-ขึ้นอันดับ-17-สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง tripadvisor จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในปี 2561 โดย “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลกอยู่ที่อันดับที่ 17 จากการโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ต้องบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทยมีเยอะแยะไปหมด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจำนนวนมากเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด มีข่าวดีให้คนไทยได้ภาคภูมิใจกันอีกครั้ง เมื่อ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก

โดยเว็บไซต์ tripadvisor เว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง ได้จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ในปี 2561 ซึ่งผลโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้โหวตให้ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก โดยปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 17 และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย แซงหน้ากำแพงเมืองจีน หลังจากปีที่แล้ว “วัดโพธิ์” อยู่ในอันดับที่ 24

 

 

 

ทั้งนี้ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศเดินทางเข้ามาเที่ยวชม “วัดโพธิ์” กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน, เกาหลีใต้, อังกฤษ, อเมริกา, อินเดีย เป็นต้น วันละประมาณ 10,000 คน และในช่วงไฮซีซั่นจะมีจำนวนสูงถึง 15,000 คน เลยทีเดียว

สำหรับ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นวัดสำคัญที่อยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 นอกจากศาสนสถานสำคัญต่างๆ ภายในวัดแล้ว ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์เป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อเดือนมีนาคม 2551 อีกด้วย

 

สำหรับ 25 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ได้แก่
อันดับที่ 1   Angkor Wat กัมพูชา
อันดับที่ 2   Plaza de Espana สเปน
อันดับที่ 3   Sheikh Zayed Grand Mosque Center สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 4   St. Peter’s Basilica อิตาลี
อันดับที่ 5   Mezquita Cathedral de Cordoba สเปน
อันดับที่ 6   Taj Mahal อินเดีย
อันดับที่ 7   Duomo di Milano อิตาลี
อันดับที่ 8   Alcatraz Island สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 9   Golden Gate Bridge สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 10   Parliament ฮังการี
อันดับที่ 11   Old Town Square สาธารณรัฐเช็ก
อันดับที่ 12   Notre Dame Cathedral ฝรั่งเศส
อันดับที่ 13   Corcovado Christ the Redeemer บราซิล
อันดับที่ 14   Eiffel Tower ฝรั่งเศส
อันดับที่ 15   Tower of London สหราชอาณาจักร
อันดับที่ 16   Acropolis กรีซ
อันดับที่ 17   Temple of the Reclining Buddha (Wat Pho) ไทย
อันดับที่ 18   Mutianyu Great Wall สาธารณรัฐประชาชนจีน
อันดับที่ 19   Burj Khalifa สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 20   Sydney Opera House ออสเตรเลีย
อันดับที่ 21   Santuario Historico de Machu Picchu เปรู
อันดับที 22   El Ateneo Grand Splendid อาร์เจนตินา
อันดับที่ 23   Notre-Dame Basilica ควิเบก
อันดับที่ 24   Fushimi Inari-taisha Shrine ญี่ปุ่น
และ อันดับที่ 25   Shwedagon Pagoda เมียนมา

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เว็บไซต์ www.tripadvisor.com


_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 6, 2018

“วีซ่า” เผยคนไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายในการท่องเที่ยวครั้งต่อไปมากขึ้น 50% จากการใช้จ่ายต่อทริปเฉลี่ย 49,135.68 บาท เป็น 73,670.80 บาท เนื่องจากมีสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย

ปัจจุบัน เราจะพบเจอกับนักท่องเที่ยวมากมายหลากหลายรูปแบบ ในบ้านเราเองก็มักจะพบชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากพอสมควร เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ชื่นชอบการเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเงินในส่วนนี้มากเป็นพิเศษ

โดยวีซ่า (Visa Global Travel Intentions Study) ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับเทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับงบค่าใช้จ่ายในการเดินทางของแผนการท่องเที่ยวครั้งต่อไป ซึ่งมีการสอบถามจากนักเดินทางจำนวน 17,500 คน จาก 27 ประเทศทั่วโลก พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยโดยรวมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียหรือทั่วโลก ซึ่งคาดว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยจะใช้เงินเยอะขึ้นถึง 50% จากทริปที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย (46%) และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก (36%) นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวต่อทริปอยู่ที่ 49,135.68 บาท และคาดว่าการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็น 73,670.80 บาท

ส่วนสาเหตุที่นักท่องเที่ยวชาวไทยใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นนั้น ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า อาจเป็นเพราะว่าปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในการชำระเงินที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์และสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความมั่นใจในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้จ่ายเงินผ่านระบบ digital wallet หรือ กระเป๋าสตางค์ดิจิตอล เป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดย 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเคยชำระเงินด้วยกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลในขณะเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้การชำระเงินในรูปแบบกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวประเภทเดินทางคนเดียวและนักท่องเที่ยวประเภทเดินทางขณะออกทริปไปทำงานยังต่างประเทศ คิดเป็น 41%

