ใครไปสวนผึ้ง ใครไปราชบุรี อย่าพลาดร้านนี้ Daddygreenfarm-แดดดีกรีนฟาร์ม
ใครไปสวนผึ้ง ใครไปราชบุรี อย่าพลาดร้านนี้ Daddygreenfarm-แดดดีกรีนฟาร์ม
หยุดยาวนี้ ไปดูผีเสื้อในป่ากันไหม!!...ชวนดูผีเสื้อมากกว่า 520 สายพันธุ์ที่ อช.ปางสีดา จ.สระแก้ว ที่ถือว่าเป็นผืนป่าใหญ่ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์เชื่อมต่อป่าผืนเดียวกับป่าเขาใหญ่ ดงพญาเย็น มรดกโลกและยังไม่ไกลจากกรุงเทพฯอีกด้วย
พาชมหมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ เงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามเกินบรรยาย
แม้ว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะทำให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก เกี่ยวกับอันตรายของมันที่สามารถคร่าชีวิตคนไปแล้วจำนวนมากทำให้หน่วยงานสาธารณสุขแต่ละประเทศต้องระดมสมองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และแก้ปัญหาอย่างหนักในขณะนี้ แต่ในอีกมุมมองที่แตกต่างออกไป หลายคนเห็นว่าในเวลานี้อาจจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ผู้คนจะได้หันกลับมามองธรรมชาติรอบตัวและให้ความใส่ใจกับสิ่งที่มนุษย์เคยรุกล้ำทำลายธรรมชาติ และทรัพยากรสำคัญของโลกไปหลายอย่าง
ในระหว่างที่ชาวโลกจำนวนมากต้องตกอยู่ในสถานการณ์กักกันตัวเองอยู่ในบ้านหรือพื้นที่จำกัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโลก ทำให้หลายคนได้มีโอกาสได้มองเห็นความสวยงามของธรรมชาติและมุมมองของสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงธรรมชาติของเมืองแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขาที่เคยมองข้ามไป แต่เมื่อไวรัสโคโรนาระบาด เป็นเสมือนการเตือนให้ได้กลับมาพิจารณาความสวยงามธรรมชาติรอบบ้านตัวเอง จนเกิดเป็นกิจกรรมใหม่กับการแชร์ภาพสภาพแวดล้อมที่สวยงามของบ้านเมืองตัวเองจากหน้าต่างที่บ้าน บ้างก็นำเสนอเรื่องราวสุดครีเอทลงบนภาพธรรมชาติที่สดใสหลังมลภาวะลดน้อยลง กลายเป็นอีกมุมมองเชิงบวกอีกมุมหนึ่งที่ได้จากโคโรนาไวรัส ที่เชื่อว่าหลายคนอดจะสนุกสนานเฮฮา ไปกับภาพต่างๆ ที่ถูกแชร์ตามจินตนาการของชาวเน็ต แม้จะยังคงต้องต่อสู้กับโควิด 19 นี้ต่อไปก็ตาม
และภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกแชร์ลงบนสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กจากทั่วทุกมุมโลก ที่อาจจะทำให้หลายคนที่ติดอยู่ในบ้านได้ผ่อนคลายขึ้นบ้าง เพราะบางทีเจ้าโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่นี้อาจจะเป็นฮีโร่ของธรรมชาติ ที่เข้ามาช่วยให้มนุษย์หันมาใส่ใจกับธรรมชาติมากขึ้นก็ได้




















Disclaimer: ภาพทั้งหมดเป็นการแชร์จากชาวเนตทั่วโลก กินอยู่เป็น ไม่ได้มีส่วนในการจัดทำแต่อย่างใด
ดอกไม้หลายชนิดที่นำมาปลูกประดับตามบ้านเรือนอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ทราบหรือไม่ว่า…บางชนิดยังสามารถดัดแปลงทำเป็นอาหาร หรือ ขนม รับประทานได้ ทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะดอกไม้แต่ละชนิดมีคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่าไม่ได้สวยแต่รูป กินก็ได้ ประโยชน์ก็มี แบบนี้จะไม่ลองหามาทานได้อย่างไร
กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำเมนูขนมจากดอกไม้ที่ทำง่ายแต่หาทานยาก อย่าง “ขนมดอกโสน” ขนมไทยพื้นบ้านที่หลายคนอาจไม่รู้จัก…
“โสน” ชื่อนี้มีที่มา…
โสนเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกมักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ริมคลอง หนองน้ำ มีดอกเป็นช่อสีเหลือง พร้อมกลิ่นหอมเฉพาะตัวติดจมูก รสชาติออกหวานเล็กน้อย สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ลวกจิ้มน้ำพริกใส่แกงส้ม ผัดใส่ไข่ หรือไข่เจียวดอกโสน หรือจะเอามาทำเป็นขนมก็ได้เช่นกัน
อีกทั้งดอกโสนยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เมื่อครั้งก่อกรุงศรีอยุธยาตั้งเป็นราชธานีนั้น พระเจ้าอู่ทองได้ปักหลักสร้างเมืองสร้างพระราชวังใหม่ที่ตำบลหนองโสน (ปัจจุบันเรียกว่า บึงพระราม) ณ วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล โทศก จุลศักราช 712 ขณะพระเจ้าอู่ทองได้ทรงก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้นทอดพระเนตรเห็นดอกโสนออกดอกเหลืองอร่าม คล้ายทองคำสะพรั่งตา จึงได้มีพระราชดำรัสตั้งดอกโสนให้เป็นดอกไม้ประจำเมืองมาจนถึงปัจจุบัน
หวานน้อย แต่สรรพคุณมาก
