_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 15, 2020

เวียดนาม ให้เครื่องบินต่างชาติเข้าแล้ว ส่วนญี่ปุ่นดิ้นเจรจา “ทราเวล บับเบิ้ล” กับหลายประเทศ หลังได้รับผลกระทบหนักด้านการท่องเที่ยว ขณะสิงคโปร์ มาเล นิวซีแลนด์ จีน เกาหลีใต้ จับคู่ทำ “บับเบิ้ล ทราเวล” กันเอง ส่วนรัฐบาลไทยยังไม่เคาะเป็นสนามบินได้เมื่อไหร่ แต่เตรียมหาคู่ทำ “บับเบิ้ล ทราเวล” เช่นกัน

 

ดูเหมือนว่าแม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในหลายประเทศจะยังคงยังไม่น่าไว้วางใจบางพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่หลายประเทศในโลกสามารถควบคุมการระบาดได้ดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อจำกัดอยู่ในวงแคบ เป้าหมายการเดินหน้าเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะการท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักของหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย

 

วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศา อัปเดตข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดในนโยบายด้านการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน และเอเชียตะวันออก ที่ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้รักการท่องเที่ยว เพราะสามารถเดินทางได้ในระยะเวลาสั้น หลังจากที่ต้องอึดอัดอยู่บ้านตามข้อจำกัดการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคมากว่า 3 เดือน เริ่มต้นจาก…

 

ไทย

 

ภาพจาก : The Nation

 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยประกาศปิดสนามบินนานาชาติทุกแห่ง โดยห้ามเที่ยวบินระหว่างประเทศบินเข้าน่านฟ้าประเทศไทยจนถึงปลายเดือนมิถุนายน ยกเว้นสำหรับเที่ยวบินพิเศษที่รับคนไทยที่ที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ และชาวต่างชาติที่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยเท่านั้น โดยผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยจะต้องอยู่ภายใต้ระเบียบกักกักตัวของรัฐเป็นเวลา 14 วันเพื่อป้องกันการแพร่ ระบาด

อย่างไรก็ตามหลังที่ปิดประเทศมาเป็นเวลากว่า 3 เดือน ขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นจีนเกาหลีใต้ เวียดนาม และไต้หวัน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งต้องรอการศึกษาและประชุมอย่างละเอียดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กระนั้นการพูดถึงการเดินทางแบบจับคู่ท่องเที่ยวอย่าง “บับเบิ้ล ทราเวล” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก โดยรายละเอียดต่างๆ จะมีความชัดเจนอีกครั้งหลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี และคาดว่าหากจะเปิดประเทศขึ้นได้จริง ส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะเป็นในช่วงไตรมาส 3 ของปี คือหลังเดือนกันยายนไปแล้ว

 

มาเลเซีย

ยังมีการประกาศหรือแนวโน้มการเปิดประเทศให้นักเดินทางเดินทางเข้าประเทศมาเลเซียในขณะนี้ รัฐบาลมาเลเซียอนุญาตให้เฉพาะเที่ยวบิน หรือการเดินทางที่จะเป็นการนำชาวมาเลเซียที่เดินทางกลับประเทศเท่านั้น และทุกคนจะต้องแยกตัวเองเป็นเวลา 14 วันหลังเดินทางถึงประเทศมาเลเซียแล้ว ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงยังไม่สามารถเดินทางได้ และยังไม่ แต่มีข่าวว่ารัฐบาลมาเลเซียจะเจรจาทำข้อตกลง “บับเบิ้ล ทราเวล” กับประเทศสิงคโปร์ และนิวซีแลนด์

 

สิงคโปร์

 

ภาพจาก : https://karryon.com.au

 

สิงคโปร์ยังคงปิดชายแดน ไม่เปิดให้มีการเดินทางเข้าออก นอกจากการเดินทางของผู้โดยสารทางอากาศที่เดินทางผ่านสนามบินเท่านั้น อย่างไรก็ตามสิงคโปร์มีแผนที่จะพิจารณา “บับเบิ้ล ทราเวล” จับคู่กับ ประเทศมาเลเซียที่มีชายแดนติดกัน และ นิวซีแลนด์ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้ประเทศสิงคโปร์ พบผู้ติดเชื้อมามากมายในเดือนเมษายนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนแรงงานอพยพ

 

จีน

จีนยังคงไม่เปิดรับชาวต่างชาติเขาประเทศ แต่ยกเว้นให้เข้าได้เพียงกลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มอาชีพผู้เชี่ยวชาญพิเศษต่างๆ และ ขณะนี้จีนกำลังทำข้อตกลง “บับเบิ้ล ทราเวล” ร่วมกับ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ เพื่อให้ประชาชนระหว่างกันสามารถเดินทางไปทำธุรกิจระหว่าง 3 ประเทศได้

 

เกาหลีใต้

เที่ยวบินระหว่างประเทศบางเที่ยวบินเปิดให้บริการสำหรับผู้ที่เดินทางไปยังประเทศเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้ปิดรับชาวต่างชาติ หรือชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางจากต่างประเทศ หากแต่ทุกคนจะต้องเข้าสู่กระบวนการกักกันตัวเองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังเดินทางถึงเกาหลี ยกเว้นสำหรับนักการทูตและชาวต่างชาติที่มีสถานะทางธุรกิจอย่างเป็นทางการซึ่งจะทำการทดสอบแทนเมื่อเดินทางมาถึง

 

เวียดนาม

 

ภาพจาก : www.adventureinyou.com

 

เวียดนามนับเป็นประเทศแรกที่ภูมิภาคอาเซียน ที่เริ่มเปิดรับสายการบินจากต่างประเทศ โดยล่าสุด ประเทศที่เวียดนามเลือกให้มีเที่ยวบินต่างประเทศได้คือกลุ่มประเทศในเอเชีย คือ กวางโจว จีน, ไต้หวัน, โซล เกาหลีใต้, โตเกียว ญี่ปุ่น, ลาว และกัมพูชา โดยรัฐบาลระบุว่า จะค่อยๆ เริ่มให้มีเที่ยวบินไปต่างประเทศในช่วงปลายเดือนมิถุนายนหรืออาจจะเป็นต้นเดือนกรกฎาคม โดยเน้นประเทศที่ปลอดไวรัส

 

 

 

ญี่ปุ่น

 

ภาพจาก : https://livejapan.com

 

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาเปิดรับชาวต่างชาติใน 4 ประเทศ ที่มีความเสี่ยงต่ำได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์  เวียดนาม และ  ไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจที่จะเดินทางได้วันละ 250 คนต่อวัน โดยหวังที่จะผ่อนคลายข้อจำกัด ในการเดินทาง ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นกำลังมีการเจรจากับในหลายประเทศเพื่อกำหนดรายละเอียดในการเปิดรับนักท่องเที่ยวระหว่างกัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้เมื่อไหร่  ขณะที่ตอนนี้ผู้ที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นได้กำหนดเฉพาะ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ที่เดินทางมาเพื่อทำธุรกิจคาดว่าจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกและการเดินทางจะเป็นไปตามข้อกำหนดการตรวจสอบโรคที่สำคัญตามมาตรฐานการป้องกันของประเทศ   โดยปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นมีการเจรจาเพื่อทำบับเบิ้ล ทราเวล กับหลายประเทศ แม้ว่าสถานการณ์การติดเชื้อในญี่ปุ่นยังไม่ดีนัก แต่หลายประเทศก็ให้การชื่นชมต่อการควบคุมการระบาด จากที่คาดว่าจะมีจำนวนพุ่งมาก แต่กลับมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพียงหลักสิบเท่านั้น

 

ความพยายามของญี่ปุ่นในการเจรจาทำ “บับเบิ้ล ทราเวล” กับประเทศต่างๆ นั้น เนื่องจากญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักด้านเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง เพราะต้องเลื่อนการจัดกีฬาโอลิมปิกออกไป ส่งผลถึงเม็ดเงินที่ต้องสูญเสียไป ในขณะที่หลังเกิดการระบาดรายได้ที่เคยเป็นรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าประเทศตกฮวบจนเป็นศูนย์ในเดือนที่มีการระบาดอย่างหนักนั่นเอง

 

ไต้หวัน

ส่วนใหญ่มีเพียงชาวไต้หวันและผู้ถือใบอนุญาตทำงานเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศทุกคนต้องผ่านการกักกัน 14 วัน ประเทศกำลังติดตามสถานการณ์ในประเทศอื่น ๆ อย่างรอบคอบโดยบอกว่าการทำให้การควบคุมชายแดนทำได้ง่ายขึ้นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกในการจัดการกับการระบาด และนับเป็นประเทศแรกๆ ที่หลายประเทศเตรียมอ้าแขนต้อนรับจาก ความสำเร็จในการป้องกันการแพร่ระบาดที่ได้รับการชื่นชมจากทั่วโลก

 

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

 

ภาพจาก : Darren England/EPA-EFE

 

ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกับขาเข้าระหว่างประเทศโดยมีข้อยกเว้นเพียงประการเดียวคือการส่งตัวพลเมืองและผู้อยู่อาศัยถาวรซึ่งต้องผ่านการกักกัน 14 วัน รัฐบาลทั้งสองได้หารือถึงฟองสบู่การเดินทางที่เป็นไปได้ซึ่งอาจรวมถึงหมู่เกาะแปซิฟิกแม้ว่านิวซีแลนด์จะลังเลที่จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ในขณะที่ออสเตรเลียยังคงอนุญาตให้เดินทางภายในประเทศได้ไม่ จำกัด


-photoshop_Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 30, 2020

จากการระบาดของไวรัสโควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน การเดินทางท่องเที่ยวตามแผนต่างๆที่วางไว้ถูกยกเลิกไปหมด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของนักท่องเที่ยวตัวยงที่คิดหาวิธีการอย่างสร้างสรรค์เพื่อฉลองวันพักผ่อนที่หายไป อย่าง Mr. Pollak และ Ms. Palenzuela ที่ใช้เวลากว่า 5 เดือนในการท่องเที่ยวจากนครนิวยอร์กถึงปาตาโกเนียว ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรสบัสเดินทางในประเทศชิลี ภาพยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือแม้กระทั่งขณะที่หลงทางอยู่ในป่า ภาพเหล่านี้ได้ถูกแชร์ผ่าน Instagram โดยเขาทั้งคู่จัดฉากและตกแต่งทริปการเดินทางด้วยโปรแกรม Photoshop

 

Not hiking the Fitz Roy mountain in Patagonia. Credit Suze Shih

 

Actually hiking in Bear Mountain State Park, about an hour’s drive north of Brooklyn. Credit Suze Shih

Ms. Palenzuela กล่าวว่า “พระเจ้าต้องหัวเราะกับแผนคุณอย่างแน่นอน” ด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถมองหาความสุขได้ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ตาม การมองดูแผนการเดินทางในแต่ละวันช่วยให้เราตระหนักถึงการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ และเราสามารถที่จะทำมันได้ทั้งปี

 

ยิ่งไปกว่านั้น Laura Dannen Redman ผู้อำนวยการด้าน Digital Content ของ Afar บริษัทสื่อการท่องเที่ยวกล่าวว่า “เราเดินทางเพื่อหลีกหนี  เพื่อผ่อนคลาย แต่ยังรู้สึกตื่นเต้นในการทำสิ่งใหม่ทั้งหมด ทำไมคุณถึงไม่ลองคิดว่ามันเป็นวันหยุดพักผ่อน ถ้ามันจะทำให้เรายิ้ม หัวเราะและรู้สึกถึงบางสิ่งที่ดีสักนาที ฉันมักจะวางแผนกิจกรรมทุกๆวัน ในวันหยุดพักผ่อนตลอด ถึงแม้ไม่ได้หมายถึงการหยุดพักผ่อนจริงๆ” โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโพสต์หนึ่งของ Laura Dannen Redman ได้ติดแฮชแท็ก #TravelAtHomeChallenge โดยเธอสวมชุดสีขาวพร้อมเข็มขัดสีแดง พร้อมกับลูกสาววัย 2 ขวบ กำลังถูกไล่ล่าจากวัวกระทิงในสเปน

 

หรืออย่างที่ประเทศออสเตรเลีย มีคู่รักคู่หนึ่งสวมเสื้อคลุม ถือแก้วไวน์และดูภาพของมหาสมุทรจากช่อง YouTube บนจอทีวี ปรากฏเป็น Viral ออกมาอย่างแพร่หลาย เมื่อลูกสาวของพวกเขาทวีตข้อความว่า “ล่องเรือถูกยกเลิกเหรอ? ไม่มีปัญหา”

 

โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทุกคน การใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนต้องการหาความสุขและทำในสิ่งที่อยากทำ ท่องเที่ยวสถานที่ที่อยากไป แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝันก็ตาม

 

ขอบคุณที่มาจาก The New York Times


19_เที่ยวดิ่ง_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

เกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริง?

