5-destination-Tinder-1_Cover-2.jpg

kinyupen_adminApril 27, 2020

เผย 5 จุดหมายคนไทยปักหมุดหาคู่ใน Tinder พร้อมแนะวิธีเช็คเบื้องต้น ป้องกันการถูกหลอก

 

หลังจากรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ทำให้หนุ่มสาวชาวไทยต้องตกอยู่ภาวะของการล็อกดาวน์ไม่แตกต่างกับประเทศอื่นๆ การใช้แอพพิเคชั่นเพื่อฆ่าเวลา และช่วยผ่อนคลายความเหงาจึงเป็นเครื่องมือที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ แอพลิเคชั่นหาคู่ต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากข้อมูลของ Tinder  แอพพลิเคชั่นหาคู่ หาเพื่อนคุยชื่อดัง พบว่ามีผู้ใช้หน้าใหม่ชาวไทยเข้าใช้แอพพลิชั่นนี้เพิ่มมากขึ้น  โดย Tinder เองก็ได้เปิดฟีเจอร์พิเศษ มากมาย เช่น ฟีเจอร์ พาสปอร์ต (Passport) เพื่อปักหมุดโลเคชั่นสำหรับผู้ใช้ ที่จะสามารถค้นหาคู่สนทนาทไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้ใช้ได้ฟรีอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ จากก่อนหน้าที่ผู้ที่จะใช้ฟีเจอร์นี้ได้จะต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าใช้สิทธิพิเศษนี้ ทั้งนี้ Tinder มีสถิติล่าสุดพบว่าการปัด (Swipe) เลือกคู่มากกว่า 3 พันล้านครั้งภายใน 1 วัน และจากข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าสมาชิกทินเดอร์ได้เชื่อมต่อกันทั่วโลกผ่านฟีเจอร์พาสปอร์ตฟรี โดยมีจุดหมายปลายทางยอดนิยมอยู่ในเมืองต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

 

 

ข้อมูลการใช้ฟีเจอร์พาสปอร์ต (Passport) ของสมาชิกทินเดอร์ จากทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าเมืองยอดฮิตที่คนทั่วโลกนิยมไปปักหมุด ได้แก่  ลอสแองเจลิส, นิวยอร์ก, โตเกียว และโซล ส่วนเมืองต้นทางและปลายทางที่มีการใช้ฟีเจอร์นี้สูงสุด ได้แก่ เซาเปาโลปักหมุดไปนิวยอร์ก, เดลีปักหมุดไปมุมไบ และ กรุงเทพฯปักหมุดไปโซล ส่วนในประเทศไทย 5 เมืองที่คนไทยนิยมไปปักหมุดสูงสุด ได้แก่ โซล ลอนดอน โตเกียว กรุงเทพฯ และ นิวยอร์ก ตามลำดับ

 

 

อย่างไรก็ตามในเนื่องจากมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าใช้แอพพลิชั่น Tinder จำนวนมากขึ้น และด้วยความไม่ชำนาญกับแอพพลิชั่นใหม่แบบทำให้หนุ่มสาวชาวไทยหลายคนต้องประสบปัญหาการทำงานในฟีเจอร์ต่างๆ  เช่น การปัดเลือกผู้ที่ตนสนใจผิดพลาด จนทำให้เกิดการจับคู่ที่ไม่ตรงกับใจ, การใช้งานในลักษณะของการออกเดทชั่วคราว หรือแม้กระทั่งการแอบใช้ตัวตนปลอมในการหาคู่ จนทำให้เกิดปัญหาครอบครัวได้ ซึ่ง Tinder เองก็ได้ออกมาเตือนเรื่องนี้ และขอให้ผู้คนรายงานทันทีหากพบว่ามีผู้ใช้งานที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์หรือหลอกลวงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงที่มีผู้คนเข้าใช้จำนวนมากขณะนี้ ทั้งนี้เพจ Thai Anti Scam (สาวไทยรู้ทันกลลวง) ได้มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังคิดจะเข้าไปเล่น Tinder หรือแอพพลิเคชั่นหาคู่ใดๆ ก็ตามสามารถใช้ข้อตรวจสอบนี้ในการพิจารณาเบื้องต้นได้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ถูกหลอกในช่วงของความเหงาระหว่างที่ต้องเก็บตัวสู้กับโรคโควิด 19 อยู่ในขณะนี้


Cover-1.jpg

kinyupen_adminApril 23, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอ..(เสียงดนตรี) ทึนทึก ทางไกล ในยูทูปสำหรับผู้ที่คิดถึงละครเวที โดยละครเรื่องทึนทึก ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นโปรเจคทดลองเพราะนักแสดงก็ต่างอยู่คนละที่ หากแสดงร่วมกันโดยใช้เทคโนโลยี Zoom  และดำเนินเรื่องตามสถานการณ์โควิด -19 ความยาวของละครประมาณ 20 นาทีสะท้อนความคิดและความรู้สึกของกลุ่มเพื่อนในวัยเกินกลางคนในวันที่ “Impossible  is Possible”  หรือง่ายๆ ก็ อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราควรทำคือยอมรับและปรับตัว

ละครเวที “ทึนทึก” เริ่มเปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2535 และได้รับความนิยมต่อเนื่องเพราะจัดเป็นละครตลกชั้นดีที่สะท้อนชีวิตวิถีคนเมือง ผ่านตัวละครที่เป็นเสมือนตัวแทนคนชั้นกลางปัจจุบัน เรื่องราวยั่วคิดชวนขันของกลุ่มเพื่อนที่อุปนิสัยหลากหลาย แต่มีพื้นฐานใกล้เคียงกันทั้งฐานะ การศึกษา ชาติตระกูล รสนิยม

ในแต่ละตอนของทึนทึกจะสะท้อนผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ละครเรื่องนี้ทั้งตลกขบขันให้แง่คิด สะท้อนทัศนคติร่วมของคนส่วนใหญ่ในสังคมเมืองชนิดโดนใจ โดยแทรกการเหน็บแนมแบบสร้างอารมณ์ขันเพราะบางอย่างก็สะท้อนอาการของแต่ละคนในแต่ละช่วง ซึ่งก่อนหน้านี้ทึนทึก ได้จัดแสดงตอน  ทึนทึก 4 กลัวน้ำ (รู้สึกไปเอง) เมื่อปี 2555 คือหลังน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554

ละครทึนทึก ทางไกล สร้างสรรค์และแสดงโดยทีมเดิมคือ ดรีมบ๊อกซ์ เป็นผู้สร้าง ดารกา วงศ์ศิริ  เขียนบทละคร  สุวรรณดี จักราวรวุธ กำกับการแสดง แสดงโดย อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ วสันต์ อุตมะโยธิน  ธิติมา สังขพิทักษ์ ผอูน จันทรศิริ วราพรรณ หงุ่ยตระกูล ศิรินุช เพ็ชรอุไร กนกวรรณ บุรานนท์ และ พล ตัณฑเสถียร

เมื่อดูละครทึนทึก ทางไกลจบแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนเปิดดูเบื้องหลังการถ่ายที่เห็นถึงความสนุกไปกับการเรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่ของกลุ่มนักแสดง โดยเฉพาะ ป้าจิ๊ “อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ” ที่จะเรียกรอยยิ้มในวันที่เราก็ต้องกักและปรับตัว

 

สำหรับ Tele Theatre ทึนทึกทางไกล ตอนที่ 2 มีชื่อตอนว่า “ไร้สาระ” ร่วมสนุกสนานและหัวเราะพร้อมกันได้ ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายนนี้ เวลา.14.00 น. ทางเพจเฟสบุ๊ค DreamboxTheatre Bkk


selfcare-beauty-athome-Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 23, 2020

ช่วงนี้เคอร์ฟิวส์ หลายคนกำลัง #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ ทำให้ช่วงนี้เจอคนน้อย แต่ถึงอย่างไรโควิด-19 ก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป ดังนั้นจะปล่อยตัวโทรมไม่ได้ #เพราะโควิด-19 จบ เราจะต้องสวยแล้วจะทำยังไง? ไปคลินิกก็ไม่ได้ ไปสปาก็ไม่ดี วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำของดีก้นครัวที่หลายคนเผลอลืมไป ชวนมาดูแลตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ แต่สวยได้แบบธรรมชาติ

  1. มาส์กผิว กู้หน้าโทรม

ก่อนอื่นคุณต้องรู้จัก ผิวหน้าของคุณก่อน ว่ามีลักษณะอย่างไร?  ผิวมัน ผิวผสม ผิวแห้ง เป็นสิว ผิวแพ้ง่าย… เพื่อที่จะเลือกใช้มาส์กให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณ

  • ผิวธรรมดา คือ ผิวที่มีความสมดุล อิ่มน้ำดูสุขภาพดี การดูแลจึงไม่มีอะไรมาก ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าอยากได้ผลลัพท์แบบไหน เช่น ต้องการให้ผิวขาวกระจ่างใส ก็สามารถใช้ มะเขือเทศ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความกระจ่างใส
  • ผิวแห้ง มีลักษณะ ขาดความชุ่มชื่น หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้า หน้าจะลอกเป็นขุยและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ดังนั้นควรเลือกมาส์กที่ช่วยเพิ่มและเติมเต็มความชุ่มชื้นของผิวหน้า เช่น ว่านหางจระเข้ ที่ช่วยในการสมานผิว ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่และสมานความแห้งกร้านให้กลับมาชุ่มชื่น ควรมาส์กโดยประมาณ 15-20 นาที
  • ผิวมัน เป็นผิวที่มีปัญหาได้ง่ายเนื่องจากความมันบนใบหน้าที่มากเกินไป อาจทำรูขุมขนกว้าง รวมทั้งอาจเกิดสิวอุดตันตามมา ดังนั้นมาส์ที่เหมาะสมกับผิวหน้า ควรช่วยในเรื่องการปรับและควบคุมความบนใบหน้าให้สมดุล เช่น ไข่ขาว เพราะไข่ขาวจะช่วยลดความมันและกะชับรูขุมขน หากมาส์กเป็นประจำ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ทั้งยังช่วยดีท็อกซ์ผิว ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกบนใบหน้า หากต้องการกำจับสิวเสี้ยก็เพียงแค่ผสมน้ำมะนาวเล็กน้อย นำสำลีมาชุบและแปะบริเวณที่มีสิวเสี้ยน รอจนแห้งแล้วค่อยๆ ลอกออกจากล่างขึ้นบน สิวเสี้ยนก็จะหลุดออกมา
  • ผิวผสม มักพบเจอความมันในส่วนของ T Zone นอกบริเวณนั้นมักแห้ง จึงควรดูแลเฉพาะส่วน ในบริเวณที่มันและแห้ง หรือใช้ น้ำผึ้ง ซึ่งน้ำผึ้งจะช่วยปรับสมดุลของผิว เพราะนอกจากจะช่วยลดแบคทีเรีย และควบคุมความมันส่วนเกิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้นอย่างอ่อนโยนด้วยกรด gluconic โดยไม่ต้องกังวลว่าจะแพ้ เพราะน้ำผึ้งอุดมไปด้วยสารช่วงลดอาการอักเสบและระคายเคืองได้ ควรมาส์กโดยประมาณ 15-20 นาที
  • ผิวแพ้ง่าย เป็นผิวที่ต้องการการใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะผิวประเภทนี้มักไวต่อสารชนิดต่างๆ จึงควรปรับสมดุลด้วยการใช้ โยเกิร์ต ซึ่งการพอกโยเกิร์ต ช่วยให้ผิวสะอาดและลดอาการระคายเคือง ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยยับยั้งริ้วรอยก่อนวัยอันควร ช่วยให้ความชุ่มชื้นและปรับผิวหมองคล้ำให้กลับมาเนียนนุ่ม ควรมาส์ก 30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
  1. ทำสปา ออร่าพุ่ง

ผิวกายก็สำคัญไม่แพ้ผิวหน้า ควรผลัดเซลล์ผิวและบำรุงเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยใช้มะขามเปียก ที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าเผยผิวกระจ่างใส่ ด้วยกรด AHA ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันผิวจากมลภาวะ และช่วยลดเลือนจุดด่างดำ โดยสามารถ ผสมเนื้อมะขามเข้ากับน้ำผึ้ง ช่วยเพิ่มความเนียนนุ่มของผิว หรือผสมเข้ากับขมิ้นชัน ที่จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยสมานผิวและปรับผิวให้นุ่มขึ้น ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำก็จะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ออร่าพุ่งอย่างแน่นอน

 

  1. หมักผมสวย มีน้ำหนัก โดยใช้ ไข่ น้ำผึ้งและโยเกิร์ต ด้วยการนำไข่ขาวและไข่แดงมาตีและผสมกับน้ำผึ้งและโยเกิร์ต ไข่จะช่วยให้ผมนุ่มมีน้ำหนัก น้ำผึ้งและโยเกิร์ตจะช่วยปรับสมดุลเกร็ดผม และหากชโลมผมทั่วแล้ว ก็สามารถนวดหนังศีรษะ ซึ่งจะลดปัญหารังแคได้ หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออกและใช้แชมพูสระผมต่อไป

 

และนี่ก็เป็นเคล็ดลับ สวยง่ายจากของก้นครัว ที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปันกัน เพื่อให้ทุกท่านได้ใช้เวลาว่างนี้ ดูแลตัวเองให้กลับ สวย สดชื่น มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

 


serenade-one-of-the-UK’s-oldest-penguin’s-Rosie-Cover_1-3.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ “ชูว์เบอรี่ ฮอล แอนด์การ์เด้น” ในเมืองบริดลิงตัน ประเทศอังกฤษ จัดงานฉลองวันเกิดให้กับ “โรซี่” เพนกวินฮัมโบลด์ (นกเพนกวินเปรูเวียน) ที่มีอายุครบ 30 ปีเมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการฉลองวันเกิดให้กับนกเพนกวินที่มีอายุมากที่สุดในอังกฤษ แต่ต้องเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบเหงาเนื่องจากสวนสัตว์ถูกปิดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

 

 

จอห์น พิกเกอร์ริ่ง หัวหน้าผู้ดูแลสวนสัตว์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถให้ประชาชนและเด็กๆ เข้ามาร่วมฉลองวันเกิดให้กับโรซี่ได้ตามปกติ เพราะการระบาดของโรค แต่ก็หวังว่าเราจะสามารถเปิดสวนสัตว์ให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมและให้อาหารนกเพนกวินได้เหมือนเดิมในไม่ช้านี้ อย่างไรก็ตามพวกเรารู้สึกยินดีที่ได้จัดงานฉลองให้กับโรซี่ ซึ่งจะเป็นสิ่งเล็กน้อยในการรักษาอนุรักษ์นกเพนกวินสายพันธุ์นี้ให้อยู่ต่อไป”

 

“โรซี่” เป็นเพนกวินฮัมโบลต์ หรือ เพนกวินเปรู (อังกฤษ : Humboldt penguin, Peruvian penguin) หรือ ปาตรังกา (สเปน: Patranca)  จัดเป็นเพนกวินขนาดกลาง มีความสูงเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 40 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม เมื่อโตเต็มที่มีจุดเด่นคือ มีสีดำคาดที่หน้าอก บริเวณใต้คอและรอบดวงตาสีขาว จงอยปากเป็นเนื้อสีชมพู

 

พบกระจายพันธุ์อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลแปซิฟิกในทวีปอเมริกาใต้แถบประเทศเปรูและชิลี และถือว่าเป็นเพนกวินเพียงชนิดเดียวที่พบได้ในพื้นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย ออกลูกเป็นไข่ครั้งละ 2 ฟอง โดยตัวผู้เป็นฝ่ายกกไข่ ทำรังด้วยการขุดโพรงตามพุ่มไม้ หรือ ป่าละเมาะริมทะเล สร้างรังด้วยก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้

 

เพนกวินฮัมโบลต์เป็นสัตว์สังคมอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ติดต่อสื่อสารกันด้วยเสียงร้อง สำหรับลูกเพนกวินที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เมื่อพ่อแม่นกมิได้อยู่ดูแล จะมีการป้องกันตัวเองด้วยการถ่ายมูลใส่ผู้คุกคาม หรือ หันหลังถีบเศษหินเศษกรวดใส่

 

 

“โรซี่” มาถึงสวนสัตว์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1990  จนถึงปัจจุบันมีอายุได้ 30 ปี ซึ่งถือว่าเกินอายุขัยตามสปีชีส์ของเธอมาประมาณ 10 ปี  เพราะโดยปกติเพนกวินชนิดนี้จะมีอายุขัยอยู่ที่ 15 ถึง 20 ปี ดังนั้น “โรซี่” จึงถือว่าเป็นหนึ่งในเพนกวินที่มีอายุยืนที่สุดในอังกฤษ

 

เพนกวินฮัมโบลต์ จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการล่าเหยื่อ สำหรับในประเทศไทย จะพบเพนกวินสายพันธุ์นี้ได้ตามสวนสัตว์ต่างๆ อาทิ สวนสัตว์สงขลา และสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นต้น

 


EarthDay-Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

22 เมษายน 2563 นับเป็นการครบรอบ 50 ปีของวันคุ้มครองโลกหรือเอิร์ธเดย์ (Earth Day)  ซึ่งหากไม่มีสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส  การเฉลิมฉลองเพื่อให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของโลกใบนี้ก็อาจจะมีหลายกิจกรรมให้เห็นในทุกมุมโลก

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการร่วมกันเพื่อสร้างความตระหนักให้ทุกคนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมของโลกในวันครบรอบ 50 ปีวันคุ้มครองโลกจะไม่สามารถทำได้อย่างยิ่งใหญ่ แต่ด้วยข้อจำกัดของการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายองค์กรหันมาสร้างกิจกรรมรณรงค์ทางออนไลน์แทนการออกไปชุมนุมกันทำกิจกรรมภายนอก โดยการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาร่วมสร้างจิตสำนึกในการดูแลโลกใบนี้ผ่านกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย โดยมีการสร้างแฮชแท็ก #EarthDayNetwork ขึ้นมาเพื่อเกิดการแชร์เรื่องราว ผลงานด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลสำคัญ กิจกรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งความรู้สึก ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมลงบนสื่อโซเชียลออนไลน์ที่ตนเองมี โดยใช้เคมเปญว่า  Earth Challenge 2020 โดยที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมง่ายๆ ด้วยการใช้แอปฯ จากสมาร์ทโฟน อัปโหลดรูปภาพและกิจกรรมต่างๆ พร้อมโพสต์ขึ้นบนโซเชียลมีเดียเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกในวันครบรอบ 50 ปี วัน Earthday ในปีนี้ได้

 

 

หลังจากการสร้างเคมเปญดังกล่าวพบว่ามีผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งภาพกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมากผ่านแฮชแทก #EarthDayNetwork  ทำให้ภาพถูกแชร์ให้เห็นกิจกรรมของผู้คนที่ร่วมเฉลิมฉลองการรักษ์โลกในปีนี้แม้ส่วนใหญ่จะต้องติดอยู่กับมาตรการล็อกดาวน์ให้อยู่บ้านเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด–19 ก็ตาม

 

 

สำหรับภาพที่ถูกส่งเข้ามาส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่กิจกรรมเล็กๆ เช่น การใส่ผ้าอ้อมผ้าแทนการใช้ผ้าอ้อมที่ผลิตจากอุตสาหกรรมพลาสติก และยังสวมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากธรรมชาติ ของเด็กทารกน้อยวัยน่ารัก,การทำปุ๋ยหมักหลังบ้าน,เด็กชายใช้ทักษะจากการเป็นลูกเสือมาใช้เก็บขยะข้างบ้านร่วมกับคุณพ่อ ไปจนถึงกิจกรรมใหญ่ๆ เช่น การดำน้ำเก็บขยะของคู่รักนักดำน้ำ เป็นต้น

 

 

ทั้งนี้ผู้คนส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลออนไลน์ว่า การร่วมฉลอง 50 ปีวันเอิร์ทเดย์ ในปีนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นผู้คนได้เห็นความสำคัญและความสวยงามของธรรมชาติที่จะต้องรักษาไว้ได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะการระบาดของโรคโควิด–19 ที่ทำให้มนุษย์หยุดกิจกรรมทำร้ายธรรมชาติ จนสามารถคืนความสวยงามของโลกกลับมาตั้งแต่มีการจัดตั้งวันเอิรธ์เดย์มากว่า 50 ปี และหวังว่าทุกคนจะจดจำความงดงามของธรรมชาติ และ ร่วมกันรักษาโลกใบนี้ให้สวยงามต่อไป

 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเข้าร่วมกิจกรรมในเคมเปญนี้ ก็สามารถแชร์รูปภาพของคุณที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านแฮชแทก #EarthDayNetwork  ได้เพราะนอกจากจะเป็นการได้ร่วมเคมเปญแสดงความรักษ์โลกในระดับโลกแล้ว ยังถือเป็นกิจกรรมดีๆ ระหว่างที่ต้องใช้เวลายาวนานอยู่ในบ้านในระหว่างนี้อีกด้วย

 

 

โดยการรณรงค์หลักที่ทางเครือข่ายวันคุ้มครองโลกจัดขึ้นในปีนี้ก็คือกิจกรรม ที่เรียกว่า Earth Challenge 2020 ซึ่งร่วมมือกับ Eco-Capitals Forum ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ Wilson Center ในวอชิงตัน ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมง่ายๆ ด้วยการใช้แอปฯ จากสมาร์ทโฟน โดยผู้ที่ต้องการร่วมแคมเปญนี้สามารถอัปโหลดรูปภาพและแจ้งเตือนหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับมลพิษทางขยะพลาสติกในชุมชนของตัวเอง โดยหลังจากนี้ผู้เชี่ยวชาญก็จะเก็บข้อมูลและพิกัดจากการอัปโหลดรูปและข้อมูลในโครงการนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติก เพื่อทำการรณรงค์ต่อไป

 

 

“เราจะดีใจมากๆ ถ้าทุกคนเข้าร่วมแคมเปญทางออนไลน์ในครั้งนี้ และในขณะเดียวกันเราก็รอคอยวันที่จะได้ออกไปทำกิจกรรมข้างนอก ไม่ว่าเป็นอาสาสมัครปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดชายหาดและสถานที่อื่นๆ” โรเจอร์สกล่าว

 

สำหรับประเทศไทยนั้นก็มีการจัดกิจกรรมวันเอิร์ธเดย์เช่นเดียวกัน โดยมิวเซียมสยาม ร่วมกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Earth Day) และภาคีเครือข่าย 11 แห่ง เปิดตัวโครงการ ‘ขยะบทที่ 2’ โดยมีเป้าหมายคือสร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยหันมาจัดการขยะอย่างถูกวิธี และลดจำนวนขยะที่มีโอกาสทำลายสิ่งแวดล้อม

 

โดยมีการจัดการพื้นที่บางส่วนภายในมิวเซียมให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ อาทิ การจัดตั้งถังขยะความรู้ เพื่อให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะและจัดการขยะแต่ละประเภท การรับบริจาคขยะประเภทขวดพลาสติก และกระดาษสลิปใบเสร็จ เพื่อนำไปมอบให้กับเครือข่ายการจัดการขยะต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าด้วยขยะ


UV-Sterilizer-Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

ท่ามกลางภาวะวิกฤติการระบาดของโคโรน่าไวรัสนี้ เทคโนโลยีหนึ่งที่เริ่มเป็นที่สนใจในตลาดเมืองไทย เพราะสะดวกเป็นอย่างมากต่อการรับมือเจ้าไวรัสตัวร้าย แถมยังปลอดภัยกับมนุษย์ คือ เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลท (UV Sterilizer)

 

เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีนี้ มีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลีใต้ .. ประมาณ 20 กว่าปีก่อน เกิดโรคท้องร่วงระบาดในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้ นักเรียนอนุบาล ประถม หลายแห่งต้องเข้าโรงพยาบาล  หน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีจึงได้ค้นหาจุดกำเนิดของการระบาดดังกล่าว และค้นพบว่า ในช่วงฤดูร้อนนั้น เชื้อโรคต่างๆเจริญเติบโตได้ดีกว่าทุกฤดู  เมื่อเจ้าหน้าที่ในห้องครัวทำอาหารสัมผัสอาหารดิบ แล้วไปสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆจึงเกิดการปนเปื้อนขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ทางการจึงคิดค้นหาวิธี และสุดท้ายได้นำเอาเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีซึ่งก่อนหน้านี้ มีใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น มาประยุกต์และปรับรูปแบบให้เหมาะกับการใช้งานในองค์กรอย่างโรงเรียน เพื่อใช้สำหรับฆ่าเชื้ออุปกรณ์สำหรับทำอาหาร เช่นเขียง มีด และอุปกรณ์ทานอาหาร อย่างช้อนส้อม แก้วน้ำ  นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของการใช้เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศเกาหลีใต้

 

ตั้งแต่นั้นมา ได้เกิดการพัฒนารูปแบบต่างๆของเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี ให้เหมาะกับการใช้งานในสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่การนำมาใช้ฆ่าเชื้อขวดนมและอุปกรณ์ของใช้สำหรับเด็กในบ้านเรือน  กล่องฆ่าเชื้อแปรงสีฟันชนิดพกพา เครื่องฆ่าเชื้อหนังสือในห้องสมุด   เครื่องฆ่าเชื้อสำหรับช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือเขียง ในร้านอาหาร ตลอดจนเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีสำหรับเสื้อผ้า รองเท้าในโรงงานขนาดใหญ่  การใช้เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี จึงเป็นเรื่องปกติในการดำเนินชีวิตของชาวเกาหลี ..ถ้าคุณเคยไปที่ร้านอาหาร หรือฟู้ดคอร์ทของเกาหลี จะพบว่า มีตู้สแตนเลส ด้านในมีแสงสีฟ้า มีช้อนส้อม และแก้วน้ำสแตนเลสอยู่ในตะกร้าให้เราหยิบใช้งาน นั่นล่ะ คือเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นที่รู้กัน ว่าแสงจากดวงอาทิตย์สามารถฆ่าเชื้อโรคได้  แสงยูวีจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในครัวเรือน ด้วยหลักการนำแสงอาทิตย์มาไว้ในตู้   เจ้าเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีนี้.. เพียงแค่กดปุ่ม และปล่อยให้เครื่องทำงาน ..เชื้อโรคทุกชนิด ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ก็จะถูกกำจัดถึง 99.9%

 

ทำไมแสงยูวีจึงฆ่าเชื้อได้?? ..เราจะเล่าให้ฟัง

รังสีอัลตร้าไวโอเล็ท มี 3 ประเภท คือ

  1. UV-A เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่น ยาว 320-400 nm แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก 95% ก็คือ UV-A นั่นเอง เจ้ารังสีชนิดนี้ สามารถลงลึกสู่ผิวหนัง และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย
  2. UV-B รังสีความยาวขนาดกลาง 280-320 nm ทำให้เกิดอาการแสบผิว ผิวไหม้ และยังทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
  3. UV-C คลื่นความยาวสั้น 100-280 nm ที่มีอานุภาพสูงในการทำลายเปลือกนอก DNA ของเซลล์ทุกชนิด ทำให้เซลล์เหล่านั้นไม่สามารถขยายพันธุ์ และมีชีวิตอยู่ได้ UV-C สามารถทำลายได้ แม้แบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะอีกด้วย

 

UV-C จึงเป็นพระเอกที่ถูกนำมาใช้ในเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี 

ฆ่าเชื้อได้จริงหรือ???  หลายคนมักมีคำถาม ..ในประเทศเกาหลีใต้นั้น ก่อนที่จะวางจำหน่ายสินค้าใดๆ ต้องได้รับมาตรฐานจากหน่วยงานของรัฐบาลก่อนว่าปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคจริง  บริษัทใดที่ไม่ผ่านมาตรฐาน แล้วนำสินค้าออกจำหน่าย จะโดนตรวจสอบ และมีโทษปรับ ยึดสินค้าทั้งหมด ส่วนสินค้าที่จำหน่ายไปแล้วนั้น ก็จะต้องจ่ายค่าสินค้าทั้งหมดตั้งแต่ชิ้นแรก จนถึงชิ้นสุดท้ายให้ทางการไป  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้านำสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานรัฐบาลออกจำหน่าย

 

การฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีก็เช่นกัน จะต้องผ่านการทดสอบในแล็บทดลองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล เพื่อได้รับมาตรฐาน อย่าง KCL (Korea Conformity Laboratories)  และ KTR (Korea Testing & Research Institute) จึงสามารถออกจำหน่ายและเคลมสรรพคุณการฆ่าเชื้อได้  สัญลักษณ์นี้จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปมั่นใจ ว่าเครื่องนี้ มีมาตรฐานการฆ่าเชื้อได้จริง

 

ในภาวะการระบาดของโคโรน่าไวรัสนี้ เครื่อง UV Sterilizer จึงเป็นฮีโร่ตัวจริงที่จะมาช่วยให้การฆ่าเชื้อภายในครัวเรือนสะดวกขึ้น เพราะฆ่าเชื้อได้ทุกสิ่ง ทั้ง หน้ากากป้องกันเชื้อโรค โทรศัพท์มือถือ  กุญแจรถ  ธนบัตร เหรียญ และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถล้างทำความสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ได้

 

แล้วเราจะเลือกเครื่อง UV Sterilizer อย่างไร??

  • ควรเลือกเครื่องที่มีการส่องสว่างทั่วถึงทุกมุม ถ้าเป็นเครื่องแบบปิด ภายในควรเป็นสแตนเลส ที่สามารถสะท้อนแสงยูวีไปยังวัตถุได้ทุกมุม ทั้งด้านล่าง และด้านบน
  • เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และมีใบรับรองการฆ่าเชื้อโรคจริง

 

วันนี้…ท่ามกลางความหวั่นวิตกในเรื่องเชื้อโรคของเราทุกคน ..อย่างน้อย ก็ยังมีตัวช่วยที่สามารถมาช่วยให้ความกังวลลดลงได้บ้าง ขอบคุณเทคโนโลยีฉลาดคิดนี้จริงๆ ท่านที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ร้านขายสินค้าเด็กชั้นนำ อาทิ  : Pungklom (พุงกลม), KidSociety, Baby GiGi, Bambi Garden, Punnita (ปุณณิฏ), Baby Connection


checklist-type-of-person-in-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณสำรวจพฤติกรรมของตัวคุณเอง ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 เข้าข่ายกลุ่มใด…

 

 

Fear Zone : ตื่นตระหนก กักตุนอาหารและเวชภัณฑ์ ทั้งที่ยังไม่จำเป็น แชร์ข้อมูลทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ ไม่อ่านและทำความเข้าใจกับข้อมูลที่ได้มา รวมทั้งกล่าวต่อว่าผู้อื่น พร่ำบ่นถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ พูดแต่ปัญหาโดยไม่ช่วยคิดหาทางแก้ไข

 

Learning Zone : ตระหนักแต่ไม่ตระหนก เพราะเริ่มเข้าใจสถานการณ์ ตั้งสติ ปรับตัวและทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตรวจสอบและแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ปล่อยวางในสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุม

 

Growth Zone : มองบวกและพร้อมเติบโตไปข้างหน้า เข้าใจในวิกฤต มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยอมรับและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จุดสำคัญ คือ คนกลุ่มนี้ยังมองหาโอกาสในวิกฤต และเห็นแนวทางที่ตนสามารถทำประโยชน์ต่อสาธารณะได้

ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูลจาก Oxford Leadership กรมสุขภาพจิต และ Facebook ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์  Dr. Suvit Maesincee


4-changing-behaviors-covid19-cover-1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

“เมื่อไหร่โควิดจะจบสักที ต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานเท่าใด” คงเป็นคำถามคาใจของหลายท่าน หลังเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 มาแล้วเกือบสองเดือน แต่วันนี้ก็ยังคงไม่มีใครที่จะสามารถตอบได้ว่าจุดสิ้นสุด หรือ จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต เชื่อว่าวิถีชีวิตจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลายพฤติกรรมอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

1.ตื่นตัว ใส่ใจ “สุขอนามัยพื้นฐาน”

เดิมเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน อาทิ การปิดปากเมื่อไอจาม การรักษาความสะอาดร่างกาย รวมถึงการห้ามล้วงแคะ แกะ เกา ขยี้ตา หยิบจับสิ่งของ หรือ อาหารต่างๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด การทานอาหารปรุงสุกสะอาด ล้วนมีอยู่ในตำราเรียนอยู่แล้ว แต่หลายคนมักมองข้าม ไม่ตระหนักจริงจัง มักมีวลีที่ติดปากว่า “เชื้อโรคเกาะไม่ทัน”

แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ ผู้คนระมัดระวังในการดำเนินกิจวัตรประจำวันมากขึ้น อาทิ ล้างมือก่อนและหลัง ทานอาหาร ขึ้นลงรถโดยสาร เข้าห้องน้ำ ตลอดจนการหยิบจับสิ่งของ ธนบัตร  ตลอดจนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับโลหะ ราวบันได ที่จับบนรถสาธารณะและปุ่มลิฟท์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงปิดป้องเมื่อไอจามในที่สาธารณะกันมากขึ้น

 

2. “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” ของคู่กายต่อจากสมาร์ทโฟน

ก่อนหน้านี้ สมาร์ทโฟน เปรียบได้ดั่งอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ แต่จากนี้ไป “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” จะเข้ามามีบทบาทและกลายมาเป็นของที่ต้องมีของทุกคนไม่แพ้กัน

เพราะปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญการสวมใส่หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ข้างนอกและในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านตลอด รวมถึงหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอล์ ในแทบทุกการสัมผัส ซึ่งเมื่อก่อนการทำสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่าแปลก แต่จากนี้ไปความเชื่อดังกล่าวได้ถูกทลายไปหมดเรียบร้อยแล้ว และ “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพกติดตัวไปตลอดทุกที่

 

3.รู้จำ ย้ำคิด ใช้ชีวิต “Social Distancing”

Social Distancing เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบตัว ด้วยการสร้างระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยสาธารณสุขเชื่อว่าหากผู้คน 80% ในสังคมให้ร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเปลี่ยนชะงักเส้นทางการแพร่เชื้อลดลงไปได้ ข้อดีของ Social Distancing ก็คือ ช่วยลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ จากตัวเราไปให้ผู้อื่น และ ลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เราอีกทางเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันสังคมตอบรับและให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

 

ดังจะเห็นได้จากการประชุม งานบุญ งานศพที่มีการจัดเก้าอี้ หรือ สถานที่ที่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ไม่เว้นแม้แต่รถเมล์ รถโดยสารที่มีการกำหนดเว้นพื้นที่นั่ง ที่ยืนเพื่อลดการเบียดเสียด หรือ การกำหนดจุดรอคิวในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ขณะที่การทานอาหาร หรือ สังสรรค์ร่วมกับเพื่อน หรือ ครอบครัว ก็มีการเว้นพื้นที่มากขึ้น รวมถึงแยกอุปกรณ์จาน ชาม แก้วน้ำส่วนตัวชัดเจน และหลายบริษัทก็เปิดทางเลือกในการ work From Home เพื่อเว้นระยะห่างกันมากขึ้น

 

ล่าสุดการทำบุญช่วงสงกรานต์ก็รณรงค์ในเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด โดย การทำแม้แรกจะค่อนข้างขัดกับพฤติกรรมคนไทย แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งผู้คนเริ่มคุ้นชิน และเห็นผลดีด้านสุขอนามัยและระเบียบวินัยชัดมากขึ้น และแม้ในอนาคตโรคระบาดจะคลี่คลายไป แต่การที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับมาตรการสาธารณสุขที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดเช่น ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การรักษาความสะอาด การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องคำนึงถึงระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทำให้เชื่อได้ว่าวิถีชีวิตเช่นนี้ยังจะอยู่คู่กับเราต่อไปอีกนาน

 

4.“วางแผนชีวิต” ต้องคิดใหม่

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เหล่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เพราะหลายคนตกงานไม่ทันตั้งตัว หลายคนถูกพักงานลดเงินเดือน รวมถึงศิลปิน ฟรีแลนซ์ แม้กระทั่ง Influencer online และ Youtuber ที่เคยบูมมากก็ถูก Cancel งานยาวแบบไม่มีกำหนด

 

คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าไวรัสตัวเล็กๆ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ปากท้องคนทั้งประเทศมากขนาดนี้ โดยกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักฟันธงกันแล้วว่าครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 มาก ขณะที่ ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้าง ประเมินตัวเลขคนตกงาน ว่าอาจสูงถึง 6.5 ล้านคน

 

บทเรียนครั้งนี้ คาดจะส่งผลให้หลายคนที่มีไลฟ์สไตล์ใช้เงินซื้อความสุขความสบาย เช็คอินกิน ดื่ม เที่ยว ช็อปปิ้งแบบไม่ยั้ง อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยแบบสิ้นเชิง  โดยจะหันกลับมาใส่ใจ “ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เน้นการประหยัดอดออม” มากขึ้น ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นลง การผ่อนสินค้า การสร้างหนี้ระยะยาวที่ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จะถูกคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ยังคงมีงานทำอยู่เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเสี่ยงถูกหางเลขจากวิกฤตเมื่อใด

 

“การออมเงินเพื่ออนาคตกลายเป็นสิ่งจำเป็น” อย่างน้อยๆ ถ้ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน การระบาดยืดเยื้อ เศรษฐกิจทรุดหนักเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็ยังพอมีสำรอง ส่วนผู้ที่เคยพึ่งพาอยู่กับระบบธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ก็จะกลับมาสำรวจหันมาพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น “เริ่มมองหาอาชีพสำรอง หรือ สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม” เพราะอย่างน้อยก็ยังทำให้ชีวิตมีแพลน A แพลน B อาจเริ่มจากการนำงานอดิเรก หรือ สิ่งที่ถนัดเข้ามาประยุกต์

 

ขณะเดียวกัน หลายครอบครัวที่เคยตั้งความหวังว่าเข้ามาขายแรงงานแสวงหาโอกาสสร้างตัวในเมืองใหญ่ จากวิกฤตนี้ก็อาจทำให้ต้องหันกลับมามองหาทรัพยากร มองความเป็นอยู่ที่พอเพียงในบ้านเกิดกันมากขึ้นเช่นกัน

 

นับจากนี้ ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่จากนี้วิถีชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


1ปี_Cover_1.jpg

zebertoothApril 17, 2020

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “บิล เกตส์” ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ และมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์  วิเคราะห์สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ อาจยาวไปถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้าหรือราวเดือนก.ย. 2564 เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมช่วยหยุดโรคไม่ได้ 100% จนกว่าจะมีวัคซีนรักษาโรค

 

“วัคซีนจำเป็นอย่างยิ่ง  อะไรๆ จะยังไม่เป็นปกติอย่างแท้จริงจนกว่าจะมีวัคซีน และการเปิดเมืองจะทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้ำจะยังอยู่จนกว่า เราจะระดมฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง การเว้นระยะห่างทางสังคมจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ โดยวิธีการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงให้อยู่ในระดับที่สามารถติดตามกลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อได้ทั้งหมด เพื่อนำตัวทุกคนมากักกันโรค

 

นอกจากนี้เกตส์ยังฉายถึงภาพในอีก  6-12 เดือนข้างหน้าว่า “ควรจะใช้โมเดลประเทศจีนเป็นตัวอย่าง ขณะที่กำลังเปิดให้คนกลับไปทำงาน แต่ยังต้องสวมหน้ากากอนามัยและตรวจไข้อยู่ และยังไม่มีการจัดอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อซ้ำเป็นวงกว้าง ส่วนมาตรการ “เปิดเมือง” แบบอนุญาตจับกลุ่มได้เฉพาะกลุ่มสามารถเป็นไปได้  อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมที่มีการชุมนุมชนขนาดใหญ่  ยังไม่ควรจัดขึ้นจนกว่าจะมีการปูพรมฉีดวัคซีนเสร็จสิ้น

 

ขอบคุณภาพจาก geekwire


Cover_1-3.jpg

zebertoothApril 16, 2020

ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่ง “พาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ในปี 2020 ขณะโควิด-19 อาจทำให้นักเดินทางต้องยืนยันสุขภาพก่อนเข้าสู่ประเทศอื่น

 

แม้ว่าในขณะที่สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวของทั่วโลกต้องพังทลายลงจากผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้การเดินทางออกต่างประเทศถูกจำกัดลงมากกว่า 80% โดยส่วนใหญ่การเดินทางเกิดขึ้นเฉพาะการอพยพกลับประเทศเพื่อหนีโรคระบาดเท่านั้น แต่โลกของการท่องเที่ยวถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโรคจนทำให้การเดินทางท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักลง The Henley Passport Index ซึ่งเป็นองค์กรจัดอันดับการทรงอิทธิพลของพาสปอร์ตที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกในการเดินทางของพลเมืองในประเทศนั้นๆ ได้ออกมาประกาศการจัดอันดับ “สุดยอดพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2020” ซึ่งปรากฏว่า พาสปอร์ตของพลเมืองประเทศญี่ปุ่นยังคงครองอันดับหนึ่งในปีนี้ และยังทำลายสถิติการเดินทางไปสู่ประเทศต่างๆ ได้สูงถึง 191 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

 

ในช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวทั่วโลกมีความสุขกับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่โดยเฉลี่ยแล้วมีประเทศที่ไม่ต้องวีซ่ากว่า 107 ประเทศทั่วโลก แต่ในวันนี้กว่า 93% ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ถูกห้ามให้มีการเดินทางเข้าสู่ประเทศอื่น นับเป็นการสูญเสียอิสรภาพในการเดินทางท่องเที่ยวที่หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าจะมีระยะเวลายาวนานไปอีกเท่าไหร่

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่าจากข้อมูลของ The Henley Passport Index ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำของพาสปอร์ต ที่ทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้งใน ปี 2020 โดยมีประเทศสิงคโปร์ ตามมาในอันดับสอง เยอรมนีและเกาหลีใต้ติดอันดับที่สามร่วมกัน ขณะที่ลักเซมเบิร์กและสเปน อิตาลีและฟินแลนด์ ได้ลำดับที่สี่ ในขณะที่พาสปอร์ตของ ออสเตรีย เพิ่งติดอันดับเข้ามาในอันดับที่ 5 ร่วมกับเดนมาร์ก ซึ่งการจัดอันดับนี้จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายวีซ่าของแต่ละประเทศที่ประกาศให้มีผลบังคับใช้

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่จากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความมีอิทธิพลของพาสปอร์ตของบางประเทศ เช่น สเปนหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีการถูกสั่งห้ามพลเมืองของประเทศนี้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พลเมืองสเปนถือว่ามีหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดในโลกชาติหนึ่งโดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม The Henley Passport Index มองว่าการระบาดใหญ่จะไม่ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อดัชนีพาสปอร์ตและสิ่งต่าง ๆ น่าจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้านี้ หรืออาจจะต้องใช้เวลาบ้างแต่ทุกอย่างจะเป็นปกติ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อาจจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบเรื่องของสุขภาพ ระบบดูแลสุขภาพฉุกเฉินต่างๆ ของนักเดินทางที่อาจจะต้องมีมาตรการเพิ่มขึ้นสำหรับการเดินทาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศต่างๆ ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาก่อน นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยในอนาคตความมั่นคงด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าประเทศ

 

สำหรับการจัดอันดับหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดที่ในปี 2020 คือ

  1. ญี่ปุ่น (191 จุดหมายปลายทาง)
  2. สิงคโปร์ (190)
  3. เกาหลีใต้, เยอรมัน (189)
  4. อิตาลีฟินแลนด์สเปนลักเซมเบิร์ก (188)
  5. เดนมาร์ก, ออสเตรีย (187)
  6. สวีเดน, ฝรั่งเศส, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส (186)
  7. สหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักรเบลเยียมนอร์เวย์สวิตเซอร์แลนด์ (185)
  8. สาธารณรัฐเช็ก, กรีซ, มอลตา, นิวซีแลนด์ (184)
  9. แคนาดาออสเตรเลีย (183)
  10. ฮังการี (182)