ep9-2-aaa_a_aa-aaaaaeasaaa_-aaaaa-fb-1.jpg

kinyupen_adminSeptember 21, 2020

He Knows She Knows ชวนคุณไปหาคำตอบกับเรื่องวิญญาณ ความเชื่อและศาสนา ต่างวัฒนธรรม ต่างความเชื่อ และบทสวดบาลีผีฝรั่งฟังออกหรือไม่? ไขคำตอบได้ที่นี่ ...


ep9-aaa_a_aa-aaaaaeasaaa_-aaaaa-cover-1-1280x720.jpg

kinyupen_adminSeptember 11, 2020

He Knows She Knows ชวนคุณไปหาคำตอบกับเรื่องวิญญาณ ความเชื่อและศาสนา ต่างวัฒนธรรม ต่างความเชื่อ และบทสวดบาลีผีฝรั่งฟังออกหรือไม่? ไขคำตอบได้ที่นี่ ...


Plant-for-luck-Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 27, 2020

มีความเชื่อว่า บ้าน หรือที่อยู่อาศัยที่ดี จะส่งเสริมให้คนในบ้านมีความสำเร็จ ความสมบูรณ์ และเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ดังนั้นทุกคนจึงมุ่งเน้นการปรับหรือตั้งบ้านตามศาสตร์ฮวงจุ้ย หากองค์ประกอบเสริมที่ไม่ควรละเลยคือ พื้นที่ภายนอกรอบบ้านที่เป็นเสมือนแผงรับพลังดึงดูดพลังที่ดีเข้ามาเสริม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำคำแนะนำของอาจารย์เดียร์ ปานชีวา ถึงเคล็ดการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ เพื่อสร้างมงคล กระตุ้นให้เกิดพลังดีๆ เสริมทรัพย์ เสริมโชคลาภให้กับคนในบ้าน

 

วันอาทิตย์

พื้นฐาน      : เป็นคนหยิ่ง มั่นใจตัวเองสูง มีความเป็นผู้นำชอบแสดงออก จริงใจกับสิ่งที่ทำ อารมณ์ร้อนง่าย

พันธุ์ไม้        : ต้นโกศล หรือไม้ดอก ไม้ประดับที่มีสีเขียว น้ำตาล เหลือง

ส่งผล          : ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ มิตรสหาย บริวารให้ความเชื่อถือ

ทิศที่ควรปลูก  : ใต้ หรือ ตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน

 

วันจันทร์

พื้นฐาน      : มีเสน่ห์ มีปัญญาดี มีความลึกลับ มีวิธีแก้สถานการณ์ได้แยบยล

พันธุ์ไม้        : ต้นพุด หรือไม้ดอก ไม้ประดับสีขาว ครีม

ส่งผล          : มีชื่อเสียง ความเจริญรุ่งเรือง คนในบ้านกลมเกลียวและมีสุขภาพดี

ทิศที่ควรปลูก  : เหนือ หรือ ตะวันออกของบ้าน

 

วันอังคาร

พื้นฐาน      :  ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย โกรธง่ายหายเร็ว  มีน้ำใจเข้ากับคนง่าย

พันธุ์ไม้        : ต้นอัญชัน หรือไม้ที่มีสีฟ้า สีน้ำเงิน

ส่งผล          : ความเจริญรุ่งเรือง มีมิตรมากมายและสร้างสัมพันธ์ที่ดี

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออก

 

วันพุธ

พื้นฐาน      :  อัธยาศัยดี  เจราจาเก่ง ความคิดเฉียบแหลม

พันธุ์ไม้        : ชวนชม หรือไม้ที่มีสีสันสดใส ชมพู  หรือ ม่วง

ส่งผล          : กระตุ้นแรงบันดาลใจ ความกระตือรือร้น เป็นที่รักของคนรอบข้าง

ทิศที่ควรปลูก  : ใต้

 

วันพฤหัสบดี

พื้นฐาน      :  เป็นผู้นำมีความสามารถ ยึดมั่นคุณธรรม ชอบท่องเที่ยว

พันธุ์ไม้        : ไผ่กวนอิม หรือไม้ดอกไม้ประดับสีเขียว

ส่งผล          : ชักนำมิตรดีมีคุณธรรม สร้างความสามัคคีในครอบครัว

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออก

 

วันศุกร์

พื้นฐาน      :  รักศักดิ์ศรี มีแรงดึงดูดต่อคนรอบข้าง หูเบาเชื่อคนง่าย

พันธุ์ไม้        : โป้ยเซียน หรือไม้ที่มีดอกสีเหลือง หรือสีส้ม

ส่งผล          : ดึงดูดโชคลาภ เงินทองไม่ขาดสาย

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออกเฉียงเหนือ

 

วันเสาร์

พื้นฐาน      :  มีโลกส่วนตัวสูง  ดื้อเงียบ สนใจใฝ่รู้ มีพลังโน้มน้าวผู้อื่น

พันธุ์ไม้        : กล้วยไม้สีม่วง หรือที่ให้สีและกลิ่นที่เป็นมิตร เน้นดอกสีม่วง

ส่งผล          : ให้อ่อนโยน มีมิตรช่วยส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง

ทิศที่ควรปลูก  : เหนือ หรือตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน

 

 


19_ผีโปตอง_Cover_2.jpg

zebertoothApril 14, 2020

เพราะการออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนจำนวนมากอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ออกไปจำนวนมาก รัฐบาลในหลายประเทศจึงขอให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในที่สุด

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่ามาตรการขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านจะเป็นวิธีที่หลายประเทศดำเนินการ แต่ในบางประเทศก็กลับพบว่ารัฐบาลไม่ได้มีคำสั่งการกักตัวที่เข้มงวดเนื่องจากติดขัดปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ เช่น ที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่รัฐบาลยังไม่ประกาศให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน แต่ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดทำให้หมู่บ้าน หรือ ชุมชนต่างๆ จึงต้องหันมาหาวิธีป้องกันการแพร่ระบาดด้วยตัวเอง เช่นข่าวล่าสุด ที่รายงานโดยสำนักระบุว่า หมู่บ้านเคปูห์ ในประเทศอินโดนีเซีย มีแนวคิดหาวิธีในการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 จากการออกมาชุมนุมนอกบ้านของชาวบ้านด้วยตัวเอง หลังรัฐบาลยังไม่ออกมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาด

 

สำหรับวิธีที่ถูกคิดขึ้นเองนี้อาศัยความเชื่อโบราณของชาวอินโดนีเซียเกี่ยวกับผี และวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว โดยอาสาสมัครในหมู่บ้านเคปูห์ ในพื้นที่เกาะชวาตอนใต้ได้ให้อาสาสมัคร 2 คน แสดงเป็นผี “โปคอ” ด้วยการนำผ้าสีขาวมาห่อหุ้มตามร่างกายและนั่งอยู่หน้าประตูหมู่บ้านเป็น “ผีผ้าห่อศพ” เพื่อให้ประชาชนไม่ออกมานอกบ้านในเวลากลางคืน หวังที่จะให้ผู้คนห่างจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่

 

หมู่บ้านเคปูห์ บนเกาะชวาได้เริ่มใช้วิธี “ผีผ้าห่อศพ” นี้หลังจากที่เกิดการระบาดอย่างหนักในประเทศอินโดนีเซีย โดยอาสาสมัครจะคลุมตัวด้วยผ้าสีขาวและออกลาดตระเวนไปตามท้องถนนในหมู่บ้าน โดยตามความเชื่อของชาวบ้านในอินโดนีเซียเชื่อว่าผี “โปคอ” เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว ร่างกายจะห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาว มีใบหน้าเป็นสีขาว ขอบตาเป็นสีดำ โดยแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้ออกมาตรการปิดเมือง แต่หลังจากที่ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้นทำให้ชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งเริ่มหวาดกลัวว่าการระบาดมีจำนวนเพิ่มขึ้นในชุมชนของตน ต่างพากันหาวิธีเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคด้วยตัวเอง รวมถึงหมู่บ้านเคปูห์ แห่งนี้ที่ใช้วิธีให้อาสาสมัครปลอมตัวเป็นผี “โปคอ” มาลาดตระเวนแทน

 

 

อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ไม่ได้ผลในระยะแรกเนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่รู้ว่ามันเป็นวิธีการเพื่อป้องกันการออกนอกบ้าน และไม่ใช่ผีจริงๆ ทำให้บางคนออกมาแอบดูผีแทน ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีด้วยการให้อาสาสมัครที่ปลอมตัวเป็นผีเหล่านี้ออกมาตอนในช่วงที่ประชาชนไม่ทันตั้งตัวเพราะตกใจซึ่งวิธีนี้ก็ใช้ได้ผล

 

ปัจจุบันอินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดเชื้อแล้ว 4,241 ราย เสียชีวิต 373 ราย และมีความวิตกว่ายอดผู้ติดเชื้ออาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก จากการคาดการณ์ของ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอินโดนีเซียคาดการณ์ว่าอาจมีผู้เสียชีวิต 140,000 รายและ 1.5 ล้านรายภายในเดือนพฤษภาคมหากยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด

 

 “ ตั้งแต่ผีโปคองปรากฏตัว เราก็พบว่าพ่อแม่และเด็ก ๆ ไม่ได้ออกจากบ้านของพวกเขาและผู้คนจะไม่มารวมตัวกันหรืออยู่บนถนนหลังจากทำละหมาดตอนเย็นแล้ว” อาสาสมัครซึ่งเป็นทีมงานของผีโปคองกล่าว

 

 

ขณะที่ ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแถบชานกรุง ฆิโต (Quito) ประเทศเอกวาด มีชาวบ้านจำนวนนับร้อยไปชุมนุมกันที่ลานอเนกประสงค์ เพื่อร่วมกันทำพิธีชำระล้างจิตวิญญาณ เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่กำลังระบาด โดยวิธีการดังกล่าวเป็นการอาศัยความเชื่อของชาวพื้นเมืองที่จะใช้ควันที่ได้จากสมุนไพรในป่า นำมารวมกันแล้วเผาให้เกิดควัน และนำไปโบกใส่ตัว โดยมีแม่หมอที่เรียกกันว่า “มาม่า โรสิตา” เป็นคนสวดคาถาไล่เชื้อโรคออกไป

 

ในเอกวาดอร์มีแม่หมอท้องถิ่นมากมาย  และยังมีกระจายอยู่ในประเทศแห่งเทือกเขาแอนดีส ในทวีปอเมริกาใต้ ยาชัคประกอบพิธีโดยใช้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หลายชนิด ซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ และช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนที่หมู่บ้านอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็จะใช้วิธีทางความเชื่อด้วยการทำพิธีกรรมสวดไล่เชื้อโรคแบบนี้เช่นกัน

 

แม้จะดูเหมือนเป็นความเชื่อที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์ แต่ผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่บอกว่า พิธีแบบนี้มีผลทางด้านจิตใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนก็รู้ดีว่า วิธีที่ดีที่สุดคือล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกจากบ้านนั่นเอง

 

 

ขณะที่ในประเทศไทย ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ไสยศาสตร์มาเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 นี้เช่นกัน โดยที่ จ.นครราชสีมา ชาวบ้านหนองจาน และ จังหวัดพะเยา  ที่พากันแขวนเสื้อสีแดงไว้หน้าบ้าน ตามความเชื่อว่าจะปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ชาวบ้านเล่าว่า ได้ยินเรื่องราวของเด็กทารกสื่อสารได้ว่า โรคโควิด-19 คล้ายกับโรคห่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ต้องแก้เคล็ดโดยนำเสื้อหรือผ้าสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้าน ทำให้หลายคนพากันทำตาม เนื่องจากเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และยังมองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบอกว่า ไม่ได้เชื่อเพียงแขวนเสื้อแดงเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญชาวบ้านยังคงสวมใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือเป็นประจำ ตามที่แพทย์แนะนำด้วย

 

 

ขณะที่ ที่ จ.มหาสารคาม เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม และผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ร่วมประกอบพิธีสวดทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อนำไปฉีดตามสี่มุมเมือง โดยเชื่อว่าเป็นการขับไล่ป้องปรามโรคร้ายภัยพิบัติต่างๆ ไม่ให้ทำร้ายเมืองตามความเชื่อ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งในพิธีมีการนิมนต์พระเถรานุเถระ 9 รูป ประกอบพิธีสวดมนต์ปัดเป่าขจัดภัย จากนั้นมีการปล่อยรถบรรทุกน้ำแบ่งออกเป็น 4 สาย วิ่งไปตาม 4 มุมเมือง เพื่อฉีดพ่นน้ำพระพุทธมนต์  ท่ามกลางคำเตือนที่ว่าละอองน้ำอาจจะทำให้เกิดการติดต่อเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้

 


-covid_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม คำทำนายพระสุบิน (ความฝัน) ของพระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น ในยุคสมัยที่ศาสนาได้เสื่อมลง ซึ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เนื้อความดังกล่าวปรากฏใน อรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย

 

พระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายพระสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถีไว้ว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี เมื่อศาสนาในพระโคตมพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเสื่อมลง (เชื่อกันว่าอายุพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม ยืนยาวเพียง 5,000 ปี ยุคต่อมาคือ ยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)

หมายเหตุ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธองค์ปัจจุบัน คือ พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่า สิทธัตถะ โคตรมะ

 

ตามชาตกัฏฐกถา หรือ คัมภีร์ที่รวบรวมคำอธิบายความในพระไตรปิฎก (ซึ่งประกอบด้วยคาถา หรือร้อยแก้วอันเป็นต้นเรื่องของชาดก) อธิบายว่า พระพุทธเจ้าได้ประทานคำทำนายพระสุบิน 16 เรื่อง แต่ละเรื่องพระองค์ได้ประทานคำทำนายถึงยุคเสื่อมซึ่งจะเกิดในอนาคต เอาไว้ดังนี้

 

  1. โคผู้สีดอกอัญชัน 4 ตัววิ่งมาจากทิศทั้ง 4 ทำทีเหมือนจะชนกัน แต่สุดท้ายไม่ชน กลับถอยห่างกันไป

ทำนายว่า ภายหน้าจะเกิดทุพภิกขภัย หรือ สภาวะของการขาดแคลนอาหาร ผู้คนขาดโภชนาการ อดอยากและรวมไปถึงโรคระบาดจะตามมา ถึงแม้ฝนจะตั้งเค้า เมฆครึ้มก็กลับหาย เหมือนโคที่ตั้งท่าแต่แล้วกลับไม่ชนกัน

 

  1. ต้นกล้าหรือต้นไผ่โตเพียงคืบ ก็ออกดอกผล

ทำนายว่า มนุษย์ในภายหน้า แม้จะอายุน้อยก็จะมีราคะ คิดสมสู่แต่เด็ก เด็กหญิงจะมีระดูตั้งแต่ยังเยาว์ ตั้งครรภ์เร็วเหมือนต้นกล้าที่ยังไม่ทันโตก็ออกดอกผลแล้ว

 

  1. แม่โคดื่มนมลูกโคแรกเกิด

ทำนายว่า เมื่อถึงยุคเสื่อม ภายหน้าเด็กจะไม่เคารพเลี้ยงดูผู้ใหญ่ คนชราหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ จึงต้องอ้อนวอนขอให้ลูกหลานเลี้ยงดู เหมือนแม่โคที่ดื่มนมจากลูกโคนั่นเอง

 

  1. คนไม่เอาโคใหญ่เทียมแอก ไปเทียมแอกกับโครุ่น โครุ่นสะบัดแอกออกเสีย ทำให้เกวียนไปไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม ตั้งยศตำแหน่งแก่คนหนุ่มเยาว์ ที่ไม่มีประสบการณ์ แทนที่จะมอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ เมื่อคนขาดประสบการณ์ จึงไม่สามารถทำกิจต่างๆ ให้สำเร็จได้

 

  1. ม้ามี 2 ปาก ผู้คนเอาหญ้าให้กินทั้งสองปากนั้น

ทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจจะโง่เขลา แต่งตั้งคนโลเล ไม่มีศีลธรรมเป็นผู้พิพากษา คนพวกนี้จะรับสินบนทั้ง 2 ฝ่าย และตัดสินความตามใจชอบ เหมือนม้า 2 หัวที่กินหญ้าทั้ง 2 ปาก

 

  1. ผู้คนนำถาดทองคำไปให้หมาจิ้งจอกปัสสาวะรด

ทำนายว่า ผู้คนชั้นสูงที่มีชาติตระกูล นามสกุลใหญ่โตจะสิ้นวาสนา หมดอำนาจ ผู้มีอำนาจกลับตั้งยศตำแหน่งแก่คนสกุลต่ำ บรรดาคนมีชาติตระกูลจึงต้องยกบุตรสาวให้แต่งงานคนไม่มีสกุลเพื่อรักษาผลประโยชน์ เหมือนถาดทองที่ยกให้สุนัข

 

  1. ชายคนหนึ่งฟั่นเชือกอยู่ แล้วหย่อนปลายเชือกไว้ใต้เตียง โดยไม่รู้ว่าสุนัขตัวหนึ่งแอบกินปลายเชือกนั้น

(ฟั่น คือ การพันเชือกให้เป็นเกลียว)  

ทำนายว่า ในอนาคตเมื่อถึงยุคเสื่อม ภรรยาจะขี้เมา มักแต่งตัวออกเที่ยวเตร่ ผลาญทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ไปกับชายชู้

 

  1. ผู้คนพากันเทน้ำใส่ตุ่มที่เต็มแล้ว จนน้ำไหลนองออกก็ยังเทน้ำใส่อีก แต่ไม่มีใครเทใส่ตุ่มเปล่าที่ตั้งอยู่รอบ ๆ

ทำนายว่า ภายหน้าเมื่อศาสนาเสื่อม พระราชาทั้งหลายจะตกยาก จึงเกณฑ์ประชาชนให้ปลูกพืชส่งเป็นส่วยเข้าพระคลัง หรือ ผู้มีอำนาจต่างเบียดเบียนขูดรีดภาษี ประชาชนก็ก้มหน้าก้มตาหารายได้ นำไปจ่ายให้กับผู้มีอำนาจให้รวยยิ่งขึ้นไป

 

  1. สระน้ำแห่งหนึ่งมีฝูงสัตว์ลงไปดื่มกิน น้ำกลางสระขุ่นมัว แต่ขอบสระน้ำที่สัตว์ดื่มกินกลับไม่ขุ่น

ทำนายว่า ในอนาคตที่ผู้มีอำนาจ ไร้เมตตา ขาดศีลธรรม จ้องเบียดเบียนประชาชนให้เดือดร้อน ทำให้ประชาชนต่างย้ายไปอยู่ชนบทชายแดนเหมือนดังขอบสระบัวที่น้ำใส เมืองหลวงว่างเปล่าเหมือนกลางสระที่ขุ่นมัว

 

  1. หุงข้าวหม้อหนึ่ง แต่ข้าวสุกไม่ทั่ว มีทั้งข้าวสุก ข้าวแฉะ ข้าวดิบ

ทำนายว่า เมื่ออนาคตผู้คนไม่อยู่ในศีลธรรม ภายหน้าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล ตกไม่ทั่วถึง เพาะปลูกพืชไร่ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างตามแต่พื้นที่

 

  1. คนเอาแก่นจันทน์ราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (เถาวัลย์เน่า)

พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าอลัชชี หรือ นักบวชที่ไม่มีความละอายจะมีมาก ไม่เพียรสอนตรงตามพระธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ ประชาชนก็ไม่ใส่ใจพระธรรมแท้ หลงชื่นชมวาทศิลป์ และมอบสักการะต่างๆ ให้พวกอลัชชี

 

  1. น้ำเต้าแห้งจมน้ำ

ทรงทำนายว่า ภายหน้าถ้อยคำของคนไม่มีสกุลและพระทุศีล (คนที่ไม่มีศีล ไม่ถือศีล หรือไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ) จะเป็นที่เชื่อถือยอมรับในสังคม เหมือนกับน้ำเต้าที่ปกติมีน้ำหนักเบา ที่ผู้คนให้ความสำคัญกลับมีน้ำหนักจนจมน้ำ

 

  1. แท่งศิลาใหญ่ลอยน้ำได้ดุจเรือ

พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าถ้อยคำของปัญญาชนและพระมีศีล ที่ควรได้รับความเชื่อถือ กลับไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม เหมือนดั่งหินศิลาที่หนักและหนาแต่ลอยน้ำ ดูเบาคล้ายเรือ

 

  1. เขียดตัวเล็กๆ ไล่กัดกินงูเห่าตัวใหญ่

ทำนายว่า ภายภาคหน้าภรรยาเด็กๆ จะครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดของสามี สามีถูกดุด่าราวกับคนรับใช้ เหมือนเขียดตัวเล็กที่กลับกินงูเห่าได้

 

  1. หงษ์ทองกลายเป็นบริวารแวดล้อมกา

ทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจจะไม่เฉลียวฉลาด คอยอุปถัมภ์คนไม่มีสกุล ผู้มีสกุล หรือชนชั้นสูงต่างพากันไปรับใช้คนไม่มีสกุลเหล่านั้น เพื่อให้อยู่รอด

 

  1. ฝูงแกะไล่กัดกินเสือ พวกเสือกลัวแกะ ต่างพากันหนีเข้าไปซ่อนตัวในพุ่มไม้

ทำนายว่า ในยุคที่ศาสนาเสื่อมลง คนไม่มีสกุลและพระทุศีลขึ้นมามีอำนาจ คอยกดขี่ขูดรีดเอาทรัพย์สินจากคนมีสกุลและพระมีศีล เหมือนกับเสือที่ต้องซ่อนตัวจากพวกแกะ

 

ทั้งนี้เมื่อมองไปยังเหตุการณ์ในอดีต ที่ผ่านมาก็เคยมีเหตุการณ์ที่กล่าวได้ว่าเป็นกลียุคอยู่หลายครั้งด้วยกัน โดยตามสถิติแล้ว โลกเราจะพบการแพร่ระบาดของไวรัสประมาณ 5 ครั้งในรอบ 100 ปี และมี 1 ครั้งในรอบ 100 ปี ที่เป็นเหตุการณ์ระบาดครั้งใหญ่ในรอบประวัติศาสตร์ เช่นในปี พ.ศ.2461 (ค.ศ.1981) นั้นมีคนทั่วโลกประมาณ 60 – 80 ล้านคนที่ต้องเสียชีวิตด้วยไข้หวัดสเปน 1918 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ กินระยะเวลาประมาณ 3 เดือน  (ที่มา : https://siamrath.co.th/n/139828)

 

เชื่อหรือไม่?

มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุการณ์โรคระบาดล้างโลกอันน่าพิศวง นั่นคือ “เมื่อใดก็ตามที่คริสตศักราชลงท้ายด้วยเลข 20 หรือพุทธศักราชลงท้ายด้วยเลข 63 มักเกิดโรคระบาดใหญ่ 1 ครั้ง

พ.ศ.2263 (1720) -กาฬโรค

คร่าชีวิตคนทั่วโลก ฝรั่งเศสหนักสุดโดนหนักเสียชีวิตเป็นแสนคน

พ.ศ.2363 (1820) – อหิวาระบาด

หรือ โรคห่าในไทย ที่มีผู้เสียชีวิตมากจนเผาศพไม่ทัน ต้นกำเนิดของคำว่า แร้งวัดสระเกษ

พ.ศ.2463 (1920) -ไข้หวัดสเปนระบาดทั่วโลก

โรคระบาดที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 100 ล้านคน หรือ คิดเป็น 5%ของประชากรโลก

พ.ศ.2563 (2020) ไวรัสโควิด-19 ระบาด

วิกฤตครั้งใหม่ของโลก ที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติ

 

“บทความนี้เป็น ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความ”


_พญานาคศรัทธา.jpg

kinyupen_adminOctober 15, 2019

บั้งไฟพญานาค…มหัศจรรย์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่เกิดขึ้นทุกปีในวันออกพรรษา ตามตำนาน บอกว่า วันออกพรรษาซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดี จึงเฮ็ด หรือ จุดบั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ในบั้งไฟพญานาค ของดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกันอีกตามเคย

ลูกไฟ สีแดงอมชมพู ไม่มีเสียงไม่มีควัน ไม่มีเปลว พวยพุ่งขึ้นจากกลางแม่น้ำโขง หลายสิบลูกบ้าง นับร้อยลูกบ้าง แตกต่างกันไปในแต่ละปี เป็นสิ่งเร้นลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ว่าเกิดจากพญานาคผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือ เกิดจากฝีมือมนุษย์กันแน่

ความแปลกประหลาดของบั้งไฟพญานาค คือ เป็นลูกไฟที่ไม่โค้งและไม่ตกลงมา เหมือนพลุตะไลไฟพะเนียงทั่วไป แต่จะดับกลางอากาศ

ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขตอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย เห็นลูกไฟแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ตั้งแต่เกิดจนโต

จุดที่เกิดบั้งไฟพญานาคทุกปี บ่อยที่สุด คือ บริเวณค่าย ตชด. (อ่างปลาบึก), วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่, ท่าน้ำวัดหลวง ต.วัดหลวง เรื่อยลงไปจนถึง เขตบ้านน้ำเป กิ่งอ.รัตนวาปี จนกลายเป็นความเชื่อว่า ในบริเวณนั้นด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างเป็นเมืองบาดาล

เชื่อกันว่าในเขต อ.โพนพิสัย นั้น ด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างใต้พื้นดินเป็นเมืองบาดาลมีทางเชื่อมต่อระหว่าง เมืองมนุษย์กับเมืองบาดาล ถือเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองพญานาค ส่วนเมืองหลวงนั้น อยู่บริเวณแก่งอาฮง

 

อ.บึงกาฬ

อาจเป็นเพราะ “แก่งอาฮง”…หรือ สะดือแม่น้ำโขง คือ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง

บางตำนาน บอกว่า แม่น้ำโขงกับพญานาคมีสายสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึงท้าวพังคี พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ซึ่งแปลงร่างเป็นกระรอกเผือก เพื่อมายลโฉมของนางไอ่คำ

ในตำนาน กล่าวถึงบรรพชนของ “ท้าวพังคี” ก่อนที่จะมาอยู่ในแม่น้ำโขง เคยอยู่เมืองหนองแส ซึ่งมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ยาวกว่า 40 กิโลเมตร มาก่อน สันนิษฐานว่า หนองแส น่าจะเป็นบริเวณทะเลสาบเอ่อไห่ ในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในปัจจุบัน

ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึง พญานาคสองสหายแบ่งกันปกครอง พญานาคราชศรีสุทโธ ปกครองครึ่งหนึ่ง และ พญานาคสุวรรณโค ปกครองอีกครึ่งหนึ่ง มีบริวารฝ่ายละ 5,000 ตนเท่ากัน

ต่อมาทั้งสองแตกคอกัน ด้วยเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนอาหาร โดยพญานาคศรีสุทโธ สามารถล้มช้างได้หนึ่งตัว เมื่อล้มช้างได้ก็จัดแบ่งเนื้อช้างไปให้พญานาคสุวรรณนาโคครึ่งตัว พร้อมกับนำขนช้างไปให้ดูเป็นหลักฐาน พญานาคพร้อมทั้งบริวารทั้งสองฝ่ายได้กินเนื้อช้างอย่างอิ่มหมีพีมัน

ต่อมา พญานาคสุวรรณโค  ซึ่งมีนิสัยคิดละเอียดถี่ถ้วน  อ่อนโยนเยือกเย็นเมื่อได้กินเนื้อช้างที่สหายมอมให้ก็รู้สึกอิ่มเอม และคาดหวังว่าตนเองจะสามารถหาอาหารที่มีจำนวนมาก ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับเนื้อช้างมามอบให้สหายได้เช่นกัน

แต่ด้วยความที่พญานาคสุวรรณโค เป็นพญานาคที่ไม่เด็ดเดียว ไม่กล้าตัดสินใจจึงล่าสัตว์ได้เพียงเม่นตัวเล็กๆ แต่ก็คิดว่า สิ่งที่ตนเองล่าได้นั้น มีค่ามากแล้ว จึงแบ่งเนื้อเม่นให้พญานาคศรีสุทโธ ครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งนำขนเม่นมาให้ดูด้วย แต่เพราะเม่นตัวเล็กกว่าช้าง เนื้อจึงมีนิดเดียว แต่ขนกับใหญ่กว่าขนช้าง พญานาคราชศรีสุทโธไม่เคยเห็นตัวเม่นมาก่อน เมื่อเปรียบเทียบขนเม่นกับขนช้าง  จึงคิดว่า ขนช้างเส้นนิดเดียวตัวยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วขนเม่นใหญ่ขนาดนี้ ตัวจะใหญ่ขนาดไหน เม่นน่าจะต้องใหญ่กว่าช้างแน่นอน

เมื่อคิดดังนั้น จึงกล่าวกับ พญานาคสุวรรณโค ว่า “สหายดีกับเราจริงหรือ ดูสิเราเคยแบ่งช้างให้ครึ่งตัว เนื้อมากกองเท่าภูเขาเลากา แต่ทำไม่สหายแบ่งเนื้อเม่นให้เรานิดเดียว”  จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับไปคืนพญานาคสุวรรณนาโคพร้อมกับฝากบอกว่า

“เราไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม จากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์”

พญานาคสุวรรณนาโค  ได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินทางไปพบพญานาคราชศรีสุทโธเพื่อชี้แจงให้ทราบว่า  ขนเม่นแม้นจะใหญ่โตแต่ตัวมันเล็กนิดเดียว  และเนื้อเม่นนี้เป็นเนื้อที่กินอร่อยกว่าเนื้อสัตว์ใดๆ  ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเถิด  แต่พูดเท่าไร  พญานาคราชศรีสุทโธ  ซึ่งมีความโกรธตั้งแต่เห็นเนื้อเม่นเป็นทุนเดิม จึงสั่งให้บริวารไพร่พลทหารรุกรบทันที

พญานาคทั้งสองตนรบกันนานถึง 7 วัน 7 เดือน 7 ปี จนต้องมีคนกลางมาหย่าศึก…และกลายเป็นตำนานการสร้างแม่น้ำโขง มหานทีสีทันดร และ แม่น้ำน่าน….ในกาลต่อมา….!!!

 


_พญานาค_.jpg

kinyupen_adminOctober 14, 2019

หากกล่าวถึงพญานาค ล้วนมีเรื่องราวและความเชื่อที่แตกต่างกัน เล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นประเพณีบั้งไฟพญานาค หรือแม้แต่ปีนักษัตรตามราศี อย่างปีมะโรงที่สื่อถึง ความลึบลับ ทรงพลัง อำนาจของพญานาค กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องพญานาคของ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกัน

 

ม่ใช่แค่แม่น้ำโขงหรอก ที่มี “พญานาค”

คำบอกเล่าถึงเรื่องราวของพญานาค ถูกส่งผ่านต่อกันมาหลายชั่วอายุนับพันๆปี ถ้าลองสืบค้นเรื่องราวของพญานาค ที่เก่าแก่ที่สุด น่าจะเป็นข้อมูลที่ระบุว่า พญานาค..มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ซึ่งเป็นป่าและมีงูชุกชุม ความมีพิษและความดุร้ายของงู ..กลายมาเป็นการสั่งสมความเชื่อในเรื่องของอำนาจ และ ความเร้นลับ

 

ถ้าคุณเดินทางไปอินเดียตอนใต้ การกราบไหว้งู  กราบไหว้เทวรูปงู และ การเป่าปี่เรียกงู ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของผู้คนในดินแดนแถบนี้ พวกเขาเชื่อว่า “งู” เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ส่วนนาค หรือ พญานาค คือ พญาแห่งงูใหญ่ ที่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา เป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล และ เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ

 

จากอินเดียใต้ ความเชื่อเรื่อง..นาค และ พญานาค แผ่ขยายไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วทวีปเอเชีย เรื่องราวของพญานาค ปรากฏทั้งในเทพนิยาย ตำนานพื้นบ้าน วรรณกรรม หรือ แม้แต่เรื่องราวในมหากาพย์ภารตยุทธและพุทธประวัติ ในมหากาพย์มหาภารตะ พญานาค เป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้ง แต่ที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมอันเป็นเครื่องดับทุกข์แล้วนั้น พระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาค “มุจลินทร์” เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อป้องกันลมและฝนมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว พญานาคมุจลินทร์ ได้คลายขนดออก และแปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

 

ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก เป็นสัญลักษณ์ ว่า พญานาค คือ เทวดาแปลงกายมาเพื่อปกป้องพระบรมศาสดา 

 

ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ จนเกิดเป็นตำนาน “นาคให้น้ำ”เช่น ถ้าปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก ท่วมพื้นที่ทำการเกษตร ไร่นา แต่ถ้าปีใด นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้ ฯลฯ

ตำนานและความเชื่อเรื่องพญานาค…ในโลกฝั่งตะวันออก นาค ..คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธา ความอุมสมบูรณ์ เป็นเทพเจ้า แต่ในโลกฝั่งตะวันตก  นาค..คือ สัญญะของกิเลส ความชั่วร้าย และ ตัณหา

แต่ไม่ว่าเราจะเชื่ออย่างไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ “พญานาค” น่าจะมีอยู่จริง….!!!