harvard-social-distancing-อยู่ถึง-2022_Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 28, 2020

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่แม้ว่าหลายประเทศจะมีภาพรวมที่ดีขึ้น แต่อีกหลายประเทศยังคงประสบปัญหาอย่างหนัก จนกลายเป็นที่วิตกกังวลและเกิดคำถามว่าอีกนานเท่าไหร่โลกจึงจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

 

ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เผยแพร่บทความวิชาการโดยกล่าวถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ที่แม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นแต่ผู้คนจะยังคงต้องคงปฏิบัติตามกฎหมายไปจนถึงปี 2022 เลยทีเดียว เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่เกิดการระบาดขึ้นอีก หากโลกยังไม่สามารถค้นพบวัคซีนหรือยารักษาโรคในขณะนี้ได้

 

ที่มาของภาพ : Rose Lincoln/Harvard Staff Photographer

 

Marc Lipsitch ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยา กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสจะทำให้เกิดกลุ่มคน 2 กลุ่ม นั้นคือ ผู้ที่ติดเชื้อ และ ผู้ที่อ่อนแอ แม้ว่าความเป็นจริงระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่เชื้อไวรัสมีผลทำให้เราอ่อนแอลง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันเดิม  และสิ่งที่น่ากลัวคือหากยังหาวัคซีนมาป้องกันโรคไม่ได้ นั่นหมายถึงว่าเชื้อโรคจะยังคงสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ เพราะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครเป็นผู้ที่เป็นพาหะ ดังนั้นการเว้นระยะห่างทางสังคมจึงยังต้องจำเป็นสำหรับทุกคน

 

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่ COVID-19 อาจเป็น ‘โรคระบาดประจำปี’ (annual outbreak cycle) หรือก็อาจเป็น โรคระบาดตามฤดูกาล นั่นแปลว่า ‘ฤดูหนาว’ ถัดไปอาจมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้อีกรอบ หรือเชื้อไวรัสอื่นที่คล้ายๆ กัน แต่มีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายสูง ดังนั้นมาตรการปิดเมือง หรือ Lock Down เพียงแค่ครั้งเดียวจะไม่สามารถทำให้ไวรัสหายไปได้

 

ขณะที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ได้หากเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ จะกลายพันธุ์เป็นไวรัสตามฤดูกาล  สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ วัคซีน เพราะการระบาด และ Social Distancing จะจบลงทันทีหากมีวัคซีนที่รักษาได้จริง

ดังนั้นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ต้องเตรียมพร้อมรับมือเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ที่จะกลายพันธุ์เป็นไวรัสตามฤดูกาลให้ได้
จนกว่าจะมีวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่รักษาได้จริงจะทำให้การระบาดและ Social Distancing จบลงทันที

Cover photo : businessinsider


4-changing-behaviors-covid19-cover-1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

“เมื่อไหร่โควิดจะจบสักที ต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานเท่าใด” คงเป็นคำถามคาใจของหลายท่าน หลังเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 มาแล้วเกือบสองเดือน แต่วันนี้ก็ยังคงไม่มีใครที่จะสามารถตอบได้ว่าจุดสิ้นสุด หรือ จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต เชื่อว่าวิถีชีวิตจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลายพฤติกรรมอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

1.ตื่นตัว ใส่ใจ “สุขอนามัยพื้นฐาน”

เดิมเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน อาทิ การปิดปากเมื่อไอจาม การรักษาความสะอาดร่างกาย รวมถึงการห้ามล้วงแคะ แกะ เกา ขยี้ตา หยิบจับสิ่งของ หรือ อาหารต่างๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด การทานอาหารปรุงสุกสะอาด ล้วนมีอยู่ในตำราเรียนอยู่แล้ว แต่หลายคนมักมองข้าม ไม่ตระหนักจริงจัง มักมีวลีที่ติดปากว่า “เชื้อโรคเกาะไม่ทัน”

แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ ผู้คนระมัดระวังในการดำเนินกิจวัตรประจำวันมากขึ้น อาทิ ล้างมือก่อนและหลัง ทานอาหาร ขึ้นลงรถโดยสาร เข้าห้องน้ำ ตลอดจนการหยิบจับสิ่งของ ธนบัตร  ตลอดจนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับโลหะ ราวบันได ที่จับบนรถสาธารณะและปุ่มลิฟท์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงปิดป้องเมื่อไอจามในที่สาธารณะกันมากขึ้น

 

2. “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” ของคู่กายต่อจากสมาร์ทโฟน

ก่อนหน้านี้ สมาร์ทโฟน เปรียบได้ดั่งอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ แต่จากนี้ไป “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” จะเข้ามามีบทบาทและกลายมาเป็นของที่ต้องมีของทุกคนไม่แพ้กัน

เพราะปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญการสวมใส่หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ข้างนอกและในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านตลอด รวมถึงหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอล์ ในแทบทุกการสัมผัส ซึ่งเมื่อก่อนการทำสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่าแปลก แต่จากนี้ไปความเชื่อดังกล่าวได้ถูกทลายไปหมดเรียบร้อยแล้ว และ “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพกติดตัวไปตลอดทุกที่

 

3.รู้จำ ย้ำคิด ใช้ชีวิต “Social Distancing”

Social Distancing เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบตัว ด้วยการสร้างระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยสาธารณสุขเชื่อว่าหากผู้คน 80% ในสังคมให้ร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเปลี่ยนชะงักเส้นทางการแพร่เชื้อลดลงไปได้ ข้อดีของ Social Distancing ก็คือ ช่วยลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ จากตัวเราไปให้ผู้อื่น และ ลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เราอีกทางเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันสังคมตอบรับและให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

 

ดังจะเห็นได้จากการประชุม งานบุญ งานศพที่มีการจัดเก้าอี้ หรือ สถานที่ที่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ไม่เว้นแม้แต่รถเมล์ รถโดยสารที่มีการกำหนดเว้นพื้นที่นั่ง ที่ยืนเพื่อลดการเบียดเสียด หรือ การกำหนดจุดรอคิวในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ขณะที่การทานอาหาร หรือ สังสรรค์ร่วมกับเพื่อน หรือ ครอบครัว ก็มีการเว้นพื้นที่มากขึ้น รวมถึงแยกอุปกรณ์จาน ชาม แก้วน้ำส่วนตัวชัดเจน และหลายบริษัทก็เปิดทางเลือกในการ work From Home เพื่อเว้นระยะห่างกันมากขึ้น

 

ล่าสุดการทำบุญช่วงสงกรานต์ก็รณรงค์ในเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด โดย การทำแม้แรกจะค่อนข้างขัดกับพฤติกรรมคนไทย แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งผู้คนเริ่มคุ้นชิน และเห็นผลดีด้านสุขอนามัยและระเบียบวินัยชัดมากขึ้น และแม้ในอนาคตโรคระบาดจะคลี่คลายไป แต่การที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับมาตรการสาธารณสุขที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดเช่น ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การรักษาความสะอาด การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องคำนึงถึงระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทำให้เชื่อได้ว่าวิถีชีวิตเช่นนี้ยังจะอยู่คู่กับเราต่อไปอีกนาน

 

4.“วางแผนชีวิต” ต้องคิดใหม่

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เหล่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เพราะหลายคนตกงานไม่ทันตั้งตัว หลายคนถูกพักงานลดเงินเดือน รวมถึงศิลปิน ฟรีแลนซ์ แม้กระทั่ง Influencer online และ Youtuber ที่เคยบูมมากก็ถูก Cancel งานยาวแบบไม่มีกำหนด

 

คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าไวรัสตัวเล็กๆ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ปากท้องคนทั้งประเทศมากขนาดนี้ โดยกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักฟันธงกันแล้วว่าครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 มาก ขณะที่ ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้าง ประเมินตัวเลขคนตกงาน ว่าอาจสูงถึง 6.5 ล้านคน

 

บทเรียนครั้งนี้ คาดจะส่งผลให้หลายคนที่มีไลฟ์สไตล์ใช้เงินซื้อความสุขความสบาย เช็คอินกิน ดื่ม เที่ยว ช็อปปิ้งแบบไม่ยั้ง อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยแบบสิ้นเชิง  โดยจะหันกลับมาใส่ใจ “ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เน้นการประหยัดอดออม” มากขึ้น ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นลง การผ่อนสินค้า การสร้างหนี้ระยะยาวที่ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จะถูกคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ยังคงมีงานทำอยู่เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเสี่ยงถูกหางเลขจากวิกฤตเมื่อใด

 

“การออมเงินเพื่ออนาคตกลายเป็นสิ่งจำเป็น” อย่างน้อยๆ ถ้ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน การระบาดยืดเยื้อ เศรษฐกิจทรุดหนักเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็ยังพอมีสำรอง ส่วนผู้ที่เคยพึ่งพาอยู่กับระบบธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ก็จะกลับมาสำรวจหันมาพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น “เริ่มมองหาอาชีพสำรอง หรือ สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม” เพราะอย่างน้อยก็ยังทำให้ชีวิตมีแพลน A แพลน B อาจเริ่มจากการนำงานอดิเรก หรือ สิ่งที่ถนัดเข้ามาประยุกต์

 

ขณะเดียวกัน หลายครอบครัวที่เคยตั้งความหวังว่าเข้ามาขายแรงงานแสวงหาโอกาสสร้างตัวในเมืองใหญ่ จากวิกฤตนี้ก็อาจทำให้ต้องหันกลับมามองหาทรัพยากร มองความเป็นอยู่ที่พอเพียงในบ้านเกิดกันมากขึ้นเช่นกัน

 

นับจากนี้ ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่จากนี้วิถีชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


Cover_1-2.jpg

zebertoothApril 14, 2020

แม้ว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะทำให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก เกี่ยวกับอันตรายของมันที่สามารถคร่าชีวิตคนไปแล้วจำนวนมากทำให้หน่วยงานสาธารณสุขแต่ละประเทศต้องระดมสมองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และแก้ปัญหาอย่างหนักในขณะนี้ แต่ในอีกมุมมองที่แตกต่างออกไป หลายคนเห็นว่าในเวลานี้อาจจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ผู้คนจะได้หันกลับมามองธรรมชาติรอบตัวและให้ความใส่ใจกับสิ่งที่มนุษย์เคยรุกล้ำทำลายธรรมชาติ และทรัพยากรสำคัญของโลกไปหลายอย่าง

 

ในระหว่างที่ชาวโลกจำนวนมากต้องตกอยู่ในสถานการณ์กักกันตัวเองอยู่ในบ้านหรือพื้นที่จำกัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโลก ทำให้หลายคนได้มีโอกาสได้มองเห็นความสวยงามของธรรมชาติและมุมมองของสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงธรรมชาติของเมืองแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขาที่เคยมองข้ามไป แต่เมื่อไวรัสโคโรนาระบาด เป็นเสมือนการเตือนให้ได้กลับมาพิจารณาความสวยงามธรรมชาติรอบบ้านตัวเอง จนเกิดเป็นกิจกรรมใหม่กับการแชร์ภาพสภาพแวดล้อมที่สวยงามของบ้านเมืองตัวเองจากหน้าต่างที่บ้าน บ้างก็นำเสนอเรื่องราวสุดครีเอทลงบนภาพธรรมชาติที่สดใสหลังมลภาวะลดน้อยลง กลายเป็นอีกมุมมองเชิงบวกอีกมุมหนึ่งที่ได้จากโคโรนาไวรัส ที่เชื่อว่าหลายคนอดจะสนุกสนานเฮฮา ไปกับภาพต่างๆ ที่ถูกแชร์ตามจินตนาการของชาวเน็ต แม้จะยังคงต้องต่อสู้กับโควิด 19 นี้ต่อไปก็ตาม

 

และภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกแชร์ลงบนสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กจากทั่วทุกมุมโลก ที่อาจจะทำให้หลายคนที่ติดอยู่ในบ้านได้ผ่อนคลายขึ้นบ้าง เพราะบางทีเจ้าโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่นี้อาจจะเป็นฮีโร่ของธรรมชาติ ที่เข้ามาช่วยให้มนุษย์หันมาใส่ใจกับธรรมชาติมากขึ้นก็ได้

 

1. เมือมลพิษน้อยลง ตึกเบิร์ด คาลิฟาก็โผล่หน้าออกมาให้ได้เห็นจากหน้าต่างอพาร์ทเม้นเลยทีเดียว

 

2. เมื่อไม่มีมลพิษ ประตูเมืองของเดลลี่ แห่งอินเดียว ก็จัดเจน สดใส สง่าน่าดูชม

 

3. พอไม่มีมลพิษ ก็เห็นหอไอเฟลได้จากประตูบ้านเลยล่ะ ธรรมชาติเยียวยาจริงๆ

 

4. ภาพถ่ายวันนี้จาก sialkot LOC เราได้เห็นภูเขาแคชเมียร์ชัดๆ ในรอบ 30 ปี

 

5. อากาศบริสุทธิ์ เราเลยได้เห็นดวงจันทร์ตอนกลางวันจากระเบียงบ้าน

 

6. เพราะมลพิษน้อยลง เราสามารถมองเห็นโอเปร่าฮอลล์ ได้จาก กาฬมันฑุ เลยทีเดียวล่ะ ธรรมชาติเยียวยามากๆ

 

7. เพราะไม่มีมลพิษ นี่เราสามารถเห็นเทพีเสรีภาพ ได้จากชิมลา อินเดียเลยล่ะ

 

8. เพราะมลพิษน้อยลง ชาวสัตว์ป่าของโลกก็กลับมาที่สวน Debdele ที่เมืองแมนเชสเตอร์ อังกฤษ มันว้าวมาก

 

9. เพราะมลพิษน้อยลงเราสามารถเห็นการทำงานของระบบสุริยะจักรวาลได้จากโลกเลยล่ะ

 

10. เพราะมลพิษน้อยลง เราเลยได้เห็นรอยเท้าของนีล อาร์มสตรอง ที่ฝากไว้บนดวงจันทร์ ได้จากบังกาลอร์ อินเดีย

 

Disclaimer: ภาพทั้งหมดเป็นการแชร์จากชาวเนตทั่วโลก กินอยู่เป็น ไม่ได้มีส่วนในการจัดทำแต่อย่างใด


Cover_1.jpg

zebertoothApril 8, 2020

จากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID – 19 ทำให้ธุรกิจการขายของออนไลน์เติบโตขึ้นสูงมาก โดยในประเทศไทยเองก็พบว่าบริษัทรับส่งของแห่งหนึ่งมีสินค้าตกค้างจำนวนมาก เนื่องจากขาดพนักงานรับส่งของจนทำให้ต้องเปิดรับสมัครพนักงานส่งของมากขึ้น โดยเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศด้วย โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ ที่ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้คนนิยมสั่งซื้อของออนไลน์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยช่วงการระบาดของโรคทำให้ตลาดออนไลน์เป็นที่นิยมมาก มีผู้คนสั่งซื้อของผ่านหน้าเว็บไซต์ขายของจำนวนมาก ทำให้ในแต่ละวันบริษัทส่งของ มีปริมาณคำสั่งซื้อมากขึ้นตามไปด้วย จนทำให้พนักงานส่งของที่แม้จะเคยมีมากอยู่แล้ว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

 

กระทั่งล่าสุดสำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่าช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาพนักงานของบริษัทส่งของ คูปัง ซึ่งเป็นบริษัทรับส่งของชื่อดังของเกาหลีใต้ต้องสังเวยชีวิตจากการทำงานหนัก โดยเขาถูกพบศพอยู่ที่ระหว่างชั้นสามและห้าของอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งกลางกรุงโซล ในระหว่างที่กำลังเดินทางไปส่งของให้ลูกค้า

 

พนักงานชายคนดังกล่าวถูกระบุชื่อว่านายคิม มีอายุเพียง 40 ปี และเพิ่งเข้ามาทำงานรับส่งของให้กับคูปังได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น โดยจากการชันสูตรแพทย์ระบุสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการของเขาว่าเกิดจาก โรคหัวใจกำเริบ ในขณะที่พนักงานในบริษัทเดียวกันเชื่อว่า การที่คิมต้องเสียชีวิตเป็นโศกนาฏกรรมจากความพยายามทำงานหนัก เพื่อที่จะให้มียอดการส่งของให้ได้มากขึ้น ด้วยการใช้เวลาให้น้อยลง เพราะนั่นหมายถึงรายได้ที่จะได้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ทำให้ต้องทำงานหนักมากและพนักงานหลายคนล้วนเคยคิดว่าอาจจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นสักวันหนึ่ง

 

ภาพจาก AL JAZEERA NEWS

 

ประเทศเกาหลีใต้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งที่คนเกาหลีใต้มักจะเรียกกันแบบติดตลกว่า เป็นประเทศแห่งการส่งของ และบริษัทส่งของเองก็มักจะแข่งขันการให้บริการอย่างสูงมาก ถึงขนาดที่ในบางครั้งการส่งของแทบจะไม่มีค่าธรรมเนียมเลย

 

ชาวเกาหลีใต้สามารถสั่งอาหารไปยังแคมป์ สวนสาธารณะ หรือบ้านของเขา โดยบริษัทส่งของจะใช้เวลาส่งเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และยังมีค่าซื้อขั้นต่ำราว 250 บาท ขณะที่หากไม่พอใจในตัวสินค้า หรือการส่งของพวกเขาก็จะสามารถคืนสินค้าเหล่านั้นได้โดยการวางไว้หน้าประตูบ้านเท่านั้น

 

ในขณะที่การเสียชีวิตของพนักงานส่งของของคูปังเมื่อเดือนมีนาคม ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ในสื่อของเกาหลีใต้ ทำให้หลายคนเชื่อว่าจะไม่มีความพยายามใดของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาการแข่งขันสูงจนเป็นสาเหตุให้พนักงานส่งของทำงานหนักเกินไปจนถึงขั้นเสียชีวิต

 

ภาพจาก AL JAZEERA NEWS

 

Andrew Eungi Kim ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยเกาหลี เห็นว่า ในอุตสาหกรรมส่งสินค้าในประเทศเกาหลีนั้น เขายังไม่เคยได้ยินเรื่องการขาดแคลนพนักงานเลยเพราะงานนี้ เป็นงานที่ทุกคนสามารถทำได้ โดยพบว่าหนักงานเหล่านี้มีทั้งชายและหญิง ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวไปจนถึงคนที่อยู่ในช่วงอายุราว 60 ปี เพราะบริษัทไม่ได้จำกัดอายุการทำงาน

 

และด้วยการระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้คนลังเลที่จะออกไปซื้อของข้างนอกบ้าน การซื้อของออนไลน์ทำให้มีความต้องการการส่งของเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยจากข้อมูลของบริษัทคูปังเอง ก็มีรายงานว่า บริษัทได้รับคำสั่งซื้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นของการระบาด ในวันเดียวในปลายเดือนมกราคม โดยเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อน และยังบันทึกไว้ด้วยว่าคูปังสามารถทำลายสถิติของเวลาโดยส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้ด้วยสถิติ 1.7 ล้านครั้งในวันเดียวอีกด้วย

 

พนักงานส่งของคนหนึ่งเล่าว่า หนึ่งปีที่ผ่านมาเขาต้องส่งพัสดุถึง 80 ครัวเรือนต่อวัน แต่ตอนนี้เขาต้องส่งเพิ่มขึ้นเป็น 130 ถึง 150 หลังคาเรือนต่อวันในขณะที่เพื่อนบางคนต้องส่งของถึง 180 ครัวเรือนต่อวันทีเดียว ในขณะที่ อาคารอพาร์ตเมนต์เก่าของเกาหลีใต้มักไม่มีลิฟต์ดังนั้นพนักงานส่งของจึงต้องวิ่งขึ้นลงบันได บ่อยครั้งที่ส่งผลเรื่องสุขภาพร่างกายของเขาและเพื่อนพนักงานส่งของหลังจากต้องทำงานเป็นช่วงเวลานาน

 

“ หาก บริษัท ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ผมคิดว่าเขาจะต้องชดเชยรายได้ให้กับพวกเราตามปริมาณการส่งของของเราที่ต้องทำในแต่ละวันและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของเราด้วย” พนักงานคนเดิมระบุ

 

พนักงานส่งสินค้าจำนวนมากจะถูกติดตามโดยระบบ GPS และให้คะแนนโดยพิจารณาจากจำนวนพัสดุที่สามารถส่งให้กับลูกค้าได้ ถ้าส่งของได้เร็วมากเท่าไหร่ก็จะได้คะแนนสูงขึ้นตามไปด้วย

 

จากปัญหาเศรษฐกิจทำให้กลุ่มใช้แรงงานของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจำนวนมากและรายได้ต่ำ ทำให้ต้องหารายได้พิเศษด้วยการเป็นพนักงานส่งของ โดยจะได้รับเงินค่าจ้างเป็นส่วนแบ่งจากค่าส่งของ และเนื่องจากพวกเขาไม่ใช่พนักงานของบริษัทโดยตรง บริษัทฯ จึงจะไม่รับผิดชอบหากพวกเขาเสียชีวิตในระหว่างการทำงาน

 

อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังคงแนะนำให้ผู้คนอยู่บ้าน จำนวนการสั่งสินค้าออนไลน์ก็จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งบริษัท คูปังเอง ก็เพิ่งประกาศว่าจะเพิ่มความพยายามในการเพิ่มความปลอดภัยของพนักงานจัดส่งที่ต้องเผชิญกับ COVID-19 โดยให้บริการตรวจสุขภาพตามปกติแก่พนักงานและบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ และพนักงานเองก็ได้มีความพยายามที่จะเจรจาเรื่องเงื่อนไขการทำงานเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้การเจรจาถูกระงับไปเนื่องจากอยู่ในช่วงการระบาดของ COVID-19  ซึ่งพวกเขายังคงต้องทำงานตามเงื่อนไขเดิมไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และหวังว่าจะได้กลับมาเจรจาเรื่องของรายได้และสวัสดิการของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง

 

ข้อมูลและภาพจาก AL JAZEERA NEWS


Cover_1-1.jpg

zebertoothApril 6, 2020

ปัจจุบัน ข่าวธุรกิจต่างๆ ทยอยประกาศปิดกิจการ หรือ สั่งพักงาน ลดเงินเดือน เลย์ออฟพนักงานเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศมีให้เห็นกันรายวันและยังคงมีแนวโน้มที่คาดจะลามไปเรื่อย เพราะวิกฤติครั้งนี้กระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงซึ่งดูแล้วยังไม่มีวี่แววจะดีขึ้นในเร็ววัน ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายก็คงวิตกไปตามกันว่าจะมีโอกาสโดนหางเลขจากวิกฤตินี้หรือไม่ เพราะตอนนี้องค์กรธุรกิจรายใหญ่ ขนาดกลาง จนถึงเอสเอ็มอีแทบทุกรายล้วนต่างอยู่ระหว่างประเมินความเสี่ยงกันแทบจะวันต่อวัน

 

ในวันที่อะไรก็ยังไม่แน่ไม่นอนแบบนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม “หลักการเตรียมความพร้อมที่จำเป็นก่อนถูกเลย์ออฟ” สำหรับผู้มีความเสี่ยงมานำเสนอ ซึ่งหากเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ก็น่าจะดีเพื่อให้เรามีทางเลือกและรับมือได้ทัน แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงหวังว่าทุกท่านจะก้าวผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยกันและขอให้โชคดีจากการเลย์ออฟทุกท่าน

 

  1. สำรองเงินให้พอใช้ 3-6 เดือน

หลักสำคัญคือ พิจารณาจำนวนเงินเก็บที่มีอยู่ว่าเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในครอบครัว อาทิ ค่ากินอยู่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ได้กี่เดือน โดยขั้นต่ำสุดควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือน เผื่อได้มีเวลาตั้งหลักอาชีพใหม่ หรือ มองหาวิธีสร้างรายได้เสริม

สำหรับผู้ที่มีเงินเก็บเพียงพออยู่ อาจลองตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบางส่วนแล้วนำไปออมเพิ่มเติม ผ่านบัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีฝากประจำสำรองไว้เผื่อช่วยได้อีกทางหนึ่ง หรือ อีกช่องทางที่น่าสนใจคือการนำไปลงทุนในบัญชีกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำดูก็เป็นทางเลือกที่ดี ส่วนผู้ที่ยังไม่มีเงินเก็บ หรือ ยังมีน้อยอยู่ อาจต้องเริ่มมองหาวิธีสร้างความมั่นคงทางการเงินส่วนนี้เพิ่มเติมโดยเร็ว เพราะวิกฤตินี้ไม่รู้ว่าจะลากยาวไปถึงเมื่อใด

 

  1. อย่าเพิ่งก่อหนี้ใหม่ในช่วงนี้

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วไม่ควรมีภาระผ่อนหนี้เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน เช่น รายได้เดือนละ 20,000 บาท ไม่ควรผ่อนหนี้เกิน 8,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นหากใครมีหนี้อยู่เกือบเต็มอัตราแล้ว ควรประคองตัวไม่สร้างหนี้ใหม่ โดยเฉพาะหนี้เกี่ยวกับสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่ช่วยสร้างรายได้โดยเด็ดขาด ลองมองหามาตรการเยียวยาของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ทยอยออกมา เพื่อดูว่าสามารถเข้าไปใช้สิทธิ์ในการผ่อนผันอย่างไรได้บ้าง หากได้เราสิทธิ์ลดหย่อน หรือ ผ่อนผันหนี้ ก็อาจนำเงินส่วนที่เหลือจากการลดหย่อน หรือ ผ่อนผันที่เคยต้องจ่ายทุกเดือน มาเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินตามข้อ 1 ไว้ก่อนก็ได้

 

ล่าสุดธนาคารต่างๆ ประกาศมาตรการเยียวยาลูกหนี้ อ่านต่อ ที่นี่

 

  1. พึ่งตัวช่วยที่มีอยู่

กรณีที่โชคร้ายต้องถูกเลย์ออฟอย่างเลี่ยงไม่ได้ ให้รีบขึ้นทะเบียนคนว่างงานกับสำนักงานจัดหางานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิ์ในเบื้องต้น และปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม โดยไม่ต้องรอหนังสือรับรองการออกจากงาน ซึ่งสิทธิต่างๆ ที่พึงได้ประกอบด้วย

 

A “เงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน” จะจ่ายให้กรณีที่ ถูกเลิกจ้างโดยที่ไม่ได้มีความผิด หรือ ไม่ได้สมัครใจลาออก โดยแต่ละคนจะได้รับในอัตราที่ต่างกันไปตามอายุงาน

 

 

หมายเหตุ กรณีเลิกจ้างนี้ นายจ้างจะต้องแจ้งเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบอย่างน้อย 30 วัน มิเช่นนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายให้ลูกจ้างอีก 1 เดือน เป็น “ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า” หรือ ที่มักเรียกกันว่า “ค่าตกใจ” 

 

​​B “เงินชดเชยการว่างงานจากประกันสังคม” ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน จะได้รับเงินทดแทนเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ในอัตราร้อยละ 50% ของเงินเดือนที่ได้รับปัจจุบัน ส่วนผู้ตกงานที่มีเงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไปจะได้รับเงินชดเชยเดือนละ 7,500 บาทเท่ากันทุกราย เพราะประกันสังคมคำนวณจากฐานเงินเดือนสูงสุดที่ 15,000 บาท

 

หมายเหตุ กรณีลูกจ้างยินยอมเซ็นใบลาออกเอง ถือเป็นการลาออกโดยสมัครใจจะได้รับเงินชดเชย 30% ของเงินเดือน โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท (หรือ สูงสุด 4,500 บาท) เป็นเวลา 3 เดือน


Beautiful-mask-Kinyupen-Cover-1.jpg

zebertoothApril 6, 2020

ในช่วงที่โควิด 19 กำลังระบาด หากเลี่ยงออกไปข้างนอกไม่ได้ สิ่งสำคัญก็คือ แมสก์ หรือ หน้ากากอนามัย ที่ทุกวันนี้เป็น rare item แค่พกไว้ก็อุ่นใจ แต่ถ้าต้องใส่ แล้วเครื่องสำอางที่แต่งมาจะทำอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตช่วยหาทางออกได้

 

 

  1. น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้

น้อยในที่นี้คือ พื้นผิวหน้า เพราะด้วยขนาดของแมสก์ก็ปาไปครึ่งหน้าแล้ว ถ้าหากเรายังลงไพร์เมอร์แน่น รองพื้นหนาอีก นอกจากจะทำให้อุดตันด้วยความอบ และอึดอัดจากการเสียดสีแล้ว ยังหลุดลอกอยู่ดี ดังนั้นแนะนำว่า ทาได้ แต่อย่ามากเน้นธรรมชาติ ปกปิดแค่ที่ต้องเปิดให้โลกรู้ หรือถ้าต้องเปิดหน้าที่หลังก็ทาคอนซีลเลอร์ในจุดที่จำเป็น แล้วลงแป้งแบบทูเวย์เพื่อให้ผิวหน้าดูเนียนโดยไม่ต้องใช้รองพื้น

  1. แก้มน้องนาง นั้น “สุขภาพดี” กว่าใคร

จริงๆแล้ว เทรนด์นี้ผ่านไปก็ได้ แต่สำหรับสาวๆ ที่ต้องการปัดแก้มให้รู้สึกมีสีสัน ก็สามารถปัดแก้มสูงแบบ “เทรนด์ปัดแก้มใต้ตาตามสาวญี่ปุ่น หรือ “Igari” (อิ-กา-ริ)” ซึ่งลุคนี้จะช่วยทำให้หน้าดูเด็ก และดูมีเลือดฝาด อ่อนเยาว์ไปอีก แต่ระวังอย่าพลั้งมือปัดแรงไปจะดูเหมือนใต้ตาช้ำขึ้นมา

  1. ดวงตา เป็นหน้าต่างของหัวใจ

ถึงแม้ว่า บริเวณตาจะเป็นส่วนที่คนเดินผ่านไปมาโฟกัสมากที่สุด แต่หากแต่งเยอะจนเกินไป ทั้งอากาศที่ร้อนและฝุ่นละอองในอากาศอาจมาติดบริเวณขนตาหากเราขยี้ก็จะแย่กันไปใหญ่ ดังนั้นหากคุณต้องการแต่งตา ให้ต้องตาจริงๆ แนะนำให้กรีดอายไลเนอร์บางๆ และดัดขนตาเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว

  1. คิ้ว คือมงกุฎ ของใบหน้า

ในยุคที่สาวๆ ต้องมีคิ้ว ก็สามารถเขียนหรือปัดได้ ตามแต่สมควร โดยอย่าลืมว่า ทุกอย่างตอนนี้เป็นธรรมชาติมาก ดังนั้นคิ้วของเรา ก็ควรจะเป็นธรรมชาติเช่นกัน เลือกใช้ที่เขียนคิ้วแบบแป้ง แล้วปัดคิ้วให้เรียงเส้นสักหน่อยก็พอดีแล้ว

  1. ริมฝีปาก ใต้หน้ากาก

ถึงแม้ว่าบริเวณปาก จะถูกปกปิดด้วยแมสก์แต่อย่างไร ก็ควรทาลิปกลอสเพื่อปกป้องความชุ่มชื้นและหากต้องถอดออกก็ยังให้ความรู้สึกปากอวบอิ่มมีชีวิตชีวา หรือถ้าหากคุณมีปัญหาริมฝีปากคล้ำ และจำเป็นจริงๆ ก็ควรเลือกใช้ลิปสติก ชนิดเนื้อแมตส์ที่ติดอยู่ทนนาน

 

และถึงแม้นี่จะเป็นส่วนหนึ่งทีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้อัพเดตเทรนด์ในโลกออนไลน์มาก็ตาม เรายังมี ข้อแนะนำจากทวิตเตอร์ของคุณหมอธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (@thidakarn) มาฝากอีกด้วย

ใส่ #หน้ากากอนามัย แต่เราจะไม่หยุดสวย

– สำหรับคนหน้าแห้ง ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์มากขึ้น ลดการแห้งระคายเคืองจากเสียดสี

– เว้นรองพื้นบริเวณใส่หน้ากาก ลดการอุดตัน

– ควรทากันแดดทั่วหน้า หน้ากากอนามัยไม่ได้กันยูวี

– แม้ไม่ทาลิปสติก แต่ควรทาลิปมันผสมกันแดดปกป้องริมฝีปาก


Orangutans-Befriend-Otters-in-Belgium-Zoo-Cover_1.jpg

zebertoothApril 1, 2020

ในช่วงที่ต้องเผชิญด้วยสภาวะวิกฤติทั้งจากโรคระบาด เศรษฐกิจ ปากท้องแบบนี้ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านมาชมภาพน่ารักๆ เพื่อสร้างรอยยิ้มเล็กบรรเทาความเครียดกันดีกว่า

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า สวนสัตว์ในเบลเยียมได้แบ่งปันภาพถ่ายที่น่าทึ่งของมิตรภาพที่แสนสวยงามระหว่างครอบครัวของลิงอุรังอุตังและตัวนาก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสวนสัตว์เดียวกัน

 

ภาพจาก : CNN travel

 

สำหรับภาพดังกล่าว เผยแพร่โดยเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์แพรี่ ดาอิซา (Pairi Daiza) ในประเทศเบลเยียม ซึ่งการถ่ายภาพนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตของสัตว์ป่าต่างๆ ที่ต้องออกจากป่ามาอยู่ในสวนสัตว์เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษา

 

โฆษกสวนสัตว์กล่าวว่าพวกเขา สัตว์เหล่านี้ต้องได้รับการดูแลและให้ความสุขด้านสุขภาพจิต รวมทั้งความบันเทิงต่างๆ เพื่อการรักษาสุขภาพจิตของพวกมันให้อยู่ในสภาพที่ดีหลังจากที่ต้องมาอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง โดยการสร้างความสัมพันธ์นี้ ครอบครัวนากตัวเล็กจากเอเชีย จะถูกเลี้ยงอยู่ในร่องน้ำเล็กๆ ที่ไหลผ่านกรงซึ่งใช้เป็นบ้านของครอบครัวอุรังอุตัง ซึ่งมีพ่ออายุ 24 ปี ชื่อ อุจิอาน แม่ชื่อ ซารี  อายุ 15 ปี และลิงอุรังอุตังลูกชายชื่อเบเรนี่ อายุ 3 ขวบ

 

 

“นากสนุกกับการเล่นน้ำ และได้อยู่กับกลุ่มครอบครัวลิงอุรังอุตัง พวกมันได้สนุกกับการเล่นขนของเพื่อนบ้านอุรังอุตัง โดยครอบครัวอุรังอุตังก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด แต่กลับชอบและดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างสัตว์สองชนิดนี้” โฆษกสวนสัตว์กล่าวและว่าการทดลองให้สัตว์ได้ใช้ชีวิตร่วมกันประสบความสำเร็จมากเพราะสามารถลดความเครียดของพวกมันลงได้มาก

 

ครอบครัวลิงอุรังอุตังครอบครัวนี้ ได้ถูกส่งมามาถึงสวนสัตว์แห่งนี้ในปี 2560 โดยก่อนหน้านั้นมีลิงอุรังอุตังอีกสองตัวอาศัยอยู่ก่อนแล้ว อุรังอุตังถึงเป็นสัตว์ที่มีดีเอ็นเอของมนุษย์สูงถึง 97% ทำให้สวนสัตว์ต้องทำให้พวกมันรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวและมีที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังต้องสร้างความบันเทิงและฝึกฝนความเฉลียวฉลาดให้ด้วยเกมปริศนาต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาประชากรอุรังอุตังถูกคุกคามจากการปลูกปาล์มน้ำมันในบอร์เนียวและสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของอุรังอุตัง โดยสวนสัตว์แห่งนี้ยังได้ระดมทุนเพื่อร่วมปลูกต้นไม้ 11,000 ต้นในการฟื้นฟูป่าในเกาะบอร์เนียวเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยและอนุรักษ์พันธุ์อุรังอุตังด้วย


_จัดบ้านเสริมฮวงจุ้ย_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

ใช้เวลาว่าง จัดบ้าน “เสริมฮวงจุ้ย” 

ปีนี้ถือเป็นปีที่ค่อนข้างสาหัสเลยทีเดียว ตั้งแต่ต้นปีเราได้พบเจอวิบากกรรมการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เหมือนราหูอมอย่างไรอย่างนั้นและในบรรยากาศแบบนี้แทนที่จะอยู่แบบเครียดจนเกินไป ในเมื่อช่วงนี้มีเวลาเรามาลองจัด ปรับ เปลี่ยนมุมมองในบ้านให้ดูแปลกใหม่ ปรับฮวงจุ้ยแก้เคล็ดให้สบายใจขึ้นกันดีกว่า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเคล็ดลับการจัดบ้านให้อยู่เย็น เป็นสุข ตามหลักฮวงจุ้ยง่ายๆ แถมสอดคล้องกับชีวิตประจำวันมาฝากกัน

 

 

ห้องนั่งเล่น

  • จัดระเบียบสิ่งของสลายพลังลบ ของที่วางระเกะระกะเสมือนการกักพลังลบไว้ในห้องจะทำให้ชีวิตไปสู่ความยุ่งเหยิง ควรลงทุนกับพื้นที่จัดเก็บ และอาจจะตัดใจรีไซเคิล หรือ ส่งต่อใช้เวลาช่วงที่ต้องเก็บตัว คัดแยกเคลียร์ของได้เลย
  • เสริมมุมสวยงามเสริมโชคลาภ ประดับแจกันสวยๆ หินอ่อน ลูกโลกหรือสิ่งของอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับโลก อาจประดับด้วยดอกไม้น่ารักให้สวยงามชวนมอง
  • ประดับความสำเร็จไว้รอบบ้าน ประดับถ้วยรางวัล ประกาศนียบัตรของคนในบ้านไว้ตามห้องรับแขก ให้มีความสุขทุกครั้งที่เห็น
  • ปรับมุมโซฟาเชื่อมสัมพันธ์ จะช่วยให้คนในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้การไหลเวียนของพลังด้านบวกภายในบ้านราบรื่นยิ่งกว่าเดิมด้วย
  • แสงธรรมชาติเพิ่มพลังชีวิต การที่มีแสงแดดธรรมชาติสาดส่องเข้ามาในบ้านจะช่วยเสริมความสุขและสร้างพลังบวก รวมถึงเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้ผู้อยู่อาศัยได้อีกด้วย แม้แต่ในห้องน้ำก็ควรมีแสงสว่างเพียงพอก็จะช่วยในการระบายความชื้น

 

ห้องน้ำ

  • กำจัดแหล่งน้ำขังลบความขุ่นเคืองใจ หากคุณปล่อยให้มีน้ำท่วมขังอยู่ในบ้าน ในห้องน้ำ หรือ ปล่อยให้อ่างล้างจานตัน ตามหลักฮวงจุ้ยจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่เก็บกดไว้ เช่น ความขุ่นเคืองใจ หรือ อิจฉาริษยา ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยไว้ นอกจากนี้ถ้าเชิงวิทยาศาสตร์ยังเป็นการป้องกันลูกน้ำยุงลาย ขจัดความชื้นและเชื้อราในบ้านด้วย
  • กระจกใส ใจกระจ่าง ห่างหม่นหมอง พื้นผิวกระจกที่ขุ่นมัวจะส่งผลให้ความคิดไม่กระจ่าง ดวงชะตาหม่นหมอง และอย่าแขวนกระจกสูงเกินไปจะทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดต่ำลง

 

ห้องนอน

  • เตียงต้องโล่ง โปร่งสบาย ห้องนอนถือเป็นโอเอซิส ใช้หลีกหนีความเครียดในแต่ละวัน อย่าทำให้เตียงรกจนกลายเป็นที่เก็บของ ควรลงทุนซื้อฟูกที่ให้ความผ่อนคลายและหลับสบายที่สุด ยิ่งนอนหลับสบายเท่าไหร่ สุขภาพก็จะดีเท่านั้น
  • เตียงที่ดีต้องห่างประตู ตามหลักฮวงจุ้ยเตียงนอนที่ดีควรต้องห่างและมองเห็นประตูขณะอยู่บนเตียง หากพิจารณาอีกมุมหนึ่งเตียงที่ใกล้ประตูมากเกินไป มักรบกวนสมาธิเวลามีคนเปิด-ปิดเข้ามา
  • ชนผนังแต่ไม่ชนหน้าต่าง เพราะจะทำให้พลังงานอ่อนแอ หรือจะว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็คือ หากปล่อยให้ลมพัดมาปะทะศีรษะมากๆ ขณะนอนจะทำให้เราป่วยง่ายขึ้น

 

เพราะเราเชื่อว่า “บ้านคือบ่อเกิดแห่งความสุข และ เป็นศูนย์รวมที่พึ่งทางใจ” การทำให้บ้านมีชีวิตชีวามากขึ้นจะทำให้มีความสุขได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลักฮวงจุ้ยที่กล่าวมาสามารถนำมาปรับใช้ได้ไม่ยาก ว่าแล้วลองจัดบ้านแก้เบื่อกันดูนะ


2-ใส่ใจอาหาร_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 24, 2020

ที่ผ่านมาหลายคนอาจไม่มีเวลาทำอาหารทานเอง แต่ในช่วงนี้ หากบางท่านที่ต้อง Work at Home เก็บตัวเลี่ยงความเสี่ยง หรือ เพื่อประเมินอาการ ก็อาจทำให้ได้มีเวลาทำอาหารทานเองมากขึ้น อันก็เป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยให้เราพิถีพิถันดูแลสุขภาพได้ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะการทานอาหารปรุงสุกใหม่เพื่อสุขอนามันที่ดี ซึ่งวันนี้ กินอยู่เป็นขอนำเสนอ 2 เมนูทางเลือกง่ายๆ ที่น่าจะเข้าสถานการณ์มาฝากกัน

 

 

“น้ำขิง” ทำง่ายดื่มง่าย แก้ไอไล่หวัด

(แต่ไม่ช่วยต้านโควิด-19 นะอย่าเข้าใจผิด)

“ขิง” คุณสมบัติเป็นสมุนไพรฤทธิ์เผ็ดร้อน สรรพคุณช่วยไล่หวัด ลดน้ำมูก คลื่นไส้ แก้ไอ บรรเทาเสมหะ วิธีการทำน้ำขิง เพื่อเก็บไว้ดื่มก็แสนง่ายเริ่มจาก ….

  • การเลือกขิงแก่ ถ้าจะให้ดีใช้เป็นขิงบ้าน เพราะขิงไร่รสจะเฝื่อน ขิง 500 กรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร (ปรับปริมาณตามชอบขึ้นอยู่กับรสที่ชอบ)
  • ขัดล้างขิงให้สะอาด ทุบพอหยาบให้กลิ่นออก
  • นำขิงต้มน้ำตั้งไฟอ่อนๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ใส่ใบเตยเพิ่มความหอม
  • กรองด้วยผ้าขาวบางเติมน้ำตาลทรายแดง 200 กรัม ถ้าอยากให้รสหวานละมุนให้เติมน้ำตาลกรวดเพิ่ม
  • เคี่ยวต่ออีก 20 นาที ปิดไฟ พร้อมเสิร์ฟ

การดื่มน้ำขิงสดและใหม่จะได้สรรพคุณทางยาเต็มที่ แต่หากต้องการเก็บไว้ทานนานๆ ให้แช่ตู้เย็นไว้ เวลาที่จะนำมาทานก็ให้ตั้งไฟอุ่นให้ร้อนก็ได้เช่นกัน

 

 

“น้ำสต็อก” ทำติดไว้อุ่นใจ แปลงได้สารพันเมนู

ช่วงเวลาที่ต้องเก็บตัวอยู่กับบ้าน “น้ำสต๊อก” เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เหมาะสำหรับทำติดบ้าน เพราะทำได้ง่ายๆ ทั้งจากกระดูกหมู กระดูกวัว กระดูกไก่ ก้างปลา เปลือกกุ้ง กระดองปู หรือ ผัก ฯลฯ โดยนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาต้มแล้วปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยให้ได้รสตามที่ชอบ

ข้อดีการมีน้ำสต๊อกติดครัว คือ สามารถนำมาดัดแปลงได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ข้าวต้มเครื่อง แกงจืด สุกี้ มาม่า ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่จะทำเมนูก๋วยเตี๋ยวน้ำใสก็อิ่มได้ทั้งบ้าน หรือ ทำราเม็งสไตล์ญี่ปุ่นก็ได้เช่นกัน

หากไม่มองในแง่ร้ายจนเกินไปการที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เป็นโอกาสที่ดีให้คุณกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น เริ่มจากสิ่งง่ายๆที่สุดคือ อาหารการกิน เพราะการมีสุขภาพดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าโรคชนิดไหนจะเข้ามาก็พร้อมสู้

 

เกร็ดน่ารู้เรื่องอาหารช่วงเก็บตัว

  • การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากๆ ทำให้ร่างกายสูญเสียภูมิต้านทาน เพราะเต็มไปด้วยโซเดียมในปริมาณสูง รวมถึงควรเลี่ยงน้ำอัดลม หันมาดื่มน้ำเปล่า หรือ น้ำอุ่นจะดีกว่า
  • ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ ปรุงสุกใหม่ เน้นวัตถุดิบที่มีสรรพคุณต้านไวรัส ต้านโรค เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น กระเทียม พริกไทย เห็ด ผักเคล (ผักคะน้าใบหยัก) เกลือ ข้าวโอ๊ต ขมิ้นชัน ผลไม้จำพวก บลูเบอรี่ กีวี ที่มีวิตามินซีสูง
  • ในอาหารมื้อหลัก อาจเลือกทานเครื่องเคียงบางอย่างเสริม เช่น สาหร่ายที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ดี หรือ กิมจิ ซึ่งมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

gorillas-coronavirus_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 24, 2020

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากในขณะนี้ นักอนุรักษ์ก็ได้ออกมาเตือนว่านอกจากมนุษย์ที่มีความเสี่ยงแล้ว ยังอาจจะส่งผลกระทบถึงลิงกอริลลาที่ใกล้สูญพันธุ์ของแอฟริกาที่อาจจะได้รับเชื้อโรคจากนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเยี่ยมชมพวกมันอีกด้วย

 

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า อุทยานแห่งชาติวีรูงกา ในประเทศคองโก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีกอริลลาภูเขาจำนวนมากถึงหนึ่งในสามของโลก ได้ออกมาประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเที่ยวในอุทยานฯ หลังจากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่า มนุษย์อาจจะเป็นผู้นำเชื้อไวรัสโคโรนาเข้าไปติดกอริลลาได้ เนื่องจากพวกมันมีความอ่อนแต่ต่อภาวะแทรกซ้อนและติดโรคได้ง่าย โดยจากข้อมูล พบว่ากอริลลาภูเขามักจะป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจที่ติดจากมนุษย์ และด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปเยี่ยมชนกอริลลาในธรรมชาติจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้ชิดพวกมันมากเกิน

 

ปัจจุบันมีกอริลลาภูเขาอาศัยอยู่ในธรรมชาติราว 1,000 ตัว ในพื้นที่คุ้มของคองโก, ยูกันดาและรวันดา ซึ่งแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สำคัญให้กับประเทศเหล่านี้ แต่หลังการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้แต่ละประเทศต้องออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการนำเชื้อโรคไปติดกอริลลาเหล่านี้

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Roberto Schmidt/AFP และ Virunga National Park

 

การตัดสินใจออกมาตรการที่เข้มงวด ได้รับการชื่นชมจากนักอนุรักษ์ที่ออกมาระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อปกป้องกอริลลาภูเขาเหล่านี้ เพราะปัจจุบันมีประชากรกอริลลาเหลืออยู่น้อยมาก เพราะเป็นที่ทราบกันดีกว่าพวกมันไวต่อโรคของมนุษย์มาก ถ้าใครเป็นไข้หวัด พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป เพื่อปกป้องพวกมันจากการติดโรค โดยเฉพาะโรคโควิด 19 ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในหลายทวีปขณะนี้

 

อย่างไรก็ตามจากรายงานของที่นักอนุรักษ์ในยูกันดา ร่วมกับมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ระบุว่ามาตรการในการปกป้องกอริลลาจากการติดเชื้อโรคจากมนุษย์นั้นไม่มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ เพราะกฎในการรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยที่กำหนดว่าจะต้องมีระยะห่าง 7 เมตร จากกอริลลา ถูกทำลายเกือบทุกครั้งที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมพวกมัน ซึ่งหากไม่สามารถป้องกันการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดเรื่องของระยะห่างได้ มาตรการหนึ่งที่สามารถปรับปรุงความปลอดภัยได้ คือ ต้องให้นักท่องเที่ยวต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

 

ขอขอบคุณภาพจาก : AP /Jerome Delay

 

ยูกันดายังไม่ประกาศปิดตัวการท่องเที่ยวกอริลลา เพราะตอนนี้ก็มีนักท่องเที่ยวจากยุโรปและที่อื่น ๆ ลดน้อยอยู่แล้ว ปัจจุบัน ประชากรกอริลลาภูเขาในภูมิภาคลดลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากการติดโรคความเจ็บป่วยสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น  ตกลงมาจากต้นไม้หรือถูกฆ่าตายในการต่อสู้ระหว่างชายเพื่อดินแดนหรือการปกครอง และในเดือนกุมภาพันธ์มีกอริลลา 4 ตัวถูกฟ้าผ่าตาย กอริลลาภูเขานับเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งหรือใกล้สูญพันธุ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ถึงแม้ว่านักอนุรักษ์จะพยายามให้มันเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยอยู่ดี

 

นอกจากนี้ นักอนุรักษ์บางคนยังแสดงความกังวลว่าการสูญเสียรายรับจากการท่องเที่ยวในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัสนั้น ก็อาจจะส่งผลกระทบถึงความยั่งยืนของสัตว์ป่ารวมถึง กอริลลาภูเขาในอุทยานแห่งชาติคองโกด้วย เพราะเงินสนับสนุนส่วนใหญ่ก็ได้มาจากธุรกิจ แต่หากไม่มีเงินเข้ามาเลยก็เสี่ยงที่จะทำให้กอริลลาเหล่านี้ได้รับผลกระทบไปด้วย