จะเห็นได้ว่า เทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะคนไทยที่ให้ความสนใจในเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวไม่แพ้กับชาวต่างชาติเลยทีเดียว


_website-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
มองผ่านหนุ่มรัสเซียซำเหมา ตรวจแถวกองทัพแบกแพคเกอร์พันธุ์ใหม่ ทำงานแลกเงินต่อชีวิต แลกค่าตั๋วเดินทาง ฟรีแลนเซอร์แบกเป้ท่วมโลก หรือจะหมดยุคทำงานเก็บเงินเที่ยว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปติดตามเรื่องราวของแบกแพคเกอร์หรือนักเดินทางพวกแบกเป้ นอนง่าย กินถูก เที่ยวถูก เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี เพิ่มมากขึ้นและแตกเหล่าออกไปในยุคที่โลกเสมือนไร้พรมแดนการสื่อสารคือสะพานเชื่อมโลก คนเหล่านี้ตามรอยพวกนักสำรวจรุ่นแรกๆอย่าง เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ผู้พิชิตเอเวอเรสต์ หรือคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสผู้คนพบทวีปอเมริกาแสวงหาแผ่นดินและความเร้าใจบนดินแดนที่น่าค้นหา การเดินทางของแบกแพคเกอร์ขนานไปกับ “ทัวริสต์” หรือนักท่องเที่ยวที่ทำงานเก็บเงินประเภทซื้อกรุ๊ปทัวร์มีไกด์นำทาง ไม่ต้องหาข้อมูล ไม่ต้องจองตั๋วเอง ไม่ต้องหาห้องพัก แต่เมื่อโลกแห่งข้อมูลข่าวสารเติบโตขึ้น ไกด์บุ๊กมีหลากหลาย อินเตอร์เน็ตเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทำให้คนเดินทางแสวงหาทางเลือกของตนเอง ทำให้ “ทัวริสต์” แบบเก่าๆ ลดน้อยลง

 

จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมนักเดินทาง นักท่องเที่ยวในปัจจุบันต่างไปจากเดิมคือ แทนที่จะเก็บเงินก้อนแล้วออกเที่ยวโดยเลือกบริษัทและโปรแกรมทัวร์ แต่ลงมือหาข้อมูลจากไกด์บุ๊กหรือข้อเขียนของบล็อกเกอร์ที่ไปเส้นทางนั้นๆ มาก่อน หนึ่งในนั้นเป็นประเภทเที่ยวไปใช้ชีวิตไป อย่างที่เราจะเห็นได้จากเรื่องราวของเหล่าบล็อกเกอร์ทั้งไทยและต่างประเทศในลักษณะของการใช้ชีวิตอิสระ โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ที่ทำงานอิสระหารายได้จากโลกดิจิทัล คือนั่งตรงไหนที่มีสัญญานไวไฟแรงๆ ก็ทำงานได้

 

นักท่องเที่ยวขาเข้าที่ผ่านเข้าประเทศมมีปีละกว่า 15 ล้านคน ทำเงินให้ประเทศเราปีละเกือบ 800 ล้านบาท สัญชาติที่เพิ่มมากที่สุดเป็นนักท่องเที่ยวจากจีนที่เปลี่ยนจากเป้เป็นกระเป๋าลาก จากเดิมที่เป็นกลุ่มแบกเป้เดินทางจากยุโรปและอเมริกา และต้องยอมรับว่า คนที่มาก็มีทั้งแบบคุณภาพและไม่คุณภาพซึ่งเป็นเรื่องแยกแยะได้ยาก หนึ่งในคนพวกนี้เป็นฝรั่งหน้าตาหล่อ เหมือนแขกปนฝรั่ง ปนจีน  นั่งอยู่ ริมทางเท้า ริมทางเดินของถนนสีลมใกล้สวนลุมพินี มีเป้ใบใหญ่ขนาดจุสัก 20 ลิตรวางข้างกาย พิงไม้เท้าเดินเขาไว้อีกข้าง ถอดรองเท้าเดินเขาหุ้มข้อไว้อีกมุม

 

เบื้องหน้ามีภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดวางเรียงรายบนผ้าปู เป็นภาพสวยๆ สถานที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองไทย และมีแผ่นกระดาษเขียนภาษาไทยบอกว่า “ต้องการขายภาพแลกเงิน จะให้กี่บาทก็ได้” ไมเคิล เป็นแบกแพกเกอร์หนุ่มจากรัสเซียที่ใช้ภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดแลกเงินเพื่อเดินทางไปในที่ต่อไป ซึ่งถือว่า เป็นวิธีการที่เชยมากสำหรับยุคนี้ ดูจากภาพที่นำมาวางโชว์  เขาคงเดินทางมาไม่น้อยทีเดียว ขึ้นเขา ลงห้วย ลุยหิมะ นอนหนาวกลางหุบเขาในอุณหภูมิเยือกแข็งมาหลายที่

 

คุยกันสั้นๆ ได้ความว่า เขาเดินทางมาจากเมืองชื่อแปลกๆ ในประเทศรัสเซียเป็นเมืองที่มีคนมุสลิมอยู่เยอะ และจะเอาเงินที่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินต่อไปยังประเทศอินเดีย แววตาแล้วดูใสซื่อ ไม่น่าเป็นพวกต้มมนุษย์ด้วยกัน แต่ถ้าคิดแง่ร้ายหนุ่มคนนี้อาจแค่อยากหาค่าเกสต์เฮ้าส์คืนนี้ เมื่อก่อนนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ค่อยสนใจตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพราะใช้จ่ายเงินน้อย เลือกไปสนใจกลุ่ม “อีลิท” ที่รวยและมาเที่ยวแบบ กินแพงอยู่แพงมากกว่า บางทีอาจจะลืมนึกไปว่า คนพวกนี้บางคนอาชีพการงานดี แต่เลือกเดินทางแบบประหยัดเพื่ออยู่กันยาวๆ เขาอยากเดินทางเพื่อมา “ใช้ชีวิต” ได้มองหามุมใหม่ๆ ของโลก พวกเขาเป็น “นักเดินทาง” ชอบซอกแซกเข้าซอย เข้าตลาด ใช้ชีวิตกับผู้คนในชุมชน ไม่ใช่ท่องเที่ยวแบบ ชะโงก ชิม ช้อบ แชะ และเช็คอิน

 

คนสายพันธุ์นี้เติมเงินเติมความรู้ให้ชุมชนทีละนิดเหมือนหยอดกระปุกน้อยๆ แต่นานๆ ไม่ใช่เทเงินใส่กระเป๋าบริษัททัวร์ที่บางครั้งเปิดร้านอาหาร ร้านของที่ระลึกเอง  และหลายคนกลับมาอีกเมื่อมีหน้าที่การงาน มีเวลาและฐานะดีขึ้น ทุกวันนี้เกสต์เฮ้าส์ระดับดีและโฮสเตลเท่ๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับคนเดินทางกลุ่มนี้ ซึ่งได้กลายพันธุ์ไปเป็น “แฟลชแพคเกอร์” (flashpacker)  หรือแบกแพคเกอร์ยุคพัฒนาที่มีกำลังซื้อ มีหน้าที่การงาน มีรายได้ดี แน่นอนรสนิยมดีขึ้น

 

กลุ่มนี้ไม่ชอบให้ใครมาจับใส่รถพาไปช้อบปิ้งตามร้านของที่ระลึก เลือกที่จะเที่ยวเองแต่เพิ่มความสะดวกให้ตัวเองมากขึ้น บางคนเปลี่ยนจากแบกเป้มาเป็นลากกระเป๋ามีล้อ  ขึ้นรถทัวร์ รถไฟ หรือเครื่องบินราคาประหยัดแทนการโบกรถแบบแต่ก่อน  เลือกกินอาหารอร่อย นอนดี เพราะไม่อยากฟังคนอื่นกรน หรือดมขี้เต่าคนแปลกหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนพันธุ์นี้ยังคงนิสัยเดิมอยู่คือ ชอบซอกแซกเข้าหาชุมชน พบปะผู้คน  กินของอร่อยข้างทางหรือร้านที่ไกด์บุ๊กแนะนำ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ขยายตัวมากขึ้นจนโรงแรมใหญ่ๆ 5-6 ดาว ต้องปรับตัวก้มลงมามองคนพวกนี้  โดยหันมาทำโรงแรมเล็กๆพวกโฮสเตล หรือ ดอมิทอรี ที่มีเตียงหลายชั้นแบบหอพักนักศึกษา ที่ทั้งดีและสะอาดแบ่งตลาดไป

 

นักเดินทางประเภทไมเคิลมีมากมายหลายแบบและมีอยู่ทั่วโลก บางคนพกเงินมาพอแค่พอมาใช้ชีวิต มาอยู่ มากิน มานอนกับชาวบ้าน แต่เมื่อจะเดินทางไปต่อก็งัดเอาความถนัดของตนเองมาขาย บางคนนำงานหัตถกรรมจากที่หนึ่งมาขายอีกที่หนึ่ง เช่น เปลถัก กำไล สายสร้อยแปลกๆ บางคนเอางานศิลปะมาขายบวกกำไรนิดหน่อย  บ้างก็มาขอทำงานตามร้านอาหารตามเกาะ ตามเกสต์เฮาส์ หรือทำงานในสวนในไร่ และมีไม่น้อยมาช่วยสอนภาษาให้เด็กตามโรงเรียนชนบทแลกประสบการณ์หรือที่พัก นอกจากประหยัดเงินได้หลายบาทแล้ว  เงินส่วนนี้คือ ต่าตั๋วและต้นทุนในการเดินทางไปในเมืองอื่นหรือประเทศอื่นต่อไป

 

โลกกำลังเปลี่ยนไปมนุษย์สายพันธุ์ที่เรียกว่า “นักเดินทาง” ก็หลากหลายมากขึ้นด้วย คนแบบไมเคิลเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่น่าสนใจ อาจมีประโยชน์กับการท่องเที่ยวไทยไม่มากก็น้อย นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต