movie_cover-1.jpg

kinyupen_adminMarch 14, 2020

ผมเป็นคนไม่ขายหรือทิ้ง “โทรศัพท์มือถือ” ด้วยเหตุผลส่วนตัว หลายๆอย่าง…

 

นั่นหมายความว่า ตั้งแต่โนเกีย 3210 มา “แบล็คเบอรีย์” แล้วหยุดที่ไอโฟนตระกูลเดียว ผมจึงยังมีอยู่ครบทุกเครื่อง มือถือที่ถ่ายภาพได้ รูปต่างๆก็ยังคงนอนนิ่ง ในรุ่นนั้น และเก็บรวมกันใน “กล่องความหลัง”

ที่นานๆ ก็เอามาไล่ดูภาพ “วันเก่าก่อนอันอ่อนหวาน”

 

อันที่จริง ทุกคนมีวันเก่าก่อน กันทั้งนั้น นี่เป็นเหตุผลว่า เวลาเราได้ยินชื่อหนังที่มีคำว่า Letter หรือจดหมาย ก็มักจะอ่อนไหวทุกทีไป จดหมายหรือกระดาษเขียน เป็นตัวแทนด้านจิตใจ ที่มักพาคุณหรือใคร เดินทางกลับไปในอดีต

ไม่ว่าจะเป็นจดหมายเขียนไปขอรูปดาราสมัยเรียน,  จดหมายเขียนไปหาบรรณาธิการนิตยสาร หรือจดหมายทายคำถามชิงรางวัลตอนมัธยม

 

 

 

สำหรับ เคียวชิโร่ ใน Last Letter เป็นจดหมายรัก…

 

บางคนอาจเคยเป็นเด็กหนุ่มที่หลงทางกับความใคร่ แล้วบาดเจ็บกับความรัก แต่ เคียวชิโร่ เขาซื่อใสกับความรู้สึกที่มีกับ มิยากิ “พี่สาว” ของเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนของเขาคือ ยูริ จึงแนะนำว่า ทำไมไม่เขียนจดหมายไปจีบ เขียนมาให้เธอ แล้วเธอกลับบ้าน ก็เอาไปให้พี่สาว…

เคียวชิโร่ ทำตามนั้น โดยไม่รู้เลยว่า จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่า ไม่เคยไปถึง มิยากิ เพราะ ยูริ แกะอ่านเอง เนื่องเพราะ ยูริ เอง ก็แอบชอบ เคียวชิโร่ อยู่ในใจ การได้อ่านจดหมายรักของ เขา ในทางจิตใจ เธอจึงได้ดื่มด่ำ(savor) รสรักจากผู้ชาย อย่างไม่เป็นทางการ

 

“จดหมาย” จึงเป็นตัวละครหนึ่งในหนัง ที่สร้างความเข้าใจผิดหลายอย่าง ทั้งคนที่ได้อ่านและไม่ได้อ่าน ความเข้าใจผิดนั้น กินเวลายาวนานทีเดียว …และแม้ว่า “คนที่เกี่ยวข้อง” กับจดหมาย จะมีเติบโตไปมีชีวิตของตัวเอง

แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง “ติดค้าง” อยู่ในใจ

 

สำหรับ เคียวชิโร่ การ “ติดค้าง” ในใจ ทำให้เขา “ตกค้าง” อยู่ในอดีต ไม่สามารถก้าวไปมีชีวิตที่สดใส สิ่งที่เขาจึงเลือกทำก็คือ วันหนึ่ง เมื่อเจอ มิยากิ อีกครั้งในงานคืนสู่เหย้ามัธยม เขาจึงติดต่อ สื่อสารกับมิยากิ โดยไม่รู้ว่า เธอคนนั้นเป็น ยูริ (ที่หน้าตาคล้ายกัน)

 

ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นแค่เวลา 15 นาทีในหนังสองชั่วโมง ถ้านับจดหมายที่เขียนหลายฉบับ คุณจึงเดาไม่ออกว่า พล็อทจะจบลงอย่างไร

ผู้กำกับ ชุนจิ อิวาอิ โด่งดังมากในบ้านเราเมื่อปี 1995 กับหนัง Love Letter และต่อมากับ All About Lily Chou Chou (เรื่องหลังคือแบบเบ้าของตัวละคร ที่เรียกว่า lost soul เป็นตัวละครที่ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ ต้องบินไปเรื่อยๆ อย่างบาดเจ็บ ลองไปดูบทของ เลสลี จาง ใน Days of Being Wild)

 

มีคนถามว่า ชุนจิ เป็นสไตล์ไหน ตอบได้ง่ายมากว่า เป็นสไตล์เดียวกับ เต๋อ นวพล ที่ไม่มากก็น้อย คนหลัง ก็น่าจะชื่นชอบคนแรก อยู่ในใจ …ทั้งสองคนทำหนังคล้ายๆกัน ไม่มีสถานการณ์ในหนังมากนัก ตัวละครพูดน้อย และก็ไม่ต้องชัดเจนมากในตอนจบ

เพราะประเทศที่ฉายหนังชัดเจนมาก ไม่ต้องคิดอะไรเลย… มักจะดราม่าได้ ตั้งแต่หน้ากาก ไปจนถึงลมพัดแรง

 

ผมชอบตอนที่ เคียวชิโร่ ใช้เวลากลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า บ้านเก่า โต๊ะเรียนเก่า และเปิดอ่านจดหมายเก่า

ตำแหน่งของเขา ตกอยู่ในจุดอับ… เขาใส่เสื้อดำ คนอื่นๆใส่เสื้อขาว, เคียวชิโร่นั่ง คนอื่นๆ ยืน ที่ชัดมากก็คือ หนังจัดไฟแบบ low key เพื่อสะท้อน “จิตใจอับมืด” และชื้น…

 

อย่างที่เรียนว่า หนังเรื่องนี้ เลี่ยงการใช้สถานการณ์ ถ้าเป็นหนังไทย ฉากที่ เขาไปหาสามีเก่าของ มิยากิ จะต้องจบลงที่เขาต่อยผัวนาง …ชุนจิ สง่างามกว่า เขาไม่ทำอะไรไร้รสนิยมแบบนั้น

ผมไม่คิดว่า Last Letter เป็นหนังรักตรงๆ แม้จะใช้พล็อตทางนี้ นี่เป็นหนังที่ตัวละครไถ่ถอนตัวเอง จากความหลัง

ผู้กำกับหนัง ชุนจิ อิวาอิ ในวัยใกล้ 60 อาจจะมี something กับวารวัน

ยิ่งถ้าคิดว่า เคียวชิโร่ ใช้การเขียนหนังสือขาย ปลดเปลื้องตัวเขาจากความรัก

 

อาจเป็นไปได้ว่า ชุนจิ ก็ทำหนัง เพื่อ “ไม่ติดค้าง” กับใครอีก

 

หลังจากหัวใจ “ตกค้าง” ในปฏิทินเก่า …มานาน

 

มองผ่านหนัง by “เกี๊ยง” นันทขว้าง สิรสุนทร