เกียวโต หนึ่งในเมืองหลักของญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมากที่สุด แต่ละปีสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ญี่ปุ่นมหาศาล หากวันนี้กำลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก  จนสื่อญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่าเกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริงหลังเพิ่งประสบสภาวะ “ฟองสบู่” มาก่อนหน้านี้

 

ด้วยการที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น จึงทำให้ “เกียวโต” มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญหลายแห่ง ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเริ่มนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งต่อมาได้รับความสำเร็จอย่างสูงโดยในปี พ.ศ.2559 ญี่ปุ่นระบุว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน กระตุ้นการใช้จ่ายสะพัดกว่า 8 ล้านล้านเยน ซึ่งรายได้จำนวนมากมาจากเมืองเกียวโตทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ ที่ขายดิบขายดีสร้างความยินดีให้กับชาวเกียวโต แม้ต้องแลกมาด้วยความแออัดวุ่นวาย

 

ในปี 2563 ญี่ปุ่นตั้งความหวังสร้างรายได้จากท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก ด้วยอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพโตเกียวโอลิมปิก2020 ที่จะกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ให้สะพัดไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ล่าสุดเหตุที่โตเกียวโอลิมปิกถูกเลื่อนออกไปอีก 1 ปี จึงดูเหมือนว่าความหวังทุกอย่างกำลังพังสลายโดยสิ้นเชิง เมื่อยอดจองโรงแรม ที่พักและธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด

 

“เกียวโต” ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะรายได้หลักของเมืองล้วนมาจากการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หอพักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวแบบทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดถูกยกเลิกได้รับผลกระทบอย่างหนักไปตามกัน

 

ฟองสบู่ท่องเที่ยวแตก ทุบรายใหญ่ทรุด รายเล็กร่อแร่

 

รายงานสมาคมการท่องเที่ยวเมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ระบุว่าหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงจนน่าตกใจ ยอดจองที่พักถูกยกเลิกแล้วกว่า 70% บางแห่งแทบไม่มียอดจองเหลือเลย นอกจากผลกระทบของโรคระบาดแล้ว นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นยังเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผ่านมามีการลงทุนสร้างโรงแรมที่พักในเกียวโตเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในลักษณะ “ฟองสบู่” ดังนั้นเมื่อมีวิกฤติด่วนธุรกิจเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบมากจน “ฟองสบู่แตก”

 

โรงแรมเกียวโต บริษัทจดทะเบียนเพียงแห่งเดียวของเมือง ประกาศคาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกว่า ผลประกอบการขาดทุนเมื่อเทียบกับรายได้ปีที่แล้ว โดยยอดจองห้องพักของโรงแรมลดลงประมาณ 40% และหลังมีคำสั่งห้ามจัดเลี้ยงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การประชุมและจัดเลี้ยงทั้งจากสโมสรโรตารีและไลออนส์ ตลอดจนองค์กรอื่นๆ ที่เป็นขาจร อันถือเป็นรายได้ประจำได้ถูกยกเลิกเกือบหมดแล้ว โดยโรงแรมเองก็ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมยกเลิกในส่วนนี้

 

สำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กถือว่าเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ดเพื่อรองรับการเติบโตช่วงที่การท่องเที่ยวเกียวโตบูมใหม่ๆ บ้านเรือนหลายแห่งถูกดัดแปลงเป็นโฮสเตล หรือ ห้องพักราคาถูก โดยกลุ่มนี้พบว่าอัตราการเข้าพักลดลง 60% และ 70%

 

กลุ่มที่รับผลกระทบมากที่สุดคือหอพักราคาถูก หรือ โรงแรมขนาดเล็กมาก ที่สร้างเพื่อรองรับกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษาในเกียวโตซึ่งส่วนใหญ่จะมีรายได้หลักจากโรงเรียนต่างๆ เท่านั้น เพราะโดยทั่วไปแล้วโรงแรมกลุ่มนี้จะไม่รับบุคคลทั่วไปนอกจากช่วงสั้นที่ไม่ใช่ช่วงทัศนศึกษาของเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเกิดโรคระบาด โรงเรียนต้องยกเลิกเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ยอดจองของกลุ่มโรงแรมนี้อยู่ในสภาวะ “ยอดขายเป็นศูนย์” และยังไม่สามารถคาดว่าจะขายห้องพักได้อีกเมื่อไหร่

 

สิ่งน่าห่วงอีกอย่าง คือ โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินสำรองที่แข็งแกร่งมากนัก หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนไม่สามารถที่จะนำรายได้เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไปได้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าอนาคตธุรกิจนี้อาจจะถึงจุดจบในที่สุด

 

บทความข้างต้นเห็นได้ว่า สถานการณ์เกียวโตในวันนี้บางเสี้ยวมีความเหมือน หรือ คล้ายคลึงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศแต่ละปีสูงมากจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ กอปรกับการโหมลงทุนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเอสเอ็มอี ดังเห็นได้ว่ามีโฮมสเตย์ผุดขึ้นทุกภาคของประเทศรวมถึงเป็นที่แจ้งเกิดธุรกิจเกี่ยวข้องมากมาย

 

หากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สกัดกั้นการเติบโตของทุกซัพพลายเชนในธุรกิจท่องเที่ยวให้หยุดชะงักและเข้าขั้นวิกฤตไม่แพ้เกียวโต ต้องรอดูว่ามาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการจะสามารถเยียวยาได้มากน้อยเพียงใด ธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้งเมื่อใด คำตอบในวันนี้ยังคงมืดมน คงได้แต่รอจนกว่าวิกฤตไวรัสที่เกิดขึ้นทั่วโลกครั้งนี้จะผ่านพ้นไป ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันในเร็ววัน

 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก headlines.yahoo


Content_เมืองท่องเที่ยวกูเกิ้ล_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 31, 2020

ปีใหม่นับเป็นช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยวหลักที่ตรากตรำงานกันมาทั้งปี ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวในแห่งในโลกเต็มไปด้วยผู้คนโดยเฉพาะ จุดท่องเที่ยวที่มีเชื่อเสียงติดอันดับโลก ล่าสุดกูเกิลเว็บเสิร์ชเอนจินชื่อดัง ออกมาเปิดเผย 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมในปี 2020 โดยอ้างอิงจากจำนวนการค้นหาโรงแรมสำหรับวันหยุดพักผ่อนในปี 2020 ร่วมกับการค้นหาโรงแรมในปี 2018 และ 2019

ผลสำรวจพบว่าจุดหมายยอดนิยม 10 อันดับแรกที่เป็นเป้าหมายในการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดได้แก่

  1. Da Nang, Vietnam
  2. Sao Paulo, Brazil
  3. Seoul, Korea
  4. Tokyo, Japan
  5. Tel Aviv, Israel
  6. Marseille, France
  7. Vienna, Austria
  8. Bangkok, Thailand
  9. Dubai, United Arab Emirates
  10. Perth, Australia

 

โดยจากผลการสำรวจนี้พบว่ามีแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมายสำคัญที่อาจจะมีข้อกังวลสำหรับนักท่องเที่ยว 3 แห่ง ได้แก่ เมืองเพิร์ธ ในประเทศออสเตรเลีย ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องไฟป่าที่อาจจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศ แต่เจ้าหน้าที่ด้านการท่องเที่ยวข้องออสเตรเลียออกมาชี้แจงว่าแม้ว่าจะเพิร์ธจะได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟป่าอยู่บ้างแต่ก็มีอีกหลายจุดที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวตามปกติ และไม่ได้ส่งผลกระทบใด

 

นอกจากนี้  ดูไบ ในสหรับอาหรับอิเมเรต และ เทอาวิฟของอิสราเอล ยังคงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเนื่องจากเที่ยวบินราคาถูกและสภาพอากาศที่อบอุ่น  แต่รัฐบาลได้ออกคำเตือนไปยังชาวตะวันตกในทั้งสองเมืองเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากเกรงว่านักท่องเที่ยวอาจจะได้รับผลกระทบ หลังจากที่อิหร่านออกมาระบุว่าจะโจมตีอิสราเอลและดูไบหากสหรัฐตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธ

 

สำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอ้างอิงจากข้อมูลของกูเกิ้ล ได้แก่ เมืองดานัง ในประเทศเวียดนาม ที่ขึ้นสู่อันดับหนึ่งของการหาข้อมูลท่องเที่ยวในปีนี้  ตามด้วยกรุงโซล ของเกาหลีใต้  และโตเกียว ของประเทศญี่ปุ่นที่ติดอันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ ในขณะที่ กรุงเทพฯ ของไทยก็พบว่ามีชาวเนตเข้าค้นหาข้อมูลเพื่อการท่องเที่ยวติดเป็นอันดับ 8 จาก 10 อันดับเมืองยอดนิยมในการท่องเที่ยวของโลกในปีนี้ด้วยเช่นกัน


line_86895762097319.jpg

kinyupen_adminNovember 23, 2019

สำหรับสาวกนักเดินทาง และวาระปลายปี ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งในเส้นทางที่ปรารถนา ด้วยใช้ระยะเวลาเดินทางสั้น ไม่ต้องทำวีซ่า อากาศดี บรรยากาศงาม และอาหารอร่อย ประจวบกับค่าเงินเยนที่ถูก กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแชร์วิธีเดินทางของผู้กระเป๋าเบา โบนัสน้อย สไตล์กินอยู่ (ให้) เป็น

1. กลัดกระดุมเม็ดแรกถูก ..งบไม่บาน

สิ่งที่ผู้กระเป๋าเบาต้องคำนึงเป็นอันดับแรก คือ คำนวณวางแผนแต่เนิ่น ๆ นั่นหมายถึงจะได้ราคาที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ซึ่งนาทีนี้ การบินไทย เร่งทำราคาแข่งกับสายการบินโลว์คอสอย่าง แอร์เอเชีย นกสกู๊ต ดังนั้นวิธีการเข้า web ตั๋วถูกจะมีให้เทียบราคา วิธีการต้องดูเงื่อนไขการเดินทาง ระยะเวลาเดินทางโดยบางครั้งบัตรโดยสารไปกลับญี่ปุ่นสามารถซื้อได้ตั้งแต่ราคา 5,000 -10,000 บาท

หัวใจสำคัญ : บัตรโดยสารเครื่องบินไปญี่ปุ่น แต่ละเมืองจะมีราคาแตกต่างกัน ดังนั้นหากกำหนดในใจไว้หลายจุดก็สามารถมีทางเลือกที่ได้เปรียบ และกรณีที่เป็นผู้มีระเบียบจับจ่ายด้วยบัตรเครดิตลองตรวจสอบดูว่าบัตรแต่ละใบมีโปรโมชั่นร่วม มีสิทธิพิเศษ หรือมีการแลกไมล์สะสมได้อย่างไร

หมายเหตุ : ควรจดบันทึกอีเมล์ที่ใช้ในการจองให้ดี เพราะหากใกล้วันเดินทาง และเราต้องการยกเลิก อาจทำให้เราต้องเสียค่าประสบการณ์ราคาแพงได้

2. เลือกเมือง กำหนดที่พักใกล้สถานีรถไฟ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีที่พักราคาเบา ให้เลือกหลายประเภท ทั้ง Airbnb ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม มีอุปกรณ์พร้อมเหมาะสำหรับผู้เดินทาง 3-4 คนในการแชร์ค่าใช้จ่าย หากมีผู้ร่วมทางมากกว่า 4 หรือน้อยกว่า 3 แนะนำ Hostel ที่จะเป็นลักษณะของการนอนรวม คล้ายหอพักหากสะดวกสบาย และสะอาดด้วยกฎระเบียบที่กำหนดไว้ แต่ถ้าต้องการแปลกและเข้าถึง ล่าสุดมีบริการ “เทระฮาคุ” หรือ “การนอนวัด” ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิต และความสงบพร้อมกิจกรรมต่างๆ ภายในวัด

หัวใจสำคัญ : เลือกที่พักใกล้แหล่งท่องเที่ยวกรณีที่อยากอยู่นิ่งนานๆ แต่ถ้าวางแผนเก็บแต้มหลายจุด แนะให้เลือกที่ใกล้สถานีรถไฟ หรืออาจ กรณีผู้สูงอายุ ควรยอมจ่ายแพงเลือกโรงแรมที่อยู่ติดสถานีรถไฟ และซื้อทัวร์แบบ 1 day ซึ่งจะพาลงตามจุดท่องเที่ยว โดยสามารถจองล่วงหน้าทางออนไลน์ก่อนเดินทาง เว็บไซต์หาที่พักที่แนะนำ หากยังไม่แน่ใจควรใช้ Booking.com เพราะข้อดี คือ สามารถยกเลิกการจองที่พักได้ 3-5 วันก่อนเข้าพักจริง โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม รวมถึงส่วนใหญ่เป็นราคาที่บวกภาษีแล้ว

3. วางแผนเส้นทาง ใช้ app กันหลง

ค่าเดินทางในญี่ปุ่นจะค่อนข้างสูง หากสำหรับนักท่องเที่ยวจะมีการขายบัตรโดยสารหลายแบบให้เลือกเป็น package ทั้งเฉพาะการเดินทางโดยรถ JR หรือรถ Metro เพราะตั๋วบางประเภทไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ และแต่ละเมืองก็ใช้ตั๋วแยกกัน ซึ่งควรศึกษาจากSocial ที่มีการแชร์ และให้ข้อแนะนำไว้ หากทั้งนี้กรณีที่มีผู้สูงอายุร่วมเดินทางวันไปหรือวันกลับ ควรเลือกใช้รถบัส หรือรถไฟจากสนามบินเข้าตัวเมืองจากนั้น ให้ต่อแท็กซี่เนื่องจากการขนกระเป๋าจากสถานีไปยังที่พัก บางครั้งต้องขึ้นบันได ซึ่งจะเป็นเรื่องสาหัสเกินไป สำหรับค่าแท็กซี่ในญี่ปุ่นจะเริ่มต้นที่ 550-800 เยน ต่อระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก และถ้าเดินทางในช่วงเวลา 22:00 – 5:00 ค่าโดยสารจะแพงขึ้นอีก 30 %

หัวใจสำคัญ : กรณีเดินทางหลายเมือง การซื้อ 1 Day-Ticket ถือว่าได้รับความนิยมที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพราะข้อดีที่นับเป็นชั่วโมง โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้อได้ที่สนามบินนาริตะ ส่วนราคาสำหรับ ผู้ใหญ่ 800 เยนและเด็ก 400 เยน หรือหากท่องเที่ยวหลายวันก็มีแบบ 48 และ 72 ชั่วโมงให้เลือกได้ แต่ต้องศึกษาข้อจำกัด อย่างกรณีโตเกียวถ้าบัตร 1 day ticket สามารถใช้บริการรถไฟใต้ดินได้เพียง Tokyo Metro และ Toei Subway ทั้งนี้ควรโหลดแอพ HYPERDIA สำหรับตรวจสอบเส้นทางเพราะบางทีต้องเปลี่ยนสถานที่ และถ้าข้ามเมืองจะได้เผื่อระยะเวลาถูกต้อง

 

สิริรวมในงบ 20,000 บาท กับการเที่ยวญี่ปุ่น 5 วัน 4 คืน

ค่าเครื่องบินไป-กลับ                           8,000 บาท
ค่าที่พักโฮสเทลแบบแคปซูล              เฉลี่ย 2,000 เยน (600 บาท) / คืน
ค่ารับประทานอาหาร                          เฉลี่ย 800 เยน / มื้อ
ค่าเดินทาง                                          เฉลี่ย 800 เยน / วัน
ค่าช๊อปปิ้ง                                           2,000 – 3,000 บาท

 

และนี่ก็คือเคล็ด (ไม่) ลับ ที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาฝากกัน อย่างไรเที่ยวญี่ปุ่นกันแล้วก็อย่าลืมกลับมาเที่ยวบ้านเรา และที่สำคัญเที่ยวสนุกต้องไม่มีภาระ (หนี้)


_Content_อาบป่า-1.jpg

kinyupen_adminOctober 12, 2019

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้คงมีหลายคนที่อยากหาแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต มีวิธีพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งเอาใจคนชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มาฝากกัน คือ “การอาบป่า” ให้ธรรมชาติมาช่วยบำบัด

 

หากได้ยินชื่อคำว่าอาบป่า (Forest bathing) หรือ ชินรินโยกุ หลายคนอาจนึกว่าต้องเข้าไปอาบน้ำในป่าหรือเปล่า !!! การอาบป่าในที่นี้ไม่ใช่การอาบน้ำหรือออกกำลังกายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นศาสตร์ที่ให้เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ศาสตร์ของการอาบป่ามีจุดกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกต้นไม้ในปี 2523 ดังนั้นจึงเริ่มมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนป่าไม้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงบำบัดมาจนถึงปัจจุบัน

 

ขั้นตอนของการอาบป่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด อาศัยเพียงให้เราเข้าไปอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัวให้มากที่สุด อาจจะเป็นป่าเขาในต่างจังหวัด หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน ลองปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติ เดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ฟังเสียงรอบตัว ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า มองความสวยงามข้างทาง ปิดเครื่องมือสื่อสาร และนั่งหามุมสงบพักเพื่ออาบแสงแดดแบบชิลๆ

 

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการด้านชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอเมริกัน เอ็ดเวิร์ด โอ วิลสัน อิงตามทฤษฎีไบโอฟิลเลีย ว่า มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และธรรมชาติสามารถหล่อเลี้ยงชีวิต จึงไม่แปลกที่ธรรมชาติจะช่วยให้เราคลายความเครียด มีผลตอบสนองเชิงบวกเมื่อยามเข้าไปสัมผัส

 

ข้อดีของการอาบแสงแดดทำให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีออกมาล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งวิตามินชนิดนี้ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย เพราะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการเดินอาบป่าและอาบแสงแดด คือ ช่วงเวลาประมาณ 6 – 9 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ช่วงเวลาดังกล่าวแดดจะไม่แรงมาก ทำให้ไม่อันตรายต่อผิว แต่หากเลยเวลาดังกล่าวผิวเราอาจจะไหม้และแสงแดดที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

 

สำหรับคนเมืองที่อยากออกไปคลายเครียดและสนใจอาบป่าให้ธรรมชาติบำบัด แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ดังนี้

– ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง สุขาภิบาล 2 โครงการดีๆ ของ ปตท. : ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก BTS อุดมสุข ทาง ปตท. ได้จัดพื้นส่วนนี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ประชาชนเขาไปศึกษาธรรมชาติอย่างจริงจัง

-สวนบางกะเจ้าหรือสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตชุมชน อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

– สวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ย่านประเวศ สามารถเดินทางได้จากหลายเส้นทาง

– สวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ สถานที่แห่งนี้ก็สามารถให้คุณได้เข้าไปพักผ่อนได้

– สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

 

ธรรมชาติสามารถช่วยผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังใจในการดำเนินชีวิต ลองปล่อยตัวให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันดูบ้าง เพื่อเติมพลังงานดี ๆ พร้อมลุยงานต่อในสัปดาห์ถัดไป

 


_ชวนเที่ยว-อุทยานฯ-แก่งกระจาน-สัมผัสความสดชื่นช่วงฤดูฝน_web.jpg

kinyupen_adminAugust 25, 2019

สุดสัปดาห์นี้ เอาใจคนรักการท่องเที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติ ชวนไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่แห่งนี้มีกลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร และความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง และนี่สำคัญยูเนสโก้เสนอชื่อให้เป็นแหล่งมรดกโลกใหม่ ประจำปี 2562 อีกด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวเอาใจคนที่ไม่ชอบอยู่บ้านสักหน่อย วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ แถมช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ลองไปเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกันดีกว่า ไปสัมผัสกับอาการธรรมชาติ กลิ่นไอของฝนที่อาจจะมีตกลงมาบ้างบางเวลา แต่ได้กลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร และความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง ล่าสุด พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ถูกเสนอชื่อโดยคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นแหล่งมรดกโลกใหม่ ประจำปี 2562 อีกด้วย

สำหรับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีพื้นที่ครอบคลุม อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี และมีลักษณะเด่นทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ทะเลสาบ น้ำตก ถ้ำ หน้าผาที่สวยงาม มีเนื้อที่ประมาณ 1,821,687.84 ไร่ หรือ 2,914.70 ตารางกิโลเมตร โดยมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประกอบด้วย

1. เขาพะเนินทุ่ง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานฯ ในเขตประเทศไทย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 50 กิโลเมตร เป็นภูเขาสูง มีบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง ในระดับความสูง 960 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บริเวณโดยรอบเป็นป่าดิบเขา มีสัตว์ป่าชุกชุม ทิวทัศน์งดงาม จากยอดเขาสามารถเห็นทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว การเดินทางต้องใช้เวลา 2 วัน พักค้างแรม 1 คืนระหว่างทาง และติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทาง อาหารและเต็นท์สำหรับพักค้างแรมไปเอง

2. พะเนินทุ่งแคมป์ เป็นจุดชมวิวที่สามารถชมทะเลหมอกในตอนเช้าได้สวยอีกจุดหนึ่ง และสามารถกางเต็นท์พักแรมได้ การเดินทางต้องใช้รถที่มีกำลังสูง สามารถเหมารถปิกอัพได้จากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เนื่องจากถนนค่อนข้างแคบ อุทยานฯ จึงได้กำหนดเวลาในการขึ้น-ลง คือ เวลาขึ้น ช่วงเช้าเวลา 05.00-09.30 น. ช่วงบ่ายเวลา 14.30-15.00 น. เวลาลง ช่วงเช้าเวลา 12.00-13.00 น. ช่วงบ่ายเวลา16.30-18.00 น. สำหรับผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่งต้องติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อขอใบอนุญาตผ่านทาง โดยเสียค่าธรรมเนียม คือ ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถยนต์สี่ล้อ 30 บาท รถกระบะ 40 บาท รถตู้ 50 บาท รถยนต์มากกว่าสี่ล้อ 70-80 บาท และผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่ง เวลา 05.00 น. ต้องทำใบขออนุญาตล่วงหน้า 1 วัน

3. น้ำตกทอทิพย์ อยู่ห่างจากเขาพะเนินทุ่ง 15 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์ และเดินทางเท้าเข้าถึงตัวน้ำตกประมาณ 4 กิโลเมตร มีความสูง 9 ชั้น ชั้นที่ 5 เป็นชั้นที่สวยที่สุด แต่ละชั้นสวยงามแปลกตา สภาพโดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่น ทั้งนี้ การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า ควรขอคำแนะนำและคนนำทางจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อน นอกจากนี้ ควรใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องดีเพราะเส้นทางผ่านหุบเขาลาดชัน

 

สำหรับการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถึงอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรี จะถึงสี่แยกท่ายาง เลี้ยวขวาเข้าอำเภอท่ายาง แล้ววิ่งไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ตามทางหลวงหมายเลข 3499 ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอแก่งกระจาน จากปากทางเข้าอุทยานฯ อีก 4 กิโลเมตรจะถึงที่ทำการอุทยานฯ หรือจะเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง จะมีรถสายกรุงเทพฯ-ท่ายาง ลงที่ตลาดท่ายาง จากนั้นต่อรถสองแถวไปตลาดแก่งกระจาน และต่อรถรับจ้างหรือจักรยานยนต์ไปอีก 4 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว และมีสถานที่กางเต็นท์บริเวณอ่างเก็บน้ำ บริเวณเขาพะเนินทุ่ง และบริเวณแค้มป์บ้านกร่าง อุทยานฯ มีเต็นท์ให้เช่า โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อจองบ้านพักในอุทยานฯ ได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 0 3245 9293 และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก : dnp.go.th , tatcontactcenter


_หยุดยาวแบบนี้-เที่ยวไหนดีใกล้กรุงเทพฯ-แบบไปเช้า-เย็นกลับ_web.jpg

kinyupen_adminAugust 9, 2019

วันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี บางทีก็อยากจะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักการท่องเที่ยวสักหน่อย พอใกล้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ก็ต้องเตรียมวางแผนหาสถานที่ท่องเที่ยวกันสักหน่อยแล้ว คราวนี้มาลองดูทริปการท่องเที่ยวแบบ 1 day trip กันบ้างดีกว่า  เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ อยากกลับมานอนที่บ้านดีกว่า ถ้าเลือกที่จะท่องเที่ยวในลักษณะนี้ สถานที่ที่สามารถไปได้นั้นก็คงจะต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ท่องเที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ เรียกได้ว่าสามารถไปเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคนเดียว ครอบครัว คนรัก หรือ เพื่อนฝูง สนุกสนานตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

 

1. บางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ : พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถือเป็นสถานที่ฟอกปอดที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบชิลล์ ๆ ซึ่งภายหลังจากมีการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกับมีเส้นทางจักรยานให้ได้ไปปั่นชมธรรมชาติ ยิ่งกระตุ้นต่อมให้อยากออกไปสัมผัสบางกะเจ้ามากยิ่งขึ้น ภายในคุ้งบางกะเจ้ามีแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามมากมาย นอกจากนีเช่น สวนป่าเกดน้อมเกล้า” “สวนน้ำตาลมะพร้าว” “เส้นทางจักรยานเลียบค ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังมีตลาดบางน้ำผึ้ง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาช็อปปิ้ง จับจ่ายใช้สอยกัน และยังมีบ้านธูปสมุนไพร สอนการทำผ้ามัดย้อม พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

2. เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี : ตั้งอยู่ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็น 1 ใน 9 เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำมากมาย เช่น พายเรือคายัก ดำน้ำดูปะการัง และปั่นจักรยานชมธรรมชาติ เป็นต้น

 

 

3. น้ำตกสาริกา จ.นครนายก :  น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโยนตัวลงมาจากหน้าผาสูงชัน และมีความสูงถึง 9 ชั้น เป็นน้ำตกที่เหมาะกับการเล่นน้ำ เพราะมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง ยิ่งในช่วงฤดูฝนที่น้ำไหลแรง นักท่องเที่ยวจะได้ยินเสียงน้ำที่ตกกระทบหินดังสนั่น น้ำกระเซ็นเป็นละอองขาว เป็นเสน่ห์ความงดงามที่ไม่ว่าใครก็อยากเดินทางมาเห็น

 

4. ตลาด 100 ปี ระแหง จ.ปทุมธานี : ตลาดร้อยปีระแหง ตั้งอยู่ที่ริมคลองระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นตลาดโบราณริมน้ำอายุยาวนานกว่า 100 ปี ภายในเป็นห้องแถวที่สร้างด้วยไม้ติดต่อกัน เกิดจากการที่ผู้คนสมัยก่อนสัญจรทางเรือและทางรถไฟ โดยมีทางรถไฟสายแรกคือสายตลาดระแหง-บางบัวทอง มาสิ้นสุดที่โรงเรียนวรพงษ์ ต่อมาการคมนาคมเจริญขึ้น มีถนนผ่านหน้าอำเภอ ผู้คนหันมาสัญจรทางรถยนต์กันมาก กิจการรถไฟก็ล้มเลิกไป แต่ยังคงเหลือตลาดเอาไว้ให้เป็นอนุสรณ์ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณตลาดระแหงยังมีการอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลอง และสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไม้หลังคาจั่ว อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าเกษตร ร้านยาจีนและยาแผนโบราณ ร้านอาหาร ร้านตัดผม รวมทั้งมีศาลเจ้าและโรงงิ้วภายในชุมชนอีกด้วย

 

5. วัดโสธรวรารามวรวิหาร  จ.ฉะเชิงเทรา : ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคือ “หลวงพ่อโสธร” พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ อันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวแปดริ้วและพุทธศาสนิกชนทั่วไป

 

6. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา : ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา สถานที่ที่เคยเป็นราชธานีเก่าแก่อันยิ่งใหญ่ที่สืบเนื่องยาวนาน และมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยมีศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ งดงาม และทรงคุณค่า จนได้รับการเชิดชูคุณค่าไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2534 จุดท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่น่าไปเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดราชบูรณะ วิหารพระมงคลบพิตร วัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น

 

7. พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม : ตั้งอยู่ที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการพระปฐมเจดีย์ ภายในพระราชวังสนามจันทร์มีพระที่นั่งและพระตำหนักที่สวยงามมากมาย อาทิ พระที่นั่งพิมานปฐม, พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี, พระที่นั่งวัชรีรมยา, พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์, พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย, พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์, พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์, พระตำหนักทับแก้ว, พระตำหนักทับขวัญ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนี้ คือ 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร แบบว่าสามารถเดินทางไปเช้า-เย็นกลับได้ จริง ๆ แล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเข้าวัดเข้าวา หรืออาจจะชิมบรรยากาศธรรมชาติ ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบของเราเลย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก thai.tourismthailand.org


_ส่อง-5-ประเทศฝั่งเอเชีย-ควรค่าแก่การไปเที่ยวปี-2019_web.jpg

kinyupen_adminJuly 7, 2019

ปี 2019 นี้ คุณมีแผนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวประเทศไหนดี เราได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ควรค่ากับการไปเที่ยวในปี 2562 บอกเลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ ให้ได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในแวดวงท่องเที่ยวกับทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความใฝ่ฝันไว้ว่า สักครั้งหนึ่งในชีวิต เกิดมาแล้วต้องมีโอกาสไปท่องเที่ยวต่างประเทศ อย่างน้อยสัก 1 ประเทศ หรือบางคนมองว่าท่องเที่ยวในประเทศไทยบ่อย ๆ ก็รู้สึกแอบเบื่อหน่ายเล็กน้อย เจอแต่สิ่งเดิม ๆ มาโดยตลอด อยากลองเปิดโลกกว้างด้วยการไปต่างประเทศบ้างสักครั้ง

แต่การจะออกเดินทางไปต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องติดปัญหาในเรื่องของการทำหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะวีซ่า ที่บางคนไม่มีวีซ่าเลยทำให้ไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ สักครั้งหนึ่ง

1. ประเทศเกาหลี : ที่ประเทศเกาหลีต้องบอกเลยว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย อย่างที่พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังใหญ่กลางกรุงโซล แฟน ๆ ซีรีส์เกาหลีย้อนยุคต้องไม่พลาด การแต่งชุดฮันบกเที่ยวในพระราชวังฯ นอกจากนี้ยังมี โซลทาวเวอร์ เป็นหอคอยที่ตั้งอยู่บนภูเขา ไปชมวิวสวย ๆ จากมุมสูงของประเทศเกาหลี ได้เห็นทัศนียภาพโดยรวมของประเทศ และเอาใจคนชอบช็อปปิ้ง ไม่ควรพลาดแหล่งช้อปที่รวมร้านค้าทุกอย่างไว้ในที่เดียว ที่ย่านเมียงดงและฮงแด ที่มีทั้งร้านเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง อาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

2. ประเทศญี่ปุ่น : ที่ประเทศญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความทันสมัย มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายตื่นตา ตื่นใจ อย่างเช่น เมืองใหญ่อย่าง โตเกียว หรือจะเป็นสถานที่เอาใจคนชอบช้อปปิ้งอย่างย่านชินจูกุ ชิบุย่า หรือฮาราจูกุ ที่มีการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ มากมาย หรือใครชอบธรรมชาติและอากาศเย็นสบาย ต้องไปที่ ฮอกไกโดเกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น เป็นเมืองชิลๆ รายล้อมด้วยธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรแสนอร่อย

3. ประเทศสิงคโปร์ : ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่อยู่บนเกาะเล็ก ๆ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย บ้านเมืองมีความเจริญและมีระเบียบ สำหรับที่เที่ยวยอดฮิตในสิงโปร์ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ Gardens by the Bay ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ต้นไม้ยักษ์ หรือจะเป็นมาร์ริน่าเบย์ ที่มีทั้ง เมอร์ไลออน และตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ส ถือเป็นแลนด์มาร์คอันโดดเด่นของสิงคโปร์เลยก็ว่าได้

4. ประเทศพม่า : ประเทศพม่าถือได้ว่าเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ประเทศไทย มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว อาทิ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี หรือจะเป็น พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถือ ลักษณะเป็นหินสีทองขนาดใหญ่สูงกว่า ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง และทะเลเจดีย์ในเมืองพุกาม เป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมารับชมวิวสวย ๆ จำนวนมาก

5. ประเทศเวียดนาม : ที่ประเทศเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว เพราะประเทศนี้ใช้เงิน Pocket Money ไม่แพงมาก มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ อย่าง บานาฮิลล์ , ฮอยอัน , ดานัง , ฮานอย , ญาจาง ฯลฯ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมายไปหมด รับรองเลยว่า คุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 ประเทศฝั่งเอเชียที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวในปี 2019 สำหรับใครก็ตามที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าจะไปประเทศไหนดี ลองไปเที่ยว 5 ประเทศที่ทีมงานฯ ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับการไปเที่ยวในต่างแดนอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_รู้ไหม-การไปเที่ยวบ่อย-ๆ-ทำให้สุขภาพดีขึ้น_web-1.jpg

kinyupen_adminJune 30, 2019

รู้หรือไม่! การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวบ่อย ๆ นอกบ้าน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดภาวะความเครียดและความรู้สึกแย่ ๆ ในชีวิตได้จริง และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านกันดีกว่า เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนคงจะรู้สึกเบื่อหากวันหยุดต้องอยู่ที่บ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานบ้าน เหมือนชีวิตเป็นดั่งกบในกะลา ไม่ได้ออกไปพบหน้าใครใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคนที่มีโอกาสไปออกเดินทางนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินห้าง หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ชีวิตพวกเขาดูมีความสุขมากที่ได้ออกไปพบเจอกับสังคมและโลกภายนอก

 

แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านถือเป็นเรื่องดีต่อตัวเราจริง ๆ เพราะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Surrey ระบุว่า คนที่ได้ออกไปท่องเที่ยวจะทำให้พวกเขามีความสุขและสุขภาพดีมากขึ้น เนื่องจากระบบสมองจะมีการคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า เมื่อรู้ว่าตัวเราจะออกเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้รู้สึกดีทุกครั้ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และจากข้อมูลในปี 2013 โดยการสำรวจความเครียดของชาวอเมริกา American Psychological Association พบว่า การออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้จริง และลดความรู้สึกแย่ได้ดีอีกด้วย

 

 

นอกจากนี้ ผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นประจำที่จะต้องเดินทางไกล ยิ่งเดินทางท่องเที่ยวมากเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากมีสิ่งตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าตลอดทาง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบลุย ๆ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีขึ้นไปอีก อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อขยับร่างกายมากกว่าปกติ ประกอบกับสนุกกับช่วงเวลาไปตลอดทาง ทำให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้นมากกว่าคนที่อยู่แต่บ้าน

ส่วนคนที่อยู่แต่ในบ้านนั้น ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่ไม่ได้ท่องเที่ยวติดกันเป็นเวลาหลายปี มากกว่า 30% มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ ต่างจากคนที่ออกเดินทางเที่ยวบ่อย ๆ กลับมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย

 

สำหรับคนที่บ้างานหรือทำงานอย่างหนักหน่วง ลองถามตัวเองดูว่าใน 1 สัปดาห์ สามารถสละเวลาสักนิดนึงออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวไกลถึงต่างจังหวัดหรอก เพียงแค่เดินออกไปนอกบ้านนิดเดียว เช่น ออกไปร้านสะดวกซื้อ ก็เปรียบเสมือนได้ไปเที่ยวแล้ว ฉะนั้น อย่าลืมให้เวลาแห่งความสุขกับตัวเองบ้าง ออกไปเที่ยวซะบ้าง แล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน รู้อย่างนี้แล้ว ออกไปเที่ยวตอนนี้กันเลยดีกว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต