โรคกระดูกพรุน ทำให้คุณพิการได้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

0
68
kinyupen

อายุเริ่มมากขึ้น ความแข็งแรงของกระดูกก็เสื่อมถอยลง แค่แค่กระแทกเบาๆ ก็กระดูกหัก กระดูกแตกได้ ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดา แต่อาจมาจากภาวะ “กระดูกพรุน”

เพราะโรคกระดูกพรุนถือเป็นภัยเงียบที่เราไม่รู้ตัว ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวว่าเป็นจริงๆ จนกระทั่งได้ “ล้ม” หรือ”กระดูกหัก” บางคนต้องใส่เหล็กดามขา ต้องพิการกลายเป็นใช้ชีวิตได้ไม่เหมือนเดิม ดังนั้นกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจะมาชวนทุกคนรู้จัก และป้องกันกระดูกพรุนกันค่ะ

 

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือโรคที่ความหนาแน่นและมวลกระดูกลดลง จนทำให้กระดูก เปราะบาง พรุน และแตกหักง่าย เนื่องจากความสามารถในการรับน้ำหนัก แรงกระแทกของกระดูกลดลงเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น ลื่น สะดุด หกล้ม เป็นต้น จนนำไปสู่ความพิการและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในที่สุด

 

 

นายแพทย์ธนวัฒน์ อำพันทรัพย์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกพรุนและโรคกระดูกในผู้สูงอายุ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคกระดูกพรุนทำให้กระดูกหักง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ สาเหตุของการเกิดโรคมาจากการทำงานที่ไม่สมดุลกันระหว่างเซลล์สลายเนื้อกระดูกเก่า (Osteoclast) และเซลล์สร้างกระดูกใหม่ (Osteoblast) ทำให้มีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก จากอายุที่มากขึ้น การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน และความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมลดลง

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

  1. กรรมพันธุ์
  2. อายุที่มากขึ้น
  3. ฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงลดลง หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี ส่วนผู้ชายฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง
  4. ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม
  5. แคลเซียมและวิตามินดีที่ไม่เพียงพอ
  6. สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  7. การใช้ยาบางชนิดที่มีฤทธิ์รบกวนกระบวนการสร้างกระดูก

 

พฤติกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ

พฤติกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ ทำจนเคยชิน โดยที่ไม่รู้ตัวว่านั่นคือการทำร้ายสุขภาพกระดูกทางอ้อมเช่น

  • นั่งไขว่ห้าง – น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่งส่งผลให้กระดูกสันหลังคด
  • นั่งหลังงอ หลังค่อม – กล้ามเนื้อเกิดการเกร็งค้าง ทำให้ปวดเมื่อยและจะทำให้เกิดการบาดเจ็บของเส้นใยกล้ามเนื้อเมื่อนั่งท่านี้นานๆ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมหรือมีการกดทับของเส้นประสาทสันหลัง
  • ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป – แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง
  • ยืนพักขา ลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว – ควรยืนขาให้กว้างเท่าสะโพก เพื่อให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย
  • หิ้วของหนักด้วยนิ้ว – มีผลทำให้พังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ
  • นอนขดตัว – นอนหงายเป็นท่านอนที่เหมาะสม หากจำเป็นต้องนอนตะแคงให้หาหมอนข้างก่ายเพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง
  • นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น – ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก เพราะเป็นฐานในการรับน้ำหนักตัว
  • ยืนแอ่นพุง – ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อรักษาแนวของกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่น
  • นั่งกอดอก – หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรงหรือชาได้
  • สะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว – เกิดการทำงานหนักอยู่ข้างเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

 

 

สังเกตอย่างไรว่าเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

ประเมินง่ายๆ จากความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังเรื้อรังแบบหาสาเหตุไม่ได้ หลังค่อมหรือกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งผิดปกติ ความสูงลดลง หรือกระดูกหักง่าย แม้จะเป็นการกระแทกเบาๆ หรือแค่การบิดเอี้ยวตัวตามปกติ หากพบความผิดปกติให้รีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยการส่งไปตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA ก่อนวางแผนการรักษาต่อไป

 

โดยการรักษาโรคกระดูกพรุนนั้นมีทั้งการรับประทานยา ฉีดยา และการเสริมฮอร์โมน เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก รวมถึงลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูกขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้

 

วิธีลดความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุน

หากไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงกับโรคกระดูกพรุน ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดโรค ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฝึกการทรงตัวป้องกันการหกล้ม รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน

สิ่งเหล่านี้นอกจากป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แล้ว ยังทำให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้ทุกโรค เพื่อสุขภาพดีและอายุที่ยืนยาว

kinyupen