-ซึมเศร้า-กินไรดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 10, 2020

บางคนอยู่ในอารมณ์ “เซ็ง” “เบื่อๆ” และเฮ้อ ทำไมมันซึมๆ หงอย ๆ เหตุการณ์บางอย่างรอบตัว ทำให้เราเกิดอาการเครียด หรือ นั่นอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน

 

ซึ่งวิธีการแก้ของหลายคนคือ ต้องหาอะไรใส่ปาก ไม่ว่าจะขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก คุกกี้ ไอศกรีม เพราะรสชาติหวาน มัน เค็ม เหล่านี้กระตุ้นฮอร์โมนความรู้สึกดี

 

 

A.A. Newton นักเขียนอิสระด้านอาหารซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ Medium (อีวาน วิลเลียมส์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์เป็นเจ้าของ) แนะนำว่าเวลาที่รู้สึกแย่หรือหดหู่ การกินอะไรที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือมีประโยชน์ มากกว่าพวกขนมขบเคี้ยวดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่ต้องฝืน

 

แต่สิ่งที่ A.A. Newton แนะนำ คือ เราควรปรับจูนความคิดใหม่ อย่าหาข้ออ้างให้ตัวเองในการเลือกกิน อย่าบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอกในเมื่อมันแย่แล้วทุกอย่างคงไม่ดีขึ้น หากให้เปลี่ยนเป็นสร้างความรู้สึกปรับความคิด กินของที่มีประโยชน์ทำให้เกิดเป็นวงจรใหม่ ซึ่งเธอกล่าวว่าวิธีการนี้จะทำให้ลดอาการหดหู่และมีสุขภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากในทางโภชนาการสารหลายอย่างในผัก ผลไม้ หรือธัญพืช จะส่งผลดีต่อความรู้สึกเครียด หดหู่ และดีต่อการทำงานของสมอง

 

เมื่อใดที่เครียดแล้วกิน หดหู่แล้วกิน A.A. Newton ได้แนะนำวิธีโดยที่ กินอยู่เป็น ขอเรียกว่า” สูตรกินแก้เซ็ง”

 

จัดทำกล่อง “กินแก้เซ็ง” แนะนำให้ใส่ธัญพืช พวกถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น วอลนัท อัลมอนด์ หรือผักผลไม้ สำหรับมื้อว่าง และส่วนมื้อหลัก หรือมื้อย่อย อาจเลือกใช้สูตรอาหารของเมดิเตอร์เรเนียน ไดเอท ที่จะเน้นผัก ผลไม้ และปลา ให้ไม่มีเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือปรุงแต่งแต่น้อย

 

 

ต่อไปนี้ถ้าเมื่อไรที่เครียด เซ็งแล้วกิน  “หยุดหยิบหวาน มัน เค็ม” เปลี่ยนเป็น “สูตรกินแก้เซ็ง” น่าจะทำให้ลดอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากแก้ไม่ได้คงต้องทำตามใจบ้างเอาแบบทางสายกลาง

 

just the most comforting [thing],” she says. “I think that’s something really important for people who struggle with depression and feeding themselves to think about: What is the thing that is so delicious and makes you feel happy that you almost have no choice but to feed yourself.”

 

ในความรู้สึกของคนที่หดหู่ คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี คือการได้กินอะไรที่อร่อยจะทำให้รู้สึกดี ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้สึกไม่มีทางเลือกนอกจาก กิน และกิน

 

ภาพประกอบ

– Instagram : bos.kitchen

– whatsgabycooking.com

– life-in-the-lofthouse.com

– copiousbags.com

– thehealth-guru.tumblr.com


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

ทุกคนต่างมีวันที่แย่เสมือนทั้งวันมีแต่เรื่องห่วยแตก ราวกับว่าวันนั้นตื่นมาลืมตาผิดข้างหรือก้าวเท้าผิดออกจากประตู ถ้าหากวันอย่างนั้นเกิดขึ้นจะทำยังไงเพื่อไม่ให้อารมณ์ระเบิดหรือหดหู่เกินเยียวยา กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอนำ 7 ทางออกที่นิวยอร์กไทม์รวบรวมแนวทางจากนักจิตวิทยาหลายต่อหลายท่าน

 

เริ่มแรกนักจิตวิทยาบอก เมื่อไหร่ที่ปัญหาเล็กๆ ทำให้รู้สึกอกจะระเบิด นั่นกำลังเป็นสัญญาณบอกว่า ผิดปกติ ระบบประสาทของเรากำลังรวนและทำงานหนัก เพราะปกติแล้วเรามักจะไม่ถือสาเป็นอารมณ์กับเรื่องเล็กน้อย นอกเสียจากว่าเรื่องเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแบบสะสม หรือเกิดพร้อมๆ กัน โดยช่วงประสาทแดกนี้นักจิตวิทยาเรียกว่าช่วง “Experiential Blindness”เพราะปกติคนเราจะตัดสินใจจะทำอะไร จะมีสมองเป็นผู้สั่ง หากในรูปการณ์นี้กลับไม่ใช่ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ 7 ทางออกรับมือกับความเครียด ในวันหดหู่. เศร้า เหงา เซ็ง

1. หายใจลึก ให้เต็มปอด
หายใจลึกๆ เต็มปอดเหมือนทำสมาธิ 2 นาที

หยุดอารมณ์ขุ่นมัว โดยหายใจลึกยาวเข้าเต็มปอด อาจดูเป็นเรื่องเก่า รู้อยู่แล้วหากได้รับการยืนยันว่าช่วยได้ นักจิตวิทยาบอกเวลาที่รู้สึกแย่ รู้สึกเลวร้ายให้หายใจเข้าออกลึกๆยาวๆ ให้เต็มปอด 2 นาที เสมือนทำสมาธิจากนั้นค่อยลำดับความคิดว่า เกิดอะไรขึ้น เรากำลังรู้สึกอะไร โดยวิธีนี้ไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องหาที่สงบทำตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าทำแล้วยังไม่ดีขึ้น ยังจมหนักนักจิตวิทยาแนะนำว่า อาจถึงเวลาที่ต้องคุยกับผู้เชี่ยวชาญ

 

2. ขออภัยไว้ก่อน
ถ้าระเบิดอารมณ์ กับ “คน” ไม่ว่าใกล้ ไกล ขอโทษ ก่อนเลย

ในคำแนะนำบอกว่า หลังจาก ขอโทษแล้ว ควรพยายามอธิบายเหตุผลว่าเกิดอะไรขึ้นหากเป็นคนสนิทหรือใกล้ชิด ไม่ว่าจะครอบครัว หรือเพื่อน ควรนั่งคุยกันว่าเรามีบทเรียนครั้งนี้อย่างไร จะแก้ปัญหาเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างไร บอกถึงความต้องการของเราให้อีกฝ่ายรับรู้ ทั้งนี้ประการสำคัญของการพูดคุย อย่าตัดสินว่าใครถูก ใครผิด หากต้องรับฟังแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่าย หรือการสร้างบรรยากาศพูดคุยที่หัวเราะไปด้วยกันก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น

 

3. ออกกำลัง
เปลี่ยนกลไกจิตใจเป็นบวก ด้วยการออกกำลัง 30 นาที

การสวมชุดออกกำลังกาย และออกไปใช้พลังในวันที่รู้สึกแย่ จากผลการวิจัยพบว่าช่วยได้จริง เพราะหลังจากออกกำลังกายไม่กี่ชั่วโมงภาวะอารมณ์เปลี่ยนเป็นบวก ลดความรู้สึกเป็น ลบ

 

4. เอาชนะความท้าทาย
หาเกมฝึกสมอง เปลี่ยนโหมดความคิด
บางทีเราอาจเพียงแค่ต้องการหาเรื่องเบี่ยงความสนใจ ออกจากความหมกมุ่นของอารมณ์โดยเปลี่ยนโหมด ซึ่งกิจกรรมที่นักจิตวิทยาแนะนำคือ ประเภทเกมฝึกสมองประลองปัญญา อย่างพวกเกมปริศนาทายคำ เกมวางแผน เกมจำลองซิมูเลเตอร์ต่าง ๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นและเปลี่ยนโหมดอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

 

5. หาเพื่อน ติดต่อผู้คน
ชีวิตรู้สึกดี ถ้าได้พูดคุยติดต่อ

เพราะคนเราต้องแวดล้อมด้วยผู้คน อยู่รวมเป็นสังคม เราจึงต่างต้องการมีเพื่อนพูดคุย พบปะ องค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ชีวิตรู้สึกดี ทางออกของข้อนี้คือหากรู้สึกแย่ พยายามติดต่อพูดคุยผู้คนเข้าไว้ สะดวกแบบไหนก็ใช้ช่องทางแบบนั้นทั้ง vdo call หรือ chat หรือ โทร หรือหาใครไม่ได้แค่นั่งที่ล๊อบบี้คอนโด แล้วโบกมือทักทายคนก็อาจทำให้ดีขึ้น ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว หรือเซ็งลง

 

6. เลี่ยงต่อยมวย หรือ กรี๊ดดด
ระบายแบบลบ จิตตกกว่าเดิม

การะบายความโกรธแบบแสดงพลังลบ นักจิตวิทยาไม่แนะนำเพราะอาจจะทำให้ทุกอย่างแย่กว่าเดิมไม่ว่าจะโกรธแล้วกรี๊ดออกมา (นึกภาพละครดังหลังข่าว) หรือ ชกกระสอบทรายก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น

 

7. ขอบคุณ สิ่งดีดี
เหรียญมี 2 ด้านให้หมั่นรู้สึกดี ขอบคุณด้านบวก

ในชีวิต เรา หรือในโลกนี้มีทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่หากคำแนะนำคือนึกถึงเรื่องหรือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน หรืออะไรที่ทำให้เรา รู้สึกดี มันจะช่วยกระตุ้นให้เรามีความรู้สึกที่ดี เพราะการนึกถึงสิ่งดีๆ ขอบคุณผู้คนที่ดีต่อเรา จะช่วยสร้างพลังและแรงใจที่ดี สิ่งดีๆ ในชีวิตไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจเป็นรสชาติของกาแฟยามเช้า ในบรรยากาศที่มีเสียงนกร้อง หรือโทร ไลน์ขอบคุณคนรอบตัวที่ทำให้เรารู้สึกดี สิ่งเหล่านี้คือพลังบวกที่จะเติมเข้ามา


-ทำให้คนซึมเศร้า_web.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2018

งานวิจัยเผยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้คนเกิดภาวะความซึมเศร้า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากวารสาร Journal of Social and Clinical Psychology ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้เผยแพร่งานวิจัยของทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม และ สแนปแชต โดยศึกษาเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของมนุษย์หรือไม่ อย่างไร

การวิจัยในครั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 143 คน ผ่านการตอบเเบบสำรวจทางอารมณ์เเละส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงระยะเวลาของการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยการวิจัยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ตามปกติโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรม ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มควบคุมใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เพียงวันละ 10 นาทีต่อสื่อเเต่ละอย่าง การควบคุมระยะเวลาในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์นี้นานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน และผู้เข้าร่วมการศึกษากลุ่มควบคุมได้รับการทดสอบผลการวิจัย โดยวัดดูความรู้สึกต่าง ๆ อาทิ ความกลัวว่าจะพลาดอะไรไป หรือ FOMO ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความเหงา ซึ่งผลการวิจัยนี้ชี้ถึงความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์เเละการเพิ่มขึ้นของระดับความซึมเศร้า และความเหงา

จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ ทำให้ความซึมเศร้าเเละความเหงาลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลดีต่อจิตใจจากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยลง เห็นได้ชัดเจนมากในคนที่ซึมเศร้ามากกว่าคนอื่นตอนที่เริ่มต้นการวิจัย ทำให้เกิดคำถามว่า อะไรทำให้สื่อโซเชียลมีเดียส่งผลให้ผู้ใช้เกิดภาวะความซึมเศร้าขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยหลัก 2 อย่างด้วยกัน คือ (1.) สื่อสังคมออนไลน์สร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับตนเองในทางลบ เช่น คนรู้สึกว่าเมื่อดูรูปภาพเเละอ่านโพสต์ของคนอื่นเเล้ว คนอื่นน่าสนใจกว่าตนเอง ทำให้ตนรู้สึกว่าไม่มีโอกาสเเบบนั้น ทำให้เกิดความน้อยใจในชีวิต และ (2.) การใช้เวลาไปโดยเสียเปล่า เพราะทุกนาทีที่ใช้ไปกับสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรทำ หรือพลาดโอกาสในการไปทำกิจกรรมสังสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดีต่อตนเองและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตทีมงานเตรียมเริ่มต้นการศึกษาวิจัย ที่วัดดูผลกระทบทางจิตใจจากการใช้แอพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใช้ในการหาคู่อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต