a_ayasaaaaeaaaa_aaaazaaaya_cover_1.jpg

kinyupen_adminSeptember 14, 2020

เสื้อผ้าติดพัดลม ที่ตอนแรกผลิตเพื่อแก้ปัญหาความร้อน หลายปีผ่านไปเริ่มพัฒนาเป็นแฟชั่น ใส่เก๋ๆ ได้ เย็นสบายด้วย


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

หนุ่มชาวญี่ปุ่นครีเอทผลงานจากกล่องกระดาษเหลือใช้ที่ได้จากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ให้กลายเป็นผลงานหน้ากากบรรดาเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่จากทั่วโลก พร้อมเผยแพร่วิธีทำเป็นคู่มือให้ผู้คนนำไปทดลองทำเองได้ที่บ้าน จนกลายชาวเน็ตญี่ปุ่นยกให้เป็นอีกหนึ่งศิลปินสุดสร้างสรรค์ประจำโลกออนไลน์อีกคนหนึ่ง

 

ผู้ใช้ทวิตเตอร์  ของญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า  Tomowo_PS2 หรือ  นายโทโมโอะ นักสร้างสรรค์ชาวญี่ปุ่น ได้เผยแพร่ผลงานสุดครีเอทของเขาจากกล่องกระดาษเหลือใช้ให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวยงาม หลังจากพบว่ากล่องกระดาษแข็งที่เหลือจากการสั่งสินค้าออนไลน์ มีอยู่มากมายจนเกลายเป็นขยะรกบ้าน  โดยหลังจากการเผยแพร่ผลงานออกไปปรากฎว่ามีคนเข้ามาติดตามผลงานเขามากขึ้น พร้อมกับรีทวิตเรื่องราวออกไปจำนวนมากจนทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะ ศิลปินผู้มีความคิดสร้างสรรค์จากสิ่งของเรียบง่ายอีกคนหนึ่งของญี่ปุ่นในขณะนี้

 

 

ที่จริงแล้วโทโมโอะ เริ่มสร้างสรรค์ผลงานของเขามาตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว โดยนำกล่องกระดาษต่างๆ มาทำเป็นหน้ากากตัวละครฮีโร่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในตำนานระดับโลก หรือฮีโร่ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Neon Genesis Evangelion, Stormtrooper จาก Star Wars ,Iron Man หรือ ยอดมนุษย์ชื่อดังต่างๆ สัญชาติญี่ปุ่นเช่น กันดั้ม เป็นต้น

 

โดยผลงานล่าสุดของโทโมโอะ คือ หน้ากากที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะคล้ายหมวกกันน็อค  รูปทรงของหุ่นยนต์  กันดั้ม RX-93 จากอนิเมะชื่อดังของญีปุ่นเรื่อง  ‘Mobile Suit Gundam’

 

 

สำหรับวิธีการสร้างสรรค์ผลงานของเขานั้น จะเริ่มด้วยการสร้างแบบจำลองแต่ละแบบด้วยระบบดิจิทัล ก่อนที่จะพิมพ์รูปแบบคัดลอกลงบนกระดาษแข็งและตัดด้วยเครื่องตัดเลเซอร์แบบพิเศษ โดยหน้ากากแต่ละชิ้นจะต้องใช้ความละเอียดลออในการประกอบเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นเพื่อให้มีความสวยงามและสมบูรณ์ที่สุด เช่น  หน้ากากกันดั้มล่าสุด ที่ทำจากชิ้นส่วนกระดาษแข็งกว่า 200 ชิ้น กระบวนการทำทุกอย่างเป็นไปอย่างพิถีพิถัน ซึ่งโทโมโอะ เองก็จะโพสต์รายละเอียดเป็นเอกสารคู่มือการทำลงบนบัญชีทวิตเตอร์ของเขาด้วย  ซึ่งทำให้คนที่ติดตามทวิตเตอร์ของเขาสามารถที่จะดาวน์โหลดวิธีการอย่างละเอียด และกลับไปทำด้วยตัวเองที่บ้านได้ด้วย นับเป็นการแบ่งปันความสุขที่ตัวเขาเองก็บอกว่ามันยิ่งใหญ่กว่าการเก็บความรู้ไว้ใช้คนเดียว และดีใจที่หลายคนจะได้นำวิธีการของเขาไปใช้ยามว่างในการสร้างสรรค์งานศิลปะจากกล่องกระดาษที่เหลือใช้ได้อีกด้วย


covid-บ้านโดม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

จากการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกรวมถึง ประเทศญี่ปุ่น ที่พบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีจำนวนมาก ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญเมื่อห้องในโรงพยาบาลอาจจะไม่เพียงพอต่อการรับผู้ติดเชื้อเข้ารักษาดูแล ล่าสุดบริษัทด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยชั่วคราวในเครือบริษัท “TCL” ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ และการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มีนำสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาเสนอแนวคิดการนำ “Easy Dome House” หรือบ้านโดมชั่วคราว ที่บริษัทได้ออกแบบและผลิตขึ้นมาก่อนหน้านี้ มาเพื่อใช้เป็นพื้นที่ชั่วคราวสำหรับการรักษาผู้ป่วย แก้ปัญหาการขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาลในขณะนี้

 

สำหรับ “Easy Dome House” มีรูปร่างเป็นลักษณะทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.3 เมตรและสูง 2.6 เมตร ผนังด้านนอกเป็นแผงที่ทำจากโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูงซึ่งมีความทนทานต่อฝนและมีการป้องกันเสียงและความร้อน ส่วนบริเวณภายในได้รับการตกแต่งด้วยเสื่อทาทามิขนาดประมาณสี่ผืนครึ่งและใหญ่พอที่จะรองรับเตียงผู้ป่วยและอุปกรณ์การแพทย์ มีประตูทางเข้าหนึ่งบาน และหน้าต่างสามบานเป็นมาตรฐาน และหากต้องการจะเพิ่มประตูขึ้นอีกก็สามารถทำได้ สามารถติดตั้งในลานจอดรถหรือ พื้นที่ว่างใดก็ได้ ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว และรื้อออกได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และนำออกได้ทันที

 

 

สำหรับสนนราคาของบ้านโดมชั่วคราวนี้ มีราคาต่อหลังอยู่ 780,000 เยน หรือราว 200,000 บาทไทย (ไม่รวมภาษีการบริโภคและค่าธรรมเนียมการจัดส่ง) โดยก่อนหน้านี้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ได้นำออกขายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน .ซึ่งมีจุดประสงค์เริ่มแรกเพื่อที่อยู่อาศัยชั่วคราวในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ แต่ด้วยการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ บริษัทได้รับการติดต่อจากสถาบันการแพทย์ต่างๆ มากขึ้น เพราะบ้านชั่วคราวนี้สามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับแยกตัวผู้ป่วยเพื่อการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้น

 

“บ้านโดมสามารถล้างทำความสะอาดได้อย่างสมบูรณ์ และไม่จำเป็นต้องขออนุญาตในเรื่องการก่อสร้างอาคารจากรัฐบาลท้องถิ่น ดังนั้นหวังว่ามันจะช่วยเรื่องของความยากลำบากในเรื่องการจัดการสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อในขณะนี้ ซึ่งเราต้องการสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น ในการแก้ปัญหาโรคระบาด รวมถึง ปัญหาเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว ก็สามารถใช้บ้านลักษณะนี้ได้เช่นกัน” ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท TCL กล่าว


Cover_2-3.jpg

kinyupen_adminApril 29, 2020

บริษัทญี่ปุ่นหัวใส เย็บผ้ากิโมโนเก่าเป็นหน้ากากอนามัยสำหรับนักสะสม จากหน้ากากผ้าธรรมดากลายเป็นสินค้าส่งออกมูลค่าสูง

 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดมากขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสวนทางกับหลายๆ ประเทศ นอกจากรัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาเข้มงวดกับการออกกฎหมายเพื่อจำกัดการรวมกลุ่มของประชาชนชาวญี่ปุ่นแล้ว ยังพยายามที่จะจัดหาเครื่องป้องกัน โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกครอบครัวอยู่ดี

 

แม้ก่อนหน้านี้ประเทศญี่ปุ่นจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีหน้ากากอนามัยขายมากมายและมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ แต่ปัจจุบันกลับไม่มีขายในท้องตลาดหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ความพยายามที่จะคิดค้นหาหน้ากากอนามัยหลายรูปแบบจึงเกิดขึ้น ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากได้ออกมาคิดค้นและแชร์วิธีการทำหน้ากากอนามัยตั้งแต่วิธีง่ายๆ จากกระดาษอนามัยธรรมดา ไปจนถึงหน้ากากผ้ารูปแบบน่ารักสวยงามเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนดังกล่าว

 

ล่าสุดดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะคิดค้นวิธีการทำหน้ากากอนามัยที่ก้าวไปอีกขั้น เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลนแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าจนสามารถกลายเป็นสินค้าส่งออกที่มีราคาอีกด้วย เมื่อหน้ากากอนามัยเหล่านั้น ทำมาจากผ้ากิโมโนเก่าซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมนั่นเอง

 

Photo: fb.com/iwasakimonojapan

 

โดยปกติแล้วหญิงสาวชาวญี่ปุ่นมักจะมีชุดกิโมโนเป็นของตัวเอง ไว้ใช้ในโอกาสสำคัญตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว และลวดลายของกิโมโนเหล่านั้นล้วนสวยงามและเป็นที่ต้องการของนักสะสม ด้วยลวดลายและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์หลากหลายรูปแบบ และด้วยแนวคิดนี้ จึงทำให้มีบริษัทแฟชั่นร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นกับอิตาลี ได้ออกมาสร้างสรรค์หน้ากากอนามัย จากกิโมโนเก่า ที่ใช้ชื่อว่า I Was a Kimono ซึ่งถือเป็นการให้ชีวิตใหม่แก่กิโมโน ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวคิดที่เริ่มต้นจากความเสียดายกิโมโนโบราณที่ถูกทิ้งร้างไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะจริงๆ แล้วชุดกิโมโนเก่าเหล่านั้นล้วนเป็นการผลิตอย่างประณีต เป็นชุดแฮนด์เมด แต่เมื่อไม่ได้ถูกใช้งานแล้วมันก็มักจะถูกใช้เป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขาดแคลนหน้ากากอนามัย ทำให้ชุดกิโมโนเหล่านี้ได้เกิดใหม่เป็นแมสก์อยู่บนใบหน้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม ที่จำเป็นมากในขณะนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่มันจะเป็นหน้ากากอนามัยที่สามารถใช้ได้นาน และช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกปลอดภัยจากภายนอกแล้ว มันยังเป็นแฟชั่นที่ทันสมัยและล้ำค่า เพราะทำจากชุดกิโมโนเก่าแสนสวย

 

ดีไซเนอร์ของบริษัทนี้ ได้นำผลงานการออกแบบหน้ากากอนามัยที่ทำจากกิโมโนโบราณเหล่านี้ออกมาเผยแพร่ โดยระบุว่า แต่ละหน้ากากกิโมโน ล้วนได้แรงบันดาลใจจากสไตล์วินเทจและเป็นธรรมชาติของชาวญี่ปุ่น เช่น หน้ากากลายเมเปิ้ลใบดอกโบตั๋น และ ลายคลื่นสไตล์ Hakusai

 

ด้านนอกของหน้ากากกิโมโนทำด้วยผ้าไหม แต่ภายในมีผ้าฝ้ายนุ่มๆ ที่ไม่ทำให้ระคายเคืองผิว ซึ่งหน้ากากแต่ละชิ้นถูกขายในราคา 2,100 เยน หรือราว 600 บาท โดยมีให้เลือกสามขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดปกติ และขนาดใหญ่ บริษัทผู้ผลิตระบุว่า ปัจจุบันหน้ากาก I was a Kimono ได้รับคำสั่งซื้อมากมายทั้งจากชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นเอง รวมไปถึงจุดหมายปลายทางระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น เยอรมัน อังกฤษ ไอซ์แลนด์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสิงคโปร์ และที่สำคัญ แม้ตอนนี้มีคนอยากจะสั่งซื้อก็ไม่สามารถซื้อได้ เพราะว่าทางบริษัทได้ขายหน้ากากเหล่านี้หมดไปแล้ว


Cover_1-3.jpg

zebertoothApril 16, 2020

ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่ง “พาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ในปี 2020 ขณะโควิด-19 อาจทำให้นักเดินทางต้องยืนยันสุขภาพก่อนเข้าสู่ประเทศอื่น

 

แม้ว่าในขณะที่สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวของทั่วโลกต้องพังทลายลงจากผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้การเดินทางออกต่างประเทศถูกจำกัดลงมากกว่า 80% โดยส่วนใหญ่การเดินทางเกิดขึ้นเฉพาะการอพยพกลับประเทศเพื่อหนีโรคระบาดเท่านั้น แต่โลกของการท่องเที่ยวถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโรคจนทำให้การเดินทางท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักลง The Henley Passport Index ซึ่งเป็นองค์กรจัดอันดับการทรงอิทธิพลของพาสปอร์ตที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกในการเดินทางของพลเมืองในประเทศนั้นๆ ได้ออกมาประกาศการจัดอันดับ “สุดยอดพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2020” ซึ่งปรากฏว่า พาสปอร์ตของพลเมืองประเทศญี่ปุ่นยังคงครองอันดับหนึ่งในปีนี้ และยังทำลายสถิติการเดินทางไปสู่ประเทศต่างๆ ได้สูงถึง 191 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

 

ในช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวทั่วโลกมีความสุขกับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่โดยเฉลี่ยแล้วมีประเทศที่ไม่ต้องวีซ่ากว่า 107 ประเทศทั่วโลก แต่ในวันนี้กว่า 93% ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ถูกห้ามให้มีการเดินทางเข้าสู่ประเทศอื่น นับเป็นการสูญเสียอิสรภาพในการเดินทางท่องเที่ยวที่หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าจะมีระยะเวลายาวนานไปอีกเท่าไหร่

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่าจากข้อมูลของ The Henley Passport Index ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำของพาสปอร์ต ที่ทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้งใน ปี 2020 โดยมีประเทศสิงคโปร์ ตามมาในอันดับสอง เยอรมนีและเกาหลีใต้ติดอันดับที่สามร่วมกัน ขณะที่ลักเซมเบิร์กและสเปน อิตาลีและฟินแลนด์ ได้ลำดับที่สี่ ในขณะที่พาสปอร์ตของ ออสเตรีย เพิ่งติดอันดับเข้ามาในอันดับที่ 5 ร่วมกับเดนมาร์ก ซึ่งการจัดอันดับนี้จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายวีซ่าของแต่ละประเทศที่ประกาศให้มีผลบังคับใช้

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่จากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความมีอิทธิพลของพาสปอร์ตของบางประเทศ เช่น สเปนหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีการถูกสั่งห้ามพลเมืองของประเทศนี้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พลเมืองสเปนถือว่ามีหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดในโลกชาติหนึ่งโดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม The Henley Passport Index มองว่าการระบาดใหญ่จะไม่ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อดัชนีพาสปอร์ตและสิ่งต่าง ๆ น่าจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้านี้ หรืออาจจะต้องใช้เวลาบ้างแต่ทุกอย่างจะเป็นปกติ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อาจจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบเรื่องของสุขภาพ ระบบดูแลสุขภาพฉุกเฉินต่างๆ ของนักเดินทางที่อาจจะต้องมีมาตรการเพิ่มขึ้นสำหรับการเดินทาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศต่างๆ ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาก่อน นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยในอนาคตความมั่นคงด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าประเทศ

 

สำหรับการจัดอันดับหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดที่ในปี 2020 คือ

  1. ญี่ปุ่น (191 จุดหมายปลายทาง)
  2. สิงคโปร์ (190)
  3. เกาหลีใต้, เยอรมัน (189)
  4. อิตาลีฟินแลนด์สเปนลักเซมเบิร์ก (188)
  5. เดนมาร์ก, ออสเตรีย (187)
  6. สวีเดน, ฝรั่งเศส, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส (186)
  7. สหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักรเบลเยียมนอร์เวย์สวิตเซอร์แลนด์ (185)
  8. สาธารณรัฐเช็ก, กรีซ, มอลตา, นิวซีแลนด์ (184)
  9. แคนาดาออสเตรเลีย (183)
  10. ฮังการี (182)

19_เที่ยวดิ่ง_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

เกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริง?

เกียวโต หนึ่งในเมืองหลักของญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมากที่สุด แต่ละปีสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ญี่ปุ่นมหาศาล หากวันนี้กำลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก  จนสื่อญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่าเกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริงหลังเพิ่งประสบสภาวะ “ฟองสบู่” มาก่อนหน้านี้

 

ด้วยการที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น จึงทำให้ “เกียวโต” มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญหลายแห่ง ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเริ่มนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งต่อมาได้รับความสำเร็จอย่างสูงโดยในปี พ.ศ.2559 ญี่ปุ่นระบุว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน กระตุ้นการใช้จ่ายสะพัดกว่า 8 ล้านล้านเยน ซึ่งรายได้จำนวนมากมาจากเมืองเกียวโตทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ ที่ขายดิบขายดีสร้างความยินดีให้กับชาวเกียวโต แม้ต้องแลกมาด้วยความแออัดวุ่นวาย

 

ในปี 2563 ญี่ปุ่นตั้งความหวังสร้างรายได้จากท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก ด้วยอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพโตเกียวโอลิมปิก2020 ที่จะกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ให้สะพัดไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ล่าสุดเหตุที่โตเกียวโอลิมปิกถูกเลื่อนออกไปอีก 1 ปี จึงดูเหมือนว่าความหวังทุกอย่างกำลังพังสลายโดยสิ้นเชิง เมื่อยอดจองโรงแรม ที่พักและธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด

 

“เกียวโต” ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะรายได้หลักของเมืองล้วนมาจากการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หอพักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวแบบทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดถูกยกเลิกได้รับผลกระทบอย่างหนักไปตามกัน

 

ฟองสบู่ท่องเที่ยวแตก ทุบรายใหญ่ทรุด รายเล็กร่อแร่

 

รายงานสมาคมการท่องเที่ยวเมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ระบุว่าหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงจนน่าตกใจ ยอดจองที่พักถูกยกเลิกแล้วกว่า 70% บางแห่งแทบไม่มียอดจองเหลือเลย นอกจากผลกระทบของโรคระบาดแล้ว นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นยังเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผ่านมามีการลงทุนสร้างโรงแรมที่พักในเกียวโตเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในลักษณะ “ฟองสบู่” ดังนั้นเมื่อมีวิกฤติด่วนธุรกิจเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบมากจน “ฟองสบู่แตก”

 

โรงแรมเกียวโต บริษัทจดทะเบียนเพียงแห่งเดียวของเมือง ประกาศคาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกว่า ผลประกอบการขาดทุนเมื่อเทียบกับรายได้ปีที่แล้ว โดยยอดจองห้องพักของโรงแรมลดลงประมาณ 40% และหลังมีคำสั่งห้ามจัดเลี้ยงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การประชุมและจัดเลี้ยงทั้งจากสโมสรโรตารีและไลออนส์ ตลอดจนองค์กรอื่นๆ ที่เป็นขาจร อันถือเป็นรายได้ประจำได้ถูกยกเลิกเกือบหมดแล้ว โดยโรงแรมเองก็ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมยกเลิกในส่วนนี้

 

สำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กถือว่าเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ดเพื่อรองรับการเติบโตช่วงที่การท่องเที่ยวเกียวโตบูมใหม่ๆ บ้านเรือนหลายแห่งถูกดัดแปลงเป็นโฮสเตล หรือ ห้องพักราคาถูก โดยกลุ่มนี้พบว่าอัตราการเข้าพักลดลง 60% และ 70%

 

กลุ่มที่รับผลกระทบมากที่สุดคือหอพักราคาถูก หรือ โรงแรมขนาดเล็กมาก ที่สร้างเพื่อรองรับกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษาในเกียวโตซึ่งส่วนใหญ่จะมีรายได้หลักจากโรงเรียนต่างๆ เท่านั้น เพราะโดยทั่วไปแล้วโรงแรมกลุ่มนี้จะไม่รับบุคคลทั่วไปนอกจากช่วงสั้นที่ไม่ใช่ช่วงทัศนศึกษาของเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเกิดโรคระบาด โรงเรียนต้องยกเลิกเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ยอดจองของกลุ่มโรงแรมนี้อยู่ในสภาวะ “ยอดขายเป็นศูนย์” และยังไม่สามารถคาดว่าจะขายห้องพักได้อีกเมื่อไหร่

 

สิ่งน่าห่วงอีกอย่าง คือ โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินสำรองที่แข็งแกร่งมากนัก หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนไม่สามารถที่จะนำรายได้เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไปได้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าอนาคตธุรกิจนี้อาจจะถึงจุดจบในที่สุด

 

บทความข้างต้นเห็นได้ว่า สถานการณ์เกียวโตในวันนี้บางเสี้ยวมีความเหมือน หรือ คล้ายคลึงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศแต่ละปีสูงมากจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ กอปรกับการโหมลงทุนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเอสเอ็มอี ดังเห็นได้ว่ามีโฮมสเตย์ผุดขึ้นทุกภาคของประเทศรวมถึงเป็นที่แจ้งเกิดธุรกิจเกี่ยวข้องมากมาย

 

หากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สกัดกั้นการเติบโตของทุกซัพพลายเชนในธุรกิจท่องเที่ยวให้หยุดชะงักและเข้าขั้นวิกฤตไม่แพ้เกียวโต ต้องรอดูว่ามาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการจะสามารถเยียวยาได้มากน้อยเพียงใด ธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้งเมื่อใด คำตอบในวันนี้ยังคงมืดมน คงได้แต่รอจนกว่าวิกฤตไวรัสที่เกิดขึ้นทั่วโลกครั้งนี้จะผ่านพ้นไป ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันในเร็ววัน

 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก headlines.yahoo


Tokyo_Olympics_2021_covid19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 25, 2020

หลังจากต้องอยู่ในความไม่แน่นอนว่าคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC จะตัดสินใจอย่างไรกับอนาคตของการแข่งขันกีฬาของมนุษยชาติอย่าง โอลิมปิก โตเกียว 2020 เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด19 ล่าสุดหลังการประชุมอย่างเคร่งเครียด ในที่สุด IOC ได้มีประกาศออกมาว่า โอลิมปิกโตเกียว และพาราลิมปิกโตเกียว จำเป็นจะต้องเลื่อนการจัดแข่งขันออกไปเป็นช่วงฤดูร้อนของปีหน้าแทน แต่จะยังคงใช้ชื่อโอลิมปิกโตเกียว2020 และ พาราลิมปิก โตเกียว 2020 เช่นเดิม

 

การประกาศเลื่อนการจัดการแข่งขันของ IOC ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังการพิจารณาแล้วว่าการระบาดของโรคโควิด 19 จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างแน่นอน เพราะนอกจากนักกีฬาจากหลายประเทศเช่น แคนาดา และออสเตรเลียจะออกมาประกาศว่าจะไม่เดินทางมาแข่งขันที่ญี่ปุ่นอย่างแน่นอนเนื่องจากความวิตกเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพ ขณะที่ผลสำรวจของชาวญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่ก็เห็นว่าควรมีการเลื่อนการจัดแข่งขันออกไป เพราะแม้ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายทางการการเงินให้กับญี่ปุ่นแต่ก็ดีกว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตนักกีฬาและผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด

 

ด้านปฏิกิริยาของนักกีฬาจากทั่วโลก ส่วนใหญ่แสดงความผิดหวังที่โอลิมปิกครั้งนี้จะถูกเลื่อนออกไป เพราะนักกีฬาบางคนจะใช้การแข่งขันในครั้งนี้ในการเกษียณตัวเองจากการแข่งขันระดับชาติ ในขณะที่บางคนก็เกรงว่าร่างกายอาจจะไม่อยู่ในสภาพพร้อมแข่งขันในอีก 12 เดือนข้างหน้า แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ญี่ปุ่นเคยต้องผจญกับวิบากกรรมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกมาแล้วหลายครั้ง จนอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นประเทศเดียวในโลกที่ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พวกเขาจะต้องพบกับอุปสรรคที่ไม่สามารถทำให้การจัดโอลิมปิกจัดขึ้นได้ราบรื่นตามกำหนดเวลา

ย้อนอดีตวิบากกรรมของญี่ปุ่นกว่าจะได้จัดโอลิมปิก ที่นี่

 

ขอบคุณภาพจาก : Reuters/Dado Ruvic