ดอกโสนให้ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสบำรุงกระดูกบำรุงสมอง มีเหล็กบำรุงเลือด ให้วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินซี และจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ดอกโสนมีสารเควอเซทินไกลโคไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และลดโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งให้น้อยลงหากได้รับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วนั้น ทางแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ด้วยรสจืดเย็นของดอกโสนจะช่วยแก้พิษไข้ได้ ถือว่าเป็นดอกไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
เล่าถึงที่มาและสรรพคุณของดอกโสนกันพอสมควรแล้ว ชวนมาลงมือทำกันเลยดีกว่า
การเตรียมวัตถุดิบนั้นไม่ใช่เรื่องยาก มีเพียงไม่กี่อย่าง คือ ดอกโสน แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง น้ำมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวที่ขูดแล้ว พอได้วัตถุดิบครบแล้วก็มาสู่ขั้นตอนการทำ
“ความอร่อยจากธรรมชาติใกล้ตัว สามารถรังสรรค์ได้ด้วยสองมือเรา” นี่แหละวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต
ขอบคุณที่มาข้อมูล
บทความดอกโสนบ้านนา : นิตยสารหมอชาวบ้าน เขียนโดย รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ
วันหยุดสุดสัปดาห์นี้คงมีหลายคนที่อยากหาแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต มีวิธีพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งเอาใจคนชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มาฝากกัน คือ “การอาบป่า” ให้ธรรมชาติมาช่วยบำบัด
หากได้ยินชื่อคำว่าอาบป่า (Forest bathing) หรือ ชินรินโยกุ หลายคนอาจนึกว่าต้องเข้าไปอาบน้ำในป่าหรือเปล่า !!! การอาบป่าในที่นี้ไม่ใช่การอาบน้ำหรือออกกำลังกายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นศาสตร์ที่ให้เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ศาสตร์ของการอาบป่ามีจุดกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกต้นไม้ในปี 2523 ดังนั้นจึงเริ่มมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนป่าไม้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงบำบัดมาจนถึงปัจจุบัน
ขั้นตอนของการอาบป่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด อาศัยเพียงให้เราเข้าไปอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัวให้มากที่สุด อาจจะเป็นป่าเขาในต่างจังหวัด หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน ลองปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติ เดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ฟังเสียงรอบตัว ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า มองความสวยงามข้างทาง ปิดเครื่องมือสื่อสาร และนั่งหามุมสงบพักเพื่ออาบแสงแดดแบบชิลๆ
ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการด้านชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอเมริกัน เอ็ดเวิร์ด โอ วิลสัน อิงตามทฤษฎีไบโอฟิลเลีย ว่า มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และธรรมชาติสามารถหล่อเลี้ยงชีวิต จึงไม่แปลกที่ธรรมชาติจะช่วยให้เราคลายความเครียด มีผลตอบสนองเชิงบวกเมื่อยามเข้าไปสัมผัส
ข้อดีของการอาบแสงแดดทำให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีออกมาล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งวิตามินชนิดนี้ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย เพราะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการเดินอาบป่าและอาบแสงแดด คือ ช่วงเวลาประมาณ 6 – 9 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ช่วงเวลาดังกล่าวแดดจะไม่แรงมาก ทำให้ไม่อันตรายต่อผิว แต่หากเลยเวลาดังกล่าวผิวเราอาจจะไหม้และแสงแดดที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้
สำหรับคนเมืองที่อยากออกไปคลายเครียดและสนใจอาบป่าให้ธรรมชาติบำบัด แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ดังนี้
– ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง สุขาภิบาล 2 โครงการดีๆ ของ ปตท. : ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก BTS อุดมสุข ทาง ปตท. ได้จัดพื้นส่วนนี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ประชาชนเขาไปศึกษาธรรมชาติอย่างจริงจัง
-สวนบางกะเจ้าหรือสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตชุมชน อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
– สวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ย่านประเวศ สามารถเดินทางได้จากหลายเส้นทาง
– สวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ สถานที่แห่งนี้ก็สามารถให้คุณได้เข้าไปพักผ่อนได้
– สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
ธรรมชาติสามารถช่วยผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังใจในการดำเนินชีวิต ลองปล่อยตัวให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันดูบ้าง เพื่อเติมพลังงานดี ๆ พร้อมลุยงานต่อในสัปดาห์ถัดไป
หน้าฝนแบบนี้ หากไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำนักท่องเที่ยวสายเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ไปสัมผัสกับ 4 อุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงนี้
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน เชื่อว่าหลายคนอาจจะเลือกท่องเที่ยวในห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อหลบฝนในช่วงนี้ แต่สำหรับใครที่เป็นสายท่องเที่ยว โดยเฉพาะท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ลุยแดด ลุยฝนแบบไม่ห่วงสวย ห่วงหล่อ ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีธรรมชาติสีเขียวภายในอุทยานแห่งชาติกันดีกว่า
แต่หากไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่อุทยานไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมอุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้
1. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ , ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
2. อุทยานแห่งชาติแม่จริม : อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีเนื้อที่ประมาณ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา ลำธาร และหน้าผาที่สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป สำหรับอุทยานแห่งนี้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เด่น คือ การล่องแก่งลำน้ำว้าโดยใช้แพยาง ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านน้ำปุ๊ อำเภอแม่จริม ถึงบ้านหาดไร่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
3. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ : อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ
4. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม : อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีเนื้อที่ประมาณ 62,437.50 ไร่ หรือ 99.9 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่อยู่ในท้องที่อำเภอเทพสถิต และอำเภอซับใหญ่จังหวัดชัยภูมิ มีสภาพป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสักมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะทุ่งดอกกระเจียว
ทั้งหมดนี้เป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน 2562 ที่เอามาแนะนำกัน ใครที่สนใจอยากไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงไหนว่าง ๆ ก็สามารถแวะไปได้ ชวนครอบครัวและเพื่อนฝูงไปเที่ยวกันเยอะ ๆ แล้วออกไปเที่ยวไทยด้วยกัน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต
ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


“ปาเลา” ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่จะแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง
หลายประเทศมีการรณรงค์เรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐฮาวายของสหรัฐฯ ได้ออกประกาศแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2021 ล่าสุด ไม่เพียงแค่รัฐฮาวายเพียงเท่านั้น ที่ปาเลาก็ออกกฏหมายดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกัน
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลปาเลาผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง สำหรับสารเคมีที่ทำให้ครีมกันแดดเป็นพิษต่อปะการังคือ อ๊อกซีเบนโซน ออคโตครีลีน และพาราเบน เป็นสารประกอบที่มีอยู่ในครีมกันแดดส่วนมาก เนื่องจากปาเลาเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ เป็นประเทศแรกในโลกที่มีการจัดพื้นที่เขตสงวนสำหรับฉลามโดยเฉพาะในปี 2009 มีการห้ามการประมงเพื่อการพาณิชย์ในน่านน้ำของประเทศ และยังให้นักท่องเที่ยวลงสัญญาในหนังสือเดินทางว่าจะเคารพต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งกฎดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป โดยผู้ที่นำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าต้องห้ามจะถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีการตรวจเข้มยึดครีมกันแดดจากนักท่องเที่ยวที่นำเข้ามาในประเทศอีกด้วย
สำหรับประเทศปาเลาตั้งอยู่ในทะเลแปซิปิกตะวันตก ระหว่างออสเตรเลียและญี่ปุ่น นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถานที่ดำน้ำดีที่สุดในโลก โฆษกรัฐบาลปาเลาเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่าสารเคมีในครีมกันแดดนั้นเป็นพิษกับปะการัง แม้จะในปริมาณน้อยก็ตาม และปาเลาต้อนรับนักท่องเที่ยวดำน้ำจำนวนมากทุกวัน ทำให้เกิดความกังวลว่าปริมาณสารเคมีสะสมจะทำให้เกิดความเสียหายกับปะการัง และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต